#echo banner="" พระพุทธศาสนากับการเลิกทาส สุชีพ ปุญญานุภาพ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระพุทธศาสนากับการเลิกทาส

อาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพ

บทความนี้เขียนเมื่อ พ.. ๒๕๐๐

“พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแรกที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนโดยสอนให้เลิกระบบทาส ไม่เอามนุษย์มาเป็นสินค้าสำหรับซื้อขาย ห้ามมิให้ภิกษุมีทาสไว้ใช้ กับทั้งสอนให้เลิกทาสภายในคือ ไม่เป็นทาสของความโลภ ความโกรธและความหลง”

ประเพณีการมีทาสไว้ใช้ และการซื้อทาสขายทาสนั้นดูเหมือนจะมีอยู่ทั่วไปในโลก ผู้ที่สนใจในปัญหาเรื่องระบบทาสโดยเฉพาะ ได้แสดงรายละเอียดไว้ในที่หลายแห่งด้วยกัน ในการค้นรายละเอียดเรื่องทาส อันเป็นปัญหาของโลกนี้ ข้าพเจ้าได้อาศัยหนังสือ Encyclopaedia of Social Sciences หนังสือ The New popular Encyclopaedia กับหนังสึอ Encyclopaedia Britannica และบรรดาหนังสือประวัติศาสตร์ รวมทั้งหนังสือกฎหมายเก่า ๆ ประกอบกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาได้ค้นหลักฐานทั้งวินัยปิฎกและสุตตันตปิฎก

ในเรื่องที่มาของความเป็นทาส หรือทางที่คนเราจะกลายเป็นทาสนั้น ได้มีผู้ประมวลไว้ว่ามี ๕ ประเภท คือ :-

. เป็นทาสโดยสายโลหิต คือ พ่อแม่เป็นทาส มีลูก ลูกนั้นก็กลายเป็นทาสด้วย โดยเจ้าของทาสนั้นถือเป็นสมบัติพลอยได้ของตน (Birth)

. พ่อแม่แม้ไม่เป็นทาส แต่เพราะยากจนหรือมีความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ขายลูกของตนไปให้เป็นทาสของผู้อื่น (Sale of children by their free parents)

. มีการสงครามเกิดขึ้น ฝ่ายชนะกวาดต้อนคนไปเป็นทาส (Capture in war)

. ทำการโจรสลัด หรือลักพาตัวคนมาเป็นทาส (Piracy or kidnapping)

. การค้าทาสที่ทำกันเป็นอาชีพ เป็นล่ำเป็นสัน ทั้งในกรีซและประเทศอื่น ๆ เป็นเหตุให้เกิดการนำคนมาเป็นทาส ด้วยวิธีต่าง ๆ อีกเป็นอันมาก (Commerce)

แต่เชื่อว่าทุกท่านคงเห็นพ้องกันว่าควรเพิ่มได้อีก ๑ ข้อ เป็นข้อที่ ๖ คือ การที่คนเป็นหนี้ผู้อื่นแล้วไม่มีทางจะใช้ หรือใช้ได้ไม่ทันตามกำหนด มีกฎหมายของกรีซและโรมันโบราณ ที่อนุญาตให้เจ้าหนี้เอาลูกหนี้เป็นทาสได้ โดยเฉพาะกฎหมายอันรับรองสิทธิของเจ้าหน้าที่ ให้นำลูกหนี้เป็นทาสได้นี้ โซลอนได้เป็นผู้ประกาศเลิกล้มเมื่อ ๕๙๔ ป็ก่อนคริสตศก ส่วนกฎหมายของโรมันอันว่าด้วยเรื่องนี้ ยังคงอยู่ต่อมาอีกนาน อย่างไรก็ตาม การเลิกกฎหมายกำหนดความเป็นทาส เพราะหนี้สินมิได้หมายความว่าเลิกล้มระบบทาสแบบอื่น เพราะฉะนั้นการซื้อทาสขายทาสจึงคงมีอยู่ทั่วไป

แต่อันที่จริงยังมีทาสอีก ๒ ประเภท ซึ่งอาจจัดได้เป็นประเภทที่ ๗ และประเภทที่ ๘ คือ

ประเภทที่ ๗ ได้แก่บุคคลผู้สมัครขายตัวไปเป็นทาสผู้อื่น เพื่อนำเงินไปให้มารดาบิดาเป็นการสนองคุณ เพื่อให้มารดาบิดาใช้หนี้ผู้อื่นบ้าง บุคคลบางคนมองไม่เห็นทางว่าตนเองจะเป็นอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่มีอาชีพ ไม่มีทุน เป็นทาสของผู้อื่นยังได้อาศัยเป็นทางเลี้ยงชีพ โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องปากเรื่องท้อง ก็สมัครใจไปเป็นทาสเองบ้าง

ประเภทที่ ๘ ได้แก่ ทาสกรรมกร (Forced labour)คือ ผู้ที่ถูกบังคับให้ทำงานแบบทาส ทั้ง ๆ ที่มิได้เป็นทาส อันนี้เป็นเรื่องที่แม้ในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ในหลายประเทศ และเป็นปัญหาที่สหประชาชาติก็พยายามอย่างยิ่งที่จะกำจัดให้หมดไป ความพยายามเหล่านี้ได้ปรากฏผลออกมาอย่างหนึ่ง คือการประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.. ๒๔๙๑ (.. ๑๙๔๘) ซึ่งมีข้อความอันต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่น การจับกุมตามอำเภอใจ, ระบบทาส, ทาสกรรมกร (forced labour) เป็นต้น ปรากฏว่า ในการลงมติรับรองประกาศนี้ มีคะแนนรับรอง ๔๘ ประเทศ ไม่มีประเทศไหนคัดค้านเลย มีแต่ประเทศที่งดไม่ออกเสียงบางประเทศ ซึ่งมิใช่ความมุ่งหมายของหนังสือนี้ที่จะระบุว่าประเทศไหนบ้าง

เมื่อพูดถึงระบบทาสแล้ว ก็ใคร่จะนำท่านผู้อ่านให้ได้ความรู้เบ็ดเตล็ดเรื่องทาสต่อไปอีกสักเล็กน้อย

ชนชาติเฮบรูโบราณ มีธรรมเนียมให้มีทาสไว้ใช้ได้ แม้จะเป็นชนชาติเดียวกัน แต่เมื่อครบ ๗ ปีแล้ว ก็ปลดปล่อยให้เป็นอิสระ พร้อมทั้งให้ข้าวของเครื่องใช้รวมทั้งปศุสัตว์ แต่ถ้าทางนั้นยังพอใจจะอยู่กับนายของตนต่อไป ก็จะได้รับการเจาะหู เป็นที่ระลึกแห่งการอาสาสมัครเป็นทาส การเจาะหูและสวมห่วงหูเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นทาสในสมัยโบราณ

มีคำกล่าวว่าทาสในประเทศกรีซ ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากเจ้าของทาสมากกว่าโรม พวกทาสในกรุงโรมถูกฆ่าตายเสียมากต่อมาก ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจผู้เป็นนาย ต่อมาระหว่าง ค.. ๘๖ ถึง ๑๖๑ อันตรงกับ พ.ศ. ๖๒๙ ถึง ๗๐๔ จักพรรดิอันโตนินุส ปิอุส ได้ประกาศเลิกสิทธิของเจ้าของทาสที่จะประหารชีวิตทาสของตน แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่า ได้ห้ามทำทารุณกรรมอื่นๆ หรือไม่ เพราะกฎหมายของโรมันให้สิทธิแก่เจ้าของทาส ที่จะแยกคู่ผัวเมียของทาสได้ ทั้งเป็นเจ้าของแห่งทรัพย์สินใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่ทาสนั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงสมัยกลาง (ระหว่าง พ.. ๑๐๐๐ เป็นต้นมา) ทาสในอังกฤษได้รับสิทธิขึ้น ก็อาจมีบ้านและที่ดินได้ โดยต้องเสียค่าเช่า และอาจได้รับอิสรภาพได้โดยเงื่อนไขหลายประการ ในปี ค.. ๑๘๐๗ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๕๐ รัฐสภาอังกฤษได้ลงมติออกกฎหมายห้ามการค้าทาสอย่างเด็ดขาด ซึ่งประเทศอื่น ๆ ในยุโรปก็ได้เจริญรอยตาม แต่ก็ยังมิได้ห้ามการมีทาสไว้ใช้ ซึ่งถือกันว่าเป็นสมบัติหรือสิทธิส่วนบุคคล ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๓๔ ตรงกับ พ.. ๒๓๗๗ จึงได้ออกกฎหมายเลิกระบบทาสทั้งในอังกฤษเละในเมืองขึ้น โดยมีโครงการให้เลิกเด็ดขาดภายในเวลาที่กำหนด และได้ใช้วิธีการละมุนละม่อม คือ ได้ตั้งงบประมาณสำหรับชดเชยแก่เจ้าของทาสถึง ๑๕ ล้านปอนด์ (ประมาณ ๗๕๐ ล้านบาท) แต่เมื่อจ่ายจริงปรากฏว่าต้องใช้เงินถึง ๒๐ ล้านปอนด์ (หรือประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทในขณะเขียนเรื่องนี้อัตราแลกเปลี่ยน ๑ ปอนด์เท่ากับ ๕๐ บาท) นับเป็นความเสียสละอย่างสูงที่พึงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ระบบทาสได้เลิกล้มไปในประเทศฝรั่งเศสและเมืองขึ้นเมื่อ ค.. ๑๘๔๖ ตรงกับพ.. ๒๓๘๙ ในประเทศสวีเดน เมื่อ ค.. ๑๘๔๖ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๘๙ ในประเทศ เดนมาร์ก ปีเดียวกับประเทศฝรั่งเศส ในประเทศปอร์ตุเกส เมื่อ พ.. ๑๘๖๕ ตรงกับ พ.. ๒๔๐๘ และในสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.. ๑๘๕๖ ตรงกับ พ.. ๒๓๙๙

ระบบทาสในประเทศไทย

ตามกฎหมายโบราณของไทยอันว่าด้วยลักษณะทาส ได้จัดประเภทของทาสไว้ ๗ อย่าง

. ทาสไถ่มาด้วยทรัพย์ หมายความว่าเป็นทาสของคนอื่นซึ่งมีค่าตัวเท่านั้นเท่านี้ แล้วผู้ใดผู้หนึ่งนำเงินไปไถ่ นำทาสนั้นมาเป็นทาสของตน

. ลูกทาสเกิดในเรือนเบี้ย หมายความว่า เมื่อมารดาบิดาเป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็พลอยเป็นทาสไปด้วย

. ทาสได้มาแต่ฝ่ายมารดาบิดา หมายความถึง ทาสที่บุคคลได้รับมรดกจากมารดาบิดาของตน

. ทาสที่มีผู้ให้

. ทาสอันได้มาด้วยการช่วยกังวลธุระทุกข์แห่งคนอันต้องโทษทัณฑ์

. ทาสมันได้เลี้ยงไว้ในกาลเมื่อข้าวแพง

. ทาสที่ได้มาจากการรบศึกชนะ

ประเทศไทยได้ประกาศเลิกทาสในสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ การเลิกทาสมิได้กระทำเด็ดขาดลงไปคราวเดียว แต่ได้มีพระราชบัญญัติสลับกับประกาศพระบรมราชโองการเป็นคราว ๆ ไป จนถึงได้ออกพระราชบัญญัติทาสในที่สุด ซึ่งถ้าจะประมวลการดำเนินงานเป็นขั้น ๆ ตามตัวบทกฎหมายก็จะเห็นได้ดังนี้ :-

. พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท ออกเมื่อจุลศักราช ๑๒๓๖ โสณสังวัจฉระ สาวนมาส ชุณหปักษ์ นวมีดิถีศุกรวาร (ตรงกับวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๑๗) กำหนดให้ทาส ๗ ประเภท ดังกล่าวข้างต้นที่เกิดตั้งแต่ปีมะโรงสัมฤทธิศก จ.. ๑๒๓๐ (คือปี พ.. ๒๔๑๑ อันเป็นปีเสวยราชย์) เป็นต้นไป ให้ขึ้นค่าตัวจนถึงอายุ ๘ ปี ต่อจากนั้นให้ลดลงตามระยะเดือนปีอันตราไว้ในพระราชบัญญัติ จนถึงอายุ ๒๑ ปี หมดค่าตัวทั้งชายหญิง รวมทั้งรายละเอียดอื่น ๆ

๒. หมายประกาศลูกทาส ทำเป็นพระบรมราชโองการ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ แรม ๑๓ ค่ำ ปีจอ ฉศก จุลศักราช ๑๒๓๖ (ตรงกับวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๔๑๗) ให้สลักหลังสารกรมธรรม์ของทาสที่เกิดในปีมะโรง สัมฤทธิศก (.. ๒๔๑๑) ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท โดยให้อำเภอกำนันพร้อมกันกับตัวทาส สลักหลังสารกรมธรรม์ไว้เป็นแผนก กับให้ระบุลูกทาสซึ่งติดมากับมารดาบิดาโดยชัดเจน ถ้ามีผู้ไปติดต่อที่อำเภอ ห้ามเรียกเงินค่าธรรมเนียมใด ๆ และให้รีบสลักหลังสารกรมธรรม์โดยมิชักช้า

. ประกาศเกษียณอายุลูกทาสลูกไท ทำเป็นพระบรมราชโองการ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีจอ จุลศักราช ๑๒๓๖ (ตรงกับวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๔๑๗) เป็นการแถลงซ้อมความเข้าใจ ที่มีข่าวว่าเกิดเสียงแสดงความไม่พอใจอยู่ทั่วไป เตือนให้เห็นแก่เมตตากรุณาและความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง พร้อมทั้งชี้แจงวิธีการเลิกซึ่งค่อยเป็นค่อยไป

. พระราชบัญญัติทาส ร.. ๑๒๔ ประกาศ ณ วันที่ ๑ เมษายน ร.. ๑๒๔ (ตรงกับพ.. ๒๔๔๘) มีข้อกำหนดให้ลูกทาสทั้งปวงได้เป็นไท มิให้มีพิกัดเกษียณอายุดังกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติลูกทาสลูกไท จุลศักราช ๑๒๓๖ (.. ๒๔๑๗) อีกต่อไป บรรดาคนที่เป็นไทอยู่แล้ว หรือทาสที่หลุดพ้นค่าตัวไปแล้ว ต่อไปห้ามมิให้เป็นทาส บรรดาทาสที่มีอยู่ในเวลาออกพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ทาสที่หลบหนี ให้เจ้าเงินลดค่าตัวให้คนละ ๔ บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน (๒๔๔๘) เป็นต้นไป ถ้าทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ทำสารกรมธรรม์ขึ้นค่าตัวมากกว่าจำนวนค่าตัวในเวลานั้น

ผู้เขียนมีศรัทธาค้นเรื่องนี้ พร้อมทั้งค้นศักราชวันเดือนปีเทียบ พ.. ให้ด้วย ก็เพราะเห็นว่า การเลิกทาสในประเทศไทยต้องผ่านความยากลำบาก ต้องต่อสู้กับเสียงแสดงความไม่พอใจของเจ้านาย ข้าราชการ พ่อค้าคฤหบดีซึ่งเป็นนายเงิน อันเคยมีความสะดวกในการใช้ทาส รวมทั้งเสียงไม่พอใจของทาสบางคน ผู้ไม่รู้ว่า เมื่อได้รับปลดปล่อยแล้วจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร เพราะเคยชินในการอาศัยคนอื่นกินอยู่มาตลอดหลายชั่วอายุคน ถ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงอ่อนแอ กลัวโน่น เกรงนี่แล้ว อย่างไรเสียก็คงทรงทำงานอันมีคุณค่าชิ้นนี้ไม่สำเร็จเป็นแน่ เพราะจะเห็นได้ว่า เพียงการออกกฎหมายกรุยทางเพื่อจะออกพระราชบัญญัติทาส ในที่สุดก็ต้องกินเวลาถึง ๓๑ หรือ ๓๒ ปี

การพยายามปลดเปลื้องข้อผูกมัดความไม่เสมอภาคและความทุกข์ยากต่าง ๆ ของประชาชนนั้นได้กระทำกันอย่างเป็นชิ้นเป็นอันในสมัยรัชกาลที่ ๕ (๒๔๑๑-๒๔๕๓) อันที่จริงแม้รัชกาลที่ ๕ จะเริ่มตั้งแต่ พ.. ๒๔๑๑ แต่ในระยะแรกมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มาเริ่มทรงบริหารราชการแผ่นดินโดยเด็ดขาดก็เมื่อ พ.. ๒๔๑๗ ภายหลังงานบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ ๒ อันเป็นเสมือนหนึ่งการประกาศพระราชภาระในการบริหารประเทศชาติโดยตรงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป งานปลดเปลื้องความเดือดร้อนของประชาชนในรัชกาลที่ ๕ นั้น พอที่จะรวบรวมมากล่าวได้ดังนี้ :-

. คนพลเรือนทุกคนจะอยู่อย่างไม่มีสังกัดไม่ได้ ต้องมีสังกัดสักข้อมือเป็นเลขไพร่หลวงบ้าง ไพร่สมกำลังบ้าง เลขทาสบ้างคนไม่มีสังกัดเรียกว่าคนข้อมือขาว (เพราะไม่มีรอยสัก) ต้องจับสักเป็นไพร่หลวง ธรรมเนียมนี้มาเลิกในรัชกาลที่ ๕

. การเกณฑ์แรงใช้ราชการ ผู้ถูกเกณฑ์ไม่ได้อะไรตอบแทน ในรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดให้เลิกเสยโดยมาก ถ้าจะมีการเกณฑ์ก็ต้องมีค่าจ้างหรือค่าป่วยการตอบแทน

. การตัดถนนหนทางหรือการเวนคืนที่ของราษฎรเพื่อใช้ในราชการนั้น สมัยก่อนมิได้ให้ค่าตอบแทนแก่เจ้าของที่ดิน หรือเจ้าของอาคารในรัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานค่าที่ดิน และค่าชดเชยสิ่งก่อสร้างตามควรแก่ราคา

. ราคาหรือศักดิ์ของคนเรานั้นในสมัยก่อนกำหนดด้วยนา เช่น ศักดินาเท่านั้นเท่านี้คนมีศักดินาสูงก็ได้เปรียบคนมีศักดินาต่ำ แต่เดิมในการเป็นความกัน ผู้มีศักดินาต่ำกว่า ๔๐๐ แต่งทนายว่าอรรถคดีแทนตนไม่ได้ จึงเป็นการเสียเปรียบพวกศักดินาสูง ในเวลาเป็นความกันในศาลผู้มีศักดินาสูง สามารถแต่งทนายได้ฝ่ายเดียว ในรัชกาลที่ ๕ ได้มีพระราชบัญญัติให้แต่งทนายได้เสมอหน้ากัน

. การเลิกทาสในรัชกาลที่ ๕ นั้น มีวิธีการอยู่มากหลาย เช่น ผู้ยังไม่เคยเป็นทาสหรือหลุดพ้นแล้วก็ห้ามไม่ให้ขายตัวเป็นทาส ผู้เป็นทาสอยู่แล้วก็ไม่ยอมให้ขึ้นค่าตัว ทั้งมีการกำหนดให้นายลดค่าตัวเป็นรายเดือน เพื่อเร่งรัดให้หมดทาสโดยเร็ว นอกจากนั้นยังใช้วิธีกำหนดว่า ผู้เกิดสมัยรัชกาลที่ ๕ ถ้าเป็นทาสมาเดิมตามพ่อแม่ ให้พ้นจากเป็นทาสเมื่ออายุครบกำหนดหรือเมื่อวันประกาศใช้พระราชบัญญัติทาส

. ในคดีที่เป็นอาญาแผ่นดิน ผู้ถูกกล่าวหาต้องถูกทรมานด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้รับสารภาพ อันเรียกว่าจารีตนครบาล ในรัชกาลที่ ๕ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เลิกเสีย

. ในรัชกาลที่ ๕ ได้มีการพระราชทานงดลงพระราชอาญาเฆี่ยนนักโทษที่ต้องคำพิพากษาให้เฆี่ยนตั้งแต่ ๕๐ ทีลงมาเป็นจำคุกแทน

เรื่องใหญ่ ๆ ทั้ง ๗ ข้อที่กล่าวมานี้เพียงพอที่ประชาชนชาวไทย ในรัชกาลที่ ๕ จะรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ เพราะฉะนั้นการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับพระนามว่าพระปิยมหาราช หรือพระมหาราชผู้เป็นที่รักของปวงชนนั้น จึงเป็นพระนามที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เชื่อว่าผู้มีวิจารณญาณและรักความเป็นธรรมทั้งหลาย แม้จะเกิดไม่ทันในสมัยของพระองค์ท่าน ก็คงเห็นร่วมกันว่า พระองค์ได้ทรงประกอบกรณียกิจปลดแอกของประชาชนอย่างแท้จริงเพราะฉะนั้นจึงเป็นการสมควรแล้วที่เรายังจัดให้มีงานถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า ทุกวันที่ ๒๓ ตุลาคมเป็นการประจำปี

พระพุทธศาสนากับระบบทาส

ในเรื่องพระพุทธศาสนากับระบบทาสนี้ ผู้เขียนขอกล่าวด้วยความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อข้อความในหนังสือพุทธคุณกถา ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส อันเป็นข้อความที่ทำให้ผู้เขียนมีความสนใจและติดตามค้นคว้าหลักฐานในพระไตรปิฎกต่อมาเมื่อลงมือเขียนเรื่องนี้

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น ทรงนิพนธ์ว่า “อนึ่ง ในครั้งนั้น การขายทาส เช่นไปสงครามจับเชลยมาได้ แล้วขายเอาสิน และขายต่อไปอีกดุจสัตว์พาหนะ ยังไม่เห็นกันว่าเป็นดุร้ายและยังไม่มีกฎหมายห้าม สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงห้ามไว้ โดยเป็นกิจอันอุบาสกคือคฤหัสถ์ผู้เคร่งในทางพระศาสนาไม่ควรทำ โดยที่สุดจนทาสสินไถ่ก็มิได้ทรงอำนวยตาม ทรงห้ามมิให้ภิกษุมีทาส เช่นนั้น”

ที่มาในเรื่องพระพุทธศาสนากับระบบทาสนี้มีทั้งในวินัยปิฎกอันเป็นข้อห้ามสำหรับพระภิกษุทั้งในสุตตันตปิฎกอันเป็นข้อแนะนำ ดังจะกล่าวต่อไป

หลักฐานในวินัยปิฎก

. วินัยปิฎก เล่ม ๗ หน้า ๓๔๖ ห้ามมิให้ภิกษุมีทาสหญิงชายไว้ใช้ ภิกษุใดฝ่าฝืนต้องอาบัติทุกกฎ

. วินัยปิฎก เล่ม ๔ หน้า ๑๕๖ แสดงว่า ทาสที่มาบวชแล้ว ได้รับสิทธิทั้งปวงเท่าเทียมกับภิกษุอื่น และพระเจ้าแผ่นดินในครั้งนั้นก็ถือว่า ท่านที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ให้ถือว่าเจ้าของไม่มีสิทธิ์ที่จะจับกุม หรือเรียกตัวคืน แต่เพื่อตัดปัญหายุ่งยาก พระบรมศาสดาจึงทรงบัญญัติสิกขาบทให้ผู้จะเข้าบวช มิใช่ผู้หนีเขามา ต้องได้รับอิสรภาพก่อน จึงมีคำถามที่ว่า ท่านเป็นไทหรือ หมายความว่า ไม่เป็นทาสหรือ

หลักฐานในสุตตันตปิฎก

. สุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ หน้า ๒๓๒ ทรงแสดงเรื่องการค้าขายที่อุบาสกควรงดเว้นว่ามีการค้าทาสรวมอยู่ด้วยข้อหนึ่ง

. ทรงแสดงคุณลักษณะของนักบวช ว่าจะต้องไม่รับทาสีทาสาที่มีผู้มอบให้ ในสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ หน้า ๒๘๔ และเล่ม ๒๔หน้า ๒๒๐

๓. ในสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ หน้า ๔๖ มีเรื่องเล่าว่า พราหมณ์คนหนึ่งกำลังตั้งพิธีบูชายัญเพื่อจะฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ชนิดละ ๕๐๐ ตัว ซึ่งเป็นการบูชายัญครั้งสำคัญ ครั้นแล้วจะคิดอย่างไรไม่ปรากฏ ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามถึงเรื่องการบูชาไฟและบูชายัญ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องการบูชาไฟ แบบตีความหมายใหม่ (Reinterpretation) ว่าในพระพุทธศาสนามีการบูชาไฟเหมือนกัน แต่ไฟในที่นี้ มิใช่ไฟจริง ๆ หากเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตนในลักษณะต่าง ๆ กันโดยทรงแสดงว่าไฟที่พึงบูชามี ๓ ประเภท คือ :

๑. ไฟ คือ บุคคลผู้ควรเคารพ (อาหุเนยยัคคิ) ได้แก่ มารดาบิดา เป็นไฟที่ควรสักการะเคารพ นับถือ บูชา และปฏิบัติต่อในทางที่ให้มีความสุขโดยชอบ

. ไฟ คือ คฤหบดี (คหปตัคคิ) ได้แก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องในบ้าน คือ บุตร ภริยา ทาส และคนรับใช้ เป็นไฟที่ควรสักการะ เคารพ นับถือบูชา และปฏิบัติต่อในทางที่ให้มีความสุขโดยชอบ

๓. ไฟ คือ บุคคลผู้ควรแก่ทักขิณา คือของที่ให้โดยเคารพ (ทักขิเณยยัคคิ) ได้แก่ สมณพราหมณ์ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ผู้ตั้งอยูในขันติความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ผู้ฝึกตน ทำตนให้สงบระงับ เป็นไฟที่ควรสักการะเคารพ นับถือ บูชา และปฏิบัติต่อในทางที่ให้มีความสุขโดยชอบ

พราหมณ์ได้ฟังดังนี้ ก็เลิกบูชายัญ ปล่อยสัตว์ให้เป็นอิสระ เพราะเห็นว่าการบูชาไฟแบบตนเป็นการทรมานสัตว์ สู้การบูชาแบบปฏิบัติตนให้เหมาะสมต่อบุคคลในสังคมไม่ได้

มีข้อพึงสังเกตว่า คำว่า บูชา สักการะเคารพ ในที่นี้เป็นคำที่ใช้เพื่อเลียนแบบการบูชาไฟของพราหมณ์เท่านั้น เมื่อกล่าวถึงบุตร ภริยา ทาสคนรับใช้ ที่บุคคลพึงปฏิบัติต่อเขาเหล่านั้นด้วยดี ก็ไม่ใช่หมายความว่า ให้ลงกราบหรือแสดงความเคารพอย่างไร หากให้ปฏิบัติตามความเหมาะสม ให้เขามีความสุข

จึงเห็นได้ชัดว่า ในกรณีที่ห้ามไม่ให้ซื้อทาส ขายทาส หรือชี้แจงให้ละเว้นการมีทาสไว้ใช้ แต่ไม่สำเร็จในบางราย พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติต่อทาสด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี ให้ทาสมีความสุข ไม่ใช่โหดร้ายทารุณต่อเขา

บัดนี้ท่านผู้อ่านอาจพิจารณาได้เองว่าคำสอนเรื่องนี้เป็นคุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง

พระพุทธศาสนากับการปลดเปลื้องทาสภายใน

คำว่าทาสภายในนั้นหมายความว่า บางครั้งคนเรามีอิสรภาพทางกายไปไหนมาไหนได้ หรือมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาคนอื่นด้วยซ้ำ แต่การมีอิสรภาพทางกาย มิได้หมายความว่า คนเราเป็นผู้มีอิสรภาพสมบูรณ์แล้ว เพราะบางทีคนเราก็เป็นทาสแห่งอำนาจฝ่ายต่ำ เช่น ความทะยานอยาก (ตัณหาทาโส) หรือความโลภ ความโกรธ แลความหลงอย่างโงไม่ขึ้น ยอมทำความชั่วทุจริตหรือแสดงอาการที่เลวทรามทุกอย่าง สุดแต่ความโลภ ความโกรธ และความหลงจะใช้หรือบัญชาให้ทำอะไรลงไป

เคยมีผู้เปรียบกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ว่าเหมือนม้าที่ผูกเชือกล่ามกับคนผู้เป็นเจ้าของ บางครั้งเจ้าม้า ๓ ตัวนี้เกิดแสดงฤทธิ์เดชออกวิ่งนำหน้าเจ้าของอย่างรวดเร็วจนเดินหรือวิ่งตามไม่ทัน แล้วลองนึกหลับตาวาดภาพดูทีหรือ ว่าจะเป็นอย่างไร ภาพที่คนถูกม้าซึ่งล่ามเชือกติดกันไว้ ฉุดกระชากล้มลุกคลุกคลาน ถลอกปอกเปิก ถึงขนาดอาจเสียชีวิตได้ ในที่สุดนั้น อาจเป็นคติเตือนใจได้ดีว่า ถ้าเราไม่พยายามรั้งบังเหียนขึ้นขี่หลังม้าควบคุมไว้ให้อยู่ในอำนาจเราบ้าง ก็จะต้องได้รับความลำบาก เดือดร้อน ดังตัวอย่างนี้

เราคงได้ยินข่าวคนฆ่าตัวตาย เพราะรักไม่สมหวัง เพราะอยากสอบได้แต่กลับสอบตก หรือข่าวคนฟันกัน ยิงกันหรือประหัตประหารกันด้วยวิธีการอย่างอื่น เพียงเพื่อสนองความไม่พอใจ มันเกิดขึ้นประเดี๋ยวเดียว แต่ส่งผลให้คนที่ทำร้ายกันนั้นต้องบาดเจ็บหรือเข้าคุกเข้าตะรางไป ทนทุกข์ทรมานอยู่แรมปี หรือบางครั้งไม่ใช่เรื่องของความโลภความโกรธ แต่เป็นเรื่องของความหลง ซึ่งกินความถึงความมัวเมาประมาท เช่น ขับรถเร็วด้วยความคะนอง รถคว่ำหรือชนต้นไม้ ตกคู ตัวผู้ขับเลยชีวิต หรือทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ดื่มสุรามากไปจนคุมสติไว้ไม่อยู่ ตกน้ำตายบ้าง กลับบ้านไม่ถูก หรือเข้าบ้านผิดบ้าง

ความจริงคนเราที่เกิดมานี้ ที่ยังมิได้บรรลุมรรคผล ก็ต้องมีโลภ โกรธ หลง กันทุกคนเป็นธรรมดา เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจและน่าให้อภัยในการที่มนุษยยังต้องลุ่ม ๆ ดอน ๆ สุขบ้างทุกข์บ้าง ดีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ถ้าพอจะรู้สึกตัวได้ ก็อย่าถึงกับปล่อยให้ความโลภ ความโกรธและความหลงมันฉุดกระชาก หรือบังคับบัญชาเราเสียจนล่มจมป่นปี้ ต้องคอยรั้งบังเหียนไว้บ้างด้วยการหักห้ามใจ หรือสอนใจเตือนใจตัวเราเอง

มีข้อที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังโลภ กำลังโกรธ หรือกำลังหลง ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่บางครั้งเจ้าความโลภ โกรธ หลงนี้มันปลอมตัวมาในรูปมิตร ทำให้เราหลงเคารพบูชา หรือไม่รู้สึกตัวว่า เราเป็นทาสมัน นี่สิร้ายนัก เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกว่า เราทำถูกแล้ว เราไม่ได้เป็นทาสของอะไรเลย ถ้าพูดตามภาษาสมัยใหม่ก็ต้องว่า ความโลภ โกรธ หลง มันทำงานใต้ดิน เอาเราเป็นทาสโดยไม่รู้จักตัว พอรู้สึกก็ระเบิดตูมตามออกมาแล้ว จึงเป็นข้อที่ควรระวังมาก

พระพุทธศาสนาสอนให้เราปลดปล่อยตัวเราเองให้พ้นจากความเป็นทาสภายในโดยวิธีการ ๓ ขั้น ดังนี้ :-

. ความเป็นทาสอย่างหยาบ

คือ ความโลภ โกรธ หลง อย่างรุนแรงถึงเหตุให้ประพฤติชั่วทางกายกับวาจา ให้แก้ด้วย ศีล คือตั้งใจเว้นจากการฆ่า การโกง การลักขโมยเป็นต้น

. ความเป็นทาสอย่างกลาง

คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงอย่างพอประมาณ ให้แก้ด้วยธรรม เช่นให้มีความเมตตากรุณา ให้มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้มีสติสำรวมระวัง คำว่า ศีลธรรม ที่มาคู่กันก็หมายความว่าศีลนั้นให้เว้นความชั่ว ส่วนธรรมคือให้อบรมความดี ศีลแก้ความเป็นทาสภายในอย่างหยาบ ธรรมแก้ความเป็นทาสภายในอย่างกลาง หรือจะกล่าวอีกสำนวนหนึ่งก็ได้ว่า ศีลแก้กิเลสอย่างหยาบ สมาธิแก้กิเลสอย่างกลาง คำว่าสมาธิ หมายความว่า การทำใจให้สงบระงับ มีวิธีการไม่น้อยกว่า ๔๐ วิธี

. ความเป็นทาสอย่างละเอียด

ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลงที่แฝงตัวอย่างลึกซึ้งจนเราไม่รู้สึกว่าเป็นกิเลส บางคราวมันเก็บตัวเงียบเหมือนตะกอนนอนก้นตุ่ม พอมีอะไรมากระทบกระเทือน ก็แสดงตัวออกทันที ความเป็นทาสอย่างละเอียดนี้ ต้องแก้ด้วยใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล ให้รู้แจ้งประจักษ์ในความจริง ของสิ่งทั้งหลาย คำว่า ปัญญาที่ใช้สำหรับแก้กิเลสอย่างละเอียดนี้ บางครั้งเรียกว่า วิปัสสนา แปลว่า เห็นอย่างแจ่มแจ้ง

จากข้อความที่กล่าวมา อันเกี่ยวกับทาสภายนอก คือ การทำคนให้เป็นทาสของคนจริง ๆ กับทาสภายใน คือ การที่คนเราเป็นทาสแห่งอำนาจฝ่ายต่ำในตัวเองนี้ ท่านผู้อ่านจะเห็นได้เองว่า จะโดยประวัติศาสตร์หรือโดยหลักฐานใดๆ ก็ตาม ความก็บ่งชัดอยู่ทั้งนั้นว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแรกในโลกที่มีหลักการและคำสอนเพื่อให้เลิกระบบทาส อันเป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตามที่เรียกร้องกันในปัจจุบันนี้ จึงนับได้ว่า ข้อนี้เป็นคุณลักษณะพิเศษประการหนึ่งแห่งพระพุทธศาสนา