#echo banner="" รูป ในขันธ์ 5

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

รูป ในขันธ์ 5

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005871 - โดยคุณ 0009 [ 2 ส.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 17 : (0009)

ขอเรียนถามคุณหมอครับผมเคยได้อ่าน ฟังครูบาอาจารย์แนวหลวงพ่อเทียนท่านกล่าวว่า รูป ในขันธ์ 5ไม่ใช่รูปร่างกาย  เป็นรูปในความคิด  หรือที่เรียกว่า นามรูป  ส่วนรูปร่างกายท่านบอกว่าเป็นรูปธาตุ  คุณหมอกรุณาอธิบายให้ฟังด้วยครับ

จากคุณ : 0009 [ 2 ส.ค. 2545]  

 

ความคิดเห็นที่ 18 : (กำพล2)

คือผมขออนุญาตอธิบายกว้างนะครับเพราะสภาวธรรมนั้นต้องเห็นเอง   แล้วจึงร้อง.. อ้อ..  

รูปนาม  - นามรูป  เป็นบัญญัติ  เพื่อการสื่อสารให้กันรู้เรื่อง    พอจะพูดได้  สองอย่างคือ คำอธิบายเพื่อความเข้าใจ   ขันธ์  5  คือรูป 1   นาม  4: นาม  4 นั้นคือ  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ     ความคิดที่ปรากฏออกมาจะถือว่าเป็นผลการทำงานของขันธ์  4  การไม่รู้เท่าทันความคิดจะว่ารู้ไม่เท่าทันจิตใจตนเองก็ว่าได้   การเจริญสติปัฏฐาน  4  ผมเข้าใจว่าถ้ารู้ไม่เท่าทันความคิดก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่เราจะรู้จักขันธ์  4  อย่างแท้จริง   การปล่อยวางหรือการไถ่ถอนอุปาทานในขันธ์ ย่อมเกิดไม่ได้   เพราะตัวอุปาทานในขันธ์ 5เป็นตัวทุกข์  ความคิดที่ปรากฏออกมาคล้ายกระจกสะท้อนเงาของจิตใจได้เป็นอย่างดี  จิตใจมีกิเลส  ตัณหา  อุปาทานชนิดใด  มากน้อยขนาดไหน เรารู้ได้จากการแสดงออกมาทางความคิด  ปัญหาไม่อยู่ตรงนั้น  ปัญหาของเราคือรู้ไม่ทันความคิดแล้วถูกความคิดปรุงเอาซะเปื่อย    ความคิดคล้ายเป็นการเกิดที่เรียกว่าการเกิดแบบผุดขึ้น  หรือโอปปาติก  คืออย่างสำเร็จรูป   หายก็หายวับ  ไม่เหลือซากให้เห็น

การหยั่งรู้ความคิดต้องเป็นการหยั่งรู้ที่เป็นกลางอย่างแท้จริง  เราจึงจะสัมผัสรู้ได้ถึงเบื้องหลังที่เกิดของความคิดที่ปรากฏว่ามาจากอะไรมีความปนเปื้อน  หรือบริสุทธิ์มากน้อยประการใด  เท่าที่ผมรู้คือรู้อย่างรู้สึกตัว

ในมุมมองของสภาวะธรรม  การรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง  ย่อมมีของ  2  สิ่งเกิดขึ้นเสมอ  คือสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่ารูป   และสิ่งที่เข้าไปรู้รูปนั้นเรียกว่านาม   ท่านกล่าวว่าวิปัสสนาต้องปฏิบัติที่รูปและนามนี้ตั้งแต่ต้น  จนถึงที่สุด  ดังนั้นเราต้องรู้จักว่ารูป  นามคืออะไร  การรู้ในที่นี้ไม่ใช่คิดเอา  เป็นการเห็น  เห็นธรรมชาติ  2  อย่างทีทำงานพร้อมๆกัน  รูปกับนามต้องเล่นลิเกวงเดียวกัน  แต่เราเห็นไหม  ว่ามันไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันรูปคือสิ่งที่ถูกรู้   ดังนั้นสิ่งที่ปรากฏโดยอาศัยทางเข้าคือทางตา  หู  จมูก ฯ  เราจะรู้ถึงสิ่งปรากฏนั้นได้ก็ต่อเมื่อมันไปปรากฏที่มโนทวาร   (ตา  หู  จมูกฯนั้นทำหน้าที่แค่ทางผ่านหรือทวารเท่านั้น)  การเฝ้าดูของจิต(เป็นเอง)ที่มโนทวาร (ซึ่งแต่ละคนจะกำหนดรู้ได้เองว่าอยู่ตรงไหน)  จึงเหนื่อยน้อย  และตรงเป้า  กว่าการที่ต้องคอยเฝ้าระวังที่ตา  หูฯ(คล้ายดังเรื่องเล่าเทคนิคการจับเหี้ยที่อาศัยอยู่ในจอมปลวก ที่มีทางเข้า  ออก  6  ทาง)

เมื่อเราเจริญสติไปเรื่อย ๆ ระยะหนึ่ง เราจะสามารถพบเห็นสิ่งที่ครูบาอาจารย์พูดถึงได้ ตาเห็น  ภาพ = รูป  หูได้ยิน  เสียง = รูป   จมูกได้   กลิ่น =  รูป  ลิ้นรับ  รส = รูป      กาย  สัมผัส  = รูป  ความนึก  คิ ด= รูป  เราจะเห็นนามคือรู้ถึงธรรมชาติอันหนึ่งที่เข้าไปรู้รูปที่ปรากฏนั้น  ไม่ว่ามันจะมาทางใด  มันจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ทั้งหมด

ดังนั้นความคิดที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกรู้ชนิดหนึ่ง  ท่านจึงเรียกว่านามรูป  เพราะมันเป็นรูป (ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา) อันเกิดจากนาม  คือจิตนั่นเอง

ใหม่ ๆ เราจะเห็นรูป (ที่ปรากฏมาทางทวารต่างๆ) ก่อน ต่อมาเราจะเห็นนามซึ่งเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ได้  ตัวรู้อันนี้จะถูกพัฒนาขึ้นจนถึงอีกระยะหนึ่งเราจะถอยออกจากตัวรู้อันนั้น  ออกมาดูการทำงานของ สิ่งที่ทำหน้าที่รู้  และสิ่งที่ถูกรู้ต่อไป   (ตอนแรกเป็นแมวคอยจับหนู   ต่อมาไม่เหนื่อยเมื่อออกมาดู  แมวกำลังจับหนู)   ไม่ทราบว่าจะทำให้เข้าใจมากขึ้น  หรืองงมากขึ้น  ถ้าเป็นอย่างหลังก็ต้องขออภัย   แต่สิ่งที่ผมพูดไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ใดๆ   เจริญสติ  ทำให้มาก ๆ  ขยันรู้ (สึกตัว) เราก็จะร้อง ..อ้อ...กับเขาได้อย่างแน่นอนครับ   เอาหัวเป็นประกันนนนน.....

จากคุณ : กำพล2 [ 3 ส.ค. 2545]  

จบกระทู้บริบูรณ์