#echo banner="" ประวัติ นางวิสาขา (มิคารมารดา)/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติ นางวิสาขา (มิคารมารดา)

มหาอุบาสิกาเลิศในผู้ถวายทาน

คัดลอกจากสารานุกรม พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน

นางวิสาขา เป็นอุบาสิกาที่ประเสริฐผู้หนึ่งหาบุคคลเทียบได้ยาก นางเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับอุบาสิกาตราบจนถึงบัดนี้ ประวัติของนางมหาอุบาสิกาผู้นี้ มีเนื้อเรื่องอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถามากมาย ดังความย่อว่า

บุพกรรมของมหาอุบาสิกาวิสาขา

ดังได้สดับมา นางวิสาขานั้น ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปุทุมุตตระ บังเกิดในเรือนสกุล กรุงหังสวดี

ต่อมา กำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาอุบาสิกาผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ยินดีในการถวายทาน จึงทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น

นางเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป

ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า ก็ถือปฏิสนธิในพระราชมณเฑียรของพระเจ้ากาสี พระนามว่า กิงกิ กรุงพาราณสี เป็นพระราชธิดาองค์หนึ่ง ระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ คือ นางสมณี นางสมณคุตตา นางภิกขุนี(ภิกขุณี) นางภิกขุทาสิกา นางธัมมา(ธรรมา) นางสุธัมมา(สุธรรมา) และนางสังฆทาสี ครบ ๗

พระราชธิดาเหล่านั้น ในบัดนี้ [ครั้งพุทธกาลชาติปัจจุบัน] คือพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระนางกุณฑลเกสีเถรี (พระภัททากุณฑลเกสาเถรี) พระกิสาโคตมีเถรี พระธรรมทินนาเถรี และนางวิสาขา ครบ ๗

บรรดาพระราชธิดาเหล่านั้น พระนางสังฆทาสีเวียนว่ายอยู่ใน เทวดาและมนุษย์ถึงพุทธันดรหนึ่ง

ปัจจุบันชาติสมัยพุทธกาล

ในพุทธกาลนี้ นางวิสาขาเป็นธิดาของนางสุมนเทวี (สุมนาเทวี) (ภริยาหลวง) บิดาชื่อธนัญชัยเศรษฐี เป็นหลานของเมณฑกเศรษฐี และนางจันทปทุมา ผู้เป็นปู่ย่า ในภัททิยนคร แคว้นอังคะ

ประมาณพรรษาที่ ๕ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เวลานั้นนางมีอายุได้ ๗ ขวบ พระทศพลทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของเสลพราหมณ์ และเหล่าสัตว์พวกจะตรัสรู้อื่น ๆ พระองค์พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์ เสด็จจาริกไปถึงนครนั้น ในแคว้นนั้น.

สมัยนั้น เมณฑกคฤหบดี เป็นหัวหน้าของเหล่าผู้มีบุญมาก ๕ คน ครองตำแหน่งเศรษฐี เหล่าผู้มีบุญมาก ๕ คน คือ

เมณฑกเศรษฐี ๑

ภริยาหลวงของเศรษฐี ชื่อจันทปทุมา ๑

บุตรชายคนโตของเศรษฐี ชื่อธนัญชัย ๑

ภริยาของธนัญชัยนั้น ชื่อสุมนเทวี ๑

ทาสของเมณฑกเศรษฐี ชื่อปุณณะ ๑.

มิใช่แต่เมณฑกเศรษฐีอย่างเดียวดอก ถึงในราชอาณาจักรของพระเจ้าพิมพิสาร ก็มีบุคคลผู้มีโภคสมบัตินับไม่ถ้วนถึง ๕ คน คือ โชติยะ ชฏิละ เมณฑกะ ปุณณะ และกากพลิยะ

บรรดาคนทั้ง ๕ นั้น เมณฑกเศรษฐีนี้ ทราบว่าพระทศพลเสด็จมาถึงนครของตน จึงเรียกเด็กหญิงวิสาขา หลานสาวซึ่งขณะนั้นนางมีอายุได้ ๗ ขวบ มาแล้วสั่งอย่างนี้ว่า

แม่หนู เป็นมงคลทั้งเจ้า ทั้งปู่ เจ้าจงพาเกวียน ๕๐๐ เล่ม พร้อมด้วยเด็กหญิง ๕๐๐ คน บริวารของเจ้ามีทาสี ๕๐๐ นาง เป็นบริวาร จงทำการรับเสด็จพระทศพล

นางฟังคำของปู่ ก็ปฏิบัติตาม แต่เพราะนางเป็นผู้ฉลาดในเหตุและมิใช่เหตุ นางก็ไปด้วยยานเท่าที่พื้นที่ยานจะไปได้แล้ว ก็ลงจากยานเดินไปเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง

นางวิสาขาได้โสดาปัตติผลแต่อายุ ๗ ขวบ

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดด้วยอำนาจจริยาของนาง จบเทศนา นางก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับเด็กหญิง ๕๐๐ คน แม้เมณฑกเศรษฐี ก็เข้าไปเฝ้าถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง

พระศาสดาทรงแสดงธรรมโปรด ด้วยอำนาจจริยาของเศรษฐีนั้น จบเทศนา เมณฑกเศรษฐีก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล อาราธนาพระศาสดา เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น

วันรุ่งขึ้นก็เลี้ยงดูพระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยอาหารอย่างประณีตในนิเวศน์ของตน ได้ถวายมหาทานโดยลักษณะนั้นครึ่งเดือน พระศาสดาประทับอยู่ ณ ภัททิยนครตามพุทธอัธยาศัยแล้วก็เสด็จหลีกไป

พระเจ้าปเสนทิโกศลอยากได้ผู้มีบุญ

ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าปเสนทิโกศลต่างก็เป็นพระภัสดา(สามี)ของพระภคินี(น้องสาว)ของกันและกัน

ต่อมาวันหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงดำริว่า

“คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมากทั้ง ๕ มีอยู่ในแคว้นพระเจ้าพิมพิสาร แต่ในแคว้นของเรา ผู้มีบุญเช่นนั้น แม้เพียงคนเดียวก็ไม่มี อย่ากระนั้นเลย เราพึงไปสู่สำนักของพระเจ้าพิมพิสารขอผู้มีบุญมากสักคนหนึ่ง.”

พระองค์จึงเสด็จไปภัททิยนคร แคว้นอังคะ ครั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทำปฏิสันถารทูลถามว่า “พระองค์เสด็จมา เพราะเหตุไรพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสว่า “หม่อมฉันมา ด้วยประสงค์ว่า คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมากทั้ง๕ คน อยู่ในแคว้นของพระองค์ หม่อมฉันจักพาเอาคนหนึ่งจาก ๕ คนนั้นไป ขอพระองค์จงประทานคนหนึ่งใน ๕ คนนั้น แก่หม่อมฉันเถิด.”

พิมพิสาร หม่อมฉันไม่อาจจะให้ตระกูลใหญ่ ๆ ย้ายได้.

ปเสนทิโกศล หม่อมฉันไม่ได้ ก็จักไม่ไป.

มอบธนญชัยเศรษฐีให้พระเจ้าโกศล

พระเจ้าพิมพิสารทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์แล้วตรัสว่า “ชื่อว่าการย้ายตระกูลใหญ่ ๆ มีโชติยสกุลเป็นต้น เช่นกับแผ่นดินไหว แต่บุตรของเมณฑกเศรษฐีชื่อธนญชัยเศรษฐี มีอยู่ หม่อมฉันปรึกษากับเธอเสร็จแล้ว จักถวายคำตอบแด่พระองค์” ดังนี้แล้ว รับสั่งให้เรียกธนญชัยเศรษฐีมาแล้ว ตรัสว่า

“พ่อ พระเจ้าโกศลตรัสว่า จักพาเอาเศรษฐีมีทรัพย์คนหนึ่งไป เธอจงไปกับพระองค์เถิด.”

ธนญชัยเศรษฐีทูลตอบว่า เมื่อพระองค์มีพระราชประสงค์ ข้าพระองค์ก็จักไป พระเจ้าข้า.

พระเจ้าพิมพิสาร ถ้าเช่นนั้น เธอจงทำการตระเตรียมไปเถิด พ่อ.

ธนญชัยเศรษฐีนั้น จึงได้ทำกิจจำเป็นที่ควรทำของตนแล้ว

ฝ่ายพระราชาทรงทำสักการะใหญ่แก่เขา ทรงส่งพระเจ้าปเสนทิโกศลไปด้วยพระดำรัสว่า

“ขอพระองค์จงพาเศรษฐีนี้ไปเถิด.”

ท้าวเธอพาธนญชัยเศรษฐีนั้นเสด็จไปโดยการประทับแรมราตรีหนึ่งในที่นี้ทั้งปวง บรรลุถึงสถานอันผาสุกแห่งหนึ่งแล้ว ก็ทรงหยุดพัก.

การสร้างเมืองสาเกต

ครั้งนั้น ธนญชัยเศรษฐี ทูลถามท้าวเธอว่า “บริเวณนี้เป็นแคว้นของใคร พระเจ้าข้า

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตอบว่า เป็นของเรา ท่านเศรษฐี.

ธนญชัยเศรษฐีถามว่า จากที่นี้ไปถึงเมืองสาวัตถี ไกลเท่าไร พระเจ้าข้า?

พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่า ไปอีก ๗ โยชน์.

ธนญชัยเศรษฐีทูลว่า ภายในพระนครคับแคบ ชนบริวารของข้าพระองค์มีอยู่มาก ถ้าพระองค์ทรงโปรดไซร้ ข้าพระองค์พึงอยู่ที่นี้แหละ พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงรับว่า “ดีละ” ดังนี้แล้ว ให้สร้างเมืองในที่นั้น ได้พระราชทานแก่เศรษฐีนั้นแล้วเสด็จกลับไป เมืองนั้นได้นามว่า “สาเกต” เพราะความที่ประเทศนั้นเศรษฐีจับจองแล้วในเวลาเย็น.

ในกรุงสาวัตถี บุตรของมิคารเศรษฐี ชื่อปุณณวัฒนกุมารเจริญวัยแล้ว ขณะนั้น บิดาของเขารู้ว่า บุตรของเราเจริญวัยแล้ว เป็นสมัยที่จะผูกพันด้วยการครองเรือน ครั้งนั้น มารดาบิดากล่าวกะเขาว่า "พ่อ เจ้าจงเลือกเด็กหญิงคนหนึ่งในที่เป็นที่ชอบใจของเจ้า."

ปุณณะ กิจด้วยภริยาเห็นปานนั้น ของผมไม่มี.

มารดาบิดา เจ้าอย่าทำอย่างนี้ ลูก ธรรมดาตระกูลที่ไม่มีบุตรตั้งอยู่ไม่ได้.

ลักษณะเบญจกัลยาณี

ปุณณวัฒนกุมารนั้นเมื่อถูกมารดาบิดาพูดรบเร้าอยู่ จึงกล่าวว่า

“ถ้ากระนั้น ผมเมื่อได้หญิงสาวประกอบพร้อมด้วยความงาม ๕ อย่าง ก็จักทำตามคำของคุณพ่อคุณแม่.”

มารดาบิดาถามว่า ก็ชื่อว่าความงาม ๕ อย่างนั้น มีอะไรบ้างเล่า? พ่อ.

ปุณณวัฒนกุมารตอบว่า คือ ผมงาม เนื้องาม กระดูกงาม ผิวงาม วัยงาม.

ก็ผมของหญิงผู้มีบุญมาก เป็นเช่นกับทำหางนกยูง แก้ปล่อยระชายผ้านุ่งแล้ว ก็กลับมีปลายงอนขึ้นตั้งอยู่ นี้ชื่อว่า ผมงาม

ริมฝีปากเช่นกับผลตำลึง (สุก) ถึงพร้อมด้วยสีเรียบชิดสนิทดี นี้ชื่อว่า เนื้องาม.

ฟันขาวเรียบไม่ห่างกัน งดงามดุจระเบียบแห่งเพชร ที่เขายกขึ้นตั้งไว้และดุจระเบียบแห่งสังข์ที่เขาขัดสีแล้ว นี้ชื่อว่ากระดูกงาม

ผิวพรรณของหญิงดำไม่ลูบไล้ด้วยเครื่องประเทืองผิวเป็นต้นเลย ก็ดำสนิทประหนึ่งพวกอุบลเขียว ของหญิงขาว ประหนึ่งพวกดอกกรรณิการ์ นี้ชื่อว่า ผิวงาม

หญิงที่แม้คลอดบุตรแล้วตั้ง ๑๐ ครั้ง ก็ยังดูงามเหมือนเพิ่งมีบุตรเพียงคนเดียวยังสาวพริ้งอยู่เทียว นี้ชื่อว่า วัยงาม ดังนี้แล.

เศรษฐีส่งพราหมณ์ไปแสวงหาหญิงเบญจกัลยาณี

ครั้งนั้น มารดาบิดาของนายปุณณวัฒนกุมารนั้น เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาให้บริโภคแล้วถามว่า “ชื่อว่าหญิงที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี มีอยู่หรือ

พราหมณ์เหล่านั้น ตอบว่า “จ้ะ มีอยู่.”

เศรษฐีกล่าวว่า “ถ้ากระนั้น พวกท่าน ๘ คนจงไปแสวงหาเด็กหญิงเช่นนั้น มาให้เรา” ดังนี้แล้ว ให้ทรัพย์เป็นอันมาก พร้อมกับสั่งว่า

“ในเวลาที่พวกท่านกลับมาพร้อมกับหญิงเช่นนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายไปเถิด แสวงหาเด็กหญิงแม้เห็นปานนั้น และในเวลาที่พบแล้ว พึงประดับพวงมาลัยทองคำนี้” ดังนี้แล้ว ให้พวงมาลัยทองคำอันมีราคาแสนหนึ่ง แล้วส่งพวกพราหมณ์นั้นไป

พราหมณ์เหล่านั้น ไปยังนครใหญ่ ๆ แสวงหาอยู่ ก็ไม่พบเด็กหญิงที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี จึงกลับมาถึงเมืองสาเกตโดยลำดับ ในวันนั้นเมืองสาเกตมีงานนักขัตฤกษ์เปิด (หมายเหตุ นักษัตรเปิดเผย เป็นงานประจำปีของนครสาเกต ในงานนี้ชาวเมืองทุกคนเผยร่างโดยปราศจากผ้าคลุมปิดหน้า เดินเท้าไปยังแม่น้ำ) พอดีจึงคิดกันว่า

“การงานของพวกเราคงสำเร็จในวันนี้เป็นแน่”

งานประจำปีของนครสาเกต

ก็ในนครนั้น ชื่อว่างานนักขัตฤกษ์ย่อมมีประจำปี

ในกาลนั้นแม้กระกูลที่ไม่ออกภายนอก ก็ออกจากเรือนกับบริวาร มีร่างกายมิได้ปกปิด ไปสู่ฝั่งแม่น้ำด้วยเท้าเทียว ในวันนั้นถึงบุตรหลานของตระกูลขัตติยมหาศาลทั้งหลายเป็นต้น ก็ยืนแอบหนทางนั้น ๆ ด้วยตั้งใจว่า เมื่อพบเด็กหญิงตระกูลที่ตนพึงใจ มีชาติเสมอด้วยตนแล้วจะคล้องด้วยพวงมาลัย

พราหมณ์พบนางวิสาขา

พราหมณ์เหล่านั้น เข้าไปถึงศาลาแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำแล้วได้ยืนอยู่ ขณะนั้นนางวิสาขา มีอายุย่างเข้า ๑๕–๑๖ ปี ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์ครบทุกอย่าง มีเหล่ากุมารี ๕๐๐ คนแวดล้อมกำลังมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำเพื่ออาบน้ำ

ครั้งนั้นแล เมฆตั้งขึ้นแล้วฝนก็ตกลงมา เด็กหญิง ๕๐๐ ก็รีบเดินเข้าไปสู่ศาลา

พวกพราหมณ์พิจารณาดูอยู่ ก็ไม่เห็นเด็กหญิงเหล่านั้นแม้สักคนเดียวที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยาณี ส่วนนางวิสาขาเข้าไปยังศาลาด้วยการเดินตามปกตินั่นเอง ผ้าและอาภรณ์เปียกโชก

พวกพราหมณ์เห็นความงาม ๔ อย่างของนางแล้ว ประสงค์จะเห็นฟัน จึงกล่าวกะกันและกันว่า

“หญิงผู้เฉื่อยชานี้ สามีของหล่อนเห็นทีจักไม่ได้ แม้เพียงข้าวปลายเกวียน”

นางวิสาขาได้ยินดังนั้นจึงพูดกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า “พวกท่านว่าใครกัน.”

พราหมณ์ : ว่าเธอ แม่.

ได้ยินว่า เสียงอันไพเราะของนาง เปล่งออกประหนึ่งเสียงกังสดาล ลำดับนั้น นางจึงถามพราหมณ์เหล่านั้นด้วยเสียงอันไพเราะอีกว่า “เพราะเหตุไร? จึงว่าฉัน.”

พราหมณ์ : หญิงบริวารของเธอ ไม่ให้ผ้าและเครื่องประดับเปียกรีบเข้าสู่ศาลา กิจแม้เพียงการรีบมาสู่ที่ประมาณเท่านี้ของเธอก็มิได้มี เธอปล่อยให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์เปียกมากแล้ว เพราะฉะนั้น พวกเราจึงพากันว่าดังนั้น.

วิสาขา : พ่อทั้งหลาย พวกท่านอย่าพูดอย่างนี้ ฉันแข็งแรงกว่าเด็กหญิงเหล่านั้น แต่ฉันกำหนดเหตุการณ์แล้ว จึงไม่มาโดยเร็ว.

พราหมณ์ : เหตุอะไร? แม่.

ชน ๔ จำพวกวิ่งไปไม่งาม

วิสาขา : พ่อทั้งหลาย ชน ๔ จำพวก เมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม เหตุอันหนึ่ง แม้อื่นอีก ยังมีอยู่.

พราหมณ์ : ชน ๔ จำพวก เหล่าไหน? เมื่อวิ่ง ย่อมไม่งาม แม่

วิสาขา : พ่อทั้งหลาย พระราชาผู้อภิเษกแล้ว ทรงประดับประดาแล้วด้วยเครื่องอาภรณ์ทั้งปวง เมื่อถกเขมรวิ่งไปในพระลานหลวงย่อมไม่งาม ย่อมได้ความครหาเป็นแน่นอนว่า ทำไม พระราชาองค์นี้จึงวิ่งเหมือนคฤหบดี ค่อย ๆ เสด็จไปนั่นแหละ จึงจะงาม

แม้ช้างมงคลของพระราชา ประดับแล้ว วิ่งไป ก็ไม่งาม ต่อเมื่อเดินไปด้วยลีลาแห่งช้าง จึงจะงาม

บรรพชิต เมื่อวิ่ง ก็ไม่งาม ย่อมได้แต่ความครหาอย่างเดียวเท่านั้นว่า ‘ทำไม สมณะรูปนี้ จึงวิ่งไปเหมือนคฤหัสถ์ แต่ย่อมงาม ด้วยการเดินอย่างอาการของผู้สงบเสงี่ยม

สตรีเมื่อวิ่งก็ไม่งาม ย่อมถูกเขาติเตียนอย่างเดียวว่า ‘ทำไม หญิงคนนี้ จึงวิ่งเหมือนผู้ชาย แต่ย่อมงามด้วยการเดินอย่างธรรมดา พ่อทั้งหลาย ชน ๔ จำพวกเหล่านั้นเมื่อวิ่งไป ย่อมไม่งาม.

พราหมณ์ : ก็เหตุอื่นอีกอย่างหนึ่ง เป็นไฉน? แม่.

วิสาขา : พ่อทั้งหลาย ธรรมดามารดาบิดา ถนอมอวัยวะน้อยใหญ่เลี้ยงดูธิดา เพราะว่า พวกฉัน ชื่อว่าเป็นสิ่งของอันมารดาบิดาพึงขาย มารดาบิดาเลี้ยงฉันมา ก็เพื่อต้องการจะส่งไปสู่ตระกูลอื่น ถ้าว่า ในเวลาที่พวกฉันวิ่งไป เหยียบชายผ้านุ่งหรือลื่นล้มลงบนพื้นดิน มือหรือเท้าก็จะพึงหัก พวกฉันก็จะพึงเป็นภาระของตระกูลนั้นแล ส่วนเครื่องแต่งตัว เปียกแล้วก็จักแห้ง ดิฉันกำหนดเหตุนี้ จึงไม่วิ่งไป พ่อ.