#echo banner="" คำสารภาพของวิญญาณบาป เริ่มเรื่อง นพ. อาจินต์ บุณยเกตุ 00

คำสารภาพของวิญญาณบาป

นพ. อาจินต์ บุณยเกตุ

โพสท์ในเวบธรรมจักร ลานหนังสือธรรมะ โดย TU 27-07-2547

www.dhammajak.net/webboard/show.php?Category=d_book&No=305&page=1

เริ่มเรื่อง

ท่านผู้อ่านที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือว่าร่วมๆ 60 ปีที่อยู่แถวอยุธยา คงจะได้รู้จักหรือได้ยินกิตติศัพท์อันสมควรแก่การเคารพคารวะอย่างยิ่งของพระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านคือ "พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพุทธวิหารโสภณ" แห่งวัดวงษ์ฆ้องคลองเมือง ในเขตอำเภอเมืองอยุธยานี่เอง แต่ชาวบ้านใกล้ๆ วัด เรียกท่านว่า “หลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง”

ท่านได้ถึงแก่มรณภาพไปเมื่ออายุของท่านประมาณ 90 ปีโดยสภาพที่นั่งหลับทำสมาธิในกุฏิ ประมาณ พ.ศ. 2488 ในสมัยที่ประเทศเรายังอยู่ในระยะสงครามโลกครั้งที่ 2

ก่อนที่จะถึงมรณภาพ ท่านได้บอกลูกศิษย์ลูกหา ของท่านที่รับใช้ท่านอยู่ว่า “พรุ่งนี้ไม่ฉันเช้า ไม่ฉันเพล ไม่ต้องปลุก เพลแล้วจึงค่อยเข้าไปหาในกุฏิ ก่อนจะไปหาในห้อง ให้หาอาหารนก ให้ไก่ ให้แมว ให้สุนัข และสัตว์ที่ซื้อชีวิตเขามาเลื้ยงไว้ในถุนกุฏิ ให้อิ่มเสียก่อนด้วย” (ทั้งนี้เพราะสัตว์เป็นอันมากที่ท่านสงเคราะห์ชีวิตไว้ อยู่กันเต็มไปหมดทั้งบนกุฏิและใต้กุฏิ)

วันรุ่งขึ้น ลูกศิษย์ก็ปฏิบัติตามที่ท่านสั่งอย่างเรียบร้อย เหมือนกับที่ปฏิบัติมาทุกวัน แต่ก็นึกแปลกใจว่า “วันนี้ทำไมหลวงพ่อไม่ตื่นออกมาฉันเช้าและฉันเพล” ทั้งๆ ที่อยากรู้ แต่ก็ไม่กล้าถามท่าน

พอได้เวลาเลยไปแล้ว คณะลูกศิษย์ก็เปิดประตูกุฏิเข้าไปหาท่านตามสั่ง จึงพบว่า ท่านได้ถึงแก่มรณภาพแล้ว ในลักษณะนั่งสมาธิบนเบาะพิงหมอนขวาน มือทั้งสองของท่านวางที่หน้าตัก ศีรษะเอียงไปข้างหนึ่ง

จากนั้น ข่าวก็กระจายไปทั่วเกาะอยุธยา ลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพนับถือในตัวท่านต่างก็หลั่งไหลไปที่วัดเพื่อกราบนมัสการด้วยความเคารพและอาลัย

ข่าวนี้ยังได้ทราบมาถึงลูกศิษย์ลูกหาที่กรุงเทพฯ ทำให้วัดวงษ์ฆ้องในระยะนั้นแน่นขนัดไปด้วยสาธุชนที่เคารพในตัวท่าน บุคคลที่เคยได้รับอนุเคราะห์จากท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่ไปขอความเมตตาจากท่านนับด้วยสิบๆ ปี เพราะท่านได้แผ่เมตตาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่เลือกว่ายากดีมีจน ร่ำรวยหรือยาจกเข็ญใจ

แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน จะเห็นได้ว่า ทั้งเป็ด ทั้งไก่ ทั้งหนู เต็มไปทั้งใต้ถุนกุฏิ รวมทั้งวัว ควาย ที่เขาจะฆ่า พอท่านทราบเข้า ท่านก็จะขอบิณฑบาตชีวิตไว้ ถึงจะต้องเสียปัจจัยในการซื้อชีวิตนี้เท่าใดก็ตาม

ประกอบกับท่านเป็นแพทย์แผนโบราณ ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านไปเรียนที่อินเดีย ท่านไปอินเดียด้วยการเดินธุดงค์ เมื่อหลายปีมาแล้ว ไปอยู่อินเดียหลายปี เรียนวิปัสสนากรรมฐานที่อินเดียโน่นด้วย ท่านก็ใช้วิชาแพทย์โบราณที่เรียกว่าช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ที่เจ็บไข้ได้ป่วย เพื่อการกุศลอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องกระดูกหัก ท่านเก่งมาก ที่ใต้ถุนกุฏิของท่านจะมีกองเฝือกที่แกะออก ผ่าออก จากแขน ขา ลำตัว คนไข้กองโตพะเนินเทินทึก กิตติศัพท์ของท่านได้ทราบกันทั่วไปในสมัยนั้น

ดังตัวอย่างก็คือ คุณวิลาศ โอสถานนท์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (ในสมัยนั้นเรียก กรมโฆษณาการ) ไปขี่ม้า บังเอิญตกจากหลังม้ากระดูกสันหลังหัก ได้เข้ารับการรักษาตัว ณ โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งโดยนอนเข้าเฝือกลำตัวไว้ ต่อมาญาติของท่านได้ทราบถึงความสามารถของหลวงพ่อ จึงขึ้นรถไฟไปหาท่าน (สมัยนั้นไม่มีทางรถยนต์ มีแต่ทางรถไฟทางเดียว)

หลวงพ่อบอกว่า “เดี๋ยวก่อน ไม่ต้องบอกว่าป่วยเป็นอะไร” ว่าแล้วท่านก็จุดเทียนขึ้นเล่มหนึ่ง ตั้งเทียนไว้ที่ปากบาตร ที่สำหรับทำน้ำมนต์ พอท่านนั่งหลับตาอยู่ครู่เดียว ท่านก็บอกว่า “คนไข้ กระดูกสันหลังหักเสียแล้วให้เอาใส่เรือมาจอดที่หน้าวัดเลย จะรักษาให้” ญาติๆ ถึงกับตะลึงเพราะไม่ได้มีใครบอกท่านก่อนเลยว่า จะพาใครมาหาท่าน มาเรื่องอะไร

เมื่อ พันตรีวิลาศ โอสถานนท์ นอนในเรือมาถึงหน้าวัด (ท่านได้รับยศพันตรีในระหว่างสงคราม พร้อมๆ กับ คุณควง อภัยวงศ์) หลวงพ่อก็สั่งให้เอาเฝือกที่เข้าไว้ตั้งแต่บั้นเอวจนถึงหัวเข้าทั้งสองออก แล้วก็ทำการรักษาตามวิธีที่ได้ร่ำเรียนมา

เนื่องจากกระดูกสันหลังหักและเคลื่อนไปจากที่เดิม หลวงพ่อจึงต้องทำการรักษาอยู่ 3 ครั้ง คือ 3 วัน พอครบ 3 วัน กระดูกที่หักของคุณวิลาศ ก็ติดเป็นปกติ หลวงพ่อจึงสั่งให้ผู้ป่วยยืนขึ้น และเดินมาหาท่าน ผู้ป่วยก็ปฏิบัติตามด้วยอาการปกติ เหมือนกับไม่เคยมีอาการหัก ณ ที่ใดมาก่อนเลย

หลักจากนั้น คุณวิลาศก็ลากลับและไปตรวจเอกซเรย์อีกครั้งที่โรงพยาบาลที่ท่านเคยเข้าไปรับการรักษาในครั้งแรกที่กระดูกหักใหม่ๆ แต่ปรากฏว่ากระดูกไม่มีรอยหัก ณ ที่ใด ยังความประหลาดใจแก่แพทย์ผู้ทำการรักษาทุกท่านเป็นอย่างมาก ตอนนี้จึงทำให้กิตติศัพท์ของหลวงพ่อยิ่งกระฉ่อนไปอย่างไม่มีใครยั้งได้

บัดนี้ คุณวิลาศผู้นั้นอายุ 87 ปีในปี พ.ศ. 2532 และยังเดินเล่นกอล์ฟบางพระ จังหวัดชลบุรีได้

ในปี 2483 ผมป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ และทำให้ขั้วปอดอักเสบอาจารย์ที่ท่านให้การรักษาผม ท่านอยู่ที่โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งเกรงว่าผมจะเป็นวัณโรคขั้วปอด จึงทำการรักษา โดยให้นอนพักนิ่งๆตามความเชื่อถือในสมัยนั้น ทำให้ผมซึ่งเรียนอยู่ชั้นเตรียมจุฬาปีที่ 2 ต้องหยุดเรียนเฉยไป 1 ปี เพื่อนๆ ข้ามไปจุฬาหมดแล้ว ผมจึงได้กลับเข้ามาเรียนต่อชั้นเตรียมปีที่ 2 ใหม่

ก็จะไปเรียนได้อย่างไร ท่านให้นอนนิ่งๆ ให้น้ำมันตับปลา กินแล้วนอนเฉยๆ จนขาลีบหมด

ถ้าพูดตามตำราโหราศาสตร์ผมเกิดวันจันทร์ พระจันทร์เสวยอายุ 15 ปี พออายุย่างเข้า 16 ปี พระอังคารก็เสวยแล้ว ดาวอังคารน่ะเกเรน้อยอยู่เมื่อไหร่ วันจันทร์เป็นวันอ่อนด้วย ผลคือทำให้ประสบเคราะห์กรรมเสีย 8 ปี เบาบ้างหนักบ้าง สุดแล้วแต่ ก็พอดีแหละครับผมอายุ 16 ปี เรียนอยู่ชั้นเตรียมอุดมปีที่ 2 ในปี 2483 พระอังคารก็เสวยอายุก็ประสบกับเคราะห์กรรมอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรมากมายเลย

การนอนอยู่เฉยๆ บนเตียงตั้ง 1 ปีนี้ก็มีประโยชน์แก่ผม ในตอนหลังเพราะผมเก็บเอาหนังสือเก่าๆ ของบิดาผม มาอ่านหมดบ้าน อ่านจนหมดทุกตู้ๆ ตั้งแต่ รามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน อิเหนา หนังสือ มูลบทๆ แถมพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 6 เช่น ดุสิตสมิต มัทนะพาธาบทละครต่างๆ ที่ท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้ แถมหนังสือธรรมะต่างๆ ด้วย

ทั้งนี้เพราะบิดาผมเป็นข้าราชบริพารมาตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช และรับราชการในรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชการที่ 6 มาตลอดจน ถึงรัชกาลที่ 7 จนถึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลจันทบุรี มณฑลร้อยเอ็ด และสุดท้ายดำรงตำแหน่งองคมนตรี รักษาราชการในรัชกาลที่ 7 หนังสือหนังหาต่างๆ จึงมีมาก

เมื่อต้องหยุดเรียนมานอนเฉยๆ เป็นปีอย่างนี้ ทั้งบิดามารดาของผมก็กลัดกลุ้ม ก็กำลังเรียนหนังสือดีๆ เรียนแพทย์เสียด้วย แล้วต้องมานอนเฉยๆ อย่างนี้โดยไม่มีกำหนด

พอตีกิตติศัพท์ของหลวงพ่อวัดวงษ์ฆ้อง ได้ยินมาถึงคุณทวี บุณยเกตุซึ่งท่านเป็นพี่ของผม และท่านเป็นเพื่อน กับคุณวิลาศ โอสถานนท์ และคุณควง อภัยวงศ์ ด้วย ก็มาคุยกับบิดาผม ในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะไปนิมนต์หลวงพ่อวัดวงษ์ฆ้องมารักษาผม โดยให้น้าชายผม (ปัจจุบันยังมีชิวิตอยู่ อยู่ที่เชียงใหม่) เป็นผู้ไปนมัสการท่าน

หลวงพ่อวัดวงษ์ฆ้อง ท่านไม่ได้มาที่บ้านผมตามที่นิมนต์แต่ท่านได้ทำการตรวจโดยวิธีนั่งเทียนที่ปากบาตรสักศรู่เดียวท่านก็บอกว่า “ไม่เป็นอะไรหรอก ให้เอายาห่อไปนี้ไปละลายกินพอหมดก็หาย

ยาที่ท่านจดให้ ผมยังจำได้จนบัดนี้ คือเป็นยาตำราอินเดียได้แก่ คุลิก่า อำพันทอง โคโรค ศิลายอน หินอ่อน ม้าน้ำ อย่างละเท่าไรผมจำไม่ได้แล้วเพราะมันนานเต็มที

ตัวยาของท่านหาซื้อลำบากมาก ชื่อไม่เคยได้ยิน มารดาผมไปซื้อได้ที่ ร้านเจ้ากรมเป๋อ พอได้มาก็เอามาบดเป็นผง

แล้วยังมีตัวยาอีกที่เหมือนว่าจะเป็นพิมเสน หญ้าฝรั่น เมื่อบดรวมกันแล้วจะได้เป็นผงสีน้ำตาล ให้เอายานี้มาละลายน้ำดอกมะลิ รับประทานวันละ 3 ครั้ง จากนั้นก็ให้ยืน ให้เดิน ทันที ห้ามนอน เดี๋ยวนอนนานๆ อัมพาตกินอีก พอยาหมดแล้วให้ไปหาท่านเองที่วัด

นี่แหละครับ ต้นเหตุที่ผมจะต้องไปหาท่านที่วัดวงษ์ฆ้องบ่อยๆ จนกลายเป็นลูกศิษย์ไปเลย

เมื่อยาชุดแรกหมดแล้ว ก็ไปหายาชุดที่สองมารับประทานอีก โดยท่านจดชื่อให้ไปหาเอง ชื่อยาแต่ละตัวก็เหมือนเก่า จำยากๆ ทั้งนั้น แถมยังมีเพิ่มขึ้นมาอีก ผมมารู้เอาในตอนหลังว่ายาที่ชื่อ คุลิก่า ก็คือ ปรวดในตัวค่าง ซึ่งได้จากตัวค่างที่ห้อยโหนอยู่ตามต้นไม้ เมื่อมันถูกยิงโดยมนุษย์แล้ว มันจะวิ่งไปเก็บใบไม้มาจุกแผลที่ถูกยิง ถ้ามันไม่ตาย หรือตกลงมาสู่พื้นดิน ต่อมานานๆ เข้าแผลนี้หาย เกิดเป็นปรวดขึ้นคือเป็นก้อนๆ ยาวๆ ตามรอยที่กระสุนปืนผ่าน ต่อมาเมื่อค่างตาย พรานที่จับได้จะคลำหาก้อนปรวดนี้ ถ้าได้ก็จะผ่าออก แล้วเอามาขาย เรียกว่า “คุลิก่า”

ส่วน โคโรค นั้น ผมจำไม่ได้แน่นัก คิดว่าจะเป็นปรวดอีก แต่เป็นปรวดจากตัว โค หรือวัว

ส่วน ศิลายอน นั้น ผมจำได้แต่ชื่อ ลืมลักษณะหน้าตาของยาตัวนี้ไปแล้ว

หินอ่อน เห็นจะไม่ใช่หินอ่อนที่นำมาใช้ก่อสร้างแน่ๆ แต่เป็นหินอ่อนชนิดหนึ่ง

ส่วน ม้าน้ำ นั้น เป็นม้าน้ำแห้งๆ ที่เราเคยเห็นอยู่แล้ว

ยาของหลวงพ่อวัดวงษ์ฆ้องนั้นพิสดารมาก พอรับประทานยาของท่านได้ 2 ชุดแล้ว ท่านก็ให้รับประทานยาบำรุง ยาเจริญอาหาร อาหารนั้นไม่ห้ามสิ่งใด ยาเจริญอาหารที่ว่าก็คือ บอระเพ็ดรอบศีรษะ คือเอาบอระเพ็ดก้านยาวๆ นั่นแหละ มาพันรอบศีรษะแล้วเอามาสับตากแห้งพอหมาดๆ รับประทานครั้งละครึ่งถ้วยตะไล ผสมกับเกลือป่น รับประทานก่อนอาหารเช้าและเย็น สักหนึ่งชั่วโมง หลังจากรับประทานยานี้ไม่กี่วันก็เริ่มอ้วนท้วนแข็งแรงขึ้นทุกวันๆ

ต่อมาภายหลังเมื่อเรียนแพทย์ต่อ ผมจึงทราบว่ารสขมนี้เป็นรสที่เจริญอาหาร ยาน้ำที่เจริญอาหารทำให้หิวจะเป็นยาขมๆ ทั้งสิ้น

น้ำที่หลวงพ่อวัดวงษ์ฆ้องท่านใช้เป็นกระสายยาก็คือ น้ำมนต์ของท่าน

วิธีที่หลวงพ่อวัดวงษ์ฆ้องท่านทำน้ำมนต์ รดตัว ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ผมก็เคยช่วยท่านทำ โดยจุดเทียนขี้ผึ้งถวาย ท่านจะเอาเทียนจุดแล้วปักไว้ที่ปากบาตร แล้วท่านจะนั่งสงบนิ่งอยู่พักใหญ่ จากนั้นท่านจะหยดเทียนลงไปในบาตร น้ำตาเทียนที่หยดลงไปนั้น เมื่อกระทบน้ำในบาตรจะมีลักษณะเหมือนดอกพิกุลทุกหยดท่านจะทำน้ำมนต์ในกุฏิของท่าน เวลาที่ท่านทำน้ำมนต์ก็จะเป็นเวลา สามโมงเช้าตอนหนึ่ง อีกทีก็ตอนค่ำ

ครั้งหนึ่งท่านเรียกให้ผู้คนที่มาหาท่าน ก้มหน้าดูน้ำตาเทียนในบาตรให้จ้องดูให้ดีๆ ผมก็แอบดูด้วย

สักครู่จะเห็นน้ำตาเทียนที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนดอกพิกุลนั้นเคลื่อนไหวโดยไหลไปทางเดียวกันรอบๆ บาตร ผมก็แปลกใจ ลมก็ไม่มีพัดเข้ามาในกุฏิเลย พัดลมหรือไม่มี แล้วก็ไม่มีใครไปหายใจรดหรือเป่าลมไปที่บาตรนั้นสักคน แต่ดอกพิกุลในบาตรก็เคลื่อนไหวได้แล้วเร็วขึ้นๆ เสียด้วย โดยมีหลวงพ่อนั่งหลับตาภาวนาอยู่ห่างๆ

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็ก ยังไม่รู้จักคำว่า “พลังจิต” ไม่รู้จัก คำว่า “ฌาน” ก็ได้แต่แปลกใจ ประหลาดใจในอิทธิฤทธิ์ของท่าน

นอกจากนี้ผมยังมีเรื่องที่แปลกจนกลายเป็นของธรรมดาไป ก็ตอนที่มีคนมาหาท่าน เขายังไม่ทันได้พูดอะไร เพียงแต่นั่งลงกราบ ถวายดอกไม้ธูปเทียน พอท่านรับของถวายแล้ว ท่านก็นิ่งเฉยอยู่สักครู่ จากนั้นท่านก็จะพูดออกมาเลยว่า “ปัญหาของผู้นั้นคืออะไร ผลจะเป็นอย่างไร ?”

อย่างเช่นมีอยู่รายหนึ่งมาหาท่านจะขอให้ท่านช่วยรักษาให้ โดยที่ป่วยมานานแล้วไม่หาย หลวงพ่อท่านว่า “ไปทำสังฆทาน กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าบุญนายคุณ เจ้ากรรมนายเวรเสีย รีบๆ ไปทำเสียเร็วๆ”

พอคนนั้นกลับไปแล้ว ผมถามท่านว่า “ทำไมหลวงพ่อไม่ช่วยรักษาให้เขา”

ท่านตอบว่า “นาฬิกาหมดลานแล้ว เหมือนเรือถึงท่าแล้ว ก็ขึ้นจากเรือเดินต่อไปก็แล้วกัน จะแจวจะพายไปไหนกันอีก”

ต่อมาภายหลังจึงทราบว่า ผู้นั้นหมดอายุแล้ว และถึงแก่กรรมต่อมาในเวลาไม่กี่วันหลังจากวันนั้น

หลวงพ่อท่านเป็นคนวัยเดียว รุ่นเดียวกันกับบิดาของผม คือถ้าอายุตอนนี้ก็เห็นจะกว่า 120 ปีแล้ว ตอนที่บิดาผมนิมนต์ท่านมาจากวัด ที่บ้านทั้งสองท่านคุยกัน ปุจฉา-วิสัชนากันดึกๆ ทุกคืน ผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่ก็แอบไปฟังท่านคุยกัน ล้วนแล้วแต่เรื่องแปลกๆ ทั้งสิ้น บางเรื่องเราก็ตาค้าง อ้าปากฟัง

หลวงพ่อท่านมาคุยกับบิดาผมบ่อย เวลาไปนิมนต์ท่าน ท่านก็มาทางรถไฟ แล้วเราไปรับท่านที่สถานีสามเลน ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เรื่องที่ท่านคุยกันนั้น เท่าที่ผมฟังมาและที่จำได้ติดหูอยู่ ก็จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปในหัวข้อเรื่องนี้แหละครับ

ครั้งหนึ่งบิดาผมป่วย ไข้สูงมาก ผมเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนเตรียมแพทย์อยู่ ยังไม่รู้อะไรมากนัก พี่ๆ ของผมก็ใช้ให้ผมไปหาหลวงพ่อไปเรียนท่านว่า “บิดาผมป่วยไม่สบาย” ให้ผมมาขอความเมตตาจากท่านด้วย

พอรุ่งเช้า ผมก็ขึ้นรถไฟสายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ไปอยุธยา พอถึงสถานีก็นั่งสามล้อให้เขาพาไปส่งที่วัดวงษ์ฆ้อง สามล้อก็พาไปส่งทันทีเพราะวัดนี้ใครๆ ก็รู้จัก ผู้คนมาหาหลวงพ่อกันทุกวัน

วัดวงษ์ฆ้องเป็นวัดเก่ามาก อยู่เลยหัวรอไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้อยู่คนละฝั่งกับตัวเมือง มีคลองเล็กๆ คั่นอยู่ คลองนี้เรียกว่าคลองเมือง มีท่าน้ำอยู่ทั้งสองฝั่ง ฝั่งวัดจะมีศาลาเก่าๆ อยู่ด้วย พอถึงท่าน้ำสามล้อก็จะส่งเราที่ท่านี้ จากนั้นก็มีเรือจ้างแจวส่งข้ามฟากไปวัด ค่านั่งเรือก็สุดแต่จะให้ สองสตางค์สามสตางค์ก็มาแล้วในสมัยนั้น

พอถึงฝั่งวัดก็เดินขึ้นท่า ขึ้นศาลาเดินตรงดิ่งไปที่วัด ซึ่งอยู่ห่างจากท่าประมาณสัก 3 เสาไฟฟ้า ทางเดินก็เป็นอิฐหินหักๆ ราดเป็นถนนพอเดินได้ทางเดินจะไปสุดที่หน้ากุฏิหลวงพ่อ แต่ถ้าจะอ้อมไปโบสถ์วิหารก็ต้องเลี้ยวไปอีกทางหนึ่ง

กุฏิหลวงพ่อ เป็นกุฏิไม้ทั้งหลังหลังคาแหลม แบบคุ้มขุนแผนนอกชานกว้างมาก ล้อมรอบด้วยกุฏิไม้อีกหลายหลัง เดินไปมาหากันได้กลางชานมีหอระฆัง มีกลองเพล มีบันไดขึ้นกุฏิที่สูงมาก

ใต้ถุนกุฏิมีกองเฝือก ที่คนไข้ถอดออก กองสุมๆ กันอยู่มากมาย แล้วยังมี เป็ด ไก่ หมู่ วัว ควาย สุนัข นั่งบ้าง นอนบ้าง เดินบ้าง สารพัดสัตว์

พอก้าวขึ้นพบกุฏิก็เดินไปตามนอกชาน กลางนอกชานมีตันไม้โผล่ออกมาต้นหนึ่งสูงใหญ่ ลักษณะเหมือนต้นจำปี บนต้นไม้นี้มีนกต่างๆ อาศัยอยู่แยะ เช่น นกพิราบ นกกระจอก นกขุนทอง นกเอี้ยง นกเหล่านี้ช่วยกันถ่ายมูลลงมาที่นอกชานกันดีนัก

บนนอกชานหน้ากุฏิก็จะมี แมว สุนัข นอนเกยกันอยู่กลุ่มใหญ่ไม่ทำอะไรกัน คนที่ไปครั้งแรกๆ เห็นภาพเหล่านี้เข้าก็จะตะลึง ที่สัตว์เหล่านี้ไม่เป็นศัตรูต่อกันเลย

ซ้ายมือของนอกชานมียกพื้นเตี้ยๆ นี่แหละคือ กุฏิของหลวงพ่อ ซึ่งปกติจะมีผู้คนที่มาหาท่านนั่งพนมมือตั้งแต่ในกุฏิออกมาจนถึงนอกชาน คือนั่งที่บันไดหน้ากุฏิจนล้น

กุฏิหลวงพ่อ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนในคือ ห้องนอน หรือห้องที่ท่านใช้จำวัด

ห้องนอกลำหรับปฏิบัติกิจของท่าน เช่น รับแขกที่มาหาทุกวัน นั่งสมาธิกรรมฐานของท่าน และใช้ทำพิธีต่างๆ ซึ่งในห้องนี้ มี นาฬิกาต่างๆ อาทิ นาฬิกาแบบตู้ตั้งสูงเป็นเมตร นาฬิกาแมงดาที่แขวนข้างฝา นาฬิกาตีเพลง นาฬิกาแขวนรูปต่างๆ เป็นตุ๊กตาโผล่หน้าออกมาตีเวลา เป็นนกโผล่หน้าออกมาร้องบอกเวลาเป็นนาฬิกาตีบอกเวลาธรรมดาทั้งเล็กและใหญ่ รูปแบบต่างๆ นับด้วยร้อยเรือนส่วนมากที่สุดก็เป็นนาฬิกาเก่าๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ 6

นาฬิกาเหล่านี้ ไม่ได้ตั้งให้มันเดินตรงสักเรือน มีลูกศิษย์ทำหน้าที่ไขลาน ให้มันเดินไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

ผมนั่งอยู่ในห้องนี้ลักครู่จะได้ยินเสียงนาฬิกาตี เสียงนาฬิการ้อง เสียงนาฬิกาฝรั่งเคาะระฆังบอกเวลาต่างๆ ไม่เคยตรงกันลักเรือน ต่างเรือนต่างบอกเวลากันใหญ่ ผมจึงพูดกับหลวงพ่อว่า “ทำไมนาฬิกาแยะนัก เสียงนาฬิกาตีดังหนวกหูไปหมด”

ท่านบอกว่า “ลูกศิษย์ลูกหา ญาติโยม เอามาถวายตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 แล้วก็เอามาถวายจนบัดนี้ ก็ดี ฟังมันตีเพลินดี”

นมัสการเรียนถามว่า “หนวกหูจะตาย แล้วหลวงพ่อทำสมาธิยังไง”

ท่านก็เมตตาตอบว่า “นั่นแหละตัวสมาธิดีนัก คือเราฟังแต่เรือนที่มันเดิน มันตีอยู่เรือนเดียวพอ อย่าไปสนใจอันอื่น มันจะตี มันเดินหนวกหูอย่างไงช่าง เราเอาใจใส่แต่เพียงเสียงนาฬิกาเรือนเดียวก็แล้วกัน”

ผมจึงมาคิดทีหลัง เมื่ออีก 40 กว่าปีต่อมาได้ว่า นั่นคือ วิธีสงบจิตอย่างหนึ่ง เอาจิตไว้ที่เสียงนาฬิกาเดินเพียงเรือนเดียว

กลับมาเรื่องเก่าของเรา พอสามล้อพาผมมาถึงที่ท่าน้ำหน้าวัด ผมก็เดินลงไปที่ท่าน้ำ ตาคนแจวเรือข้ามฟากรู้จักดี แกบอกว่า “หลวงพ่ออยู่แขกเยอะเชียวครับ” ผมก็นั่งเรือของแกข้ามฟากไปที่ท่าวัดฝั่งโน้น แล้วก็เดินเข้าไปยังกุฏิท่าน

ตอนนั้นสายมากแล้ว เห็นจะราวๆ 9 นาฬิกาเศษๆ ผมเดินฝ่าฝูงนก ฝูงแมว ฝูงสุนัขเข้าหาท่าน อาศัยที่มาหาท่านจนคนที่วัดจำได้ เขาก็บอกว่าให้ผมเข้าไปในกุฏิของท่านเลย ผมก็ย่องๆ ฝ่าลูกศิษย์ลูกหาที่มาหาท่านแล้วก็นั่งลงกราบ

หลวงพ่อถามว่า “มีธุระอะไรวันนี้”

ผมก็กราบเรียนท่านว่า “เจ้าคุณพ่อไม่สบาย พี่ๆ ให้กระผมมากราบเรียน ขอความเมตตาจากหลวงพ่อ”

ทีนี้ ทางกรุงเทพฯ ขณะที่ผมเดินทางไปอยุธยา คุณทวี บุณยเกต พี่ชายผมก็ไปหาแพทย์ท่านหนึ่ง ท่านเป็นศาสตราจารย์ที่ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นเพื่อนกันโดยที่เป็นนักเรียนอังกฤษด้วยกัน อาจารย์ท่านนี้คือศาสตราจารย์นายแพทย์ใช้ นิพันธุ์ ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว บ้านท่านอยู่ถนนอโศก และทราบว่าบุตรชายท่านก็เป็นหมอเหมือนกัน

คุณทวี เชิญศาสตราจารย์นายแพทย์ใช้ มาตรวจอาการของบิดาผมทันที เสร็จแล้วก็บอกว่า บิดาผมป่วยด้วยโรคอะไร พร้อมกับทำการรักษาให้เสร็จ จัดแจงให้ใช้ไปหาซื้อยามาเดี๋ยวนั้น

คนทั้งบ้านก็ตระหนกตกใจกันมาก เพราะบิดาผมอายุมากแล้ว แต่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงอย่างนี้ ซึ่งในสมัยนั้นยิ่งไม่รู้จักยาพวกปฏิชีวนะกันเลย การรักษาก็แบบให้นอนนิ่ง รับประทานยาแผนปัจจุบันสมัยโบราณ เอาผ้าสำลีมาทายา และปะไว้ที่หน้าอกให้รอบอก ให้ยาระงับอาการ เช่น อาการไข้ อาการไอ อาการเหนื่อย เป็นต้น

ทุกคนก็รอคอยผมที่จะกลับมาบ้าน โดยขบวนรถไฟ ตอนบ่ายสองโมง.....

กลับมาที่วัดวงษ์ฆ้องกันต่อ พอหลวงพ่อทราบ ท่านก็จุดเทียนอย่างเคย ผมก็รับเทียนมา แล้วมาติดที่ปากบาตรน้ำมนต์ ท่านก็นั่งหลับตาที่เรียกว่า “นั่งเทียน” อยู่สักครู่ ท่านก็ลืมตา แล้วบอกว่า

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะจัดยาไปให้เจ้าคุณ ยาเทียบเดียว น้ำกระสายหม้อเดียวก็หาย”

ว่าแล้วท่านก็ลุกขึ้นเข้าไปในกุฏิสักพักท่านก็ออกมา แล้วบอกผมว่า “เอายานี้ให้เจ้าคุณพ่อรับประทานวันละ 3 หน ละลายกับน้ำกระสายยาในห่อกระดาษนี้ เอาไปใส่หม้อใหม่ต้ม ใช้น้ำฝนธรรมดาต้ม”

ผมกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า “บิดาผมป่วยเป็นอะไร จะได้บอกพี่ๆ น้อยๆ ถูกเมื่อกลับไปบ้าน”

ท่านบอกว่า “เป็นปอดบวมไปนิดหน่อย แล้วท่านก็ไล่ผมกลับกรุงเทพฯ ให้มาทำยาให้บิดาผมทันที

ผมเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถไฟตามเคย

สมัยปี พ.ศ. 2484 น่ะ มันยังไม่มีทางรถยนต์ไป จะไปแค่ดอนเมืองก็ต้องนั่งรถไฟนะครับ ผมก็หอบยาใส่ถุงกระดาษถุงใหญ่ถุงหนึ่ง แล้วในนั้นก็มีถุงยาเล็กๆ อีกถุงหนึ่ง นั่งรถไฟมาถึงกรุงเทพฯ ที่สถานีสามเสน ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ราวๆ 14 นาฟิกา จากนั้นก็เป็นวัยรุ่นหอบของกะเร่อกะร่าเดินเข้าประตูบ้านทันที

พอย่างเท้าเข้าบ้านเท่านั้น ยังไม่ได้วางของ ไม่ได้นั่งสักนิด พี่ๆ ก็มารุมล้อมผม พร้อมกับถามอย่างกับนัดกันว่า “หลวงพ่อท่านว่าอย่างไร.....”

ผมเดินไปเรื่อยๆ ยังไม่ตอบคำถาม อุบเอาไว้ก่อน แล้วก็เดินเข้าไปหาบิดาผมที่นอนคอยอยู่ พี่ๆ ก็ตามมาเป็นพรวน รวมทั้งคุณทวี พี่ใหญ่ด้วย”

พอนั่งลงเรียบร้อยเอายาวางให้บิดาแล้ว ผมก็ตอบพี่ๆ ว่า “หลวงพ่อท่านบอกว่า เจ้าคุณพ่อเป็นโรคปอดบวมครับ แต่นิดหน่อยไม่มาก ท่านฝากยามาให้ แล้วผมก็ยื่นยาให้ และกล่าวต่อไปว่า “ท่านบอกว่าวันพระแล้ว 1 วัน ท่านจะมาเยี่ยม”

ญาติพี่น้องและพี่ๆ ที่นั่งฟังอยู่ต่างก็กล่าวพร้อมๆ กันว่า “ไหมล่ะ” ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แล้วแทบทุกคนก็พนมมือไหว้ คงจะไหว้หลวงพ่อมากกว่า ไม่ใช่ไหว้ผมแน่ๆ ต่อมาผมจึงทราบ ระหว่างที่ผมไม่อยู่ไปหาหลวงพ่อที่วัดวงษ์ฆ้อง คุณทวีได้ไปเชิญอาจารย์หมอใช้ นิพันธุ์ ซึ่งจบแพทย์จากอังกฤษโดยทุนเล่าเรียนหลวง และสอนอยู่ที่ศิริราชมาตรวจอาการของบิดาผม และท่านก็บอกว่า “คนไข้ป่วยด้วยโรคปอดบวม”..… ตรงกันเป๊ะ

แค่การจุดเทียน นั่งหลับตาชั่วครู่แล้วท่านก็บอกทันทีว่าคนไข้ป่วยด้วยโรคปอดบวม ท่านรู้ได้อย่างไร ? นี่ซิครับเป็นปัญหาที่น่าคิดเล่นเอาผมที่กำลังเรียนเตรียมแพทย์อยู่อยากจะเลิกเรียนแล้วไปเรียนกับหลวงพ่อท่านให้รู้แล้วรู้รอดไป ก็เรียนแพทย์แผนปัจจุบันนี่มันยากนักนี่ นั่งเทียนดูอย่างหลวงพ่อง่ายกว่าเยอะ..... แต่แล้วผมก็กลับไปเรียนแพทย์ต่อ เพราะบุญบารมีที่จะเรียนเพื่อกระทำอย่างหลวงพ่อไม่มีแน่

ในที่สุดบิดาผมก็ได้รับการรักษาทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณควบกันไป ผมจำไม่ได้แน่นอนว่ากินเวลาเท่าไหร่กว่าจะหายเป็นปกติ เพราะท่านอายุก็มากแล้ว ผมคิดว่าคงจะร่วมๆ เดือนกระมัง ทั้งนี้เพราะผมต้องขึ้นไปรับหลวงพ่อมาที่บ้านครั้งหนึ่งแล้วท่านพักอยู่ราวๆ 3 วันคุยกับบิดาผมนานๆ เรื่องแปลกๆ ที่ผมเกิดมาไม่เคยได้ยิน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นทั้งสิ้น

ที่ผมได้ยินได้ฟังท่านคุยกันนั้น เพราะผมมีหน้าที่ต้องคอยปฏิบัติหลวงพ่อและคอยปฏิบัติบิดาผมด้วย เพราะตอนนั้นบิดาผมยังไม่เป็นปกติดี ส่วนใหญ่ท่านก็คุยธรรมะและการปฏิบัติธรรม คุยเรื่องอภินิหารต่างๆ ที่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมดีแล้วย่อมทำได้ อาทิ

การย่นแผ่นดินไกลให้เป็นเป็นใกล้อย่าง เช่น ที่จากอยุธยาจะไปเชียงใหม่ ผู้ที่ท่านสำเร็จอภินิหาร ท่านอาจจะเดินไม่กี่อึดใจก็ถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว

หรือน้ำธรรมดาในบึงในแม่น้ำลำคลอง ท่านเหล่านั้นก็เดินไปบนน้ำได้ เหมือนเดินบนบก ท่านเหล่านั้นสามารถทำร่างกายให้เบาเหมือนนุ่น ลอยขึ้นไปจากพื้นที่ที่นั่งอยู่ได้ แถมยังสามารถจะลอยไปไหนๆ ก็ได้ตามปรารถนา

เรื่องแต่ชาติปางก่อน ใครเป็นอะไรๆ มา ก่อนที่เกิดมาเป็นคนในชาตินั้นบางคนก็เกิดมายากจนเข็ญใจ อัปลักษณ์ ทนทุกข์ทรมานต่างๆ บางคนก็เกิดมามีบุญวาสนา ร่ำรวย มีความสุขอย่างกับเป็นเทวดา ปรารถนาอะไรก็ได้ดังใจ บางคนก็เฉลียวฉลาดอย่างที่สุดบางคนกลับมีปัญญาทึบเอาตัวไม่รอด

ผมนั่งฟังท่านคุยกัน เล่าสู่กันฟังด้วยความตื่นเต้นตลอด ไม่ยักกะง่วงเหงาหาวนอน ฟังอยู่จนดึกจนดื่นซึ่งผมจะได้ตั้งจิตขออนุญาติท่านนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่ใฝ่ใจในธรรมปฏิบัติต่อไปเป็นเรื่องๆ

หลวงพ่อท่านเกิดเมื่อไหร่ ?...... ผมไม่ทราบ ทราบแต่ว่าท่านอายุราวๆ เดียวกับบิดาผม แต่แก่กว่านิดหน่อย ท่านเคยเป็นแม่กองซ่อมแซมโบสถ์วิหาร ในพระอารามหลวงหลายแห่ง และที่สำคัญที่สุดในปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ท่านบวชพระมาหลายพรรษาแล้ว

หลวงพ่อท่านเล่าว่า ท่านเคยเป็นแม่กอง ไปซ่อมแซมบูรณะพระปฐมเจดีย์ ซึ่งตอนนั้นชำรุดทรุดโทรม แต่จะชำรุดแค่ไหน ซ่อมแซมมากน้อยเท่าไร.... ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าท่านทำการบูรณะจนเสร็จการ

หลวงพ่อได้พระราชทานสมณศักคิ์เป็น "พระพุทธวิหารโสภณ" ก็ตอนนี้

หลวงพ่อท่านมีความสนิทสนมกับในหลวงรัชกาลที่ 5 มาก ได้รับพระราชทานเรือกันยาสองแจว สำหรับที่เข้าไปเฝ้าในวัง และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ให้ถวายอักษรแด่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เมื่อยังทรงพระเยาว์ ท่านจึงมีความสนิทสนมกับรัชกาลที่ 6 มาก จะขอพระราชทานอะไรก็ได้ แต่ท่านก็ไม่ขอพระราชทานอะไรเลย

มีอยู่เพียงครั้งหนึ่งและครั้งเดียวเท่านั้นที่ขอพระราชทาน ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า.....................

เมื่อหลัง ร.ศ. 112 เหตุการณ์ที่ต่างประเทศ ประเทศหนึ่งได้รุกรานใช้อำนาจกำลังทางทหารบีบคั้นเรา จนรัชกาลที่ 5 ทรงโทมนัสในพระราชหฤทัยมากที่สุด ถึงกับไม่ยอมเสวยพระกระยาหาร จนแทบจะสิ้นพระชนม์ หลวงพ่อเป็นองค์หนึ่งที่ร่วมเข้าไปเฝ้าทูลประเล้าประโลม ขอพระราชทานให้ทรงปล่อยวาง อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด

ต่อมาเมื่อมิตรภาพกลับคืนดีแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินประพาสทวีปยุโรป และจะแวะประเทศฝรั่งเศสด้วย ท่านเล่าให้ฟังว่า.........

ท่านทราบว่า ฝรั่งจะถวายม้าพระที่นั่งให้ทรง และจะเลือกเอาม้าที่พยศที่สุดถวาย หลวงพ่อทราบว่าอาจจะเกิดเหตุไม่งามขึ้น จึงรีบเข้าไปเฝ้าก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อได้เข้าเฝ้าแล้วจึงถวายหญ้าเสกหนึ่งกำแก่พระองค์ เพื่อได้พระราชทานแก่ม้าที่จะทรง ม้าจะหายพยศทันที

การณ์ก็เป็นดังคาด ในหลวงได้รับคำกราบบังคมทูลเชิญให้ทรงม้าตัวหนึ่งที่สง่างามมาก ยอมให้พระองค์ประทับบนหลังแต่โดยดี ยังความงุนงงแก่ฝรั่งที่มาจ้องดูทั่วกัน

ม้าตัวนี้ฝรั่งก็เลยถวายเป็นม้าพระที่นั่งในวันนั้น และต่อมาก็ได้เป็นแบบที่ปั้นหล่อพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นพระบรมราชานุสรณ์อยู่ทุกวันนี้

เรื่องต่างๆ ที่ท่านเล่า ท่านคุยกันยังมีอีกมาก อาทิเช่น

ครั้งหนึ่งท่านอายุมากแล้ว แต่ยังไม่ถึง 80 มีข่าวลือเป็นอธิกรณ์ว่าท่านมีมาตุคามคือ สตรีไปปรนนิบัติท่านในกุฏิเป็นประจำ วันละหลายๆ คนข่าวลือนี้เป็นผลให้ท่านถูกถอดยศออกมาเป็นพระหลวงตาอ่ำธรรมดา และปลดออกจากหน้าที่สมภารวัด จากหน้าที่เจ้าคณะอำเภอ ท่านก็ยิ้มเฉย

ต่อมา พระคณะวินัยธร ได้ไปสอบท่านถึงเรื่องนี้ ท่านก็ยิ้มตามปกติแล้วกล่าวว่า..... “ที่จริงตามพระวินัยบัญญัติ ถ้าปาราชิกก็ต้องสึก”

พระคณะวินัยธรได้ถามในเรื่องมาตุคามที่รับใช้ปรนนินิบัติท่านว่า มีจริงหรือไม่

ท่านก็บอกว่า “จริง..... มีจริง” แล้วท่านก็เรียกสตรี ทั้งหลายว่า

“ลูกๆ เอ๊ย ! ออกมากราบไหว้ท่านเหล่านี้ทุกๆ รูปนะ”

จากนั้น ชั่วอึดใจเดียวก็มีสตรีสาวๆ แต่งตัวห่มสไบเฉียง ออกมากราบพระคณะวินัยธรสามสี่รูปที่นั่งอยู่

พอกราบทั่วแล้วหลวงพ่อก็บอกว่า “กลับไปที่อยู่ของลูกเถิด” สตรีสามสี่นางที่นั่งกราบอยู่ก็หายวับไปกับตาทันทีทุกผู้ทุกคน

ยังความประหลาดใจแก่คณะกรรมการพระวินัยธรเป็นอย่างยิ่ง พระกรรมการจึงเรียนถามท่านว่า “สตรีเหล่านี้อยู่ที่ไหน..... มาจากไหน”

หลวงพ่อท่านก็ตอบว่า “ที่อยู่ที่นี่มาจากที่ต่างๆ กัน เขาจะมาเมื่ออยากมาในชั่วอึดใจ และจะไปเมื่อบอกให้ไปในชั่วอึดใจเหมือนกัน เขายังไปเกิดไม่ได้ ก็มาขอส่วนบุญไปเรื่อยๆ ก่อน”

คณะพระวินัยธร ก็ลากลับ ต่อมาก็มีประกาศแต่งตั้งให้ท่านกลับเป็นเจ้าคุณใหม่ ในสมณศักดิ์สามัญที่ พระพุทธวิหารโสภณ ตามเดิมและให้ท่านกลับมาเป็นเจ้าอาวาสใหม่ เจ้าคณะอำเภอใหม่ แต่ท่านไม่รับ ส่วนสมณศักดิ์ เป็นพระบรมราชโองการ ขัดไม่ได้ตกลงหลวงพ่อก็กลับมาเป็นเจ้าคุณใหม่ในราชทินนามเดิม แต่ขอเป็นพระลูกวัด ยกตำแหน่งเจ้าอาวาสให้พระลูกศิษย์เป็นต่อไปจนท่านมรณภาพ จึงเป็นที่เลื่องลือกันว่า หลวงพ่อเลี้ยงภูตผีพรายต่างๆ ไว้รับใช้

เรื่องนี้ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระสาสนโสภณ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ องค์ปัจจุบัน ได้เคยคุยกับผม สอบถามผม ให้ผมเล่าถวายท่านเรื่องหลวงพ่อเลี้ยงผีพรายต่างๆ นั่น ผมก็เล่าถวายท่าน ท่านก็บอกว่า ท่านเคยได้ยินๆ เรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ต้องการรู้รายละเอียด จึงมาถามผม เผื่อว่าจะรู้มากกว่านี้บ้าง ผมก็นมัสการว่า ทราบเท่าที่ท่านรู้นี้เอง ท่านก็ไม่พูดว่าอะไร แต่ได้พยายามถามผมไม่น้อยกว่าสองสามครั้ง ผมก็กราบนมัสการไปเท่าที่ทราบตามที่พูดๆ กันมานาน

อภินิหารของหลวงพ่อท่านมีอีกมาก อย่างการทายใจคนเช่นนี้แปลกประหลาดมาก

มีคนมาหาท่าน ขอรดน้ำมนต์ ให้ชนะคดีความ ขณะนั้นยังเป็นความอยู่ในศาล หลวงพ่อท่านก็ทำน้ำมนต์รดให้ตามที่ขอ และกล่าวว่า “น้ำมนต์นี่ช่วยคนถูกนะ คนผิดคิดแต่จะเอาของเขานั้น ช่วยไม่ได้ ถ้าเอาของมาคืนเขาเสีย น้ำมนต์จะช่วยให้ถอนฟ้องได้”

ผู้นั้นสะดุ้งสุดตัว เลยสารภาพออกมาว่า ไปเอาของเขามาจริงๆ ไม่ใช่ขโมยแต่มันเกี่ยวพันกันยุ่งๆ ระหว่างพี่น้อง แล้วชายผู้นั้นก็เอาของไปคืนเขา ต่อมาโจทก์ก็ถอนฟ้อง ซึ่งก็เป็นไปตามที่หลวงพ่อท่านพูด

อย่างอีกรายมาหาท่าน ขอให้ท่านช่วยในเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ท่านก็เลยช่วยให้เขารับศีลและให้ถือศีลตลอดไป ผู้นั้นก็รอดพ้นอันตรายจากการถูกทำร้ายไป และดูเหมือนว่าจะบวชเป็นพระแล้วไม่สึกเลยจนมรณภาพ

ผมสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง เวลาผู้คนไปหาท่าน ขอให้ท่านสะเดาะเคราะห์ให้ท่านสั่งให้ทำสังฆทาน แล้วให้ถือศีล 5 ซึ่งการถือนี้ ถือตลอดไป ท่านทำดังนี้แทบทุกราย แล้วก็ได้ผลดีแทบทุกรายเสียด้วย ท่านว่านี่คือการสะเดาะเคราะห์ที่ถูกต้องที่สุด

อภินิหารของหลวงพ่อทางคลาดแคล้วอยู่ยงคงกระพันนั้นเป็นที่เลื่องลือ ก็ตอนนั้นเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายพันธมิตรส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดบ้านเราตูม ตูม ทุกคืนทุกวัน พอเสียงหวอสัญญาณภัยทางอากาศดังนี้ ไม่ว่าหญิงชาย สาวแก่แม่ม่ายเด็กเล็กต่าง ก็รีบสวมเสื้อยันต์สีแดงของเกจิอาจารย์ต่างๆ กันเป็นแถว แล้วก็วิ่งลงหลุมหลบภัย บางครั้งรอด บางครั้งตายทั้งเสื้อยันต์สีแดงนั่นแหละ

ตอนนี้หลวงพ่อเหนื่อยมาก ท่านทำแหวนหัวพิรอดด้วยกระดาษว่าวสำหรับสวมต้นแขน แจกลูกศิษย์ลูกหามากมาย แล้วยังมีตะกรุดโทน เป็นตะกรุดทองแดง ยาวประมาณคืบหนึ่ง ตะกรุดนี้ท่านไม่ได้แจกทั่วๆ ไป แต่แจกเป็นบางราย เด็กๆ อย่างผมไม่ได้ แต่ได้เชือกผ้าแดงแทน

ผ้าแดงของท่านกวางราวๆ ครึ่งคืบ ยาวราวๆ 3 ศอก ขมวดห่างกัน 8 เปราะ ห่างๆ กัน แต่ละเปราะท่านผูกเป็นปม ในแต่ปมท่านเขียนตัวอักษรขอมในกระดาษว่าว 8 ตัว คือ อะ-สัง-วิ-สุ-โล-ปุ-สะ-พุ-ภะ บรรจุไว้ในแต่ละปมๆ ผ้านี้แหละครับ ลูกศิษย์ลูกหาที่สนิทๆ กับท่านได้กันทุกคน ท่านว่าคลาดแคล้วดีนัก เอาคล้องคอไว้เวลามีเหตุเภทภัยอันตรายต่างๆ รวมทั้งแหวนหัวพิรอดด้วย ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ตลอดเวลา อาราธนาท่านไว้ จะคลาดจากอุบัติภัยทั้งปวง

มีข้อที่ท่านขออยู่ข้อเดียว คืออย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้น อย่างเวลาเจอกับงูพิษ ให้ระลึกถึงท่านแล้วเอาเชือกผ้าแดงนี่ขดเป็นวงล้อมงูไว้ งูจะไม่ไปไหน จากนั้นก็เอาเขาไปปล่อยเสีย

เรื่องนี้ผมยังไม่เคยทำ ไม่เคยลอง เพราะงูกับผมไม่ค่อยถูกกัน พอเห็นงู ผมวิ่งหนีท่าเดียว

พอได้รับของจากท่านทุกผู้ทุกคนแล้ว ลูกระเบิดก็ตกมาข้างๆ บ้านผม เพราะบ้านผมอยู่ใกล้ชุมทางรถไฟบางซื่อ ใกล้กรมทหาร มันพลาดลงมาลูกหนึ่ง ห่างจากรั้วบ้านไปไม่กี่เมตรไปตกบ้านข้างกัน ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นเนื้อที่ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งไป ถ้ามันตกลงมาที่บานผม ก็คงตายกันแยะ เพราะคนมาก แต่ไม่ยักตกที่บ้าน เสียงมัน “วี๊ด” แล้วก็ “ตูม” ผมนึกว่าไปแล้ว.....!

ลักษณะรูปร่างหลวงพ่อ ท่านไม่สูงใหญ่ ไม่เจ้าเนื้อ ครองผ้าธรรมดา ไม่ใช่สีกรัก ไม่ใช่สีเหลืองแจ้ด ไม่มีลูกประคำห้อยที่คอ ครองผ้าครองจีวรอยู่เสมอ ไม่ใช่นั่งรับแขกด้วยอังสะพาดไหล่นุ่งสบงเพียงแค่นั้น

ท่านไม่ฉันหมาก ไม่สูบบุหรี่ อาหารฉันน้อยมาก ฉันเช้าแต่เช้า แล้วมาเพล ฉันน้อยจริงๆ ของหวานที่รู้สึกว่าจะฉันบ่อยก็คือ ทองหยิบ ฝอยทอง

ท่านนั่งฉันในกุฏิ ในส่วนที่รับแขกคือในห้องที่มีนาฟิกาแยะๆ ข้างๆ ตัวท่าน เวลาฉันจึงเห็นจะมีแมวและสุนัข นอนหมอบอยู่ แล้วก็มีจิ้งจกคลานมาขอเม็ดข้าวจากท่าน

พอฉันเสร็จลูกศิษย์ก็ยกอาหารใส่ถาดมาวางข้างนอก ตอนนี้จะมีแมว สุนัข นก มารุมกันกินอาหารที่เหลือจากหลวงพ่อมากมายหลายตัวมากจริงๆ แต่ละตัวต่างก็นั่งกิน นอนกินกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งวิวาทกันเลย

ตอนนี้หลวงพ่อมักจะออกมานั่งพิงบานประตูดูสัตว์กินอาหารกันด้วยความเมตตา เศษอาหารที่เหลือจากคนกิน ก็เป็นของหมูใต้ถุนกุฏิที่ท่านขอซื้อชีวิตมา วัวควายกินหญ้า กินผัก ที่มีคนมาให้ นี่ก็เป็นกิจวัตรของท่าน

พอฉันเช้าแล้ว ท่านจะทำวัตรสวดมนต์ ก็ทำในกุฏินั่นแหละ พอเสร็จแล้วท่านก็จะเข้าสมาธิ วิปัสสนากรรมฐานอยู่พักใหญ่ ซึ่งตอนนี้ประตูกุฏิจะปิดโดยเปิดเพียงแง้มๆ ไว้แต่จะเปิดให้ลูกศิษย์ลูกหา และแขกที่มาหาท่านพบในตอนประมาณ 10 นาฬิกา คือราวๆ หนึ่งชั่วโมงก่อนเพล

พอฉันเพลแล้วท่านก็ไม่พัก ไม่จำวัด ไม่นอน นั่งอยู่อย่างนั้นแหละจนเย็น พอเย็นก็จะทำวัตรสวดมนต์อีกเสร็จแล้วท่านก็นั่งคุย นั่งพบแขกราวๆ ยามเศษๆ คือ ราวๆ สามทุ่มหลังสามทุ่มแล้วเป็นเวลาที่ท่านทำจิตสงบวิปัสสนากรรมฐานไปจนดึก

กิจวัตรของท่านเป็นดังนี้ แต่ก็มีบางครั้งท่านถูกนิมนต์ไปกรุงเทพฯ ผมจำไม่ได้ว่าท่านไปพัก ไปจำกัดที่วัดใด ท่านเคยไปพักที่บ้านผมประมาณสามหรือสี่ครั้ง ตามที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็คุยกันจนดึกจนดื่นกับบิดาผม

พอรู้ว่าท่านมาพักที่บ้านผม ญาติพี่น้องที่ทราบก็จูงลูกอุ้มหลานมากราบท่าน ขอศีล ขอพร แถมลูกศิษย์ที่รู้ข่าว ก็พากันมาหาท่านมากมาย ท่านก็เหนื่อยตามเคยอีก

ท้ายที่สุด เมื่อท่านอายุประมาณ 90 ปี ท่านก็กระทำกาลกิริยาถึงแก่มรณภาพในกุฏิของท่านเอง (เสียดายที่ผมไม่ได้จำวันเดือนละปีที่ท่านมรณภาพไว้) ตามที่ผมเล่าไว้ตั้งแต่ตอนต้น

เป็นอันว่า ท่านผู้อ่านได้รู้จักหลวงพ่อท่านเจ้าคุณพุทธวิหารโสภณแห่ง วัดวงษ์ฆ้องคลองเมือง จังหวัดอยุธยา พอสมควรแล้ว รู้จักปฏิปทาของท่าน กิตติศัพท์ของท่านว่าท่าน เป็นพระภิกษุควรแก่การเคารพกราบไหว้เพียงไร

ฉะนั้น ในตอนต่อไปก็จะเป็นเรื่องที่รู้จากหลวงพ่อ หรือเรื่องที่หลวงพ่อเล่า โดยผมจะเอาแนวเนี้อของท่านมา แล้วปรุงเสียใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น และเพลิดเพลินในธรรมวิทยาพอสมควรต่อไป

และก่อนที่จะถึงเรื่องดังกล่าวผมก็ขอทำความเข้าใจไว้หน่อยก่อนว่าเรื่องที่ผมฟังและคุยหรือกราบเรียนถามหลวงพ่อนั้น มันนานประมาณ 50 ปีมาแล้ว ที่จดๆ ไว้ก็สูญหายไปในระหว่างสงคราม และหายเมื่อย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ แต่เนี้อความนั้นจำได้ว่าไม่ว่าเราคนหรือสัตว์ทำอะไรลงไปที่เรียกว่า กรรม ผลแห่งกรรมคือวิบาก นั้น ไม่ไปไหน จะตามกลับมาให้ผลทุกทีไป มันมีกรรมในชาติปางก่อนกรรมในชาตินี้กรรมหนัก กรรมเบา ผลของมันก็ต่างกัน มีทั้งกุศลกรรม และอกุศลกรรม พบได้ทั้งทุกชาติทุกศาสนา และพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวขาว ผิวดำ ผิวอย่างเรา

เมื่อคนหรือสัตว์ ดับจิตลงไปแล้ววิญญาณจะมาพบกันก่อนที่จะแยกย้ายไปรับกรรม ไปจุติตามกรรมนั้น ต่างวิญญาณก็จะแสดงถึงกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ตนทำไว้เมื่อก่อนจะสิ้นชาติ ก่อนจะไปจุติ พบกันนั้น พบกับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรคุณโทษแก่วิญญาณนั้น จะเรียกว่า ยมบาลก็ไม่เชิง แต่น่าจะเป็นเจ้าแห่งกรรมของแต่ละคน จะเป็นผู้ตัดสิน และส่งผลให้ไปตามกรรมนั้น

เพราะฉะนั้น เรื่องที่ผมจะคุยกับท่านผู้อ่านต่อไป จึงคล้ายๆ หรือเหมือนกับธรรมนิยายกลายๆ โดยยึดหลักที่ได้ฟังได้ยินมาจากหลวงพ่อเป็นแกน บางเรื่องที่ท่านเล่า ท่านก็อ้างในชาดก หรือในคัมภีร์ อย่างเช่นถามว่า

“ทำไมผู้นี้จึงได้เป็นอัมพาตพิการเดินไปไหนมาไหน ทำอะไรช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้”

ท่านก็จะตอบว่า “เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แก่สัตว์ ทรมานสัตว์มากแต่ชาติปางก่อน ดังตัวอย่างในสมัยพุทธกาล มีพระสาวกองค์หนึ่งพิการเป็นอัมพาต ทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ พระพุทธองค์ก็ตรัสตอบว่า เป็นเพราะในชาติปางก่อน พระรูปนี้เป็นพราหมณ์ที่มีใจโหดเหี้ยมมาก ถือเอาการทรมานสัตว์เป็นเครื่องบันเทิงใจ ได้ทรมานทรกรรมสัตว์ต่างๆ ไว้มาก ผลกรรมนั้นตามสนอง จึงเป็นผู้มีอัมพาต ทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ เป็นต้น”

เรื่องนี้ผมรู้จากหลวงพ่อ ท่านเล่าให้ฟัง หรือคุยธรรมดาๆ อาจจะย่อๆ สักหน่อย แต่เพื่ออรรถรส และเพื่อเป็นธรรมนิยาย ผมจึงขอเรียนว่าผมได้นำแกนของท่านมาเรียบเรียงใหม่ เพื่อให้ซาบซึ้งกินใจต่อท่านที่ได้พบเห็นมากขึ้น โดยเล่าถึง คำสารภาพของวิญญาณต่างๆ ก่อนที่จะไปรับกรรม ทั้งกุศลและอกุศลกรรมตามที่ผมได้ฟังมา และขอเชิญท่านผู้อ่านได้ติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้า