#echo banner="" ศาสนาพุทธกับสังคมที่พัฒนา ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ศาสนาพุทธกับสังคมที่พัฒนา

พล ต. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

  

ประเทศไทยในยุคนี้ เป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การพัฒนาที่กำลังทำกันอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ เป็นการทำความเจริญทางวัตถุให้เกิดขึ้นเป็นส่วนมาก และความเจริญทางวัตถุ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในวิธีทำมาหากินของประชาชนนั้น ย่อมจะต้องมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางใจขึ้นอย่างกว้างขวาง คุณค่าต่าง ๆ ทางใจนั้น ย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงไป

ความรู้สึกที่เคยมีมาแต่ก่อน ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด ย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาทางสังคมส่วนใหญ่ในยุคนี้จึงเป็นเรื่องของการเบียดเบียน การเห็นแก่ตัว การเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนด้วยวิธีต่าง ๆ ตั้งแต่ด้วยการปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์อันเป็นวิธีการโดยตรง ไปจนถึงวิธีการอันอ้อมค้อม เช่น การคดโกงทุจริต และการใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งมีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น ให้เกิดประโยชน์แก่ตนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ

ปัญหาทั้งหมดนี้ ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธย่อมจะต้องหาวิธีแก้ไขจากพระพุทธศาสนา หากพระพุทธศาสนาไม่มีพลังอำนาจทางใจคนที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนไม่สามารถจะเป็นที่พึ่งทางใจของผู้สุจริตได้ในยุคนี้แล้ว ศรัทธาของคนไทยในพระพุทธศาสนาก็อาจหย่อนลงทั้งในยุคนี้และยุคต่อไป ผลแห่งการเสื่อมศรัทธานี้จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาทางสังคมต่าง ๆ มากขึ้น เพราะคนที่หย่อนศรัทธาทางศาสนานั้น ย่อมจะทำชั่วได้ง่ายเข้าและทำชั่วมากขึ้น การส่งเสริมศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงเป็นของจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน แต่เมื่อศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นศรัทธาอันประกอบไปด้วยเหตุผล

การส่งเสริมศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงต้องควบคู่ไปกับการส่งเสริมเหตุผล ศรัทธาอันมีแต่ความเชื่อโดยไม่ถามเหตุ และไม่รู้ผลนั้น อาจเป็นผลดีได้ชั่วครู่ชั่วคราว แต่ก็อาจเป็นเครื่องทำลายพระพุทธศาสนานั้นเองได้ในที่สุด

ก่อนที่จะพิจารณาว่า พระพุทธศาสนาจะมีบทบาทอย่างไร หรือทำอะไรได้บ้างในสังคมปัจจุบันนี้ ก็น่าจะต้องพิจารณาพระพุทธศาสนาทั้งในด้านหลักการ และศีลธรรมเสียก่อนว่าเป็นอย่างไรในความเป็นจริง

คนไทยส่วนมากทุกวันนี้ นับถือพระพุทธศาสนาเพราะบรรพบุรุษนับถือกันมาเก่าก่อน ถึงแม้ว่าศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้นจะเป็นศรัทธาอันแท้จริง และความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั้น เป็นความเลื่อมใสอย่างจริงใจ แต่เราก็มักจะไม่ค่อยพิจารณาพระพุทธศาสนาด้วยวิธีที่พระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณาของอื่น คือ พิจารณาให้มองเห็นแก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้น เราใช้พระพุทธศาสนาเป็นแว่นขยายให้เห็นความจริงแห่งชีวิต แต่เรามักไม่ค่อยหันกลับมาพิจารณาตัวแก่นนั้นเองว่าตื้นลึกหนาบางเพียงไร และประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง การไม่หันกลับมามองพระพุทธศาสนา และพิจารณาแยกแยะให้รู้จักกับพระพุทธศาสนาโดยแท้จริงนั้นเอง มักจะเป็นเหตุให้ใช้พระพุทธศาสนาในทางที่ผิดได้อยู่บ่อย ๆ และเมื่อใช้ในทางที่ผิดแล้วก็มักจะคิดไปว่าพระพุทธศาสนาแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ หรือเป็นที่พึ่งแก่ตนไม่ได้ ทำให้ห่างศาสนาไปเพราะเอาความผิดอันเกิดจากความไม่รู้ของตนเองไปซัดให้แก่พระพุทธศาสนา

เครื่องมือทุกอย่างอันประณีตและให้ผลได้จริงจัง เช่นเครื่องจักร เครื่องยนต์อันทันสมัยนั้น ย่อมจะต้องใช้โดยผู้ที่มีความรู้จึงจะบังเกิดผลฉันใด พระพุทธศาสนาก็ฉันนั้น คนที่จะใช้พระพุทธศาสนาให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นได้ จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเสียก่อน หากขาดความรู้แล้ว ก็ย่อมใช้ไม่ได้ประโยชน์และอาจโยนทิ้งไป เหมือนกับคนที่ขาดความรู้เอาเครื่องมืออันประณีตโยนทิ้งเพราะใช้ไม่เป็น และหนีเข้ากาเครื่องมือที่หยาบกว่าและต่ำกว่า

ถ้าหากจะถามคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาส่วนมากทุกวันนี้ว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร ก็มักจะได้รับคำตอบว่า พระพุทธศาสนาก็เหมือนกับศาสนาอื่น ๆ เพราะมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้คนละความชั่วและประพฤติดีด้วยคำสั่งสอน เมื่อได้ตอบไปเช่นนี้แล้ว ผู้ตอบก็มักจะเกิดความภาคภูมิใจว่า ตนเองเป็นผู้ที่มีน้ำใจกว้างขวาง มีความเป็นธรรมและปราศจากความริษยาลัทธิ ความจริงคำตอบเช่นนี้จะว่าผิดก็ไม่ผิด แต่เป็นคำตอบที่ตีความพระพุทธศาสนาอย่างง่ายดายเกินไป

ทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นว่า พระพุทธศาสนานั้นมีระบบศีลธรรมชั้นเดียวอันใช้ได้สำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะอยู่ในเพศสมณะหรือเพศฆราวาส และไม่จำกัดว่าจะต้องมีภูมิปัญญาขั้นใด ความเข้าใจผิด อันนี้เป็นความเข้าใจผิดอันสำคัญ เป็นต้นเหตุแห่งการสับสนในความเข้าใจและในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา

ทำให้ฆราวาสหวังเป็นพระอรหันต์ โดยไม่ละการครองเรือนปละบริโภคกาม ทำให้สมณะแสวงหาวัตถุทางโลก และทำให้ผู้ที่ต้องการจะรู้ ต้องการจะปฏิบัติให้ถูกต้อง เกิดความท้อถอยว่า พระพุทธศาสนานั้นสูงเกินปัญญา เกินความสามารถของตน หรือมิฉะนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตซึ่งตนกำลังดำเนินอยู่

ความจริงนั้นมีอยู่ว่า พระพุทธศาสนาไม่เหมือนกับศาสนาอื่นโดยแน่นอน และแตกต่างกับศาสนาอื่นโดยสิ้นเชิง ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระพุทธศาสนาเป็นพระศาสนาสองห้องหรือสองชั้น

แต่ละชั้นมีธรรมอันเป็นคนละอย่าง ตั้งอยู่บนความจริงคนละอย่าง มีศีลธรรมคนละอย่าง และเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์คนละอย่าง ธรรมทั้งสองในศาสนาพุทธนั้นถึงจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่ ก็ยังเป็นธรรมคนละชนิด คนละประเภท ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย

ธรรมทั้งสองที่กล่าวถึงนี้ได้แก่ โลกียธรรม และ โลกุตรธรรม อันเป็นธรรมคนละชนิด

โลกียธรรมนั้นตั้งอยู่บนความจริงที่เรียกว่า สมมติสัจ ส่วนโลกุตรธรรมนั้น ตั้งอยู่บนความจริงอันเรียกว่า อริยสัจ

ศีลธรรมของโลกียธรรมนั้นมีหลักการแห่งกรรมและวิบากซึ่งจะต้องเป็นอย่างเดียวกัน คือ กรรมดีย่อมเกิดผลดี กรรมชั่วย่อมเกิดผลชั่ว และวัตถุประสงค์แห่งศีลธรรมนั้นก็คือ วิบากอันเป็นกุศล ได้แก่ผลดีแห่งกรรม อันจักทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับความสุขความเจริญในชีวิต และทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

ส่วนศีลธรรมของโลกุตรธรรมนั้น มีหลักการคือ ความดับโดยสิ้นเชิงในผลแห่งกรรม ไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลชั่ว มีวัตถุประสงค์ คือความพ้นทุกข์ด้วยความดับสูญ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก

สมมติสัจอันเป็นที่ตั้งของโลกียธรรมนั้น ได้แก่ ความจริงซึ่งสมมติกันขึ้นทั่วไปว่า นี่คือตัวเรา นั่นคือคนอื่น คนอื่นนั้นมีความสัมพันธ์กับตัวเราอย่างไรบ้าง เช่น เป็นพ่อแม่พี่น้อง หรือเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เป็นคนร่วมสถานศึกษาหรือสำนักงานเดียวกัน เป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนเป็นคนที่อยู่ในสังคมเดียวกันหรืออยู่ในสังคมอื่น ฯลฯ ของต่าง ๆ ที่เราประสบพบเห็นรอบตัวก็สมมติเช่นเดียวกันว่าเป็นของตัวเอง ของคนอื่น หรือเป็นของสังคม ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน โลกียธรรมในศาสนาพุทธนั้นตั้งขึ้นและออกไปจากความจริงที่ “สมมติ” ขึ้นเหล่านี้

คำว่า “สมมติ” ในที่นี้ออกจะมีความหมายแตกต่างจากคำเดียวกันที่ใช้อยู่ในภาษาไทย กล่าวคือมิใช่เป็นการยกเอาเรื่องที่รู้อยู่ว่าไม่จริง มาสมมติว่าเป็นจริง หรือยกเอาเรื่องที่ยังไม่เกิดหรือไม่มีทางเกิดขึ้นได้ มาสมมติว่าได้เกิดขึ้นแล้ว ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Hypothetical  แต่หมายถึงความจริงที่เรายอมรับไว้ก่อน เพื่อความจำเป็นในการวางหลักการ หรือกำหนดความสัมพันธ์ต่าง ๆ ขึ้น ตลอดจนเพื่อปฏิบัติการต่าง ๆ ต่อไปได้ ความจริงเช่นนี้ในภาษาปรัชญาของฝรั่งเรียกว่า Assumed Truth

จะเห็นได้ว่าในการเริ่มพิจารณาเรื่องใดก็ดีหรือในการเริ่มทำการใด ๆ ก็ดี หากเราไม่ยอมรับความจริงบางประการซึ่งอาจต้องการเวลาเพื่อการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่แล้ว เราก็ไม่อาจพิจารณาเรื่องนั้นหรือทำการนั้นได้ ชีวิตของปุถุชนจะเริ่มก้าวเดินออกไปได้ก็ด้วยการยอมรับในความจริงที่เรียกว่าสมมติสัจเหล่านี้เป็นปฐม

หากไม่ยอมรับแล้วก็ไม่มีทางที่จะเริ่มก้าวเดินออกไปได้เลย เทียบได้กับการอุปสมบทพระภิกษุ ก่อนที่พระสงฆ์จะยอมรับบุคคลใดให้เป็นภิกษุเข้าร่วมอยู่ในหมู่คณะได้ จะต้องสอบคุณสมบัติที่เรียกว่า อันตรายิกธรรม เสียก่อน เช่น ถามว่าเป็นมนุษย์หรือเปล่า เป็นผู้ชายหรือเปล่า อายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์หรือยัง พ่อแม่อนุญาตแล้วหรือเปล่า เป็นราชภัฏ คือเป็นคนของพระเจ้าแผ่นดินหรือรัฐบาลหรือเปล่า ชื่ออะไร อุปัชฌาย์ชื่ออะไร ฯลฯ คำถามและคำตอบระหว่างสงฆ์กับผู้ที่ขอบรรพชานั้นเป็นสมมติสัจและอยู่ในโลกียธรรมทั้งสิ้น เพราะเมื่อถามว่าเป็นมนุษย์หรือเปล่า เป็นผู้ชายหรือเปล่า และเมื่อตอบว่าเป็นนั้น ทั้งผู้ถามและผู้ตอบยอมรับในภพ คือยอมรับว่ามีความเป็นมนุษย์และความเป็นผู้ชาย คำถามคำตอบเกี่ยวกับอายุ บิดามารดา ผู้ปกครองแผ่นดิน ชื่อตัวและชื่ออุปัชฌาย์ เป็นการยอมรับทั้งด้านผู้ถามและผู้ตอบว่ามีอัตตา กล่าวคือมีตัวที่จะล่วงไปด้วยวัยได้ มีพ่อแม่เป็นของตนได้ มีพระราชาซึ่งอาจเป็นเจ้าของตนได้ มีชื่อว่า “นาโค” ซึ่งถือว่าเป็นชื่อของตน และมีชื่อว่า “ติสโส” ซึ่งยึดถือว่าเป็นชื่ออุปัชฌาย์ของตน เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้จะเห็นได้ว่า การยอมรับหรือ “สมมติ” ความจริงบางประการนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการริเริ่ม แม้แต่ในก้าวแรกที่บุคคลจะเข้าสู่ภิกษุภาวะอันเป็นภาวะแห่งโลกุตตระธรรม ซึ่งไม่ยอมรับว่า ภพชาติและอัตตาเป็นความจริงนั้นเอง บุคคลก็ต้องยอมรับใน “ความจริงซึ่งไม่จริง” เสียเป็นขั้นแรกก่อนแล้ว

ในลักษณะเช่นเดียวกัน ศีลธรรมในโลกียธรรมนั้นก็ต้องตั้งอยู่บนสมมติสัจเช่นเดียวกัน

เพื่อจะให้ขลังขึ้นอีกหน่อยก็เห็นจะต้องกล่าวว่า คำว่าศีลธรรมในภาษาไทยนั้นตรงกับศัพท์ภาษาฝรั่งว่า Morality คือเป็นเครื่องกำหนดให้รู้ว่า กรรมอันใดถูก กรรมอันใดผิด กรรมถูกนั้น ฝรั่งเรียกว่า Moral Act เป็นกรรมที่ดีด้วย คือเป็น กุศลกรรม ส่วนกรรมผิดนั้นเป็นกรรมไม่ดี คือ อกุศลกรรมด้วย ฝรั่งเรียกว่า Immoral Act แต่คำว่า ศีลธรรม ในศาสนาพุทธซึ่งใช้อยู่ในภาษาไทยนั้น มีความหมายแน่ชัดกว่าของฝรั่ง เพราะเป็นคำที่เอาศีลกับธรรมมารวมกันเข้า ศีลคือข้อห้ามไม่ให้กระทำ เพราะการกระทำนั่น เป็นการกระทำที่ผิดและไม่ดี ส่วนธรรมนั้น เป็นคำสั่งให้กระทำ เพราะการกระทำนั้นถูกและเป็นของดี ศีลธรรมแห่งโลกียธรรมนั้นได้แก่ เบญจศีล และ เบญจธรรม ดังต่อไปนี้

                    ศีล                                                     ธรรม

๑.  ห้ามฆ่าสัตว์                                                     ๑. เมตตา (ต่อสัตว์ทั่วไป)

๒.  ห้ามลักทรัพย์                                                   ๒. สัมมาชีพ (มีอาชีพอันสุจริต)

๓.  ห้ามผิดลูกเมีย (หรือสามี) ผู้อื่น                      ๓. สทารสันโดษ (คือความพอใจในลูกเมีย หรือสามีของตน)

๔.  ห้ามกล่าวเท็จ                                                  ๔. สัจวาจา (พูดจริง)

๕.  ห้ามดื่มน้ำเมาอันเป็นเครื่องทำให้ขาดสติ      ๕. สติ

จะเห็นได้ว่า ศีลธรรมอันเป็นข้อห้ามและคำสั่งแห่งศาสนาพุทธนั้นมีทั้งทางลบและทางบวกรับกันไปทุกข้อ เช่น ห้ามฆ่าสัตว์ซึ่งเป็นทางลบและก็สั่งให้มีเมตตาต่อสัตว์ซึ่งเป็นทางบวก ห้ามลักทรัพย์แล้วก็สั่งให้หาอาชีพอันสุจริต ห้ามผิดลูกเมียผู้อื่นแล้วสั่งให้รักลูกเมียของตน และมีความพอใจในลูกเมียของตนเป็นพิเศษเหล่านี้เป็นต้น

ปัญหาสังคมในเมืองไทยเราทุกวันนี้ ดูเหมือนจะมาจากเหตุที่คนทั่วไปไม่รู้ว่า อะไรคือศีลธรรม คือไม่รู้ว่าศีลธรรมนั้น ต้องมีทั้งศีลและธรรมประกอบกัน บางคนหรือส่วนมากรู้จักแต่ศีลไม่รู้จักธรรม และนึกว่าคนที่อยู่ในศีลโดยไม่ปฏิบัติธรรมนั้นเป็นคนที่มีศีลธรรมแล้ว แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น คนที่ถือศีลนั้นต้องปฏิบัติธรรมด้วย จึงจะเป็นผู้มีศีลธรรมโดยบริบูรณ์และคนที่ปฏิบัติธรรมก็จะต้องอยู่ในศีลด้วย มิฉะนั้นจะเรียกว่าเป็นผู้ที่มีศีลธรรมไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่นทุกวันนี้ เรามักจะได้ยินอยู่เสมอถึงเรื่องคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนชอบทำทารุณต่อสัตว์หรือฆ่าสัตว์ให้ต้องตายอย่างทรมาน ซึ่งในประเทศอื่นที่เขาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาเขาก็ไม่ทำกัน เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่มาจากความเข้าใจผิดในศีลธรรม บางคนนึกว่าตนอยู่ในศีล คือไม่ฆ่าสัตว์แล้วก็ปล่อยวางแต่เพียงแค่นั้น มิได้คำนึงถึงธรรมอันคู่กับศีลว่าจะต้องเมตตาต่อสัตว์อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อตนเองมิได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้ว ถึงจะเห็นสัตว์ต้องอดอยาก หรือทุกข์ร้อนทรมานอย่างไร ก็ไม่มีเมตตาที่จะเข้าช่วยเหลือ ฝรั่งนั้นเมื่อไม่สามารถจะเลี้ยงสัตว์ให้มีสุขได้ ก็มักจะฆ่าเสียเพื่อความเมตตา แต่คนไทยถือว่าตนมีศีลไม่ฆ่าสัตว์ แต่เมื่อมีสัตว์เช่นมีสุนัขเกิดมาในบ้านก็ไม่ฆ่า แต่เอาไปปล่อยเพื่อให้สัตว์เหล่านั้นอดอยาก มีชีวิตอันทรมานต่อไป หรือมิฉะนั้นก็ให้เป็นที่เดือดร้อนแก่คนอื่น

คนไทยนับถือศาสนาพุทธบางคนยอมละเมิดศีล แล้วฆ่าสัตว์ เมื่อรู้ว่าตนผิดศีลแล้วก็เลยไม่นึกถึงธรรม ฆ่าสัตว์นั้นโดยขาดความเมตตา ให้ต้องตายด้วยความทุกข์ทรมาน

อย่างไรก็ตาม หลักจริยธรรมของศาสนาพุทธในส่วนโลกียธรรม คือการระงับความชั่วทั้งปวง และการทำความดีทั้งปวง

เหตุผลในหลักจริยธรรมนี้อยู่ที่ว่า การทำกรรมดีนั้นย่อมบังเกิดวิบาก คือผลแห่งกรรมในทางดี ส่วนการทำกรรมชั่วนั้น ก็ย่อมจะเกิดวิบากในทางชั่ว หรือทางที่ไม่ดี

เมื่อโลกียธรรมนั้นยังตั้งอยู่บนสมมติสัจ กล่าวคือยอมรับว่าผู้กระทำกรรมนั้นมีตัวตน ผลแห่งกรรมนั้นก็ถือว่า ตกแก่ผู้กระทำกรรมนั้นเอง เรืองกรรมดีกรรมชั่วในศาสนาพุทธจึงเป็นเรื่องของโลกียธรมและจริยธรรมทั้งปวงที่ห้ามมิให้ทำความชั่ว แต่สั่งให้ทำความดีนั้น จึงเป็นจริยธรรมในขั้นโลกียธรรมเช่นเดียวกัน

ศาสนาพุทธอีกห้องหนึ่ง หรืออีกชั้นหนึ่ง คือ โลกุตรธรรมนั้น ตั้งอยู่บนอริยสัจ อันได้แก่ความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ คือ ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อันหมายถึงความจริงเกี่ยวกับเรื่องทุกข์และเกี่ยวกับเหตุแห่งทุกข์ และเกี่ยวกับความดับทุกข์

ความทุกข์ในอริยสัจนั้น ได้แก่ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความแห้งใจ การคร่ำครวญ ความเจ็บปวดทางกาย ความกังวลต่าง ๆ ทางใจ ความคับแค้นใจ ความประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก และความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก

เหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหา อันได้แก่ความทะเยอทะยานอยากของใจ มี กามตัณหา คือความใคร่ในกาม อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ภวตัณหา ความใคร่ในกาย และ วิภวตัณหา คือความใคร่ในวิภพ คือความไม่มีกายอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตัณหานั้นจะต้องประกอบด้วยอุปาทาน จึงจะทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาโดยแท้จริง

อุปาทาน คือ ความยึด ถ้าจะถามว่ายึดคืออะไร ก็ตอบได้ว่า ยึดในขันธ์ ถ้าจะถามต่อไปว่า ที่ว่ายึดในขันธ์นั้นยึดอย่างไร ก็ตอบได้ว่า ยึดเป็นอัตตา คือ ยึดว่าเป็นตัวเราของเรา และเป็นตัวเขาเป็นของเขา ขันธ์นั้นมีอยู่ห้า ได้แก่ รูป คือสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปทั้งหมด เวทนา ได้แก่ อารมณ์อันรู้สึกว่าสุขหรือทุกข์ หรือเป็นกลางไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญา คือ ความจำ สังขาร คือความคิดปรุงแต่ง และ วิญญาณ อันได้แก่ความรู้ตัวทางใจ หรือทางประสาทอื่น ๆ อาการที่ยึดเอาว่าขันธ์ห้าเป็นอัตตา หรือเป็นตัวนั้น อาจยึดพร้อมกันหมดทั้งห้าอย่างก็ได้ หรือยึดเอาแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่เมื่อยึดอย่างใดอย่างหนึ่งหรือพร้อมกันทั้งห้าอย่างเข้าแล้ว ตัวก็ต้องเกิดด้วย และเมื่ออัตตาหรือตัวนั้นเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องมีทุกข์เพราะอัตตาเป็นตัวที่รับทุกข์ หากไม่มีอัตตาก็ไม่มีทุกข์ เพราะไม่มีอะไรที่จะรับทุกข์ได้

ทางที่จะถึงซึ่งความพ้นทุกข์ คือ ความดับสิ้นแห่งตัณหาอุปาทานตลอดจนอัตตานั้น ท่านเรียกว่าอริยมรรค หรือ มรรคมีองค์แปด เป็นทางซึ่งโดยส่วนรวม คือทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ ปัญญาอันเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ ทำความเพียรชอบ ตั้งสติชอบ ตั้งใจชอบ คำว่า “ชอบ” ในที่นี้ น่าจะได้ตั้งคำถามว่า แปลว่าอะไร ที่ว่า ปัญญาอันเห็นชอบ หรือ สัมมาทิฐิ คือ มีทฤษฎีอันชอบ นั้นหมายความว่ากระไร เมื่ออริยมรรคนี้เป็นทางตรัสรู้ถึงอริยสัจ คำตอบปัญหานี้ก็คือ “ชอบ” นั้นหมายถึงอริยสัจทั้งสามประการที่มาก่อนทางที่จะถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้น ปัญญาเห็นชอบ ก็คือปัญญาเห็นในอริยสัจ ดำริชอบ ก็คือ ดำริในอริยสัจ เจรจาชอบก็คือ เจรจาในอริยสัจ ทำการงานชอบ ก็คือการงานที่ไม่ทำให้ออกนอกอริยสัจ เลี้ยงชีพชอบก็คือเลี้ยงชีพโดยไม่ต้องทำการอื่นที่เป็นอุปสรรคต่อทางเข้าถึงอริยสัจ เพียรชอบก็คือ เพียรที่จะเข้าถึงอริยสัจ สติชอบก็คือระลึกได้ในอริยสัจ ตั้งใจชอบก็คือ ตั้งใจในอริยสัจ

การใช้อริยมรรคเพื่อประโยชน์ในทางอื่น เช่นหาความร่ำรวยหรือตั้งตนให้เป็นปึกแผ่นในทางเศรษฐกิจหรือในทางการเมืองนั้น ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะทั้งทรัพย์และอำนาจเป็นเครื่องคอยถ่วงมิให้คนเข้าถึงอริยสัจ ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าก็คงมิได้ทรงละทิ้งสองสิ่งนี้ออกบวช

การแปลมัชฌิมาปฏิปทาว่าทางสายกลาง คือ ทำอะไรแต่พอดี จึงเป็นการตีความที่กว้างขวางเกินไป ทำให้หลงผิดว่าตนอยู่ในทางที่ถูกแล้วได้มาก

โลกุตรธรรมนั้นมารวมอยู่ที่หลักสุญตา คือ ทฤษฎีที่ว่าอัตตาหรือตัวเราที่มีขึ้นนั้นก็เพราะเราหลงผิดว่ามี โดยอาศัยขันธ์ห้าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวว่ามีตัวตน ส่วนโลกโดยทั่วไปนั้น เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคนหรือแต่ละอัตตาโดยแท้ ที่เรานึกว่ามีโลกภายนอกก็เพราะเราเคยได้เห็น ได้ยิน ได้ลิ้มรส และสัมผัสของภายนอกแล้ว เราก็นึกว่ามีของเหล่านี้ โลกจึงขึ้นอยู่กับอัตตา

และเมื่อโลกไม่เป็นไปตามที่อัตตาต้องการ อัตตานั้นเองก็เกิดทุกข์ อัตตานั้นเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ ที่ท่านเรียกว่า อวิชชา เมื่อไม่รู้แล้วก็เก็บเอาของที่ไม่รู้นั้นมาปรุงแต่ง เกิดเป็นสังขารต่าง ๆ เหล่านั้น เกิดความใคร่ทะยานอยากขึ้นมา อัตตาคือตนเองนั้นก็เกิดอยู่เป็นนิจ ที่ว่าเกิดในที่นี้มิใช่ตายแล้วเกิด แต่หมายถึงความเกิดของตนเอง หรือความเข้าใจว่ามีตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจด้วยความเข้าใจผิด เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นได้ ดังพระพุทธวจนะที่มีไว้ว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากทุกข์” วัตถุประสงค์แห่งโลกุตรธรรมก็คือ การระงับการเกิด ซึ่งหมายถึงการเกิดแห่งอัตตา และสิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวแก่อัตตา เมื่ออัตตาไม่เกิดเสียแล้ว ทุกข์ก็ไม่เกิด นี่คือ สุญญตา คือความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ผู้ที่ถึงสภาพเช่นนี้แล้วยอ่มอยู่ในโลกเช่นคนธรรมดาสามัญไม่ได้ หรือจะพูดให้ชัดก็คือ เป็นผู้ที่ครองเรือนอยู่ในสังคมของผู้ที่ครองเรือนไม่ได้

ได้กล่าวมาแล้วว่า ศีลธรรมของโลกียธรรมนั้นขึ้นอยู่กับหลักของกรรม คือกรรมดีย่อมเกิดผลดี กรรมชั่วย่อมเกิดผลชั่ว ผู้ปฏิบัติโลกียธรรมย่อมหวังแต่ผลดี จึงทำแต่กรรมดีระงับกรรมชั่ว แต่โลกุตรธรรมอาศัยหลักที่ว่าไม่มีอะไรเกิดนอกจากทุกข์

เพราะฉะนั้นหลักกรรมที่ใช้ในโลกียธรรมจึงใช้ไม่ได้ในโลกุตรธรรม เพราะกรรมดีหรือกรรมชั่วย่อมมีผลเป็นการเกิดทั้งสองทาง และเมื่อเกิดแล้วก็ย่อมเป็นทุกข์ทั้งสองทางในโลกุตรธรรม ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะดีหรือชั่ว ด้วยเหตุนี้กรมมที่ถูกในโลกุตรธรรมจึงไม่ใช่กรรมดีหรือกรรมชั่วทั้งสองทาง แต่เป็นกรรมที่ทำให้ดับ คือกรรมที่ทำให้สิ้นการเกิดแห่งอัตตาเท่านั้น

ถ้าจะถามว่าอะไรคือศีลธรรมแห่งโลกุตรธรรม ก็น่าจะตอบได้ว่า ศีลแห่งโลกุตรธรรม คือ ปาติโมกขศีล อันเป็นศีลของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวก ส่วนธรรมแห่งโลกุตรธรรมนั้น คือการทำให้ดับแต่อย่างเดียวเท่านั้น

สังคมที่กำลังพัฒนานั้นคือสังคมที่กำลังเกิด และเต็มไปด้วยการเกิดโดยแท้ ได้แก่ การสร้างสรรค์ให้มีการเกิดในทางวัตถุ เช่น ตึกรามถนนหนทาง โรงงาน โรงเรียน ที่อยู่อาศัย ฯลฯ มีการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นในทุกทาง และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีประชาชนเกิดขึ้นมากขึ้น ทางด้านนามธรรมก็มีการเกิดเช่นเดียวกัน ได้แก่ การเกิดแห่งความคิดใหม่ ความเชื่อถือใหม่ และคุณค่าใหม่ตลอดจนความรู้ความชำนาญใหม่

พิจารณาตามหลักพระพุทธวจนะที่ว่า ไม่มีอะไรเกิดนอกจากทุกข์ สังคมที่กำลังพัฒนานั้นก็ย่อมมีแต่ทุกข์ ไม่มีทางที่จะพูดเป็นอย่างอื่นได้ ผู้ซึ่งบรรลุถึงโลกุตรธรรมแล้ว ย่อมอยู่ได้ในสังคมที่กำลังพัฒนาโดยอยู่เหนือทุกข์เหล่านั้น เพราะย่อมจะไม่ยึดถือเอาการเกิดทุกทางนั้นว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของตน หรือเกี่ยวข้องกับตน ในทรรศนะเช่นนี้ ผู้ที่บรรลุโลกุตรธรรมแล้ว จึงย่อมไม่มีสวนในการพัฒนาสังคมเป็นแน่นอน เพราะการกระทำเช่นนั้นผิดธรรมของโลกุตรธรรม ซึ่งมีแต่กรรมทำให้ดับเท่านั้น ผู้ที่ยังเห็นว่าสังคมเป็นของดีมีสุข เพระฉะนั้นจึงต้องรักษาประคับประคองไว้ และคอยทำนุบำรุงให้เจริญ คนที่มีความเห็นเช่นนี้ก็ได้แก่ปุถุชนซึ่งยังมีอวิชชา และตัณหาอุปาทาน ยังมีความยึดในอัตตาและยึดว่าสังคมนั้นเป็นอัตตาของตนด้วย

สังคมที่กำลังพัฒนาหรือไม่พัฒนาก็ตามจึงเป็นทุกข์และเป็นของไม่ดีที่ควรหลีกในโลกุตรธรรม หากไม่คิดเช่นนี้โลกุตรธรรมก็ไร้ตรรก ไร้เหตุผลเชื่อถือไม่ได้ พิจารณาทางด้านนี้ด้านเดียวก็อาจพูดได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นปฏิปักษ์ต่อสังคม และถ้าหากว่าพระพุทธวจนะมีอยู่จริงว่า “น สิยา โลกวฑฺฒโน” และว พระพุทธเจ้าก็ตรัสห้ามมิให้พัฒนาโลกหรือสังคมนั้นเอง

แต่พระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาสองห้องหรือสองชั้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ทั้งโลกุตรธรรมและโลกียธรรม และในการที่ทรงสั่งสอนนั้นก็ทรงเลือกบริษัท มิได้สอนแต่โลกุตรธรรมแกคนทั่วไปโดยไม่เลือกหน้า หากผู้ใดมีปัญญาและบารมีสูงถึงขนาดที่จะรอดพ้นได้ ก็ทรงสอนโลกุตรธรรม หากผู้ใดมีภูมิปัญญาและบารมียังไม่ถึงขั้นนั้น ก็ทรงสอนโลกียธรรม โลกียธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ก็ได้แก่ เบญจศีล เบญจธรรม และธรรมอื่น ๆ อีกมากมายสุดที่จะพรรณนา ดังที่ได้ปรากฏในสิงคาลกสูตรและ กาลามสูตรเป็นต้น

ธรรมที่ทรงสั่งสอนทางโลกียธรรมเป็นต่างหากจากโลกุตรธรรม กล่าวคือ ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะให้คนถึงวิมุติสุข คือความพ้นทุกข์ด้วยปัญญาตรัสรู้ในอริยสัจ แต่ได้ทรงยอมรัยในสมมติสัจว่า คนที่ทรงสั่งสอนโลกียธรรมนั้นมีตัว มีบุตรภรรยาของตัว จึงทรงสั่งสอนให้ใช้อัตตาและสิ่งที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องนั้น ให้เป็นประโยชน์ตามวิสัยโลก ไม่เกิดความทุกข์ในระดับโลกแก่ตนและผู้อื่น

ทุกข์ในระดับโลกนี้หมายถึงทุกข์ธรรมดาของคน เช่น ความยากจน ความเจ็บไข้ ความเป็นผู้ที่คนอื่นเกลียดชัง เป็นต้น มิได้หมายถึงทุกข์ขั้นปรมัตถ์ในอริยสัจ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงสอนสิงคาลกมาณพ ให้รักษาทรัพย์และมิให้ใช้ทรัพย์ไปในทงฉิบหายนั้นเป็นการสอนสิงคาลกมาณพได้รับความสุขจากการมีทรัพย์ ซึ่งมิใช่วิมุตติสุขและมิได้ทำให้สิงคาลกมาณพพ้นทุกข์จาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นแน่นอน ส่วนพระพุทธวจนะในพระสูตรเดียวกันที่ว่า

“ดูก่อน คฤหบดี บุตร ภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง สามีพึงบำรุงด้วยสถานห้าอย่าง คือ ด้วยยกย่องนับถืออย่างหนึ่ง ด้วยไม่ดูหมิ่นอย่างหนึ่ง ด้วยไม่หระพฤตินอกใจอย่างหนึ่ง ด้วยเพิ่มเครื่องประดับให้เนือง ๆ อย่างหนึ่ง”

นั้นดูออกจะเป็นคำสั่งสอนทางโลกโดยแท้ ไม่เกี่ยวกับโลกุตรธรรมแต่อย่างใดเลย ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสสอนโลกุตรธรรมแต่อย่างเดียวแล้ว คำสอนที่คัดมานี้ก็จะต้องถือว่าเป็นทางไปสู่โลกุตรธรรมด้วย แต่เหตุไฉนพระภิกษุจึงต้องประพฤติพรหมจรรย์มีเมียไม่ได้เล่า?

โดยกลับกัน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามพระกัสสปเถระผู้เคยถือพรตเป็นชฎิลบูชาไฟมานานว่า เพราะเหตุใดท่านจึงได้เลิกบูชาไปเสีย ท่านก็ทูลตอบว่า

“พระเจ้าข้า ยัญทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผล คือ รูป เสียง และรส เป็นอารมณ์ที่สัตว์ปรารถนา และสตรีทั้งหลาย

ข้าพระองค์ได้รู้ว่า ผล คือกามนั้นเป็นมลทินเครื่องเศร้าหมอง ตกอยู่ในอุปธิกิเลสทั้งหลาย เหตุนั้นจึงมิได้ยินดีในการเซ่น และการบูชาไฟ”

คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะอันแท้จริงข่องโลกุตรธรรมว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรแน่

โลกียธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้นั้น ย่อมเป็นประโยชน์ยิ่งแก่สังคมและโลกโดยมิต้องสงสัย หน้าที่ของคนที่กำลังพัฒนาก็คือต้องแยกแยะพระพุทธศาสนานั้นออก ให้รู้ว่าอะไรคือโลกียธรรม อะไรคือศีลธรรมแห่งโลกุตรธรรม และอะไรคือศีลธรรมแห่งโลกียธรรม เมื่อรู้แล้วก็ต้องดูตัวเองว่าอยู่ในสภาพอย่างไร โดยเฉพาะตัวเรานั้นยังจำเป็นต้องใช้สมมติสัจ และยังมีหน้าที่ทางโลกต่อบุตรภรรยาและต่อสังคมหรือไม่ ถ้ายังมีหน้าที่นั้นอยู่ก็ต้องเลือกปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรมให้ถูกสภาพ หากทำดังนี้แล้วพระพุทธศาสนาก็จะมีค่าต่อสังคมที่กำลังพัฒนาอย่างหาสิ่งใดเปรียบมิได้ และจะเป็นดวงประทีปส่องทางที่ถูก มีแต่ความสุขความเจริญในทุกทาง

แต่โลกุตรธรรมนั้นเป็นเรื่องของบุคคลโดยแท้ ไม่เกี่ยวกับสังคมและไม่มีผลแก่สังคมที่กำลังพัฒนา หากผู้ใดเข้าถึงโลกุตรธรรมได้ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ที่พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าสังคมจะพัฒนาหรือไม่พัฒนาหรือไม่ว่าสังคมจะมีหรือไม่มี