#echo banner="" อุบายภาวนาก่อนนอนที่ง่ายแต่ได้ผล

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อุบายภาวนาก่อนนอนที่ง่ายแต่ได้ผล

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 002171 - โดยคุณ : ดังตฤณ [ 19 ม.ค. 2544]

เนื้อความ :

ช่วงเวลานอนเป็นจังหวะว่างที่ทุกคนมีแน่ๆอยู่แล้วเกือบร้อยทั้งร้อยจะทิ้งเปล่าโดยไม่ได้อะไรทั้งทางโลกทางธรรมผมทดลองอุบายภาวนาอย่างหนึ่งที่ง่ายแต่ได้ผลเกินคาดเป็นการใช้เวลาที่สูญเปล่านี้ทำประโยชน์ให้มากที่สุดอยากนำมาแลกเปลี่ยนกัน ถ้าทดลองแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไรช่วยเล่าด้วยก็ดีนะครับระดับของสมถะสมถะคือสงบชั่วคราวจากกิเลสเพื่อให้จิตตั้งมั่นพร้อมเขยิบขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนาโดยทั่วไปคือเอาใจไปจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนจิตนิ่งแนบอยู่กับสิ่งนั้น

สิ่งที่จิตเข้าไปจ่ออยู่เรียกว่าอารมณ์ลักษณะที่จิตคิดถึงอารมณ์ หรือยกอารมณ์ขึ้นมานั้น เรียกว่าวิตกเมื่อจ่อไว้นานพอ อารมณ์ภาวนาจะตรึงจิตให้อยู่กับที่ ไม่สัดส่ายไปไหนลักษณะที่จิตปักหลักแนบอยู่กับอารมณ์นั้นเรียกว่าวิจาร

อารมณ์แต่ละชนิดให้ผลแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อจิตตั้งมั่นแล้วเช่นถ้าอารมณ์เป็นลมหายใจ จิตนิ่งถูกส่วนแล้วจะสงบรู้อยู่กับกายเหมือนถูกลมหายใจจูงเข้ามารู้ เข้ามาดูสำรวจกายทั่วพร้อมหากอารมณ์เป็นแสงสีหรือรูปทรงใดๆ จิตนิ่งถูกส่วนแล้วจะสงบรู้อยู่กับนิมิตเหมือนถูกนิมิตจูงไปหาความงามล้ำลึกภายนอกนี่จึงเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ตีวงกรรมฐานเข้ามาอยู่ในขอบเขตของกายใจเพราะเมื่อนิ่งรู้กายใจแล้ว ก็จะได้พิจารณากายใจนั้นโดยนัยของความเป็นขันธ์ 5 ต่อไป

เท่าที่ฟังมา หากกำหนดลมหายใจขณะนอนราบหลายคนจะอึดอัด ทั้งที่ขณะนั่งทำความรู้ลมเข้าออกก็สงบสบายดีอันนี้คงขึ้นอยู่กับสรีระ วิธีกำหนด และปัจจัยประกอบอื่นๆเลยคิดว่าน่าหาอารมณ์ให้จิตไปตั้งไว้ตรงจุดดีที่สุดคือจุดที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นที่ตั้งของจิตเอง

ให้นอนราบ หลับตาทำจิตอยู่กับความสบาย สำรวจดูทั่วกายให้เห็นว่าไม่มีส่วนใดกำเกร็งแล้วยกมือวางทาบอก ปลายนิ้วกลาง (ซึ่งเป็นนิ้วที่มีกำลังดีที่สุด) แตะอยู่กับกระดูกร่องอกเคาะนิ้วลงกับกระดูกร่องออกนั้นอย่าแรงจนเจ็บ อย่าเบาจนรู้สึกกระทบน้อยอย่าเร็วจนเป็นเร่ง อย่าช้าจนไม่รู้ตัวเคาะไปเรื่อยๆและจับความรู้สึกอยู่เฉพาะตรงกระทบ อย่าให้จิตสัดส่ายไปไหนเมื่อยมือก็เปลี่ยนเป็นอีกข้างหนึ่ง

หากเป็นผู้มีความสงบตั้งมั่นดีจากการภาวนาอยู่แล้วจะเหมือนจิตเข้าสู่สภาพรู้ ไร้หน้าตาของตนเองได้เร็วแต่หากยังภาวนาไม่แข็งนัก อาจต้องเคาะนานหน่อยแต่ไม่น่าจะเกินสองสามนาทีควรเห็นผลบ้าง

ถ้าเกิดความปักหลักนิ่งเข้ามาที่กลางอกถูกต้องสิ่งที่ตามมาจะเป็นความรู้สึกว่าง และสงบกว้างขวางขึ้นในภายในให้รู้เคาะด้วย ทรงความว่างในภายในนั้นไว้ด้วยหากรู้สึกว่าแรงเคาะอ่อนลงจนหายไป หรือนิ้วหยุดไปเองโดยไม่ตั้งใจแล้วจิตรวมนิ่งอยู่ตรงกลางๆ มีความตื่นรู้อยู่ ก็ไม่ต้องเคาะต่อแต่หากจิตรวมนิ่งแบบเคลิ้ม ก็ตัดสินใจเองว่าอยากหลับไปทั้งอย่างนั้น (อาจเพลียจากงาน)หรือว่าจะขยับเคาะต่อเพื่อเรียกความสงบนิ่งแบบตื่นรู้ระดับของวิปัสสนาถ้ายังไม่นิ่ง ยังไม่รู้สึกสงบตั้งมั่นก็ขอให้เคาะไปเรื่อยๆจนเมื่อนิ่งแล้ว โดยเฉพาะเกิดความรู้สึกว่างในภายในยิ่งดีให้จ่ออยู่กับความนิ่งว่างนั้นดูไปเรื่อยๆว่ามันนิ่งจริงไหม ว่างจริงไหมหรือว่ามีความรู้สึกหรือนึกคิด หรือภาพ/เสียงในหัวผุดขึ้นหรือเปล่าหากเห็นสิ่งใดแปลกปลอมเข้ามาในความนิ่งว่างก็ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันนอกจากรู้ให้ทันว่าเกิดขึ้น และเท่าทันว่าดับไปเห็นโดยความเป็นของอื่นจากฐานสตินั้นสังเกตว่ามีกระแสความผูกยึดเกิดขึ้นหรือไม่หากสังเกตออกว่ามี ก็ทำใจกลับมาหาความสงบใหม่แล้วรู้ให้ทันใหม่ ว่ามีบางสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในความนิ่งว่างเกิดขึ้นแล้วดับไปโดยเราไม่เป็นผู้บันดาล ไม่เป็นผู้กำหนด

เห็นอยู่แล้วๆเล่าๆจนกว่าจะรู้สึกเหมือนจิตเขาตั้งมั่นรู้เกิดดับของเขาเองสายใยความผูกยึดว่าสิ่งเกิดดับเป็นตัวของจิต หรือเนื่องด้วยอัตตาของจิตหายไปจะเหมือนมีความว่างอย่างหนึ่งเป็นผู้ดูธรรมชาติเกิดดับล้วนแล้วแต่เป็นของแปลกปลอม

อยากฟังดูว่าได้ผลเหมือนๆกันหรือเปล่านะครับ

จากคุณ : ดังตฤณ [ 19 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 1 : (มรกต)

ขอบคุณคะ  :-)ลองทำแล้วใจสงบได้ระดับหนึ่งคะ.....

จากคุณ : มรกต [ 19 ม.ค. 2544] 

ความคิดเห็นที่ 6 : (ไข่เจียว)

  วันนี้ไปฟังพระเทศน์ในงานศพที่วัดชลประทานฯ นั่งหลับตาเคาะนิ้วชี้บนหน้าขาแล้วกำหนดความรู้สึกไปไว้ที่ปลายนิ้วสัมผัส ก็ได้ผลดีครับ แต่พอสักสิบนาทีก็จะเคลิ้ม เริ่มมีภาพแปลกๆแวบเข้ามาเหมือนตอนทำภาวนาทุกครั้ง แล้วนิ้วก็จะหยุดเคาะไป สักพักนึงจะเริ่มรู้สึกตัว ก็จะกลับมาเคาะนิ้วใหม่ แล้วก็จะเป็นใหม่ตลอดเวลาพระท่านเทศน์ประมาณชั่วโมงนึง  จะเป็นอยู่อย่างนี้สี่ห้าครั้งครับ โชคยังดีที่ไม่คำนับพระท่านไปด้วย  *--*

จากคุณ : ไข่เจียว [ 19 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 8 : (dolphin)

ลองทำดูครั้งแรก ก็ดีค่ะว่าง   สว่างโพร่ง   เหมือนจิตตื่นทั้งที่หลับตื่นมาก็โล่ง โปร่งใจ  จิตตื่นตัวส่งผลถึงสมองที่โล่งควรแก่งานไปด้วย :) แต่ครั้งต่อไปไม่รับรองผลนะค่ะ (แหะ แหะ)

จากคุณ : dolphin [ 20 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 9 : (เรวัตตะ)

สาธุ.....คล้าย ๆ กันเรวัตตะ....ขอเพิ่มนิดหนึ่งว่านอนท่า...ตะแคงขวาซิ   นิ่ง  มีสติกว่า (แต่ละท่านอาจได้ผลต่างกันนะ)

จากคุณ : เรวัตตะ [ 20 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 10 : (ลมเพลมพัด)

ปกติก่อนนอนผมจะนอนหงาย แล้วก็วางมือราบกับพื้นทั้งสองข้างแล้วก็กำหนดรู้ทั่วตัว(กำหนดรู้ตามผิวหนัง)จนสงบ จากนั้น ก็ระลึกว่าหากร่างนี้ไร้ซึ่งลมหายใจแล้วก็คงนอนนิ่งอยู่เช่นนี้ ภาวะตอนนั้นมันจะเบาๆ โล่งๆ บอกไม่ถูก แล้วก็จะหลับไปเองตอนไหนก็ไม่รู้

ได้อุบายของคุณดังตฤณ อีกข้อหนึ่งจะลองทำดูครับ

สาธุ

จากคุณ : ลมเพลมพัด [ 20 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 11 : (สุทธิ)

ลองมาแล้วครับ  ไม่ได้ผลครับ  สงสัยจะเคาะแรงไป  จิตไม่สงบเลย  เปลี่ยนมาเฝ้าตามการกระเพื่อมขึ้นลงของกระบังลม  รู้สึกดีกว่าครับ  ขอบคุณสำหรับอุบายใหม่ๆ  จะพยายามลองอีกครับ

จากคุณ : สุทธิ [ 20 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 12 : (กลางชล)

ต้องเกริ่นก่อนว่ายังเป็นน้องใหม่หัดสมถะระดับต้น ๆ อยู่นะคะแปลว่า พยายามทำความสงบอยู่แต่ยังเคยไม่นิ่งดีค่ะ : )

แต่เมื่อคืนลองวิธีที่พี่ดังตฤณแนะนำก็รู้สึกว่าพอเคาะที่หน้าอกแล้วความรู้สึกชัดเจนกว่าการเคาะที่หน้าขาเยอะค่ะมัน ตุ้บ ๆ ๆ หนักชัดเจน จับกระทบได้ง่ายขึ้นเมื่อคืน ก็ลองเคาะ ๆ ดู แรก ๆ ก็ยังมีความคิดวนเวียนเข้ามาเป็นระลอกอยู่บ้างแต่ก็พยายามตั้งใจจับกระทบให้มั่น สักพัก ก็รู้สึกนิ้วมันหยุดเคาะไปเองแต่ไม่แน่ใจค่ะ ว่าตรงนั้นคือสงบหรือเคลิ้มกันแน่ (เคยเคลิ้มมากกว่าสงบค่ะ)รู้แต่ว่าในความนิ่งอ่อน ๆ ความคิดก็ยังอยู่หลังจากนิ้วหยุดเคาะยังสงสัยอยู่ว่า อ้าว นิ้วหยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรงนี้คืออะไรจำได้ว่าเคยอ่านว่าให้ประคองความนิ่งตรงนั้นไว้ ก็พยายามประคองให้นิ่ง ๆแต่เหมือนยังคิดอยู่ ตั้งได้ไม่นานก็เหมือนไม่ค่อยนิ่งอีก เลยต้องกลับไปเคาะใหม่

ถามพี่ดังตฤณดู ก็ได้รับคำแนะนำมาค่ะว่า"ถ้ากำลังอยู่ตัวแล้ว มันจะให้ผลติดตัวออกมาตอนตื่นเลยล่ะลองทำไปหลายๆคืนดูนะจ๊ะ ตอนนี้กำลังมันยังไม่ทรง ก็เลยเคลิ้ม"

ก็ไว้เดี๋ยวขอฝึกวิทยายุทธให้หลาย ๆ คืนกว่านี้อีกหน่อยแล้วกันค่ะ ^_^

จากคุณ : กลางชล [ 20 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 15 : (ต๊ะ)

เมื่อวานลองกลับไปทำดูก็เคาะๆ ไปเรื่อยๆ   บางที่เพ่งความรู้สึกไปตรงที่นิ้วเคาะลงไปบางที่กลับไปรู้ มือที่เคลื่อนไปวบางที่รู้สึกนิ้วที่สัมผัสกับหน้าอกพร้อมกับการสลับทำความรู้ตัว ไล่ตั้งแต่ หัวจรดเท้าทำไปๆๆ รุ้สึกง่วง เลยปล่อยให้กลับไปตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่นดีครับตลอดที่เคาะ ได้ยินเสียงความคิดภายในที่ เหมือนไร้หน้าตา มีแต่เสียง แต่ก็พร้อมที่จะสร้างอะไรขึ้นมามากมาย บางที่เหมือนเป็นภาพขึ้นมา (รูปขันธ์)บางที่ เหมือนจิตมีความตั้งมั่น อยู่ตรงกลางอก เห็นเสียงนั้นดังขึ้นแล้วหายไปๆบางที่ หลงไปกับความคิด สติจะเข้ามาจับที่การเคลื่อนไหวของมือ ความคิดจะถูกตัดไปทันที (น่าจะเป็นสมถะ) แล้วกลับมาสู่ความรู้ตัวอีกครั้ง.....ผิดถูกยังไง ขอคำแนะนำต่อด้วยครับ

จากคุณ : ต๊ะ [ 20 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 16 : (วิลาศินี)

มีปัญหาเรื่องเมื่อหัวถึงหมอนค่ะ ก่อนนอนจะฟุ้งซ่าน หลับไปจะฝัน..ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตื่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิดรำคาญเมื่อคืนทำตามที่พี่ดังตฤณแนะนำแล้วหลับไปแบบเคลิ้มๆน่ะค่ะก็ยังอุตส่าห์ตื่นขึ้นมากลางดึกแต่รู้สึกปลอดโปร่งและนิ่มนวลกว่าที่เคย เลยนอนต่ออย่างชะล่าใจปรากฎว่าครึ่งคืนหลังไม่ได้เรื่องเลยค่ะ ฟุ้งซ่านกว่าเดิมอีก ไม่รู้เป็นอะไร -_-!

จากคุณ : วิลาศินี [ 20 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 17 : (tree2000)

จะนำไปปฏิบัติค่ะนั่งสมาธิได้ไม่นานรู้สึกง่วงเคยสงสัยค่ะว่าถ้านอนแล้วก็ทำสมาธิไม่ได้ แต่ก็คิดว่าอาจจะทำได้ดีกว่านั่ง  พอคุณดังตฤณบอก ก็จะลองดูค่ะ

จากคุณ : tree2000 [ 20 ม.ค. 2544] 

 

ความคิดเห็นที่ 18 : (ดังตฤณ)

ความจริงการเคาะก่อนนอนนี้จะได้ผลในทางสมถะมากกว่าอย่างอื่นเว้นแต่คนที่เจริญวิปัสสนาคล่องอยู่ก่อนแล้วล่วงหน้าแต่อย่างน้อยก็ดีกว่านอนฟุ้งซ่านไปเปล่าๆจนหลับ ไม่ได้อะไรเลยผมสังเกตว่าแม้แต่คนที่ภาวนาดีแล้ว ขณะจะหลับก็ก้าวลงสู่ความหลับด้วยความหลงแทนที่จะหลับด้วยความสงบเยี่ยงนักภาวนาที่ชำนาญแล้วสังเกตว่าอาจเป็นเพราะชีวิตในเมืองทุกวันนี้มีเครื่องรุมเร้าอยู่มากยากที่จะทำจิตทำใจไม่ให้ข้องแวะพะวงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวและผู้คนที่เกี่ยวกับตนเอง

โดยส่วนตัวก็ใช้อุบายนี้ในการก้าวลงสู่ความหลับและเห็นผลดีกับตัวเองแล้วก็อยากมาแลกเปลี่ยนกันว่าถ้าหลายๆคนจะให้ผลใกล้เคียงหรือเหมือนกันอย่างไรหรือไม่เท่าที่อ่านมาก็พบประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ไม่ต่างกันนักถ้าได้ตัวอย่างประสบการณ์มากกว่านี้ก็อยากสรุปว่าให้ผลดีเป็นสากล

ขอตั้งข้อสังเกตไว้นิดหนึ่งว่าจิตที่รวมลงในอาการต่างๆไม่ว่าจะตื่นรู้ สงบลงเห็นความคิดเป็นอนัตตา หรือจะเคลิ้มหลับลงสบาย ตื่นมาสดชื่นก็ตามทีล้วนแล้วแต่สะท้อนได้อย่างดีว่าภาวจิตของเราในแต่ละวันเป็นอย่างไรมีความแข็งแรงแค่ไหน

จะขอให้ความเห็นเสริมในประสบการณ์ของแต่ละคนเลยนะครับ

คุณไข่เจียว

ถ้าเคลิ้มก็ลองกะพริบตาถี่ๆ เหลียวซ้ายแลขวาหรือเปลี่ยนมาจับลมหายใจบ้างก็ได้นะครับถ้าคุณไข่เจียวนั่งนิ่งๆ จะออกไปทางสะกดตัวเองเข้าสู่ความนิ่งแบบไม่รู้ตัวมากกว่าจะนิ่งสงบแบบตื่นรู้ถ้าขยันเดินจงกรมหน่อยก็ดีครับ ท่าทางสงบแบบนั่งจะยังไม่รุ่งในเร็วๆนี้

Dolphin

ว่าง สว่างแบบ dolphin เดี๋ยวก็ออกไปรู้เห็นอะไรอีก(ยิ่งเห็นจริงยิ่งอันตราย เพราะโอกาสจะติดหลงกับสมถะแบบสว่าง-ส่งออกมีอยู่สูง)ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าถ้านิ่ง สว่าง จะกักจิตไว้ให้รู้อยู่กับภาวะปีติ สว่างของตัวเองเห็นเป็นภาวะหนึ่ง สังเกตดูถ้ายังมีอาการส่งออกอยู่ รู้เห็นนิมิตอะไรอีกก็ประคองความนิ่ง ว่าง สว่างนั้นไว้ แล้วระลึกถึงลมหายใจให้ลมหายใจพาเข้ามาสู่ความรู้กายทั่วพร้อมเห็นกายสักแต่เป็นรูปขันธ์ รูปพรรณสัณฐานปรากฏต่อจิตที่นิ่งรู้ คมชัดอย่างไรก็มองสักแต่เป็นของว่าง ธาตุว่าง จนเหมือนเกิดช่องว่างระหว่างผู้รู้กับสิ่งถูกรู้

คุณเรวัตตะ

เป็นคำแนะนำที่อาจเหมาะครับ ในเรื่องการนอนตะแคง ผมเองทดลองตะแคงแล้วเคาะไม่ถนัดนักแต่หากใครทำแล้วเห็นผลดีก็ลองนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้เห็นความหลากหลายที่ตามความเหมาะสมของแต่ละคนดู

คุณลมเพลมพัด

ปกติผมก็ทำคล้ายกันครับ กำหนดโดยความเป็นศพนับว่าเป็นอุบายการภาวนาก่อนนอนที่ดีเหมือนกันเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้ประสบการณ์ "แรง" มากคือกำหนดแบบวิสุทธิมรรค เห็นกายปริฉีกออก เริ่มจากแผลเล็กตรงลำคอแล้วแยกลามลงถึงท้อง เห็นตับไตไส้พุง ได้กลิ่นคาวเลือดชัดเหมือนตื่นอยู่ไม่ผิดเพี้ยนจิตเราปรุงแต่งได้พิสดารมากจริงๆ เกือบช็อกไปเหมือนกันลืมตาตื่นมายังใจเต้นโครมคราม และหมดอาลัยไยดีในกายมนุษย์ไปเป็นวันหากใครภาวนาได้ผลดีๆลองใช้วิธีกำหนดโดยความเป็นศพดูดังคุณลมเพลมพัดว่าไว้บ้างก็นับว่าไม่เป็นกรรมฐานนอกทางอย่างแน่นอน

คุณสุทธิ

ตอนเคาะลองสังเกตด้วยนะครับว่าความคิดยังมีน้ำหนักและให้ผลกับภาวะของจิตใจอยู่หรือเปล่าฟังดูเหมือนพอเริ่มต้น คุณสุทธิจะกำหนดใจเร่งเอาผลลัพธ์จิตไม่ได้อยู่กับรู้เคาะเพียวๆลองทำเหมือนเคาะเบาๆเล่นๆสักแต่รู้เป๊าะๆๆไปอย่างนั้นเรื่อยๆแบบไม่ตั้งใจอะไรมากทำความรู้สึกสบายๆทั่วๆตัว อย่าปล่อยให้จิตอยู่ในลักษณะเพ่งบีบความคิดน่าจะได้ผลครับ เพราะฟังว่าจับกระบังลมขึ้นลงแล้วสบายแสดงว่าก่อนหน้านั้นจิตไม่ได้ปักหลักอยู่ส่วนกลางแต่เคร่งอยู่กับส่วนบนมากกว่า

กลางชล

จิตของกลางชลแม้ยังไม่ตั้งมั่นดี ก็มีทุนอยู่อย่างคือจับอยู่กับกุศลได้ง่ายลองจับสังเกตดูว่าขณะรู้เคาะ เรารู้ความเบาไปด้วยอย่างที่เคยทำได้จะเสริมกับรู้เคาะได้อย่างดี

ต๊ะ

เป็นประสบการณ์ภายในที่น่าสนใจครับถ้าหากว่าต๊ะมีความตั้งมั่นกว่านี้จะดีมากๆเลยตรงที่บอกว่า "ตลอดที่เคาะ ได้ยินเสียงความคิดภายในที่ เหมือนไร้หน้าตา มีแต่เสียง"อันนั้นจิตหลุดออกจากความยึดมั่นว่าความคิดเป็นตน ตนเป็นความคิดที่ต๊ะบอกว่าบางครั้งเหมือนจิตตั้งมั่น อันนั้นยังไม่ลงตัวเต็มขั้นภาวนามยปัญญาเลยไม่เกิดต่อเนื่อง ไม่ให้ผลเป็นความละอุปาทานด้วยจิตที่ตื่นรู้มั่นคงขอให้พยายามรู้อย่างเป็นกลาง และอยู่กับเคาะให้ทรงตัวกว่านี้เมื่อกระเพื่อมขึ้นมาก็อย่าให้จิตจับยึดความคิดแน่นหนาสังเกตว่าเราเห็นมันเกิด เห็นมันดับ เห็นมันแปรไป ในสภาพที่ไม่มีแรงยึดเหนี่ยวไว้หรือเปล่าทำให้ได้มากๆ แล้วจะเป็นตัวอย่างออกมาในทางจงกรมและติดจิตติดใจออกมาสู่ชีวิตประจำวันปกติในที่สุดแต่ต๊ะต้องเลี้ยงสติรู้ไว้ให้อยู่ตลอดรอดฝั่งด้วยนะ

วิลาศินี

ก่อนพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานก็ตรัสสั่งเสียไว้เป็นครั้งสุดท้ายว่าอย่าประมาทถ้าประมาทแล้วจะเป็นทางแห่งความตายชนิดที่ต้องเกิดใหม่อีกแล้วๆเล่าๆเห็นผลเล็กๆแล้วก็อย่าประมาทอีกแล้วกัน

จะรอฟังท่านอื่นๆอีกนะครับ

จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 ม.ค. 2544]