#echo banner="" ลัทธิมหายาน เสถียร โพธินันทะ/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ลัทธิมหายาน

ปาฐกถาโดย เสถียร โพธินันทะ

แสดงแก่นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์

ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๕

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย

กำหนดหัวข้อเรื่องที่จะพูดในวันนี้ เป็นเรื่องใหญ่และละเอียดสุขุม เวลาที่กำหนดให้พูดเพียงชั่วโมงเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะบรรยาย ให้รู้ชัดทุกแง่ทุกมุมได้ หรือแม้จะเพิ่มออกไปอีกสัก ๒-๓ ชั่วโมง ก็เชื่อว่าพูดให้ถี่ถ้วนไม่ได้ เป็นเรื่องเหลือวิสัยจริง ๆ ทั้งนี้เพราะธรรมะในพระพุทธศาสนานั้น กว้างขวางสุขุมคัมภีร์ภาพมากพระพุทธองค์ตรัสเทศนาอยู่ถึง ๔๕ พรรษา นับว่าเป็นพระศาสดาพระองค์เดียวในโลก ที่มีระยะกาลแสคงหลักพระศาสนาอย่างมากมายยืดยาว ฉะนั้น แม้ลำพังจะศึกษาหรือจะพูดถึงพระพุทธวจนะล้วน ๆ ก็ต้องใช้เวลาเป็นแรมปี ยิ่งถ้าจะศึกษาคำอธิบายพระพุทธวจนะ ซึ่งเรียกว่าอรรถกถาหรือคำอธิบายอรรถกถา ซึ่งเรียกว่าฎีกา ตลอดจนศึกษาคัมภีร์ต่าง ๆ ของพระโบราณาจารย์รจนาขึ้น เพื่อประกาศพระพุทธมติให้ทั่วถึงทุกปกรณ์แล้ว เชื่อว่าชีวิตของมนุษย์เรานี้สั้นเกินไปที่จะศึกษาจบ นี่ว่าเฉพาะเรื่องของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเราเท่านั้น ถ้าจะศึกษาให้ทะลุปรุโปร่งในคัมภีร์ฝ่ายมหายานด้วยแล้ว เห็นจะต้องเกิดมาเพื่อศึกษาโดยเฉพาะหลาย ๆ ชาติทีเดียว

ข้อนี้ทำให้เกิดข้อคิดขึ้นว่า พระพุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาที่ยิ่งใหญ่ อุดมด้วยสรรพตำราของศาสนาซึ่งอธิบายสัจจธรรม และวิถีพ้นทุกข์อย่างละเอียดพิสดารเป็นศาสนาของปัญญาชนโดยแท้ เพราะตำราเหล่านี้ล้วนผลิตออกมาจากสติปัญญาความคิดอ่านของบัณฑิต.แต่ถึงแม้พระพุทธศไ๓นา จะ มีตำรามากมายอย่างที่พรรณนามา ท่านทั้งหลายก็ไม่ต้องท้อใจว่าจะศึกษาอย่างไรไหว เพราะยิ่งในสมัยปัจจุบันนี้ การครองชีพที่รัดตัวทำให้ทุกคนต้องการเรียน ต้องการรู้ชนิดทันอกทันใจพระพุทธศาสนามีสาระสำคัญซึ่งพอจะสรุปลงในข้อว่า

เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อความคับทุกข์ ซึ่งได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นเอง ในวันนี้จะ พูดเรื่องลัทธิมหายาน เอาแต่ที่เป็นสาระสำคัญที่สุดเท่านั้น จึงขอตัดประเด็น นำเข้าสู่จุดหมายสักที.

ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ศาสนาทุกศาสนาในโลกจะ ต้องมีคณะนิกายแบ่งแยกออกมา ภายหลังที่พระศาสคาของศาสนานั้นล่วงลับไปแล้ว ทั้งนี้ เพราะเมื่อศาสนานั้นแผ่ขยายออกไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งมีขนบธรรมเนียมประเพณีความเชื่อถือไม่เหมือนกัน ก็มีการผสมผสานกับลัทธิธรรมเนียมเหล่านั้น อีกทั้งทัศนะการตีความในคำสอนของศาสนาของแต่ละบุคคล แต่ละคณะไม่ตรงกันจนเป็นเหตุให้เกิดแบ่งแยกเป็นนิกายขึ้น ศาสนาที่มีนิกายจึงเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ แห่งศาสนานั้นในแง่หนึ่งเหมือนกัน ว่ากันเฉพาะในพระพุทธศาสนานั้น ได้เริ่มแบ่งแยกนิกายขึ้นครั้งแรก ในสมัยพระพุทธศตวรรษที่ ๔ ปรากฏว่ามีนิกายในพระพุทธศาสนาที่เป็นนิกายใหญ่ ๆ อยู่ ๑๘ นิกาย นิกายที่สำคัญคือนิกายมหาสังฆิกะ กับนิกายเถรวาท มูลเหตุของการแตกแยก มีสมุฏฐานจากความขัดแย้งในทางปฏิบัติพระวินัย และคำอธิบายในพุทธวจนะไม่ตรงกัน สงฆ์ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรแก้ไขผ่อนปรนในการปฏิบัติวินัยบางข้อ โดยอ้างพระพุทธานุญาตที่มีไว้กับพระอานนท์ ในสมัยจวนคับขันธ์ปรินิพพานว่า

“ดูก่อนอานนท์ ถ้าสงฆ์ต้องการ ก็ให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้”

สงฆ์อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เห็นพ้องด้วยโดยอ้างเหตุผลว่าคำว่าลิกขาบทเล็กน้อย ไม่อาจทราบพระพุทธประสงค์ได้ว่า หมายความถึงสิกขาบทข้อไหน พระอานนท์เองก็มิได้ทูลถามให้ชัดเจนว่า ได้แก่สิกขาบทหมวดไหน ฉะนั้นอย่าเพิกถอนสิกขาบททั้งหมดเลยแหละดี ควรจะรักษาเอาไว้ทุกข้ออย่างเคร่งครัด

อีกประการหนึ่ง การศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะนั้น ย่อมอาศัยอาจารย์เป็นผู้สั่งสอนอธิบาย อาจารย์กับอาจารย์ด้วยกัน เกิดมีทัศนะอรรถาธิบายพระพุทธมติไม่ตรงกัน ก็เป็นสาเหตุอีกข้อหนึ่งที่ทำให้เกิดแบ่งแยกกันออกไป สงฆ์ฝ่านิกายมหาสังฆิกะเป็นพวกที่ต้อการแก้ไขผ่อนปรนในการปฏิบัติพระวินัย และถืออรรถาธิบายพระพุทธวจนะของพระอาจารย์ใหญ่ สงฆ์ฝ่ายเถรวาทถือเคร่งครัดในการรักษาจารีตแบบแผนคงเดิม ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเป็นหลักใหญ่

สรุปแล้วก็คือ

๑. เพราะการปฏิบัติพระวินัยไม่สม่ำเสมอเหมือนกัน เรียกว่าความวิบัติแห่งสีลสามัญญตา

๒. เพราะทัศนะในหลักธรรมอธิบายไม่ตรงกันเรียกว่าความวิบัติแห่งทิฏฐิสามัญญตา

ทั้งสองประการนี้เป็นสมุฏฐานให้แบ่งเป็นนิกายขึ้น.

ลัทธิมหายานคืออะไร ?

จำเดิมแต่พระพุทธศาสนาในอินเดียได้แบ่งออกเป็นนิกายถึง ๑๘ นิกายใหญ่ จำเนียรกาลล่วงมาในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๕ จึงได้เกิดมีขบวนใหม่ขึ้นอีกขบวนการหนึ่งในพระพุทธศาสนา ขบวนการนี้เรียกตนเองว่า ลัทธิมหายาน ลัทธินี้ต่อย ๆ ฟักตัวเองขึ้นมาจากนิกายมหาสังฆิกะผสมผสานกับปรัชญาของนิกายพุทธศาสนาอื่น ๆ ทั้ง๑๘ นิกาย รวมทั้งนิกายเถรวาทด้วย ก่อกำเนิดจนเป็นลัทธิมหายาน

คำว่ามหายานมาจากธาตุศัพท์ มหา + ยาน แปลว่าพาหนะที่กว้างขวางใหญ่โต ซึ่งสามารถขนสัตว์ให้ข้ามวัฏฏสงสารได้มาก หลักธรรมของนิกายนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นอันหนึ่งอันเขียวกันกับนิกายเถรวาท คือสอนเรื่องอริยสัจจ ๔ และมีข้อปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือความหลุดพ้นทุกข์ แต่ส่วนที่แตกต่างกันนั้น อยู่ตรงที่นโยบายการเผยแผ่กับทั้งวิธีการเผยแผ่เท่านั้น

พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ถือคุณภาพของศาสนิกชนเป็นจุดสำคัญ แต่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานถือปริมาณเป็นจุดสำคัญ คือเขาถือว่าเมื่อมีปริมาณมากแล้วคุณภาพก็จะต่อย ๆ ตามมาด้วยการอบรมบ่มนิสัยได้ ฉะนั้นฝ่ายมหายานจึงบัญญัติพิธีกรรม และจารีตแบบแผนต่าง ๆ ขึ้นชนิดที่ฝ่ายเถรวาทไม่มี เพื่อให้เป็นอุบายโกศลชักจูงประชาชนให้มาเลื่อมใส และมีการลดหย่อนพระวินัยได้ตามกาลเทศะ.

อุดมคติของฝ่ายมหายาน สอนให้ทุกคนบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อที่จะได้ช่วยปลคเปลื้องทุกข์ของสัตว์โลกได้กว้างขวาง พระโพธิสัตว์หมายถึงผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งในฝ่ายเถรวาทก็รับรอง แต่ฝ่ายมหายานหยิบยกเอาเรื่องพระโพธิสัตว์ ขึ้นมาเน้นเป็นพิเศษ ฝ่ายเถรวาทประกาศเรื่องหลักอริยสัจจ์ ๔ เป็นสำคัญ แต่ฝ่ายมหายานประกาศทศบารมีเป็นสำคัญ ทั้งนี้มิไค้หมายความว่าฝ่ายเถรวาทจะไม่มีเรื่องทศบารมี หรือฝ่ายมหายานจะไม่มีหลักอริยสัจจ์ก็หาไม่ เป็นเพียงแต่ว่าต่างฝ่ายต่างหยิบเอาหลักธรรมทั้งสองมายกขึ้นเป็นจุดเด่นสำคัญเหนือหลักธรรมข้ออื่น ๆ ที่มีอยู่เท่านั้น.

อนึ่ง หลักทศบารมีฝ่ายมหายานได้ย่อลงมาเหลือบารมี ๖ คือ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ ฌาน ปัญญา ทาน กับ ศีล เป็นคู่ปรับทำลายกิเลส คือโลภะ ขันติกับวิริยะ เป็นคู่ปรับทำลายกิเลสคือโทสะ ฌานกับปัญญา เป็นคู่ปรับทำลายกิเลสคือโมหะ พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญบารมี ๖ ให้สมบูรณ์

คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์มีอยู่ ๓ ข้อใหญ่ คือ

๑. มหาปรัชญา หรือปัญญาอันยิ่งใหญ่ หมายความว่าจะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งในสัจจธรรม ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส.

๒. มหากรุณา หมายความว่าจะต้องเป็นผู้มีจิตกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างปราศจากขอบเขต พร้อมที่จะสละตนเอง เพื่อช่วยสัตว์ให้พ้นทุกข์.

๓. มหาอุปาย หมายความว่า พระโพธิสัตว์จะต้องมีวิธีการชาญฉลาดในการแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ให้เข้าถึงสัจจธรรม

คุณสมบัติทั้งสามข้อนี้ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ข้อแรกเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ตนให้ถึงพร้อม ส่วนข้อหลัง ๒ ข้อ เป็นการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น เพราะเหตุนี้ ฝ่ายมหายานจึงประกาศเป็นคำขวัญประจำลัทธิว่า

“มหายานสำหรับมหาชน”

อุดมคติของชาวพุทธบริษัท ฝ่ายมหายาน มี ๔ ประการดังนี้

๑. เราจะสละกิเลสให้หมด.

๒. เราจะศึกษาสัจจธรรมให้จบ.

๓. เราจะช่วยโปรดสัตว์ทั้งหลายให้สิ้น.

๔. เราจะบรรลุพระพุทธภูมิอันประเสริฐสุด.

คณาจารย์ผู้ทรงเกียรติคุณของลัทธิมหายานในอินเดีย มีอาทิเช่น ท่านคุรุนาคารชุน ผู้มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๗ ร่วมสมัยพระเจ้ายัชญศรเคาตมีบุตร คณาจารย์องค์นี้ เป็นผู้สร้างปรัชญามหายานนิกายสุญญวาท โดยใช้ระบบวิภาษวิธี (Dialectic Method) ในการอรรถาธิบายทฤษฎีความสัมพันธ์ หรือกฎปฏิจจสมุปบาท (Relativity Theory)

ระบบวิภาษวิธีของนิกายสุญญวาท จึงเป็นศิลปในการอภิปราย ที่อุดมด้วยหลักตรรกวิทยาทุกกระเบียดทีเดียว ต่อมาในพระพุทธศตวรรษที่ ๙ คณาจารย์มหายานที่สำคัญมีอีก ๒ ท่าน เป็นพี่น้องร่วมกันคือ ท่านคุรุอสังคะและคุรุวสุพันธุ ผู้ให้กำเนิดปรัชญามหายานนิกายวิชญาณวาท ซึ่งถือว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นภาพมายาซึ่งสะท้อนเงาออกไปจากจิตใจภายใน นับเป็นปรัชญามหายานฝ่ายมโนภาพนิยม (ldealism) มหายานอีกนิกายหนึ่งซึ่งสอนลัทธิสมบูรณ์นิยม สอนว่ามีภาวะสมบูรณ์จริงแท้เป็นรากฐานของสากลจักรวาล ภาวะนี้เรียกว่าภูตตถตา ซึ่งตรงกับจิตสากล (UniveasaI Mind) นั่นเอง.

ดังนั้น เราจึงสรุปได้ว่า ปรัชญาของลัทธิมหายานมี ๓ สาขาใหญ่ คือ

๑. ปรัชญานิกายสุญญวาท.

๒. ปรัชญานิกายวิชญาณวาท.

๓. ปรัชญานิกายภูตตถตาวาท หรือจิตสากล.

นี่เป็นเรื่องของลัทธิปรัชญา ส่วนในเรื่องการปฏิบัติคงปฏิบัติเหมือนกัน คือ การบำเพ็ญบารมี ๖ มีคุณสมบัติ๓ และมุ่งในอุดมคติ ๔ ประการดังที่ไค้กล่าวมาแล้ว

ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙ เป็นต้นมาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ลัทธิมหายานคงรุ่งเรืองอยู่ในอินเดีย พร้อมทั้งแผ่ขยายออกไปประเทศข้างเคียง ส่วนนิกายเถรวาทได้ถอยร่นออกจากอินเดียไปรุ่งโรจน์อยู่ที่เกาะลังกา ในแคว้นพิหารซึ่งเป็นศูนย์กลางความเจริญของอินเดีย มีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแบบมหายานขึ้นหลายแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงโค่งดังยิ่งคือ มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา มหาวิทยาลัยอุทันตบุรี สถาบันการศึกษาของสงฆ์ที่กล่าวมานี้ ไค้สอนปัญจวิทยาสถาน ความรู้ ๕ สาขาคือ

๑. อัธยาคมวิทยา ได้แก่ความรู้ในพระพุทธศาสนาทุกนิกายทั้งมหายานและเถรวาท ตลอดจนถึงลัทธิศาสนาปรัชญาอื่น ๆ เท่าที่มีอยู่ครั้งนั้น.

๒. จิกิตสาวิทยา ได้แก่ความรู้ทางแพทย์.

๓. เหตุวิทยา ได้แก่วิธีหาเหตุผลคือตรรกวิทยานั่นเอง

๔. ศัพทวิทยา ไค้แก่วิชาอักษรศาสตร์ วรรณคดี กวีนิพนธ์ต่าง ๆ.

๕. ศิลปวิทยา ได้แก่ความรู้รอบตัวที่เป็นประโยชน์ประเภทค่าง ๆ

ฉะนั้น พระภิกษุสงฆ์ผู้จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยแล้ว จึงมีความรู้ความสามารถที่จะบำเพ็ญคุณประโยชน์แก่พระศาสนาและสังคมได้อย่างดียิ่ง หลักการศึกษาในปัญจวิทยาสถานนี้ จึงปรับเข้ากันได้กับหลักคุณสมบัติ ๓ ของพระโพธิสัตว์มีมหาปรัชญา มหากรุณา และมหาอุบายไค้ดี เพราะผู้ที่มีความรอบรู้ในปัญจวิทยาสถานเท่านั้น ที่จะสามารถบำเพ็ญคุณสมบัติ ๓ ดังกล่าวให้บริบูรณ์ไค้ แต่น่าเสียดายว่า เมื่อโฉมหน้ำทางการเมืองของอินเดียในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เปลี่ยนแปลงไปด้วยอริราชศัตรูต่างค้าวเข้ามารุกราน พระพุทธศาสนาได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น ความรุ่งโรจน์ที่มีอยู่ทั้งหมดก็เป็นอันปิดฉากไปด้วย.

ลัทธิมหายาน แม้จะหมดไปจากอินเดีย แต่ก็ไปสถาพรไพโรจน์ในประเทศข้างเคียง ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวแต่เหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์โดยย่นย่อเท่านั้น คือ

๑. ในประเทศจีน พระพุทธศาสนาแบบมหายานได้แพร่หลายเข้าไปตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๕ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ต่อมาอีกราวร้อยปีเศษ ๆ พระพุทธศาสนาแบบมหายานก็กลายเป็นศาสนาประจำชาติของจีนไป โดยกลมกลืนผสมกับลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋า ซึ่งจีนนับถืออยู่ก่อน ด้วยอิทธิพลของพระพุทธศาสนาทำให้เกิดโฉมหน้าใหม่ในทางศิลปะ และวรรณคดีของจีนตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างด้วย แม้จนจะมีลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าอยู่แล้ว แต่ลัทธิขงจื๊อมีหลักจริยศาสตร์สังคมสู้ของพระพุทธศาสนามิไค้ ส่วนลัทธิเต๋านั้น แม้จะเป็นปรัชญาแต่เมื่อมาเทียบความลึกซึ้งกับหลักปรัชญา ของพระพุทธศาสนาแบบมหายานแล้ว ก็ไม่ลึกซึ้งเท่าของพระพุทธศาสนาปัญญาชนจีน จึงหันมานับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานและบุคคลเหล่านี้ ก็ไค้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปยังประเทศข้างเคียงอีกด้วย.

๒. เกาหลี ได้รับพระพุทธศาสนามหายานจากจีนในพุทธศตวรรษที่ ๑๐.

๓. ญี่ปุ่น ได้รับพระพุทธศาสนามหายานจากเกาหลี ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ต่อมานักศึกษาญี่ปุ่นได้เดินทางมาเรียนพระพุทธศาสนาในเมืองจีน แล้วนำความรู้กลับไปสั่งสอนเพื่อนร่วมชาติ

๔. ธิเบต เคยรับพระพุทธศาสนามหายานมาจากอินเดีย ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ในสมัยพระเจ้าสรองสัมคัมโป.

๕. ญวน ได้รับพระพุทธศาสนามหายานจากจีน ในพุทธศตวรรษที่ ๗-๙.

๖. มองโกเลีย ไค้รับพระพุทธศาสนามหายานจากธิเบต ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗.

ส่วนเนปาล และรัฐเล็ก ๆ คือ ภูตาล สิขิม รับพระพุทธศาสนามหายานจากอินเดียและธิเบต.

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นี่ก็ได้เวลาที่กำหนดไว้แล้ว เท่าที่บรรยายมานี้ โปรดถือเสียว่าเป็นเพียงหยาดน้ำหยาดหนึ่งเท่านั้นในมหาสมุทร กล่าวคือลัทธิธรรมของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แต่การที่จะรู้รสเค็มของมหาสมุทรนั้น เพียงแต่ลิ้มรสหยาดน้ำทะเล เพียงหยาดเดียวก็พอจะหยั่งทราบได้ว่า น้ำในมหาสมุทรก็ย่อมมีรสอย่างเดียวกันฉันใด ท่านทั้งหลาย แม้เพียงได้ศึกษาเรื่องราวของลัทธิมหายานอย่างสังเขปที่สุด ก็พอจะเข้าใจสาระลัทธิมหายานได้บ้างตามสมควร ฉะนั้น จึงขอจบการบรรยายแต่เพียงเท่านั้น ขอความสุขความเจริญและความสำเร็จในธรรม จงมีแด่ท่านผู้เจริญทั้งหลายเทอญ