#echo banner="" ความหมายของชีวิต (ธรรมบรรยายโดย เขมานันทะ)/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ความหมายของชีวิต

ธรรมบรรยายโดย เขมานันทภิกขุ

แสดงแก่คณาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน

๑๔ สิงหาคม ๒๕๑๘

ท่านรองอธิการบดี ท่านคณาจารย์ และนักศึกษาผู้สนใจในธรรมบรรยายทั้งหลาย

อาตมาภาพได้รับนิมนต์ให้มาพูดในหัวข้อที่ตกลงกันทีแรกว่า ชื่อ เงื่อนไขของชีวิต แต่เนื่องจากความหมายของคำว่า เงื่อนไข มีความหมายที่กว้างขวางลึกซึ้ง อาตมภาพจึงตกลงใจที่จะเปลี่ยนแปลงชื่อเพื่อความเหมาะสม ที่จะได้ตั้งต้นพูดกันเพื่อแผ่ขยายไปถึง เงื่อนไขของชีวิตและสังคมด้วย เพราะ)นั้นจึงเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า ความหมายของชีวิต ซึ่งดู ๆ แล้ว สนามของการบรรยายหาได้เคยลงไม่ ดูเหมือนจะได้ขยายออกไปอีกแผ่คลุมไปถึง ความหมายของชีวิตที่มนุษย์ ได้เกิดขึ้นมาแล้ว และมนุษย์ก็มีความเป็นไปในท่ามกลาง ตั้งแต่ความเกิด ความแก่ ความรัก จนไปสู่ความตาย ซึ่งเราไม่อาจที่จะทำความกระจ่างในสิ่งเหล่านี้ได้มากมายนัก ชีวิตมนุษย์ได้โลดแล่นเข้าไปท่ามกลางหมอกฝ้าแห่งความเป็นไปในชีวิต เหมือนกับอยู่ในแดนสนธยากาล เพราะว่าจวบอายุของเราจนบัดนี้ เราไม่อาจที่จะแน่ใจได้เลยว่า สิ่งที่เรียกว่า ความตายคืออะไร เราไม่อาจที่จะลงความเห็นได้ชัดเจนว่า ความรักคืออะไรกันแน่ หรือความที่เป็นอยู่ในวัน ๆ หนึ่งนี่ เราไม่อาจที่จะลงความเห็นได้ชัดเจนว่า มันมีความหมายว่าอย่างไร มันมีจุดหมายอยู่ที่ไหน ดู ๆ มนุษย์คล้าย ๆ จะกำลังโลกแล่นไปในโลกแห่งความรู้ ที่พอจะให้คำตอบเหล่านี้ได้ มนุษย์กำลังโผนขึ้นสู่โลกแห่งความรู้ที่จะรู้จักทั้งธรรมชาติแห่งชีวิตและโลก และข้อนี้เอง ที่เป็นเหตุให้มนุษย์มีอหังการขึ้นว่า มนุษย์ได้เรียนรู้อะไรมากมายแล้ว และกำลังอาชนะธรรมชาติ หรือรู้จักธรรมชาติได้มากมายพอแล้ว

ถ้าจะอุปมาว่า ธรรมชาตินั้นเปรียบเหมือนระฆัง ซึ่งเสียงตีเพียงครั้งเดียวของระฆัง ย่อมไม่อาจเป็นเครื่องตัดสินได้ว่า ระฆังใบนั้นมีเสียงเช่นนี้ เพราะเสียงระฆังที่ดังมาทีหนึ่งนั้น เสียงนั้นขึ้นอยู่กับไม้ตีด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อมนุษย์มีความรู้เท่าไร และมนุษย์ใช้ความรู้ที่เป็นญัตติพื้นฐานนั้นเข้าไปเคาะระฆัง คือธรรมชาติ ธรรมชาติก็ดังออกมาอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ในที่สุด มนุษย์หาได้ลงความเห็นได้ไม่ว่า ตัวเองได้รู้จักเรื่องราวของชีวิตเอง แต่มนุษย์ได้รู้จักแต่ภาษา และความคิดของตัว ที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับธรรมชาติ มนุษย์ยังไม่อาจรู้ได้ว่า ราคะเกิดขึ้นได้อย่างไร โทสะเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ก้อนหน้านั้นมันยังไม่ได้เกิด ปละมนุษย์ก็ยังไม่รู้ว่ามันดับลงได้อย่างไร เราจึงพุ่งโผนเจ้าไปในชีวิตอย่างระส่ำระสาย และระหกระเหินไม่มีที่สิ้นสุด

ความซ้ำซากจำเจในชีวิตประจำวัน มันฟ้องตัวเองอยู่ทุกวัน ความว้าเหว่ ความระหกระเหินของจิตใจ ประกอบกับสังคมที่มีความแก่งแย่งกันอย่างสับสน ทำให้มนุษย์หาทางออกอย่างง่าย ๆ ตามสัญชาตญาณแห่งการบำบัดขั้นพื้นฐาน ซึ่งถ้าพูดตรง ๆ ก็ต้องหมายถึงว่า มนุษย์ตามสนองสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ในการบำบัดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้น

อีกประการหนึ่งเล่า สูตรสำเร็จของสังคม อาตมาใช้คำว่า สูตรสำเร็จ นี้หมายความว่า อนุชนของเราที่เกิดมารุ่นที่หนึ่งนั้น ไม่อาจ หรือหมดโอกาสที่จะขบคิดถึงเป้าหมาย หรือความหมายของชีวิตด้วยตัวเอง ด้วยเหตุที่ว่า มันมีสูตรสำเร็จของสังคมได้วางไว้ เช่น เด็กทุก ๆ คนของเรา ทั้งหนุ่มทั้งสาว คิดว่า การได้ปริญญา คือที่สุดของชีวิต รวมทั้งการได้เงินมาก ๆ ได้คู่ครองสวย ๆ รวย ๆ ได้เกียรติยศ โดยมิได้เฉลียวใจติดว่า สิ่งนี้มันหมายถึงอะไร มันมีระบบสูตรสำเร็จนี้เอง ได้ฆ่าอนุชนของเราทุกรุ่นเรื่อยมา เพราะเขาไม่เคยแน่ใจว่า เขาเกิดมาทั้งทีนี้ เขาจะต้องได้อะไรที่เป็นคุณค่าอันสูงสุดของชีวิต และเขาก็ไม่แน่ใจว่า เขาควรจะกำหนดบทบาทหรือหน้าที่ของเขา เพื่อมุ่งตรงเข้าสู่เป้าหมายของชีวิตได้อย่างไร หรือแม้แต่ความเฉลียวใจว่า เขาอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ คือมีความหมายและคุณค่าดีกว่านี้ได้อย่างไร จนถึงกับว่า อนุชนของเราบางคนแน่ใจว่า ไม่มีอะไรดีกว่า ใช้ชีวิตที่เหลวแหลกที่สุดตามใจตัวปรารถนา และในที่สุด อนุชนของเราจึงพบกับความระหกระเหิน ซึ่งผลักดันให้รุนแรง หรือไม่ก็โศกซึม ดังที่ท่านทั้งหลายได้เห็นกันอยู่แล้ว ในพวกที่ถูกผลักดันให้รุนแรง ท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่มีอีกพวกหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างเป็นเด็กดี เมื่อเกิดความว้าเหว่ขึ้น ในความซ้ำซากจำเจ และหาทางออกไม่ได้ จึงผลักดันให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ฝันหวานในสังคมแห่งการแก่งแย่ง ความฝันนั้นเกาะกินหัวใจของหนุ่มสาวทุกคน ที่เราฝันว่า จะมีใคร สิ่งใดสิ่งหนึ่ง สักคนหนึ่ง ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยชุบชีวิตของเราขึ้นไป สังคมแห่งความแก่งแย่ง จึงเพาะเชื้อของความหวังอย่างฉาบฉวยของเด็กหนุ่มสาวและรอโอกาสบังเอิญ เชื่อสิ่งที่นิยมเรียกว่า ดวง ปฏิเสธชีวิตจริงที่ยืนพื้นอยู่บนการพึ่งตัวเอง คือ เชื่อการกระทำ และผลแห่งการกระทำที่จะเกิดขึ้นตามควรแก่เหตุ หันไปพึ่งสิ่งเหลวไหลไร้สาระ เพียงเพื่อกลบเกลื่อนอย่างขอไปที เช่น ยาเสพติด รวมไปถึงการศึกษาเพียงเพื่อให้ได้ปริญญาบัตร โดยไม่ต้องมีความรู้อย่างแท้จริง และอย่าหวังไปถึงการมีคุณธรรมเลย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ชีวิตยิ่งเป็นแดนสนธยากาลยิ่งขึ้นทุกที ๆ เขาไม่รู้ว่า เขาเกิดมาเพื่ออะไร ความหมายที่แท้จริงของความเป็นอยู่นี้มันหมายถึงอะไร เขาได้ทำไปตามสูตรสำเร็จ วันแล้ววันเล่า อย่างซังกะตายก็มี อย่างชนิดรุนแรง สับสนก็มี ในที่สุดชีวิตในสังคมที่แก่งแย่ง หรือชีวิตที่เต็มไปด้วยความฝันนั้น เต็มไปด้วยการรอคอย และหวังอย่างเลื่อนลอย

ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดได้ถามตัวเองเถิดว่า ทุก ๆ วัน เรากำลังรอคอย แต่เราไม่อาจที่จะแน่ใจได้ว่า เรากำลังรอคอยอะไร แต่ทุกคนรู้สึกว่ากำลังรอคอย สำหรับบางท่าน อาจจะคอยเงิน หรือคอยชีวิตคู่ แต่สำหรับบางท่าน ในสังคมที่สับสนนี้ อาจจะกำลังรอคอยการสิ้นกิเลสอาสวะก็เป็นได้เหมือนกัน ด้วยเหตุฉะนี้เอง จำเป็นที่เราจะต้องพูดกันถึงเรื่อง ความหมายของชีวิต อย่างกว้าง ๆ ที่ท่านผู้รู้ คือ พระพุทธองค์ หรือพระศาสดาทุกพระองค์ได้กล่าวไว้ หรือท่านผู้ปฏิบัติชอบตามแนวทางที่พระองค์แนะนำไว้ กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิต หรือความหมายของชีวิตอย่างกว้าง ๆ

ก่อนที่จะพูดเรื่องความหมายของชีวิต อาตมภาพอยากจะชี้ให้เห็นว่า ความหมายนั้นมีส่วนที่แผ่คลุมไปถึงตัวปัญหา และปมของปัญหาชีวิตพร้อม ๆ กันนั้นคือเป้าหมาย เราต้องพูดกันถึงเป้าหมาย หรือจุดหมาย หรือที่สุดแห่งปัญหาด้วย และในที่สุด ก็ต้องพูดกันถึงเรื่องของบทบาทและหน้าที่ของชีวิต เพื่อบรรลุถึงเป้าหมาย

ถ้าหากว่า เราพูดกันแต่เพียงปัญหา หรือปมแห่งปัญหาแล้ว ดูเหมือนไม่จำเป็นสักเท่าไรนักและถ้าดูให้ดีแล้ว ทุกวันนี้เราก็พูดถึงเรื่องของชีวิตในแง่ของปัญหาอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตกเป็นฝักฝ่ายของปรัชญา ไม่สามารถจัดเป็นฝักฝ่ายของศาสนาได้ทั้งหมด เพราะศาสนานั้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการคิด ๆ นึก ๆ เทียบเคียงด้วยเหตุผลเท่านั้น แต่ยังต้องมุ่งไปยังการประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง อันเป็นเหตุให้พวกฝรั่ง หรือพวกนักการศึกษาสมัยใหม่ ดูหมิ่นพวกนักศาสนาที่มัวไปพูดถึงเรื่องความทุกข์ เขาจะวิจารณ์ว่า นั่นเป็นฝ่ายลบ พยายามมองโลกในฝ่ายลบท่าเดียว ไม่พยายามมองโลกในแง่บวก ซึ่งยังมีความชื่นชมยินดีอยู่มากมายให้เขาเสวย ซึ่งทั้งนี้ เขาเหล่านั้นไม่มองให้ครบถ้วนว่า ความชื่นชมยินดีโดยปราศจากสติปัญญานั่นแหละ เป็นตัวกำหนดความเบื่อหน่าย โศกซึม อันเป็นแง่ลบของชีวิต ดังนั้นการตั้งต้นด้วยตัวปัญหานั้น มิใช่มองชีวิตในแง่ลบ แต่เป็นการมองไปที่อาการของชีวิตที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ขอให้ท่านทั้งหลายทำใจให้ดีว่า ความหมายนั้น ต้องหมายถึงปัญหา และปมแห่งปัญหา และเป้าหมายคือที่สุดแห่งปัญหา อันจะเป็นเครื่องกำหนดบทบาท และหน้าที่ของชีวิตเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายอันสูงสุด ถ้าอย่างนี้ ไม่เป็นฝ่ายลบและเป็นฝ่ายบวก แต่เป็นทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่า ความหมายอย่างกว้าง ๆ ที่สุด

ประการแรกที่สุด ขอให้เราตั้งต้นด้วยการพิจารณา ปัญหาของชีวิต ซึ่งจะต้องดูชีวิตรวดเดียวแต่ต้นจนจบ อันเป็นภาพพจน์ของชีวิตอย่างกว้าง ๆ เราจะให้ภาพพจน์ของชีวิตอย่างไรดี ถ้าท่านทั้งหลายแน่ใจว่า เราทุกคน ไม่ใช่คนที่มีแต่อารมณ์เพียงอย่างเดียว มนุษย์ยังเป็นสัตว์แระเภทที่มีเหตุผล เราจะเข้าข้างฝ่ายศิลปินหรือกวี ที่ชอบวินิจฉัยหรือตีความชีวิตว่า เป็นความชื่นชอบยินดี หรือจะถามคนหนึ่งคนใด ในขณะที่เขากำลังอยู่ในช่วงที่ประสบความสำเร็จของชีวิต เขาอาจจะให้ภาพพจน์ หรือความหมายของชีวิตว่า ชีวิต คือความรื่นรมย์ หรือความสมหวัง แต่แล้วการให้ภาพพจน์ หรือความหมายชนิดนั้น มักจะเป็นความสะเพร่ากล่าวตามอารมณ์ ซึ่งขณะมี่ยังชื่นชมมันอยู่ แต่ ความหมายแห่งชีวิตจริงนั้น เราจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในแง่ช่วงยาวนาน หรือทั้งสายของวิวัฒนาการแห่งชีวิต มิใช่ช่วงเดียว หรือขณะเดียวของมัน ก็คือว่า ความหมายในแง่ที่หลังจากความชื่นชมมันสลายลงแล้ว มันกลับกลายเป็นความซ้ำซาก จำเจ เบื่อหน่ายในชีวิตประจำวัน คนที่ให้ความหมายชีวิตว่า เป็นความชื่นชมนั้น สักครู่หนึ่งก็ต้องหน้าแห้ง แล้วก็คร่ำครวญตีอกชกหัว

ด้วยเหตุนี้ การให้ความหมายของชีวิต จำเป็นต้องประสานสอดคล้องกันกับอาการจริงของชีวิต เราจึงเรียกว่า ให้ภาพพจน์ใกล้เคียงแนบสนิทเข้ามาในชิตประจำวัน

อะไรเล่า คือภาพพจน์แห่งชีวิต ถ้าอาตมภาพยกคำพูดของพระสงฆ์องคเจ้าที่ท่านพูดกันบ่อยที่สุดว่า ชีวิตคือ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ท่านทั้งหลายก็คงหัวเราะเยาะ และติงว่า มันเป็นคำที่ดาษดื่น ครึคระ สามัญจนเกินไป แต่อาตมภาพ ขอให้ท่านสุดคำติงของท่านเองสักนิดเถิด สมมุติว่า เราไปถามถึงความหมายของชีวิต ต่อนักชีววิทยา นักชีววิทยาเหล่านั้น อาจจะให้ความหมายว่า ชีวิตคือ โปรโตปลาสซึมที่ยังไม่ตาย เพราะเขาเป็นนักชีววิทยา อีกคนหนึ่งให้ความเห็นว่า ชีวิตก็คือขบวนการปรือปฏิกิริยาเคมี หรือไฟฟ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามแต่นักวิชาการเหล่านั้นมีความเห็นเฉพาะสาขาของเขา อันนี้เองคือซอกแคบของนักวิชาการ ที่พยายามจะใช้ความรู้เฉพาะของเขาเข้าไปตีความชีวิตในแง่ใดแง่หนึ่ง เราไม่อาจไว้ใจในนักวิชาการ ซึ่งเป็นบุคคลประเภทที่เรียกว่า Specialist ในเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้ เพราะว่าผู้ชำนาญเฉพาะเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น มันพิสูจน์อยู่แล้วว่า เขาจะรู้ด้วยซอกแคบ คือ ความชำนาญเฉพาะอย่าง ซึ่งยิ่งรู้เท่าใดย่อมละเลยต่อความหมายอย่างกว้างของเขาไปเท่านั้น ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดีเถิดว่า สังคมของเรากำลังสับสน เพราะเหตุที่นักวิชาการชนิดที่เป็น Specialist ชนิดไม่อาจมองเห็นความสำคัญของวิชาอื่น รวมไปทั้งความสัมพันธ์สอดคล้องกัน เพื่อให้มีเป้าหมายร่วมกันนั่นเอง และเขาไม่อาจที่จะทำให้ความรู้เฉพาะนั้น เข้ามาให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ชนิดเป็นสาธารณประโยชน์แก่ประชาชนได้ จึงเกิดการขับเคียว ต่อสู้ และไม่ยอมกันในสังคม และในที่สุดก็พูดกันไม่รู้เรื่อง

ความลึกซึ้งของนักวิชาการเฉพาะเรื่องนั้น บางที ดู ๆ มันจะเป็นโมหะชนิดหนึ่ง  คือเขาไม่รู้จักตัวชีวิต แต่ไปรู้จักเอาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับชีวิต เหมือนดังที่ได้ยกตัวอย่างแล้วว่า ชีวิตของนักชีววิทยา ก็คือ โปรโตปลาสซึมที่ยังไม่ตาย ถ้าความหมายชีวิตมีเท่านี้ นักคิดหรือนักชีววิทยาคนนั้น หาได้มีความรู้เรื่องชีวิตดีกว่าชาวสวนชาวบ้านไม่ สมมุติว่า เราไปถามชาวบ้านชาวนาว่า ชีวิตคืออะไร คุณลุงคนนั้นอาจจะตอบว่า ชีวิตคือความเป็นอยู่แหละ หลานเอย ชีวิตก็สุข ๆ ทุกข์ ๆ ไปตามเรื่องของมันแหละ ถ้าเช่นนี้ ความหมายนั้นลึกซึ้งกว่า เพราะว่าชีวิตจะมีความหมายแต่ด้านฟิสิกส์อย่างเดียวไม่ได้ ถ้าชีวิตหมายถึงการกิน การเต้นรำ งานบอลล์ การดื่มค็อกเทล งานปาร์ตี้ รถเก๋งคันงาม ๆ อาหารราคาแพง ๆ ชีวิตเช่นนี้ เป็นชีวิตที่กลวงใน และเป็นชีวิตที่น่าสงสารที่สุด ก็เพราะว่า แม้แต่สัตว์เราก็อาจหัดให้มันเต้นรำ ดื่มค็อกเทลเป็นได้ แม้ว่าคนเราจะมีท่าทีหรือ รูปแบบที่หรูหรา ส่วนชีวิตในความหมายที่จะต้องสำนึกให้สูงกว่านั้น ก็คือว่าเราต้องให้ความหมายที่สอดคล้องกับอาการของชีวิตจริง เราจำเป็นต้องตั้งต้นด้วยตัวปัญหาเรื่อง เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย จริงอยู่ การที่เราพูดว่า ชีวิตคือการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย นั้น ก็ยังเป็นการมองชีวิตแบบปรัชญาอยู่เท่าเดิม แต่ปรัชญาในลักษณะเช่นนี้ มันมีสภาพของความจริงที่ใคร ๆ ก็เห็นกันอยู่ แต่มันเจนตา เจนใจ จนเราเมินเฉยราวกับว่า ตัวไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ฉะนั้น ก็ดู ๆ เอาเถิดว่า คนต้องเกิด สักครู่หนึ่งต้องแก่ และในที่สุด จำเป็นจะต้องหายวับไป หรือเข้าหลืบละครแห่งชีวิต เพราะฉะนั้น ถ้าเราเห็นเช่นนี้แล้ว เราก็ให้ความหมาย หรือมีภาพพจน์ต่อชีวิตช่วงยาวนาน ที่ใกล้เคียงต่อความเป็นจริงขึ้นมาบ้างแล้ว แม้ว่ายังเป็นปรัชญาอยู่บ้างก็ตาม

ที่นี้ยังมีปัญหาแทรกเข้ามาว่า การพิจารณาความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย นั้น มันยังมาไม่ถึงสำหรับคนบางคน โดยเฉพาะความตายแล้ว ทุกคนยังไม่ประสบในขณะที่เรายังไม่แก่ เรายังเป็นหนุ่ม ทำไมเราต้องพูดถึงเรื่องความแก่ ในขณะที่เรายังไม่ตาย ทำไมเราจึงพูดเรื่องความตาย ที่จริงภาพพจน์เหล่านั้น หาใช่ความเป็นจริงของชีวิตไม่ เพราะว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องความตาย เราหาได้สัมผัสความตายไม่ แต่เราสัมผัสเอา concept หรืออธิพจน์ อาตมาขอใช้คำพิเศษคำหนึ่ง เพราะไม่อาจที่จะหาศัพท์คำอื่นได้ คือสัมผัสเอาคุณค่าของความตาย ขอใช้คำว่าคุณค่าไปทีหนึ่งก่อน ไม่ใช่ตัวความตาย ดังที่อาตมภาพจะชี้แจงให้เห็นชัดเจนว่า สมมุติว่า เด็กทารกคนหนึ่ง เขายังไม่รู้ว่า ไฟมันร้อนอย่างไร ถ้าเขาไม่เคยรู้รสของความร้อนที่ได้เอามือไปจับถ่านแดง ๆ เข้า เด็กคนนี้จะไม่กลัวไฟ หรือความร้อนจากไฟ เมื่อเด็กคนนั้นขยำก้อนไฟแดงเข้าทีหนึ่ง ทีหลังจะเกิดความหวาดกลัวต่อก้อนไฟนั้นขึ้นมา นี่แสดงว่า เขาจะกลัว เมื่อเขารู้รสสิ่งนั้นเข้าแล้ว แล้วจึงกลัว แต่ว่าเราทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่า เรากลัวความตาย แต่เราได้ชิมรสของความตายแล้วหรือ หามิได้ เพราะเราไม่เคยตาย และหากว่าเกิดตายขึ้นมา ก็หมดโอกาสที่จะชิมรสของความตายไปทันใด ความตายมันอยู่ตรงไหนกันเล่า ถ้าเช่นนั้น มนุษย์ไม่น่าจะกลัวตาย เพราะมนุษย์ต้องกลัวสิ่งที่เขาชิมเข้าแล้ว ถ้าเช่นนั้น มนุษย์กลัวอะไร มนุษย์กลัวบางสิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ความตาย บางคนอาจจะคิดว่า ฉันไม่ได้กลัวตาย แต่ฉันกลัวเจ็บ แต่ขณะนั้นยังไม่ได้เจ็บ แต่ทำไมเรากลัวเจ็บ ถ้าเช่นนั้น มนุษย์ก็ต้องกลัวสิ่งหนึ่ง ที่ชิมเข้าแล้วต่างหาก ไม่ใช่กลัวสิ่งที่ยังได้ชิม นั่นก็คือว่า มนุษย์ชิมชีวิต หรือรสชาติของชีวิตเข้าแล้ว และเป็นเหตุให้กลัวจะพลัดพรากจากรสของชีวิต นั่นคือความกลัวตาย

ในกรณีที่ท่านประสงค์จะปฏิบัติตนให้พ้นจากความกลัวตาย ไม่มีทางใดทั้งสิ้น ถ้าไม่วิเคราะห์ว่า ความตายคืออะไรให้ถ่องแท้เสียก่อน เราจะทำเป็นกล้า พุ่งโผนเข้าไปทำท่ากล้าหาญ ซึ่งจะยิ่งเก็บกดความกลัวซ่อนลึกเข้าไว้ในหัวใจ แต่ความกลัวตายแท้จริง ต้องเกิดจากความไม่อยากจะอยู่ ปละไม่อยากจะอยู่ในกรณีนี้ ต้องหมายเฉพาะ ไม่อยากมัวเมารสอร่อยของชีวิต จึวงไม่กลัวพลัดพรากจากชีวิตนั่นแหละ จึงจะค่อย ๆ คลี่คลายออกจากปัญหาของความตาย เพราะฉะนั้นเอง ความตาย ตัวของมันไม่มีความหมายอะไร ยกตัวอย่างว่า เรานั่งอยู่ดี ๆ ถกปืนยิงตัดขั้วหัวใจ คนนั้นไม่มีโอกาสชิมรสความตาย เพราะมันตายเสียแล้ว แต่ความตายที่แท้จริง จะเกิดขึ้นกับคนที่ถูกยิงเฉียดไป และมันสั่นเทิ้มไปทั้งตัว แหละนั่นคือความตายที่แท้จริง คือ สั่นแล้ว สั่นอีก เพราะฉะนั้น ความกลัวตายนั่นแหละ คือความตายแท้ นี้คือปม หรือปัญหาที่เกิดจากภาพพจน์ อาตมภาพยกตัวอย่างเรื่องความตายเพียงเล็กน้อย ที่จะชี้ให้เห็นว่า ชีวิตนี้มีปัญหาที่ต้องวิเคราะห์ให้เห็นว่า อะไรเป็นอะไร

จะขอเลื่อนมาถึงความรัก ที่ว่ามีแต่เพียงภาพพจน์ของมัน เพราะเราคิดว่าเรากำลังรักคู่รักของเรา หรือรักสิ่งที่เรารัก คือรักลูก รักเมีย รักสามี รักมิตรสหาย ท่านทั้งหลายถูกท้วงติงด้วยคำถามว่า ท่านแน่ใจไหมว่า ท่านรักลูก หรือภรรยา หรือรักเพื่อน หรือรักแม่ ถ้าว่าความรักของภรรยา หรือสามีที่มีต่อคู่ของตัวเป็นความรักที่แท้จริง แล้วทำไมฉับพลันที่ถูกขัดคอ หรือระแวงว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะนอกใจ มือที่เคยประคอง ลูบหลัง เช็ดน้ำตาให้นั้น ทำไมมันกลับกลายมาเป็นมือที่ตบหน้า หรือฆ่าเสีย ถ้าเช่นนั้นจงรู้เถิดว่า ความรักนั้นหาใช่ความรักไม่ แต่ความรักเช่นนั้นเป็นการเก็บซ่อนความเกลียดและชิงชังไว้ในตัว นั่นก็คือ เขาไม่ได้รักหญิงหรือชายคนนั้น แต่เขารักตัวเอง รักอหังการ โดยยืมมือหญิงหรือชายคนนั้นมาเสริมอหังการของเขาต่างหาก ทุกคนจึงแสวงหาความรักเพื่อเติมตัวเองให้เต็ม เพราะตัวเป็นคนบกพร่อง แต่ความรักที่แท้จริง ต้องหมายถึง ความเต็มเปี่ยมและมันล้นไปสู่ผู้อื่น ความรักจริง จึงต้องหมายถึง เมตตากรุณาเท่านั้น สำหรับคนไทยที่ชอบให้ทานและมีจิตที่เรียกร้องทวงบุญคุณ นั่นเขาเป็นขอทานในขณะที่ให้ทานนั้นนั่นเอง ส่วนคนที่ให้จริง ๆ นั้น เป็นคนที่อิ่มเอิบและแผ่ออกไป ท่านทั้งหลายคงจะเห็นจากตัวอย่างเล็กน้อยนี้แล้วว่า ชีวิตของเราอยู่ในท่ามกลางแดนสนธยากาลจริง ๆ ด้วย อยู่ใน twilight zone ทางจิตใจ เราไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่เราก็ยังพุ่งเข้าไป โผนเข้าไป จนกระทั่งตายในที่สุด และเราก็ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแน่ และบางทีเราก็หวังที่จะไปเกิดใหม่ในชาติหน้าอีก ทั้ง ๆ ที่ไม่รุ้ว่า ชีวิตที่หายใจอยู่ ตาดำ ๆ อยู่นี้ มันคืออะไรกันแน่ ในที่สุด การกำหนดภาพพจน์แห่งชีวิตด้วย เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย จะเป็นแก่นร่วมที่สำคัญที่สุด ที่จะไม่ให้ความคิดของมนุษย์เตลิดออกจากภาพพจน์นี้ และขอให้ดูให้ดีเถิดว่า พระพุทธองค์จอมบัณฑิต ได้ตั้งต้นออกแสวงโมกษะ หรืออิสรภาพอันสูงสุดก็ด้วยการเห็นสิ่งนี้ ในวันที่พระองค์ท่านเสด็จออกประพาส ได้ถามนายฉันนะว่า อาการที่ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ที่ได้เห็นนี้ เป็นกับเราและพิมพาเทวีด้วยหรือไม่ นายฉันนะบอกว่า ไม่มีใครพ้น เจ้าชายสิทธัตถะของเรา ไดออกอุทานว่า ชราธรรมเป็นเช่นนี้เอง แล้วตัดสินพระทัยที่จะออกผนวช จนกว่าจะแจ่มแจ้งในสิ่งที่ตัวเองกังขา นั่นคือจุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเจ้าชายของเรา ชีวิตถ้าเราให้มันมีความหมาย หรือภาพพจน์เป็นความชื่นชมอย่างที่ศิลปินว่า หรือให้ความหมายคับแคบของนักวิชาการแล้ว เราจะค่อย ๆ หมิ่นความรู้เรื่อง เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เข้าทุกที ๆ เหมือนดังที่ท่านทั้งหลาย ผู้เป็นนักศึกษาผู้คงแก่เรียน คงทราบกันอยู่ดีว่า พอได้ยินใครเอ่ยถึงเรื่องราวเข้าวัดเข้าวา ว่าเรื่อง เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะนึกหัวเราะเยาะ ก็จริงอยู่แล้ว เหมือนที่บัณฑิตคนหนึ่งพูดว่า ถ้าธรรมะจริงไม่ถูกหัวเราะเยาะ ธรรมะนั้นจะเป็นธรรมะจริงได้อย่างไร

อาตมาอยากจะขอเลื่อนมาถึง สิ่งที่เรียกว่าปฏิกิริยา หรืออาการที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาพพจน์ของชีวิต เมื่อคน ๆ หนึ่ง เห็นชีวิตเป็นความ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เขาอาจจะมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นว่า ถ้าเช่นนั้น เราอยากจะทำอะไร ไม่ต้องกลัว ตายแล้ว ๆ กัน เหมือนที่โอมาคัยยัมสั่งสอนทำนองล้อเลียนประชดประชันว่า กิน นอน เพราะพรุ่งนี้ ใครจะไปรู้ เราอาจจะตายก็ได้ ส่วนภาพพจน์ของผู้ที่มีสำนึก เขาจะมองเห็นปฏิกิริยาอาการ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับภาพพจน์แล้วเป็นเหตุให้สั่นคลอนไปหมด เหงื่อแตก เมื่อนึกถึงว่าตัวเองจะต้องตาย เหมือนเจ้าชายสิทธัตถะ หรือท่านผู้รู้ทั้งหลายที่เพ่งพินิจชีวิต รู้สึกว่า อายุได้ถูกกาลเวลาดูดกลืนเข้าไปสู่ความตายเข้าไปทุกวัน ทุกวินาที ใกล้เข้าไปสู่การเข้าหลืบของชีวิต ทำให้เกิดสั่นเทิ้มขึ้นมา และเป็นจุตั้งต้นแห่งการแสวงหาเพื่อความหลุดรอด ส่วนบุคคลประเภทหนึ่งนั้นมีความสะเพร่าจนเกินไป เขาลงความเห็นอย่างง่ายดายว่า ชีวิตก็เท่านั้นแหละ อย่าไปยึดถือมัน ดูคล้าย ๆ กับเป็นความคิดที่ลึกซึ้งที่สุด แต่นั่นเป็นความสะเพร่าไปตั้งแต่จุดตั้งต้น ความไม่ยึดถือในชีวิต จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อการเข้าไปแก้ปมปัญหาของชีวิตอย่างถูกต้อง อันต้องตั้งต้นด้วยปัญญา หาใช่ความมักง่ายและสะเพร่าไม่ ด้วยปัญญาเท่านั้น ที่ปมแห่งปัญหาจะคลี่คลายไปสู่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น หรืออิสรภาพอย่างแม้จริง

ปฏิกิริยาหรืออาการที่เกี่ยวกับภาพพจน์เหล่านั้นนั่นเอง ทำให้มนุษย์ระหกระเหิน ระส่ำระสาย และพร่องอยู่เป็นนิจ จึงทำให้สรุปได้ด้วยคำพูดที่ร้อยกรองเป็นสูตรว่า เกิดโศกเศร้ารำพัน ตีอกชกหัว ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ อันแรกสุด ภาพพจน์แห่งความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ปฏิกิริยาอาการของการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับภาพพจน์คือ คร่ำครวญ เศร้าโศก รำพัน ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ คับแค้นใจ ระหกระเหินของจิตใจ ปฏิกิริยาเหล่านี้ แม้จะมีอยู่ในหลายชนิด เราอาจจะสรุปให้เหลือเพียง ๒ ประการ ซึ่งเนื่องกันได้

ประการแรก คือ อาการที่ระหกระเหิน เพราะพลัดพรากจากความรัก และประการหลัง ซึ่งเนื่องกัน คือ ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก มนุษย์เราโลดแล่นไปในสองสิ่งนี้ ลีลาที่ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในชีวิตประจำวัน คือ ที่ประจวบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ และเป็นเหตุให้ระส่ำระสาย และพร้อมกันนั้น พบกับสิ่งที่ไม่รัก ประจวบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจขึ้นมา และพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ซึ่งเนื่องกัน เมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่รัก มันก็ต้องพบกับสิ่งที่ไม่รักเข้าจนได้ สองอาการเหล่านี้ อาจสรุปให้เหลือเพียงอันเดียว เพื่อจะหาสมุฏฐาน เพื่อจะกำหนดบทบาทของชีวิต

อาการทั้งสองนั้น เราอาจจะสรุปได้ว่า คือ ความไม่ได้ดังใจปรารถนา ขอให้ท่านทั้งหลายสอบสวนในชีวิตของเรา ในชีวิตประจำวันนี้มันเกิดอาการสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการขัดแย้งอยู่ในใจของเรา คือความไม่ได้ดังใจสักทีหนึ่ง ในกรณีที่เราอาจประสบความสำเร็จ หรือความสุขในชีวิต แต่สักครู่เดียว ความสุขมันจืดจางลง มันเกิดไม่ได้ดังใจขึ้นมาอีก จากภรรยาคนที่หนึ่งไปสู่คนที่สอง จากสามีคนที่หนึ่ง ไปสู่สามีคนที่สอง จากเสื้อตัวที่หนึ่ง ไปสู่เสื้อตัวที่สอง จากบ้านหลังที่หนึ่ง ไปสู่หลังที่สอง และมันพบแต่ความไม่ได้ดังใจ มันยอก จิ้ม เผาลน ทิ่มแทงเข้าไปในชีวิต ให้ซ้ำซากจำเจ และสิ่งนี้เรียกว่า สังสารวัฏ คือ วนไม่รู้จบ และบางทีเรียกว่า โลก คำว่า โลก หมายถึง ความทุกข์ ความทุกข์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือ ซ้ำซาก จำเจ วนไปวนมา ตราบใดที่เราไม่เข้าไปแก้ไขให้ถูกจุด นั่นคือ ใจความของพุทธภาษิตที่ว่า วฏฺฏโก โลโก ซึ่งมิได้หมายเพียงโลกทางวัตถุเลย สิ่งที่เรียกว่า สังสารวัฏ มิได้แยกจากนิพพาน ที่ไหนมีสังสารวัฏ ที่นั้นต้องมีนิพพานอยู่โดยแท้ ท่านทั้งหลายอย่าเข้าใจว่า นิพพานคือความตาย ถ้าจะเรียกว่าเป็นความตาย ต้องหมายถึง ตายของกิเลส และความสับสน วิตกกังวล อันจะรวมเรียกว่า คุณสมบัติแห่งสังสารวัฏ หรือความดับลงแห่งความโศกเศร้ารำพัน ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ คับแค้นใจ ดังได้พรรณนามาแต่ต้นนั่นเอง แต่นิพพานนั้น กลับเป็นความเยือกเย็นอยู่ท่ามกลางสังสารวัฏ ไม่ได้หมายถึงความตาย หรือจะถึงนิพพานเมื่อตายแล้ว ขอให้เราจบด้วยข้อแรกที่เรียกว่า ปัญหาของชีวิต ซึ่งมีอยู่ประการเดียวเท่านั้น คือความไม่ได้ตั้งใจ และหากว่าเราจะไม่เอาความถูกใจหรือไม่ถูกใจ หรือว่าเราจะไม่เอาความได้ดังใจ หรือไม่ได้ดังใจของตน มาเป็นหลักวัดแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ความทุกข์ทั้งหมด มีสมุฏฐานอยู่ที่ความยึดมั่นถือมั่นในชีวิต ในขันธ์ ๕และทั้งนี้ อวิชชาเป็นปัจจัยหนุนให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่น จนเป็นทุกข์อยู่ในตัวของชีวิตเอง

-----------------------------------------------

หมายเหตุ ๑              ชาติปิ ทุกฺขา ปราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกขํ

หมายเหตุ ๒              โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาปิ ทุกฺขา

หมายเหตุ ๓              อ)ปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข

หมายเหตุ ๔              ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ

ต่อมา อาตมาขอเลื่อนมาถึง สิ่งที่เรียกว่า ปมแห่งปัญหาของชีวิต ซึ่งสืบอนุสนธิจากความไม่ได้ดั่งใจนั่นเอง ขอให้เราหันมาวิเคราะห์ว่า ความไม่ได้ดังใจนี้มาจากอะไร บางทีถ้าหากเราพบว่า ธรรมชาติไม่อาจอำนวยให้เราได้ดั่งใจแล้ว ความที่ปรารถนาจะให้ได้ดังใจนั้นเอง มันมิกลับกลายเป็นดมหะของชีวิตไปละหรือ ขอให้ท่านทั้งหลายหวนระลึกถึงประสบการณ์ว่า มีอะไรบ้างที่ได้ดั่งใจเรา ถ้าจะมีได้ดังใจอยู่บ้าง ก็เพราะเหตุของความประจวบเหมาะ และเป็นเหตุให้มนุษย์เลินเล่อเคยตัวและเสริมอหังการของมนุษย์ จนมนุษย์ตะกละแต่ความสุขโดยประการเดียว และยึดถือว่า เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำอะไร ๆ ให้ได้ดังใจเรา และเราจะปฏิเสธแต่ความทุกข์ แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่สะเพร่าจนเกินไปแล้ว ท่านจะพบด้วยตัวเองว่า ความทุกข์เป็นครูที่ดีที่สุด คือ สอนให้เรารู้สำนึก แต่ความได้ดังใจนั้นเอง สอนให้มนุษย์ประมาท เมื่อลงได้ประมาทแล้ว ก็ต้องเรียกตัวเองว่าเป็นคนตาย พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ประมาทเป็นผู้ที่ตายแล้ว และสิ่งที่ทำความประมาทให้เรามากที่สุดนั้นคือความสุข ถ้าจะอุปมาระหว่างความสุขและความทุกข์ เป็นเสมือนมิตรสองคน คนหนึ่งซ่อนเอาความเป็นศัตรูไว้ในร่างของความเป็นมิตร แล้วเขาก็เดินยิ้มเข้ามาหาเรา แล้วซ่อนมีดไว้ข้างหลัง เราก็ชะล่าใจคิดว่าเขาเป็นมิตรที่แท้จริง มันจึงแทงเอาจนล้มคว่ำลง ไม่ทันได้โอกาสป้องแม้แต่นิดเดียว นั่นแหละคือความสุขที่เข้ามาในชีวิต ส่วนความทุกข์มันเป็นศัตรูอย่างเปิดเผย เพราะฉะนั้น เราอาจจะป้องกัน หรือวิ่งหนีก็ยังทันอยู่ ของให้ท่านทั้งหลายเห็นตัวปัญหานี้ให้ดีเถิด มนุษย์ทุกคนรักสุข เกลียดทุกข์ และมนุษย์ทุกคนจึงกลายเป็นคนสามัญ ที่เต็มไปด้วยอาการขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ ด้วยเหตุนี้ ถ้าว่าผู้ใดเกิดความเข้มแข็งในจิตวิญญาณขึ้น ในทางที่ไม่รักมัวเมาในความสุข แต่ก็ใช่ว่าจะปฏิเสธความสุขที่เป็นฝักฝ่ายของกุศล พร้อมกันนั้นก็ไม่ได้เกลียดความทุกข์ แต่พร้อมกันนั้นก็ไม่ได้ผลัก ขับไล่ไสส่งความทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจะเริ่มรู้จักสิ่งใหม่ คือ ทั้งสุข ทั้งทุกข์ เป็นฤดูกาลของชีวิต ซึ่งเหมือนกับหน้าแล้งและหน้าฝนของต้นไม้ ไม่มีต้นไม้ไหนที่กล้าปฏิเสธหน้าแล้ง เพราะมันสร้างแก่นหรือวงปีที่แข็งแกร่งให้ ถ้าขึ้นปฏิเสธหน้าแล้ง ยอมรับแต่หน้าฝน จะสร้างแก่นหรือวงปีของในขึ้นฉันใด ชีวิตจำเป็นต้องถูกเผาด้วยสุขและทุกข์ สำหรับผู้ที่หวังสุขโดยเฉพาะกามสุขแต่ถ่ายเดียว เขาจะปิดล้อมตัวเองไม่ให้ความทุกข์เข้ามา ปรนเปรอแต่ความสุข ในที่สุด ก็ได้เป็นมนุษย์แต่เพียงซีกเดียว และค่อยอ่อนแอขึ้นทุกที จึงไม่เหมาะสมที่จะเติบโตขึ้นไปเพื่อเป็นผู้พิชิตชีวิต หรือเป็นนายเหนือชีวิต

ความเข้าใจผิดต่อธรรมชาติของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องทุกข์นี่เอง ทำให้มนุษย์กระทำผิด กล่าวคือ ทำให้เกิดความอยากชนิดที่ไม่สอดคล้องกับกฎอันเฉียบขาดของธรรมะ นั่นคือ เขาอยากให้สิ่งหนึ่งมีอยู่อย่างเที่ยงแท้ถาวร และไม่อยากให้ดีสิ่งหนึ่งอยู่ แต่นั่นเป็นกระแสแห่งอนิจจัง ไม่อาจที่จะทำอะไรได้ดั่งใจเรา ถ้าหากเราไม่เข้าใจความจริงข้อนี้ของธรรมชาติ ลำพังความปรารถนาอย่างเดียวของมนุษย์ ไม่อาจเลยที่จะทำให้มนุษย์บรรลุถึงเป้าหมาย ถ้าไม่จัดการให้ถูกปัจจัยของมัน แล้วไม่จำเป็นต้องให้แรงของตัณหา อาตมภาพอยากจะยกตัวอย่างสมมติว่า ท่านเป็นคนป่วยที่จะต้องเปิดจุกขวดที่เป็นพลาสติก เพื่อที่เอายามากิน ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้ว เปิดเพียงเบา ๆ มันก็คลายออกมา แต่ถ้าใช้แรงของความอยากจะให้ออกอย่างโดยไม่รู้ไม่เห็น ก็อาจจะหมุนเกลียวผิดทาง หรือเมื่อบีบมันแรงเข้า ความแรงอันนั้นเอง ทำให้ปากขวดมันรี แล้วมันก็ล็อคฝาเกลียวของมันไว้ ฉะนั้นยิ่งเปิดแรงเท่าใด มันก็ยิ่งเปิดไม่ออกเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะปรารถนาให้มันออกเท่าใด มันยิ่งเป็นเงื่อนให้ไขไม่ออกเท่านั้น ส่วนการที่เปิดจุกขวดออกนั้น ต้องทำถูกพอดี แล้วคลี่คลายออกมา ฉันใด ความปรารถนาอย่างรุนแรงและไม่ประกอบด้วยความรู้ที่ถูกต้อง หรือสิ่งที่เรียกว่าตัณหา ที่อยากจะให้เป็นเช่นนั้น ให้เป็นเช่นนี้ ไม่อาจจะเป็นอำนาจผลักดันให้บรรลุถึงผลที่น่าพึงใจได้ แต่การรู้ปัจจัยต่าง ๆ ที่ถูกต้องแล้วจัดการด้วยสติปัญญาที่ถูกต้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้แรงแห่งตัณหาใด ๆ อีก ผลจะออกมาควรแก่เหตุนั้น ๆ เสมอ ท่านทั้งหลายคงจะเห็นด้วยตัวเองแล้วว่า ถ้าไม่มีความรู้ถูกต้องเกี่ยวกับจุกขวด ตัณหานั้นจะเป็นเงื่อนไขทำให้ล็อคตัวมันเอง แต่ถ้ามีความรู้ถูก ไม่จำเป็นต้องใช้ตัณหา ตัณหาจะดับลง การกระทำที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นจนบรรลุถึงผล ซึ่งเราอาจพอสรุปได้ว่า อวิชชา ทำให้เกิดตัณหา คือความไม่รู้จริง รู้แจ้งต่อปัจจัยของธรรมชาติ จะทำให้เกิดตัณหา และล็อคตัวเอง ส่วนความรู้จริง รู้แจ้ง หรือวิชชานั้น ทำให้สัมฤทธิ์ผล และแรงแห่งตัณหานั้นก็กลับกลายเป็นแรงแห่งการสร้างสูตรไปเองโดยปริยาย ซึ่งทั้งนี้ใช่ว่าการสิ้นตัณหาจะเป็นเหตุให้หยุดการกระทำสิ่งที่ดีงามถูกต้องก็หาไม่

ขอเลื่อนมาถึงสิ่งที่เรียกว่า การกำหนดและการถูกกำหนด อยากจะชี้ไว้ด้วยอุปมาหรือตัวอย่าง ที่จะพอเห็นได้ในชีวิตประจำวันนี้ว่า ถ้าหากคืนใดคืนหนึ่งที่ท่านทั้งหลายได้ขึ้นนอนบนเตียงที่ทำด้วยทองคำ และเราท่านทั้งหลายผู้นอนอยู่บนนั้นยังเป็นกระยาจกอยู่ คืนนั้นท่านทั้งหลายไม่ลดค่าของทองคำลง ก็จะทำให้นอนหลับไม่ลง เพราะเรายังกำหนดค่าของทองคำไว้ และก่อนที่หลับตาลงได้ขณะนอนนั้น หมายความว่า การกำหนดค่าของทองคำต้องจางลง ๆ และตัวเองก็เลิกถูกกำหนด นั่นหมายความว่า เราให้ค่าของทองคำ แล้วทองคำจะย้อนมากำหนดค่าผู้ให้กำหนดมันอีกทีหนึ่ง อาการเช่นนี้แหละคือการยึดมั่นถือมั่นด้วยอวิชชา ชีวิตที่กำลังพุ่งโผนไปในโลกย์อย่างบ้าคลั่งนั้น มันเกิดจากการที่เราเข้าไปให้ค่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด เกินความที่มันเป็นจริงตามธรรมชาติ แล้วสิ่งนั้นย้อนมากำหนดเรา จนชีวิตถูกกระตุ้นทะยานไป ระส่ำระสายผิดปกติจากธรรมชาติเดิมของมันด้วย เมื่อเทียบทองกับดินเหนียว โดยสถานะตามธรรมชาติของมันแล้ว ไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิดเดียวต่อผู้มีปัญญาทางธรรม แม้ว่าสถานะทางฟิสิกส์จะต่างกันบ้าง อันหนึ่งแข็ง อันหนึ่งอ่อน อันหนึ่งแวววาว อันหนึ่งด้าน และทั้งนี้ใช่ว่าผู้ทรงปัญญาทางธรรมจะกลับกลายเป็นผู้โง่เขลา ไม่เห็นคุณค่าสมมุติของทองคำ ที่อาจอำนวยประโยชน์ให้ แต่ท่านอาจเสวยผลของค่าสมมุตินั้น ๆ ได้ โดย ไม่ถูกกำหนดหรือโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นเลย ซึ่งอันนี้เองเป็นอิสรภาพอย่างแท้จริง แต่เมื่อมนุษย์ได้ยึดค่าของมนุษย์ ตามที่มนุษย์เข้าไปตั้งสมมุติและบัญญัติขึ้นแล้ว มนุษย์ก็หลงลืมต่อความรู้ ต่อสถานะ หรือคุณค่าอันแท้จริงตามธรรมชาตินั้นอยู่เอง กลับติดสมมุติ แล้วเร่าร้อนเพราะสมมุติ แม้เสวยผลของมันก็ยังเร่าร้อน เมื่อมันพลัดพรากหรือเปลี่ยนไป นั้นก็คือ ค่าสมมุติที่มนุษย์ได้ยึดถือ จะย้อนมากระตุ้นให้ชีวิตของผู้กำหนด ที่บัญญัตินั้นหวั่นไหว โยกโคลง ขึ้น ๆ ลง ๆ คืนที่ได้นอนบนเตียงนั้น ถ้าเรามีข่าวว่าคนจะมาปล้น ก็เป็นอันว่าไม่ต้องนอน เพราะการที่หวั่นไหว กลัวสูญเสียของรักและหวงแหนป้องกัน จนจิตใจกระสับกระส่าย แต่ถ้าเตียงนอนนั้นทำด้วยโลงผี ถ้าใครมาจี้มาขโมยก็เป็นอันว่า ไม่กังวลใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่มีค่าอะไร นี้ก็เป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่า สถานะเดิมของธรรมชาติ ก่อนที่มนุษย์จะกำหนดค่าให้มันเป็นอะไรนี้แหละ เป็นสถานะที่แท้จริง เมื่อเราได้กำหนดอะไรขึ้น สิ่งนั้นจะย้อนมากำหนด มามีบทบาทในชีวิตของเรา สถานะแต่เดิมนั้นไม่มีอาการของการถูกกระตุ้น ส่วนสถานะใหม่ที่เราไปกำหนดมันขึ้น แล้วมันย้อนมากำหนดสถานะของมนุษย์ มันมีอาการกระตุ้นขึ้น ๆ ลง ๆ  และถีบทวีค่าที่กำหนดกันและกันขึ้นตามยุคสมัย และค่านิยมร่วมสมัยนั้นด้วย สิ่งนี้แหละจะเป็นปมเงื่อนของชีวิต ที่จะทำให้เราได้กำหนดเป้าหมาย จากการเฝ้าสังเกตสิ่งนี้จากชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เป้าหมายที่เกิดจากการขบคิดในแง่ปรัชญา ที่คิดนึกเพียงอย่างเดียว

ถ้าเราจะมีปัญหาว่า เป้าหมายของชีวิตคืออะไร และถ้าเราจะเชื่อตามที่พระพุทธองค์ตรัส ก็จะมีคำตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า นิพพานคือเป้าหมาย ท่านทั้งหลายก็คงจะหัวเราะ เพราะว่ามันเป็นการพูดตามผู้รู้ท่านพูดไว้เท่านั้น แม้จะเป็นความจริงที่สุด แต่เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต จะต้องรู้สึกหรือสัมผัสหยั่งรู้ด้วยตัวของตัวเองด้วย ในวันหนึ่งวันใด ขณะหนึ่งขณะใด ที่ท่านทั้งหลายเกิดลืมที่จะกำหนดอะไร หรือกำหนดสิ่งนั้น ๆ ตามความที่มันเป็นจริงตามธรรมชาติธรรมดา รู้เท่าทันสมมุติ คือเราเห็นทองคำก็คือทองคำ ดินเหนียวก็คือดินเหนียว แต่สักครู่หนึ่ง ถ้าเราไปติดสมมุติ เราจะเห็นว่าทองคำนี้ เกินภาวะแห่งทองคำที่แท้จริง เมื่อเป็นเช่นนั้น สถานะเดิมจะถูกปลุกเขย่า หรือกลบเกลื่อน จนเป็นทุกข์ ระหกระเหิน สถานะเดิมเช่นนี้ ในโอกาสที่ได้ชิมมันขึ้น จะเกิดความเชื่อตัวเองอย่างลึกซึ้ง หรือจะเปลี่ยนแปลงชีวิตที่มูลรากของมัน คือกระทำให้ทัศนคติโลกทัศน์เปลี่ยนไป และโดยเนื้อแท้ กล่าวได้ว่า สันดานเริ่มเปลี่ยนไปในทางสูง ก็คือว่า เป้าหมายของชีวิตอันสูงสุดได้ถูกโฟกัสลงแล้ว ส่วนเป้าหมายของชีวิตที่เราจะถูกเกณฑ์ให้เชื่อนั้น ไม่อาจจะเป็นหลักค้ำประกันได้ ไม่จัดเป็นสรณะ เพราะว่าเราไม่เห็นเอง เพียงแต่ให้เชื่อ มนุษย์จึงต้องอิงสิ่งอื่น ตราบใดที่ยังเชื่ออยู่บนคำสอนของผู้อื่น ก็ไม่อาจพึ่งตนที่เป็นธรรมะได้เลย แต่ขณะใดที่มนุษย์เห็นภาวะอันสูงสุดในใจของตัวเองเช่นนี้แล้ว ความเชื่อมั่นในธรรมะคือเป้าหมาย ก็จะเกิดขึ้นและศรัทธาจะลงรากลึกต่อทางธรรมะ มิได้อิงอยู่บนบุคคลอีก เพราะได้เห็นเป้าหมาย ได้เห็นปมปัญหาที่ถูกกำหนดให้คลาดเคลื่อนจากสภาวะเดิม และเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนที่สุดแล้ว เมื่อเห็น ๓ ประการนี้ขึ้นมา เราอาจที่จะกำหนดบทบาท หรือหน้าที่ของชีวิต เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้เราจะรู้ถึงปัญหาในชีวิต ซึ่งทุก ๆ คนก็รู้ แต่ทุก ๆ ชีวิตไม่อาจที่จะปลุกเร้าชีวิต ให้พุ่งไปสู่เป้าหมายได้ เพราะเราไม่รู้เป้าหมาย หรือแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีเป้าหมายในชีวิต เมื่อเป็นเช่นนั้น มันจึงได้หลงเอาเพียงอุปกรณ์ของชีวิตว่าเป็นเป้าหมาย และทั้งหมดนี้ก็มิใช่อะไรอื่น ก็คือหลงเอาเรื่อง กาม - เกียรติ - เงิน ฯลฯ เป็นเป้าหมาย หรือคุณค่าอันสูงสุดของชีวิตอย่างน่าสงสารเวทนา แต่เมื่อเราได้เห็นเป้าหมายในตัวของตัวเองในชีวิตประจำวันนี้ ในโอกาสหนึ่งโอกาสใดที่มันเกิดขึ้นมาในลักษณะที่เกิดฟลุ้กก็ได้ หรือเกิดจากการทำสมาธิภาวนาก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแหละ ชีวิตพร้อมเสมอที่จะถูกยิงให้พุ่งโผนไปสู่ เป้าหมายที่แม้จริง คือ พระนิพพาน ไม่ใช่เพียงแต่พูดเล่นกัน หรือตีฝีปากกันเล่น ให้เป็นเพียงอาหารของสมองหรือคาดคิดโดยหลักปรัชญาเท่านั้น

สามประเด็นที่พูดมาตั้งแต่ต้นนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า ปัญหา คือความระหกระเหิน ไม่ได้ดังใจของมนุษย์ และปมแห่งปัญหาก็คือว่า มนุษย์ได้กำหนดค่าของสมมุติบัญญัติ และไม่อาจที่จะละสมมุติบัญญัตินั้น เพื่อจะไปอยู่สถานะเดิมที่เหนือบัญญัติได้ หลังจากที่มนุษย์เพียรละกิเลส จนมันรำงับลงด้วยความเพียรอุตสาหะของตัวเองแล้ว นั่นคือการเห็นเป้าหมายในชีวิต มนุษย์ก็อาจที่จะกำหนดบทบาทด้วยตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งอยู่บนเทพเจ้าใด ๆ ทั้งสิ้น ก็อาจที่จะกำหนดตัวเองว่า เราต้องกลับบ้านเดิม หมายความว่า มนุษย์ได้ถูกไล่ออกจากสวนสวรรค์ เหมือนในคัมภีร์ไบเบิ้ลของพวกคริสเตียน หรือพวกยิวได้เล่าไว้ว่า อาดัม และ อีฟ หลังจากไม่เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า คือกินผลไม้แห่งความรู้จักดี รู้จักชั่ว และเป็นเหตุให้ติดสมมุติบัญญัติ คือเรื่องดีเรื่องชั่ว อันเป็นเพียงสมมุติ ในที่สุดก็ถูกขับออกจากสวนสวรรค์ จนกว่าพระคริสต์จะมาเปิดประตูให้กลับเข้าไปกินผลไม้แห่งนิรันดรอีกทีหนึ่ง มนุษย์ถูกขัวไล่ออกจากสถานะเดิมด้วยมนุษย์เอง ด้วยกิจกรรมของมนุษย์อันเป็นสมมุติ และถูกครอบงำด้วยสมมุติ หน้าที่ของมนุษย์ก็คือการกลับเข้าไปสู่สถานะเดิม บางทีท่านทั้งหลายอาจจะแย้งว่า ถ้าเช่นนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหมด ไม่เป็นการถอยหลังเข้าคลองหรือ ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ถูกลวงด้วยภาษาเลย การที่พูดว่า กลับสู่สถานะเดิม ดู ๆ คล้ายกับการถอยหลังเข้าคลอง แต่การกลับชนิดนี้ มันเป็นเพียงภาษาพูด ไม่กระทบกระเทือนถึงสภาพจริง แม้ภาษาจะพูดว่า กลับเข้าสู่สถานะเดิม แต่เนื้อหา หมายความถึงการพุ่งไปข้างหน้า ชนิดที่มุ่งเข้าสู่อิสรภาพอย่างแท้จริง ขอให้ดูข้อมูลนี้ให้ดี ท่านทั้งหลายอาจพบกับความแปลกใจก็ได้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้ากุมารนั้นไม่กำหนัด คือไม่ยินดีในอารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี และไม่ขัดเคืองในอารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง กุมารนั้นย่อมรู้เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติตามที่เป็นจริง นี่ก็หมายความว่า คนหนุ่มหรือเด็กทุกคน อาจจะบรรลุถึงเป้าหมายในชีวิตอย่างฉับพลัน ถ้าหากว่าเขาจะทำให้เกิดความรู้ที่จะละความยินดีในอารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี คือไม่มัวเมา และไม่เกิดปฏิฆะ ขัดอกขัดใจในอารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย ข้อนี้หมายความว่า สถานะเดิมของมนุษย์แต่เดิมบริสุทธิ์ผ่องแผ้วอยู่เองแล้ว ครั้นต่อมามนุษย์ไปยินดียินร้ายขึ้นมาในอารมณ์ต่าง ๆ เนื่องแต่ติดสมมุติบัญญัติ หลงลืมจากความรู้อันสูงสุด คือความรู้ที่แนบเนื่องเป็นเนื้อหาเดียวกันกับสถานะเดิมแห่งชีวิตที่ผ่องแผ้วนั่นเอง เป็นเหตุให้มนุษย์ระหกระเหิน เป็นทุกข์ เร่าร้อน เมื่อมนุษย์ได้กระทำให้ตัวเอง ค่อย ๆ ระงับความยินดียินร้ายลง มนุษย์ก็จะพบกับคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต คือคุณค่าที่เหนือยินดียินร้าย และผลก็คืออิสรภาพที่แท้จริง และนี่มิใช่หรือ ที่เป็นที่สุดของปัญหาหรือเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต

ขอให้อาตมภาพเลื่อนมาถึง สิ่งที่เรียกว่า บทบาทและหน้าที่ของชีวิต เพื่อบรรลุถึงเป้าหมาย คืออิสรภาพอันถาวรและเด็ดขาด การแสวงหาของมนุษย์ จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเงื่อนไขอย่างใหญ่หลวง จริงอยู่มนุษย์จำเป็นที่จะต้องแสวงหา แต่มนุษย์ที่ไม่รู้จักเงื่อนไขของการแสวงหา เขาจะพบกับความระหกระเหินของชีวิต การแสวงหาที่แท้จริงนั้น มนุษย์จะต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจน ว่าแค่ไหน เท่าไร และอย่างไร เพื่อที่มนุษย์จะไม่พลาดจากเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ก็คือว่า การแสวงหาจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขของธรรมชาติ เช่น การเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย หรืออย่างน้อยที่สุด คือ เงื่อนไขของอายุ ว่าชีวิตจะต้องล่วงลับอีก เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจะแสวงหาแต่พอดิบพอดี ไม่เกินกว่าเงื่อนไขที่ธรรมชาติอำนวยให้ การแสดงหาที่พอดิบพอดีภายใต้เงื่อนไขนั้น เรียกการแสวงหาชนิดนี้แหละว่า การแสวงหาโดยสันโดษ ในขณะแสวงหา - แสวงผล และในเมื่อสิ่งที่ถูกแสงหาแปรเปลี่ยนไป มนุษย์จำเป็นต้องมีความพออกพอใจ อิ่มใจ ทุกขั้นทุกตอนตามที่เงื่อนไขอำนวยให้ มิใช่แสวงหาอยู่บนความเคลิบเคลิ้ม หรือความฝันหวานของชีวิต แม้เราจะเรียกการแสวงหาชนิดนั้นว่า การแสวงหาด้วยอุดมคติก็ตาม แต่อุดมคติที่ปราศจากความพอใจ อิ่มใจ ตามขั้นตอนแล้ว ย่อมเป็นความปั่นป่วนและกระตุ้นให้ชีวิตสับสนอยู่เท่าเดิม เหมือนกับผู้ไร้อุดมคติ มนุษย์ต้องแสวงหาภายใต้เงื่อนไขของธรรมชาติคือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือเงื่อนไขของชีวิตที่ขึ้นอยู่กับอายุ เดี๋ยวนี้ เมื่อมนุษย์ได้หลงลืมว่า อายุมีเพียง ๕๐ หรือ ๖๐ นี้ ไม่ได้คิดถึงอายุที่ล่วงลับไปเพราะอุบัติเหตุ มนุษย์จึงแสวงหาอย่างเอาเป็นเอาตาย เอาชีวิตเข้าแลก ดูประหนึ่งว่า เขาจะแสวงหาเพื่อจะอยู่สัก ๓๐๐ หรือ ๔๐๐ ปี ในที่สุดมนุษย์ก็แสวงหาอุปกรณ์ของชีวิตมากมาย ท่วมท้น และเขาได้พลาดจากสาระ หรือเป้าหมายของชีวิต เช่น เขามีเงินท่วมธนาคาร หรือมีเงินมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่เขาไม่อาจช่วยชีวิตจิตใจให้พ้นจากความทุกข์ หรือกระสับกระส่ายได้เลย หากเขายังไม่ย้อนมาตั้งต้นแสวงหาสันติด้วยความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นบทบาทหรือมรรคาในชีวิตอย่างแท้จริง

การแสวงหาในประเภทแรกที่เอาขึ้นมาพูดนี้ เป็นบทบาทของชีวิตที่จะแสวงหาวัตถุปัจจัยเอหล่อเลี้ยงชีวิตทางกายภาพ หรือแสวงหาสถานะในสังคม เช่น เกียรติยศ อันเป็นฐานกำลังที่จะให้ได้มาซึ่งวัตถุปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตทางกายภาพอีกนั่นเอง ส่วนหน้าที่ของชีวิต ซึ่งไม่ใช่เพียงบทบาท หน้าที่ของมนุษย์นั้นมีเพียงหน้าที่เดียว ไม่ใช่หน้าที่สอนหนังสือ ไม่ใช่หน้าที่แสวงหาเงิน ไม่ใช่หน้าที่แสวงหาเกียรติ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงบทบาท ที่จะดำเนินให้เป็นไปตามเงื่อนไขต่าง ๆ ในชีวิตในสังคมเท่านั้น แต่มนุษย์มีหน้าที่ประการเดียว การกระทำความดับทุกข์ให้แจ่มแจ้ง เราจะเรียกว่าหน้าที่ของมนุษย์มีแระการเดียว นั่นคือแสวงหาพระนิพพานเท่านั้น เพราะเป็นที่สุด ประเสริฐสุด เป็นอิสรภาพอันถาวร และสิ้นเชิง บรรพบุรุษของเราได้มีสิ่งนี้แหละเชติช่วงอยู่ในจิตวิญญาณของท่านต่างว่าเขาจะเขียนภาพจิตกรรมฝาผนังที่โบสถ์สักแห่งหนึ่ง เขาจะเขียนอุทิศว่า ขอให้การกระทำบุญครั้งนี้เป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพาน นิพฺพานํ ปจฺจโย โหตุ อนาคเต กาเล ทุกแห่งหนเราจะได้ยินตั้งแต่การกรวดน้ำทำบุญอุทิศทุก ๆ ครั้ง ในการกระทำพิธีกรรม เขาจะมุ่งถึงสิ่งสำคัญที่สุดอันเป็นแก่นสารและสระของชีวิต จะต้องถือเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เป็นกิจที่ละเลยไม่ได้ ผู้ใดละเลยต่อการแสวงหาการดับทุกข์ ผู้นั้นต้องทำความเบียดเบียนให้เกิดขึ้นในสังคมโดยแน่แท้

ถ้าว่ามนุษย์ได้มีทั้งบทบาทและหน้าที่ มนุษย์ผู้นั้นจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทีละน้อย ๆ จนสมบูรณ์ที่สุด สิ่งที่เรียกว่าบทบาทคือ เครื่องกำหนดสภาวะในสังคม หรือสถานภาพของชีวิตในสังคม หรือชีวิตที่ควรจะกระทำ แต่สิ่งที่ต้องกระทำนั้นก็คือหน้าที่ เพราะมันเป็นเครื่องกระตุ้นให้ถึงซึ่งอิสรภาพ สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของมนุษย์หรือเป้าหมายของมนุษย์นั้น จะต้องอยู่ที่อิสรภาพโดยแน่แท้ ไม่มีใครอาจที่จะเถียงได้เลย แต่มีแง่หรือเงื่อนที่ว่าอิสรภาพที่แท้จริงนั้นคืออะไรกัน เพราะท่านทั้งหลายอาจจะเคลิบเคลิ้มว่า อิสรภาพคือการมีเงินมาก ที่จะเอามาทำอะไรได้ตามใจชอบ จะกินเมื่อไหร่ก็ได้ จะเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ อิสรภาพเช่นนั้นเป็นอิสรภาพจอมปลอม เพราะว่าไม่เท่าไหร่ อิสรภาพที่เรายิ้มหวัวอยู่นั้น จะหลาบเป็นทำความโศกเศร้าให้เราอีกในไม่ช้านัก สิ่งไหนที่เราเศร้าโศกในวันนี้ สิ่งใดที่เราคร่ำครวญ โศกเศร้าตีอกชกหัวในวันนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดีเถอะว่า สิ่งนั้นแหละ ครั้งหนึ่งเราเคยหัวเราะกับมันมาแล้ว เราเคยชื่นชม ยิ้มแย้ม แล้วลืมตัว ความสุขนั้นโดยตัวของมันเองไม่มีปัญหาอะไร แต่ตัวมันเองจะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขค่าแห่งความทุกข์ ขณะที่เรากำลังเสวยรสแห่งกามารมณ์ ทางลิ้นก็ดี ทางตาก็ดีนั้น กามารมณ์หรือความสุขที่เกิดจากการได้ดังใจปรารถนานั้น ตัวมันเองยังไม่มีปัญหา เมื่อเรากินอาหารอร่อย เราไม่เห็นจะต้องเป็นทุกข์อะไร เมื่อเรานอนสบาย เราก็ไม่เห็นจะต้องเป็นทุกข์อะไร เมื่อเรานอนสบาย เราก็ไม่เห็นจะต้องเป็นทุกข์อะไร เมื่อเราขี่รถคันหรู ๆ เราไม่เห็นจะต้องเป็นทุกข์อะไร แต่ความสุขชนิดนี้ มันเป็นตัวเงื่อนไข กำหนดความทุกข์ เมื่อความสุขมันกลายเป็นความพลัดพรากหรือจางลง นี้เป็นสิ่งที่ผู้ไม่ประมาทต้องคำนึงถึง อาหารที่เรากินอร่อยอยู่วันนี้ อย่างชนิดที่เราพอใจอยู่ที่สุด เมื่อกินไปนานวัน มันอาจจะกลับกลายเป็นความทนทรมาน รสอร่อยของอาหารโดยตัวของมันเองนั้นไม่มีโทษอะไร แต่การที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับรสอร่อย โดยปราศจากความรู้ว่า มันไม่เที่ยง นั่นแหละเป็นตัวปัญหา ความสุขและควมทุกข์ไม่ใช่ของสองสิ่งที่แยกกันได้เหมือนแสงสว่างหรือความมืด หรือวันกับคืน รวมไปถึงความดีกับความชั่ว แต่ความดีและความชั่ว ความสุขและความทุกข์ แสงสว่างและความมืด เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขซึ่งกันและกัน หมายความว่า ถ้าไม่มีแสงสว่าง ความมืดไม่อาจจะถูกขนานชื่อว่าเป็นความมืดได้ เราไม่อาจเรียกสิ่งนั้นว่าความมืด ถ้าไม่เคยมีแสงสว่าง ถ้าไม่มีความสุข เราไม่อาจเรียกรสอื่นอีกอันหนึ่งว่าความทุกข์ได้ เมื่อท่านทั้งหลายนั่งสบายบนเก้าอี้ที่นิ่มนวล ถ้าให้นั่งสัก ๔ ชั่วโมง อาการสบายนั้น จะกลายเป็นความทุกข์ทรมานขึ้นมา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเรียกว่าสุขและทุกข์นั้นเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้น และสลับกันไปตามเหตุปัจจัย และผูกพันอยู่กับกาละ มันเป็นของควบคู่กันไป ปละเป็นเพียงสภาพตามธรรมชาติ คำว่าสภาพตามธรรมชาติในที่นี้อย่าเข้าใจว่าเป็นสภาพทางวัตถุ แต่มันเป็นสภาพที่เรียกว่า เจตสิก คือเกิดความรู้สึกสุขขึ้น ครู่เดียวมันกลายเป็นทุกข์ เมื่อกลายเป็นทุกข์ อักสักครู่มันก็กลายเป็นสุข สำหรับผู้ที่ฝึกฝนสมาธิ จะเห็นสิ่งนี้กลับไปกลับมาเหมือนพยับแดด ที่เดี๋ยวสว่าง เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง เดี๋ยวมืด ทีแรกนั่งใหม่ ๆ เกิดความทุกข์กระวับกระส่าย  ประเดี๋ยวเกิดโล่งโถงสบาย แล้วประเดี๋ยวก็เป็นทุกข์อีก ประเดี๋ยวก็โล่งโถงอีก ท่านทั้งหลายนั่งนาน ๆ ก็เป็นทุกข์ ประเดี๋ยวก็สบายขึ้น พอสบายสักพักหนึ่ง เดี๋ยวก็เบื่อ เดี๋ยวก็เป็นทุกข์ และเดี๋ยวก็สุขอีก สุขและทุกข์ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่เข้ามากำหนดชีวิต ให้ได้เรียนรู้ถึงเหตุปัจจัยที่ผูกพันอยู่กับกาละ เพื่อจะให้มีปัญญาอยู่เหนือมัน นั่นก็คือการปล่อยวาง ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีใจและเสียใจนั่นเอง แต่ผู้ที่ประสงค์สุขโดยถ่ายเดียว ผู้นั้นจะมีปัญหาในชีวิตไม่รู้จักจบ เพราะปิดวงล้อมตัวเองให้เสวยแต่สุข เสพเสวยแต่ความสุข จนเกิดอาการเสพติด ชินที่จะให้ความสุขอยู่ตายตัว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และพร้อมกันนั้น เป็นเงื่อนไขที่ให้เราผลักไล่ไสส่งความทุกข์ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การแสวงหาความรู้เพียงเพื่อเป็นฐานกำลังของการตะกละตะกรามความสุข ความรู้ชนิดนั้นไม่อาจเทียบกับการแสวงหาความรู้ในการปลดปล่อยให้ชีวิตพ้นจากภาระที่ต้องทนแบกทั้งสุขและทุกข์

ต่อเมื่อได้รู้เงื่อนไขของชีวิตถูกต้อง ชัดเจนขึ้นแล้ว การแสวงหาความรู้อย่างโลกย์ ๆ ก็เป็นเพียงบทบาท หรือเป็นอุปกรณ์ที่จะหาวัตถุปัจจัย หรือสถานะในสังคมเท่านั้น ส่วนหน้าที่ที่แท้จริงของมนุษย์ จะต้องมุ่งเข้าไปสู่ชัยชนะเหนือชีวิต ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ ถ้าสมมติว่าท่านทั้งหลาย มีความรู้มากขึ้นทุกวัน ๆ แต่ค่อย ๆ พ่ายแพ้ต่ออารมณ์ขึ้นทุกวัน ค่อย ๆ ทนเพื่อนมนุษย์ไม่ได้ ค่อย ๆ อภัยให้ใครไม่ได้ ถ้าเช่นนี้ท่านพ่ายแพ้แล้ว แม้โดยรูปแบบเราอาจจะเรียกว่าเป็นผู้กำลังชนะ แต่ผู้ชนะที่แท้จริงก็คือผู้ที่พิชิตชีวิตของเขาได้ ไม่ตกเป็นทาสของสุขและทุกข์ นอกจากไม่ตกเป็นทาสของสุขและทุกข์แล้ว ยังมีอิสระ หรือเป็นนายเหนือสุขและทุกข์ และบุคคลเช่นนั้นแหละ จึงอาจเสวยสุขได้อย่างอิสระและพอดี นี่ก็หมายความว่า มนุษย์กำหนดบทบาทและหน้าที่ของตัว เพื่อที่จะเสวยคุณค่าของชีวิตตามเงื่อนไขของธรรมชาติ คือความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เสวยคุณค่าของชีวิตโดยความไม่รู้ ถ้าเป็นเช่นนั้น แทนที่จะได้เสวยรสของชีวิต ชีวิตมันจะเสวยเอา คือมันจะทำให้ย่อยยับไปทั้งชีวิต ไม่ใช่กินชีวิต แต่ถูกชีวิตมันเคี้ยวกินเอา ถ้าเราจะพบคนที่มีความรู้สูงสุดในสังคม ที่มีชื่อเสียง เป็นวีรบุรุษทางวิชาการ และหากว่าไม่ช้าไม่นานเข้า ก็คว้าปืนมาจ่อยิงขมับของตัวเอง ด้วยเรื่องใดก็ตาม ถ้าเช่นนั้นความรู้นั้น พิสูจน์แล้วว่า ไม่อาจที่จะช่วยชีวิต ไม่อาจที่จะช่วยยกชีวิตของเขาให้พ้นจากสัญชาตญาณแห่งการประทุษร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น การศึกษาของมนุษย์จำเป็นต้องให้คำนิยามใหม่ จำเป็นเหลือเกินที่เราจะให้คำนิยามให้ชัดเจน เพื่อการปลุกเร้ามนุษย์ให้แสวงหาคุณเพื่อพิชิตชีวิต และพร้อมหันนั้น เพื่อที่กระจายความรู้นั้น ๆ ไปสู่สังคม ไม่ใช่แสวงหาเพื่อตัวเอง ด้วยความเห็นแก่ตัว การศึกษาต้องเป็นการปลุกเร้าให้แสวงหา คุณ อันสูงสุด คือความดับทุกข์สิ้นเชิง แต่นักวิชาการทั้งหลายคงจะไม่ในใจในคำกล่าวเช่นนี้ เขาไปให้คำนิยามของการศึกษาว่า เป็นการงอกงามอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ยังไม่ได้มีเป้าหมายว่างอกงามไปข้างไหนกันแน่ การศึกษาจึงทำให้เยาวชนของเราทั้งรุนแรงและเฉื่อยชา ในตอนต้นนั้น ได้กล่าวแล้วว่า ความซ้ำซากจำเจนั้น มันสลับกับความรุนแรง เด็กหนุ่มสาวของเรา รู้สึกเบื่อหน่ายสังคม และเหนื่อยหน่ายต่อชีวิต เพราะการศึกษาไม่ได้ให้คำตอบแก่เขาว่าเกิดมาทั้งทีนี้ มันมีความหมายและคุณค่ากันตรงไหน อีกกลุ่มหนึ่งจะรุนแรง เพราะการให้คำนิยามผิด ๆ แก่การศึกษา การศึกษาที่แท้จริง ต้องหมายถึงการปลุกเร้าให้แสวงหาคุณที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปทุกที ๆ เขาสรรเสริญพระพุทธองค์ว่า พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระองค์ท่านตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอจงสันโดษในปัจจัยสี่เถิด แต่อย่าสันโดษในกุศลธรรมเลย พระพุทธเจ้าสอนให้เราทั้งหลายไม่สันโดษ แต่ให้ปลุกเร้าตัวเองให้พุ่งไปสู่คุณธรรมเบื้องสูง การศึกษาหรือผู้ที่จะให้การศึกษานั้น จะต้งอคัดบุคคลหรือสั่งสอนในระบบที่จะให้เกิดการปลุกเร้า ไม่ให้หยุดในการแสวงหาคุณธรรม ไม่ใช่แสวงหาแต่ความรู้ คำว่า คุณธรรม นั้นไม่ได้หมายถึงความรู้ และความรู้นั้นเป็นของนิดเดียวของคุณธรรม และค่อนข้างจะนิดเดียวเสียเหลือเกิน จะพบความจริงว่า คนที่มีคุณธรรมบางคนนั้น อาจจะไม่มีความรู้ แต่เขาอาจจะกุมบังเหียนของชุมชนใหญ่ ได้ ดังที่บรรพชิตในสมัยก่อนในสังคมของเราที่เคยบรรลุถึงคุณค่าอันสูงสุด บรรพชิตเป็นดั่งแม่วัวที่คั่งไปด้วยน้ำนม ประชาชน ลูกศิษย์ สิทธิวิหาริก อันเตวาสิก ทายก ทายิกาเหล่านั้นเหมือนลูกวัวที่แวดล้อม ดื่มน้ำนมคือธรรมรสจากท่านอยู่ ทุก ๆ ตระกูลจะมีบรรพชิตที่คารพอยู่องค์หนึ่ง เมื่อผัวกับเมียทะเลาะกัน จะไปหาอุปัชฌาย์ เมื่อสมัยตัวเองเคยบวชเรียน ให้อุปัชฌาย์ช่วยตัดสิน ช่วยตักเตือน เราจะพบความจริงว่า พระภิกษุเหล่านั้น อาจจะไม่มีความรู้เท่าฆราวาส แต่ฆราวาสเหล่านั้นเลื่อมใสสุดจิตสุดใจ เพราะท่านมีคุณธรรม ความรู้จำเป็นที่ต้องผนวกกับความรัก คือ เมตตา กรุณา เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นจะได้อำนาจที่แท้จริง อาตมาขอย้ำว่า สิ่งสามประการนี้จำเป็นที่สุด ประการแรกคือความรู้ รวมทั้งความรู้ในทางโลก ทางวิชาการ และโดยเฉพาะความรู้ในเรื่องราวของชีวิต แต่ความรู้อย่างเดียวไม่อาจที่จะบำเพ็ญประโยชน์ให้ใครได้ หากเขาปราศจากความรักเมตตาปราณีต่อเพื่อมนุษย์ แต่ว่าความรู้สูงสุดแท้จริงนั้นและ อาจทำให้เกิดความกรุณาขึ้นแท้จริงเหมือนกัน แต่ในช่วงที่ความรู้อันสูงสุดยังไม่เกิด จำเป็นต้องแสวงหาความกรุณาเข้ามาสมทบ เมื่อมีความรู้และมีความรัก สิ่งนี้เขาเรียกว่าคุณธรรม แต่ว่าทั้งความรู้และความรัก ถ้าปราศจากอำนาจ ความรู้และความรักนั้น ไม่อาจทำอะไรที่กว้างขวางได้ เพราะฉะนั้น เมื่อความรู้ ความรัก และอำนาจมาพบกันทั้ง ๓ ประการแล้ว ความเป็นผู้นำชุมชน หรือคุณธรรมอันใหญ่หลวงจะเกิดขึ้น อำนาจกับความรู้ ถ้าพบกันโดยปราศจากความรัก จะนำไปสู่วิกฤติการณ์อย่างง่ายดายที่สุด ความรู้และอำนาจบวกกับตัณหา จะทำให้โลกล้ม เดือดร้อน พังพินาศอย่างเร็ววัน แต่ความรู้ถ้าได้พบกับความรัก แม้ปราศจากอำนาจก็ยังปลอดภัย ถ้าความรักพบอำนาจ แม้จะเกิดผลดีบ้าง แต่เป็นสิ่งที่อ่อนไหวเกินไป ก็อาจจะช่วยผู้อื่นได้ แต่หากการช่วยนั้นผิดแม้ด้วยอำนาจแห่งความรัก แต่ปราศจากความรู้ ก็อาจเกิดอันตราย เพราะความที่ปราศจากความรู้ต่อเป้าหมาย หรือคุณค่าของชีวิตนั่นเอง ต้องความรู้ความรัก และอำนาจ เกิดคุณค่าขึ้นในสังคมทั้งส่วนตนและท่าน

อาตมาขอเลื่อนมาถึงสิ่งที่เรียกว่า เป้าหมายและเครื่องมือ ทีแรกสุด เราพูดกันถึงปัญหาของชีวิต และปมปัญหาของชีวิต ต่อมาเราพูดถึงเป้าหมาย หรือที่สุดแห่งปัญหาในชีวิตประจำวัน แม้ว่าเรายังไม่ใช่พระอรหันต์ และเรายังไม่มีคุณธรรมอันสูงสุด แต่เราได้เฝ้าสังเกต ใคร่ครวญลงไปแล้ว เห็นด้วยตัวของตัวเองแล้วถึงเป้าหมายของชีวิต เมื่อได้กำหนดสิ่งนั้นแล้ว เราก็อาจกำหนดบทบาทและหน้าที่ไม่ให้พลาดจากเป้าหมายอย่างชัดเจน เราอาจจะวนอยู่ในท่ามกลางความเป็นไปของชีวิต คือไปเนิ่นช้าอยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดในท่ามกลางเสียนานเกินควร จนกระทั่งไม่อาจที่จะจับฉวยเอาผลประโยชน์อันสูงสุดของชีวิตได้ทันกาล อย่างไรก็ดี ยังมีเรื่องสำคัญในชีวิต ที่เราต้องพิจารณาให้ดี ก็คือว่า ในเรื่องราวของชีวิตนั้น ยังมีเงื่อนไขที่สำคัญอีกเปลาะหนึ่ง คืออุบัติเหตุ เราไม่อาจที่จะบงการชีวิตของเราให้ได้ตามปรารถนา หรือแม้แต่หวังให้ค่อย ๆ ตายไปตามธรรมชาติ เช่นหวังว่าให้มีอายุ ๖๐ ปี แล้วล่วงลับไป เราอาจจะตายไปพรุ่งนี้หรือเมื่อไรก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น การลงทุนย่างใหญ่หลวงในการแสวงหาทรัพย์ เกียรติ หรือเงิน มิได้เป็นการสูญเปล่าไปละหรือ เช่น ต่างว่า เราคิดว่า เราทุ่มชีวิตหาเงินสัก ๒๐ ปี ลงทุนใหญ่หลวงแล้พรุ่งนี้เราเกิดตาย นั่นแสดงว่า เราได้กำหนดอุปกรณ์ หรือเครื่องมือไว้ช่วงหนึ่ง เพื่อหวังที่จะบริโภค หรือตะกละตะกรามในผลอีกช่วงหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่มีหลักประกันอะไรที่จะประกันได้ว่า เราจะไม่เป็นบุคคลล้มละลานในการลงทุนของชีวิต แต่เราจะต้องกำหนดให้เครื่องมือและเป้าหมาย เกิดขึ้นควบคู่กันไปในขณะเดียวกัน ยกตัวอย่างว่า คน ๆ หนึ่งเขาจะหัดเล่นดนตรีไทย จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องบรรลุถึงเป้าหมาย ในขณะที่หยิบเครื่องมือขึ้นมาเล่น ก็คือต้องรู้สึกบรรลุถึงผล คือความสบายอกสบายใจ แล้วก็เล่นไป หัดไปด้วย หรือ ท่านเป็นครูบาอาจารย์จะสอนหนังสือเด็ก พอได้จับชอล์กขึ้นหน้ากระดาน ต้องรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจ บรรลุถึงผลไม่ใช่ว่าจะลงทุนสอนเอง เพื่อจะได้เงินมา จริงอยู่ เงินก็เป็นเครื่องมืออำนวยความสุข แต่ถ้าพรุ่งนี้ชิงตายเสีย ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ความสุข แม้เราหวังว่า สิ้นเดือนเราได้ขึ้นตำแหน่ง หรือเงินเดือนขึ้นอีกก็ตาม เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้เรื่องเงื่อนไขของชีวิตอย่างชัดเจนและไม่ประมาทนั้น เขาจะทำให้เครื่องมือกับเป้าหมายควบคู่กันไป เป็นอย่างน้อย ทันทีที่จับงานขึ้นมาทำ นั่นก็คือ ทันทีจะต้องรื่นเริงบันเทิง ผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่เช่นนี้เขาพร้อมแล้วที่จะตาย เพราะไม่มีอะไรที่ยังไม่ได้เสวย เพราะผลกำลังได้เสวยในการได้กระทำนั้นแล้ว เปรียบประดุจผึ้ง ที่ทั้ง ๆ ที่ดอกไม้กำลังสั่นไหวในสายลม ตัวเองก็กำลังบินอยู่ในกระแสลม พร้อมกันนั้นก็จิ้มหัวลงไปดูดน้ำหวานทีละครั้ง ๆ เสมอไป เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเกิดหลักประกันชีวิตที่แน่นอนขึ้นมา ก็คือเครื่องมือและเป้าหมายต้องเป็นสิ่งเดียวกัน หรือแนบเนื่องกันเป็นอย่างน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ชีวิตจะวิวัฒนาการไปอย่างถูกต้อง คือไร้กังวล แน่ในใจตัวเองพร้อมเสมอที่จะตาย ถ้าไม่ตาย ก็ยังมีโอกาสที่จะได้เสวยผลรวบยอด อันสูงสุดของชีวิต

ในที่สุดอาตมาขอมาถึงบทสรุปว่า ที่เราพูดกันแต่ต้นว่า ชีวิตนี้มีปัญหาและปัญหามันมีปมของมัน ปมปัญหาของชีวิต เป้าหมายหรือที่สุดแห่งปัญหา รวมทั้งบทบาทและหน้าที่นั้น ที่จริงคือเรื่องราวของอริยสัจสี่ ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นั่นเอง สิ่งที่เรียกว่าปัญหาของชีวิต คือทุกข์ ความทุกข์นี้มนุษย์จำเป็นต้องยอมรับ แต่ไม่ใช่ยอมเป็นจำเลย แต่ว่าถ้าใครไม่ยอมเป็นจำเลย ก็ไม่มีทางที่จะสู้คดีในชีวิตนี้ได้ และคนทั่วไปก็มักจะสะเพร่าในทางที่จะกลบเกลื่อนความเป็นจำเลย จะพยายามตีความหมายให้ชีวิตเป็นความชื่นชมรื่นเริง และในที่สุด เขาก็ถูกพิพากษาจากกฎของอนิจจังให้ถูกขังคุกมืด เพราะเขาละเลยและหมิ่นประมาทต่อศาลอันเปรียบด้วยพระธรรม เหมือนที่ได้กล่าวแล้วว่า สิ่งที่เราหัวเราชื่นชมนั้นแหละ ทำให้เราต้องร้องไห้ด้วย เขาคร่ำครวญน้ำตาไหลพรากวันนี้ นึกให้ดีเถิด คราวหนึ่ง เราเริงร่าลืมตัวกับมัน หากว่าเรากำหนดชีวิตในแง่ของความเป็นจำเลย แต่ไม่ใช่จำยอม และก็เพื่อมิใช่ยอมจำนนด้วย เมื่อตั้งต้นด้วยภาพพจน์ของความทุกข์ และก็หาเงื่อนของมัน คือ สมุฏฐาน จนพบปมของมันซึ่งอยู่ที่ว่า เรากำลังรณรงค์อยู่กับธรรมชาติ คืออยากจะให้ทุกสิ่งได้ดั่งใจเรา เมื่อประสบการณ์มันสูงขึ้น ๆ จนเห็นว่าไม่มีอะไรได้ดังใจ เมื่อนั้นแหละจะเกิดการปล่อยวางที่ถูกต้อง และเมื่อนั้นเราจะพูดได้ว่า คราวนี้แหละจึงสมใจ ไม่ใช่สมใจเรา แต่ก็คือถูกต้องตามธรรมชาติต้องการ ไม่ใช่ถูกใจ ความรู้เท่านั้นที่ทำให้มนุษย์กระทำต่อชีวิตอย่างถูกต้อง ตัณหาไม่อาจเป็นเครื่องทำให้ถูกต้องได้ มันมักเรียกหาแต่ความถูกใจ และความถูกใจนั้นเอง เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เจ็บใจ ถ้ารักลูก อยากให้ลูกถูกใจ และมันไม่เคยถูกใจสักทีหนึ่ง แล้วก็เจ็บใจ ความสุขและความทุกข์คือ เขี้ยวสองอันของชีวิต เมื่อที่มนุษย์ยังไม่รู้จักมัน มันก็ขบกัดเอา แต่เมื่อมนุษย์รู้จักแล้ว มันกลับกลายเป็นฤดูกาลของชีวิต ที่จะเข้ามาแผดเผา เข้ามากล่อมเกลาให้ชีวิตพุ่งโผนไปสู่คุณค่าเบื้องสูงขึ้นไปอีก เป้าหมายของชีวิตนั้น เราต้องกำหนดไว้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเรากำหนดความหมายแห่งชีวิตครบขึ้นมาอย่างนี้แล้ว ชีวิตก็ถูกผลักดันไปสู่เบื้องสูง อย่างชนิดมีหลักประกัน ไม่ให้พลาดจากเป้าหมายอันสูงสุด และไม่ให้พลาดจากคุณค่า ในขณะที่ลงมือทำงาน และในขณะที่แสวงหาเครื่องมือนั้น ก็ได้บรรลุถึงเป้าหมายเสร็จสิ้นแล้วไปในตัว และรางวัลสุดท้ายคือ ลุถึงซึ่งสันติอันเด็ดขาดสิ้นเชิงและถาวรได้ด้วย

ในที่สุดนี้ อาตมภาพได้มาถึงที่สุดแห่งการบรรยาย เรื่อง ความหมายแห่งชีวิต ขออำนวยพรให้ท่านทั้งหลาย จงประสบสันติสุขในใจของท่าน ตั้งแต่วันนี้ทุก ๆ ค่ำคืน ทุก ๆ วัน ขอให้งอกงามในทางธรรม จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ