คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

บทที่ 4
ลักษณะของโลภะ
จิตมีมากมายหลายประเภท มี อกุศลจิต (จิตที่ไม่ดีงาม) กุศลจิต (จิตที่ดีงาม) วิบากจิต (จิตที่เป็นผล) และกิริยาจิต (จิตที่ไม่เป็นทั้งเหตุและผล) จิตต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ๆ แต่ว่าเราไม่ค่อยรู้เรื่องจิตเหล่านี้เลย โดยมากเราไม่รู้ว่า จิตเป็น อกุศล หรือ กุศล หรือ วิบาก หรือ กิริยา
ถ้าเราพิจารณาสภาพของจิตก็จะเข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น เราจะมีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นมากขึ้น แม้ว่าผู้นั้นจะประพฤติไม่สมควร เราไม่ชอบอกุศลจิตของผู้อื่น เราไม่พอใจเมื่อผู้อื่นตระหนี่หรือกล่าววาจาหยาบคาย แต่เรารู้บ้างไหมว่าเรามีอกุศลจิตขณะไหนบ้าง ขณะที่เราไม่พอใจวาจาหยาบคายของผู้อื่น ขณะนั้นเราเองมีอกุศลจิตซึ่งประกอบด้วยโทสะ แทนที่จะสนใจในอกุศลจิตของผู้อื่น เราควรจะระลึกรู้อกุศลจิตของเราเองผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมซึ่งอธิบายสภาพธรรมไว้อย่างละเอียด อาจไม่รู้ว่าอะไรเป็นอกุศล อาจเข้าใจว่าอกุศลเป็นกุศล ฉะนั้นจึงสะสมอกุศลโดยไม่รู้ถ้าเราศึกษาและเข้าใจจิตประเภทต่าง ๆ มากขึ้น เราก็จะรู้ด้วยตนเองว่า จิตประเภทใดเกิดบ่อย และเราก็จะรู้จักตัวเองดีขึ้น
เราควรรู้ความแตกต่างกันของ กุศลธรรม และ อกุศลธรรม ในอัฏฐสาลินี จิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายคำว่า "กุศล" ว่า กุศลมีความหมายหลายอย่าง คือชื่อว่ากุศล เพราะอรรถว่า "ไม่มีโรค" "ไม่มีโทษ" "เกิดแต่ความฉลาด" "มีวิบากที่น่าปรารถนาเป็นสุข"
ขณะให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนานั้นจิตเป็นกุศล กุศลต่าง ๆ เช่น อนุโมทนากุศลกรรมของผู้อื่น สงเคราะห์เกื้อกูลผู้อื่น ความสุภาพอ่อนโยน ความอ่อนน้อม การรักษาศีล การศึกษาธรรม การแสดงธรรม การเจริญสมถะและการเจริญวิปัสสนานั้น รวมอยู่ในทาน ศีล หรือภาวนา กุศลมีวิบากที่น่าปรารถนา กุศลกรรมทุกอย่างย่อมนำมาซึ่งวิบากที่น่าปรารถนา
ในอัฏฐสาลินี จิตตุปปาทกัณฑ์ มีข้อความอธิบายเรื่อง อกุศลธรรม ว่า
| "อกุศล" หมายถึง "ไม่ใช่กุศล" เช่นเดียวกับศัตรูไม่ใช่มิตร หรือสภาพที่ไม่ติดข้อง ตรงกันข้ามกับโลภะ เป็นต้น ฉันใด "อกุศล" ก็ตรงข้ามกับ "กุศล" ฉันนั้นฯ |
อกุศลกรรมย่อมให้ผลเป็นทุกข์ ไม่มีใครปรารถนาผลที่เป็นทุกข์ แต่คนส่วนมากก็ไม่รู้เรื่อง อกุศลกรรม อันเป็นเหตุให้เกิดผลที่เป็นทุกข์ เขาไม่รู้ว่าจิตขณะไหนเป็นอกุศล และขณะทำอกุศลกรรมก็ย่อมไม่รู้อีกเหมือนกัน
เมื่อศึกษาพระอภิธรรม ก็รู้ว่ามีอกุศลจิต 3 ประเภท คือ
1. โลภมูลจิต จิตซึ่งมี โลภะ เป็นมูลเหตุ
2. โทสมูลจิต จิตซึ่งมี โทสะ เป็นมูลเหตุ
3. โมหมูลจิต จิตซึ่งมี โมหะ เป็นมูลเหตุ
โมหะ (ความไม่รู้) เกิดกับอกุศลจิตทุกดวง แท้จริงโลภะมูลจิตมี 2 เหตุ คือ โมหเหตุ และ โลภเหตุ แต่ที่เรียกว่า โลภมูลจิต นั้นก็เพราะเหตุว่า ไม่ใช่มีแต่โมหะที่เกิดกับอกุศลจิตทุกดวงเท่านั้น แต่ยังมีโลภะอีกด้วย ฉะนั้นจึงเรียกโลภมูลจิต ตามโลภะซึ่งเป็นเหตุ โทสมูลจิต ก็มี 2 เหตุ คือโมหเหตุและโทสเหตุ ที่เรียกว่า โทสมูลจิต ก็เพราะมีโทสเหตุ อกุศลจิต 3 ประเภทนั้น แต่ละประเภทมีหลายดวง เพราะมีจิตต่างกันมากมายหลายประเภท
โลภมูลจิต นั้น ต่างกันเป็น 8 ดวง เมื่อเรารู้ลักษณะของโลภะมากขึ้น และรู้ขณะที่โลภะเกิดขึ้น ก็จะสังเกตเห็นว่า โลภมูลจิตมีลักษณะต่าง ๆ กัน โลภะ เป็นปรมัตถธรรม เป็น เจตสิก (ธรรมประเภทหนึ่งซึ่งเกิดพร้อมกับจิต) โลภะมีจริงและสามารถพิสูจน์ได้
โลภะมีลักษณะ "ยึดมั่น" หรือ "ติดข้อง"
ในวิสุทธิมัคค์ขันธนิทเทส มีข้อความว่า
| ..... โลภะมีอันยึดซึ่งอารมณ์ เป็นลักษณะดุจลิงติดตัง มีความข้องเฉพาะเป็นรสดุจชิ้นเนื้ออันเขาทิ้งไปที่กระเบื้องร้อน มีอันไม่สละเป็นเครื่องปรากฏ ดุจน้ำย้อมเจือน้ำมันสำหรับหยอด มีอันเห็นความแช่มชื่นในสังโยชนิยธรรมเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่าเมื่อโลภะเจริญอยู่โดยความเป็นแม่น้ำ คือ ตัวตัณหาย่อมพาไปสู่อบายถ่ายเดียว ดุจแม่น้ำมีกระแสเชี่ยวพัดพาไปสู่มหาสมุทรฉะนั้นฯ |
บางครั้งโลภะ แปลว่า "ต้องการ" หรือ "ความอยาก" โลภะแปลได้หลายอย่าง เพราะเหตุว่าโลภะมีหลายระดับขั้น มีโลภะ ขั้นหยาบ ขั้นกลาง และ ขั้นละเอียด
คนส่วนมากรู้ว่าเป็นโลภะก็ต่อเมื่อเป็นโลภะที่แรงกล้า แต่ไม่รู้เมื่อเป็นโลภะที่ไม่รุนแรง เช่น เราอาจจะรู้ว่าเป็นโลภะเมื่ออยากจะรับประทานอาหารที่อร่อยมาก ๆ หรือขณะที่อยากดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ เรามีความผูกพันยึดมั่นในบุคคล และเป็นทุกข์เมื่อผู้เป็นที่รักตายจากไป เมื่อนั้นเราก็จะรู้ว่าความผูกพันทำให้เกิดความทุกข์ บางครั้งความผูกพันยึดมั่นก็เห็นได้ชัด แต่โลภะก็มีหลายระดับขั้น โดยมากเราไม่รู้ว่าเรามีโลภะ จิตเกิดดับอย่างรวดเร็วมาก และเราอาจไม่รู้ว่าโลภะเกิดขณะที่สภาพธรรมปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นโลภะที่ไม่แรงกล้าถึงขั้นที่เป็นราคะหรือตันหา ขณะใดที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าพอใจปรากฏ ขณะนั้นโลภะย่อมเกิดขึ้น วันหนึ่ง ๆ โลภะเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
โลภะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ในพระสูตรหลายพระสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เรื่องโลภะ ทรงชี้โทษของโลภะ และหนทางที่จะสละโลภะ ในพระสูตรหลายพระสูตรเรียกอารมณ์ที่ดีซึ่งสามารถรู้ได้ทางทวาร 5 นั้นว่า "กามคุณ 5"
ในมัขฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ภาค 1 มหาทุกขักขันธสูตร มีข้อความว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่พระวิหารเชตวัน เขตพระนครสาวัตถีพระผู้มีพระภาคตรัสกะพระภิกษุทั้งหลายว่า
| "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นคุณของกามทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ 5 ประการนี้ 5 ประการเป็นไฉน คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ .... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา .... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยด้วยกาย น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ 5 ประการเหล่านี้แล ความสุข ความโสมนัสใดเล่า อาศัยกามคุณ 5 เหล่านี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณของกามทั้งหลายฯ" |
ความเพลิดเพลินยินดีในกามคุณ 5 ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคอาจคิดว่า ความยึดมั่นผูกพันเป็นกุศล โดยเฉพาะเมื่อความยึดมั่นผูกพันนั้นเกิดพร้อมกับโสมนัส เขาอาจไม่รู้ความต่างกันของความติดข้องกับเมตตาซึ่งเป็นสภาพธรรมต่างชนิด แต่เกิดกับโสมนัสได้ แต่จิตที่เกิดกับโสมนัสนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นกุศลจิต
เมื่อเข้าใจเรื่องอกุศลจิตและกุศลจิตดีขึ้น และสังเกตลักษณะที่ต่างกันของจิต 2 ประเภทนี้ ก็จะเห็นว่าโสมนัสซึ่งเกิดกับโลภมูลจิตต่างกับโสมนัสซึ่งเกิดกับกุศลจิต ความรู้สึก (เวทนา) เป็นเจตสิกดวงหนึ่ง ซึ่งเกิดพร้อมกับจิตทุกดวง เมื่อจิตเป็นอกุศล เวทนาก็เป็นอกุศล และเมื่อจิตเป็นกุศล เวทนาก็เป็นกุศล เราสามารถที่จะรู้ลักษณะที่ต่างกันของโสมนัสเวทนา ที่เกิดขึ้นเมื่อชอบรูปที่สวยงามหรือเสียงที่ไพเราะ และโสมนัสเวทนาที่เกิดขึ้นเมื่อเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า โลภะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อเราต้องพลัดพรากจากบุคคลผู้เป็นที่รักหรือสูญเสียสิ่งที่รัก เราย่อมเป็นทุกข์ ถ้าเราติดชีวิตที่สะดวกสบาย ก็ย่อมจะเดือดร้อนเมื่อต้องประสบกับความทุกข์ยากหรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปตามที่ปรารถนา
ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหาทุกขักขันธสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกะพระภิกษุเรื่องโทษของกามคุณ 5 ว่า
|
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นโทษของกามทั้งหลาย กุลบุตรในโลกนี้เลี้ยงชีวิตด้วยความขยัน ประกอบศิลปะใด... ต้องตรากตรำต่อความหนาว ต้องตรากตรำต่อความร้อน งุ่นง่านอยู่ด้วยสัมผัสแต่เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน ต้องตายด้วยความหิวกระหาย .... ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษของกามทั้งหลาย |
|
....ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อพยายามอยู่อย่างนี้ โภคะเหล่านั้นก็ไม่สำเร็จผล เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเลือนว่าความขยันของเราเป็นโมฆะหนอ ความพยายามของเราไม่มีผลหนอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้เล่าก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้นฯ |
|
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุ ... แม้พระราชาทั้งหลายก็วิวาทกันกับพวกพระราชา แม้พวกกษัตริย์ก็วิวาทกันกับกษัตริย์ แม้พวกพราหมณ์ก็วิวาทกันกับพวกพราหมณ์ แม้คฤหบดีก็วิวาทกันกับพวกคฤหบดี แม้มารดาก็วิวาทกับบุตร แม้บุตรก็วิวาทกับบิดา แม้พี่ชายน้องชายก็วิวาทกับพี่ชายน้องชาย แม้พี่ชายก็วิวาทกับน้องสาว แม้น้องสาวก็วิวาทกับพี่ชาย แม้สหายก็วิวาทกับสหาย ชนเหล่านั้นต่างถึงการทะเลาะ แก่งแย่ง วิวาทกัน ในที่นั้น ๆ ทำร้ายซึ่งกันและกัน ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศาสตราบ้าง ถึงความตายไปตรงนั้นบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้เล่าก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย .... เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้นฯ" |
ต่อจากนั้นมีข้อความเรื่องโทษของกามคุณ 5 และผลร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และพระผู้มีพระภาคยังได้ทรงแสดงคุณและโทษของรูปว่า
|
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นคุณของรูปทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่านางสาวเผ่ากษัตริย์ เผ่าพราหมณ์ หรือเผ่าคฤหบดี มีอายุระบุได้ว่า 15 ปี หรือ 16 ปี ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป ไม่ผอมเกินไป ไม่อ้วนเกินไป ไม่ดำเกินไป ไม่ขาวเกินไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น นางคนนั้นงดงามเปล่งปลั่งเป็นอย่างยิ่ง ใช่หรือไม่เล่า" "เป็นเช่นนั้นพระเจ้าข้า" |
|
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสุขความโสมนัสอันใดแลที่บังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความงามเปล่งปลั่ง นี้เป็นคุณของรูปทั้งหลาย |
|
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นโทษของรูปทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงเห็นนางสาวคนนั้นแหละในโลกนี้ โดยสมัยเมื่อมีอายุ 80-90 หรือ 100 ปี โดยกำเนิด เป็นยายแก่ มีซี่โครงคดดังกลอนเรือน ร่างขดงอ ถือไม้เท้ากระงกกระเงิ่น เดินไป กระสับกระส่าย ผ่านวัยเยาว์ไปแล้ว มีฟันหลุด ผมหงอก ผมโกร๋น ศีรษะล้าน เนื้อเหี่ยว มีตัวตกกระ ....... |
|
.......ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลพึงเห็นนางสาวคนนั้นแหละเป็นซากศพ ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า ตายได้ 1 วันก็ดี ตายได้ 2 วันก็ดี ตายได้ 3 วันก็ดี เป็นซากศพขึ้งพองก็ดี มีสีเขียวก็ดี เกิดหนอนไชก็ดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญข้อนั้นอย่างไร ความงดงาม ความเปล่งปลั่ง ที่มีในก่อนนั้นหายไปแล้ว โทษปรากฏแล้วมิใช่หรือฯ" "เป็นเช่นนั้นพระเจ้าข้า" |
|
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ข้อนี้เล่า ก็เป็นโทษของรูปทั้งหลายฯ" |
ข้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัสกะพระภิกษุทั้งหลายอาจจะรุนแรงสำหรับเรา แต่เป็นสัจจธรรม เรารู้สึกว่ายากที่จะยอมรับสภาพชีวิตตามความเป็นจริง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เราทนไม่ได้ที่จะคิดว่าร่างกายของเราหรือร่างกายของคนที่เรารักนั้นเป็นดังซากศพ เรายอมเรื่องการเกิด แต่ไม่ค่อยอยากจะยอมรับหลังการเกิด ซึ่งได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย เราไม่อยากรู้เห็นสภาพที่ไม่เที่ยงของสังขารธรรมทั้งหลาย เวลาส่องกระจกและตบแต่งร่างกาย เราก็อยากให้ร่างกายเป็นตัวตนที่ยั่งยืนและเป็นของเรา แต่ร่างกายก็เป็นเพียงรูปธาตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันที ไม่มีสักอณูเดียวของร่างกายที่ยั่งยืน
การยึดถือร่างกายว่าเป็นตัวตนนั้น เป็น ความเห็นผิด อย่างหนึ่ง ในภาษาบาลีเรียกว่า ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดพร้อมกับโลภมูลจิต (จิตที่มีโลภะเป็นมูล) โลภมูลจิตมี 8 ดวง โลภมูลจิต 4 ดวง ประกอบด้วย มิจฉาทิฏฐิ ขณะใดที่โลภมูลจิตประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้น ขณะนั้นก็มีความเห็นผิด
ความเห็นผิดมีหลายอย่าง ความเห็นว่ามี "ตัวตน" เป็นความเห็นผิดอย่างหนึ่ง ขณะที่ยึดมั่นสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าเป็น "ตัวตน" ขณะนั้นก็เป็นทิฏฐิ บางคนเห็นว่ามีตัวตนอยู่ในชาตินี้และจะมีตัวตนอยู่ต่อไปอีกหลังจากสิ้นชีวิตแล้ว นี่เป็นสัสสตทิฏฐิ บางคนเห็นว่ามีตัวตนอยู่ในชาตินี้เท่านั้น และจะสูญไปเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว นี่เป็นอุจเฉททิฏฐิ ทิฏฐิอีกอย่างหนึ่งคือเห็นว่าไม่มีกรรมที่จะทำให้เกิดวิบาก กรรมไม่มีผล
มีคนในประเทศต่าง ๆ ที่เชื่อว่าเขาจะชำระตนให้บริสุทธิ์จากบาปอกุศลได้เพียงด้วยการชำระล้างร่างกายในนํ้า หรือด้วยการสวดอ้อนวอน เขาเชื่อว่า การทำอย่างนั้นจะขจัดปัดเป่าไม่ให้ผลของอกุศลกรรมเกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่ากรรมแต่ละอย่างย่อมเป็นเหตุให้เกิดผลได้ เราสามารถจะดับกิเลสได้ด้วยการอบรมเจริญปัญญาเท่านั้น ผู้ที่คิดว่ากรรมไม่ให้ผลตามควรแก่กรรมนั้น ก็อาจจะเชื่ออย่างง่าย ๆ ว่า การเจริญกุศลเปล่าประโยขน์ การเชื่ออย่างนี้ย่อมเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรม และทำให้สังคมเสื่อมทราม
ในโลภมูลจิต 8 ดวงนั้น โลภมูลจิต 4 ดวง เกิดร่วมกับความเห็นผิด ภาษาบาลีเรียกว่า ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺต (สัมปยุตต แปลว่า ประกอบด้วย) โลภมูลจิตอีก 4 ดวง ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ภาษาบาลีเรียกว่า ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต (วิปปยุตต แปลว่า ไม่ประกอบด้วย)
สำหรับ เวทนา ที่เกิดพร้อมกับโลภมูลจิตนั้น อาจเป็น โสมนัสเวทนา หรือ อุเบกขาเวทนา ก็ได้ แต่โทมนัสเวทนาจะไม่เกิดกับโลภมูลจิต โลภะจะแรงขึ้นเมื่อเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา สำหรับโลภมูลจิต ทิฏฐิคตสัมปยุตต์ 4 ดวงนั้น เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา 2 ดวง ภาษาบาลีเรียกว่า โสมนสฺสสหคต (ประกอบด้วยความรู้สึกดีใจ) อีก 2 ดวงเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ภาษาบาลีเรียกว่า อุเปกฺขาสหคต เช่น ขณะที่ยึดมั่นใน สัสสตทิฏฐินั้น จิตอาจประกอบด้วยโสมนัสเวทนา หรืออุเบกขาเวทนาก็ได้ สำหรับโลภมูลจิต ทิฏฐิคตวิปปยุตต์นั้นเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา (โสมนสฺสสหคต) 2 ดวง และอีก 2 ดวงเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา (อุเปกฺขาสหคต) ฉะนั้นในโลภมูลจิต 8 ดวงนั้น เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา 4 ดวง เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา 4 ดวง
โลภมูลจิตนั้นอาจจำแนกได้อีกนัยหนึ่ง คือ โลภมูลจิตเป็น อสังขาริก (ไม่มีการชักจูง) หรือ สสังขาริก (มีการชักจูง) อสังขาริกบางแห่งแปลว่า "ไม่ได้ถูกชักจูง" "ไม่ได้ถูกกระตุ้น" หรือ "เกิดขึ้นเองทันที" สสังขาริกแปลว่า "ถูกชักจูง" "ถูกกระตุ้น"ในวิสุทธิมัคค์มีข้อความเรื่องโลภมูลจิตที่เป็นสสังขาริกว่า "เป็นจิตที่เฉื่อยชาต้องกระตุ้น" โลภมูลจิตที่เป็น สสังขาริก นั้นอาศัย คำแนะนำหรือคำขอร้องของคนอื่น หรือ ความจูงใจของตนเอง แม้โลภมูลจิตที่เกิดขึ้นเพราะความจูงใจของตนเองก็เป็นสสังขาริก "เป็นจิตที่เฉื่อยชาและถูกชักจูง" ฉะนั้น เมื่อโลภมูลจิตเป็นอสังขาริก จึงมีกำลังแรงกว่าโลภมูลจิตที่เป็นสสังขาริก
สำหรับโลภมูลจิต 4 ดวงซึ่งประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐินั้นเป็นอสังขาริก 2 ดวง และเป็นสสังขาริก 2 ดวง โลภมูลจิต 4 ดวงซึ่งไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอสังขาริก 2 ดวง เป็นสสังขาริก 2 ดวง ฉะนั้นโลภมูลจิต 8 ดวง จึงเป็น อสังขาริก 4 ดวง และเป็น สสังขาริก 4 ดวง
การเรียนรู้คำบาลีและความหมายของคำนั้น ๆ เป็นประโยชน์มาก เพราะการถอดความเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ความหมายของสภาพธรรมอย่างชัดเจน
โลภมูลจิต 8 ดวง คือ
|
1. |
จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอสังขาริก |
|
|
2. |
จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิเป็นสสังขาริก |
|
|
3. |
จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอสังขาริก |
|
|
4. |
จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา
ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นสสังขาริก |
|
|
5. |
จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา
ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอสังขาริก |
|
|
6. |
จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นสสังขาริก |
|
|
7. |
จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอสังขาริก |
|
|
8. |
จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา
ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นสสังขาริก |
ฉะนั้น จะเห็นว่า โลภมูลจิตเป็นอสังขาริกหรือสสังขาริกก็ได้ ในอัฏฐสาลินี มีตัวอย่างของโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิและเป็นสสังขาริก อุปมาว่า บุตรชายเศรษฐีคนหนึ่งแต่งงานกับหญิงที่มีความเห็นผิด เขาจึงส้องเสพกับพวกที่มีความเห็นผิด ไม่ช้าเขาก็คล้อยตามและพอใจในความเห็นผิดนั้น
ตัวอย่างของโลภมูลจิตซึ่งไม่ประกอบด้วย มิจฉาทิฏฐิ และ เป็นสสังขาริก เช่น คนที่ตอนแรกไม่ดื่มสุรา แต่เมื่อถูกชักชวนให้ดื่ม ตอนหลังก็มีความยินดีพอใจในการดื่ม
จะเห็นได้ว่า โลภมูลจิตมีโสมนัสเวทนาเกิดร่วมด้วย หรือ มีอุเบกขาเวทนาเกิดร่วมด้วยก็ได้ ตัวอย่างของโลภมูลจิตที่ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา เช่น ขณะที่เพลิดเพลินพอใจในสีสวย ๆ หรือเสียงเพราะ ๆ ขณะนั้นเรายินดีพอใจโดยไม่ได้มีความเห็นเรื่องตัวตน เวลาเราชอบเสื้อผ้าสวย ๆ ไปดูหนัง หรือหัวเราะและคุยกับคนอื่นเรื่องความสนุกสนานต่าง ๆ ขณะนั้นเป็นความเพลิดเพลินที่ไม่มี มิจฉาทิฏฐิเกิดร่วมด้วย แต่ก็มีบางขณะที่มี มิจฉาทิฏฐิที่เห็นว่าเป็นตัวตนเกิดร่วมด้วย
ตัวอย่างของโลภะมูลจิตซึ่งไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีอุเบกขาเวทนาเกิดร่วมด้วย เช่น ขณะที่อยากจะยืนหรืออยากจะหยิบจับอะไร ๆ เพราะธรรมดาเราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นสุขที่ทำอย่างนั้น ขณะนั้นก็เป็นโลภะที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าโลภะเป็นเหตุให้ทำสิ่งที่ธรรมดาที่สุดบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน