#echo banner="" พระอรหันต์พลิกฝ่ามือ อาจารย์วรากร ไรวา (ต่อ)

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระอรหันต์พลิกฝ่ามือ (31 ภพภูมิ) ต่อ

ธรรมบรรยายโดย อาจารย์วรากร  ไรวา

อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กทม.

ในพุทธประวัติ มีใครบ้างอยู่ตรงนี้  มีอาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะ  สองท่านคือ ท่านอาฬารดาบส  และท่านอุทกดาบส  อาจารย์ทั้งสองท่าน  เจ้าชายสิทธัตถะหนีออกมาจากวัง มาเรียนกะอาจารย์ทั้งสอง  อาจารย์ทั้งสองสอนเจ้าชายสิทธัตถะแป๊ปเดียว  เจ้าชายสิทธัตถะยกระดับจิตขึ้นสู่ตรงนี้ได้เหมือนกันแต่ยังไม่ตาย  เมื่อไหร่อยากจะยกระดับจิตก็ไปนั่งยกขึ้นสู่ชั้นอรูปพรหมได้   อาจารย์ทั้งสองบอกเจ้าชายสิทธัตถะว่า เจ้าชายเก่งมาก  กว่าอาจารย์จะยกระดับจิตขึ้นสู่ตรงนี้ได้ต้องใช้เวลาตั้งแต่หนุ่มจนแก่  แต่เจ้าชายมาไม่กี่วันเนี่ยะ ยกระดับจิตได้ เพราะฉะนั้น เจ้าชายไม่ต้องไปไหนแล้ว อาจารย์ทั้งสองยินดียกสำนักให้    ถามว่าเจ้าชายสิทธัตถะยินดีเป็นเจ้าสำนักต่อมั้ย   ไม่รับ  ทำไม  เจ้าชายสิทธัตถะถึงไม่รับเป็นเจ้าสำนักต่อ  เพราะว่า ท่านสังเกตว่า

การภาวนาเนี่ยะนะครับ ยกระดับจิต ก็เหมือนการเล่นลูกข่าง  เคยเล่นลูกข่างมั้ยครับ ลูกข่างจะมีเชือก เพระงั้นภาวนาครั้งนึง เช่น ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ คือพันเชือกนึง 1 รอบ  พุทโธ ๆๆๆๆๆ  คือพันเชือกเยอะเลย  และเราภาวนาเยอะมาก พันเชือกเยอะมาก  ในที่สุด พอจนสุดแล้วเราก็เหวี่ยงสู้ลูกข่าง  เหมือนลูกก็จะนิ่งอย่างเนี่ยะ  ในขณะที่ลูกข่างนิ่งอย่างนี้ก็เหมือนอยู่ตรงนี้ สบายมาก  แต่ลูกข่างจะนิ่งอย่างนี้ตลอดมั้ยครับ  ไม่ตลอด  และเมื่อเวลาผ่านไปลูกข่างมันก็หลุดนิด ๆ และในที่สุดเมื่อ อภิมหาอมตะนิรันดร์กาลหมดไป  ลูกข่างมันก็ล้มไป  อยู่ตลอดไปได้มั้ย  ไม่ได้ และในที่สุด ใจของเราก็จะลงมาเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฎอยู่ตามเดิม

ทุกคนในที่นี้  เคยอยู่ตรงนี้มาแล้ว  จำได้มั้ย  ไม่ได้  รูปพรหมก็เคยอยู่มาแล้ว  เทวดาก็เคยอยู่มาแล้วจำได้มั้ยครับ  ไม่ได้  มนุษย์เคยอยู่มาแล้วจำได้มั้ยครับ  ได้  เดรัจฉานเคยอยู่มาแล้ว  เปรตเคยอยู่มาแล้ว  อสุรกายอยู่มาแล้ว  สัตว์นรกก็เคยอยู่มาแล้วแต่จำไม่ได้  พวกเราทุก ๆ คนเคยอยู่แต่ละแห่ง ๆๆ เนียะมากันหมดแล้ว  ขึ้นบ้าง  ลงบ้าง วนไปวนมา  จนมาอยู่อย่างนี้  หลายต่อหลายรอบแล้วนะครับ 

ก็จะถามว่า วนวนอยู่อย่างเนี่ยะ เบื่อหรือยัง   ถ้ายังไม่เบื่อก็จงวนต่อไป  ไม่มีใครว่า  แต่มีคนคนนึงเค้าเบื่อ  เจ้าชายสิทธัตถะ เบื่อที่จะวนวนอยู่อย่างนี้แล้ว  เจ้าชายสิทธัตถะ จึงขอลาอาจารย์ทั้งสองเพื่อออกไปหาวิธีที่จะนำใจของท่านออกจากสังสารวัฏ  และเจ้าชายต้องใช้เวลาอีกถึง 6 ปี ตั้งแต่อายุ 29 จนถึงอายุ 35 และเมื่อวันเพ็ญเดือน 6  2500 กว่าปีที่แล้ว  เจ้าชายสิทธัตถะก็สามารถทราบวิธีที่จะนำใจของท่าออกจากสังสารวัฏได้  โดยการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้นั้น เรียกว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ 4 อย่าง   อริยสัจ 4 มีอะไรบ้าง 1 ทุกข์  2 สมุทัย 3 นิโรธ 4 มรรค

ทุกข์                แปลว่า ความไม่สบายกายไม่สบายใจ 

สมุทัย                แปลว่า เหตุของความไม่สบายกายไม่สบายใจ 

นิโรธ                แปลว่า การดับความไม่สบายกายไม่สบายใจ 

มรรค                 แปลว่า ทางปฏิบัติไปสู่การดับความไม่สบายกายไม่สบายใจ

อริยสัจ 4 นี้แบ่งออกเป็น 2 ทางใหญ่ ๆ นะครับ คือ 1 ทางเกิดทุกข์ และ 2 ทางดับทุกข์

ผมจะแสดงความเกิดทุกข์และทางดับทุกข์ให้ดูง่าย ๆ นะครับ 

ณ จุดชั้นอรูปพรหมนี้ อารมณ์อยู่ตรงนี้ ถามหน่อยว่าทุกข์มากหรือทุกข์น้อย  ทุกข์น้อยนะครับ

การสั่นสะเทือนของอารมณ์ของใจเป็นงัยครับมากหรือน้อย  น้อยนะครับ เพราะฉะนั้นสังเกตง่าย ๆ คือ เมื่อไหร่การสั่นสะเทือนของใจเราน้อยความทุกข์ก็น้อย  การสั่นสะเทือนของใจเพิ่มขึ้นทุกข์ก็เพิ่มขึ้น  การสั่นสะเทือนของใจหนักมากทุกข์ก็หนักมาก

ถ้าใจสั่นมาก ทุกข์มาก   ถ้าใจสั่นน้อยทุกข์น้อย   และจะไม่ให้ทุกข์เลย ต้องให้ใจนี้ไม่สั่นเลย  ทำได้มั้ย 

เมื่อเอาอารมณ์มากระทบใจแล้ว ปล่อยอารมณ์กระทบใจ  ถ้าใจกระเทือนอยู่แปลว่ายังทุกข์อยู่

ใครก็ตามที่สามารถรู้วิธี เมื่ออารมณ์มากระทบใจแล้ว ใจเค้าไม่สั่นเลย คน ๆ นั้นพ้นทุกข์ไปเลย

เจ้าชายสิทธัตถะคิดค้นวิธีได้  เมื่ออารมณ์มากระทบใจท่านแล้วเนี่ยะ ใจของท่านจะไม่สั่นเลยนะครับอย่างนี้คือ  คืออะไร 

อย่างนี้คือ ที่ท่านทั้งหลายมาทำที่นี้คือ มาเอา   มาพลิกสติ นะครับ สิ่งที่ตรงข้ามกับตัวตนเนี่ยะนะครับ รับอารมณ์ให้เท่าทันปัจจุบัน

พูดง่าย ๆ ว่า ใจเราดวงเดิมอ่ะนะ มีข้างนึงเป็นตัวกู แต่ด้านตรงข้ามกับตัวกู เค้าเรียกว่า สติ

สติ รับอารมณ์ให้เท่าทันปัจจุบัน ทุกคนปกติ เราจะเอาตัวกูรับตลอดเวลา ใช่มั้ยครับ พอตี ใครเจ็บกูเจ็บ เอา “ กู” รับตลอดเวลา ฉะนั้น ฝึกสติช้า ๆ ก่อน  อย่าเพ่งใจร้อน  ขวาย่างหนอ  ซ้ายย่างหนอ  ทำช้า ๆ ๆ ก่อน เพราะว่าจะได้รับเท่าทัน และก็ถ้าช้า ๆ ทันแล้ว  เร็ว ๆ ก็ทันเรื่อย ๆๆ

เท่าทันปัจจุบันแปลว่าอะไร  เท่าทันปัจจุบันแปลว่า ดูที่เท้าผม  ยก  พูดว่ายก กับเท้าที่ยกเนี่ยะ มันเท่ากันพอดี แปลว่านี่เท่าทันปัจจุบัน 

ยก เห็นมั้ยครับ  ยก ก็ยกจริง ๆ   พูดว่าเหยียบ  เหยียบ เท้าก็เหยียบลงไปจริง ๆ  นี่เรียกว่า เท่าทันปัจจุบัน 

ถ้าเท่าทันปัจจุบันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อเรากำหนดสติ รับอารมณ์เท่าทันปัจจุบัน แล้วอะไรจะเกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่า ณ ขณะที่ เค้าเอาสติรับอารมณ์ให้เท่าทันปัจจุบัน  ฉับ ตรงนี้เนี่ยะ ภาษาธรรมเค้าเรียกว่า ตัดภพตัดชาติ

เพราะฉะนั้น ณ จุดที่เรากำหนดสติเท่าทัน ฉับตรงนี้ นะครับ  ก็คือกิริยาของพระอรหันต์ เค้าเรียกว่า ตัดภพตัดชาติ 

ปกติอารมณ์ไม่ได้มากระทบเรา  แค่อารมณ์เดียว  อารมณ์นี้บางทีมาเป็นชุด 

เพราะฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องฝึก เอาสติ รับอารมณ์ให้ติดต่อติดต่อ เท่าทันปัจจุบัน ติดต่อ ติดต่อ ติดต่อ กัน  ถึงจะตัดภพตัดชาติติดต่อกันได้  ลงมาทุก ๆ ขณะ ตัดภพตัดชาติทุก ๆ ขณะ

เราทำอย่างนี้ได้ต้องฝึก  เวลาคุณแม่สิริเดิน  พอเดินมาถึง สุดทางเดินจงกรมแล้วเนี่ยะ จะกลับไปกลับได้เลยมั้ย  ต้องพูดอะไรก่อน  พูด ยืนหนอก่อน 3 หน  พอเดินสุดทางเดินจงกรมแล้วอยากจะกลับ คุณแม่ยังไม่ให้กลับ ต้อง ยืนหนอ 3 หนอ      ยืนหนอ 3 หนแล้วกลับได้เลยมั้ยครับ  ไม่ได้ ต้องทำอะไรก่อน ต้องอยากกลับหนออีก 3 หน  อยากกลับหนอ 3 หน แล้วกลับได้เลยมั้ยครับ  ไม่ได้   กลับได้นิ๊ดเดียวอ่ะ  กลับหนอ  กลับหนอ 1 เองน่ะ  เพราะว่าคุณแม่ทราบว่า เวลาไอ้ที่จะหลุดเนี่ยะครับ ลงมากำลังรับ ๆๆ ดี ๆ แล้ว  พอจะกลับปั๊ป ขาด   สติขาดตอนกลับเนี่ยะ  ฉะนั้นตอนกลับคุณแม่ถึงค่อย ๆ  สติจะได้ไม่ขาด

เพราะฉะนั้นตอนเปลี่ยนอิริยาบถเนี่ยะ  สติจะขาดบ่อย  คุณแม่เลยฝึกให้โยคีทั้งหลายไม่ขาดตอน

ข้อสำคัญคือว่า เท่าทันปัจจุบัน แล้วต้องติดต่อติดต่อกัน จึงต้องกำหนดสติ ติดต่อติดต่อกัน 

เสร็จจากที่นี่ 7 คืน 8 วันแล้วกลับไปบ้าน ทำยังไง ดี อยากฝึกที่บ้านต่อ  ? ไม่ยากเลย

เอาสติรับอารมณ์ ให้เท่าทันปัจจุบันติดต่อติดต่อกัน ทุก ๆ ขณะสม่ำเสมอ  เท่ากับตัดภพตัดชาติ คือกิริยาของพระอรหันต์ 

ช่วงเปลี่ยนอิริยาบถ สติจะขาด  กำหนดติดต่อติดต่อกันตลอดเวลา 

อยากฝึกที่บ้านต่อ  เดิมเคยทำอย่างไร กลับไปทำเหมือนเดิมที่บ้านแต่ให้ใส่สติลงไป  เปิดปิดประตู ใส่สติลงไปด้วย  จับหนอ บิดหนอ เปิดหนอ ขวาซ้าย จับหนอ บิดหนอ ล็อคหนอ  

การใส่สติ  ใส่ได้ 3 จังหวะ

จังหวะแรก  ช้า ๆ หน่อย  ใส่หนอ ได้ ให้ใส่  หนอ  ลงไป  เช่น  ขวาย่างหนอ   เดินเท้าขวาช้า ๆ กำหนดว่า ขวา   ย่างช้า ๆ กำหนดว่า ย่าง  เอาเท้าลง ช้า ๆ กำหนดว่า หนอ     ขวาย่างหนอ  ซ้ายย่างหนอ ขวาหยุดหนอ  ถ้าจังหวะช้าหน่อย ใส่หนอ ได้ให้ใส่ลงไปด้วย

จังหวะที่ 2 เร็วขึ้นมานิดนึง  ใส่หนอไม่ทัน  ก็ให้ใส่แต่ปฏิกิริยาลงไป  เช่น ขวา ซ้าย  ขวา  ซ้าย  หยุด  ไม่ต้องใส่หนอเลย  ใส่แต่ปฏิกิริยาลงไป

จังหวะที่ 3 เร็วมาก คิดไม่ทัน   หรืออาจจะไม่เร็วก็ตาม  จะใส่อะไรดี นะครับ    ก็ไม่ต้องใส่อะไรเลย  แต่ให้รู้สึกอยู่ที่สิ่งที่เราทำ 

เช่นการที่เราแกว่งมือขึ้นลง  ๆ   ถ้าแกว่งช้า ๆ จังหวะที่ 1 กำหนดยกหนอ  ลงหนอ  ถ้าช้า ๆ ใส่หนอได้

ถ้าเราแกว่งมือขึ้นลง ๆ เร็วขึ้น  จังหวะที่ 2  กำหนดว่า ยก  ลง  ยก  ลง เร็วหน่อยใช่มั้ย ใส่หนอไม่ทัน ไม่ต้องใส่หนอ

ถ้าเราแกว่งมือขึ้นลง ๆ เร็วมาก ๆ อย่างนี้ เรากำหนดว่า ยกหนอ  หรือ กำหนดว่า ยก ลง ยก ลง นี่มันไม่ทัน  ไม่เข้าจังหวะ  ทำยังไง  ก็ ไม่ต้องพูดอะไรเลย  มีความรู้สึกขึ้นมาว่า มือกำลังไหว  เห็นมั้ยครับ อันนี้คือ จังหวะที่ 3 

จังหวะที่ 3 นี้เค้าเรียกว่า  ความรู้สึกตัว  เรียกภาษาธรรมว่า  สัมปชัญญะ

ถามว่าเวลาผมยืนพูดตอนนี้ กำหนดสติรึปล่าว  ก็ตอบว่า กำหนด  กำหนดติดต่อมั้ย  ตอบว่า ติดต่อ  แล้วกำหนดยังไง คงไม่ได้กำหนดว่า ยืนหนอ ยืนหนอ ๆ  ยังงี้คงฟังไม่รู้เรื่อง  แต่กำหนดใช้จังหวะที่ 3   ทำความรู้สึกตัว  อยู่ที่ตัวตลอดเวลา  เวลามือเคลื่อนไหว ก็จะรู้ว่ามือเคลื่อนไหว  เวลาปากพะงาบ ๆ ก็รู้สึกที่ปาก  เวลากลืนน้ำลาย  เวลากระพริบตา  กลับไปกลับมา ตรงไหนก็ได้  แต่ความรู้สึกตัวจะไม่ออกไปจากตัวเลย  จะไม่เผลอ

เพราะฉะนั้นนี่คือ การที่ท่านจะสร้างสติสัมปชัญญะอยู่ที่บ้าน  คือ ต้องมีความรู้สึกอยู่ที่ตัวตลอดเวลา อย่าเผลอออกมา

ถ้ากำหนดได้เป็นคำพูดก็จงกำหนดลงไป  ถ้ากำหนดไม่ได้เป็นคำพูดก็ให้มีความรู้สึกว่า ฝ่ามือมันมีความเคลื่อนไหวในตัวมันเอง

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้ไป  นี่นะครับ เวลาจะนั่ง ก็รู้ตัวว่านั่ง  เวลาผมพูดไป ผมไม่สามารถจะบอกว่านั่งหนอ ๆ  ย่อหนอ ๆ ๆ ได้ แต่ผมนั่งจะรู้สึกว่าตัวนั่ง  นั่งไปอย่างนี้  จะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็รู้สึกตัวตลอดเวลา  ถึงบอกว่าเวลาท่านทั้งหลายกลับไปบ้าน  เชิญตามสบาย จะทำอะไรก็ได้ วัยรุ่นจะฟังคอนเสริต์ต่อได้มั้ย  ก็เชิญ ยกมือขึ้นชูตามเพลง ก็กำหนดยกหนอ ลงหนอ  ยกหนอ ลงหนอ    จะดูละครทีวี จะดูอะไรก็ดูไป

แต่ให้ทำความรู้สึกอยู่ที่ตัวตลอดเวลาว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่  พูดง่าย ๆ ว่า รู้ปัจจุบันอยู่ทุก  ๆ ขณะว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่าเผลอ เอาความรู้สึกลอย ลอยอยู่ที่บ้าน

เราะจะสังเกตว่า อย่างเดรัจฉาน หมา หมาที่เราเลียง มันจะมีอาการลอย ๆ อยู่บ่อยมาก   ควรทำความรู้สึกตัวอยู่ที่ตัวให้เยอะ ๆ  วิธีการฝึกอย่างนี้ เค้าเรียกว่า สติปัฏฐาน 4

ฝึกกายกับใจเราให้มีสติอยู่ตลอดเวลา  และต้องเป็นสติที่ ติดต่อ ติดต่อ ติดต่อกัน ตลอดเวลาด้วย  คนที่ฝึกสติให้ติดต่อติดต่อติดต่อกันนี้ เค้าเรียกว่า ปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรม บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่า การปฏิบัติธรรมคือการนุ่งขาวห่มขาว แล้วสไบเฉียงแล้วไปอยู่ที่วัด  ไปนอนที่วัดวันพระทั้งคืน แต่พอไปอยู่ที่วัดเค้าเรียกว่านินทากันทั้งคืน อันนั้นไม่ได้เรียกว่า การปฏิบัติธรรม อันนั้นเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนที่นินทาเฉย  ๆ 

ดังนั้นการปฏิบัติธรรม ก็คืออยู่ที่ไหนก็ได้  แต่ทำไม ต้องมีอะไร  ต้องมีสติสัมปะชัญญะติดต่อติดต่อกับตัวตลอดเวลานั้นเรียกว่าการปฏิบัติธรรม

ปฏิบัติธรรมในครัวได้มั้ย  หั่นหนอ ๆๆๆๆ  เห็นมัยครับ  ไข่เจียว  เจียวไข่ปฏิบัติธรรมได้มั้ย  เจียวไข่ ตอกหนอ ตีหนอ ๆๆๆๆ  วางหนอ เทหนอ  เจียวไข่ปฏิบัติธรรม 

ทำความสะอาดบ้านปฏิบัติธรรมได้มั้ย  จับหนอ นี่จับไม้ขนไก่ ปัดหนอ ปัดหนอ ปัดหนอ  ปัดไปโดนแจกันตกแตก  ปฏิบัติธรรมได้มั้ย  ตกเพล้ง กำหนดว่ายังไง   แตกหนอไม่ได้นะครับต้องแจกัน  ต้องกำหนดที่เราว่ายังไง  ตกเพล้ง ยินหนอ  รู้สึกยังไง พอแจกันที่รักแตกไป  เสียดายหนอ  ถูกมั้ยครับ  เอาเราเป็นหลักนะ แล้วก็พูดตามความรู้สึก  ว่าเรารู้สึก

ทานข้าวปฏิบัติธรรมได้มั้ย  ฝึกรึยัง  ตัก ยก มา อ้า อม วางหนอ เคี้ยว ๆ ๆ ๆ กลืน  ไปบ้านจะทำยังงี้มั้ย ทำรึไม่ทำ เวลาไปที่ทำงาน ทำยังไงดี จะทานข้าวปฏิบัติธรรมด้วย แต่ต้องทานให้เหมือนคนอื่นเค้า  ง่ายมาก จ้วงหนอ อั้มหนอ ตุ้ยหนอ ๆๆๆ  กระเดือกหนอ ก็ได้

หลักสำคัญใช้คำอะไรก็ได้แต่ทำให้เข้ากับการเคลื่อนไหวแค่นั้นเองนะครับ  สมมติชำนาญภาษาจีนก็เจี๊ยะก็ได้ ไม่เป็นไร  ชำนาญภาษาอะไรก็ว่ากันไป แล้วแต่ว่าเราจะชอบอะไร แต่ข้อสำคัญให้มันเข้าจังหวะ ให้มันเข้าจังหวะตลอดเวลานั้นแหล่ะครับก็คือวิธีกำหนดสติที่ถูกต้อง  แล้วต้องให้ติดต่อ ติดต่อ ติดต่อกันด้วย

เปิดหนอ ขวาซ้าย ขวาซ้าย ปิดหนอ ล็อคหนอ หันหนอ ขยับหนอ ถอดหนอ รูดหนอ ถอดหนอ ม้วนหนอ ม้วนหนอ ม้วนหนอ ย่อหนอ ๆๆๆ ถูกหนอ ถูกอะไร  ถูกชักโครก  เบ่งหนอ ๆๆๆ พอมันออก ออกหนอ เวลาออกจะรู้สึกสบาย ก็สบายหนอ  มันโดนน้ำดังตุ๊ม กำหนดว่า ยินหนอ  เวลาหนักนี่ออก  เบาจะออกทันที  กำหนดฉี่หนอให้ทัน แล้วถ้ามันขึ้นจมูกก็กำหนดว่ากลิ่นหนอ

มีที่ไหนกำหนดไม่ได้อีก  กำหนดได้ทุกที่นะครับ  สามีภรรยาพึงกำหนดสติซึ่งกันและกันให้ได้จะได้ลูกที่ดี

นี่แหล่ะกำลังจะบอกว่าสิ่งนี้ทีจริงเราทำอยู่ทุกวันแต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญ

จากนี้ไปนะครับ  ถ้าเราอยากจะมีความรุ่งเรือง ไม่อยากมีทุกข์ในชีวิตต้องทำอย่างนี้ให้ได้  ยิ่งเราทำได้ติดต่อ ๆๆๆ กันอย่างนี้มากเท่าใด  ความทุกข์ในใจเราจะหายไป  หายไป  หายไป  เพราะจะมีสติมาแทนที่ตลอดเวลา 

ผมทำมา 20 กว่าปีแล้วตอนนี้จำได้ว่าโกรธน้อยมาก  โกรธไม่ค่อยเป็น  โกรธก็แค่อยู่ข้างใน ไม่ออกมา  ไม่ด่า ไม่ทำท่าอะไรต่ออะไร ทำไม เพราะอะไร ถึง ทำไมโกรธไม่ออกมา  มันอยู่ข้างใน เพราะว่าเราฝึกสติสัมปชัญญะให้เข้าแทรก แทรก แทรก  มันจะไปแทนที่นะครับ  มีอยู่อย่างเดียวว่าต้องฝึก ต้องให้ความสำคัญกับเขา  ต้องถามตัวเองว่ายังอยากทุกอยู่มั้ย  ถ้ายังอยากทุกข์อยู่ก็ไม่ต้องฝึก  แต่ว่าแหม ชีวิตเราผ่านมาเนี่ยะ มันมีทุกข์พอสมควรนะครับ และรู้สึกว่ามันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  เริ่มฝึกได้ เพราะมันจะค่อย ๆ ไปทำให้ความทุกข์ของเราค่อยคลายไปด้วยสติที่อยู่กับปัจจุบันติดต่อติดต่อติดต่อกันตลอดเวลา  อันนี้นะครับ ถ้าไม่ลองปฏิบัติดูแล้วจะไม่ทราบ 

บางคนนึกว่า เอ้อ มีสตางค์แล้ว สบายแล้ว ไม่ทุกข์แล้ว คนมีสตางค์ยังทุกข์มั้ย  ทุกข์นะ  เพื่อผมมีสตางค์เป็นพันล้านแต่ แต่เค้านอนอยู่โรงบาลเป็นอัมพาต  ตังค์พันล้านช่วยอะไรเค้าไม่ได้เลย  งั้นแปลว่าท่านผู้นี้ในอดีตท่านทำบุญทำทานไว้เยอะมาก  แต่ท่านไม่รักษาศีล  ช่วยอะไรไม่ได้เลย 

ถึงบอกแล้วว่า 3 อย่างนี้ต้องไปพร้อมกันเพื่อความรุ่งเรืองในชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมได้  3 อย่างนี้คืออะไร

1. ทำทานสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ถ้าใส่บาตรทุกวันได้ ดีมาก ช่วยเหลือพ่อแม่ทำความสะอาดบ้านทุกวัน ช่วยเหลือเค้าซักผ้าซักผ่อนได้ดีมาก

2. รักษาศีล

3. ฝึกสติติดต่อติดต่อ แล้วจิตใจท่านจะร่าเริงเบิกบาน 

ทำไมจิตใจร่าเริงเบิกบาน เพราะการฝึกสติ ติดต่อติดต่อนี้ ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติว่า  ธรรมชาติที่เราอยู่ทุกวันนี้นะครับ มันมีคู่  บางคนนึกว่าธรรมชาติมีเดี่ยว

ธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้มีคู่เสมอ  มีดีต้องมีร้าย  มีได้ต้องมีเสีย มีดำต้องมีขาว เชื่อมั้ยว่าธรรมชาติต้องมีคู่

ลองคิดดู ทุกอย่างต้องมีคู่ทั้งนั้นนะครับ  ดี ร้าย ได้ เสีย   เพราะฉะนั้นเราทุกคนนะครับเกิดมา เกิดมาในธรรมชิที่มีคู่

ธรรมชาติประจำโลกนี้มีอยู่ 4 คู่ 8 อย่าง เค้าเรียกว่า โลกธรรม 8 แปลตามตัวคือ ธรรมชาติประจำโลก 8 อย่าง 4 คู่มีอะไรบ้าง

1 ลาภ นี่แปลว่าได้สตางค์  คู่กับ เสื่อมลาภ แปลว่าเสียสตางค์

2 ยศ แปลว่า ได้ตำแหน่อง คู่กับ เสื่อมยศ แปลว่า เสียตำแหน่ง

3 สรรเสริญ แปลว่ามีคนชม  คู่กับ นินทา  มีคนด่า

4 มีความสุข  คู่กับ มีความทุกข์

4 คู่ 8 อย่างนี้เป็นธรรมชาติประจำโลก เกิดมาทุกคนต้องเจอธรรมชาติ 4 คู่ 8 อย่างเสมอ  หลบไปไม่ได้

แต่น่าเสียดายทั้งหมดนี้เวลาไหว้พระ สวดมนต์เรียบร้อยแล้ว กราบพระเรียบร้อยก็ขออธิษฐานขอพรกับพระ 

ผมถามหน่อยว่า ใน 8 อย่างนี้พวกเราขอกันกี่อย่าง  ร้อยทั้งร้อยเลยขอแค่ 4 อย่างคือ อย่างแรกน่ะ

ขอให้ฉันมีลาภ ขอให้ฉันมียศ ขอให้ฉันมีคนมาสรรเสริญ และขอให้ฉันมีความสุข  พวกเราขอกัน 4 อย่างเท่านั้นเอง 

แต่ผมถามหน่อยว่า อีก 4 อย่างที่เราไม่ได้ขอน่ะ มั้นมาให้เรามั้ย  มาแน่มั้ย  มา 100% มั้ย  ไหน ๆ มันก็มาแน่แล้วนะครับ  ต่อจากนี้ไป กล้า ๆ หน่อย ไหน ๆ จะขอแล้ว ก็ขอให้ครบทั้ง 8 อย่าง ใครกล้าขอทั้ง 8 อย่างบ้าง ผมจะทำนายไว้เลยว่า คน ๆ นั้นจะมีความสุขที่สุดในโลก 

ทำไมถึงมีความสุขที่สุดในโลก  เพราะวันนึงต้องมีคนมาด่าคุณแน่ ๆ  เค้าด่าปาวๆๆๆ   คุณด่าผมรึเปล่า ด่าเหรอ  เออเดี๋ยวนะ  ขอไว้แล้วนี่หว่า  กลุ้มใจมั้ย ไม่กลุ้ม

นี่ล่ะครับคือเค้าเรียกว่าคนรู้เท่าทันธรรมชาติและจะรู้เท่าทันอย่างนี้ได้นั้นต้อง  สติ ติดต่อติดต่อไว ถึงจะรู้เท่าทัน

เพราะฉะนั้นคนนี้ไปไหนสบายมาก  จะไปซื้อรถเหรอ ได้  ปกติเราซื้อรถเวลาถอยรถออกจากโชว์รูม พอขับรถออกโชว์รูมเสร็จจะกลับบ้านมั้ย  ไม่กลับ  ไปไหนต่อ  ไปวัด  ไปทำไม  ไปเจิม  หลวงพ่อเข้าขาช่วยเจิมหน่อยค่ะ  หลวงพ่อก็เจิมหน้ากระจกรถ  รถคันนี้ต้องไม่ชน  รถคันนี้ต้องไม่ชน  ที่บังแดดก็ทองคำเลงแปะ ๆๆๆ  แล้วพรมน้ำมนต์เสร็จแล้วโยมๆๆๆ  ก็ขับรถกลับบ้าน  แล้วถามว่ารถคันนี้ชนมั้ย  ชน  บ้านใครอยู่แถว ๆ โรงพักนะครับ  ไปดูครับ  หน้าโรงพักที่มีรถยุบอยู่จอดหน้าโรงพัก  กลับไปนี้นะ ค่อย ๆ ไปแอบดูหน้ากระจกแล้วก็ดึงม่านบังแดดออกมา รถหน้ายู่เลย แต่ที่บังแดดยังมีกระแจบเจิมอยู่เสร็จเติม  นี่แหล่ะครับ คือยังไงก็ต้องชน  พอชนแล้วแล้วชายคนนั้นเป็นไง  ก็กลุ้มใจ ตายรถชั้นใหม่ๆ ไม่น่าชนเลย 

งั้นคนที่เค้าฝึกสติ รู้เท่าทันธรรมชาติตามความเป็นจริง  ก็เค้าไปซื้อรถเหมือนกัน พอไปจ่ายเงินให้เซลส์เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะขับรถออกมา  รถอยู่โชว์รูนะ คนนั้นก็เดินไปหน้ารถ  แล้วก็ตบฝากระโปรงเบา ๆ หนึ่ง สอง สาม แล้ว ก็ไปที่กระจกหน้า ฉันรู้ว่า วันนึงแกต้องชน  เค้าพูดแค่เนี่ยะ  แล้วก็ขับรถออกมา  ขับรถด้วยความมีสติ ไม่ประมาทเลยมีสติตลอดเวลา  เค้าก็ไม่ขับไปชนใคร  แต่ในถนนมีคนขับด้วยความขาดสติเยอะมาก  และวันนึงคนที่ขับเกินสติก็เลี้ยวเข้าชน โครมไป หน้ายู่เลย คนที่ขับด้วยความมีสติระวังนะครับ  ระวังยังไง คนอื่นเค้าก็พุ่งเข้าชนรถหน้ายุบไป  พอชนตู้มหน้ายุบลงไป คนนั้น คนที่ขับด้วยความมีสตินี่ ก็เปิดรถออกมา  แล้วก็เดินมาข้างหน้ารถ แล้วก็ชี้ไปที่ไอ้แผลที่มันชน  แล้วพูดว่า บอกตั้งแต่แรกแล้ว วันนึงว่าเข้าต้องชน  กลุ้มใจมั้ย กลุ้มใจแค่นี้ แป๊ปเดียวก็หาย

จะเห็นได้ว่า คู่ธรรมชาติอย่างนี้ถ้าใครรู้เท่าทันเร็วเท่าไหร่ คนนั้นยังจิตใจจะเบิกบาน

จึงจำเป็นที่ท่านทั้งหลายจะต้องฝึกสติให้เท่าทันนะครับ  จะได้รู้เท่าทันธรรมชาติ ตามความเป็นจริงว่ามีคู่เสมอ เมื่อคุ่เค้ามาจะไม่กลุ้มใจ  และนี่ก็คือหนักหนัก 50% ของดวงท่านนะครับ  ทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานอยุ่เสมอนี่แหล่ะ

คู่ของเจอ ก็คืออะไรครับ  คือ การจาก หรือ พลัดพราก  ผมถามว่าเมื่อวันที่คุณจากเค้ามาเนี่ยะ  แม่คนนั้นเค้ามีอาการอะไร  แทบหัวใจแทบสลาย  ถ้าไม่เตรียมตัวไว้ก่อนนะครับ  แล้วถามว่า แล้วจะทำยังไงอย่างงี๊ จะไม่ให้รักลูกรึงัย  ก็ตอบว่า ให้รักไปนะครับ  แต่ว่าให้รู้เท่าทัน พอหอมแก้ม เจอลูฏหมอ น่ารักเหลือเกินลูก  หอมน่ารักมาก  รักมาก แล้วเราจากกันนะลูก  พรุ่งนี้เจออีก หอมอีก ก็รู้ในใจว่าวันนึงเค้าต้องจากไป 

แล้ววันจากก็มาจริง ๆ พอวันจากมาถึง คุณแม่ท่านนั้นมีอาการยังไง  พูดอยู่ทุกวัน หอมทีแล้วก็ต้องจาก  หอมทีแล้วก็ต้องจาก  เสียใจ แต่แป๊ปเดียวก็หาย ไม่ถึงกับหัวใจสลาย  เห็นมั้ย ไม่ได้ทำอะไรให้มันประหลาดไปเลย  ทุกวันก็หอมลูกเหมือนเดิมนะครับแต่เข้าใจธรรมชาติตามความเป็นจริง  คุณก็จะไม่เสียใจ  และใครทำได้ยังงี้นะ มีความแจ่มใส เรียกว่า ยิ้มแย้มเบิกบานอยู่เสมอทั้งวัน รับรองเลยครับ ชีวิตเจริญลูกเดียวไม่มีเปลี่ยน  ไปที่ไหนก็ได้จะคิดแต่ทางที่ดี  และนี่คือผลของสติที่เราฝึกติดต่อติดต่อติดต่อกัน 

ฝึกจากที่นี่ 7 วันแล้วไม่ใช่เลิกไป  กลับไปบ้านรู้ รู้ตัวตอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงหลับไป  ทำไปสักกี่วันพอ  5 วัน 7 วัน ทำไปจนกระทั่งอะไรครับ  กระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต  ถ้าวันสุดท้ายของชีวิตเราจากโลกนี้ไปด้วยลมหายใจเข้า ก็กำหนดว่า เข้าหนอ แล้วก็เชิญตายไปเลย  ใครจากโลกนี้ด้วยลมหายใจออก ก็กำหนดว่า ออกหนอ แล้วก็เชิญตายตามสบาย  เป็นการจากโลกนี้ไปเรียกว่า เป็นการตายที่เรียกว่า สมบูรณ์แบบที่สุด  เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีไม่เสียชาติเกิด ทำไมไม่เสียชาติเกิด  เพราะสิ่งที่ท่านฝึกสติปัฏฐานนี่นะครับ  สติสัมปชัญญะที่ท่านฝึกตลอดเวลานี้ไปต่อ  เอาไปต่อไปได้  เอาไปใช้ต่อ  เอาข้ามภพข้ามชาติได้  แต่พวกทรัพย์สินเงินทองที่ดิน แหวนเพชร รถยนต์ บ้าน เอาไปไม่ได้

ฝึกสติเราไปต่อภพต่อชาติได้  ชาติหน้าพอมาทำกรรมฐานนี้ พอมาทำกรรมฐานแป๊บเดียวก็รู้เรื่อง 

เราจะสังเกตว่า ในจำนวนที่เข้าทั้งหมดนี้  วันแรกพอคุณแม่สิริมาพูดเรื่องการกำหนดปัจจุบันต้องอย่างนะลูก ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ มา100 คน  10 คน อ้อ อย่างนี้เอง  แปลว่า 10 คนนั้นเค้ามีติดมาแล้ว  แต่พอ 3 วันอีก 50 คนก็รู้เรื่อง  แปลว่า 50 คนเนี่ยะ พอรู้บ้างแต่ว่ายังไม่มาก  สิ่งเหล่านี้  สติที่ฝึกนี้มันสะสมสะสม  เอาข้ามภพข้ามชาติได้  เกิดชาติไหนก็จะเจออย่างนี้แล้วก็ฝึกต่อไป  ฝึกต่อไป จนกระทั่งในที่สุดเราก็จบการฝึก  คือมีสติติดต่อติดต่อกันตลอดเวลาเป็นอัตโนมัติเรียกว่า มหาสติปัฎฐาน

ใน 84,000 พระธรรมขันธ์  ในพระไตรปิฏก รวบรวมแล้วเหลือหนึ่งเดียวเอง  เหลือ  1 โอวาท  ครั้งสุดท้ายของพระพทธเจ้า  ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน  โอวาทครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าว่าดังนี้  วัยยะ ธัมมา สังขารา  อัปมา เทนะ สัปปา เทผะ  แปลเป็นภาษาไทยว่า สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง  เสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา  ขอให้ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ของตัวท่านเอง และทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

ความไม่ประมาทแปลว่าอะไร ทราบมั้ยครับ  แปลว่า มีสติอยู่นะเธอ  และพระพุทธเจ้าก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน  แปลว่า ตายแล้วไม่เกิดอีก

ฉะนั้น 84,000 พระธรรมขันธ์ คำสอน 84,000 คำสอนในพระไตรปิฎกซึ่งเยอะมาก  รวมรวมแล้วเหลือ 1 เดียวนั้นเอง คือ อย่าเผลอ นะคุณ  แม้แต่วินาทีเดียว  อย่าเผลอตัวนะ 

เห็นมั้ยครับ  และที่เรามาฝึกคราวนี้ก็คือมาฝึกไม่เผลอตัว  เราก็ฝึกสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต  ไม่ไปทำให้การงานของเราเสียหาย  ไม่เสียหายอะไรทั้งสิ้น  ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ  แต่ใส่สติลงไปเท่านั้นเอง  รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเอง   

เอาละครับคิดว่าพอสมควรแก่เวลานะครับ  สุดท้ายนี้ ก็ขอให้โยคีทั้งหลาย  ตั้งใจที่จะฝึกปฏิบัติอีก 4 วันต่อจากนี้ไป  ฝึกให้เข้าใจการกำหนดสติให้ดีนะครับ  ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไปทำที่บ้าน  ต้องไปทำชีวิตเราสมบูรณ์ไปด้วยสติให้ได้  และผมเชื่อแน่ว่าถ้าใครทำ  ถ้าใครปฏิบัติแล้ว ผลของการปฏิบัตินั้นก็จะนำชีวิตของท่านให้ไม่มีเสื่อม  มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต  และความทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆ จะไม่กล้ำกรายชีวิตท่านเลย  ขออนุโมทนา ขอให้ท่านทั้งหลายมีชีวิตการปฏิบัติธรรมที่ราบรื่นตลอดไป