#echo banner="" ตปุสสะ ปฐมอุบาสก

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ตปุสสะ ปฐมอุบาสก

เอตทัคคผู้ถึงสรณะก่อน

คัดลอกจากสารานุกรม พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน

ตปุสสะเป็นพ่อค้าที่มาจากอุกกลชนบทคู่กับ ภัลลิกะ  ซึ่งเป็นน้องชาย ท่านเป็นบุตรของกฏุมพี ในอสิตัญชนนคร.

ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้มุจจลินท์ เข้าไปยังต้นไม้ราชายตนะ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ  ควงไม้ราชายตนะ ตลอด ๗ วัน.

ในสัปดาห์ที่ ๘ ประทับนั่งใต้ต้นเกด. 

สมัยนั้น พาณิชทั้งสองเดินทางจากอุกกลชนบท  จะไปยังมัชฌิมประเทศ  ด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม  เทวดาผู้เป็นญาติสาโลหิตของตนในชาติก่อน  ซึ่งเคยเป็นมารดาของพาณิชทั้งสองได้เกิดเป็นเทวดาอยู่ในที่แถวนั้นในอัตภาพติดต่อกัน  ๕  อัตภาพ(ชาติ).

นางคิดว่า  บัดนี้พระพุทธเจ้าควรที่จะได้รับพระกระยาหาร  เพราะต่อแต่นี้ไปพระองค์ปราศจากพระกระยาหารจะไม่สามารถทรงพระชนม์ชีพอยู่ได้. 

อนึ่ง  บุตรของเราทั้งสองนี้ก็ไปตามสถานที่นี้.

วันนี้บุตรทั้งสองนั้นควรได้ถวายบิณฑบาตแด่พระพุทธเจ้าดังนี้แล้ว  จึงได้ทำให้โคที่เทียมเกวียนทั้ง  ๕๐๐  เล่ม หยุดไม่เดินไป.

พวกเขาต่างพูดว่า  นี่อะไรกัน  อะไรกันนี้  จึงพากันตรวจดูนิมิตต่าง ๆ.

ทีนั้น  เทพยดานั้นทราบว่าเขาทั้งสองลำบาก  จึงเข้าสิงในร่างของบุรุษคนหนึ่งแล้วกล่าวว่า 

เพราะเหตุไร  พวกท่านจึงต้องลำบาก  ไม่มียักษ์อื่นกลั่นแกล้ง  ไม่มีภูตผีกลั่นแกล้ง  ไม่มีนาคกลั่นแกล้งพวกท่านดอก  แต่เราเป็นมารดาของพวกท่านในอัตภาพ(ชาติ)ที่ ๕ บังเกิดเป็นภุมเทวดาอยู่ในที่นี้.

ดูกรท่านผู้นิรทุกข์   พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้แรกตรัสรู้ ประทับอยู่  ณ  ควงไม้ราชายตนะ     ท่านทั้งสองจงไปบูชาพระผู้มีพระภาคนั้น ด้วยสัตตุผงและสัตตุก้อนการบูชาของท่านทั้งสองนั้น  จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน.

พาณิชทั้งสองได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ ณ ภายใต้ต้นไม้ราชายตนะ(ไม้เกด). ได้ทูลถวายเสบียงเดินทางคือ ข้าวสัตตุผง ข้าวสัตตุก้อน แด่พระพุทธเจ้า ตามคำบอกของเทวดา.

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงปริวิตกว่า

พระตถาคตทั้งหลาย ไม่รับวัตถุด้วยมือ เราจะพึงรับสัตตุผง และสัตตุก้อนด้วยอะไรหนอ

ได้ทราบว่า  บาตรใดของพระองค์ได้มีอยู่ในเวลาทรงประกอบความเพียร  แต่บาตรนั้นได้หายไปเมื่อนางสุชาดามาถวายข้าวปายาส.

เพราะเหตุนั้น  พระองค์จึงได้ทรงมีพระรำพึงนี้ว่า 

บาตรของเราไม่มี  ก็แลพระตถาคตทั้งหลายองค์ก่อน ๆ ไม่ทรงรับด้วยพระหัตถ์เลย.  เราจะพึงรับข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุก้อนปรุงน้ำผึ้งด้วยอะไรเล่าหนอ ?

ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ทรงทราบพระปริวิตกแห่งจิตของพระผู้มีพระภาค ด้วยใจของตนแล้ว เสด็จมาจาก ๔ ทิศ ทรงนำบาตรที่สำเร็จด้วยศิลา ๔ ใบ เข้าไปถวายพระผู้มีพระภาค  กราบทูลว่า

ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับสัตตุผงและสัตตุก้อนด้วยบาตรนี้ พระพุทธเจ้าข้า. 

พระผู้มีพระภาคทรงใช้บาตรสำเร็จด้วยศิลาอันใหม่เอี่ยมมีพรรณ(สี)คล้ายถั่วเขียว รับสัตตุผงและสัตตุก้อน  แล้วเสวย.

(ก็ท้าวมหาราชทั้ง  ๔  ได้น้อมถวายบาตรแล้วด้วยแก้วอินทนิล  มีพรรณเขียวเลื่อมประภัสสร ดังแสงปีกแมลงทับ  ในตำหรับไสยศาสตร์ชื่อว่าแก้วมรกต  ก่อน.   พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงรับบาตรเหล่านั้น.)

สองพาณิชได้แสดงตนเป็นอุบาสก ถึงพระพุทธเจ้ากับพระธรรมเป็นสรณะ  นับเป็นปฐมอุบาสกผู้ถึงสรณะ ๒ ที่เรียกว่า เทฺววาจิก (ทเววาจิกะ)

สองพาณิชนั้นครั้นประกาศความเป็นอุบาสกอย่างนั้นแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 

ทีนี้ ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพระองค์พึงทำการอภิวาทและยืนรับใครเล่าพระเจ้าข้า ?    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลูบพระเศียร. 

พระเกศาติดพระหัตถ์ ๘ เส้น  มีสีดุจแก้วอินทนิลแลปีกแมลงภู่ได้ประทานพระเกศาเหล่านั้นแก่เขาทั้งสอง  ด้วยตรัสว่า

ท่านจงรักษาผมเหล่านี้ไว้.  สองพาณิชนั้น  ได้พระเกศาธาตุราวกะได้อภิเษกด้วยอมตธรรมใส่ในผอบทองคำ   รื่นเริงยินดีถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วอัญเชิญพระเกศธาตุไปยังเมืองของตน   ให้บรรจุพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้าที่ยังมีพระชนม์ไว้ที่ประตูอสิตัญชนนคร

ในวันอุโบสถก็มีรัศมีสีนิลเปล่งออกมาจากพระเจดีย์  เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยทำนองนี้ 

ก็ในกาลต่อมา  พระศาสดาประทับนั่งในพระเชตวัน เมื่อทรงสถาปนาอุบาสกทั้งหลายไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาชนทั้งสองนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลาย  ผู้ถึงสรณะก่อน แล.

ก็นายพาณิชสองคนนั้น ได้เป็นอุบาสกกล่าวอ้าง  ๒ รัตนะ เป็นชุดแรกในพระพุทธศาสนา.  

บุพกรรมในอดีตชาติ

ได้ยินว่า พ่อค้าทั้งสองนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ถือเอาปฏิสนธิในเรือนสกุล  กรุงหังสวดี 

ต่อมา  ได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาอุบาสกสองคนไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสกผู้ถึงสรณะเป็นคนแรก  จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป   ปรารถนาตำแหน่งนั้น.  เขาทั้งสองเวียนว่ายตายเกิดไปในเทวดาและมนุษย์สิ้นแสนกัป  มาบังเกิดในเรือนกุฏุมพีในอสิตัญชนนคร ก่อนพระโพธิสัตว์ของเราทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ.

อ้างอิง

# วินย. ๔/๕-๖; วินย. อ. ๓/๒๗-๒๘; อป.อ. ๘/๑/๑๕๘-๑๕๙;องฺ.อ. ๑/๒/๕๗-๕๙ ; พุทฺธ.อ. ๙/๒/๓๒; วินย.อ. ๔/๑/๒๖-๒๙

ปฐมสมโพธิกถา ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส หน้า ๑๗๙-๑๘๒