คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน
ลดทุกข์ด้วยความรู้สึกตัว
นายแพทย์กำพล พันธ์ชนะ
ประวัติและการศึกษา
ผมชื่อนายกำพล พันธ์ชนะ เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๐๙ บ้านเลขที่ ๙๔/๑ หมู่ ๓ ตำบลทุ่งหลวง อำเภอคิรีมาศ จังหวัดสุโขทัย บิดาเสียชีวิตเมื่อผมยังเรียนอยู่มัธยมปีที่ ๓ มารดาเสียชีวิตเมื่อผมจบเป็นแพทย์ได้ประมาณ ๘ เดือน อาชีพเดิมของบิดาคือช่างก่อสร้าง มีพี่น้องเกิดร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๘ คน
ผมเริ่มการเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดลายมิตรภาพที่ ๘๐ อ.คิรีมาศ จ.สุโขทัย
เรียนชั้นมัธยมต้น ที่โรงเรียนคิรีมาศพิทยาคม อ. คิรีมาศ จ. สุโขทัย
เรียนชั้นมัธยมปลาย ที่โรงเรียนสุโขทัยพิทยาคม อ. เมือง จ. สุโขทัย
เรียนจบแพทย์ศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๔
เรียนจบเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยกรรมทั่วไป จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พ.ศ. ๒๕๓๙
ชีวิตในวัยเด็กของผมก็เหมือนเด็กชาวบ้านทั่วๆไปตามชนบท ที่บ้านไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง อาศัยอาชีพก่อสร้าง ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน บางเวลาต้องรอว่าเมื่อไรพ่อจะส่งเงินมาให้ เพราะข้าวสารในถังกำลังจะหมด มีเวลาว่างก็ออกรับจ้างเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เก็บผลผลิตทางการเกษตร เรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน การเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี มีลักษณะอย่างหนึ่ง ที่อาจต่างจากเด็กทั่วๆไปคือ ค่อนข้างคิดมาก ยิ่งเหนื่อยยิ่งลำบากก็ยิ่งคิดมาก คิดจะหนีจากภาวะฐานะยากจน อยากโตเร็วๆ ตอนนั้นเท่าที่ทำได้คือตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีโอกาสในการเรียนที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นหมายถึงอาชีพและเงินทอง
เมื่อเรียนจบมัธยมต้น ได้เกรดเฉลี่ยค่อนข้างสูง มีผู้ใจบุญส่งให้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนประจำจังหวัด และได้เมตตาส่งเรียนต่อ ในขณะที่เรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีก ขณะอยู่มัธยมปลาย ตอนปิดเทอมก็ยังไปทำงานก่อสร้าง คิดอยู่ว่าเมื่อเรียนจบแพทย์แล้ว ชีวิตของตัวเองและครอบครัวคงจะมีความสุขมากขึ้น สรุปแล้วทุกข์ในวัยเด็กคือทุกข์จากความยากจนเป็นหลัก และเป็นตัวบีบ-ส่งให้เกิดความทะเยอทะยานให้พ้นภาวะนั้น โดยการตั้งใจเรียน-มีความเพียรเพื่อให้พ้นทุกข์ดังกล่าว
ผมเรียนจบแพทย์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ กลับมาทำงานใช้ทุนที่อำเภอที่บ้าน ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มีเงินเดือน(เปิดคลินิกด้วย) มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีฐานะทางสังคม เหตุแห่งทุกข์เปลี่ยนไปจากความยากจนมาเป็นเรื่องราวอื่นๆ จากการทำงานบ้าง จากความยากมี-อยากได้-อยากเป็น ขณะเดียวกันก็ภูมิใจ ดีใจ ที่ได้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากจากความเจ็บป่วย ประมาณ ๘ เดือนหลังจบแพทย์ แม่ได้เสียชีวิตอย่างกระทันหัน ด้วยเหตุไตวายเฉียบพลันเนื่องจากโลหิตเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นฝีที่กล้ามเนื้อโคนขา ตอนนั้นยิ่งคิดมาก ทุกข์มาก คิดโทษตัวเองว่าดูแลแม่ไม่ดี ช่วยคนอื่นได้มากมาย แต่พอถึงเวลาคนสำคัญของชีวิตเรากลับช่วยไม่ได้ ยังไม่ได้ให้แม่ด้วยสิ่งดีๆ ยังไม่ได้พาแม่ไปเที่ยว ต่างๆมากมาย คิดไปสารพัด เมื่อไม่มีแม่ (ทั้งที่ไม่มีพ่ออยู่ก่อนแล้ว) ก็เหมือนตัวคนเดียว ก็ทุกข์อีก รู้สึกเหงา รู้สึกโดดเดี่ยว ต่อมาได้แต่งงาน ภรรยามีอาชีพแพทย์รุ่นเดียวกัน ก็คิดว่าเรามีความพร้อมแล้วทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ จึงคิดหาคนมาช่วยดับทุกข์ดีกว่า
ผมทำงานใช้ทุนได้ ๒ ปี ก็เข้ามาเรียนต่อเป็นแพทย์ผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะคิดว่าจะทำให้มีความรู้ ความสามารถในการรักษาผู้ป่วย ได้มากขึ้น ไม่มีภูมิความรู้มากขึ้น มีโอกาสในการทำมาหากินมากขึ้น อยู่ในที่ดีกว่าเดิม ใช้เวลาในการเรียนต่อ ๓ ปี ระหว่างนี้ได้บุตรสาวคนแรก ขณะที่เรียนนี้ก็ลำบาก เหนื่อยมากทั้งกาย-ใจ สู้อดทนเอาเพราะคิดว่าเมื่อเรียนจบแล้ว ชีวิตเราจะสมบูรณ์แบบ มีทั้งวิชา ความรู้ ความสามารถ เงินทอง บุตร ภรรยา เกียรติ ฯลฯ คิดว่าฝันไว้สวยหรู นี่ก็คือทุกข์จากความอยากมี-อยากเป็นของตนเองผลักไสให้แสวงหาเรื่อยๆ เป็นสุขแบบโลกๆ
เมื่อจบมาเป็นแพทย์ผ่าตัดอยู่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ก็มีก็เป็นอย่างที่ตัวเองเคยคิดไว้ แต่ก็พบว่ามันไม่ใช่สุขที่แท้จริง ความรู้สึกถึงความไม่เต็มมีอยู่ ดูภายนอกก็สมบูรณ์ดีทุกอย่าง ใช้ทุนได้ ๑ ปีก็ลาออกจากราชการไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนได้เงินเดือนเป็นแสน แต่ต้องจากบ้าน ไม่ได้อยู่ครบเป็นครอบครัว วันหยุดงานเสาร์-อาทิตย์ จึงได้กลับมาพบกัน ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ได้สนใจธรรมะ
จากชีวิตที่ผ่านมาจะพบอยู่เสมอว่าตัวเองยังมีทุกข์ เพราะอย่างที่บอกแล้วว่าเป็นคนที่คิดมาก ยิ่งทุกข์มากยิ่งคิดมาก ยิ่งคิดมาก ยิ่งต้องการหนีทุกข์ ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ มีทุกข์อยู่ที่เดียวรวมกันคือ กายและโดยเฉพาะที่ใจนี้ แต่เหตุของทุกข์ได้เปลี่ยนไป เปลี่ยนไป ยิ่งช่วงหลังๆ มีเหตุให้เกิดทุกข์หลายครั้ง จากความอยากมี-อยากได้-อยากเป็นของตัวเอง ที่สำคัญอีกอย่าง คือทุกข์จากการติดดี ยึดมั่นในคุณความดี เมื่อไม่เป็นไปตามนั้นก็ทุกข์ใจมาก จากจุดนี้ผมเริ่มอ่านหนังสือจำพวกปรัชญาชีวิต เช่นหนังสือของท่านคาริล ยิบราน อ่านหนังสือมังกรจักรวาลของ ดร. สุนัยภรณวิลัย (ทั้ง ๓-๔ ภาค) เริ่มนั่งสมาธิเองตามแนวพุทโธ อ่านหนังสือพระไตรปิฎกฉบับประชาชน เมื่อได้เริ่มศึกษาธรรมะ โดยเฉพาะพุทธศาสนา และนั่งสมาธิ ผมเริ่มสังเกตได้ว่าสิ่งนี้แหละ คือสิ่งที่มาเติมชีวิตส่วนที่ขาดของตัวเองให้เต็มได้ ยิ่งศึกษามาก (อ่านมาก) ยิ่งมั่นใจว่า พุทธศาสนานี้ ทำให้เราหมดทุกข์ได้แน่นอน ก็อ่านทั้งหนังสือพุทธรรมของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) หนังสือวิสุทธิมรรค หนังสือวิมุตติมรรค หนังสือของ ครูบาอาจารย์ในสายปฏิบัติภาวนาหลายสิบรูป ฟังเทปของครูบาอาจารย์ต่างๆ ศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ด้วยตนเอง และเจริญสมาธิ ตามแนวการเพ่งกสิณ ได้ผลดีเท่าที่ควร
หลังจากได้ศึกษาธรรมะและปฏิบัติสมาธิภาวนามาระยะหนึ่ง ก็ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น ละวางสิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นเครื่อง ถ่วง-ผูกรัด ให้เบาบางลงได้ ใจก็เบาสบายเป็นระยะๆ (เท่าที่จะมีความสงบอยู่) แต่ว่าเท่านี้ยังไม่พอ ตัวเอง (ใจ) ก็ยังมีทุกข์อยู่เรื่อยๆ ทุกข์จากอะไร ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ทุกข์จากการทำงาน ทุกข์จากการติดดี ทุกข์จากความขัดแย้งในตัวเอง แม้ในช่วงหลัง ได้สมัครเข้ารับราชการอีกรอบ ทุกข์ลักษณะเดิมยังมีอยู่ ใจมีความขุ่นมัว-ขุ่นเคือง-เศร้าหมอง มีความพอใจ-ไม่พอใจเข้ามาเรื่อยๆ และเมื่อได้ทบทวนตัวเองดูแล้ว พบว่าทุกครั้งที่สิ่งเหล่านี้เกิด จิตเปลี่ยนไปจากความสงบที่เราได้ตั้งใจไว้ ก็เนื่องมาจากที่เราขาดสตินั่นเอง ทั้งๆที่เราตั้งใจไว้ดีแล้ว ทำสมาธิจิต สงบ เบาสบาย แต่เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาแล้วปรากฏว่า สิ่งที่เราได้ศึกษาและปฏิบัติมานี้ ยังไม่สามารถช่วยเราได้ จิตเรายังมีขึ้นๆ ลงๆ ฟูๆ แฟบๆ รวมทั้งได้อ่านหนังสือและสนทนาธรรมกับท่านผู้รู้ก็บอกในลักษณะเดียวกันว่า ต้องให้มีสติ ต้องให้มีสติ แล้วทำอย่างไรล่ะจึงจะมีสติ จึงได้เริ่มปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงพ่อจรัล ฐิตธมโม แห่งวัดอัมพวัน จ. สิงห์บุรี และเคยไปวัดอัมพวัน ๒๓ ครั้ง ก็ทำได้อยู่ประมาณ ๖ เดือน (ก็ทำเท่าที่จะทำได้ แต่เข้าใจว่า คงไม่ถูกต้อง เหมือนกับได้ฝึกกับหลวงพ่อ โดยตรง) ประสบการณ์ตอนนี้คิดว่า ตัวเองไม่ได้ประโยชน์เท่าไร สติที่หลุดก็ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่สังเกตได้ตอนนี้ คือ เมื่อเดินจงกรมหรือกำหนดพอง-ยุบไประยะหนึ่ง จิตของเราจะทิ้งคำบริกรรม เหลือสภาวะที่รู้การเคลื่อนอยู่เฉยๆ ตอนนี้ยังเข้าใจว่า อาจจะผิดวิธีก็ได้ แต่รู้อย่างเดียวว่า ตอนนั้นรู้เฉยๆ นะ เบา-สบายดี คล่องตัว ไม่อึดอัดขัดข้อง เหมือนมีคำบริกรรม
สำหรับแนวทางการเจริญสติของหลวงพ่อเทียนนี้ จริงๆแล้วผมสนใจแนวทางนี้มาตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๑ เมื่อได้อ่านหนังสือที่เขียนโดยแพทย์ ๒ ท่าน คือ นายแพทย์วัฒนา สุพรหมจักร และนายแพทย์คงศักดิ์ ตันไพจิต ชื่อหนังสือ คือ หลวงพ่อเทียนที่ผมรู้จัก ตอนนั้นผมสนใจมาก เพราะท่านบอกว่า เป็นทางลัด สั้น ง่าย ใจก็อยากได้อะไรที่มันเร็วๆ สั้นๆ สะดวกๆ จึงโทรไปหานายแพทย์วัฒนา ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ว่าถ้าสนใจจะปฏิบัติธรรมแนวนี้ จะมีครูบาอาจารย์ สอนได้ที่ไหน ท่านก็แนะนำชื่อหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ วัดป่าสุคะโต อ. แก้งคร้อ จ. ชัยภูมิ ผมได้ข้อมูลนี้แล้วจดบันทึกไว้ ใจก็ยังสนใจอยู่แต่ไม่มีเวลาพอจะไปเสาะหา เผอิญช่วงนั้นพระคุณเจ้าที่ผมไปนั่งสมาธิอยู่ด้วย บอกว่าตอนนี้ยังไม่พร้อม ก็ไม่เป็นไร เน้นเจริญสมถภาวนาไปก่อนก็ได้ ผมจึงนั่งสมาธิเรื่อยมา
ผมมาเห็นชื่อหลวงพ่อเทียนอีกครั้งก็เมื่อต้นปี ๒๕๔๓ ไปพบหนังสือชื่อ ตามรอยหลวงพ่อเทียน โดยมีชื่อหลวงพ่อคำเขียนเป็นผู้บรรยายธรรม พร้อมกับด้านหลังหนังสือมีแผนที่ไปวัดป่าสุคะโตอยู่ด้วย พอดีช่วงนั้นมีเวลาว่างอยู่ ก็เลยขับรถตามแผนที่ไปวัดป่าสุคะโต ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๔๓ อยู่ได้ ๖ วันก็เดินทางกลับและกลับไปอีกครั้งช่วงสงกรานต์ ปีเดียวกัน อยู่ปฏิบัติได้ ๔ วัน ในเบื้องต้นมีเหตุหลายๆ อย่าง ที่มีความมั่นใจ ในแนวทางการเจริญสติ และผลที่ได้ ยกตัวอย่าง เช่น
- โดยการศึกษาทางปริยัติ และคำพูดคำสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะเน้นเรื่องให้มีสติมากๆ มีสติเป็นเบื้องต้น
- เข้าได้กับสิ่งที่ตัวเองประสบ และวิเคราะห์ปัญหาของตัวเองในการเกิดทุกข์ โดยเฉพาะจิตที่มีโทสะเป็นพื้นฐานแล้ว ทำให้มีความไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ เศร้าหมอง เป็นต้น ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าสติเราหลุดนั่นเอง มารู้สึกตัวอีกครั้ง ก็เมื่อมีอารมณ์ต่างๆ เกิดตามกันเป็นขบวนไปแล้ว จึงมาระงับได้ภายหลัง ในใจตอนนั้น ก็คิดว่าความรู้หรือปัญญาของเรา ในระดับสุตตะและระดับจินตานี้ เมื่อถึงเวลาจำเป็นหรือเร่งด่วนแล้ว ไม่สามารถใช้ได้อย่างทันท่วงที รู้นั้นรู้อยู่ แต่นำมาใช้ไม่ได้ทันเวลาเนื่องจากการขาดสติ สมกับคำพูดที่ว่า สติ-สัมปชัญญะ เมื่อไม่มีสติ สัมปชัญญะจึงเกิดไม่ได้ จิตซึ่งเคยเสพคุ้นกับอารมณ์เดิมๆ เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเข้ามา การตอบสนองก็ยังคงเป็นไปในแนวทางเดิมซ้ำๆเรื่อยไปนั่นเอง
- แนวทางการปฏิบัติง่าย ลัดสั้น-ตรงเข้าไปสู่สภาวะของผู้รู้-ตัวรู้ หรือสติไว้โดยตรงๆ ไม่มีคำพูดหรือศัพท์บัญญัติใดๆ มาบดบังสภาวะธรรม ที่จะเข้าถึง ไม่ต้องบริกรรมใดๆทั้งสิ้น เข้าถึงความรู้สึกตัวเลยโดยตรง เพราะอย่างที่เคยกล่าวแล้วว่า เคยปฏิบัติแนวบริกรรมแล้วระยะหนึ่งจิตจะวางคำบริกรรม เหลือแต่ตัวรู้เฉยๆ รู้อยู่ถึงการเคลื่อนของผนังหน้าท้อง การก้าวย่าง พอมาเจอแนวทางที่บอกว่าไม่ต้องบริกรรมก็ได้ ก็เลยยิ่งถูกใจและเข้าใจมากขึ้น
- มีประสบการณ์ที่เห็นผลชัดเจนมาก ของการเห็นความคิดของตนเอง มาก่อนที่จะได้ปฏิบัติธรรม แนวทางเจริญสติ ของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ประมาณหนึ่งเดือน เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ จ. เพชรบุรี ขณะที่ผมขับรถช้าๆ เพื่อหาที่จอดรถ รถคันข้างหลังบีบแตรไล่ เมื่อได้ยินเสียงบีบแตร ใจก็ฉุนกึก ความโกรธ-โมโหก็พุ่งขึ้นทันที แต่ คราวนี้ผมเห็นมันชัดเจนมาก พอเห็นความโกรธ มันก็หยุดทันที แล้วค่อยๆลดลงน้อยลง และหายไปต่อหน้าต่อตา(ของความรู้สึก) รู้ได้ทันทีเลยว่า เจ้าตัวนี้เอง ที่เป็นเหตุทำให้เราโกรธ-โมโห แล้วรู้ไม่ทัน ก็เข้าไปเป็นผู้โกรธ และเล่นละครตามบทของผู้โกรธไป จนกว่ามันจะสิ้นฤทธิ์ หรือดับไปเอง หรือไม่ก็ฉุกใจคิดได้ภายหลัง (มีสติสัมปชัญญะกลับมา)
อารมณ์อื่นๆก็คงเหมือนกันและก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครั้งใดที่เรามีความรู้ตัวพร้อม เราจะเห็นความคิด และมีสิทธิ ที่จะไม่ทำ ตามความคิดนั้นก็ได้ ยิ่งมาอ่านหนังสือตามแนวหลวงพ่อเทียน พูดถึงเรื่องการเห็นความคิด ก็ยิ่งสนใจ อยากปฏิบัติมากขึ้น คิดว่าถ้าหากเราเจริญสติได้มากๆ เราก็จะไม่หลงไปในอารมณ์หรือความคิดที่เกิดขึ้นมาได้ ขนาดเราเห็นภาพโกรธ ครั้งเดียว ทุกข์ที่เราเคยมีนั้นลดลงตั้งมากมาย มีความเบาใจเบากาย คลายความยึดมั่น ถือมั่นต่างๆ ได้พอสมควร นี้เป็นอานิสงส์ ของการเห็นความคิด
- มีความเปลี่ยนแปลงของจิตใจในแนวทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผ่านการปฏิบัติกรรมฐาน แนวการเจริญสติโดยตามรู้ ความเคลื่อนไหว ของร่างกาย ในขณะปฏิบัติช่วงเวลาสั้นๆ คือ ๖ วันครั้งหนึ่ง และ ๔ วันครั้งหนึ่ง ไม่ค่อยรู้สึกถึง ความเปลี่ยนแปลง เท่าไร แต่เมื่อเข้ามาในสังคมและสิ่งแวดล้อมเดิมๆ จะพบว่าอารมณ์ของเรามั่นคงขึ้น ไม่ฟูๆ แฟบๆ จิตขึ้นๆ ลงๆ น้อยลง ทั้งนี้เพราะสติเรา มีมากขึ้นนั่นเอง
- หลังจากผ่านการปฏิบัติเข้มข้นทั้ง ๒ ครั้ง ในช่วงเวลา ๖ วันและ ๔ วัน ผมได้กลับมาคิดเปรียบเทียบ แนวทางเจริญสตินี้ ผลที่เกิดขึ้นกับปริยัติต่างๆ ตามแนวทางการปฏิบัติ และผลก็พบว่าเข้ากันได้ (ตามความเข้าใจของตัวเอง) ทั้งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่เริ่มด้วยสติปัฏฐาน ๔ ,สัมมัปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗, มรรคมีองค์ ๘ ก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเราเจริญสติอยู่ สามารถทำกิจในอริยสัจ ๔ ได้อย่างที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ นี่เป็นผลจากการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่กำหนดรู้การเคลื่อนไหวโดยการสร้างจังหวะตามแนวของหลวงพ่อเทียน