#echo banner="" พระอรหันต์พลิกฝ่ามือ อาจารย์วรากร ไรวา/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระอรหันต์พลิกฝ่ามือ (31 ภพภูมิ)

ธรรมบรรยายโดย อาจารย์วรากร  ไรวา

อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กทม.

คัดลอกจาก http://mywebpage.netscape.com/doraeme23/31pop_poom.doc

เรามาปฏิบัติกันทำไม  มาทำความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติว่า 

อย่างแรกเรามาปฏิบัติเดินช้า ๆ แล้วก็มาดูท้องขึ้นท้องลง (พองหนอยุบหนอ) ทำไมต้องมาเดินช้า ๆ และดูท้องขึ้นท้องลงด้วยนะครับ  แล้วที่ทำไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับใจเรา

และอย่างที่สองคือฝึกจบไปแล้ว 7คืน 8 วัน  กลับไปบ้านจะทำยังไงดี  อยากปฏิบัติต่อจะทำยังไง  

อย่างที่ 3 พวกเราทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชน  เรามีความเข้าใจเรื่องศาสนาพุทธอย่างไร   ศาสนาพุทธคือการนิมนต์พระมาแล้วก็ให้ท่านสวดมนต์เสร็จแล้วก็ถวายสังฆทาน  แล้วให้ท่านพรมน้ำมนต์ให้  แล้วกรวดน้ำ  ศาสนาพุทธมีเท่านั้นหรือเปล่า  หรือมีมากกว่านั้น 

วันนี้แหละท่านทั้งหลายก็จะทราบว่าศาสนาพุทธที่เรานับถืออยู่นี่ คืออะไรกัน  เวลาไปพูดกับชาวต่างประเทศจะได้อธิบายให้ฟังถูก นี้คือหัวข้อที่จะพูดในวันนี้ 3 หัวข้อ

ก่อนที่จะเริ่มพูดทั้งสามหัวข้อ  เรียนโยคีทั้งหลาย ว่า การบรรยายของผม ขณะที่บรรยายก็จะมีคำถามไปเรื่อย ๆ โยคีมีหน้าที่ที่จะตอบคำถาม  คำตอบที่อยากได้นั้นไม่อยากได้มาจากหนังสือ  อยากให้ตอบมาจากใจ  สมมติหากถามเชื่ออย่างนั้นอย่างนี้   เชื่อก็บอกมาว่าเชื่อ  ไม่เชื่อก็บอกไม่เชื่อก็ไม่ว่ากัน  แต่ให้ตอบคำถามออกมาจากใจ

ก่อนบรรยาย   ผมมีคำถามให้ท่านทั้งหลายได้ตอบกัน  คำถามมีอยู่ว่า  คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ต้อง 1. ขยัน ประหยัด อดทน 2.ไม่นอนตื่นสาย  ไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา 3.ดวงดีซะอย่าง  ข้อไหนเป็นคำตอบที่ถูกต้อง  ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3  ข้ออะไร ครับ

ข้อ 1  เป็นคำตอบสุดท้ายมั้ย ข้อ 1 ผิดครับ ข้อ 1 ขยัน คนขยันที่ไม่ประสบความสำเร็จมีมั้ย   มี งั้นแปลว่า ข้อ 1 ผิดแน่

ข้อ 2  ผิดครับ  ข้อ 2 ไม่นอนตื่นสาย  คนนอนตื่นสายประสบความสำเร็จมีมั้ย มี  แปลว่า ข้อ 2 ก็ไม่ถูกอีก

ข้อ 3  ดวงดีซะอย่าง  ถูกต้อง  ทำอะไรก็ได้ ดวงดีซะอย่างใช่มั้ย

พวกเราคงสงสัยว่า เอ๊ะนี่ จะมาสอนเรื่องผูกดวง หรือสนเรื่องพระพุทธศาสนา  ก็ตอบว่า ดวงที่พูดเนี่ยะนะครับ  ไม่ได้ดวงดาว  ไม่ใช่ว่าเป็นโหราศาสตร์  ดวงคนเรานะครับ พูดจริง ๆ แล้ว ไม่ได้ขึ้นกับดวงต่าง ๆ หรอก  ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง   เราสามารถจะทำดวงของเราเองเนี่ยะให้ดีก็ได้  ไม่ดีก็ได้  เพราะฉะนั้นใครอยากให้ดวงเราดีตลอด  ไม่มีดวงตกเลยนะครับ ต้องทำ 3 อย่างนี้  จำไว้เลยนะครับ

อยากดวงดีตลอดต้องทำ 3 อย่าง

1.ต้องให้ทานสม่ำเสมอ เป็นคนให้สม่ำเสมอ การให้นี้ไม่จำเป็นต้องให้ด้วยสตางค์  บางคนบอกว่า แหม จะทำทานแล้วเนี่ยะ ชั้นไม่ค่อยมีสตางค์ ให้ด้วยสตางค์  ชั้นก็ลำบาก ตัวเองก็ยังไม่ค่อยจะมีเลยแล้วยังจะไปให้อีก

การทำทานไม่จำเป็นต้องให้ด้วยสตางค์นะครับ  ให้ด้วยการช่วยเหลือเค้าก็ได้  ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ก็เรียกว่าทำทานแล้ว  ให้กำลังกาย  ทำทานด้วยกำลังกายนะครับ  หรือการทำทานด้วยการให้กำลังใจ  เห็นเพื่อนเค้ากำลังกลุ้มอยู่ เราไปพูดให้กำลังใจเค้า  ก็เรียกว่าเป็นการทำทานเหมือนกัน

ทานที่เรียกว่ายิ่งใหญ่กว่าทานทั้งปวงในภาษาบาลีท่านว่า สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ทินาติ แปลว่า ในกระบวนการให้ทั้งหมดเนี่ยะนะครับ  การให้ธรรมมะเป็นทานชนะการให้ทานทั้งปวง   เราสามารถให้ธรรมเป็นทานได้ เช่น สมมติว่าเราปฏิบัตินี้ 7วันไปแล้วรู้สึกว่า เออดีนะ ทำให้เราใจเย็น ก็ไปชวนเพื่อน อันนั้นก็เรียกว่า ให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง

ใครทำทานให้สม่ำเสมอได้   ดวงคุณจะดี 25 %

อันที่ 2 ต้องรักษาศีล 5 ข้อ ศีลนี้ถ้าใครรักษาได้ 1 ข้อ ดวงจะดี  5% ถ้ารักษาได้ 5 ข้อ ดวงดีกี่เปอร์เซนต์ 25%

ศีลก็คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติในกาม ไม่พูดโกหก และไม่ดื่มของเสพติด นะครับ 5 อย่างข้อละ 5%

สรุปแล้ว ให้ทานด้วย รักษาศีล 5 ด้วย ดวงดีกี่เปอร์เซนต์ 50%

อย่างที่ 3 นี่สำคัญมาก เพราะมีน้ำหนักถึง 50% อย่างที่  3 ก็คือว่า ต้องทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ วงเล็บทั้งวัน ทำได้มั้ย ไม่ได้  ตอนนี้พูดว่าทำไม่ได้ แต่ตอนจบแล้วเดี๋ยวจะได้ นะครับ   ว่าทำยังไงถึงจะให้ ทำจิตใจของเราให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอทั้งวันได้  และข้อนี้สำคัญมากมีน้ำหนักถึง 50% ในการที่จะทำให้ชิวิตเราเจริญขึ้น  รู้ 3 ข้อนี้ จำให้ดีแล้วไปปฏิบัติ

แล้วที่มาของ 3 ข้อนี้คืออะไร มีดังนี้

ข้าง ๆ ผมนี้มีผังอยู่ผังนึง เรียกว่า ผังภพภูมิ นี้จะย่อมาจากพระไตรปิฏกในพระไตรปิฎกท่านเขียนไว้เลยว่าพวกเราทั้งเนี่ยะ ไม่เว้นสักคนจะต้องไปเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ

และ 31 ภพภูมิที่พวกเราทั้งหมดจะต้องไปเวียนว่ายตายเกิดนี้มีอะไรบ้างจะนับให้ดู

1สัตว์นรก 2 อสูรกาย 3 เปรต 4 เดรัจฉาน 5 มนุษย์ 5 แล้วนะครับ 6 เทวดาอย่างเดียวมี 6 ชั้น 5 กะ 6 เป็น 11 รูปพรหมอย่างเดียวมี 16 ชั้น 11 กะ 16 เป็น 27  และอรูปพรหมอย่างดียวมี 4 ชั้น 27 กะ 4 เป็น 31 นี่คือ 31 ภพภูมิ

ที่เค้าว่ากันว่าทั้งหมดนี่แหล่ะ จะต้องไปเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิดังนั้น เราก็มาดูกันว่า เอ๊ะ 31 ภพภูมิเนี่ยะคืออะไร  ทำไมฉัน  ฉันแต่ละคนต้องไปเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมินี้ด้วย  ไม่ไปไม่ได้เหรอ ?

การอธิบายคำว่าภพภูมิให้ท่านทั้งหลายเข้าใจนะครับ ไม่มีอะไรดีไปกว่าเปรียบเทียบว่าภพภูมินึงเนี่ยะ ควรจะเท่ากับอะไรที่เราเห็นในปัจจุบัน

ผมจะเปรียบเทียบว่าภพภูมินึงเท่ากับประเทศ  ประเทศนึง    ในโลกนี้มีประเทศอยู่ประมาณ 200 กว่าประเทศ เช่นประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ถ้าเราอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวประทศต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะทำยังไง ไม่ยากเลยไปที่สนามบิน ต้องมีตั๋วมีพาสปอร์ต มีวีซ่าให้เรียบร้อย อยากจะไปญี่ปุ่นเค้าก็จับเราขึ้นเครื่องบิน จะเป็นแจแปนแอร์ไลน์ก้อได้  และเครื่องบินที่มีตัวเราอยู่ในเครื่องเนี่ยะ ก็จะบินพาเราไปประเทศญี่ปุ่น

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ  ใช้ตัวเราบินไปบินมาตามประเทศต่าง ๆ

ผมถามหน่อยการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างภพภูมิเนี่ยะ เค้าใช้ตัวเราเนี่ยะบินไปบินมาระหว่างภพภูมิใช่มั้ย  ไม่ใช่ 

เค้าใช้อะไรเดินทางระหว่างภพภูมิทราบมั้ยครับ?   เค้าใช้จิต 

เค้าใช้จิต เพราะฉะนั้น จิต  ประเทศที่จิตจะเดินทางไปท่องเที่ยวเนี่ยะ มี 200 กว่าประเทศใช่ใหม ?  ไม่ใช่ ประเทศที่จิตจะเดินทางไปท่องเที่ยวมี 31 ประเทศ นี่ครับคือประเทศที่จิตจะเดินทางไปท่องเที่ยวทั้ง 31 ประเทศ

แผนผัง 31 ภพภูมิ

8

อรูปพรหมอย่างเดียวมี 4 ชั้น

สุคติภูมิ

7

รูปพรหมอย่างเดียวมี 16 ชั้น

สุคติภูมิ

6

เทวดาอย่างเดียวมี 6 ชั้น

สุคติภูมิ

5

มนุษย์

อยู่ตรงกลาง

4

เดรัจฉาน

ทุคติภูมิ

3

เปรต

ทุคติภูมิ

2

อสูรกาย

ทุคติภูมิ

1

สัตว์นรก

ทุคติภูมิ

เขาแบ่งประเทศที่จิตจะเดินทางไปท่องเที่ยวมี 2 ส่วนดังนี้ มีมนุษย์อยู่ตรงกลาง  

ด้านบนของมนุษย์เค้าเรียกว่า สุคติภูมิคือประเทศที่จิตเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วมีความสุข 

ด้านล่างของมนุษย์ลงมา เรียกว่า ทุคติภูมิ คือประเทศหรือ ภพภูมิที่จิตเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วมีความทุกข์ 

พวกเราทั้งหลาย บางครั้ง เราจะเดินทางท่องเที่ยวไปทางสุคติภูมิคือมีความสุขบ้าง  บางครั้งเราก็เดินทางไปท่องเที่ยวทางทุกคติภูมิบ้าง วกกลับขึ้นไปสุคติภูมิมีความสุขอีก วกกลับลงมาทุคติภูมิมีความทุกข์อีก  วกไปเวียนมาสุขบ้างทุกข์บ้าง  วกไปเวียนมาสุขบ้างทุกข์บ้าง

เรียกว่า พวกเราทั้งหลายกำลังเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ  บางครั้งพวกเราก็จะเดินทางท่องเที่ยวไปสุขคติภูมิ คือมีความสุขบ้าง  บางครั้งพวกเราจะเดินทางท่องเที่ยวมาทางทุคติภูมิคือมีความทุกข์บ้าง

ใน 31 ภพภูมิที่ท่านทั้งหลายเห็นนี้  ถามหน่อยว่าที่เห็นด้วยตาว่ามีจริง ๆ เลยมีกี่ภพภูมิ  ยังไงก็มี ลองดูซิครับว่ามีกี่ภพภูมิ  เห็นอะไรบ้าง 

มีอยู่ 2 ใช่มั้ยครับ  คือ มนุษย์ กับ เดรัจฉาน

ใน 31 เห็นด้วยตา 2 และอีก 29 คิดว่ามีหรือไม่มี อยากเห็นมั้ย อยากเห็นตอนตายหรือเดี่ยวนี้  อ่ะ เดี๋ยวนี้ เราสามารถสัมผัสภพภูมิทั้ง 29 ได้เดี๋ยวนี้เลย  โดยไม่ต้องรอให้ตายไปก่อน นะครับ เพราะภพภูมิเหล่านี้เราไม่สามารถไปสัมผัสด้วยตาได้  แต่สามารถสัมผัสด้วยใจได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรู้สึกดีดี ปลื้มใจ สบายใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนาน ร่าเริงนั้น สัมผัสภพเทวดา  

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรู้สึกใจไม่ว้าวุ่น ใจสงบ ใจนิ่งไม่ปรุงแต่ ไม่ว้าวุ่นเลย เงียบสงบเลย นั่นสัมผัสที่ไหน นี่ครับ อันนี้รูปพรหม

แล้วเมื่อไหร่เรานั่งกัมฐาน ภาวนาจนกระทั่งนั่งนิ่งมาก ตัวที่นั่งอยู่เนี่ยะไม่มีเลย ขนาดที่ว่านั่งอยู่เนี่ยะภาวนาจนกระทั่งตัวนี่หายไปเลยมีแต่ความรู้สึกรู้อยู่เฉย ๆ นั่นคือสัมผัสชั้นอรูปพรหม

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรู้สึกเกลียดมัน  อยากฆ่ามันเหลือเกิน นะครับ อาฆาต พยาบาท จองเวร โมโห โกรธ  เมื่อนั้น อยู่แถว ๆ ข้างล่าง นรก

บางคนโกรธมาก โมโหมากจนสามารถทำกับผู้มีพระคุณได้ ณ จุดนั้น คือสัมผัส เรียกว่าลึกสุดของสังสารวัฏ โลกันต

มันแล้วแต่ความรุนแรงของความรู้สึก  โลภโกรธ หลง  แล้วแต่ละคนว่าจะมีขนาดไหน นะครับ แต่ลึกสุดสุดที่สุดก็คือว่า โกรธมากจนกระทั่ง ลืมตัวไป สามารถทำร้ายผู้มีพระคุณได้คือ ลงมาสุด โลกันต

สรุปแล้ว

หัวเราะ  ( ข้างบน สวรรค์ )   ร้องไห้ ข้างล่าง (นรก )     ดีใจ ข้างบน     เสียใจ ข้างล่าง 

หัวเราะข้างล่าง (นรก) มีมั้ย  มี หัวเราะตอนไหน  ไอ้เนี่ยะมันตายเสียได้ก็ดี สะใจฉันเหลือเกิน  

ร้องไห้ข้างบน หรือ ข้างล่าง  ร้องไห้ข้างล่าง ร้องให้ข้างบนมีมั้ย  ร้องไห้ตอนไหน ร้องไห้ตอนถูกลอตเตอรี่ สรุปแล้วก็ไม่ได้หัวเราะ ร้องไห้น่ะ  

มันอยู่ที่ใจเราจริง ๆ ว่า ใจ ณ ขณะนั้น เราคิดยังไง  เมื่อเข้าใจเรื่องภพภูมิแล้ว  ก็จะหยุดเรื่องภพภูมิไว้ก่อน  ก็จะอธิบายให้โยคีทั้งหลาย ได้ฟังถึงเรื่อง ใจของพวกเราต่อไป

ใจของพวกเราเป็นยังไง  จะอธิบายให้ฟัง คำว่าคนเรา ประกอบด้วย

2 ส่วนใหญ่ ที่รวมแล้วเป็นคน 2 ส่วนใหญ่นี่คืออะไร  กายกับใจ  ภาษาธรรมเค้าเรียก รูปกับนาม 

นี่คือกายกับใจ คนประกอบด้วยกายกับใจ  มีคนอยู่คนนึงพิเศษกว่าคนอื่น มีแต่กายเฉย ๆ ไม่มีใจเค้าเรียกคนใช่มั้ย    ไม่ใช่ เค้าเรียกว่าอะไร เค้าเรียก ศพ เค้าเรียกคนตาย  ปกติแล้วใจของคนเราเป็นรูปนามหรือ เป็นนามธรรม 

ใจของเรามี 5 แฉก  ใจทุกคนมี 5 แฉก เพราะทุกคนมีความยึดมั่นถือมั่นประจำตน ประจำใจ 5 อย่าง  ความยึดมั่นถือมั่นประจำใจ 5 อย่างภาษาธรรมเค้าเรียกว่า ขันธ์ 5   ขันธ์ 5 มีอะไรบ้าง  มี  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ขันธ์ 5 ความยึดมั่นถือมั่นประจำใจ 5 อย่างนั้น  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กู ทั้ง5 ประจำใจ มีอะไรบ้าง

กูที่ 1 ตัวกู แปลว่า รูปขันธ์   

กูที่ 2 พอถูกตี  ใครเจ็บ   กูเจ็บ   กูเจ็บ แปลว่า เวทนาขันธ์

กูที่ 3 สองคูณสองเป็นเท่าไหร่   เป็นสี่  ใครจำได้   กูจำได้      กูจำได้เอง คือ สัญญาขันธ์

กูที่ 4 ที่นี่คือที่ไหน   วัดอินทร์   ใครคิดได้   กูคิดได้     กูเป็นคนคิดได้เอง คือคำแปลของคำว่า สังขารขันธ์

กูที่ 5 เห็น ๆ นี่ ใครเป็นคนเห็น   กูเห็น    กูเห็นเอง คือคำแปลของคำว่า วิญญาณขันธ์

สรุปแล้ว 5 กู ครบคือ 1 ตัวกูเอง  2 กูเจ็บเอง  3 กูจำได้เอง  4กูเป็นคนคิดได้เอง  5 กูเป็นคนเห็นเอง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ครบ

กูทั้ง 5 นี้ วิ่งไปรวมเป็น 1 ใจ  ฉะนั้นใจของเราจึงมีความยึดมั่นถือมั่นว่า นี่ตัวกูเอง เอาคำว่าตัวกู แปะลงไปที่ใจดวงนี้ 

ที่นี้อารมณ์เกิดขึ้นที่ไหนครับ  เกิดขึ้นในใจ วันนึงเกิดสักกี่อารมณ์ หลายมาก นับไม่ถ้วน เกิดเยอะมาก เพราะอารมณ์เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะจิต นะครับ  แค่ดีดนิ้วมือนี้นะครับ แป๊ก แสนโกฏิขณะจิต วันนึงดีดนิ้วกี่หน แสน ๆ ล้าน ๆ หน  งั้นวันนึงอารมณ์เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลย

แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นที่นับไม่ถ้วนทั้งที่ใจเรา แต่ละวันนี้นะครับ เขามีทางแสดงออกของอารมณ์ 

เวลาที่อารมณ์จะแสดงออกจำกัดมาก เลย มีแค่ 6 ทางที่อารมณ์จะแสดงออก และ 6 ทางที่อารมณ์จะแสดงออกก็คือ

ทางที่ 1 เมื่ออารมณ์เกิดขึ้นทางตาทำให้เรามองเห็น   คนตายมีตามั้ย  มี  คนตายมีตา  คนตายมองเห็นมั้ย ไม่เห็น ฉะนั้นคนตายจึงไม่มีอารมณ์เกิดขึ้นทางตา  แต่ คนเป็นอย่างเราเนี่ยะ มีตาด้วย และมองเห็นด้วย คนเป็นจึงมีอารมณ์เกิดขึ้นทางตา

ทางที่ 2 คืออารมณ์เกิดขึ้นทางหู ทำให้เราได้ยิน

ทางที่ 3 คืออารมณ์เกิดขึ้นทางจมูก ทำให้เราเราได้กลิ่น

ทางที่ 4 คือ อารมณ์เกิดขึ้นทางลิ้น ทำให้เราได้รส

ทางที่ 5 คือ อารมณ์เกิดขึ้นทางกาย รู้สึกสัมผัสดังนี้ 

และทางสุดท้ายที่อารมณ์จะเกิดขึ้นก็คือทางใจ  ทำให้เราคิดได้  เวลาเราคิดอารมณ์จะขึ้นมา

อารมณ์เกิดวันละนับครั้งไม่ถ้วน  แต่มีทางแสดงออกกี่ทาง 6 ทางคือ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ สลับไปสลับมาเร็วมากเลย  เดี๋ยวเห็น เดี่ยวได้ยิน เดี๋ยวมาเห็นอีก เดี๋ยวได้กลิ่น เดี๋ยวได้รส เดี๋ยวมาได้ยินอีก สลับไปสลับมา 6 ทวาร เร็ว ๆ มากเลยนะครับ  บางทีเราจับไม่ทัน

และนี่ก็คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเราทุก ๆ ขณะจิต ผมได้ 3 อย่าง และ 3 อย่างนี้คืออะไรบ้าง

อย่างแรกก็คือผังนี้ 31 ประเทศ นี้  31 ภพภูมินี้ จำได้มั้ยว่า ใครเป็นคนไปเนี่ยะ  จิตเราเป็นคนไปเที่ยว  จิตเราหรือใจเราที่มีความยึดมั่นถือมั่น ว่ามีตัวกูเนี่ยะเป็นคนไปเที่ยว 31 ประเทศ และนี่ก็คืออารมณ์  อารมณ์ก็ไปกระทบที่ไหน ? อารมณ์ก็ไปกระทบที่ใจ 

อารมณ์เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะจิต  เค้ากระทบที่ทุก ๆ ขณะจิต  อารมณ์กระทบใจทุก ๆ ขณะจิต  ดูซิครับ  ใจมีอาการยังไง  สั่น

การที่อารมณ์กระทบใจกระทบได้ 2 ลักษณะ คือ กระทบเบาก็ได้ กระทบแรง ๆ ก็ได้  เมื่อไหร่กระทบเบา เมื่อไหร่กระทบแรง

เวลาไหนก็ตามที่ใจเราเนี่ยะมีความเห็นแก่ตัวมาก  ตัวกูมันใหญ่เบ้อเริ่มเลย  เมือนั้นอารมณ์กระทบแรง 

ในขณะเดียวกัน เวลาไหนก็ตามที่ใจเรามีความเห็นแก่ตัวนิดเดียว  ตัวกูมันเล็กนิดเดียว  เมื่อนั้นอารมณ์กระทบเบา

ในขณะที่ไม่ได้โกรธอะไรนะครับ  อารมณ์กระทบเบา ๆ กูไม่ใหญ่ อารมณ์เราอยู่ภพมนุษย์

ถามว่าคนเราเลือกเกิดได้หรือเปล่า คนเราเลือกเกิดได้ 

แล้วตอนไหนที่เราเลือกเกิดกัน  เช้า กลางวัน หรือก่อนนอน ตอบเกิดทุก ๆ ขณะจิตตลอดเวลา

เมื่อเลือกเกิดได้แล้ว การรักษาระดับจิตให้อยู่ภพมนุษย์ คือ ระวังอย่าให้กูใหญ่บ่อย 

การระวังอย่าให้กูใหญ่บ่อยทำไง  อย่าเห็นแก่ตัวบ่อย  อย่าเห็นแก่ตัวบ่อยทำไง รักษาศีลให้ดี 

คนไม่มีศีลความเห็นแก่ตัวเยอะกว่า กูจะใหญ่กว่า อารมณ์กระแทก ปัง ๆ จะไปจองอารมณ์นรกข้างล่างบ่อย ๆ

อยากเป็นมนุษย์ต่อไปต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ ศีล 5 มีอะไรบ้าง 1ไม่ฆ่าสัตว์ 2ไม่ลักทรัพย์ 3ไม่ประพฤติผิดในกาม 4 ไม่พูดโกหก 5 ไม่ดื่มสุรา

มนุษย์ที่เกิดมาได้เพราะทุกคนในอดีตได้รักษาศีล 5 มาดีแล้ว จึงมีสิทธิมานั่งตรงนี้ได้ 

ใครที่ร่างกายไม่ค่อยดีนักสามวันดีสี่วันไข้แปลว่าท่านบกพร่องในศีลข้อที่ 1 พยายามรักษาศีลข้อที่ 1 ให้บริสุทธิ์ แล้วสุขภาพท่านก็จะดีขึ้น 

 ผิดศีลข้อ 5 ไปงานเลี้ยงดื่มสุรา บกพร่องข้อ 5 เกิดเป็นมนุษย์แต่ปัญญาอ่อนหน่อย ๆ ไปไหนก็มึนๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก  ควรรักษาศีลข้อที่ 5 ไว้ให้ดี หัวสมองจะดีขึ้น

เค้ามีสำนวนว่า อยากหล่อ อยากสวย ต้องรักษาศีลให้ละเอียดมาก ๆ 

เราสังเกตที่บางคนเกิดมามีฐานะ  บางคนเกิดมาไม่มีฐานะ 

ถ้าอยากเลือกเกิดเป็นมนุษย์และมีฐานะด้วย นอกจากศีล แล้วต้องอะไรอีกอย่างหนึ่ง?   ตอบ ต้องให้ทาน

การให้ทานทำให้กูใหญ่ขึ้นหรือกูเล็กลง    ตอบ ให้กูเล็กลง

การให้ทานคือการดึงเอาความเห็นแก่ตัวออกจากใจเรา

เมื่อดึงเอาความเห็นแก่ตัวออกจากใจเราแล้ว  จะลดตัวกูออกไป ก็เขยิบขึ้นเป็นมนุษย์ที่มีอันจะกิน

พุทธศาสนิกชนส่วนมากชอบทำบุญให้ทานมากๆ เลย  จะสังเกตว่า เวลาทอดผ้าป่า 10 วัด รถทัวร์สิบคันเต็ม   ฉึ่ง ๆ โป้ง ๆ ฉึ่ง ฉึ่ง ๆ โป้ง ๆ ฉึ่ง

เอ้า กรึ๊บๆๆๆ เหล้าบนรถระหว่างทาง  พอถึงวัดแรก โฆษกก็เชิญทอดผ้าป่าทุกคนก็ลงไปบริจาคกันใหญ่ บริจาคเสร็จเชิญขึ้นรถไปทอดวัดต่อไป บนรถทัวร์ก็ดื่มสุราไป  พอถึงวัดที่ 2 ก็อ้ออ้อแอ้แอ้  บริจาคไป   พุทธศาสนิกชนฉิ่งฉับทัวร์เหล่านี้ ชอบทำบุญให้ทานมาก ๆ เลย แต่ไม่ชอบรักษาศีลจะได้เลือกเกิดเป็นอะไร ?   ตอบ เคยเห็นเดรัจฉานมีฐานะมั้ยครับ หมารวย เคยเห็นมั้ยครับ  เขาเลือกเกิดเป็นหมารวย เพราะการที่เค้าทำบุญมากๆ จึงต้องเกิดรวย  แต่ เพราะการที่ไม่รักษาศีลไม่สามารถเกิดเป็นมนุษย์ได้  ต้องเกิดต่ำกว่ามนุษย์ก็เกิดเป็นเดรัจฉานที่มีฐานะนั่นเอง

อยากเกิดเป็นมนุษย์ ต้องรักษาศีล

อยากเกิดเป็นมนุษย์ที่มีอันจะกิน ต้องรักษาศีลและ ต้องให้ทานด้วย

อยากเกิดเป็นเทวดา รักษาศีล ให้ทาน ลบความเห็นแก่ตัวออกไปให้กูมันเล็กลงไปอีก โดยใส่คุณธรรมของเทวดาลงไป นอกจากศีลนอกจากทานก็ใส่หิริโอตัปปะ   หิริแปลว่าความละอาย โอตัปปะแปลว่าความเกรงกลัวต่อบาป   หิริโอตัปปะแปลว่าไม่ทำบาปทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

อยากเกิดเป็นรูปพรหม ใส่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมวิหาร 4 ใส่ลงไป และต้องเพิ่มภาวนา

ภาวนาก็คือการที่เราพูดประโยคหรือคำใดคำนึงซ้ำกัน ซ้ำกัน ๆๆๆ เป็นเวลานานพอสมควร  เช่นพูดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พูดซ้ำ ๆๆๆ ไป หรือถ้าใครเคยภาวนาว่า พุทโธ ๆๆๆๆ เนี่ยะคือการภาวนา 

เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายมาที่นี่มา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ก็คือมายกระดับจิตของท่านขึ้นสู่ชั้นรูปพรหม 

ชั้นรูปพรหมคือ ว่า ใจเรามีความสงบ การภาวนาเพิ่มทำให้ใจเราสงบ

ปกติใจเราสงบมั้ย ?   ไม่สงบ เพราะเปรียบเทียบ ใจเราเหมือนลิง ใจเรากระดุกกระดิกตลอดเวลา 

จะทำยังไง หรือให้ใจเรานี้มันนิ่ง ทำยังไง? ก็มีวิธี คือ เราเอาเสามาปัก และก็เอาเชือกมาผูกกะหลัก แล้วก็มาผูกคอลิง

เจ้าลิงเปรียบเหมือนใจเรา หลักนี้เปรียบเหมือนการภาวนา  ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ

พอหลักมาผูกคอลิง  หรือคำภาวนามาผูกกับใจแล้ว  ลิงก็มีอาการยังไง  ลิงโดนผูกก็ดิ้น ๆ เต็มที่เลย 

เราจะสังเกตได้ว่าเมื่อเราเริ่มภาวนาใหม่ ๆ เนี่ยะ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ วันแรก ๆ เนี่ยะ  ใจอยู่มั้ย  ไม่อยู่หรอกครับ  ดิ้นมากเลยแต่เราก็ยังผูกกะหลักอยู่ เรายังมีหลักคือภาวนา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ตลอดเวลา  พอเจ้าลิงดิ้นไป 20นาทีเป็นไงครับ เหนื่อย 1 ชั่วโมงผ่านไป เหนื่อยเหลือเกิน  เจ้าลิงตัวนี้เหนื่อยมาก  การที่เจ้าลิงเหนื่อยมาก ๆ แล้ว  เวลามันอยากจะพักมันจะมาพักที่ไหน มันจะมาเกาะหลัก เมื่อไหร่ลิงเกาะหลักก็คือ ใจกะคำภาวนาอยู่ด้วยกันพอดี  ดูซิครับมันก็นิ่งไปตามธรรมชาติ และพอลิงนิ่งอย่างนี้ เรียกว่า ใจได้สมาธิ ยกระดับจิตของท่านเข้าสู่ชั้นรูปพรหมพอดี

จากชั้นรูปพรหมต้องการยกสู่ชั้นอรูปพรหมก็ไม่ยากอะไร แค่เปลี่ยนคำภาวนาของท่านจากคำภาวนาที่เป็นเสียงเนี่ยะ  ออกเสียงว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ หรือพองหนอ ยุบหนอ หรือ พุทโธ พุทโธ  เนี่ยะนะครับ  เปลี่ยนซะใหม่  เป็นการภาวนาที่ไม่มีเสียง

การภาวนาที่ไม่มีเสียงทำยังไง  ก็ทำง่าย ๆ นะครับ นั่งหลับตา หลับตาแล้ว เราก็เอาความรู้สึกของเรามาอยู่ตรงปลายจมูก  สังเกตลมที่เข้าออกที่มันแตะปลายจมูก  เราตลอดเวลานะครับ   เข้าออกเข้าออกนี้นะครับ  ลมจะเคลื่อนผ่านปลายจมูกไป  เราใช้ความรู้สึกที่ลมเคลื่อนผ่านปลายจมูกเราโดยไม่ต้องพูดอะไรเนี่ยะ  ดูยังนั้น  อันนั้นเค้าเรียกว่าเป็นการภาวนาโดยไม่ต้องใช้เสีย  เขยิบจิตของท่านขึ้นสู่ชั้นอรูปพรหม

และ ณ ชั้นอรูปพรหมนี้ ในพระไตรปิฎกเขียนไว้เลยนะครับว่า  ใครภาวนาจนกระทั่งจิตขึ้นสู่ชั้นอรูปพรหมนี้แล้วเกิดตายในขณะที่จิตอยู่ชั้นอรูปพรหมเนี่ยะ  ท่านผู้นั้นจะเสวยสุขที่สุด  ไม่มีสุขไหนเสมอเหมือน  ณ ชั้นอรูปพรหมนี้เป็นเวลานานถึง 84,000มหากัปป์ หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า เป็นเวลานานอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล