#echo banner="" กรรม คำตอบของชีวิต  03 อัญญมณี มัลลิกะมาส

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

กรรม คำตอบของชีวิต (3)
โดยอัญญมณี มัลลิกะมาส

หนีกรรม/ตัดกรรมได้หรือไม่?

ไม่มีใครหนีผลกรรมที่ทำไว้แล้วได้ เมื่อทำกุศลกรรมมาแล้ว และถึงเวลาที่กุศลกรรมจะให้ผล แม้ไม่อยากได้ก็ต้องได้ ไม่อยากรวยก็ต้องรวย เช่น อยู่ดี ๆก็มีคนมาเชิญให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ไม่อยากเป็น เขาก็เชิญให้เป็น บางคนซื้อล๊อตเตอรี่เสี่ยงโชค ก็โชคดี ถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง บางคนไปเล่นเกมส์โชว์ ของรายการต่าง ๆ ก็ชนะได้รางวัลใหญ่ บางคนไม่ว่าจะลงทุนค้าขายหรือทำกิจการอะไร ก็ขายดิบขายดี กิจการเจริญรุ่งเรือง อย่างคาดไม่ถึง เป็นต้น หากยังไม่มีความรู้ เรื่องกรรม และการให้ผลของกรรมแล้ว เราอาจจะคิดว่าฟลุ๊ค แม้ผู้ได้รับผลของกุศลเอง ก็อาจจะคิดว่าฟลุ๊ค เช่นกัน แต่การให้ผลของกรรมนั้น ไม่มีคำว่าฟลุ๊ค สำหรับผล ของอกุศลกรรม ก็โดยนัยเดียวกันกล่าวคือ แม้ไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถจะยับยั้งได้ เช่น ได้ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงหนัก/เบาต่างๆ กันไปตามควรแก่กรรม (อกุศลกรรม) ที่ได้กระทำไว้แล้วบ้าง เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายต่างๆบ้าง ลงทุนค้าขายก็ประสบปัญหาขาดทุน/ล้มละลายบ้าง หรือรัฐมนตรีบางคนโดนเชิญให้ออกจากตำแหน่ง อย่างไม่คาดคิดบ้าง เป็นต้น

บางคนคิดว่าตนเองฉลาดจึงพยายามจะทำความดีลบล้างความชั่ว เช่นได้เงินมาหลายร้อยล้านด้วยการทุจริต คอรับชั่น ก็นำเงินที่ได้แบ่ง ไปทำบุญกฐิน ผ้าป่า หรือ บริจาคช่วยเหลือคนยากจน ด้วยคิดว่าจะได้หักกลบลบหนี้กันไป แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว การให้ผลของกรรมมิได้ปะปนกันเลย กรรมชั่วที่ได้กระทำไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องรับผลในส่วนของกรรมชั่วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็ว ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ส่วนกรรมดีที่ได้กระทำก็รอโอกาสที่จะให้ผลต่อไป ปัจจุบันนี้ คนจำนวนไม่น้อย มีความเชื่อว่า การที่ตนประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่ดีในชีวิตนั้น เป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวร เป็นผู้บันดาลให้เกิดเหตุร้ายต่างๆ จึงพยายามช่วยเหลือตนเอง โดยไปสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีต่างๆ เช่น เข้าวัดไปนั่งกรรมฐานแก้กรรมบ้าง ไปบวชชีพราหมณ์บ้าง บ้างก็ไปเข้าพิธีตัดกรรม ด้วยหวังจะให้เจ้ากรรมนายเวรเห็นใจ และยกโทษให้ เป็นเหตุให้มีคนถือโอกาสตั้งตนเป็นคนกลาง เพื่อติดต่อ และต่อรองการชดใช้กรรม กับเจ้ากรรมนายเวร ปรากฏว่าต้องเสียเงินเสียทอง ตามแต่คนกลาง ที่อ้างว่าสามารถติดต่อกับเจ้ากรรมนายเวรได ้จะเรียกร้อง หมดเงินไปมากมาย หวังจะให้เจ้ากรรมนายเวร เลิกจองเวรกับตน เมื่อคนไม่รู้เจอกับคนไม่รู้ ก็มีแต่ความไม่รู้ (อวิชชา) และความเห็นผิด (มิจฉาทิฎฐิ) ที่เจริญงอกงาม จะเห็นว่าความไม่รู้ (อวิชชา) นั้นนำมาซึ่งทุกข์ทั้งหลาย แต่เมื่อเรามีความเข้าใจ เรื่องการให้ผลของกรรมแล้ว จะรู้ว่าเรื่องดังกล่าวนี้ไม่มีสาระแก่ชีวิต และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเจ้ากรรมนายเวรที่ว่านี้ อาจจะเปรียบได้กับอกุศลกรรมนั่นเอง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่อกุศลกรรมให้ผล ก็ต้องยอมรับผลนั้น ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไม่มีผู้ใดสามารถหนีพ้นผลกรรม ไม่ว่าดีหรือชั่วที่ตนได้กระทำไว้แล้วได้

อย่าว่าแต่มนุษย์ธรรมดาอย่างเราจะสามารถรอดพ้นจากอกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ได้เลย แม้พระพุทธองค์ ก็ไม่ทรงสามารถจะพ้นจากกรรม ที่ได้กระทำไว้แล้ว ในอดีตชาติได้ ดังได้ทรงแสดงอกุศลกรรมในอดีตชาติ อันเป็นเหตุให้พระองค์ประสบกับทุกขเวทนาต่าง ๆ ในพระชาตินี้ ตัวอย่างที่ขอยกมากล่าวในที่นี้คือ การที่ต้อง บำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ พรรษา ทรงแสดงบุพกรรม (กรรมในอดีต) ของพระองค์ว่า “ก็ในกาลนั้น เราได้เป็นพราหมณ์ชื่อ โชติปาละ ได้กล่าวกับพระกัสสปสุคตเจ้าว่า การตรัสรู้ของสมณโล้นจักมีมาแต่ไหน การตรัสรู้เป็นของยากยิ่ง เพราะวิบากกรรมอันนั้น เราจึงต้องทำทุกรกิริยามากมาย อยู่ที่ตำบลอุรุเวลาถึง ๖ ปี จึงบรรลุพระโพธิญาณ” ด้วยวิบากกรรมนั้น ทำให้พระองค์ มีความเห็นผิด ยึดข้อปฏิบัติผิด อันเป็นเหตุให้พระองค์ต้องทุกข์ทรมานกายอย่างยิ่ง กว่าจะทรงทราบว่า การบำเพ็ญทุกรกิริยา เป็นข้อปฏิบัติที่ผิด และมิใช่หนทางที่จะบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาน

ขณะใดคือการให้ผลของกรรม?

ขณะที่เป็นผลของกรรมนั้นเริ่มตั้งแต่ขณะแรก คือขณะปฏิสนธิ (เกิด) ซึ่งไม่มีใครเลือกได้ว่าจะเกิดที่ไหน จะเกิดเป็นอะไร ถ้าเลือกได้ทุกคนคงเลือกเกิดบนสรรค์ หรือเกิดในตระกูลเศรษฐี มีสมบัติมาก ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครเลือกเกิดได้ เพราะขณะปฏิสนธินั้นเป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้ทำไว้แล้วในสังสารวัฏ ซึ่งอาจจะเป็น ผลของกรรมในชาตินี้หรือชาติที่แล้วๆ มาก็ได้ ถ้าปฏิสนธิจิต* (วิบากจิต) เป็นผลของกุศลกรรม (ที่ได้กระทำไว้แล้ว) ก็จะเป็นเหตุให้เกิดในสุคติภูมิ แต่ในทางตรงข้าม หากปฏิสนธิจิตเป็นผลของอกุศลกรรม (กรรมชั่วซึ่งได้กระทำไว้แล้ว) ก็จะเป็นเหตุให้เกิดในทุคติภูมิเพื่อรับผลของกรรมชั่วนั้นๆ “อกุศลกรรม และกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัย ให้เกิดปฏิสนธิจิต ๑๙ ประเภท เป็นอกุศลวิบากจิต ๑ ดวง เป็นกุศลวิบาก ๑๘ ดวง ปฏิสนธิจิต ๑๙ ดวงนี้ มีหลายระดับ เพราะกรรมมีหลายระดับ กรรมทำให้เกิดมา อัปลักษณ์หรืองดงาม เกิดในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ด ีหรือที่รื่นรมย์ คนที่เกิดในสภาพที่ทุกข์ยาก ก็ไม่ใช่ว่าชาติหน้า จะเกิดในสภาพ ที่ทุกข์ยากอีก ทั้งนี้แล้วแต่กรรมที่ได้สะสมมา…”(พระอภิธรรมในชีวิตประจำวัน : ๑๔๓)

เมื่อได้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ หลังจากปฏิสนธิแล้วก็เจริญเติบโต มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย ซึ่งใครก็สร้างไม่ได้ แต่กรรมเป็นปัจจัยให้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่แตกต่างกัน ตามกุศลหรืออกุศลที่ได้กระทำไว้แล้ว จะเห็นได้ว่าบางคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ผิวพรรณดี มากน้อยต่างๆ กันไป บางคนเกิดมาขี้เหร่ บางคนเกิดมาพิการ ล้วนเป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้กระทำมาแล้วทั้งสิ้น

นอกจากนี้กรรมยังเป็นเหตุให้ได้รับอารมณ์ (สิ่งที่จิตรู้) ที่ดี หรือไม่ดีทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อีกด้วย กล่าวคือ

ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางตา (จิตเห็นเป็นวิบากจิต) เห็นรูปที่น่าพอใจ
ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางหู (จิตได้ยินเป็นวิบากจิต) ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ
ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางจมูก (จิตได้กลิ่นเป็นวิบากจิต) ได้กลิ่นที่น่าพอใจ
ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางลิ้น (จิตลิ้มรสเป็นวิบากจิต) ลิ้มรสที่น่าพอใจ
ขณะได้รับอารมณ์ที่ดีทางกาย (จิตกระทบสัมผัสเป็นวิบากจิต) รับกระทบสัมผัสที่น่าพอใจ

ขณะใดที่ได้รับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้ทราบว่าขณะนั้น เป็นการให้ผลของอกุศลกรรมในอดีตที่ได้กระทำมาแล้ว เช่น เห็นสิ่งของปฏิกูล ได้ยินเสียงคนนินทาว่าร้ายตนเอง ได้ทานอาหารที่ไม่อร่อย ได้รับทุกข์ทางกาย (เป็นโรคร้าย หรือถูกคนทำร้าย หรือประสบอุบัติเหตุ) ล้วนเป็นผลของอกุศลกรรม ที่ตนได้กระทำไว้แล้วทั้งสิ้น หาไม่เช่นนั้นแล้วเราจะไม่ต้องประสบอารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจนั้นเลย

การที่เราจะเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ก็ต่อเมื่อได้ศึกษาเรื่องของจิต : กุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต และกิริยาจิต อย่างละเอียด พระพุทธเจ้า ทรงแสดงความจริงว่า ขณะที่เราประสบความสุข หรือความทุกข์ทางกายนั้น แท้จริงแล้วไม่มีใครมาทำให้ แต่เป็นเพราะกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเองให้ผล ดังนั้น เมื่อใดที่เราประสบกับความทุกข์ทางกาย เช่น โดนทำร้าย หรือขณะได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ เช่น โดนดุด่า ว่าร้าย ถ้าเรารู้ความจริงว่า เป็นผลของกรรมหนึ่ง ที่เราได้เคยทำไว้แล้ว กล่าวคือเราได้เคยทำร้ายคนอื่น ได้เคยว่าคนอื่นไว้แล้ว เราจะโกรธใคร เราจึงไม่ควรโกรธเคืองผู้ที่มาทำร้ายเรา เพราะโดยความเป็นจริง ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ คือไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากอกุศลกรรม (กรรมเก่า) ของเรานั่นเอง ที่มาทำร้ายเรา ดังเรื่องที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น เพราะโดยสภาพธรรมแล้ว ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล มีแต่ จิต เจตสิก รูป เท่านั้น

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมทั้งปวงแล้ว ทรงเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัทให้รู้ว่า สภาพธรรมทั้งปวงนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นปรมัตถธรรม , “คือเป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างๆ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลง ลักษณะของ สภาพธรรมนั้นๆ ได้ สภาพธรรมนั้น เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ดังที่พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่ท่านพระอานนท์ว่า ‘สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา’

การหลงยึดสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลนั้น อุปมาเหมือนคนเดินทางในที่ซึ่งย่อมเห็นเหมือนมีเงาน้ำอยู่ข้างหน้า แต่เมื่อเข้าไปใกล้ เงาน้ำก็หายไป เพราะแท้จริงหามีน้ำไม่ เงาน้ำที่เห็นเป็นมายา เป็นภาพลวงตาฉันใด การเข้าใจผิดว่า สภาพธรรมทั้งหลาย เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เพราะความไม่รู้ เพราะความจำ เพราะความยึดถือก็ฉันนั้น…”

“…ปรมัธรรม มี ประเภท ได้แก่

จิต เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้สิ่งที่ปรากฎ เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้น จิตทั้งหมดมี ๘๙ ประเภท หรือ ๑๒๑ ประเภท โดยพิเศษ

เจตสิก เป็นสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต ดับพร้อมกับจิต ละเกิดที่เดียวกับจิต เจตสิกแต่ละเจตสิก มีลักษณะ ละกิจต่างกัน ตามประเภทของเจตสิกนั้นๆ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เช่น ความรัก ความโลภ ความเมตตา ความตระหนี่ เป็นต้น รูป เป็นสภาพที่ ไม่ใช่สภาพรู้ ได้แก่ สี กลิ่น รส เย็น ร้อน ฯลฯ รูปทั้งหมดมี ๒๘ ประเภท นิพพาน เป็นธรรมที่ดับกิเลส ดับทุกข์ นิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ให้เกิดขึ้น นิพพานจึงไม่เกิดดับ…” ( ปรมัธรรมสังเขป ละภาคผนวก : ๒๓ - ๒๕ ) ******