#echo banner="" ลดทุกข์ด้วยความรู้สึกตัว 2 นายแพทย์กำพล พันธ์ชนะ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ลดทุกข์ด้วยความรู้สึกตัว (ต่อ)
นายแพทย์กำพล พันธ์ชนะ

ประสบการณ์ปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าสุคะโต

ผมได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโต ๓ ครั้ง ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ๒ ครั้งแรก ครั้งละ ๖ วันและ ๔ วัน ส่วนครั้งที่ ๓ คือ ช่วงเข้าพรรษาปีนี้ (๒๕๔๓)

ครั้งแรกได้พบหลวงพ่อคำเขียน สุวณโณ ที่วัดท่ามะไฟหวาน มีเวลาคุยกับท่านไม่ถึง ๕ นาที ท่านถามว่าเจริญสติเป็นแล้วใช่ไหม (สร้างจังหวะ) ผมก็บอกท่านว่าทำตามจังหวะได้แล้ว ท่านก็บอกว่าลงมือทำเลย ปฏิบัติเลย คิดเสียว่านี่เป็นบ้านเรา บ้านที่สองของเรา (ก่อนหน้านี้ผมได้พบ พระอาจารย์ทรงศีลก่อนแล้วที่วัดป่าสุคะโต) พอกลับไปที่วัดป่าสุคะโต ก็ลงมือทำเลย ผมไม่เคยถามว่าทำไปแล้วจะพบอะไร เจออะไร แล้วจะแก้อย่างไร พระอาจารย์ทรงศีลได้แนะแนวทางการปฏิบัติ และได้เน้นให้รู้อยู่กับการเคลื่อนไหว ผมก็ลงมือปฏิบัติเต็มที่ ทานอาหารมื้อเดียว ตอนเย็นทานนมกับน้ำปานะ อย่างอื่นบ้าง กิจวัตรประจำวันคือเข้านอนประมาณ ๓ ทุ่ม ตื่นนอนประมาณตี ๒ ตี๒กว่าๆ มาทำวัตรเช้า-เย็น บ้าง ไม่มาทำบ้าง ขึ้นกับความต่อเนื่องของอารมณ์ สมัยยังทำกรรมฐานไม่เป็น คิดว่าการทำวัตร หรือธุระอย่างอื่น เป็นอุปสรรคในการเจริญสติด้วยซ้ำ ทำอะไรอย่างอื่นก็อยากให้เสร็จเร็วๆ จะได้กลับมานั่งสร้างจังหวะหรือเดินจงกรมอีก

เมื่อทำใหม่ๆ ก็มีความคิดมาก เข้าข่ายฟุ้งซ่าน ภาพเหตุการณ์เก่าๆในอดีต ก็ผุดมาให้เห็นทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดจะจำภาพหรือเหตุการณ์นี้มาก่อน ตั้งแต่สมัยเด็ก สมัยเรียนหนังสือ ภาพบุคคลต่างๆ เกิดขึ้นมาให้เห็นมากมาย ภาพของการทำกรรมในอดีตทั้งดีและไม่ดี (ส่วนใหญ่จะเป็นบาป) ก็ผุดขึ้นมาให้เห็น ในใจตอนนั้นก็คิดว่าเจ้ากรรมนายเวรต่างๆคงมาทวงถามหนี้ที่ติดกันอยู่ ก็ได้แต่อธิฐานขออโหสิกรรมและแผ่เมตตาไปให้ เหตุการณ์แบบนี้ก็ค่อยๆ น้อยลง ความคิดไปในอนาคตไม่ค่อยมี เพราะไม่มีโครงการใดๆที่คิดจะทำ จะมีมากคือความคิดไปในอดีต ภาพเหตุการณ์ต่างๆ นั่นเอง เมื่อรู้ก็ทำอย่างที่กล่าว แล้วก็กลับมาอยู่กับการเคลื่อนไหวอีก ทำอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ

อุปสรรคอีกอย่างคือ ความง่วง ทำๆไปพอสงบก็จะง่วง อยากจะนอน วิธีแก้ก็มีหลายอย่างเป้าหมายคือเอาตัวให้รอดจากความง่วง และกลับมา มีความรู้สึกตัวให้ชัดๆนั่นเอง เปลี่ยนอิริยาบถไปทำอย่างอื่นบ้าง ทำเร็วขึ้นบ้าง นอนหลับไปพักหนึ่งก็มี ทำอิริยาบถแปลกๆ เท่าที่จะคิดขึ้นมาได้ หกคะเมนตีลังกา (ยังคิดอยู่ว่าเป็นฆราวาสก็ดีเหมือนกัน คือไม่ต้องสำรวม) ส่งเสียงตะโกน เดินจงกรมถอยหลัง ไม่เคยทำก็ได้ทำ วิ่งจงกรม วิ่งแบบจ๊อกกิ้ง ทำกายบริหารต่างๆ เยอะแยะมากมายเท่าที่จะคิดขึ้นมาได้ ทำแล้วให้หายง่วง ให้กลับมารู้สึกตัวชัด ๆ ในขณะนั้นเอง ก็ไม่แน่ใจว่ามันถูกวิธีหรือเปล่า ก็ลองผิดลองถูกเรื่อยไป ไม่ถามแต่แก้เอาเอง ทำอย่างนี้ตลอด ๖ วัน

ส่วนความเบื่อหน่าย ความลังเลสงสัย ก็มีมาบ้าง แต่ไม่มาก ก็หลุดเข้าไปร่วมคิด ร่วมสงสัยด้วย พอมีสติก็กลับมารู้สึกตัวใหม่ ก็ทำไป

ช่วงทำกลางคืน (ผมได้อยู่กุฏิ ๑๒) ไม่มีไฟฟ้า มีแต่ความมืด ก็เจริญสติในกุฏิ หากมีความง่วงหรือฟุ้งมาก ก็จะลงมาเดินจงกรมข้างล่าง เพราะรู้ตัวอยู่ว่า มีความกลัวความมืดอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นเวลาลงมา จิตที่ง่วงหรือฟุ้งก็จะไม่ไปไหน จดจ่ออยู่กับการเคลื่อนของกายความกลัวก็จะไม่มี แต่ถ้าจิตหลุดเมื่อไรก็จะมีความกลัวเกิดขึ้น เมื่อรู้จุดอ่อนแบบนี้ เราก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน

ตอนนั้นที่คิดว่าเป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยุงและแมลงหวี่ที่มาคอยกัด-ตอมหู-ตอมตา ตอนนั้นจะรู้สึกรำคาญมาก เพราะทำให้จิตไม่สงบ แต่ผมก็ไม่ทำร้ายมันหรือคอยไล่มัน เพราะต้องการความสงบ ดังนั้นพอไม่สงบก็เลยรู้สึกไม่พอใจ ขุ่นใจ

ช่วงปฏิบัติผมจะคุยน้อยเท่าที่จำเป็น (บังเอิญช่วงนั้นมีพระและโยมน้อยพอดี) ไม่มีการถามใดๆ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น ผมจะเดินทางกลับ ตอนค่ำ วันก่อนกลับ ผมได้ไปกราบลาหลวงพ่อคำเขียนที่วัดท่ามะไฟหวานกับพระอีก ๓ รูป จึงได้ถามปัญหา เรื่องเทคนิคการปฏิบัติหลายอย่าง ที่เราทำผ่านมา คำตอบจากหลวงพ่อทำให้มีความโล่งอก เบาใจและมั่นในในการปฏิบัติมาก หลวงพ่อตอบว่า อะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความรู้สึกตัว อยู่ตลอดเวลา ให้ทำเล่นๆ เรื่อยๆ แต่ทำจริงๆ อะไรก็ได้ เป็นคำตอบที่ผมประทับใจมาก แสดงถึงความไม่ยึดติดในรูปแบบ เป้าหมายอันเดียวคือ สติหรือความระลึกรู้ ผมจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรก็รู้ได้ ปฏิบัติได้ การวางใจไว้ก่อนว่าเราจะทำเล่นๆ นี้มีประโยชน์มากจริงๆ มีอะไรมากมายเกิดขึ้นจาก การวางใจว่าจะทำเล่นๆ  แต่ว่าให้ต่อเนื่อง และอีกอย่างที่หลวงพ่อบอก คือทำไปอมยิ้มไปน้อยๆ (ให้ตั้งใจ) ในขณะปฏิบัติไม่ต้องเคร่งเครียดใดๆ เทคนิคเหล่านี้มีประโยชน์มหาศาล ขอให้ลองทำดูและพิสูจน์ดู ได้อนิสงส์มากจริงๆ

ช่วงนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าตัวสติคืออะไร รู้อยู่แต่ว่ามีอะไร (ความคิดอื่นๆ) เกิดขึ้น เมื่อกลับมาอยู่กับการเคลื่อนไหวแล้ว ความคิดก่อนหน้านั้น จะหายไป และสภาวะที่รู้อยู่กับการเคลื่อนไหวเฉยๆ นั้นสบายๆ สามารถเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง ของอารมณ์ของจิตที่มีความลักคิด (คือไม่ได้ตั้งใจคิด) กับจิตปรกติที่รู้อยู่เฉยๆได้ สามารถแยกอารมณ์วิปัสสนากับอารมณ์สมถะได้ พบว่าทั้งสองอย่างนั้น ในขณะเจริญสตินี้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา โดยสมถะเหมือนน้ำหล่อเลี้ยง คลอเคลียอยู่ด้วยตลอด ขณะที่ก็รู้ๆอยู่

ครบ ๖ วัน ผมค่อนข้างมั่นใจแนวทางนี้มาก จึงกลับมาทำต่อในที่ทำงานแต่ก็ไม่ได้อย่างที่คิดไว้ เพราะตอนนั้นทำไม่เป็น ต้องการความสงบอยู่ พอทำงาน จิตไม่สงบก็เลยทำปฏิบัติได้ไม่เหมือนอยู่วัดแต่ก็ดีกว่าเดิม กลับไปครั้งที่สอง อยู่ปฏิบัติได้ ๔ วัน แต่คราวนี้ไม่ได้เคร่งเครียดเหมือนครั้งแรก ทำสบายๆ พยายามเอาตัวรอดจากอารมณ์ต่างๆได้พอควร ยังมีความมั่นใจในแนวทาง แม้ว่าจะยังไม่เข้าถึงสภาวะแยกรูปแยกนามไม่ชัดเจน แต่ก็พบเห็นความคิดได้เรื่อยๆจากนั้นกลับมาทำงานก็พยายามเจริญสติให้ต่อเนื่อง

หลังจากกลับมาจากวัดครั้งที่สอง มาทำงาน ทุกข์เก่าๆ โดยเฉพาะความขุ่นใจ ความไม่พอใจ ความเศร้าหมอง ยังคงมี คิดว่าอายุเราก็ผ่านมา จนถึงขณะนี้ เราเห็นทุกข์อยู่ แต่ยังไม่สามารถดับเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ ที่สุดแห่งทุกข์อันถาวรจะเกิดได้อย่างไร หนทางนั้นมีอยู่แต่ขาดผู้เดินทาง (เนื่องจากตอนนั้นยังทำกรรมฐานไม่เป็น) และยังคิดต่อไปว่า เรื่องธรรมะนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญต่อชีวิต อย่างมาก ดูตัวอย่างเราเป็นต้น ปล่อยชีวิต ให้ล่วงเลยมา ถึงขณะนี้ ทนทุกข์มาเท่าไร ไม่เคยมีใครแนะหนทางหรือแนะนำก็ไม่เห็นทาง เราจะปล่อยให้บุคคลที่เรารักโดยเฉพาะลูก ดำเนินชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ อย่างเราหรือ ถ้าเราไม่ศึกษาธรรมะ และปฏิบัติตัวให้เขาเห็นว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมเขาอยู่ในสังคมกันได้อย่างไร โดยไม่หลงอยู่ในโลก แต่ไปกับโลก แบบเหนือโลกและที่สำคัญสมบัติของเราที่มี ที่หามาได้ และที่เป็นอยู่ เราไม่สามารถใช้เป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง พึ่งไม่ได้จริงๆ ทั้งทรัพย์ภายนอก และทรัพย์ภายใน ที่เขาว่ากันว่าเป็นอริยทรัพย์ ใช้ไม่หมดสิ้นและไม่มีผู้ใดขโมยไปได้ คือวิชาความรู้ต่างๆ เท่าที่เป็นอยู่ เมื่อเราพิจารณาจริงๆ แล้วก็ยังพึ่งไม่ได้ วิชาความรู้ที่พึ่งได้ คือปัญญาในพระพุทธศาสนา และที่สุดของปัญญาในพระพุทธศาสนา ก็ได้มาจากการภาวนา คือการลงมือปฏิบัติ อย่างจริงจัง และเต็มกำลังเท่านั้น ไม่ได้มาด้วยการอ่าน ฟังหรือคิด เพราะเราก็อ่าน ฟังและคิด มาก็มากแล้ว ยังเอาตัวไม่รอด ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมา ผมจึงตัดสินใจ ลาออกจากราชการอีกครั้ง (ทั้งที่เพิ่งกลับเข้ารับราชการอีกรอบ ได้ ๒ เดือนเท่านั้น) จริงๆ มีเหตุผลอื่นอีก ที่ประกอบการตัดสินใจ ลาออกจากราชการ แต่เหตุผลหลักคือ ต้องการเวลาในการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ แล้วก็ได้เดินทางมาที่วัดป่าสุคะโต ในช่วงเข้าพรรษาในปีนี้ (๒๕๔๓) สมดังใจหวัง โดยทางครอบครัวก็ไม่ได้คัดค้านในการปฏิบัติธรรม ขอแต่อย่าบวชก็พอ

การมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโต ในครั้งที่สามนี้ ผมมีความตั้งใจสูงมาก ด้วยเดิมพันที่สูง คือการลาออกจากงาน และต้องจากครอบครัว ตั้งใจว่าจะปฏิบัติถึงออกพรรษา และถ้าหากว่ายังไม่เห็นธรรม ยังไม่บรรลุธรรม ยังหาที่พึ่งอย่างแท้จริงไม่ได้ เมื่อกลับไปแล้วคงทำงานอีกสักระยะหนึ่ง จากนั้นตั้งใจบวช เพื่ออาศัยสมณเพศ และวัตรปฏิบัติอื่นๆ เพื่อให้เข้าถึงธรรม (ที่คิดไว้)

การเดินทางมาปฏิบัติธรรมคราวนี้ เตรียมตัวมาอย่างดี ซื้อ ก.ย. ๑๕ ชนิดน้ำมาเป็นชุด กะว่าจะไม่ให้ยุงเจ้ามารบกวนได้เด็ดขาด ครั้งนี้ได้อยู่กุฏิ ๑๔ ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ต้องไปใช้บริการที่กุฏิ ๑๕ ก็ตั้งใจปฏิบัติ ความคิด อารมณ์ อุปสรรคต่างๆมีเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มีกัลยาณมิตรมาก และส่งผลต่อ การปฏิบัติมาก พรรษานี้พระจำพรรษาทั้งหมด ๑๘ รูป ที่สำคัญคือ หลวงพ่อคำเขียน สุวณโณ, พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล, พระอาจารย์สันติกโร, พระอาจารย์ยูกิ, พระอาจารย์ทรงศีล, อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ซึ่งเป็นกัลยาณมิตร ที่มีผลต่อการปฏิบัติในแง่มุมต่างๆ กัน บุคคลที่สำคัญต่อการปฏิบัติของผมมาก คือ อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ซึ่งเป็นผู้พิการกาย ตั้งแต่ระดับกระดูกต้นคอที่ ๕ ลงมา ไขสันหลังควบคุมร่างกาย ถูกแยกจิต และจิตขอลาออกจากความพิการทางกายไปได้ รวมทั้งคุณพ่อของ อาจารย์กำพล คือคุณลุงชิต ก็ได้ช่วยในการแนะนำ การแก้อารมณ์ การวางใจ รวมทั้งให้กำลังใจ ทำให้การปฏิบัติธรรมเจริญก้าวหน้า ผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว

การปฏิบัติก็พยายามรู้สึกอยู่กับการเคลื่อนไหว ของการสร้างจังหวะ ในขณะนั่ง และการก้าวย่าง ในขณะเดินจงกรม แต่รู้ตอนนั้น ยังเป็นรู้ที่อยู่ในความสงบ  เหมือนรู้อยู่แต่ภายใน ไม่รู้ภายนอก เมื่อเล่าอาการต่างๆ ในการปฏิบัติ ให้อาจารย์กำพลทราบ อาจารย์กำพลก็ได้ลำดับ การปฏิบัติให้ฟัง จึงพบว่าตัวผมเองติดสงบอยู่นั่นเอง จึงแก้ไขวิธีปฏิบัติใหม่ โดยหนีความสงบ ไม่เอาความสงบ (เลิกใช้ยากันยุงไปเลย) เข้าสู่สภาวะของผู้ตื่น ความรู้สึกของการตื่นนั้น เมื่อมีขึ้นแล้ว เราจึงเห็นความสงบ เมื่อออกจากความสงบ จึงเห็นทั้งนอกและใน เห็นความรู้สึก ที่ไปรับรู้ความเคลื่อนไหว เห็นรูปที่กำลังเคลื่อน สภาวะธรรมในขณะนั้น ด้วยภาษาของคำพูดก็คือ มีผู้ดูหรือภาวะของการมองเห็น ได้เห็นว่า นี้คือรูปที่กำลังเคลื่อน มีอาการต่างๆของเขา มีธรรมชาติของรูปเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเขา ได้เห็นว่านี้คือนามที่เข้าไปรับรู้การเคลื่อนของรูป อาการหรือธรรมชาติของนามนั้นเป็นคนละเรื่องกันกับเรื่องของรูป ไม่เหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างมีกิจ มีหน้าที่ มีปรากฏการณ์ ต่างๆ กันไป ผมใช้เวลาในการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง จนเข้าถึงภาวะของผู้ดูนี้ ๙ วัน ยิ่งมั่นใจในการปฏิบัติว่าไม่ผิดทางแน่นอน จิตมีปิติมาก ในวันนั้น จนระงับไว้ภายในไม่อยู่ ได้เอ่ยปากบอกพระอาจารย์ทรงศีลว่า “ อาจารย์ครับ ผมมีที่พึ่งผมเอาตัวรอดได้แล้วล่ะครับ”

วันรุ่งขึ้น ผมได้พาพระอาจารย์ประวัติไปผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ที่โรงพยาบาลแก้งคร้อ นับเป็นการทดสอบอารมณ์ครั้งแรก ก็พบว่า เมื่อเรามีสติรู้ตัว พร้อมอยู่ เราจะอยู่ในสถานะผู้ดู ได้เห็นความคิด อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และจิตใจเรา ก็พ้นไปจากการครอบงำ ของความคิด และอารมณ์นั้นได้ ในตอนนั้น ความคิดอยากจะบอกผู้อื่น อยากสอนธรรมะ อยากพูดธรรมะมีมาก คิดถึงอาจารย์ที่สอนสมถภาวนา คิดถึงบุคคลต่างๆ มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มารู้ภายหลังนี้คือ อารมณ์ของวิปัสสนูกิเลส ตอนนั้นก็ได้แต่พยายามอยู่กับความรู้สึกตัว แต่ก็จะหลงไปกับอารมณ์นี้บ่อยๆ เพียงแต่ไม่ได้ออกมาเป็นกายกรรม-วจีกรรมมาก เท่านั้นเอง แต่เกิดอยู่ภายในจิต ต้องคิดตกลงใจกับตัวเองไว้ก่อนว่าจะยังไม่คิดจะทำอะไรทั้งสิ้น คิดวางไว้ก่อน รวมทั้งได้คำแนะนำสจากอาจารย์กำพล จึงสามารถผ่านอารมณ์ตรงนั้นได้ ไม่ติดอยู่นาน

ในขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่ ผมก็ทำหน้าที่แพทย์สนามไปด้วยเมื่อจำเป็น ญาติธรรมทั้งพระและฆราวาสที่ไม่สบายกายก็จะมาปรึกษา ให้ตรวจ ให้ดู ผมก็ทำหน้าที่ไปตามความสามารถที่จะทำได้ ก็นับว่าทำประโยชน์ได้อีกทางหนึ่ง เมื่อเข้าสู่สภาวะของผู้ดูได้ ทุกอย่างก็สะดวก สะดวกจริงๆ อย่างหลวงพ่อคำเขียนว่า คือ ดูมันตะพึดตะพือ มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ให้รู้อยู่ ให้ดูอยู่นั้นแหละ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้สึก ที่เห็นเป็นข้อสอบ เป็นตัวอย่าง เราจึงได้รู้ได้เข้าใจธรรมะ (ธรรมชาติ) ได้อย่างแท้จริง ได้เห็นอาการของรูป อาการของนามต่างๆ หลวงพ่อคำเขียนให้กำหนดรู้ว่าไม่ว่าอะไร จะเกิดขึ้นกับรูปกับนาม เรียกให้สั้นที่สุดก็คือ มันเป็นสักแต่ว่าอาการเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปตั้งชื่ออะไรให้มันวุ่นวาย รกรุงรัง ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่มีอะไร มีแต่เพียงอาการที่แสดงความไม่เที่ยง ความทนอยู่ไม่ได้ ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามยี่ห้อของเขา คือ ยี่ห้อไตรลักษณ์ ในสถานะของผู้ดูจิต ขณะนั้นจะเป็นภาวะที่ปกติ เบาๆ สบายๆ และอิสระ ไม่มีทุกข์  และไม่ใช่สุข เราจะเรียกภาวะดังกล่าว ว่าอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรใส่ใจ  เพียงเราสามารถเจริญสติ และมีจิตที่อยู่ในสถานะนี้ได้ตลอด ทุกข์ก็จะไม่กล้ำกรายหรือครอบงำเราได้

ได้เข้าใจถึงอารมณ์ของสติปัฏฐาน ๔  ชัดเจนมาก เข้าใจว่ากายานุปัสสนาคืออะไร การตามดู-การเห็นภายในกาย เป็นอย่างไร เวทนานุปัสสนาคืออะไร การตามดู-การเห็นจิตในจิต เป็นอย่างไร ธรรมานุปัสสนาคืออะไร การได้เข้าใจถึงอารมณ์ของสติปัฏฐาน ๔ ชัดเจนมาก เข้าใจว่า กายานุปัสสนาคืออะไร การตามดู-การเห็นภายในกาย เป็นอย่างไร เวทนานุปัสสนาคืออะไร การตามดู-การเห็นจิตในจิต เป็นอย่างไร ธรรมานุปัสสนาคืออะไร การเห็นธรรมในธรรมเป็นอย่างไร จิตเรานั้นโดยธรรมชาติ จะรับรู้อารมณ์ ได้ชัดเจนที่สุด เพียงอารมณ์เดียว เมื่อเรามีสติกำหนดรู้อยู่ จิตเราก็ดำเนินไปโดยอาศัยกาย อาศัยเวทนา อาศัยจิต อาศัยธรรม เป็นเครื่องกำหนดรู้ วนไปเวียนมาอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนี้นั้นหมายความว่า จิตเราหลงไปแล้ว โดยความหลงครอบงำไปแล้ว มืดแล้ว นั่นเป็นหนทาง ไปสู่อบายอย่างแท้จริง รากเหง้าของกิเลสก็มาจากนี้นั่นเอง เพียงเรารู้อยู่-เห็นอยู่ ความหลงก็ไม่มี ความมืดก็ไม่มี อวิชชาก็หมดไป ได้เข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งฝ่ายที่เกิดขึ้น และฝ่ายดับ เพราะเมื่อใดหลงอยู่-มืดอยู่แล้ว มีการกระทบกัน ของอายตนะภายนอกกับภายใน มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปทาน เป็นภพ-เป็นชาติ ต่อเนื่องกันยาวเหยียด บางครั้งซ้อนทับเข้าไปหลายชั้นแล้ว แต่ว่าจะหลงมากน้อย สติจะกลับมาตัด ได้เร็วขนาดไหน ถ้ามีสติที่ดีพอ เร็วพอ มันก็จะตัดหรือจับได้ตั้งแต่มีความคิดเกิดขึ้น อย่างช้าก็เกิดเวทนา แต่จะไม่มีไปถึงขั้นยึดมั่นถือมั่นได้ เราจึงเข้าถึง-ได้เข้าใจ-ได้พบเห็นภาวะ ที่ท่านบอกว่าเห็นรูปก็สักว่าเห็น ได้ยินก็สักว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักว่าได้กลิ่น ลิ้มรสก็สักว่าลิ้มรส สัมผัสก็สักว่า สัมผัส ธรรมมารมณ์ก็สักว่า ธรรมมารมณ์ ภาวะที่เป็น “สักว่า” นี้คือภาวะที่บริสุทธิ์ไม่มีการปรุงแต่ง เป็นจิตที่ปภัสสร ในลักษณะ ที่มีความตื่นอยู่ รู้อยู่ ตัวปรุงแต่งคือสังขาร ตัวสังขารนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความคิด (ก็คือความรู้สึก หรือวิญญาณที่เกิดต่อเนื่อง เมื่อมีการกระทบกันของอายตนะ) การปรุงแต่ง จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ มีความหลง ความหลงจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเราขาดสติ ก็คือเมื่อหลง หรือไม่รู้เท่าทัน ตามความเป็นจริง จึงปรุงแต่งกับอาการที่เกิดขึ้น