#echo banner="" คึกฤทธิ์ ธรรมทรรศนะ 04

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

คึกฤทธิ์ ธรรมทรรศนะ ๔

เมื่อไม่นานมานี้ มีฝรั่งอเมริกันค่อนข้างสูงอายุมาหาผมคนหนึ่ง เพื่อคุยกับผม

แกสนใจเรื่องพระพุทธศาสนา ปัญหาแรกมี่แกถามผมก็คือ

คนที่เป็นพุทธมามกะนั้นมีลักษณะอย่างไร ?

ผมก็ตอบแกไปว่า พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนให้คนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะฉะนั้นพุทธมามกะนั้นก็คือ คนที่หวังผลเลิศทุกประการ แต่เตรียมพร้อมที่จะรับผลร้ายที่สุดทุกประการ

ผมพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า “A Buddhist is a man who hopes for the best and prepares for the worst” ซึ่งฟังดูแล้วก็ออกจะคมกว่าภาษาไทย และชี้ให้เห็นความไม่ประมาทมากกว่า

ซึ่งทั้งหมดนี้ อันที่จริงก็เป็นการเล่นลิ้นกับฝรั่งที่ชอบมาหา แล้วถามโน่นถามนี่อยู่บ่อย ๆ จนผมเบื่อ

แต่ฝรั่งคนนี้ไม่หยุดแค่นั้น แต่แกถามต่อไปอีกว่า

สำหรับคนที่นับถือศาสนาพุทธทั่วไป ซึ่งไม่ใช่พระภิกษุซึ่งท่านมีศีล มีวินัยของท่านอยู่แล้วนั้น จะควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าอยู่ในศาสนาพุทะ

คำตอบที่ผมได้ให้แก่ฝรั่งไปในวันนั้นออกจะเลอะเทอะ เพราะไม่เตรียมตัวมาก่อนที่จะรับคำถามนี้ และเมื่อนับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่เกิด ก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้อย่างมีระเบียบ เมื่อฝรั่งกลับไปแล้วจึงได้เริ่มคิดอย่างมีระเบียบ คิดได้อย่างไรก็ขอเขียนไว้วันนี้ เป็นทำนองบันทึกความจำ และแบ่งสู่กันอ่านด้วย

เพราะหมู่นี้ผมเป็นคนขลัง ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ ทั้งที่ผมนับหนึ่งไม่ถึงสิบ เหมือนท่านที่ขลัง ๆ อีกหลายคน

ปัญหาก็คือ คนที่ไม่ได้บวช แต่ยังอยู่ในโลกและยังบริโภคกาม (กามนี้หมายถึง การหาความสุขสบายแบบมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ไม่ใช่ Sex อย่างเดียว) นั้น ควรจะมีหลักในการปฏิบัติตนอย่างไร จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนธรรมไว้ให้ฆราวาสปฏิบัติอย่างมากมาย เช่น ธรรมในการครองเรือน ธรรมในการปกครองประเทศ ฯลฯ แต่ธรรมเหล่านั้นจะต้องถือว่าเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่จะต้องศึกษาจดจำ ไม่ใช่เป็นหลักการที่จะต้องยึดถือประจำใจในฐานที่เป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ

ถ้าจะถามว่าอะไรเป็นหลักการของพุทธศาสนิกชนที่ยังอยู่ในโลก ก็เห็นจะต้องตอบว่า พระโอวาทสาม ที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนไว้เป็นหลักการ

หลักการนี้เป็นโลกียธรรม คือธรรมของคนที่ยังอยู่ในโลก ไม่ออกจากโลก และจะต้องทำมาหากิน มีทุกข์มีสุขไปตามธรรมดาโลก

สำหรับท่านที่ออกจากโลกแล้ว หลักการของท่านก็คือ โลกุตรธรรม ธรรมอันเป็นไปเพื่อความดับ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมจะไม่พูดถึง เพราะผมยังอยู่ในโลก และจะพูดกับคนที่อยู่ในโลกด้วยกัน

คนเราจะรับหลักการอย่างใด ก็ควรจะต้องดูที่ตัวเองเสียก่อนว่า ตัวเองนั้นอยู่ในสภาพทางกายทางใจที่จะรับหลักการนั้นได้หรือไม่ หลักการของศาสนาอื่นก็มี เช่น หลักการที่จะไม่นุ่งผ้า และไม่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร หรือไม่กินอาหารเลย ปล่อยให้ตัวเองอดตายเป็นกุศลอย่างยิ่ง เมื่อเจอหลักการเช่นนี้เข้าก็เห็นจะต้องคิดว่า เรารับหลักการนี้ได้หรือไม่?

คนอย่างเราจะเป็นชีเปลือยได้หรือไม่?

แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่โอบอ้อมเผื่อแผ่มาก ท่านไม่ได้เรียกร้องความเคร่งครัดแบบตายตัว แต่ท่านรู้จักความอ่อนแอของมนุษย์ ยอมรับในความอ่อนแอนั้น และมีทางเอาไว้ให้เลือกเสมอ

ใครที่นับถือศาสนาพุทธก็จะได้ยินคำว่า สัมมาทิฐิ อยู่บ่อย ๆ แต่อาจจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ว่าสัมมาทิฐินั้นหมายความว่าอย่างไร ส่วนใหญ่นั้นเห็นว่า สัมมาทิฐิเป็นองค์แห่งมรรคที่เป็นทางไปสู่พระนิพพาน

เมื่อเห็นอย่างนี้ก็เห็นว่าเกินตัว ยังไม่คิดถึง เก็บเอาไว้ก่อน เพราะยังไม่คิดหรือยังไม่พร้อมที่จะไปนิพพาน

ความจริง พระพุทะเจ้าได้ทรงจำแนกสัมมาทิฐิไว้เป็นสองอย่างปรากฏอยู่ในมหาจัตตารากสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปันณาสก์ ดังต่อไปนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความเห็นดังนี้ว่า ท่านที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลายที่ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกนี้มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิขอพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตร เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิสัย สัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรคของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคนี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตร เป็นองค์มรรคฯ”

ในยุคแห่งเหตุผลสมัยใหม่นี้ มีท่านที่เรืองปัญญา ชอบตำหนิคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธด้วยกันว่าเป็นคนที่ตั้งอยู่ในความลุ่มหลงเชื่อถืองมงาย ชอบพิธีกรรม มีการสังเวยเทวดา และเซ่นเจ้าเซ่นผี นับถือพระภูมิเจ้าที่ เชื่อบุญเชื่อกุศลและเชื่อบาปกรรมอย่างงมงาย ทำบุญน้อยเพื่อหวังผลมาก เกิดเหตุอะไรขึ้นกับตนในปัจจุบันก็ไปซัดกรรมเก่า จนในที่สุดถึงขนสดกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปก็เป็นความหลงผิด แต่กราบไหว้ท่านอาจารย์ผู้เป็นศาสดานั้นไม่ผิด

คนที่นับถือศาสนาพุทธแบบที่พ่อแม่เคยสอนมา ซึ่งรวมทั้งผมด้วยคนหนึ่งได้ยินเข้าแล้วก็ชักจะท้อใจ เกิดลังเลว่าตนเองนับถือพระพุทธศาสนาในทางที่ถูกหรือไม่

ผมจึงขอบอกไว้ในที่นี้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่ยังนับถือศาสนาพุทธแบบที่เคยทำกันมา ก่อนที่จะมีศาสดาใหม่ ๆ มาโปรดนั้น จะชั่วจะดีอย่างไร ก็ยังอยู่ในสัมมาทิฐิ ถึงจะเป็นสัมมาทิฐิที่ยังอยู่ในสาสวะ ก็ยังเป็นสัมมาทิฐิ มีหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก และพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สัมมาทิฐิแบบนี้มีผลแก่ขันธ์ ผลนั้นเป็นผลดี

ก็ขันธ์นั้นคืออะไรเล่า?

ขันธ์นั้นได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อสัมมาทิฐิในสาสวะอันเป็นสัมมาทิฐิของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธส่วนใหญ่มีผลดีแก่ขันธ์ ก็หมายความว่า รูปดี เวทนาดี สัญญาดี สังขารดี วิญญาณดี สรุปได้ว่า มีความประพฤติดี มีจิตใจอันดีและมีความรู้สึกรับรู้ในทางที่ดี

และก็เห็นจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง ที่เมืองไทยไม่มีอะไรรุนแรงหรือร้ายแรงอย่างในประเทศอื่น เพราะคนยังดูหน้ากันได้ ยังยิ้มให้กันได้?

ใครที่นับถือศาสนาพุทธแบบผม คือไหว้พระพุทธรูป ตักบาตรทำบุญเลี้ยงพระ ไหว้เจ้า ตรุษจีน สังเวยเทวดาและพระภูมิเจ้าที่ ตลอดจนถึงแก้บนพระแก้วมรกตก็เห็นจะพอเบาใจได้ว่า เรายังไม่ได้หลุดไปไหน แต่ยังอยู่ในศาสนาพุทธ และอยู่อย่างมีสัมมาทิฐิ

ส่วนสัมมาทิฐิที่เป็นอนาสวะนั้น ท่านบอกชัดแล้วว่าเป็นสัมมาทิฐิของพระอริยะ เป็นองค์แห่งมรรค

ก็ทุกวันนี้ใครเป็นพระอริยะ? เห็นแต่อ้างกันเอาเองทั้งนั้น

เมื่อยังอยู่ในศาสนาพุทธกันอย่างนี้ ก็น่าจะคิดว่า ควรจะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกจะควร

คนที่นับถือศาสนาพุทธนั้น นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า ไม่มีพระเป็นเจ้าที่ไหนอีก เมื่อนับถือพระพุทธเจ้าก็เห็นจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระโอวาทสามของพระพุทธเจ้า ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

พระโอวาทข้อแรกนั้นได้แก่ ให้เว้นการทำบาปทั้งปวง

บาปนั้นมากมายเหลือเกิน ถ้าไม่ถือกฎอะไรบางอย่างก็จะเว้นกันไม่ไหว ผมเห็นว่าศีลห้านั้นก็คลุมได้ทั่วอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการไม่ทำบาปทั้งปวงจึงเป็นไปได้หากคนจะอยู่ในศีลห้า และไม่ล่วงศีล ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เบียดเบียนทรัพย์ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนหัวใจผู้อื่นด้วยการผิดลูกผิดผัวเขา ไม่กล่าวเท็จในทุกกรณี และไม่เสพน้ำเมาอันทำให้เสียสติ

พระโอวามข้อสองนั้น ให้พร้อมด้วยกุศลทั้งปวง กุศลนั้นแปลได้ว่า กิจของคนฉลาด ถ้าจะทำกิจของคนฉลาดก็ด้องดูที่ ธรรมห้า คือมีเมตตาเอื้อเฟื้อต่อสัตว์และเพื่อนมนุษย์ มีสัมมาชีพ คือเลี้ยงตนด้วยอาชีพที่ถูกกฎหมายและศีลธรรม มีความรักความพอใจในสามีหรือภรรยาของตน ก็คิดดูเถิดครับ ถ้าถือศีลไม่ยุ่งเกี่ยวกับเมียใคร ไม่นอกใจเมียตน แต่เกิดไม่พอใจเมียของตัวเอง เห็นว่าสนิมเสียแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น? ก็มันจุกอกตายเปล่าเท่านั้น ธรรมข้อที่สี่ก็คือต้องมีสัจจะ ถือความจริงเป็นใหญ่ นอกจากไม่กล่าวเท็จอันเป็นการล่วงศีลแล้ว ก็ต้องรักความจริงอีกด้วย ธรรมข้อท้ายก็คือสติ ต้องมีสติอยู่เสมอ ซึ่งหมายความว่า ถึงจะล่วงศีลข้อห้าเข้าไปถึงสองก๊ง แต่ยังครองสติไว้ได้ก็ไม่สู้กระไรนัก อย่าเผลอก็แล้วกัน

ผมคิดว่าการปฏิบัติธรรมครบห้าข้อนี้ ก็พอจะเรียกได้ว่า ถึงพร้อมซึ่งกุศลทั้งปวงอยู่แล้ว สำหรับมนุษย์ปุถุชนธรรมดา อย่าไปคิดให้มากเดี๋ยวจะสับสน ทำกุศลได้ไม่พร้อม

ทีนี้ก็มาถึงโอวาทข้อสาม จงทำจิตให้บริสุทธิ์

ตรงนี้ต้องตั้งปัญหาถามว่า บริสุทธิ์จากอะไร?

และก็ตอบได้ว่า บริสุทธิ์จากอกุศลมูล คือ โทสะ โลภะ และโมหะ ได้แก่ความโกรธ เกลียด พยาบาท อาฆาต ได้แก่ความอยากได้ไม่รู้จักพอ เห็นใครเขามีอะไรมากกว่าตน ดีกว่าตนก็อิจฉาเขา คิดแย่งของเขาหรือทำลายเขา วันหนึ่ง ๆ ก็คิดแต่จะได้ เห็นอะไรก็นึกว่ากูจะได้อะไรจากการนี้ แทนที่นึกว่ากูจะให้อะไรแก่การนี้ได้ ส่วนโมหะได้แก่ความหลง หลงผิดในตัวเองว่าวิเศษ หรือใหญ่ หรือเล็กเกินความเป็นจริง หลงผิดเป็นชอบ หลงว่าทุกข์เป็นสุข หลงโดยกราเอามาตรฐานของตนเองเข้าไปเทียบกับสิ่งอื่นหรือคนอื่น แล้วนึกว่าคนอื่นหรือสิ่งอื่นนั้นเหมือนตนไปหมด เป็นต้นว่า เห็นหนอนในพริกก็คิดว่ามันมีกรรม และคงเป็นทุกข์อย่างยิ่งเพราะมันอยู่ในของเผ็ด นึกว่าหนอนนั้นเหมือนตน ซึ่งเข้าไปยู่ในเมล็ดพริกคงทนไม่ได้ แต่ความจริงหนอนนั้นมันเกิดมาเพื่อกินพริก เมื่อมันอยู่ในพริก ก็เท่ากับอยู่ในสวรรค์ของมัน มีพริกกินไม่ขาด

อกุศลมูลนั้นเป็นเหตุแห่งการกระทำบาปทั้งปวง ถ้าทำอะไรเพราะโกรธ โลภ หลงแล้ว การกระทำนั้นจะถูกไม่ได้ ต้องเป็นผิดเป็นบาปทุกครั้งไป และก่อความทุกข์เดือดร้อนให้ผู้กระทำทุกครั้งไป ไม่ช้าก็เร็ว

อย่างไรก็ตาม อกุศลมูลนั้นมีเชื้อติดอยู่ในใจมนุษย์มาตั้งแต่แรกเกิด ถ้าปล่อยมันไว้ มันก็จะเติบโตขึ้นทุกวัน จนอาจครอบงำใจไว้ได้ทั้งหมด

จึงต้องออกแรงขจัดขัดล้างอันหน่อย และทำให้สม่ำเสมอ มิฉะนั้นแล้วจะทำจิตให้บริสุทธิ์ตามพระโอวามสามไม่ได้

ความจริงการอยู่ในศีลห้าและธรรมห้านั้น ก็เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสและอกุศลมูลอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ใจบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นตามพระโอวาทก็ควรใช้สติ และต้องมีสติอย่างสม่ำเสมอด้วย เมื่อเกิดโทสะ โลภะ โมหะขึ้นมาจะได้ใช้สติดับได้ รักษาความบริสุทธิ์ของจิตไว้

ทำอย่างไรจึงจะทำให้สติเจริญ และมีสม่ำเสมอได้?

ง่ายนิดเดียวครับ ใช้ของที่มีอยู่ในตัวเราทุกคนเป็นเครื่องมือ ไม่ต้องไปหาที่ไหน และจะใช้เมื่อไร ที่ไหนก็ได้ เพราะมันติดอยู่กับตัวเราตลอดเวลา

คือ ลมหายใจ

โดยปกติเราไม่ได้สนใจกับมัน ไม่รู้หรอกว่าตอนไหนหายใจเข้า ตอนไหนหายใจออก

เทื่อมีเวลาว่างที่จะให้แก่ตนได้ ก็หันมาสนใจลมหายใจกันบ้าง มีเวลาสักสิบห้านาที หรือครึ่งชั่วโมง ก็เอาจิตทั้งหมดมาดูที่ลมหายใจ หายใจเข้าก็ให้รู้ว่ากายใจเข้า หายใจออกก็ให้รู้ว่าหายใจออก

เอากันแค่นั้น และเมื่อเรานับถือพระพุทธเจ้า เราก็ใช้พระนามท่านเป็นเครื่องกำหนด กันลืมหรือกันสับสน หายใจเข้าก็นึกว่า พุท หายใจออกก็นึกว่า โธ ทำช้า ๆ ก่อนก็ได้ เคยแล้วก็ทำได้เร็วขึ้น

ทำแค่นี้แหละครับ แต่ทำให้สม่ำเสมอหรือทำในทุกโอกาสที่มีเวลาจะทำได้ นั่งทำให้สบาย ๆ ไม่ต้องไปนั่งขัดสมาธิให้เมื่อย เดี๋ยวจะทำได้ไม่ทน จิตใจจะบริสุทธิ์ขึ้นเอง

ผมจะไม่พูดถึงปฐมฌาน ทุติยฌาน หรือ ตติยฌานละครับ อะไรเป็นวิตก อะไรเป็นวิจารณ์ อะไรเป็นปีติ ผมก็จะไม่พูด เพราะผมเองก็ไม่แน่ใจนักในเรื่องเหล่านี้

แต่สมถะคืออะไร ว่าง ๆ จะบอกให้ฟัง

แต่ผมว่า สำหรับเราที่เป็นมนุษย์ปุถุชนที่นับถือศาสนาพุทธ ทำแค่นี้ก็อยู่ในพระศาสนาเต็มตัวแล้ว และรับรองว่าไม่สำเร็จพระอรหันต์ ยังอยู่ในโลก ทำการงานให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและเพื่อมนุษย์ได้อย่างสุขกายสบายใจ

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา

พระนิพพานยังอยู่อีกไกลนัก โยม