#echo banner="" มรรคมีองค์ 8 ตอนที่ 7  Nina Van Gorkom

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

มรรคมีองค์ 8 ตอนที่ 7
 โดย นีน่า วัน กอร์คอม
แปลโดย สุจินต์ บริหารวนเขตต์
http://www.dhammastudy.com/thmakka.html

สัมมาสติ

.  

 ถ้าไม่มีสติก็เจริญปัญญาที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงไม่ได้ มีอะไรที่เราควรทำบ้างไหมเพื่อให้เกิดสติเสียก่อน แล้วภายหลังปัญญาที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมก็จะได้เกิดขึ้น 

.  

 คนโดยมากคิดว่าสัมมาสติในมัคค์มีองค์ 8 เป็นอะไรอื่นที่ไม่ใช่การระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ขณะนี้คุณกำลังนั่ง มีแข็งไหม รู้ได้ไหม 

.  

 รู้ได้ 

.  

 ขณะที่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมที่ปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดนั้น ก็เป็นสติ คนโดยมากคิดว่าจะต้องทำอะไรพิเศษเพื่อให้เกิดสติ และคิดว่าเมื่อตั้งใจให้เกิดสติแล้ว ก็จะรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมได้ 

  

สัมมาสติ การระลึกชอบเป็นองค์หนึ่งในมัคค์มีองค์ 8 เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีสัมมาสติด้วย สัมมาสติต้องเกิดร่วมกับสัมมาทิฏฐิ 

.  

 แต่ก็ต้องเจริญสติด้วย เราไม่ต้องทำอะไรพิเศษ และเว้นไม่ทำอะไรตามปรกติเพื่อให้มีสติมากขึ้นหรือ 

.  

 การศึกษาธรรม การพิจารณาธรรม การศึกษาเรื่องข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง การรู้คุณอเนกประการของสติเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดสติ เมื่อทราบว่าสติเป็นอนัตตา เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและรู้จากการปฏิบัติด้วยตัวเองว่า ตั้งใจให้สติเกิดไม่ได้ เราก็จะเลิกทำสิ่งที่เราคิดว่าจะต้องทำขึ้นพิเศษเพื่อให้มีสติมากๆ 

.  

 จริง เมื่อนั่งเฉยๆ ที่บ้านและพยายามให้เกิดสติ สติก็ไม่เกิด 

.  

 คนที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง รู้ว่าจุดประสงค์ของการเจริญวิปัสสนานั้น เพื่อรู้จักตัวเองและชีวิตประจำวัน เขาจึงไม่ทำอะไรที่ผิดปรกติขึ้นเพื่อจะให้เกิดสติมากๆ เขาจะไม่ฝืนนั่งนานๆ และคอยให้สติเกิด การนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยเป็นปรกติของคุณหรือเปล่า 

.  

 ไม่ใช่ ธรรมดาดิฉันก็อ่านหนังสือบ้าง เขียนหนังสือบ้าง ยืน เดิน แล้วก็ทำอะไร ๆ 

.  

 เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าคุณใคร่จะรู้ชีวิตประจำวันของคุณ คุณควรจะฝืนทำอะไรที่ผิดปรกติหรือไม่ 

.  

 ไม่ควร ดิฉันเห็นแล้วว่า ถ้าทำสิ่งที่เคยทำเป็นปรกติตามที่ได้สะสมมาก็จะรู้จักตัวเองดีขึ้น แต่สติก็มีประเดี๋ยวเดียว จะรู้สภาพธรรมได้อย่างไร 

.  

 ขณะของสติสั้นมาก เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปพร้อมกับจิต สติไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน สติเกิดแล้วก็ดับ แต่ก็เกิดอีกเมื่อมีเหตุปัจจัย ฉะนั้นการรู้ลักษณะของนามธรรมรูปธรรมจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ถ้าคุณไม่รู้ว่าสติเป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และไปพยายามจงใจให้เกิดสติ คุณก็ยึดถือว่าสติเป็นตัวตนและปัญญาก็เจริญไม่ได้ 

.  

 ดิฉันสังเกตว่าเวลาทำกุศล สติเกิดบ่อยๆ การทำกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดสติใช่ไหม 

.  

 ความเห็นถูกเป็นปัจจัยของสัมมาสติในมัคค์มีองค์ 8 กุศลกรรมเป็นประโยชน์ แต่ไม่ควรคิดว่าสติเกิดไม่ได้เมื่อมีอกุศลจิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่าควรรู้สภาพธรรมทุกอย่าง การเจริญสติไม่ควรจำกัดเวลาและสถานที่ 

.  

 แต่ว่าคนที่เริ่มเจริญสติ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เฉพาะหรือ 

.  

 ประการสำคัญก็คือการเข้าใจที่ถูกต้อง การเจริญวิปัสสนาจะทำให้รู้ชัดในโลก ๖ โลก คือโลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราจะต้องพิจารณาให้รู้ความต่างกันของโลกทั้ง ๖ โลก เพื่อให้รู้สัจจธรรม มีโลก ๖ โลกนี้ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฉะนั้นจึงควรระลึกรู้สภาพนามธรรมและรูปธรรมทั้ง ๖ โลก เพื่อให้รู้ความจริง 

.  

 ในตอนแรกๆ ก็มีสติเพียงเล็กๆ น้อยๆ และก็จะเกิดท้อถอยเพราะคิดว่าจะไม่เกิดผลอะไรเลย ถ้าเช่นนั้นไปอยู่ในที่เงียบๆ อย่างที่สำนักปฏิบัติ จะไม่ดีกว่าหรือ 

.  

 พอเริ่มเจริญวิปัสสนา ก็ใคร่จะได้ผลอย่างรวดเร็วเหลือเกิน อยากประจักษ์สภาพของนามธรรมและรูปธรรมตามความเเป็นจริง อยากละกิเลสให้หมดโดยรวดเร็ว เมื่อคร่ำเคร่งเพียรบังคับสติจึงไม่ใช่สัมมามัคค์ คนที่ปฏิบัติผิดไม่ได้เจริญสัมมาสติและปัญญาก็เจริญไม่ได้ 

  

คนที่ไม่ได้เจริญสติระลึกรู้สภาพธรรมในชีวิตประจำวันนั้น ไม่ได้เจริญมัคค์มีองค์ ๘ บางคนก็กล่าวว่า เวลาเจริญวิปัสสนาเขาแยกตัวออกจากชีวิตปรกติประจำวัน เขาเรียกชีวิตที่หลงลืมสติว่าชีวิตปรกติประจำวัน และชีวิตที่มีสติว่าชีวิตกรรมฐาน การที่เขาแยกการเจริญสติออก และถือว่าเป็นส่วนต่างหากจากชีวิตประจำวัน ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้เจริญมัคค์มีองค์ ๘ 

  

บางคนก็ยากที่จะเข้าใจว่าการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้น คือ การรู้ชีวิตประจำวัน มัคค์มีองค์ ๘ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อมีความเห็นถูกมากขึ้นก็จะรู้ชัดว่าทางสายกลางนั้นคืออะไร จะรู้ว่าไม่มีตัวตนที่สามารถจะสร้างปัญญาให้เกิดได้อย่างรวดเร็ว การปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทานั้นไม่ใช่ฝืนทำสิ่งที่ไม่ได้สะสมมา ถ้าไม่ได้สะสมมาที่จะอยู่โดดเดี่ยว ก็แสดงว่าการอยู่โดดเดี่ยวนั้นไม่ใช่ชีวิตจริงของเรา ฉะนั้นจึงไม่ควรฝืนอยู่อย่างนั้นเพราะไปเข้าใจว่าปัญญาจะเกิดขึ้น 

.  

 ดิฉันยังคิดว่ามีหลายอย่างที่ไม่เป็นสัปปายะของการเจริญสติ และควรจะละเว้น เช่น การอ่านหนังสือเริงรมย์ ถ้าอ่านหนังสือที่ไม่ใช่เรื่องธรรม และหนังสือที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การปรับปรุงแก้ไขสังคม ก็ไม่ใช่กุศล เราไม่ควรงดอ่านหนังสือประเภทนั้นเพื่อให้สติเกิดมากๆ หรือ 

.  

 เวลาอ่านหนังสือที่ไม่ใช่กุศล ก็แสดงว่ามีการสะสมมาที่ทำให้อ่าน การคิดว่าจะงดอ่านเพื่อให้สติเกิดขึ้นนั้นก็ผิด การทำอย่างนั้นจะไม่ทำให้รู้จักตัวเอง และจะหลงคิดว่าไม่มีอกุศลจิตอีกแล้ว ขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมที่ปรากฏในขณะที่อ่านนั้น เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางที่ทำให้รู้จักตัวเองดีขึ้น อาจจะระลึกรู้ว่า การเห็นเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง การรู้ความหมายของคำที่อ่านนั้นก็เป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง อาจจะเพลินไปในเรื่องที่อ่านนั้นก็เป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง อาจจะเพลินไปในเรื่องที่อ่านและเกิดความชอบหรือไม่ชอบ สภาพธรรมนั้นๆ ก็เป็นนามธรรมแต่ละประเภท ขณะที่อ่านหนังสือ มีนามธรรมและรูปธรรมหลายชนิดปรากฏ ถ้าสติไม่เกิดในขณะนั้นก็มีความยึดถือว่าเป็นตัวตนที่อ่านหนังสือ 

  

ถ้าเราสะสมมาในเรื่องดนตรีหรือเขียนภาพ ก็ไม่ต้องเว้นเวลาเล่นดนตรีหรือเขียนภาพ ก็มีนามธรรมและรูปธรรมปรากฏทางทวารทั้ง ๖ ทำไมจะระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเหล่านั้นไม่ได้ เมื่อระลึกรู้ก็จะระลึกชัดว่า ตลอดชีวิตของเรานั้นไม่มีอะไรนอกจากนามธรรมและรูปธรรม ไม่ต้องไปแสวงหานามธรรมและรูปธรรมในที่โดดเดี่ยว นามธรรมและรูปธรรมมีปรากฏแล้ว 

.  

 แต่ว่า ถ้าเราอ่านหนังที่ไม่มีประโยชน์หรือดื่มเหล้าแล้ว จะไม่ขัดขวางการเจริญสติหรือ? ดิฉันสงสัยว่าเป็นทางสายกลางหรือไม่ รู้สึกว่าอกุศลจะเพิ่มมากกว่าจะลด 

.  

 เวลามีสติก็เป็นกุศลจิตแทนอกุศลจิต อกุศลจิตย่อมเกิดขึ้นแต่สติก็ระลึกรู้ลักษณะของอกุศลจิต สติจะยับยั้งอกุศลกรรมบถทางกาย วาจา ใจ ถ้าสติเกิดบ่อยๆ ปัจจัยของอกุศลจิตก็น้อยลง เราจะได้รู้ตนเองว่าเป็นจริงเช่นนี้หรือไม่ เราจะรู้ว่าการเจริญสติแม้ชั่วขณะเดียว เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็มีประโยชน์มาก และมีผลมาก 

  

คนที่เจริญปัญญาถึงขั้นที่รู้ชัดในลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมตามความเป็นจริงนั้น ย่อมสามารถจะบรรลุอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคลได้ แม้ในขณะหลังจากระลึกรู้ลักษณะของอกุศลจิต ปัญญาที่คมกล้านั้นสามารถประจักษ์ลักษณะที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของนามธรรมและรูปธรรมได้ ไม่ว่าสภาพธรรมใดปรากฏ ปัญญาเจริญขึ้นในชีวิตประจำวัน และการรู้แจ้งอริยสัจธรรมนั้นก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน 

  

เมื่อได้รู้ด้วยตนเองว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องมัชฉิมาปฏิปทาเป็นหนทางเดียวจริงๆ ที่จะนำไปสู่ที่ดับกิเลส ความเลื่อมใสในพระธรรมก็จะมั่นคงขึ้นทุกที เราไม่ควรกลัวการเจริญสติในชีวิตประจำวัน แล้วเราก็จะรู้จักตัวเองยิ่งขึ้น และในที่สุดก็จะหมดความสงสัยในสิ่งที่เรายึดถือเป็นตัวตน ว่าเป็นแต่เพียงนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น 

.  

 สติต้องอบรมเจริญในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อคิดถึงวันเวลาที่ผ่านไปและรู้ว่าสติเกิดน้อยเพียงใดแล้ว ก็อดเสียดายเวลาที่เสียไปไม่ได้ ดิฉันรู้ว่าการเสียดายเป็นอกุศล แต่ก็จะทำอย่างไรได้ 

.  

 คนอยากมีสติมาก ๆ แต่เขาไม่รู้ว่าเขาต้องการสติเพื่ออะไร จุดประสงค์มิใช่การมีสติโดยไม่มีความรู้อะไร แต่จุดประสงค์คือการรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง รู้ว่าสภาพสังขารธรรมไม่เที่ยงเป็นอนัตตา เราจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้อย่างไร? จะรู้ได้ก็ด้วยการมีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ 

  

ถ้าสภาพธรรมขณะนี้เป็นความเสียดาย ก็ควรระลึกรู้ว่า ลักษณะนั้นเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้ความเสียดายลดคลายลงและสติเพิ่มขึ้นแทน คุณจะรู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายเกิด เพราะเหตุปัจจัยและไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเสียดาย ถ้าไม่ระลึกรู้ว่าความเสียดายเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ก็จะเป็นตัวตนที่เสียดายที่หลงลืมสติและที่ติดข้องในสติ