#echo banner="" กรรม คำตอบของชีวิต  02 อัญญมณี มัลลิกะมาส

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

กรรม คำตอบของชีวิต (2)
โดยอัญญมณี มัลลิกะมาส

การให้ผลของกรรม

ปัจจุบันหลายคนเริ่มไม่เชื่อว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” บางคนก็คิดว่า ”ผลของกรรมไม่มี ตายแล้วไม่มีการเกิดอีก” ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม คือความจริงให้ถ่องแท้ ก็อาจจะมีความเห็นคล้อยตามข้อความดังกล่าว คือ “คนทำชั่วได้ชั่วมีที่ไหน คนทำชั่วได้ดีมีถมไป” “ผลของกรรมไม่มี ตายแล้วสูญ” เมื่อมีความคิดและมีความเชื่อเช่นนี้ หลายคนจะรู้สึกท้อแท้ที่จะทำความดี แต่ข้อความต่อไปนี้อาจจะทำให้ท่านมีความเชื่อมั่นว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” และ ”ผลของกรรมมีจริง ชาติหน้ามีจริง และเราต้องเกิดอีก เพื่อรับผลของกรรม” แน่นอน เนื่องจากจิตเป็นสภาพที่สะสมกรรม และกิเลส และถ่ายทอดกรรมและกิเลส ไปยังจิตดวงใหม่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ากรรมนั้นจะให้ผล (วิบากจิต) เช่น เมื่อเราได้แอบขโมยทรัพย์สินของคนอื่น โดยที่ไม่มีใครรู้เห็น เราอาจจะคิดว่ารอดตัวไป เพราะไม่มีใครจับได้ แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า จิตเป็นสภาพที่ถ่ายทอดกรรมและกิเลส กรรมมีแล้ว (ขโมยแล้ว) ผลของกรรมจะต้องมี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมให้ผล ท่านอาจจะสูญเสียทรัพย์สินโดยที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เช่น ลงทุนทำอะไรก็ขาดทุนอยู่เสมอ หรือ โดนปล้น โดนขโมยทรัพย์สิน เป็นต้น

ดังนั้น ต่อไปนี้เราจึงไม่ควรเป็นกังวลว่าบรรดาผู้ที่ประพฤติทุจริตคอรับชั่น หรือนักการเมืองที่โกงกิน จะรอดพ้นจากทุจริตกรรมที่ได้ก่อไว้ การศึกษาเรื่องของกรรม จะทำให้แน่ใจได้ว่า กรรมนั้นจักให้ผลแน่นอน เพราะกรรมนั้นอาจไม่ให้ผลทันที ในชาติที่ทำทุจริตนั้น แต่กรรมสามารถติดตาม ให้ผล ข้ามภพ ข้ามชาติได้ เพียงแต่จะให้ผลเมื่อไรเท่านั้นเอง เพราะถ้าชาตินี้ เขายังมีปโยคสมบัติ คือเป็นผู้ฉลาดในการประกอบอาชีพ ฉลาดในการ เจรจาหว่านล้อมให้ตนได้ประโยชน์ ฉลาดในการใช้อุบายต่างๆ ทำให้ตนเองได้รับ ตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต เพราะบุญที่ได้เคยกระทำมาในอดีต ยังมีกำลังให้ผลอยู่ กรรมชั่วที่กระทำใหม่นั้น ก็ยังต้องรอโอกาสที่จะให้ผลไปก่อน ต่อเมื่อผลของการกระทำดีของเขาหมดกำลังลง เขาย่อมได้รับผลของ กรรมชั่วนั้น แน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

คนที่ทำกรรมชั่วมักจะไม่เชื่อเรื่องการให้ผลของกรรม ตราบใดที่กรรมชั่วนั้นยังไม่ให้ผล เนื่องจากผลของกุศลกรรมเก่ายังให้ผลไม่หมด ทำให้ลำพองใจคิดว่าผลของกรรมชั่วไม่มี ชาติหน้าก็ไม่มี ทำชั่วอย่างไรก็ไม่มีผล เพราะไม่เชื่อเรื่อง การเวียนว่าย ตาย เกิด

ส่วนผู้ที่ทำกรรมดีก็ภาวนาให้กรรมดีที่ได้กระทำนั้นให้ผลไว ๆ เมื่อกรรมดียังไม่ให้ผล ก็เกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง และคิดว่าผลของกรรมดี ไม่มีอีกเช่นกัน

ข้อความใน ธัมมปทัฎฐกถา อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรควรรณา ได้แสดงไว้ว่า

'เมื่อกรรมให้ผล คนโง่จึงเห็นถูกต้อง

พระศาสดา เมื่อจะทรงโอวาทเศรษฐีและเทวดา ด้วยสามารถ วิบากแห่งกรรมดีและชั่วนั่นแล จึงตรัสว่า “ดูก่อนคฤหบดี แม้บุคคลผู้ทำบาปในโลกนี้ ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดกาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล

แต่เมื่อใดบาปของเขาเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นบาปว่าชั่วแท้ๆ ฝ่ายบุคคลผู้ทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว

ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด กรรมดีของเขาเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดี ว่าดีจริงๆ”

(ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท : ๒๑) ในมโนรถปูรณี อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต นิทานสูตร จำแนกกรรมไว้หลายอย่างได้แก่ กรรม ๑๑ อย่าง ตามสุตตันติกปริยาย กรรม ๑๖ อย่าง ตามแนวอภิธรรม กรรม ๑๒ อย่างตามแนวแห่งปฏิสัมภิทามรรค ซึ่งหากกล่าวโดยย่อ จะเหลือกรรม ๓ ประเภท ดังนี้

.ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาตินี้
.อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า
.อปรปริยายเวทนียกรรม กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆไป

อนึ่ง กรรม ๑๖ อย่างตามแนวอภิธรรมนั้นเป็นอกุศลกรรม ๘ ละอกุศลกรรม ๘ คือ อกุศลกรรม และกุศลกรรมที่จะให้ผลได้นั้น ขึ้นอยู่กับ สมบัติและวิบัติของคติ (การเกิดในสถานที่) อุปธ (รูปร่างกาย) กาล (ยุคสมัย) ปโยค (ความสามารถในการประกอบการงาน) กล่าวคือ

คติสมบัติ ได้แก่ การได้เกิดในภพภูมิที่ดี เช่น ได้เกิดบนสวรรค์ เป็นเหตุให้ได้รับแต่อารมณ์ที่ดีที่น่าพอใจ ตลอดเวลาที่อยู่บนสวรรค์ เพราะสวรรค์เป็นภูมิ (สถานที่) สำหรับรับผลของกุศลกรรมเท่านั้น กรรมชั่วที่ได้กระทำไว้ยังไม่สามารถให้ผลได้ ต่อเมื่อผลของกุศลที่ทำให้ได้เกิดบนสวรรค์หมดลง และเป็นโอกาสที่อกุศลกรรมให้ผล ผู้นั้นจะต้องไปเกิดในอบายภูมิทันที เพื่อรับผลของอกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว

คติวิบัติ ได้แก่ การเกิดในนรก เมื่อเกิดในนรกก็ต้องได้รับผลของกรรมชั่วที่ได้ทำไว้แล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ในนรก กรรมดีที่ได้ทำไว้ แม้จะมากมายสักเท่าใดก็ไม่สามารถให้ผลได้ ต้องรอจนพ้นจากนรกเสียก่อนกรรมดีจึงจะมีโอกาสให้ผล นี่คือผลของคติวิบัติ (นอกจากนรกภูมิแล้ว ยังมีภูมิ ของเปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน)

อุปธิสมบัติ ได้แก่ ผู้ที่เกิดมามีร่างกายที่สวยงามย่อมมีโอกาส ได้รับผลของกุศลกรรมมากกว่าผู้ที่เกิดมารูปร่างพิการ

อุปธิวิบัติ ได้แก่ ผู้ที่เกิดมามีร่างกายที่พิการ ย่อมมีโอกาสได้รับผลของอกุศลกรรมมากกว่ากุศลกรรม

กาลสมบัติ คือ การได้เกิดในยุคสมัยที่บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข เป็นโอกาสได้รับผลของกุศลกรรม มากกว่าอกุศลกรรม

กาลวิบัติ คือ การได้เกิดในยุคสมัยบ้านเมืองประสบภัยพิบัติข้าวยากหมากแพง (กาลวิบัติ) โอกาสจะได้รับผลของกุศลกรรมมีน้อย

ปโยคสมบัติ คือ การเป็นผู้มีความสามารถประกอบหน้าที่การงาน ย่อมมีโอกาสได้รับผลของกุศลกรรม มากกว่าผู้ที่ไม่มีความสามารถในการประกอบอาชีพ

ปโยควิบัติ คือ เป็นผู้ไม่มีศิลปะในการประกอบอาชีพ ไม่มีความชำนาญในอาชีพ ย่อมมีโอกาสรับผลของกุศลกรรมน้อย

มีตัวอย่างการให้ผลของกรรมปรากฏในพระไตรปิฎกมากมาย เช่น พระสูตรและอรรถกถาเรื่องวิมานวัตถุ (กล่าวถึงผลของบุญ หรือกุศลกรรม ที่ทำให้ได้เกิดเป็น เทวดา หรือนางฟ้า) เรื่องเปตวัตถุ (กล่าวถึงผลบาป หรืออกุศลกรรม ทำให้เกิดเป็นเปรต) และในขุททกนิกาย อปทาน (กล่าวถึงผลของกุศลกรรม ในอดีตชาติ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยสาวก) เป็นต้น

ขอยกตัวอย่างในธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท บาปวรรควรรณา พระพุทธองค์ทรงแสดงบุพกรรมที่ทำให้สัตว์ และบุคคลต้องประสบเคราะห์กรรมต่างๆแก่พุทธบริษัท ดังนี้

เรื่องที่ พระภิกษุหมู่หนึ่งขณะกำลังจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระเชตวัน ระหว่างเดินทางได้เข้าไปสู่บ้านตำบลหนึ่ง เพื่อบิณฑบาต ชนชาวบ้านรับบาตรของภิกษุเหล่านั้นแล้ว นิมนต์ให้นั่งในโรงฉัน ขณะที่หญิงชาวบ้านกำลังปรุงอาหารเพื่อถวายบิณฑบาตอยู่นั้น เปลวไฟจากเตาลามไปติดชายคา และไฟได้ไหม้เสวียนหญ้าอันหนึ่ง ปลิวขึ้นจากชายคานั้น ลอยไปในอากาศ ในขณะนั้น กาตัวหนึ่งบินมา สอดคอเข้าไปในเสวียนหญ้านั้น กาถูกไฟไหม้ตกลงมาตายที่กลางบ้าน ภิกษุนั้นเมื่อได้เฝ้าพระพุทธเจ้าจึงได้ทูลถามถึงกรรมที่ทำให้เกิดเหตุเช่นนั้นกับกา

พระศาสดาได้ทรงแสดงบุรพกรรมของกา ดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย กานั้นได้เสวยกรรมที่ตนทำแล้วนั้นแหละโดยแท้ก็ในอดีตกาล ชาวนาผู้หนึ่งในกรุงพาราณสี ฝึกโคของตนอยู่ (แต่) ไม่อาจฝึกได้ ด้วยว่าโคของเขานั้นเดินไปได้หน่อยหนึ่งแล้วก็นอนเสีย แม้เขาตีให้ลุกขึ้นแล้ว เดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็กลับนอนเสียเหมือนอย่างเดิมนั่น มลชาวนานั้นแม้พยายามแล้วก็ไม่อาจฝึกโคนั้นได้ เป็นผู้อันความโกรธครอบงำแล้ว จึงกล่าวว่า “บัดนี้เจ้าจักนอนสบายตั้งแต่นี้ไป” ดังนี้แล้ว ทำโคนั้นให้เป็นดุจฟ่อนฟาง พันคอโคนั้นด้วยฟางแล้วก็จุดไฟ โคถูกไฟคลอกตายในที่นั้นเอง ภิกษุทั้งหลาย กรรมอันเป็นบาปนั้น อันกานั้นทำแล้วในครั้งนั้นเขาไหม้อยู่ในนรกสิ้นกาลนาน เพราะวิบากของกรรมอันเป็นบาปนั้นเกิดแล้วในกำเนิดกา ๗ ครั้ง (ถูกไฟ) ไหม้ตายในอากาศอย่างนี้แหละด้วยวิบากที่เหลือ”

 (คาถาธรรมบท : ๕๖ - ๕๗ )

เรื่องที่ : ภิกษุ ๗ รูป เดินทางเพื่อจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระเชตวัน ระหว่างทางได้แวะพักค้างคืนในถ้ำแห่งหนึ่งตามคำแนะนำของภิกษุเจ้าของถิ่น ปรากฏว่าตอนกลางคืนแผ่นหินก้อนใหญ่ได้เคลื่อนมาปิดปากถ้ำไว้ ภิกษุเจ้าของถิ่นและชาวบ้านพยายาม จะเขยื้อนแผ่นหิน เพื่อช่วยเหลือ แต่ไม่สำเร็จ ภิกษุทั้ง ๗ รูปต้องอดข้าว อดน้ำอยู่ในถ้ำนานถึง ๗ วัน และในวันที่ ๗ นั้นเองแผ่นหินได้กลับกลิ้งออกไปเอง เมื่อภิกษุได้มาเฝ้าพระศาสดา จึงได้ทูลถามกรรมของพวกตน

พระศาสดาได้ทรงแสดงบุรพกรรมของภิกษุ รูปดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย แม้พวกเธอก็เสวยกรรมอันตนกระทำแล้วเหมือนกัน ก็ในอดีตกาล เด็กเลี้ยงโค ๗ คนชาวกรุงพาราณสี เที่ยวเลี้ยงโคอยู่คราวละ ๗ วัน ในประเทศใกล้ดงแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเที่ยวเลี้ยงโคแล้วกลับมาพบเหี้ยใหญ่ตัวหนึ่ง จึงไล่ตาม เหี้ยหนีเข้าไปสู่จอมปลวกแห่งหนึ่ง ก็ช่องแห่งจอมปลวกนั้นมี ๗ ช่อง พวกเด็กปรึกษากันว่า บัดนี้พวกเราจักไม่อาจจับได้ พรุ่งนี้จึงจักมาจับดังนี้แล้ว จึงต่างคนต่างก็ถือเอากิ่งไม้ที่หักได้คนละกำๆ แม้ทั้ง ๗ คนพากันปิดช่องทั้ง ๗ ช่องแล้วหลีกไป ในวันรุ่งขึ้นเด็กเหล่านั้นมิได้คำนึงถึงเหี้ยนั้น ต้อนโคไปในประเทศอื่น ครั้นในวันที่ ๗ พาโคกลับมา พบจอมปลวกนั้น กลับได้สติ คิดกันว่า “เหี้ยนั้นเป็นอย่างไรหนอ” จึงเปิดช่องที่ตนๆ ปิดไว้แล้ว เหี้ยหมดอาลัยในชีวิต เหลือแต่กระดูกและหนัง สั่น คลานออกมา เด็กเหล่านั้นเห็นดังนั้นแล้ว จึงทำความเอ็นดูพูดกันว่า “พวกเราอย่าฆ่ามันเลย มันอดเหยื่อตลอด ๗ วัน” จึงลูบหลังเหี้ยนั้นแล้วปล่อยไป ด้วยกล่าวว่า “จงไปตามสบายเถิด” เด็กเหล่านั้นไม่ต้องไหม้ในนรกก่อน เพราะไม่ได้ฆ่าเหี้ย แต่ชนทั้ง ๗ นั้นได้เป็นผู้อดข้าวร่วมกันตลอด ๗ วันๆ ใน ๑๔ อัตภาพ ภิกษุทั้งหลาย กรรมนั้น พวกเธอเป็นเด็กเลี้ยงโค ๗ คนทำไว้แล้วในกาลนั้น”

พระศาสดาทรงพยากรณ์ปัญหา อันภิกษุเหล่านั้นทูลถามแล้วๆ ด้วยประการฉะนี้ (คาถาธรรมบท : ๕๘ - ๕๙)

“บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้
หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้
หนีไปสู่ซอกภูเขาก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ (เพราะ) เขาอยู่แล้ว
ในประเทศแห่งแผ่นดินใด ความตายพึงครอบงำไม่ได้ ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่
” (คาถาธรรมบท : )