คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ถ้าติดความสงบจากการเจริญสติ จะแก้ไขอย่างไร
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 006085 - โดยคุณ : ไก่ [ 19 ส.ค. 2545]
|
เนื้อความ : |
|
คุณหมอกำพล 2 ครับ ถ้าติดความสงบจากการเจริญสติ ต้องทำอย่างไรครับ ขอคำแนะนะด้วย |
|
จากคุณ : ไก่ [ 19 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 1 : (กำพล2) |
|
ก่อนที่จะวินิจฉัยโรคและรักษา ผมขอทราบ รายละเอียดของอาการ รวมทั้งรายละเอียดของการเจริญสติที่ทำอยู่ ด้วยครับ อาการที่เป็นอยู่อาจไม่ใช่อาการที่เรียกว่าติดสงบก็ได้ครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 19 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 2 : (ไก่) |
|
เรียน คุณหมอกำพล2 |
|
ที่ผมทำอยู่ก็คือ เจริญสติ ตามการเคลื่อนไหว ของร่างกาย ไม่มีรูปแบบใด ๆ เลย ( เพราะผมอยู่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยได้ ต้องคอยขยับตัวอยู่เรื่อย ) คือ ถ้านั่งเฉย ๆ ก็ดูลมหายใจ เดิน ก็ทำความรู้สึกที่เท้ากระทบพื้น , ขยับแขน - ขา ก็ทำความรู้สึกตัว ตรงส่วนนี้ ตอนแรก ๆ มันก็ยังมีความคิดฟุ้งซ่านในหัวเยอะ แต่พอมาช่วงหลัง ๆ นี้ มันสงบ เงียบ ๆ ในใจ ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน พอความคิดฟุ้งซ่าน เกิดขึ้นมันก็หายไป |
|
คุณหมอ ช่วยวินิจฉัย ด้วยนะครับ ขอบคุณมาก |
|
จากคุณ : ไก่ [ 19 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 3 : (กำพล2) |
|
ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นอาการที่เรียกว่า (เสพ) ติดสงบนะครับ จากสิ่งที่เล่ามาคุณไม่ได้ทำแบบมีแบบฟอร์มด้วยซ้ำไป ดังนั้นโอกาสที่จะเพ่งหรือจดจ้องที่จะเป็นการรู้ต่อเนื่องแล้วทำให้เกิดความสงบชนิดที่เรียกว่าอยู่- ใน-ความสงบไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ การที่สามารถรู้ไปกับอิริยาบถประจำวันที่ไม่ได้เจตนาสร้างขึ้นมาแล้วทำให้รู้สึกได้ถึงความสงบ ความคิดจะดูเชื่องช้าลงไปด้วยซ้ำโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนนั้น นับว่าคุณทำได้ดีเลยทีเดียว |
|
อาการที่บอกว่า (เสพ) ติดความสงบก็คือ มีความปรารถนา (อยาก) ให้จิตใจมีความสงบเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่เคยพบ พยายามทำอยู่นั้นแหล่ะ เหมือนค้นหาอะไรซักอย่างที่เคยมีเคยเสพแล้วมันหายไป ยิ่งหายิ่งไม่พบ (เพราะมันหาด้วยความอยาก) ก็เลยหงุดหงิด ฟุ้งซ่านไป หรือฟุ้งไปจนหมดแรงก็มาโทษตัวเองว่าไม่มีบุญ ไม่มีวาสนากับเขา จิตเกิดความเศร้าหมอง หดหู่ ท้อถอย และอาจเลิกทำไปก็ได้ อาการอีกอย่างที่ว่าเราติดสงบคือทำทีไรมันไหลลงไปช่องนี้ทุกที และเราก็ชอบ รู้สึกเย็น เบา สบาย ไม่ง่วง ไม่คิดอะไร |
|
แต่ถ้าถอยออกมารับอารมณ์แล้วสู้อารมณ์ภายนอกไม่ได้ ต้องวิ่งหาที่ทำความสงบ หลบฉากไป เวลาง่วงก็สู้ไม่ได้หลับคาที่ เวลาไม่มีความง่วงก็ไม่มี ไม่เห็นมันอยู่ตรงใหน อันนั้นท่านว่า รู้อยู่ในความสงบ ท่านให้ออกมาจากความสงบ ออกมาเห็นความสงบ ให้ตื่นออกมา ตื่นรู้ ๆ ๆ ๆ |
|
ความสงบที่แท้เกิดจากที่กิเลส ตัณหา อุปาทานของเราทุเลา เบาบางลง แล้วจิตใจเราจึงสงบ สงบแบบอยู่ในความสงบ หลวงพ่อเทียนท่านว่า สงบแบบน้ำแข็ง เป็นความสงบภายใต้โมหะ ก็ลองนึกถึงสภาพน้ำแข็งที่ออกจากตู้เย็นมาวางกลางแจ้ง ไม่นานมันก็หมดความเย็นใช่ใหมครับ ส่วนความสงบอย่างหลังที่เกิดหลังจากกิเลสทุเลาเบาบางลง ท่านเรียกว่า สงบแบบน้ำลึก ยิ่งลงลึกยิ่งเย็น เย็นได้ทุกที่ทาง |
|
จึงเรียนคร่าว ๆ ก่อนนะครับ หากยังสงสัยประการใด ก็ถามมาอีกได้ แต่ผมเข้าใจว่าคุณทำได้ดีแล้วละครับ การผูกสติลงไปกับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันนั้น ไม่ใช้สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว หากทำได้ นั่นคือทั้งหมดของการเจริญสติทีเดียวนะครับ ผมเข้าใจอย่างนั้น |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 19 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 4 : (ไก่) |
|
เรียนถามคุณหมอกำพล ครับ |
|
ผมลืมบอกคุณหมอไปอย่างครับ คือที่ทำได้นี่มันก็ไม่ตลอดทั้งวันนะครับ คือเวลาที่ต้องพูด - คุย กับคนอื่น หลุดทุกทีครับ ตั้งสติไม่ได้ คุณหมอพอมีเทคนิคอะไรที่ตอน พูด - คุย จะทำให้มีสติได้บ้างไหมครับ |
|
อีกอย่างครับ ผมก็ชอบครับ ความรู้สึกที่คุณหมอบอก ( รู้สึกเย็น เบา สบาย ไม่ง่วง ไม่คิดอะไร ) พวกนี้อะครับ สมมติว่าถ้าติดความสงบเข้าไปแล้ว จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรครับ |
|
ข้อสุดท้าย ผมควรจะปฏิบัติต่อไปอย่างไรดี เพื่อที่จะออกมาเป็นผู้ดูอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์เป็นทุกข์ที่เกิดจากความคิดถึงเรื่องเก่า ๆ ที่เคยเสียใจมาก่อน ที่ไม่ต้องเข้าไปคลุกกับมัน เหมือนอย่างคุณหมอนะครับ |
|
ขอบคุณมากครับ ในความกรุณาของคุณหมอ |
|
จากคุณ : ไก่ [ 20 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 5 : (ไก่) |
|
ลืมไปอย่างครับ ที่ผมขยับตัวเองนี่บางครั้ง ก็มีเจตนาที่จะขยับตัวอยู่เหมือนกันนะครับ ไม่ได้รู้สึกตัวเป็นอัตโนมัติทุกครั้งไป หรือบางที เหยียดแขนเสร็จไปแล้วเพิ่งจะมารู้สึกตัวก็ตอนที่แขนเหยียดไปสุดแล้ว ต้องกลับมาเหยียดแขนอีกข้างนึง อย่างนี้เป็นต้นครับ ขอคำแนะนำในการปฏิบัติต่อไปด้วยครับ ขอบคุณครับ |
|
จากคุณ : ไก่ [ 20 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 6 : (กำพล2) |
|
ตอนฝึกใหม่ หรือแม้แต่เก่าแต่สติสัมปชัญญะยังไม่ดีพอ การพูดคุยแล้วหลุดไปกับการพูดนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดา (ที่ผิดปกติ) |
|
ทำอย่างไร เบือ้งต้นหากเรายังหลุดมาก เราคงต้องสำรวมระวัง ท่านเรียกว่า อินทรีย์สังวร พูดน้อย คุยน้อย คือทำเท่าที่จำเป็น |
|
วิธีฝึก ก็มีหลายอย่าง เช่น ฝึกให้ -รู้ตัว- ในขณะที่กำลังพูด พยายามทำให้มาก ระลึกรู้ตัวว่ากำลังพูดคุยอยู่ |
|
ฝึกขณะที่ทานข้าว (ต้องทานคนเดียว) ขณะเคี้ยว ให้จับความรู้สึกอยู่ที่อาการขยับของกรามที่ขบเคี้ยวอยู่นั้น ทำบ่อย ๆ |
|
ฝึกอ่านออกเสียง หรือขณะสวดมนต์ทำวัตร ให้จับอาการขยับของปาก ขากรรไกร หรือฟังเสียง ของตัวเองขณะที่สวดไป ทำบ่อย ๆ |
|
สิ่งสำคัญคือให้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ คราวใดที่รู้ว่ามันคิด ไม่ต้องสนใจมัน ทิ้งความคิดนั้นให้เร็วที่สุด อย่าไปอ้อยอิ่งอยู่กับความคิดอันนั้น คนเราแม้รู้ว่าคิดแล้วทุกข์ก็อยากที่จะคิด เพราะมันมีความสุขที่ได้เสพอารมณ์แบบนั้น ดังนั้นหากต้องการออกจากความคิดและความรู้สึกตัวของเราก็ยังไม่ดีพอ ก็ให้สลัดมันทิ้งไป การสนใจมัน ไม่ว่าต้องการให้มันเกิด หรือผลักใสไม่อยากให้มันเกิด ล้วนเป็นเหตุให้ความคิดนั้นมีกำลัง มีอิทธพลต่อจิตใจเราตลอดไป วิธีแก้คืออย่าไปสนใจมัน คือไม่ให้อาหารมันนั้นเอง เดี๋ยวมันก็ฝ่อ ห่อเหี่ยว หมดกำลังไปเอง |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 20 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 8 : (กำพล2) |
|
ถ้าติดสงบ ต้องดูว่าตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ |
|
ถ้าตั้งใจจะเอาความสงบแบบนั้น และต้องการออกมาดูความสงบ ก็ให้ตั้งใจใหม่ |
|
ถ้ามันไหลลงไปเอง เมื่อรู้ว่าเป็นแบบนั้นอีก ก็ให้ปลุกกายปลุกใจให้ตื่นขึ้นมา เช่นเอามือลูบหน้าลูบตา แขน ขาตัวเองให้ตื่นขยับแข้ง ขาหรือไม่ก็เปลี่ยนอิริยาบถไปเลย ให้ความรู้สึกมันใหม่อยู่เสมอ ๆ ถ้าเราตื่นบ่อย ๆ และไม่เข้าไปเสพความสงบแบบนั้นมจิตก็จะค่อย ๆ เรียนรู้อาการไปเอง คราวหลังมันจะเข้าไปสงบแบบนั้น จิตมันจะตื่นขึ้นมาทันที ขอให้เจริญในธรรมครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 20 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 9 : (ไก่) |
|
ขอบคุณมากครับ คุณหมอกำพล |
|
รบกวนถามคุณหมออีกสักข้อนะครับ คือแล้วจะมีหลักอะไรให้รู้ว่าเรามาถูกทางแล้วครับ แล้วต้องรู้สึกตัวอย่างนี้ถึงเมื่อไหร่ ถึงจะ รู้ตัว ได้ครับ คือไม่เข้าไปคลุกอารมณ์นะครับ |
|
จากคุณ : ไก่ [ 20 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 10 : (กำพล2) |
|
หลักนั้นมีอยู่ แต่...พูดไม่ได้ ที่พูดไม่ได้เพราะความรู้สึกตัวที่เป็นกลางจริง ๆ มีความเป็นเองเกิดขึ้นนั้น ต้องสัมผัสเอาเองครับ เราเท่านั้นที่จะรู้ได้ (แต่ก็ไม่ต้องคอยมองหา หรือคำนวณหานะครับ เพราะเมื่อมันมีเหตุปัจจัยพร้อมแล้วมันก็จะเกิดเอง เมื่อมีแล้วเราจะรู้ จะสัมผัสได้อย่างแน่นอน) |
|
จริง ๆ แล้วเมื่อลงมือทำอย่างที่แนะนำ มันก็ไม่เข้าไปคลุกกับอารมณ์อยู่แล้วละครับ หากมันยังเข้าไปคลุกได้แสดงว่าเราเผลอไป เมื่อรู้ว่าคลุกก็มี 2 วิธี คือลองใช้เทคนิคการดูจิต คือระลึกรู้อารมณ์นั้นด้วยความรู้สึกตัวอย่างเป็นกลาง ๆ ตรง ๆ ลงไปเพื่อให้จิตได้เรียนรู้อารมณ์อย่างตรงไปตรงมา แต่หากเรายังไม่พร้อมเราจะกลับมารู้กับการเคลื่อนไหวที่มีอยู่เลยก็ได้ การกลับให้เป็นนี้ต้องทำให้ชำนาญ |
|
หลวงพ่อคำเขียนเรียกการที่กลับออกมาจากอารมณ์นั้น ๆ ว่าเป็นการปฏิบัติ คือหัดให้จิตมันออกจากทุกข์ ให้กลับมาอยู่กับสิ่งที่มันไม่ปรุงแต่ง ให้มาอยู่กับความเย็น ๆ เพราะจริง ๆ แล้วในขณะที่เราเผลอคลุกอารมณ์ไปแล้วนั้น จิตก็ได้สัมผัสรู้กับความหนัก ความทุกข์ ความเศร้าหมองของจิต ความเร่าร้อน ของการเข้าไปอยู่ แต่จิตที่ไม่เคยได้รับการฝึกจะหาทางออกไม่ได้ ออกจากสิ่ง ๆ นั้นไม่เป็น แต่พอเราฝึกให้มันกลับมารู้ที่กายเคลื่อนไหว จิตจึงได้พบกับทางออกจากอารมณ์นั้น ๆ เมื่อทำบ่อย ๆ จิตจะเรียนรู้ถึงความแตกต่างของการเข้าไปอยู่ กับการออกมาดูได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนความเป็นเองจะเกิดขึ้น นานเท่าไหร่ ไม่อาจจะทราบได้ ผมรู้เพียงว่า ไม่ต้องรอ ให้ทำไปเรื่อย ๆ อยู่กับปัจจุบันธรรมเท่านั้น เมื่อถึงเดี๋ยวเจ้าของก็รู้เอง ใจเย็น ๆ ครับ ค่อยทำไปนะครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 20 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 11 : ( ไก่) |
|
ขอบพระคุณ คุณหมอมากครับ |
|
อย่างนั้นผมจะปฏิบัติอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ครับ |
|
จากคุณ : ไก่ [ 20 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 12 : (อดไม่ได้) |
|
ติดสงบ ถ้า รู้ว่าติดสงบ และ ณ ขณะจิตที่รู้นั้น ก็หลุดออกจากความสงบนั้นแล้ว มองภาพให้ชัดเจนก็เปรียบเหมือนกับว่า แผ่นเสียงตกร่อง ร่องที่ตกไปนั้นคือความสงบ เมื่อทำจนเกิดความเคยชิน ทุกครั้งที่ภาวนาก็จะเข้าไปติดร่องความสงบ แต่เมื่อเข็มแผ่นเสียงถูกยกให้พ้นร่องนั้น ก็จะพ้นจากความสงบนั้นออกไป สิ่งที่เข้ามายกนั้นคือตัว รู้ |
|
จากตรงนั้นต่อไปต่างหากที่สำคัญ ว่าจะกลับไปสู่ร่องนั้นต่อไปอีก หรือจะดำรงความ รู้ตัว ต่อไปจิตที่เป็นกลาง คือจิตที่ไม่มีอารมณ์ยินดียินร้ายอะไร อารมณ์ใดมากระทบก็รู้ รู้โดยที่ไม่ปรุงแต่งใด ๆ แต่ต้องเป็นปัจจุบันธรรมเท่านั้น หากเลยจากจุดตรงนั้นไปแล้ว ก็กลายเป็นอดีต และเมื่อคำนึงถึงอารมณ์นั้นอยู่ต่อไป ก็เป็นการ คิด ไม่ใช่เป็นการ รู้ |
|
จากคุณ : อดไม่ได้ [ 20 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 13 : (กำพล2) |
|
สาธุครับ กับคุณอดไม่ได้ ที่ช่วยเข้ามาชี้แนะ |
|
ปัญหาส่วนใหญ่ เกิดจาก ไม่รู้ว่าตัวเอง- อยู่ใน-ความสงบ เข้าใจว่าทำได้อารมณ์ที่ถูกต้องแล้ว ก็เลยแช่อยู่ตรงนั้น หรือยินดี พอใจที่จะอยู่ตรงนั้น |
|
อีกกลุ่มคือ ติดจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นอารมณ์สมถะก็พอใจที่จะอยู่ ยิ่งตัวเองทำมานาน จนชำนาญ ร่องแผ่นเสียงมันใหญ่มากเดินทางนั้นแล้วมันสะดวก สบายดี ก็เลยจมอยู่ตรงนั้นไม่ยอมขึ้น พอจะให้มาตื่น -รู้ มันไม่ยอม ก็ต้องอาศัยเทคนิค ความพยายามกันต่อไปครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 21 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 14 : (ศิษย์พระป่า) |
|
ที่ว่าติดสงบ ไม่ใช่อะไรหรอก เหมือนคนเดินหลงในทะเลทราย อยู่ ๆ ก็เจอโอเอซีสระดับเยี่ยมยอด ก็ขอพักผ่อนสุขสบายเสียหน่อย แต่ความจริงคือว่าเวลาผ่านไปหลาย ๆ เดือนหรือหลาย ๆ ปี เจ้าตัวยังรู้สึกว่าเพิ่งผ่านไปแว๊บเดียวแค่นั้น ยังพักผ่อนไม่หนำใจเลย, ขอพักผ่อนต่ออีกสักหน่อยนา หนำใจเต็มอิ่มแล้วค่อยออกพิจารณา |
|
จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 21 ส.ค. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 15 : (กำพล2) |
|
เป็นอย่างคุณ ศิษย์พระป่าว่าจริง ๆ แหล่ะครับ |
|
หลายคนก่อนมาปฏิบัติ ทุกข์มาก ปัญหามากมายที่รุมเร้า ความคิดปลิวว่อนเต็มหัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อมาเจริญสติทำได้ระดับหนึ่งที่มันสงบความคิดเสียได้ ใจได้รับความชุ่มเย็นจากอำนาจของสมาธิ ก็ดีใจ ติดอกติดใจ บางคนเดินหาทั้งวันก็ไม่เจออีก |
|
ความเย็น ความอิ่มที่เกิดจากการปฏิบัติก็มีข้อดีอยู่คือทำให้ผู้ปฏิบัติมีกำลัง (ใจ) ที่จะทำต่อ แต่ถ้าเสพแล้วติดอยู่ ก็กลายเป็นความเนิ่นช้าไปได้เหมือนกันครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 22 ส.ค. 2545] |
จบกระทู้บริบูรณ์
![]()