#echo banner="" กรรม คำตอบของชีวิต 01 อัญญมณี มัลลิกะมาส*

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

กรรม คำตอบของชีวิต (1)
โดยอัญญมณี มัลลิกะมาส
(พิมพครั้งแรกในวารสารสโขทัยธรรมาธิราช
(ปีที่ 13, ฉบบที่ 2, พฤษภาคม-งหาคม ๒๕๔๓
)

คนเราเกิดมาทำไม เป็นคำถามที่หาคำตอบได้ยาก เพราะทุกคนเกิดมาในโลกนี้ด้วยความไม่รู้ ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดมาเป็นคนรวย ทำไมจึงเกิดมาลำบากยากจน ทำไมจึงเกิดมาพิการ ทำไมจึงสวย ทำไมจึงขี้เหร่  ฯลฯ นอกจากเกิดมาด้วยความไม่รู้แล้วก็ยังไม่รู้อีกว่าจะตายเมื่อไร จะตายด้วยเหตุใด ตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ทุกคนมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ ไม่รู้กระทั่งว่าชีวิตคืออะไร มีนักจิตวิทยา นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่พยายามอธิบายความหมายของคำว่า “ชีวิต” และพยายามศึกษา เพื่อให้เข้าใจชีวิต รวมทั้งพยายามจะทำความเข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกต่าง ๆ ของมนุษย์ว่า ทำไมจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้นเช่นนี้ มีอะไรเป็นตัวเร้าหรือตัวกำหนด และพยายามจะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับชีวิตในแง่มุมต่างๆ เพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว คำตอบ เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์นั้นมีกล่าวไว้แล้วในพระพุทธศาสนา เพียงแต่น้อยคนนักที่จะสนใจศึกษาอย่างจริงจัง

ชาวพุทธส่วนมากไม่สนใจศึกษาพระธรรมขั้นละเอียด เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยากเกินจะเข้าใจได้ ในขณะที่ชาวพุทธบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาสูงๆ เข้าใจผิดคิดว่าพระธรรมง่าย สามารถจะคาดคะเน หรือคิดเอาเองได้ ตามความคิดนึกของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ ก็สามารถจะเข้าใจเองได้ โดยคิดว่าเป็นหลักคำสอนที่สอนให้คนทำความดี ละความชั่ว เหมือนกับหลักคำสอนของศาสนาอื่นๆทั่วไป จึงไม่สนใจศึกษาพระธรรม เพราะคิดว่าตนเองดีแล้ว พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่แล้ว ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่มีทุกข์ เป็นคนดีของสังคมแล้ว จะต้องสนใจศึกษาพระธรรมไปทำไม

เมื่อไม่สนใจศึกษาพระธรรม ซึ่งก็คือความจริงของชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงพระธรรม เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก ผู้มืดบอดทั้งหลาย ให้รู้ตาม ผู้นั้นก็ไม่สามารถจะเข้าใจความเป็นจริงที่มีอยู่ ไม่สามารถหาคำตอบให้กับชีวิตของตนเอง ในทางตรงกันข้าม เมื่อผู้ใด มีโอกาสได้ศึกษาพระพุทธศาสนาโดยละเอียดแล้ว (จะพบว่า) พุทธศาสนาเป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ดังท่านพระอัสสชิ  แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมะทั้งหลาย ย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นก็คือการที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำ เหตุ คือทำ กรรม มาต่างกัน ผู้นั้นจะรู้ได้ด้วยตนเองทันทีว่า นี่คือของจริง และ นี่คือคำตอบของชีวิต กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเองเป็นเหตุให้มีรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณต่างกัน มีอุปนิสัยดี เลว ต่างกัน กรรมที่กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา 

ท่านจะเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็ต่อเมื่อได้ศึกษา พระอภิธรรมโดยละเอียด พระอภิธรรมเป็นคำสอน เกี่ยวกับสภาวธรรมที่มีอยู่จริง หรืออีกนัยหนึ่ง คือสัจจธรรมนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงบำเพ็ญความเพียร อบรมพระบารมี ถึง ๔ อสงไขย แสนกัป เพื่อตรัสรู้สัจจธรรม หรือความจริงของสิ่งทั้งปวงนี้ ฉะนั้นความจริงที่ทรงตรัสรู้นั้นไม่ง่าย ผู้ใดที่คิดว่าพระธรรมเป็นของง่าย ไม่จำเป็นต้องศึกษาก็สามารถจะเข้าใจได้ ผู้นั้นกำลังเข้าใจผิด และกำลังประมาทพระปัญญาคุณ ของพระพุทธเจ้า แม้พระพุทธองค์เองเมื่อทรงตรัสรู้ใหม่ๆ ก็ไม่ทรงน้อมพระทัย ที่จะแสดงพระธรรมแก่สัตว์โลก ด้วยทรงเห็นว่าพระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นละเอียด ลึกซึ้ง และรู้ตาม เห็นตามได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยสะสมปัญญามา ก็จะสามารถพิจารณา หรือพิสูจน์ธรรมะที่ทรงแสดงได้ตามกำลังของปัญญาของตน ดังข้อความปรากฏในคำนำของ หนังสือพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัยว่า พระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น "เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง รู้ตามเห็นตามได้ยาก สงบประณีต ไม่อาจรู้ได้ ด้วยการตรึก ละเอียด เป็นธรรมอันบัณฑิตจะรู้ได้"

กรรมคืออะไร ?

กรรมคือการกระทำ ได้แก่เจตนา (ความจงใจ ความตั้งใจ) ที่เป็นกุศล (บุญ) หรือ อกุศล (กิเลส) เป็นเหตุให้กระทำกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ เมื่อได้กระทำกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมสำเร็จไปแล้ว กุศลหรืออกุศลกรรมนั้น จะเป็นปัจจัยให้เกิดผลตามสมควร แก่กรรมนั้น ๆ การให้ผลของกรรมนั้น จะให้ผลได้ในชาติที่กระทำก็ได้ หรือจะให้ผลในชาติหน้าหรือชาติต่อๆ ไปก็ได้ ไม่ใช่กรรมทุกกรรม จะให้ผล ได้ทั้งหมดในชาติที่กระทำกรรม เพราะกรรมสามารถติดตามไปให้ผลได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ให้ผล หรือยังให้ผลไม่หมด เนื่องจากกรรมจะสะสมสืบต่อ อยู่ในจิตทุก ๆ ขณะ ที่จิตเกิดดับสืบต่อกันไป

เมื่อเราศึกษาพระพุทธศาสนาโดยละเอียด และเริ่มมีความรู้เรื่องของจิตมากขึ้นก็จะทราบว่าจิตขณะใดเป็นเหตุ (กุศลจิต อกุศลจิต) จิตขณะใด เป็นจิตซึ่งรับผล (วิบากจิต) ของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว จากที่เคยคิดกันว่ามนุษย์มีจิตและร่างกาย และเมื่อสิ้นชีวิต จิตดวงนี้ จะดับไป เมื่อศึกษาธรรมละเอียดขึ้น จะเข้าใจเพิ่มมากขึ้นว่า จิตเป็นสภาพรู้ อาการรู้ และเกิดดับอย่างรวดเร็วต่อเนื่องเป็นกระแสไปโดยตลอด เพราะจิตมีสภาพเป็นอนันตรปัจจัย [อนันตรปัจจัย [๖๘].๑ ธรรมที่เป็นจิต เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นจิต ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย คือจิตที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่จิตที่เกิดหลังๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย (จิตตทุกะ ปัญหาวาระ อนุโลมนัย :)] กล่าวคือ เมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ดับไป อย่างรวดเร็วนั้น จิตดวงเก่าที่ดับไปนั่นเอง เป็นปัจจัยให้เกิดจิตดวงใหม่ขึ้น ต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ ต่อเมื่อสามารถ อบรมเจริญปัญญา จนละอกุศลธรรม ทั้งหมดได้แล้ว ซึ่งหมายความว่าผู้นั้นได้บรรลุคุณธรรม เป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอรหันต์ เมื่อนั้นกุศลธรรมก็จะหมดไปด้วย และเมื่อจุติจิต ของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นจิตดวงสุดท้าย ของสังสารวัฏเกิดขึ้น ก็จะไม่มีเหตุให้จิตดวงต่อๆ ไปเกิดขึ้นอีกเลย เพราะจุติจิตของพระอรหันต์ ไม่เป็นอนันตรปัจจัย เป็นการแสดงถึงความสิ้นสุดของสังสารวัฏ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป


เหตุให้กระทำกรรม

ข้อความในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต นิทานสูตร ว่าด้วยอกุศลมูลและกุศลมูล มีดังนี้

“(๓๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อเกิดกรรม (อกุศลกรรม) ๓ ประการเป็นไฉน? คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑โมหะ ๑…ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดา มนุษย์ หรือแม้สุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่ปรากฏเพราะกรรมที่เกิดแต่โลภะ แต่โทสะ แต่โมหะ โดยที่แท้ นรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ปิตติวิสัย หรือ แม้ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏเพราะกรรมที่เกิดแต่โลภะ แต่โทสะ แต่โมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อเกิดกรรม ๓ ประการนี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อเกิดกรรม (กุศลกรรม) ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน? คือ อโลภะ ๑ อโทสะ ๑ อโมหะ ๑ …ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย หรือแม้ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่ปรากฏเพราะกรรมที่เกิดแต่อโลภะ แต่อโทสะ แต่อโมหะ โดยที่แท้ เทวดา มนุษย์ หรือแม้สุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏเพราะกรรมที่เกิด แต่ อโลภะ แต่อโทสะ แต่อโมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อเกิดกรรม ๓ ประการนี้แล”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงเหตุ ๖ ประการที่เป็นต้นเหตุ ให้เกิดการกระทำต่างๆ กล่าวคือ ต้นเหตุให้กระทำความชั่ว (อกุศลกรรม) มี ๓ ประการ ที่เป็นรากเหง้าทำให้อกุศลเจริญงอกงามได้แก่ โลภะ (ความโลภ) โทสะ (ความโกรธ) โมหะ (ความไม่รู้) และต้นเหตุให้กระทำความดี (กุศลกรรม) มี ๓ ประการ ที่เป็นรากเหง้าทำให้กุศลเจริญงอกงาม ได้แก่ อโลภะ (ความไม่โลภ ความไม่ติดข้อง) อโทสะ (ความไม่โกรธ ความเมตตา) อโมหะ (ความเห็นถูกใน สภาวธรรม) อกุศลเหตุ ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ

โลภะเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรมอย่างไร?

โลภะ คือ ความต้องการ ความทะยานอยาก ความติดข้อง ซึ่งเป็นสภาพจิตของทุกคนในขณะนี้ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมอย่างละเอียด จะไม่ทราบเลยว่า การดำเนินชีวิตปกติในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหาร อาบน้ำ แต่งตัว พูดคุย ดูหนัง ฟังเพลง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติ ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นโลภะประเภทที่ ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เสียหาย หรือเสียประโยชน์ แต่เป็นโลภะโดยสภาวะคือเป็นความติดข้อง ต้องการที่จะกระทำ เป็นโลภะขั้นละเอียด ที่ถ้าพระพุทธองค์ ไม่ทรงแสดงความจริงนี้ เราจะไม่ทราบเลย ว่าแท้จริงแล้วจิตของเรา เป็นไปกับโลภะแทบจะตลอดเวลา เราจะทราบลักษณะของโลภะ ก็ต่อเมื่อโลภะมีกำลังเท่านั้น เช่นอยากได้อะไรมาก ๆ ก็จะรู้สึกถึงความรุ่มร้อน ทุรนทุราย อยากได้มาเป็นของตน เพราะมีความเป็นตนทุกคนจึงแสวงหาสิ่งที่ตนพอใจ ถ้ามีความต้องการในสิ่งใด และสิ่งนั้นเกินกำลังของตน ที่จะได้มาด้วยวิธีที่สุจริต ผู้ที่โลภะมีกำลังมาก ก็จะคิดหาวิธีเพื่อให้ได้มาด้วยวิธีทุจริต หรือบางคนรวยมากแล้วก็ยังไม่รู้จักพอ ยังต้องการต่อไปอีกเรื่อย ๆไม่รู้จบ ความไม่รู้จักพอนี่เองเป็นเหตุให้ทำทุจริตทางกาย (ลักขโมย ทุจริตคอรัปชั่น ปล้น จี้) ทุจริตทางวาจา (พูดโกหก) ทุจริตทางใจ (คิดอยากได้ วางแผนปล้น วางแผนทุจริตคอรัปชั่น)

มีใครเห็นโลภะของตนเองบ้าง ทุกคนรู้จักโลภะแต่เพียงชื่อ แต่ไม่มีใครรู้จักตัวจริงของโลภะ เป็นเพราะเรามีความคุ้นเคยและชอบที่จะมีโลภะ เรามีความอยาก (โลภะ) ที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น อยากได้สิ่งนั้น อยากได้สิ่งนี้ อยากเป็นคนรวย อยากมีอำนาจ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็จะสะสมเพิ่มพูนแต่ความอยาก (โลภะ) ไว้ในจิต แม้กำลังจะตายก็ยังอยากจะไปสวรรค์ จึงเป็นการยากเหลือเกินที่จะละโลภะ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ว่า โลภะนี่เองเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัยสัจจ์) โลภะนี่เอง เป็นเหตุให้สัตว์โลกทั้งหลายต้องเวียนว่าย ตาย เกิด อยู่ในสังสารวัฏ

โทสะเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรมอย่างไร ?

โทสะ เป็นสภาพธรรมที่หยาบกระด้าง ดุร้าย โทสะมีหลายระดับ โทสะอ่อน ๆ ได้แก่ ความรู้สึกหงุดหงิด ขุ่นเคืองใจ รำคาญใจ หมั่นไส้ โทสะมากก็จะร้องไห้ แสดงอาการจะประทุษร้าย โทสะรุนแรง ก็จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นได้ ขณะที่เกิดโทสะ กาย วาจา จะหยาบกระด้าง จะแสดงกิริยาที่ไม่น่าดู เช่นกระแทกกระทั้น มีสีหน้าบึ้งตึง ถ้ามีโทสะที่รุนแรงมาก ก็อาจจะประทุษร้าย (ทุบ ตี) ผู้อื่น หรือฆ่าได้

โลภะเป็นเหตุให้เกิดโทสะ กล่าวคือเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการจึงเกิดโทสะ หลายคนเห็นโทษของโทสะ รู้ว่าโทสะไม่ดี ไม่อยากให้ตนเองมีโทสะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะการจะละโทสะได้ ก็ต่อเมื่อละโลภะได้แล้วเท่านั้น เพราะโลภะเป็นแดนเกิดของโทสะ ละโลภะได้เมื่อไร ก็ละโทสะได้ เมื่อนั้น มีใครคิดจะละโลภะบ้าง มีใครไม่อยากได้เงินบ้าง มีใครไม่อยากได้ตำแหน่งบ้าง มีใครไม่อยากได้รถยนตร์ดีๆ บ้านสวยๆ บ้าง จะเห็นว่า เป็นไปไม่ได้เลย ที่บุคคลธรรมดา เช่นพวกเราจะละโลภะ เมื่อละโลภะไม่ได้ ก็ย่อมละโทสะไม่ได้ ผู้ที่สามารถละโทสะได้ ต้องบรรลุคุณธรรม ขั้นพระอนาคามีแล้วเท่านั้น

ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดโทสะ คือโมหะ ความไม่รู้ความไม่เข้าใจในธรรม ถ้าไม่รู้เรื่องของกรรม วิบาก เหตุและผล โทสะอาจเกิดได้ง่าย ๆ เมื่อกระทบกับ อารมณ์ที่ไม่ดี ไม่น่าพอใจ เช่น เห็นคนที่เราไม่ชอบการกระทำบางอย่างของเขา หรือได้ยินเสียงแตรที่รถคันอื่นบีบไล่หลัง หรือรับประทานอาหาร ที่รสชาติไม่อร่อย เหตุการณ์ต่าง ๆเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอในชีวิตประจำวัน ทำให้เราเกิดความรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ บางคนก็อาจระงับโทสะไว้ไม่ได้ อาจจะแสดงออก อย่างใดอย่างหนึ่ง ทางกาย หรือวาจา อันจะเป็นเหตุให้เกิดเรื่องราวที่ใหญ่โต ตามมาในภายหลังได้

โมหะเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรมอย่างไร?

โมหะ คือ ความไม่รู้ ความหลงเข้าใจผิด ไม่รู้สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง โมหะเป็นสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับอกุศลจิตทุกประเภท เพราะไม่รู้ความจริง จึงติดข้อง/ต้องการ เพราะไม่รู้ความจริงจึงเกิดโทสะ เพราะไม่รู้ความจริง จึงทำอกุศลกรรมซึ่งได้แก่ทุจริตต่างๆ เพราะไม่รู้ความจริง จึงทำกุศลกรรมต่างๆ เพราะไม่รู้ความจริง จึงทำให้ยึดถือสภาพธรรมต่าง ๆ ว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เมื่อมีความเป็นตน ก็มีความรักตน มีความเห็นแก่ตน ก็ย่อมทำกรรมนานาประการ เพื่อบำรุงบำเรอตนให้ได้รับความสุข ยอมทำทุจริตต่างๆ เพื่อหาความสุขใส่ตน โดยไม่รู้สภาพความจริงเลยว่า สุขนั้นมีเพียงน้อยนิดซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความรู้สึกเป็นสุขนั้น เกิดขึ้นและดับไป ตามเหตุปัจจัย แต่ใจนั้นต้องทุรนทุราย กระวนกระวายด้วยโลภะ อันไม่มีสิ้นสุดของตนเอง

มีเงินเท่าไรก็ไม่พอแก่โลภะ มียศเท่าไรก็ไม่พอแก่โลภะ

ผู้ตกเป็นทาสของโลภะ ยังขวนขวายทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมากๆ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยศได้ตำแหน่ง เมื่อได้แล้ว ก็ทุรนทุรายใจ อยากได้ ต่อไปอีก ยามได้มาสมใจหวัง ก็ลำพองใจ เมื่อไม่ได้อย่างใจหวัง ก็เป็นทุกข์เดือดร้อน ตราบใดที่ยังมีความไม่รู้ ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง (โมหะ) เมื่อยังมีความเป็นตน ฝังแน่นอยู่เช่นนี้ และ ไม่เคยศึกษาพระธรรม เพื่อละคลายความเห็นผิด ว่าเป็นตัวตน ก็ไม่มีทางใดที่จะละโลภะ โทสะ และโมหะได้เลย ปัญญา (การรู้สภาพธรรม ตามความเป็นจริง) เท่านั้น ที่จะละ โลภะ โทสะ และโมหะได้

“คนเขลา (ย่อมทำ) การที่เกิดเพราะโลภะ โทสะ และโมหะ
กรรมใดที่คนเขลานั้นทำแล้ว น้อยหรือมากก็ตาม
กรรมนั้น ให้ผลในอตภาพ (ของผู้ทำ) นี้แหละ
ัตถุอื่น (ซึ่งจะเป็นที่รับผลของกรรมนั้น)ไม่มี
เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้รู้ (ละ) โลภะ โทสะ โมหะ เสียแล้ว
ยังวิชชาให้เกิดขึ้น ก็พึงละทุคติทั้งปวงได้
”

(อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต :๑๑๙ )

กุศลเหตุ ๓ ได้แก่ อโลหะ อโทสะ และอโมหะ

อโลภะ ได้แก่ ความไม่โลภ ไม่ติดข้อง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คือการให้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เช่น บริจาคเงินช่วยเหลือการกุศลต่างๆ ช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น

อโทสะ ได้แก่ ความมีเมตตา กรุณา เป็นสภาพจิตที่ไม่คิดประทุษร้ายผู้อื่น

อโมหะ ได้แก่ ปัญญาในที่นี้คือความเข้าใจถูก ความเห็นถูกในสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง

พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุของกุศลไว้ ๓ อย่าง กล่าวคือ

. ทาน คือกุศลจิตที่เป็นไปในการให้เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น ได้แก่ การบริจาควัตถุ สิ่งของนอกจาก วัตถุทานแล้ว ยังมีทานในรูปแบบอื่นด้วย เช่น พูดแนะนำประโยชน์ ช่วยเหลือกิจการงานของผู้อื่น การให้อภัย เป็นต้น

.ศีล ได้แก่ความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ที่เรียบร้อย

.ภาวนา คือการอบรมเจริญปัญญา ด้วยการหมั่นศึกษาพิจารณาคำสอน และหาเหตุผล ผู้มีปัญญามาก ต้องเป็นผู้ที่ฟังมาก อ่านมาก และหมั่นศึกษาพิจารณา ตรึกตรองในเหตุผล และน้อมนำพระธรรมมาปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ในการอบรมขัดเกลากิเลสของตน

กุศลเป็นสภาพธรรมที่ดี ผ่องใสและปราศจากโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จิตที่เป็นกุศลย่อมมีการแสดงออกที่ดี มีการกระทำที่ดี อันเป็นเหตุให้ได้รับผล (วิบาก) ดี

กุศลกรรม คือการกระทำที่เป็นเหตุให้ได้รับความสุข ไม่มีโทษ ซึ่งนอกจากทรงจำแนกเป็นกุศลกรรมใหญ่ ๆ ๒ ประเภทแล้ว ยังทรงจำแนกโดยละเอียด เป็นกุศลกรรมบท ๑๐ หรือ บุญญกิริยาวัตถุ ๑๐ นั่นเอง

เมื่อยังมีความเห็นผิด หลงยึดสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทุกคนก็ย่อมทำกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้างด้วยหวัง จะให้ตนเองได้รับความสุข ในชาตินี้และชาติหน้า เช่นทำกุศล (ทำบุญ ให้ทาน) ก็เพราะหวังจะได้รับ ผลของกรรมดีเป็นการตอบแทน ขณะที่ทำกรรมชั่วเช่น ทำทุจริต คอรัปชั่น หรือฉ้อโกง ก็เพราะหวังว่าจะได้เงินก้อนโต เพื่อใช้หาความสุขใส่ตน

พระพุทธองค์ทรงแสดงความจริงว่า ศัตรูที่ใกล้ชิดเราที่สุดคือกิเลสของเรานี่เอง ดังข้อความในมลสูตรว่า :

[268] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรม ๓ ประการนี้ เป็นมลทินภายใน (มลทินของจิต) เป็นอมิตรภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็นเพชฌฆาตภายใน เป็นข้าศึกภายใน ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ โลภะ (ความโลภ) โทสะ (ความประทุษร้าย) โมหะ (ความหลง) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นอมิตร เป็นเพชฌฆาต เป็นข้าศึกภายใน “

(ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ : ๓๙)

เมื่อทราบความจริงเช่นนี้แล้วเราจะยังโกรธ อาฆาต ผู้ที่ทำให้เราเดือดร้อนไหม ?

ถ้ายังโกรธ คิดร้ายตอบ ก็เป็นการก่อกรรมใหม่อีก อันจะเป็นเหตุให้ได้รับผลคือทุกข์ โทษต่อไปในภายหน้า แต่ถ้าเข้าใจและข่มใจไม่คิดประทุษร้ายตอบ เวรนั้นย่อมระงับไป ชีวิตเราก็ย่อมมีความสุขขึ้นแน่นอน

ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค  โกสัมพิขันธกะเวรุปสมคาถา พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

“ก็คนเหล่าใด จองเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา ตีเรา ชนะเรา ได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของคนเหล่านั้นย่อมไม่สงบ ส่วนคนเหล่าใดไม่จองเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา ตีเรา ชนะเรา ได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของคนเหล่านั้นย่อมสงบ แต่ไหนแต่ไรมา เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับ เพราะไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า ”

"(พระวินัยปิฎก มหาวรรค :๗๓)''