#echo banner="" การปฏิบัติวิปัสนากับคุณแม่สิริ กรินชัย

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

การปฏิบัติวิปัสนากับคุณแม่สิริ กรินชัย

โพสท์ในพันธุ์ทิพย์ กระทู้ที่ K317242 [ศาสนา-ปรัชญา] โดยคุณ :แวะมาถามค่ะ

เนื้อความ :

อยากทราบว่าคิดยังไงกับวิธีของคุณแม่สิริเป็นวิธีที่ถูกและเป็นทางสู่นิพพานรึปล่าว (ท่านสอนให้ กำหนดอิริยาบถตลอด เดินจงกรม นั่งสมาธิไม่ให้พูดคุยกัน ตลอด 7 วัน) แล้วอยากทราบว่าจะนำกลับมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันต้องทำขนาดไหน

จากคุณ :แวะมาถามค่ะ - [29 มี.ค. 2542 17:51:08]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

เคยไปมาแล้ว หนึ่งครั้ง เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน เป็นสิ่งที่ถูกแน่นอน จุดเริ่มต้นของทางไปสู่นิพพานมีหลายหนทาง (หมายถึงก่อนจะเข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน คือเป็นอริยบุคคล) วิธีของคุณแม่สิริ กรินชัย คงเหมาะกับบุคคลประเภทหนึ่งแต่ก็อาจจะไม่เหมาะกับบุคคลอีกประเภทหนึ่งก็ได้ผมเห็นว่าเมื่อกลับมาดำเนินชีวิตประจำวัน อันนี้ก็สุดแท้แต่บุญทำกรรมแต่งแล้วละครับว่าจะทำได้แค่ไหน ยิ่งทำได้มากก็ยิ่งดี

โดยคุณ : :จำเริญ จำเริญเถิด - [29 มี.ค. 2542 19:20:06]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

สำนักไหนก็ตามที่เน้นสติปัฏฐาน ๔คือมี สติในกาย เวทนา จิตและธรรมพิจารณา รูปนาม ขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ให้มีการกำหนดสติทุกอิริยาบถ รวมทั้งนิมิตเครื่องหมายใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น ก็ต้องกำหนดรู้ กำหนดละ ได้ไม่ติดในญาหรือฌานใด ๆ ก็ตามนั่นแหละคือทางสายเอกที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านทรงสรรเสริญและแนะนำให้ปฏิบัติ ครับ.

ส่วนใหญ่ พระผู้ปฏิบัติธรรม ในเมืองไทยที่เปิดเป็นสำนักปฏิบัติธรรม รวมทั้งสายพระป่าต่างก็ทราบและสอนตามหลักการนี้ด้วยกันทั้งนั้นนะครับ

แต่นี่ก็คือที่ผมแนะนำให้ใช้เป็นหลักในการพิจารณาครับ..

โดยคุณ : :พลวัฒน์ - [29 มี.ค. 2542 19:54:56]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยไปปฏิบัติ 7 วัน ความรู้สึกแรกเลยคือเบื่อมาก เพราะเอาแต่เดินจงกลม นั่งสมาธิ แล้วก็ต้องกำหนดตลอดเวลาแถมยังไม่ให้พูดกันอีก ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ ก็เลยไปลองดู เพราะได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว หลังจากที่ผ่านการปฏิบัติมาก็ได้มานั่งคิดว่า ทำไมต้องให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็มีคำตอบกับตัวเองคือ การที่ให้เดินจงกลมโดยการกำหนดช้า ๆ ก็เพื่อให้เรามีสติกับสิ่งที่ทำตลอดเวลา คุณลองคิดดูซิว่าคุณจะมีสติอยู่กับสิ่งที่ทำได้นานแค่ไหน ยกตัวอย่างการขับรถถ้าแต่ละคนมีสติจดจ่อกับการขับรถตลอดเวลา ไม่มีวอกแวกหรือไปสนใจกับสิ่งใด ๆ มากกว่าการขับรถ จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไหม ผมว่าเข้าใจนะเพียงแต่ว่าอาจจะสื่อสารไม่ค่อยถูก และผมก็เห็นว่าการที่คุณแม่สิริมีการสอนอย่างนี้ดีจริงแต่ว่าควรจะมีการอธิบายเหตุผลของการปฏิบัติของแต่ละอย่างมาด้วย เพื่อที่คนมาปฏิบัติจะได้รู้สึกไม่อึดอัดและเข้าใจว่าจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร

โดยคุณ : :geg@bkk.a-net.net.th - [30 มี.ค. 2542 02:11:02]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

ดีกว่าไม่มีใครสอน แต่ไม่ใช่สรณะที่พึ่งครับคนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร คนล่วงทุกข์ได้เพราะปัญญา ไม่ใช่ความสงบ ไปนั่ง ๆ นอน ๆ ยืน ๆ เดิน ๆ กำหนดอิริยาบถนั้น ได้ความสงบ หรือได้ความก้าวหน้า

ผลที่เกิดคือการพิจารณาด้วยปัญญาคือเห็นไตรลักษณ์ในรูปและนาม

เคยได้ยินหลายท่านที่ไปเรียนกับคุณแม่สิริ พูดกันว่าการที่นั่งจนขาเป็นเหน็บ ขาชา หมายความว่าได้ฌานหรือมีมีมารมากวน ผมว่าจะไปกันใหญ่นะครับ =) ไม่ทราบว่าคุณแม่สิริสอนมาแบบนี้หรือเปล่า หรือแค่พูด ๆ กันเองดูให้ดี ๆ หน่อยละกัน

โดยคุณ : :นายโจโจ้  - [30 มี.ค. 2542 06:31:42]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

คุณแม่สิริสอนให้ใช้สติพิจารณา ไม่ใช่นั่งสมาธิเพื่อเอาความสงบท่านสอนให้พิจารณาพระไตรลักษณ์ค่ะ

โดยคุณ : :แวะมาถาม - [30 มี.ค. 2542 09:15:34]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

ชอบใจคำตอบของ คุณพลวัฒน์ครับ เป็นกลาง ๆ ดีแต่อยากเสริมอีกนิดหนึ่ง ตรงที่ว่า มีสติแล้ว ต้องมีสัมปชัญญะด้วยส่วนมากผู้ปฏิบัติในทุกสำนัก มักจะขาดความรู้ตัวที่แท้จริงครับเช่นกำหนดสติรู้ความเคลื่อนไหวของเท้า จิตก็เคลื่อนไปที่เท้า เผลออยู่กับเท้ากำหนดยุบพอง จิตก็หลงอยู่กับยุบพอง กำหนดพุทโธ จิตก็หลงกับพุทโธกำหนดลูกแก้ว จิตก็หลงกับลูกแก้วที่จะมีจิตตั้งมั่น รู้ตัว เป็นกลาง จริง ๆ นั้น หาได้ยากในทุก ๆ สำนักครับ

และบางสำนักอาจารย์เข้าใจ แต่สอนแล้วลูกศิษย์เข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง ก็มีครับ

โดยคุณ : :สันตินันท์  - [30 มี.ค. 2542 09:15:48]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

การมีสัมปชัญญะ คือการรู้อยู่จริง ๆ ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรยืนอยู่ตรงไหน สำนึกถึงเวลาในปัจจุบันรึเปล่าไม่ค่อยเข้าใจค่ะช่วยอธิบายหน่อยได้มั้ย

โดยคุณ : :แวะมาถาม - [30 มี.ค. 2542 10:30:30]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

มาตอบคำถามของน้องโจโจ้ค่ะเพราะพี่ nuna ก็เริ่มจากปฏิบัติสายนี้การที่ขาเป็นเหน็บชาหรือปวดนั้นอาจารย์ไม่เคยบอกว่าเป็นลำดับญาณอะไรหรอกค่ะแต่ให้ตามรู้และเมื่อผู้ปฏิบัติบ่อยเข้า ๆ มีความชำนาญมากขึ้นจะสามารถยกจิตขึ้นพิจารณา พระไตรลักษณ์สุดแต่จิตจะพิจารณาว่าเป็น ทุกข์ อนิจจัง อนัตตา

เอาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปปฏิบัติมาหลายครั้งสังเกตได้ว่าผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่จะต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ก่อน โอกาสผู้ที่จะเข้าปฏิบัติหนที่สอง สาม สี่....ต่อไปนั้น จำนวนจะลดน้อยลงเหมือนแหตาใหญ่ที่ทอดดักปลา ปลาตัวเล็กตัวน้อยก็ย่อมหลุดหนีไป

การไปอยู่ 7-8วันนี้เป็นการไปฝึกฝนตนเองเรียนรู้ตนเองโดยตัดความกังวลภาระทางบ้านออกไป แม้ตอนปฏิบัติจิตจะคอยคิดส่งออกไปข้างนอกก็ให้ตามรู้อยู่เสมอ

เนื่องจากการปฏิบัตินี้เข้มเริ่มแต่เช้ามืดและให้กำหนดเจริญสติให้ต่อเนื่องโดยเดินจงกรม กำหนดอิริยาบถย่อย สลับการนั่งสมาธิตลอดเวลาบอกได้ว่า สำหรับผู้ไปเริ่มใหม่ ๆ นี่ทรมานสุด ๆ เป็นการวัดความอดทนโดยเฉพาะในช่วง 3-4 วันแรก nuna แทบจะขับรถหนีกลับบ้าน เพราะมันเป็นการทำที่สวนกระแสกิเลสมาก ๆ หากใครอดทนได้และมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติจะพิสูจน์ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องสนใจกับลำดับญาณหรือทฤษฎีที่กล่าวไว้เลย จิตจะเรียนรู้แต่ละสภาวธรรมโดยที่เราไม่รู้ตัว

ดังที่พี่สันตินันท์ได้กล่าวไว้ว่า การปฏิบัติแนวนี้ได้มีการสอนให้ตามดูจิตหรือไม่ nuna ไม่แน่ใจว่าการที่อาจารย์สอนให้การกำหนดรู้อารมณ์ในแต่ละขณะจิต เช่น โกรธ ก็กำหนดรู้ตาม จะ เป็นแบบเดียวกับที่พี่สันตินันท์กรุณาสอนหรือไม่แต่เท่าที่ทำตามที่พี่บอกก็เพิ่งได้เห็นเวลาจิตกลับฐานและเวลาที่จิตทะยานออกไป

แต่ขอออกตัวไว้ก่อนนะคะว่า nuna ไม่ใช่นักปฏิบัติที่ดีนัก คือใน 7 วันจะตั้งใจมากแต่พอออกมาชีวิตประจำวัน ก็เผลอทำได้แค่กำหนดอิริยาบถย่อยได้บางครั้งบางคราวเท่านั้น

ที่ตอบมาหากมีผิดพลาดล่วงเกินคำสอนหรือครูบาอาจารย์เนื่องจากความรู้น้อยหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ nuna กราบขอขมาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย และพี่สันตินันท์มา ณ โอกาสนี้ด้วยขอ อย่าเป็นเวรเป็นกรรมเลยค่ะ

โดยคุณ : :nuna - [30 มี.ค. 2542 11:27:16]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

ใช่ครับพี่สันตินันท์นอกจากสติแล้วต้องมีสัมปชัญญะด้วยอย่างที่หลวงพ่อผมสอนไว้เช่น"กายจะเคลื่อนย้ายไปทางไหน ก็เต็มพร้อมไปด้วยศีลเพราะเรามีสติดี ความรู้ตัวดี เคลื่อนย้ายอยู่ในปัจจุบันขณะขณะเคลื่อนย้ายไปย้ายมาก็รู้ตัวความรู้นั่นคือตัวสัมปชัญญะ สัมปชัญญะตัวนี้คือรู้ปัจจุบันสติรู้ตอนขณะจะเคลื่อนจะย้าย รู้ตัวอยู่เรียกว่าสติสัมปชัญญะกำลังเคลื่อนก็รู้ว่าเคลื่อน จะย้ายก็รู้ว่าจะย้ายรู้ตัวไปควบคู่กับจิต เรียกว่า สติสัมปัญญะ"

และจริง ๆ ในการปฏิบัติธรรม มันคงต้องเป็นขั้น ๆ ไปตามลำดับขั้นถูกไหมครับเริ่มจากรู้จักกำหนดจิตก่อนต่อจากนั้นก็แยกรูปแยกนามให้ออกรู้ว่าอะไรคือพอง อะไรคือยุบ จิตกำหนดพองกับจิตกำหนดยุบอันเดียวกันหรือเปล่า ฯลฯแยกรูปแยกนามออกหรือไม่ อันไหนคือรูปอันไหนคือนาม ตาเห็นรูปกำหนดที่ไหน เป็นต้น ฯลฯ จนถึงขั้นสูง คงมีอีกเรื่อย ๆ นะครับ เช่นการวางเฉยในรูปนาม เป็นต้นผมก็เรียกได้ว่ากำลังฝึกขั้นประถมอยู่ และยังไม่ค่อยผ่านเลย ก็ไม่อยากข้ามไปไกลมาก

โดยคุณ : :พลวัฒน์ - [30 มี.ค. 2542 12:30:11]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

คุณแวะมาถาม มีความฉลาดในการถาม แต่ถามในสิ่งที่ตอบด้วยคำพูดยากเหลือเกินครับความรู้ตัวจริง ๆ นั้น ไม่ใช่ความจำได้ว่า ตอนนี้เรายืนอยู่ที่ไหน เราเป็นใครเรากำลังโกรธ กำลังโลภ กำลังมีความสุข หรือมีความทุกข์แต่ในขณะที่รู้อารมณ์นั้น จิตต้องมีความตั้งมั่น เป็นกลาง และปราศจากความยินดียินร้ายต่ออารมณ์ด้วยถ้าจิตไม่เป็นกลาง ก็รู้ชัดว่า จิตเคลื่อนไปยึดอารมณ์ แบบที่คุณ nuna กล่าวไว้นั้น

กล่าวโดยสรุป จิต ต้องไม่ถูกความหลง (โมหะ) ครอบงำเพราะถ้าความหลงครอบงำ จิตจะเผลอวิ่งตามอารมณ์ที่จิตรู้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังหลงอยู่

ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนมาด่าเรา เราเกิดความโกรธคนทั่วไปพอโกรธ จะยิ่งสนใจกับคนที่มาทำให้เราโกรธมากยิ่งขึ้นส่วนผู้ปฏิบัติตามที่คุณแม่สิริท่านสอน จะไม่มองคนที่ทำให้โกรธแต่จะย้อนมากำหนดรู้ความโกรธที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามมากครับ คนที่ทำได้ถึงอย่างไรก็เป็นคนชนิดที่หาได้ยากแล้วครับ

ส่วนที่ผมบอกคุณ nuna เพิ่มเติมเป็นส่วนตัวนั้นก็คือเมื่อเห็นความโกรธแล้ว ให้รู้ทันเข้าไปอีกทีหนึ่งว่าความโกรธเป็นอารมณ์ที่กำลังถูกรู้จิตที่ไปรู้ความโกรธนั้น เป็นกลางอยู่แล้ว ไม่ได้มีความโกรธใด ๆ เลยถ้าจิตจะเคลื่อนไปตามความโกรธ ก็รู้ทันถ้าจิตตั้งมั่น รู้ เป็นกลาง ก็รู้ทันอีก

ทำเรื่อยไป จิตก็จะเกิดความรู้ว่า ถ้าจิตไม่วิ่งไปยึดเกาะอารมณ์ ความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าจิตยึด จิตก็ทุกข์แน่นอนส่วนอารมณ์ทั้งกลาย เช่นความโกรธนั้น ก็เป็นของที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปจิตจะค่อย ๆ ฉลาด ในที่สุดก็ไม่หลงวิ่งตามอารมณ์ชนิดนั้นไปอีก

-------------------------------------------------

การปฏิบัติธรรมเป็นของละเอียดอ่อนครับและจริตนิสัยของคนเราก็ต่าง ๆ กัน ใครถูกจริตแบบไหนก็ปฏิบัติไปเถอะครับแต่ถือหลักแบบที่คุณพลวัฒน์กล่าวไว้นั้น เป็นเครื่องกำกับตนเองก็พอแล้วจะได้ไม่หลงผิดออกนอกหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไป

โดยคุณ : :สันตินันท์  - [30 มี.ค. 2542 13:24:30]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

การสอนของคุณแม่ มีปัญหานิดหน่อย ตรงที่

1. คนไปปฏิบัติธรรมเยอะมากเหลือเกิน และแต่ละคนก็มาด้วยศรัทธา ปัญญาที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นในการที่จะอบรมคนหมู่มากให้ได้ความรู้ที่ดีที่สุดนั้น มันทำได้ค่อนข้างยากครับ

2. วิทยากร หลายท่านก็มาด้วย ความต้องการของตนเอง โดยยังไม่ได้รับการยอมรับ เห็นด้วย จากคุณแม่สิริ ครับ ดังนั้น ความคิดเห็นหรือความคิดนึกของท่านเหล่านั้น ก็จะไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (unity) ผมจึงเห็นว่าเราต้อง ใช้วิจารณญาณ อย่างที่คุณ โจโจ้ บอก ครับ ต้องใช้วิจารณญาณมากจริง ๆ นะครับ พี่โจโจ้

หลายวันก่อน ผมเพิ่งไปเยี่ยม สังเกตการณ์ลูกโยคีใหม่ ( ในฐานะลูกโยคีเก่า)มีวิทยากรหลายท่านที่ไม่คุ้นหน้า ไปนั่งฟังท่าน สอบอารมณ์ ก็รู้สึกว่า มันแปลก ๆ แต่อย่างน้อยท่านก็เป็นผู้มีประสบการณ์ แม้จะไม่ใช่ ผู้ที่รู้ดี ที่สุดแต่ท่านก็สามารถให้แนวทาง แก่เราได้ครับ ...

อะไร อะไร ก็ดีทั้งนั้นแหละครับ แค่เพียงเราใช้ สติ ปัญญา ไปจับ มันก็รู้ได้เอง ...

ผมยังจำได้ ตอนที่ไปปฏิบัติใหม่ อยากได้ ญาณสูง ๆ มาก แต่ได้มาแล้วก็ไม่รู้สึกว่าเราก้าวหน้าจริง ตอนหลัง ๆ เลย ไม่เคยอยากได้ญาณเลย แต่ไปแต่ละครั้งก็จะบอกกับตัวเองว่า ให้ ตั้งใจปฏิบัติ ขัดเกลาจิตใจ หวังว่า กิเลส จะลดลง บ้างน่ะครับ

โดยคุณ : :อติ - [30 มี.ค. 2542 18:09:42]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

nuna ไม่เคยมีโอกาสเข้าฝึกอบรมกับคุณแม่สิริเลยค่ะส่วนใหญ่จะเข้าอบรมตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เจ้าภาพอื่น ๆ มีศรัทธาจัดกันเองเป็นกลุ่มเล็กประมาณ20 คนหรือมากกว่านั้นแล้วแต่สถานที่จะอำนวย

อาจารย์ที่สอนเป็นพระสงฆ์ที่เคยเป็นลูกศิษย์คุณแม่สมัยเป็นฆราวาสค่ะ นึกถึงพระคุณท่านทีไร ก็อายตัวเองทุกทีเพราะทำดื้อเอาไว้มากพอควรตอนเริ่มเข้าไปปฏิบัติใหม่ ๆ

เห็นด้วยกับคุณอตินะคะว่าอาจารย์มีส่วนสำคัญมากในการที่ผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติได้ก้าวหน้าเพียงใดเป็นบุญกุศลค่ะที่ nuna ได้พบอาจารย์ที่มีความสามารถในการสอนถ่ายทอดและได้มีโอกาสพบรู้จักพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อนกัลยาณมิตรผู้ซึ่งได้กรุณาชี้แนะแนวทางเพิ่มเติมให้อีกผ่านทาง ห้องสมุดนี้

ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

โดยคุณ : :nuna - [31 มี.ค. 2542 00:58:19]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

ที่คุณโจโจ้ว่ามาตอนแรกนั้น ผมรู้สึกว่าคุณโจโจ้อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อยนะครับ ที่ว่านั่งสมาธิแล้วเกิดอาการเหน็บชา ว่ามีมารมาหรือได้ฌาน ที่นั่งนาน ๆ แล้วเกิดเป็นเหน็บชา ปวดขาปวดเข่าคุณแม่สิริท่านสอนว่าเป็นมารอย่างหนึ่งจริง ๆ นั่นแหละ เรียกว่าขันธมาร ไม่ใช่มีมารมาผจญอะไรอย่างนั้นนะครับ อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทางกายนี้อาจทำให้เราเบื่อหน่ายหรือกลัว ไม่อยากปฏิบัติ ขันธมารนี้เกิดไม่เฉพาะตอนนั่ง ตอนเดินจงกรมก็เกิดขึ้นได้การมีโรคภัยไข้เจ็บก็เป็นขันธมารเหมือนกัน คือทำให้เราไม่มีจิตใจที่จะตั้งใจปฏิบัติ หรือเจ็บป่วยจนไม่มีเรี่ยวแรงที่จะปฏิบัติ ท่านยังสอนว่า มารมี 5 อย่างครับ ได้แก่ ขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร เทวปุตตมาร และมัจจุราชมาร รายละเอียดต้องไปเปิดตำราดูอีกทีครับ แต่มารทั้ง 5 อย่างนี้ที่ร้ายที่สุดคือมัจจุราชมาร หรือความตายนั่นเองครับ

โดยคุณ : :Boongy  - [31 มี.ค. 2542 03:07:53]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

สรุปคือ มารที่ว่ามาข้างต้นนั้นหมายถึงตัวขัดขวางการปฏิบัติธรรมครับผมสังเกตว่ามีบางส่วนที่เหมือนกับนิวรณ์ครับ อาจต้องรบกวนท่านผู้รู้ครับเพราะบางทีอาจจะอธิบายเป็นคำพูดไม่ค่อยกระจ่างเท่าไรครับ

โดยคุณ : :Boongy  - [31 มี.ค. 2542 03:14:34]

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

นิวรณ์เป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้รวมตัวเป็นสัมมาสมาธิส่วนมารเป็นตัวกั้นการกระทำคุณงามความดีการที่ธาตุขันธ์แปรปรวนก็เป็นตัวขวางกั้นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญมากอย่างหนึ่งที่ท่าน(คุณแม่สิริ) เรียกว่าขันธมารนั้น ก็ถูกต้องดีแล้วครับ

ผมเสียดายที่ช่วงหลังนี้ท่านเจ็บป่วยบ่อย ไม่ได้สอนด้วยตนเองแล้ว

โดยคุณ : :สันตินันท์  - [31 มี.ค. 2542 09:01:17]