#echo banner="" ประวัติการปฏิบัติธรรม ของ อุบาสิกาแนบ มหานีรานนท์ 2

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติการปฏิบัติธรรม

ของ อุบาสิกาแนบ มหานีรานนท์  (2)
แสดง ณ อภิธรรมมูลนิธิ วัดพระเชตุพนฯ
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2519

เพราะฉะนั้น ใครมาเยี่ยมมาหาดิฉัน ท่านอาจารย์ก็เลยจับให้เข้ากรรมฐาน ก็เลยต้องเข้ากรรมฐานไป ใครจะเอาอะไรมาให้ทานก็ไม่รู้จักเจ้าของ เขาเอามาให้ทาน เขาก็วางไว้ที่หน้าประตู พอออกมาก็เห็นของวาง เอ๊ะ นี่ของใคร แต่ว่าเราก็รู้ว่า นี่เขาต้องการจะมาให้เรา แค่นั้นเองนะคะ นี่น่ะ เรื่องอาหารอย่างนี้ ตอนที่จิตมันอยู่ในปัจจุบันนะคะ อาหารนี่น่ะ แกงอะไร ดิฉันยังไม่รู้แกงเนื้อ หรือแกงปลา หรือแกงหมู ไม่รู้เลยค่ะ แล้วอาหารนี่ เป็นอาหารเจ ที่เขาเอามาให้เรานั่นน่ะ ก็ไม่รู้ว่า ไม่มีเนื้อหมู ไม่มีเนื้อปลา ก็ไม่รู้นะคะ

เพราะว่าจิตมันไม่เอื้อมไปถึงเลย สิ่งใดที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า ก็ไม่เอื้อมไปเลย แหมจิตมันสะดวก มันว่าง่ายเหลือเกิน ตามธรรมดาเราจะรับประทานนี่น่ะ มือเราเปิบข้าวนะคะ อาจารย์บอกว่า

 กินด้วยช้อนไม่ดี ต้องใช้สองมือ มันจะทำให้จำไม่ถนัด ใช่ไหมคะ เพราะมันปน ๆ กันนี่เดี๋ยวจะไม่ทันสติ จึงได้ทำด้วยมือ ทีนี้ เวลาที่เราหยิบข้าวหยิบกับขึ้นมานี่น่ะ อะไรไม่รู้ ไม่ต้องการจะรู้หมดเลย ก็เอามา เสร็จแล้วเราก็เปิบ เปิบแล้ว ตอนที่เอาใส่ปากนี่น่ะ ตามธรรมดานะพอมือเราเปิบข้าวน่ะ ใจมันสั่งเสียก่อนแล้ว สั่งว่าให้มาถึงปาก ให้ขึ้นมาถึงปากเลย พอมาถึงปากใจมันก็สั่งให้อ้าปาก สั่งอะไรต่ออะไร ใจมันสั่งไปก่อนโดยเรายังไม่รู้เลย พอใส่ปากก็สั่งเคี้ยวสั่งกลืน สั่งอะไร มันสั่งติดต่อกันตลอด แต่ว่าที่ได้ปัจจุบัน มันไม่ใช่อย่างนั้น เราเปิบข้าวนี่น่ะ ถ้าจิตไม่สั่งให้เรายกมือนี่น่ะ ก็ไม่ยก ไม่ยกขึ้นมา ถึงปากนี่ไม่ยก เพราะว่ากำลังเปิบนี่น่ะ พอเอามือขึ้นมาตามที่สั่ง คือว่า ต้องการจะยกขึ้นนี่นะคะ ถึงจะยก ว่าง่ายที่สุดเลย

ทีนี้พอใส่ปากไปแล้วก็ต้องสั่งให้เคี้ยวอีก ถึงจะเคี้ยว ที่นี้พอเวลาเราสั่งให้เคี้ยว เราเคี้ยว เราก็กำหนดการเคี้ยวนั้นมันก็ได้ปัจจุบัน ทุกขณะไปเลย แหม สะดวกเหลือเกิน อาหารกินไม่มากนะคะ แต่ไม่หิวไม่อะไร ท่านอาจารย์ก็ถามว่า คุณแนบกินหมากหรือเปล่า เปล่าหรอก สูบบุหรี่หรือเปล่า ? เปล่า นัดยานัดถ์หรือเปล่า ? เปล่า เอ้อ ท่านก็อยากรู้เหตุว่า ทำไมขี้เกียจหรือ แปลว่า ขี้เกียจกิน ขี้เกียจสูบ อะไรอย่างนี้น่ะ ขี้เกียจหรือ บอกว่าไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ขี้เกียจ ถ้าขี้เกียจเป็นกิเลส แต่ว่าเราไม่กินน่ะ เราไม่กินด้วยกิเลสน่ะ ไม่ดี

เพราะอย่างนั้นทำเถอะ แต่ให้รู้ว่า เพราะอะไร เราจะต้องนัดยา เราจะต้องกินหมากให้รู้ว่า เพราะเหตุอะไร เราถึงต้องทำอย่างนั้น ถ้าขี้เกียจละก็ ไม่ดี ทีนี้ถามว่า กินข้าวล่ะ ไม่อร่อยหรือ ดิฉันบอกว่า ก็เหมือน ๆ กัน ไม่ใช่ไม่อร่อย ก็ทานได้ แต่ทานได้น้อย แต่ก็อยู่ได้โดยไม่เพลีย ไม่อะไรทั้งหมด ท่านอาจารย์ก็บอกดิฉัน นี่น่ะ คงจะกินอาหารน้อย ได้อาหารน้อย ถึงได้ผอม ท่านบอกว่า ผอมมากนะ แต่ดิฉันไม่รู้สึกตัวหรอกว่า ดิฉันผอม แต่ท่านบอกว่าดี ท่านบอกว่าผอมนี่น่ะ รูปกรรมฐานขึ้นแล้ว

ทีนี้ดิฉันก็ไม่รู้สึกอะไร ก็กลับไปทำตามธรรมดาที่ท่านสอนนี่นะคะ แต่เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมีหลายคน ท่านสอบทุกคนก็ต้องสอบทั้งวัน ทีนี้ที่ท่านให้มาเข้ากรรมฐานด้วยนั่นน่ะ แต่ว่าท่านไม่ให้เจอกับดิฉัน ท่านเรียกดิฉันมาสอบก่อน หรือเรียกเขาสอบก่อนก็ตาม พอสอบเสร็จแล้ว ท่านก็ให้กลับ กลับไปเรือนแล้ว ถึงไปเรียนดิฉันมาอีกที ไม่ให้เจอะกันเลย ความที่ไม่ต้องการจะให้พูดกันเลย เรือนกรรมฐานมีอยู่แห่งหนึ่ง

ที่มีนอกชานแล่นกลางแล้วก็มีห้องสองข้าง ถ้าหากว่า มีคนมาเข้ากรรมฐานห้องนั้น กลางคืนท่านต้องให้ลูกศิษย์ไปดู และให้ไปแอบฟังดูซิว่า เรือนที่มีอยู่สองคนน่ะ พูดคุยกันหรือเปล่า ถือสำคัญมากเรื่องพูดนี่น่ะ มันไม่น่าจะบาปกรรมอะไร แต่ว่ามันไม่มี ปัจจุบัน ท่านบอกว่า พูดนี่สำคัญมาก มันไม่มีปัจจุบันเลย ถ้าพูดเฉพาะปัจจุบันคำเดียว ๆ นี่พูดกันไม่รู้เรื่อง พอคำนี้หมดไป ต่อไปจะต้องพูดอีก มันต้องคิด ถึงจะพูดรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นท่านบอกว่า เรื่องพูดนี่น่ะ สำคัญมากทีเดียว ทีนี้ก็ท่านอาจารย์เรียกดิฉันมาถามว่า เป็นยังไงใจคอรู้สึกอย่างไงบ้าง เท่านั้นแหละค่ะ แหม น้ำตานี่น่ะมันจะไหลออกมา

ดิฉันก็กลืนไว้ ดิฉันก็อายท่านอาจารย์นะ เอ๊ นี่เราก็โตแล้ว ทำไมยังจะร้องไห้อีก แหม กล้ำกลืนไว้ไม่ให้น้ำตามันไหลออก แต่ท่านก็คงรู้เหมือนกัน ทีนี้ก็เสร็จแล้ว ดิฉันก็ถามท่านว่า “ ท่านอาจารย์คะ เมื่อตอนที่ท่านไปปฏิบัติ ท่านอาจารย์เคยอยากร้องไห้บ้างไหม “ ท่านก็บอกว่า “ โอ๊ย อาตมาก็ร้องไห้เหมือนกันอย่างนี้ “ เอ้อ ! ใจเราค่อยโล่งไปที แปลว่า ท่านก็ร้องเหมือนกัน แหม เวลาที่มันได้ปัจจุบันนี่นะคะ คือว่า ไม่ใช่ว่า จะก้มหน้าปฏิบัติไปอย่างเดียว เราก็ต้องเว้นกิเลสด้วย เว้นไม่ให้กิเลสเข้าด้วย เหมือนเราจะปลูกต้นไม้ เราก็ต้องถอนหญ้าก่อน ถ้าอย่างนั้นต้นไม้ไม่ขึ้น หญ้ามันกินหมด เราต้องถางหญ้าก่อน เราถึงจะปลูกต้นไม้ดี ๆ ที่มีค่ามาก ๆ ได้

นี่ก็เหมือนกัน เราไม่ใช่ว่า จะตั้งหน้าตั้งตาทำไปอย่างเดียว แต่ว่าถ้ากิเลส เราไม่พยายามทำให้กิเลสนั้นอ่อนกำลังลงไป ปัญญาก็สู้ไม่ได้ สู้ไม่ไหวเหมือนกัน เพราะอะไร เพราะกิเลสนี่น่ะ มันปกครอง เรามาหลายชาติ แข็งแรงมาก แล้วเข้าไปอยู่เป็นเจ้าของมีกรรมสิทธิ์ในจิตใจเรา จิตใจเราก็อยู่ใต้อำนาจกิเลส มันก็ต้องมีวิธีป้องกันไม่ให้กิเลสใหม่เข้าด้วย เพราะฉะนั้น เวลาปฏิบัตินี่น่ะ ถึงต้องระวังว่า

ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นอะไรไม่ทำทั้งนั้นทุกอย่าง ทำก็ต้องรู้ว่า ทำอะไร เช่นจะกวาดเรือนนี่น่ะ ได้ไหม ดิฉันถามท่านว่า จะกวาดเรือนได้ไหม เรือนมันรกรำคาญ ท่านก็บอกว่าได้ แต่ให้รู้ว่า กวาดเพราะอะไร แปลว่า เราจะทำอะไรก็ตามน่ะ เราจะทำอะไรทุกชนิด จะยกมือขึ้นหรือจะทำอะไรก็ตามเถอะ แก้ทุกข์ทั้งนั้น ขอให้รู้ความจริง เพราะว่า เรือนมันสกปรกนี่ เราไม่สบาย จิตเราก็ไม่ปลอดโปร่ง

ถ้าได้กวาดได้ถู แต่ต้องรู้ว่า กวาดเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กวาดพอเตียนแล้วเราจะได้สบายใจ ไม่ได้ ถ้าเรานึกว่า เราจะได้สบายนี่น่ะ เป็นวิปลาสทันที สุขวิปลาส เข้าทันทีเลย ต้องรู้ว่า เพื่อแก้ทุกข์ ทำอะไรก็ทำได้ แต่ต้องรู้ให้ตรงกับความจริง แล้วความรู้นั้น อย่าให้เป็นปัจจัยแก่กิเลส ต้องมีโยนิโสมนสิการนี่ แปลว่า ทำความรู้สึก ให้ตรงต่อความจริง

ฉะนั้น โยนิโสมนสิการ จึงเป็นอาหารของปัญญา เพราะฉะนั้น เวลาปฏิบัติ เราต้องมีโยนิโสมนสิการให้ตรงกับความจริง ปัญญาถึงจะเกิดขึ้นตัดสินให้เรารู้ความจริงได้ เราต้องเอาความจริงนี่เสนอปัญญาอยู่เสมอ ที่นี้ก็ให้โยนิโส อะไรที่เป็นอโยนิโสมนสิการ ก็เป็นปัจจัยแก่กิเลสไป เป็นอาหารของกิเลส ปัญญาที่เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องโยนิโสมนสิการ ให้เป็นปัจจัยแก่ปัญญาคล้าย ๆ กับว่า ให้ปัญญาที่ได้อาหารมากที่สุด บำรุงจนกระทั่งปัญญานั้นก็มีกำลังแข็งแรง ที่กิเลสจะสู้ไม่ได้แล้ว ทีนี้เราก็ตัดอาหารของกิเลส เราทำความรู้สึกโยนิโสมนสิการไม่ให้เป็นปัจจัย แก่กิเลส

เมื่อกิเลสไม่มีอาหาร กิเลสก็ต้องมีกำลังลดน้อยถอยลงไป ไม่มีกำลังพอนั่นแหละ ปัญญาถึงจะประหารกิเลสได้ เพราะฉะนั้น คนที่เข้าวิปัสสนานี่ เราก็ต้องสอนให้เขามีโยนิโสว่า นั่งจะให้ทำความรู้สึกอย่างไร เวลาจะเปลี่ยนอิริยบถจะต้องทำความรู้สึกอย่างไร เปลี่ยนทำไม เช่น เรานั่งอยู่นี่แล้ว เราก็เกิดทุกข์ขึ้นมานะคะ เวลานั่งก็ดูรูปนั่ง รูปนั่งนี้จะต้องรู้ว่า ดูที่ไหน รูปนั่งอยู่ที่ไหน โดยมากคนไม่เข้ากรรมฐานไม่รู้นะคะ ไม่รู้เลย เช่นถามว่า เวลานี้ท่านั่งหรือนอน ก็บอกว่านั่ง นั่งอยู่ที่ไหน นั่งนั่นน่ะ อยู่ที่ไหน ?

นี่บอกไม่ถูก นั่งอยู่ที่ไหน อยู่ที่ก้นกบ หรืออยู่ที่ขา หรืออยู่ที่เท้า อยู่ที่อะไรนี่น่ะ นั่งไม่ได้อยู่ที่นั่นนะคะ เราก็ต้องบอกให้รู้ว่า เวลานั่งให้ดูที่รูปนั่ง นั่งดูที่ไหน รูปนั่งอยู่ที่ไหน เหมือนกับสติปัฏฐาน คือว่า ถ้าหากเราถ่ายรูปไว้ ก็รู้ว่า รูปนี้นั่ง รูปนี้นอน รูปนี้ยืน รูปนี้เดิน เรารู้แบบถ่ายรูปไว้นะคะ เพราะว่า มันอยู่ที่ท่านนะคะ รูปนี้นั่ง ตั้งกายอยู่ในท่านั่ง หรือในท่านอน ในท่ายืน ในท่าเดิน ทีนี้เราก็ ต้องรู้สึกในท่านั้น ไม่ใช่ไปรู้ตรงนั้น รู้ตรงนี้ เช่นอย่างไปรู้ตรงขา รู้ตรงก้นกบ เอ๊ะ เดินก็มีก้นกบ นอนก็มีก้นกบ มีท่านั่งไหม ?

ไม่มี ถ้าท่าอยู่ตรงก้นกบ เวลานอนก็ต้องมนั่งด้วย นี่ต้องเข้าใจนะคะ แล้วก็ต้องทำความรู้สึกให้ถูกต้องกับความเป็นจริง เวลาเมื่อยทำอย่างไร เมื่อยนี่ ก็เท่าที่เรียนนี่ ก็เข้าใจว่า อย่างนั้นนะคะ แล้วก็เมื่อเมื่อยแล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องรู้ซิคะว่า ทุกข์เกิดกับรูปนั่ง

เราต้องทำความรู้สึกอย่างนี้ ถ้าเราไม่รู้ว่า ทุกข์นี้เกิดกับรูปนั่ง รูปนั่ง เป็นทุกข์ ไม่รู้ว่ารูปนั่งเป็นทุกข์ ก็ต้องเอา เราเป็นทุกข์ เราเป็นทุกข์เมื่อยปวด อะไรอย่างนั้นนะคะ จะต้องนอน 4 อิริยาบถนี่น่ะ อันใดอันหนึ่งจะต้องเดินหรือต้องนอน จะต้องนอน ต้องนอน นะคะ ไม่ใช่ อยากนอน ต้องกันความอยากนอนเพราะอยากนอนนี่ เป็นกิเลส ตัวอยากนี่เป็นกิเลส เพราะฉะนั้นนอนด้วยกิเลส ก็คืออยากนอน อยากนั่งด้วยกิเลส แล้วกิเลสก็เป็นเครื่องปิดบังความจริง ทำให้ปิดบังความจริงเสีย แล้วเราก็เข้าถึงความจริงไม่ได้ กิเลสมีกำลัง เพราะฉะนั้น เพื่อจะ ตัดอาหารของกิเลส อยากไม่ได้ อยากนอน

แสดงว่า กิเลสนี่ ต้องการรูปนอนนะคะ เพราะเข้าใจว่า รูปนอนนี่ สบาย วิปลาสเข้าสบาย พอโลภะเข้า ได้ทิฏฐิ มีโลภะเป็นมูลทิฏฐิมันก็เกิดได้ เพราะโลภะเป็นเหตุเข้าไปก่อนแล้ว ทุกข์เกิดแล้ว จะ ต้อง นอน ต้องรู้สึกว่า จะ ต้องนอน ไม่ใช่ อยาก นอน

 เพราะอยากนอนนี่ไม่ตรงกับความจริง เพราะอะไร ถ้าไม่อยากจะไม่นอนแล้วได้ไหม ? คนเราน่ะ ถ้านอนเพราะอยาก นั่งเพราะอยาก เดินเพราะอยากเดิน ถ้าเราไม่อยากนั่ง ไม่อยากเดิน ไม่อยากนอน เราจะไม่เดิน ไม่นั่ง ไม่นอน เช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ ?

ไม่ได้แน่ ความจริงเราต้องนั่ง เราต้องนอน ต้องยืน ต้องเดิน ความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเราไม่พิจารณาถึงความจริง เราก็ว่านอน เพราะอยากนอน นั่งก็เพราะอยากนั่ง กินข้าวก็เพราะอยากกิน อาบน้ำก็เพราะอยากอาบ แปลว่า ทำอะไรทุกอย่าง ทำด้วยกิเลสทั้งนั้น เดินก็เหมือนกัน เดินไปด้วยกิเลส เดินไปนี่น่ะ ทุกก้าวไปด้วยกิเลสทั้งนั้นทุกก้าว จะเดินไปธุระโน่นหน่อย จะไปซื้ออะไร หาอะไรซักอย่าง แล้วก็เดินไปทุกก้าวที่ดินไปนั่นน่ะ เป็นไปด้วยกิเลสทุกก้าวเลยแล้วก็ไม่รู้ความจริง ว่าใครเดินก็ไม่รู้ ใครทุกข์ก็ไม่รู้ แล้วก็เอาตัวเข้าไป นั่งไม่รู่ว่าใครนั่ง ก็ต้องเอาตัวเข้าไปนั่ง ทุกข์ก็ไม่รู้ว่าใครทุกข์ ก็ต้องเอาตัวเข้าไปทุกข์ ที่เรียนปรมัตถ์ เรียนอภิธรรมก็ว่าแก้ทุกข์

ทุกข์น่ะ เป็นนาม เป็นเวทนา ก็บอกว่าจริง ทุกข์เป็นเวทนาเป็นนามจริง แต่ว่าทุกข์น่ะเป็นเวทนาเกิดจาการนั่งใช่ไหม เรานั่งนาน ๆ ก็เลยทุกข์ เพราะฉะนั้น มันเกิดที่รูป เราก็ต้องแก้ที่รูป ถ้าทุกข์เป็นนามแล้ว เราก็ต้องแก้ที่นามทุกข์เป็นเวทนานี่ เราก็แก้ที่นามใช่ไหม แล้วจะมาแก้ที่รูปทำไม ใช่ไหมค่ะ ความจริงน่ะ มันอยู่ที่รูป ถ้าเราไม่มีร่างกายนี่น่ะ ความปวดความเมื่อยจะมีไหม ถึงเวทนาจะมี ก็ไม่มีความทุกข์ ชนิดปวดเมื่อย เจ็บไข้ก็ไม่มี เราต้องแก้ที่รูป เหมือนเราเป็นโรค เจ็บไข้ไม่สบาย ไปอยู่โรงพยาบาล ใครไม่สบาย เวทนาไม่สบาย ก็ต้องแก้ที่เวทนาซี หมอเขารักษาเวทนาหรือเขารักษาโรค เขารักษาโรคใช่ไหมคะ

กินยาอะไรไปเพื่อบำบัดร่างกายใช่ไหมคะ นี่ละค่ะ ความจริงเป็นอยู่เสมอ ที่จริงไม่ได้ทำอะไรผิดปกติเลย ให้รู้ความจริงเท่าที่มีอยู่ตามปกติเท่านั้น เพราะฉะนั้น อิริยาบถนี่ ต้องระวังว่าเวลาเข้ากรรมฐานนี่ จะเดินผิดปกติ ตามปกติไม่ใช่เดินอย่างนั้น กลายเป็นเดินกรรมฐาน ไม่ใช่เดินแก้ทุกข์ ไม่ใช่เดินกรรมฐาน ทีนี้ เวลาเดินก็ค่อนข้างจะช้า ในบางแห่งก็

 แหม 3 ระยะ 5 ระยะ 6 ระยะ ก้าวไปทีหนึ่งนะ ทำเพราะเหตุอะไร คือมันต้องมีเหตุด้วย ถ้าจะทำอะไรขึ้นมา

มิฉะนั้น ก็ทำไปด้วยกิเลส แล้วปัญญาจะรู้ความจริงในอารมณ์นั้นไม่ได้เลย เพราะกิเลสมันเข้าไปมีอำนาจอยู่ในอารมณ์นั้นแล้ว ต้องเดินตามปกติ แล้วห้ามรู้สึกว่า ทำกรรมฐาน เวลานั่งก็ไม่ให้รู้สึกว่า นั่งกรรมฐาน ต้องนั่งเหมือนที่นั่งกัน คือต้องนั่งแก้เมื่อย บางคนนี่ก็ไม่รู้ตัวค่ะ ถามว่า นั่งกรรมฐานหรือเปล่า บอกว่านั่ง บอกแล้วไงว่า ห้ามไม่ให้นั่งกรรมฐาน

ต่อมาอีกหลายวัน ดิฉันก็ถามว่านั่งกรรมฐานหรือเปล่า ไม่ได้นั่ง ไม่รู้ตัวหรอกค่ะว่านั่ง นั่งก็ยังไม่รู้สึกตัว ดิฉันถามว่า แล้วเวลานั่ง ๆ อย่างไร เขาก็ทำท่านั่ง นั่งขัดสมาธิ แล้วก็เอามือวาง นั่งอย่างนี้ ดิฉันบอกว่านี่น่ะหรือ ไม่ได้นั่งกรรมฐาน นี่หรือนั่งแก้เมื่อย ทำไมนั่งแก้เมื่อยต้องนั่งอย่างนี้หรือ นั่งยังไงก็ได้ เหยียดเท้าก็ได้ ยังไงก็ได้ แล้วแต่ ให้มันแก้เมื่อยแก้ความทุกข์ไปได้ก็ถูกแล้ว นี่อย่างนี้ก็ต้องนั่งกรรมฐานอย่างนี้ล่ะค่ะ บางทีทำกรรมฐาน คือเคยทำสมาธิมาก่อนแล้ว เวลามาทำวิปัสสนา สมาธิก็รบกวนมากทีเดียว ต้องมีกำลังเข้มแข็ง แล้วต้องสังเกตด้วย แล้วก็ต้องใช้อารมณ์ให้มาก แต่อย่าใช้อารมณ์นั้นให้นาน ๆ พอใช้อารมณ์นั้นนานๆ แล้วสมาธิต้องเข้า อย่างนี้ไม่ได้ทีเดียว

ถ้าคนไม่เคยทำสมาธิ ไม่เคยทำเลย อย่างดิฉันเข้ากรรมฐานที่วัดปรกนี่น่ะ ไม่เคยทำเลย เพราะการปฏิบัติทุกชนิด ดิฉันไม่ชอบ คือมันไม่ถูกใจคล้ายๆ กับว่า มันไม่ได้อารมณ์ปัจจุบัน มันไปทำนิ่งๆ เฉยๆ มันไม่ดู เพราะฉะนั้น ไม่ทำเลย ไม่มีปฏิบัติอะไรเลยซักอย่างเดียวก็สะดวก ทีนี้คนที่เคยทำแล้วต้องใช้ความสังเกตมากทีเดียวว่า ให้สังเกตว่า เวลาที่สมาธิเข้า ตรงที่ความรู้สึกตัวเวลาที่เข้าสมาธิแล้ว จะไม่รู้สึกตัว และอาจเกิดนิมิต ทำให้เห็นอะไรต่ออะไร เลยทำให้เกิดความรู้สึกตกใจกลัวขึ้นมา

เพราะฉะนั้น เขาจึงหาว่า อย่าไปนั่งวิปัสสนานะ เดี๋ยวจะเป็นบ้า คือ ไปเห็นอะไรเข้า บางทีไปเห็นสิ่งที่น่ากลัว เช่น นิมิตที่เกิดจากอำนาจสมาธิ แล้วก็ต้องสังเกตว่าพอสมาธิเข้ามาแล้ว เรารู้ไหม ถ้าสมาธิเข้ามาไม่รู้สึกตัวเลย นอกจากรู้ว่าเฉยเท่านั้นเอง ไม่รู้สึกว่า เวลานี้เราดูอะไรอยู่ เวลานี้เรากำหนดอะไร ไม่รู้เลย นอกจากรู้ว่าเฉยเท่านั้นเอง ไม่รู้สึกว่า เวลานี้เราดูอะไรอยู่ เวลานี้เรากำหนดอะไร ไม่รู้เลย รู้แต่ว่าเฉยอย่างเดียว ทีนี้เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ต้องทำความรู้สึกตัวทันที ทีนี้บางคนถามว่า ให้รู้สึกตัวนะ ว่าอย่างนี้ คือ ต้องนึกบ่อย ๆ ใช่ไหม นึกในอาการที่เป็นอยู่บ่อยๆ ใช่ไหม บอกไม่ใช่ !

การนึกหรือรู้สึก รู้สึก นี่ มันถึงจะได้อารมณ์ปัจจุบัน ส่วนนึกนี่เป็นอดีตก็ได้ อนาคตก็ได้ เรานึกเอา ไม่ใช่เป็นอารมณ์ปัจจุบัน บางคนไม่รู้สึกตัว ก็ถามดิฉันว่า จะทำอย่างไร บอกว่า จะต้องนึกอยู่บ่อย ๆ ว่า รูปนั่ง ๆ รูปนอน ๆ อย่างนั้นหรือ ? บอกว่าไม่ใช่ รู้สึกเป็นอย่างนี้ค่ะ เหมือนอย่างที่ท่านทุกคนนั่งฟังดิฉันพูดอยู่นี่ค่ะ เวลานี้ท่านรู้สึกไหมว่า ท่านฟัง ดิฉันพูดอะไร หรือว่า ท่านฟังใคร ๆ พูดก็ตาม ท่านรู้สึกไหม ?

ท่านก็ต้องรู้สึกใช่ไหมคะ ว่าฟังอาจารย์แนบพูด เวลานี้ท่านกำลังฟังดิฉันพูดใช่ไหมคะ แล้วท่านก็ต้องนึกอยู่เสมอหรือเปล่า ฟังอาจารย์แนบ ๆ ๆ ต้องนึกอย่างนี้หรือเปล่า เปล่าเลย ใช่ไหมคะ เพราะเรารู้สึกแล้ว ใช่ไหมคะว่า ใครพูด ถึงเขาจะพูดไปตลอดเวลา ชั่วโมง สองชั่วโมง เราก็ไม่ต้องนึก ไม่ต้องบริกรรมอย่างนั้น เราก็ต้องมีความรู้สึกอยู่เรื่อย นี่อย่างนี้ อันนี้ก็เป็นของยากนะคะ บางคนนี่ไม่เข้าใจเอาเลย

เพราะว่าขาดความสังเกต ความสังเกตนี่ เป็นตัวศึกษานะคะ ในบาลีเรียกสิกขติ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา คือศึกษาในศีล ศึกษาในสมาธิ ศึกษาในปัญญา ตัวสิกขา คือตัวสังเกตนั่นเอง คนที่จะเรียนดี ทำอะไรได้ดี ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นไม่ได้ ดิฉันบอกว่า นี่น่ะ เคยทำอะไรที่ไหนมาหรือเปล่า เคยปฏิบัติที่ไหนมาบ้าง แหม บางคนนะ เคยปฏิบัติที่ไหนมาหลายแห่ง ดิฉันบอกว่า อย่างนี้น่ะ โบราณเขาต้องเอาค่าสอนแพงนะคะ ถ้าคนที่ไม่เคยรู้อะไรมาเลย ไม่เคยรู้เรื่องที่ไหน ไม่เคยรู้อะไรมาเลย เขาเอาถูก เขา เอา 6 บาทเท่านั้นแหละ ถ้าใครรู้มาบ้างแล้วเขาต้องเอา 12 บาท เคยทำมาบ้างแล้ว เขาต้องเอา 12 บาท เพราะอะไร เพราะเขาต้องคิดค่าแก้ด้วย ต้องเสียค่าแก้เหมือนกับเสื้อผ้านั่นแหละ

ถ้าตัดใหม่ก็เอาถูกกว่า เพราะเขาไม่ต้องเลาะ ไม่ต้องระวังความเสียหาย ไม่ต้องเสียเวลาแก้ก่อน นี่ก็เหมือนกัน แล้วบางคนนี่ก็ติดจนกระทั่งต้องให้ออกมาข้างนอก ไม่ให้ทำกรรมฐาน ให้ออกมาพักเสียก่อน จนกระทั่งความรู้สึกในสมาธิหมดแล้ว ค่อยเข้าไปใหม่ แหม ไม่ใช่เล่นนะคะ สมาธินี่น่ะ ติดก็ติดเอาจริง ๆเลย

สำหรับดิฉันทำกรรมฐานอยู่ 4 เดือนเวลานั้นอภิธรรมยังไม่มีในประเทศไทย ไม่มีใครเรียนเลย ไม่มีใครเรียนในประเทศไทย ใครพูดอภิธรรมอะไร ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรทั้งนั้น แต่ถือว่าได้บุญ เพราะใครสร้างอภิธรรมปิฏกนั้นน่ะ ถือว่าตอนแทนบุญคุณพ่อแม่ได้อย่างนี้ ศักดิ์สิทธิ์มาก จิ. เจ. รุ. นิ. นี่ ศักดิ์สิทธิ์มากในอภิธรรม

ถ้าใคร ตายแล้วเขียนลงกระดาษเอาไปใส่ปากผู้ตาย ผีก็ไม่เหม็น แหม ถือศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ก็สร้างจริง ๆ แต่ไม่รู้เลยว่าอภิธรรม เขาพูดเรื่องอะไรไว้ ไม่รู้เลย ทีนี้ท่านอาจารย์ก็รู้ พอรู้ว่า ดิฉันไม่รู้ รูปนาม แต่จะทำวิปัสสนา เขาทำวิปัสสนา แต่เขาไม่มีรูปนาม ท่านอาจารย์ก็รู้ทีเดียวว่า เขาไม่มีการเรียนอภิธรรม อภิธรรม แปลว่า ไม่มีในเมืองไทย ทีนี้พอ จบ แล้ว

ท่านอาจารย์ก็บอกว่า ให้ดิฉันตั้งใจเรียน ทีนี้เราก็รู้มาบ้าง รู้วิปัสสนานี่น่ะ ลำดับญาณก็รู้ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณก็รู้ ถามท่านอาจารย์ว่าอะไรคะ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณนี่ มันอะไร ท่านอาจารย์ยกมือห้ามไม่ให้ถาม ท่านบอกว่าอย่าเพิ่งรู้เลยเวลานี้ ต่อไปถึงจะรู้ แปลว่า ไม่ใช่รู้กันด้วยการบอกเล่า ต้องรู้กันด้วยการทำงาน

การปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ถึงจะรู้ขึ้นมา ถ้าไปบอกแล้วปัจจุบันก็ไม่ได้ เพราะมัวไปนึกถึงเรื่องญาณนั่นอยู่แล้ว ท่านก็บอกว่าขอให้ดิฉันตั้งใจเรียน อาจารย์ก็ตั้งใจสอน เพื่อจะได้ให้ดิฉันไป เทศนาปาฏิหาริย์ เหมือนกับว่า ให้ดิฉันไปสอนให้คนเข้าใจน่ะค่ะ ดิฉันก็บอกว่าไม่ได้ค่ะ ท่านอาจารย์ ดิฉันสอนไม่ได้ค่ะ ท่านก็ถามว่า เพราะอะไร ก็ดิฉันไม่รู้เลย ปริยัติตำรับตำรานี่ ดิฉันไม่รู้เลย

เพราะฉะนั้นจะไปสอนเขาได้ยังไง มันต้องมีปริยัติว่ายังงั้น อาจารย์ก็เลยบอกว่าไม่จำเป็น ท่านก็เลยเล่าประวัติของท่าน ว่าท่านได้ปฏิบัตินี้น่ะ เพราะโยมผ้าขาวแกไปปฏิบัติมา 10 เดือน อาจารย์ของท่านเป็นเณรอายุ 70 คือพม่านี่อายุมาก ๆ เขาบวชเณรกัน เขาไม่ได้บวชพระ เขาถือว่าเขาไม่สามารถปฏิบัติวินัยให้บริสุทธิ์ครบถ้วนได้ก็เอาแค่เณร เขาไม่ใช่ถึงอายุบวชก็บวชกันไม่ใช่อย่างนั้น ต้องเป็นคนที่มีความสามารถ จึงจะรักษาธรรมวินัย ถึงจะบวชได้ ทีนี้ก็บวชเณร

อาจารย์ผ้าขาวนี่น่ะ อายุ 70 แต่ว่ารู้ปริยัติดี พม่านี่ปริยัติเขาดี ทีนี้เณรแกก็หอบเอาหนังสือสติปัฏฐานนี่น่ะ เข้าไปในป่าเลย อยู่ในถ้ำน่ะ แล้วก็ทำทุกบรรพเลย ทำเพราะเขารู้ภาษาบาลี เขาชำนาญนะคะ อะไรแปลว่ายังไง ๆ ก็ทำทุกบรรพ ก็มาได้อิริยาบถบรรพกับสัมปชัญญะบรรพ มี 2 อย่าง ซึ่งเป็นวิปัสสนาล้วน ๆ สติปัฏฐานนี่มีถึง 44 บรรพ โดยย่อมี 4 แต่ว่าในอย่างๆ หนึ่ง เมื่อขยายออกไปก็มีถึง 44 อย่าง ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานที่เป็นวิปัสสนาล้วนๆ ไม่ต้องทำสมถะมี 2 – 3 บรรพเท่านั้นคือ อิริยาบถ 4 กับ อิริยาบถย่อย หรือสัมปชัญญะบรรพหมวดนี้แล้วก็ธาตุ 4 ที่อยู่ในธาตุบรรพ คือ

 พิจารณาให้เป็นธาตุไปทั้งหมดในตัวเรานะ

แต่ที่ทำทางสมถะก็มี ก็พวกอาการ 32 มีผม ขน เล็บ ฟัน หนังนี่นะ พระบวชแล้ว ท่านต้องให้กรรมฐานอย่างนี้เป็นธรรมเนียมเลยมีอยู่3 บรรพ ที่เป็นวิปัสสนาล้วน ๆ นอกจากนั้นทำสติปัฏฐานเพื่อนิพพานได้เหมือนกัน แต่ว่าต้องทำสมถะเสียก่อน ต้องได้สมาธิเสียก่อน แล้วก็ต้องได้ฌานเสียก่อน ถึงจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ามิฉะนั้นไม่ได้ ถ้าวิปัสสนาก็ไม่ได้ สมถะก็ไม่ได้ ไม่ได้ทั้งสองอย่าง สมถะได้จริง แต่เข้าถึงฌานยังไม่ได้ วิปัสสนาก็เกิดไม่ได้ ก็มีอยู่นะคะท่านถึงบอกว่า ท่านเพิ่งจะมารู้เมื่ออาจารย์ของท่านอายุตั้ง 60 ปีค่ะ

ทีนี้ก็มาบวชเป็นเณร เณรนั่นน่ะเมื่อรู้วิปัสสนา ก็ไม่รู้จะไปสอนให้แก่ใคร พม่าก็ไม่มีวิปัสสนาเหมือนกัน มีแต่สมาธิ พวกเศรษฐีน่ะ เขาไปปลูกเป็นเรือนหลังเล็ก ๆ ทิ้งไว้อยู่ในป่า เมื่อใครจะไปเจริญกรรมฐานที่เรือนร้างว่างเปล่าก็ให้ไป พวกเศรษฐีพม่าเขาไปทำบุญ เขาไปปลูกเรือนไว้ให้ แต่วิปัสสนานี่ไม่มีเหมือนกัน ท่านถึงบอกว่า นี่น่ะเณรเอามาก็ไม่รู้จะให้ใครก็จะให้โยมที่วัดนี่น่ะ เศรษฐีน่ะ วัดพม่าน่ะวัดหนึ่งๆ ต้องมีเศรษฐีอุปถัมภ์เสมอไป เพราะฉะนั้นรัฐบาลเขาไม่เกี่ยวข้องเลย อังกฤษปกครอง

รัฐบาลเขาไม่เกี่ยวข้องเลย จะทำมาหากินอย่างไร ? อดอยากหรือไม่ ไม่มีรับรู้ทั้งนั้น ต้องปกครองกันเอง เขาก็ปกครองกันเอง เศรษฐีคนหนึ่ง ก็วัดหนึ่งๆ รับอุปถัมภ์ปัจจัย 4 แก่ภิกษุนั้น วัดนี้ฉันรับได้ 300 วัดนี้ได้ 200 วัดนี้ 500 อะไรก็แล้วแต่กำลังของแต่ละคนนี่น่ะ อาจารย์เณรนั่นน่ะ ก็ไม่รู้จะทำยังไง จะไปให้ใคร พูดกับใครยังไงก็ไม่มีใครรู้เรื่อง ก็มาพูดกับโยมผ้าขานี่น่ะ ก็ชี้แจงอะไร ๆให้ฟัง แกก็พอจะรู้เรื่อง ปริยัติอยู่บ้าง แกก็บอกเอ๊ ! ไม่ได้หรอกท่าน คือ เณรประสงค์จะให้แกน่ะบังคับพระที่อยู่ในความอุปการะของแกน่ะทำ แกก็บอกว่าไม่ได้หรอกท่าน เพราะว่าแกยังไม่รู้เลยว่าผิดหรือถูก

เพราะฉะนั้น แกจะไปบังคับให้พระทำอะไรก็ไม่ได้ ก็ยังไม่รู้ว่ามีเหตุผลแค่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้พระทำแกต้องลองทำดูก่อน เพื่อพิสูจน์ดูก่อนว่า เป็นความจริงแค่ไหน เพียงใด เณรก็พาแกไปทำ 10 เดือนแน่ะค่ะ อิริยาบถบรรพกับสัมปชัญญบรรพนี่น่ะ ทำถึง 10 เดือน เมื่อไปทำแล้ว 10 เดือน พอแกได้มา แกก็ได้ปัญญาที่ได้เข้าไปเห็นความจริงเหมือนกัน แกก็รู้ว่ามีความเห็นถูก จึงได้ให้พระทำแต่ว่าต้องการให้พระที่ท่านมีปริยัติด้วยถึงจะกว้างขวาง เขาก็มาแนะนำชี้แจงให้มาหาอาจารย์องค์นี้น่ะ พระไตรปิฏกก็เรียนจบ แล้วเวลานี้ก็กำลังเป็นอาจารย์สอนพระสอนเณรอยู่ที่วัดนั้น

ทีนี้แกก็ไปหา แต่แกไปหาในฐานะที่แกเป็นลูกศิษย์ ไปถามปัญหาเพราะเขาว่า ท่านน่ะ แตกฉานในพระไตรปิฏก เพราะฉะนั้นแกมีปัญหาขัดข้องอยู่นี่น่ะ ก็ไปถามเอ ! พอถามถึงปริยัตินี่ ตอบได้เปรี้ยะเชียว ตอบได้ทั้งหมด  แต่พอถามถึงปฏิบัติ พระอาจารย์ตอบไม่ได้เพราะไม่เคยปฏิบัติ เอ ! ถามก็ติด ถูกถามก็ติด ทีนี้แกก็บอกว่า เอ ! แกก็เคยเรียนมานะจะลองให้ท่านลองถามแกดูบ้าง ท่านอาจารย์ก็ถาม ถามแกก็ตอบได้หมด แหม ไม่ติดขัดเลยในทางปฏิบัติ ท่านอาจารย์ก็มานึกว่า อ้อ ! วิธีปฏิบัติของแกนี่น่ะต้องถูกแน่ ต้องมีเหตุผลที่ถูกแน่ ถ้ามิฉะนั้น แกจะตอบไม่ได้เลย ถ้าแกไม่เข้าถึงเหตุผลแล้ว แกจะตอบไม่ได้ แล้วแกก็เลยขอร้องให้ท่านอาจารย์มาปฏิบัติ ท่านอาจารย์ก็ไปปฏิบัติอยู่กับแก ปฏิบัติอยู่ 4 เดือนเหมือนกัน 4 เดือนแล้วก็จะลาออก แปลว่า ท่านได้แล้ว ธรรมะที่เป็นวิปัสสนานี่ได้แล้ว

แกก็บอกว่า แกตั้งใจจะให้ท่านเป็นครู เพราะฉะนั้น ถึงแม้ท่านรู้แล้วก็จริง แต่ท่านยังไม่เข้าใจวิธีสอนกรรมฐาน คือว่าคนหลายคนน่ะต้องมีผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง คนนั้นมีผิด จิตตกไปทางนั้น ความรู้สึกอย่างนั้น คือมันไม่ใช่ มันเป็นอุปสรรคแก่วิปัสสนามันมีผิด มันจะต้องแก้ไขนี่น่ะ ท่านจะต้องอยู่ก่อน อยู่ฟังแกสอบอารมณ์กรรมฐานหลายคน คนนั้นผิดอย่างนั้น จะต้องแก้ไขอย่างนั้น ต้องให้รู้อย่างนี้ก่อน สอนอะไรต่ออะไรพวกนี้ จะต้องรู้เสียก่อน จะต้องแก้แล้วแก้อย่างไร จะต้องทำอย่างไร อย่างนี้น่ะ ท่านอาจารย์ถึงได้อยู่ แล้วทีนี้ก็เผอิญเขานิมนต์อาจารย์พม่านั่นแหละค่ะ มาสอน

เมื่อดิฉันทำกรรมฐานมา 4 เดือนแล้ว และท่านอาจารย์ก็รู้ว่าในประเทศไทยนี่น่ะ ไม่มีการเรียนอภิธรรม ดิฉันก็ไม่รู้จัก แล้วท่านก็บอกคุณแนบ ถ้ายังไม่จำเป็นละก็ ยังไม่กลับบ้านได้ไหม เอ ! ดิฉันก็นึกว่าทำไมท่านอาจารย์จะมีธุระอะไรก็ไม่รู้ ก็รับคำท่านว่าก็ได้ค่ะ ท่านอาจารย์มีธุระอะไรหรือ ? ท่านบอกว่าจะให้ดิฉันเรียนอภิธรรม ท่านว่าอย่างนั้นทีเดียว บอกว่าอาตมาจะให้เรียนอภิธรรม จะสอนอภิธรรมนี่น่ะ คนที่ออกจากกรรมฐานใหม่ๆ นี่น่ะ สภาวะธรรมกำลังชัดเจน เรียนแล้วเข้าใจถึงสภาวะได้ง่าย สภาวะธรรมยังชัดเจนอยู่ เพราะเวลาที่เราทำงานวิปัสสนานี่ เราทำงานอยู่กับสภาวะธรรมทั้งนั้น ไม่ใช่ทำอยู่กับบัญญัติกับชื่อ

ทีนี้ท่านก็บอกว่า เพราะเวลานี้สภาวะธรรมกำลังชัดเจนอยู่ แปลว่า ยังไม่นานพอที่จะลืมหรืออะไรอย่างนี้ ท่านก็ให้ดิฉันเรียน แหมเรียนก็ลำบากนะคะ แปลเป็นภาษาพม่า ท่านเขียนเสร็จแล้วมาให้คุณหลวงประพันธ์เขียนเป็นภาษาไทย แล้วมาให้ดิฉันอ่านให้ท่องจำแล้วก็ถึงเวลา ท่านอาจารย์ก็ลงสอบ ว่าที่เขียนมาให้นี่ จำได้หรือยัง เข้าใจหรือยัง อะไรต่ออะไรท่านก็สอนอย่างนี้ ดิฉันก็เรียนอยู่อย่างนี้น่ะ ก็เรียนอยู่นาน แล้วตอนหลังดิฉันก็กลับบ้าน กลับมาบ้านแล้วไม่ใช่ว่าเรียนจบแล้วนะ ยังต้องไปเรียนอีกทุกวันพุธกับวันเสาร์ ท่านสอนให้อาทิตย์ละ 2 วัน เพราะดิฉันมาบ้านแล้วไม่ได้สอนทุกวัน พอถึงวันพุธดิฉันก็ไป วันพฤหัสก็กลับพอวันเสาร์ก็ไปอีก แล้วก็ค้างที่วัด วันอาทิตย์ก็กลับ ก็เรียนอยู่นาน ทีนี้พอดิฉันได้มาแล้วทั้งวิปัสสนาทั้งอภิธรรม 10 ปี

ตั้งแต่ได้มา คนฟังไม่ได้ รู้เลย ดิฉันไม่พูดเลย เอ่ยถึงอภิธรรม เพราะอะไร แหม เขามืด 8 ด้านเลยเชียวค่ะ เขาไม่รู้เลยอะไร เป็นจิตเจตสิก รูปอะไรต่ออะไรเขาไม่รู้เลย เขาไม่เคยฟัง เพราะเขาไม่เคยเรียนกันมาเลย พระสงฆ์องค์เจ้าท่านก็ไม่ได้เรียนนี่น่ะ 10 ปี ผ่านไปไม่รู้วิปัสสนายังพอฟังได้ แต่อภิธรรมไม่ได้เลย 20 ปีที่สอนนะคะ 20 ปี ที่สอนนี่น่ะ คนก็พอจะรู้บ้าง

ดิฉันตั้งต้นสอนอภิธรรมทีแรกที่เดียวที่วัดระฆัง มีคนราว ๆ 20 คน เอาแค่นี้ก่อนเถอะนึกว่าอย่างนั้น ก็สอนอภิธรรม วิปัสสนาก็เหมือนกันก็เริ่มสอน ที่ศาลาการเปรียญที่ร้าง มีค้างคาวเยอะ มีประตูไม้ตอกปิดไว้ไม่ให้เปิดค่ะ ดิฉันก็ไปขออนุญาตเจ้าอาวาสเปิด แล้วก็ทำความสะอาด หลังคาที่รั่วทำหมดทุกอย่าง แล้วกั้นเป็นห้อง ๆ ให้คนเข้าวิปัสสนา วันแรกก็มีสัก 20 คนได้ ทีนี้ก็สอนไป

แล้วก็ไปเปิดที่วัดสามพระยา มีคนไปขอเรียนที่นั่น แล้วก็เปิดที่สนทนาธรรม ที่สมาคมหลังวังบูรพา คนก็เต็ม แต่เวลานั้น ท่านอาจารย์ยังอยู่ ดิฉันก็นิมนต์ท่านอาจารย์ไปสอน แล้วพอเปิดที่วัดสามพระยา ดิฉันก็ไปทำพิธีเปิดที่วัดสามพระยา แล้วก็มาทำพิธีเปิดที่วัดมหาธาตุนะคะ แล้วก็ไปเปิดที่พุทธสมาคมที่พุทธสมาคมนี่ดิฉันเป็นสมาชิกอยู่ตั้ง 10 กว่าปี พูดไม่ได้

พูดถึงเรื่องอภิธรรมนี้ไม่ได้เลย พูดไม่ได้ จะพูดธรรมะอะไรจะประชุมที่ไหนก็พูดไปเถอะ แต่อย่าพูดอภิธรรม ดิฉันไม่เคยพูดอภิธรรมเลย เพราะรู้ว่าพูดอภิธรรมแล้วเขาไม่รู้เรื่อง เขาบอกว่ามนุษย์เขาไม่เรียนกัน เขาเรียนกันแต่เทวดา เขาไม่รู้เลยว่าอภิธรรมน่ะ เขาพูดเรื่องอะไรกันก็ไม่รู้ แต่เขาก็ยกให้เทวดาเรียน เลยไม่รู้อย่างนี้ละค่ะ ทีนี้ถึงได้เรียนอภิธรรมกันมา พอท่านอาจารย์เสียแล้วก็ขอพระพม่ามา ก่อนท่านเสีย ดิฉันอ้อนวอนท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์จะไม่กลับพม่าได้ไหม ขอให้อยู่ในเมืองไทย ท่านก็บอกว่า ท่านมีโยมเหลืออยู่อีกคนหนึ่ง โยมท่านแก่แล้วเป็นหมอ แล้วก็สร้างวัดให้ท่านแล้ววัดหนึ่งแต่ท่านมาเสียนี่ แล้วก็สึกก็ไม่ได้

เพราะโยมบอกว่าต้องให้ชีวิตโยมหมดไปเสียก่อน แล้วค่อยสึกตาม แล้วนี่น่ะ ก็ยังเป็นห่วงโยมอยู่ ก็เผอิญโยมท่านตาย ดิฉันก็เลยได้โอกาสบอกว่าท่านอาจารย์อยู่ได้แล้ว นี่ในประเทศไทย ท่านก็บอกว่า ขอคิดดูก่อน ถ้าหากว่า อยู่ในประเทศไทยแล้วทำประโยชน์แก่พระศาสนาได้ก็จะอยู่ แต่ถ้าอยู่โดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรท่านก็ไม่อยู่นี่ละ แล้วทีนี้อภิธรรมถึงได้เกิดขึ้นไงคะ นี่น่ะทั้งการปฏิบัติวิปัสสนากับอภิธรรมนี่ เกิดขึ้นเพราะดิฉันเป็นคนแรกที่นำเข้ามา ไปเปิดขึ้นที่โน่นที่นี่ ที่นี้พอเอาอาจารย์โชติกะมา ก็เลยกว้างขวางขึ้น ดิฉันสอนไม่มีการสอบไล่นะ ไม่มีการสอบไล่ สอนเพื่อให้เข้าใจเท่านั้นเอง ไม่ให้สอบทีนี้ก็พอท่านอาจารไม่มีแล้ว ก็เลยไปขอพระจากฑูตพม่า

เพราะเวลานั้นมีฑูตแล้ว ตอนที่ดิฉันเข้ากรรมฐานนั้น อังกฤษเขายังปกครองประเทศพม่าอยู่ก็ยังไม่มีฑูต แต่ในระหว่างที่ท่านอาจารย์มาอยู่ในเมืองไทยนี่แหละ ก็เลยมีฑูตขึ้น ฑูตก็มีในเมืองไทย ดิฉันจึงขอพระพม่ามาสอนอภิธรรมและการปฏิบัติวิปัสสนา ขอองค์ที่มีความสามารถทั้งสองอย่าง ได้องค์ที่สอนอภิธรรมมา แต่ไม่ได้องค์สอนปฏิบัติ เพราะประเทศไทยบอกขอไป ให้ได้พระพม่ามาภายใน พรรษานี้ ทีนี้ฑูตเขาก็บอกว่าจะเอาพระอายุพรรษา 30 ท่านมีความรู้มากทั้งปริยัติทั้งปฏิบัติ ตั้งใจว่าจะส่งองค์นั้นมาแล้ว แต่ประเทศไทยบอกขอให้มาในเข้าพรรษานี้ พระองค์นั้นก็ไม่อยู่ในพรรษานั้น

เลยต้องส่งท่านโชติกะกับอาจารย์เตชินเข้ามา 2 องค์ แล้วอาจารย์โชติกะ ดิฉันก็เอามาให้สอนที่วัดระฆัง อาจารย์เตชินให้ไปสอนที่วัดสามพระยานะคะนี่น่ะ แล้วถึงได้มีเรื่อยๆมา วิปัสสนาก็เหมือนกันมีมา 40 ปี ก็ดิฉันเวลานั้น 34 ปี เวลานี้ดิฉัน 79 แล้วนะคะนี่น่ะ เพราะฉะนั้น ถึงได้ว่าหลายสิบปีนี่น่ะ นี่ประวัติของการที่จะเกิดวิปัสสนาขึ้นในประเทศไทย

แต่ท่านพระครูธรรมบาลนั้นแหละค่ะรู้ดี พระครูธรรมบาลนี่ละค่ะ เดี๋ยวนี้รู้จักกันในนามพระครูประกาศวิญญาณพเนจร อะไรนั่นละค่ะ ท่านรู้ดีทีเดียว เวลาท่านพูดวิทยุออกอากาศ พูดเสมอว่าอภิธรรมกับวิปัสสนานี่น่ะ ดิฉันตั้งขึ้นในเมืองไทย ท่านบอกว่าโยมแนบ ฯ ก็เป็นครูของอาตมาเหมือนกัน อย่าว่าแต่อาตมาเลย แม้แต่เจ้าคุณเทพสิทธิ์ อาจารย์ใหญ่ที่สอนวิปัสสนาที่วัดมหาธาตุ ก็เป็นลูกศิษย์ของโยมเหมือนกัน ท่านก็ว่าอย่างนี้ ดิฉันก็ห้ามท่านว่า โอ๊ย ! เดี๋ยวใครๆ เขารู้เข้าจะโกรธท่าน ท่านบอกว่าท่านไม่กลัวโกรธหรอก เพราะความจริงมันเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นอาจารย์รุ่นเก่า ๆ รุ่นก่อน ๆ น่ะ ก็ยังเคยเป็นลูกศิษย์ดิฉัน

ท่านอาจารย์บุญมีนี่ ดิฉันเป็นคนเอาไปช่วยสอนพระอภิธรรมไงคะ เพราะอะไร เพราะเป็นครูที่ดิฉันอยากได้ เพราะว่ารู้วิชาครู รู้วิธีสอนวิธีอะไรนี่น่ะ เป็นครูใหญ่อยู่แล้ว แล้วก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วไม่เกิด บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี สอนนักเรียนอย่างนี้สอนมาอย่างนี้ละค่ะ ทีนี้ก็ไปฟังดิฉันปาฐกถา ที่พุทธสมาคมนั่นน่ะ ทุกเสาร์เลยดิฉันต้องไปพูด ทีนี้ก็ไปฟัง เอ ! ผู้หญิงนี้พูดธรรมะแปลก ทีนี้ก็ไปฟังเรื่อยๆ ดิฉันก็ให้เรียนอภิธรรม แต่ว่าให้ไปเรียนที่วัดสามพระยา เพราะที่วัดสามพระยาก็มี ทางวัดมหาธาตุยับงไม่ได้ตั้ง ให้ไปเรียนที่วัดสามพระยากับวัดระฆังก็ได้สัก 3 ปริเฉท ปริจเฉท 3 ยังไม่จบเลยที่ไปสอนน่ะ เพราะดิฉันไปเปิดที่พุทธสมาคมก็ต้องมีครู

คนเดียวก็สอนไม่ได้นะคะ ไม่ไหวแน่จะต้องมีครูอีก ก็เลยชวนคุณบุญมีนี่น่ะ เพราะคุณบุญมีเคยเป็นครู ดิฉันก็อยากได้ เพราะวิชาครูก็ต้องมีอยู่แล้ว ก็เอาไปช่วยสอนอภิธรรมที่พุทธสมาคม ก็จริงๆ ก็ได้ประโยชน์ค่ะ

เพราะเข้าใจสอนอะไร ๆ เรียนอภิธรรมยังไม่จบ 3 ปริเฉทเลย ปริเฉท 2 เท่านั้นเองเวลาที่ไปสอนน่ะ ก็ไม่เชื่อนะคะว่ากรรมน่ะ มีหรือไม่มีเชื่อว่าไม่มี ทีนี้มาวันหนึ่ง แกทำฟาร์มเลี้ยงไก่อยู่มี 3 ฟาร์ม ติดๆ กัน ฟาร์มของอาจารย์บุญมีน่ะอยู่กลาง ทีนี้ไก่มันก็เกิดตายขึ้นมา แหม ไก่ตายหมดเลย ไก่ฟาร์มที่หนึ่งน่ะ แหม ขาดทุนเป็นหมื่นๆ ทีเดียว แล้วทีนี้ก็กลัวจะมาถึงฟาร์มของตัวก็มาถามดิฉัน บอกว่าที่ดิฉันบอกว่ากุศล – อกุศลนี่น่ะ ช่วยได้แน่ กรรมน่ะ มีจริงแน่หรือ ดิฉันบอกว่าแน่ กรรมมีจริง ความทุกข์ความสุขนี่ต้องเกิดจากกรรมทั้งนั้นน่ะ กรรมนี่แหละ มีอำนาจทุกอย่างในโลกนี้ “ กัมมุนา วัตตะตี โลโก “ โลกนี้เป็นไปด้วยกรรม ท่านว่าอย่างนั้น ก็ถามว่ามีอะไร มีเรื่องอะไรรึ ? เขาก็บอกว่าเวลานี้น่ะไม่สบายเป็นทุกข์เพราะว่าไก่ข้างๆ เขาตายกันเยอะเชียว นี่น่ะจะให้ผมทำยังไงดี กุศลธรรมยังไงถึงจะช่วยได้

ดิฉันก็บอกว่าได้ ดิฉันก็บอกวิธีให้นะคะ ดิฉันก็บอกวิธีให้แผ่เมตตา เวลาเลี้ยงเมื่อไก่ไม่ให้ไข่ แล้วไม่ให้ฆ่านะ บางฟาร์มนะคะ บางทีเขาเททิ้งลงไปในส้วมเลย ลูกเป็ดลูกไก่ตัวเล็กๆ ที่เขาไม่ต้องการ ก็จะเททิ้งลงไปในส้วมหมดเลย แปลว่าเขาไม่เอา ใช้ไม่ได้ มันไม่สมบูรณ์หรืออะไรนี่น่ะ ดิฉันบอกว่าอย่าทำต้องเลี้ยงไว้นะคะ ต้องเลี้ยงไว้ แล้วก็ให้แผ่กุศลทุกวัน ให้ทำอย่างนั้น แล้วคืนนั้นดิฉันก็ตั้งใจอธิษฐาน ก็บอกว่า ดิฉัน ขออำนาจกุศล พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บารมีด้วย ขอให้เห็นประจักษ์ ดิฉันว่าอย่างนั้น เพราะว่าเวลานี้ดิฉันต้องการอาจารย์บุญมีนี่น่ะเอามาช่วยสอนเพื่อเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าบุญกุศลมีจริง ขอให้ปรากฏประจักษ์แก่โลกว่าอย่างนั้น เพราะว่าก็จะได้ประโยชน์ในทางพระศาสนาด้วย ทีนี้ไก่ในฟาร์มของอาจารย์บุญมีเกิดไม่ตายค่ะ ฟาร์มของอาจารย์บุญมีนี่ไก่ไม่ตายเลย แต่ว่าสองฟาร์มข้างหัวข้างท้ายนี่ตายหมดเลย ตั้งแต่นั้นก็เชื่อเชียว เชื่อว่า บุญกุศลมีจริง ใช่ไหมคะ เพราะดิฉันรู้แล้วคะ รู้ว่าเชื่อแล้วจะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา เพราะฉะนั้นจึงอธิษฐานใจว่า ขอให้ประจักษ์แก่โลกให้เชื่อกรรม นี่ก็ไม่ตาย ทีนี้ก็เลยเชื่อบุญกรรม ก็เลยมานึกถึงว่า

การที่เราเลี้ยงไก่นี่น่ะ ไม่ใช่เป็นกุศล มันต้องเป็นการทำบาปอกุศล นั่นแหละก็เลยรื้อฟาร์มหมด จะให้ลูกต่อไปก็ไม่ได้ เพราะจะเป็นการทำบาปต่อไป ก็เลยไม่เอา เลยรื้อฟาร์มนั้นหมดเลย เอาไปปลูกบ้าน แล้วก็ตั้งเป็นมูลนิธิ อภิธรรมมูลนิธิ แต่เวลานั้นดิฉันเอาอาจารย์บุญมี มาสอนอยู่ที่พุทธสมาคมแล้ว จึงได้ครูช่วย เพราะว่าคนที่ไม่เคยเป็นครูบาอาจารย์ก็ลำบาก อาจจะใช้คำพูดคำจาที่ทำให้คนเข้าใจยาก แล้วก็ช่วยสอนเรื่อยๆ มา ตั้งแต่ดิฉันอายุ 34 ปี จนกระทั่งเวลานี้ 79 ปีแล้วนะคะ เป็นเวลาหลายปีเต็มทีแล้วนี่นะ 30 – 40 ปี กว่า แล้วใช่ไหมคะ ค่ะ เห็นจะได้ 45 ปี แล้ว ก็เห็นจะไม่ช้า ดิฉันก็เห็นว่าอยู่มานานเกินไปแล้ว เพราะอายุไขของคนนี่มีอายุถึงกัปป์หนึ่งน่ะ อายุ 75 เท่านั้น 75 นี่ แปลว่า คนนั้นอายุยืนในสมัยนี้ อายุยืนถึงกัปป์หนึ่ง เรียกอายุกัปป์ ไม่ใช่มหากัปป์นะคะ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าน่ะ 100 ปี เป็นอายุกัปป์ในรอบ 100 ปีหนึ่ง พอ 100 ปีก็ร่นไปปีหนึ่ง 100 ปีก็ร่นไปปีหนึ่งๆ นี่ 2500 กว่าปีแล้วนะคะ

อายุไขยของคนเราก็น้อยลง นี่ก็ร่นลงมาๆ นี่เวลานี้นี่น่ะ 75 ปี เป็นอายุกัปป์ไปแล้ว จริง ๆ นะคะ 79 นี่ อยู่จนเกินไปแล้วถึงได้บอกว่า ถ้าจะไม่ช้าละค่ะ ก็อาจจะไม่ถึง อยู่ไปถึง 80 คิดว่าก็คงอาจจะในปีนี้นะคะไม่ได้แล้ว ก็ตั้งใจ แต่ว่ามีความตั้งใจอยู่อย่างหนึ่งจะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่ทราบนะคะ เพราะว่าอายุก็มากแล้วคนเดียวก็คงทำไม่ได้ จะต้องมีคนทำต่อคือว่า ดิฉันจะทำอภิธรรมวิจัย คือว่าถ้าข้อไหนที่เขาไม่ได้บอกไว้นะคะ นักเรียนก็ไม่สามารถจะรู้ได้ต้องเขาบอกถึงจะรู้ว่า อันนี้เป็นอย่างนี้

เพราะเหตุไร ทำไมอันนี้จึงไม่มีอย่างนั้น อันนี้จึงไม่มีอย่างนี้ ยังมีอะไรต่อมิอะไร ในอภิธรรมนี่อีกมากมายทีเดียวค่ะ ที่ตั้งใจว่าจะทำไว้ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเหตุอะไร เช่นอย่างจักขุวิญญาณนี่น่ะทำไมถึงรู้ว่าเป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบากอาศัยเหตุอะไรถึงจะรู้ว่าเป็นกุศล อกุศลกิจก็เหมือนกัน เห็นเหมือนกัน อารมณ์ก็เหมือนกัน ทวารก็เหมือนกันทุก ๆ อย่าง แต่ทีนี้เราจะเข้าใจว่าเป็นกุศล – อกุศลด้วยเหตุอะไร เช่น อย่างนี้เป็นต้น หรือ อย่างคำว่า โสภณเจตสิก 25 ทำไมไม่เรียกกุศลเจตสิก 25 ความจริงก็เป็นกุศลเจตสิก แต่ทำไมในที่นี้ ท่านจึงไม่เรียกว่า กุศลเจตสิก

เพราะเหตุอะไร ก็ต้องมีเหตุผล นี่อย่างนี้ดิฉันจะทำการวิจัยธรรม หรืออภิธรรมนี่น่ะไว้ แต่ก็ยังไม่รุ้ว่าจะทำได้หรือเปล่า เราก็อายุมากแล้ว จะต้องมีคนช่วย ลำพังแต่เขียนอย่างเดียวก็คงทำไม่ได้คนเดียว แต่ว่าก็มีคนบอกว่าให้พูด แล้วก็อัดเสียงไว้ แล้วก็ไปบอกเอาเอง ก็ยังไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่ว่าตั้งใจไว้ค่ะ ตั้งใจไว้ เพราะว่าอย่างภูมินี้น่ะค่ะ ไม่ใช่มีแต่ภูมิของจิตอย่างเดียว ภูมิของเจตสิกก็มี ภูมิของรูปก็มี มีเหมือนกัน ธาตุก็เหมือนกัน ไม่ใช่มีแต่จิตนะ มีแต่ธาตุของจิตอย่างเดียว ธาตุของเจตสิกก็มี มีทั้งนั้นเลย เห็นจะพอแล้ว ใช่ไหมคะ แล้วเจอกันอีกวันหน้า อันที่จริงนี่ก็อธิบายกันเยอะแล้วนะคะ อธิบายกันมาหลายปีแล้วนะคะ วิปัสสนานี่น่ะ แต่ว่าอธิบายกับผุ้ที่ไม่ได้ทำวิปัสสนาก็เหมือนกับอธิบายสอนคนให้ว่ายน้ำบนบกนะคะ เพราะฉะนั้นไม่ทราบว่า จะเป็นหรือไม่เป็น เมื่อลงน้ำแล้วจะว่ายได้หรือเปล่า

เพราะฉะนั้นที่ถูกแล้วสอนคนว่ายน้ำต้องสอนในน้ำ สอนวิปัสสนาก็เหมือนกัน ต้องสอนแก่คนที่กำลังปฏิบัติวิปัสสนาจะได้ชี้ให้เห็นว่า นั่นตรงนั้น ลักษณะอย่างนั้น อาการอย่างนั้น ความรู้สึกอย่างนั้นมันเป็นอย่างนี้ อะไรต่ออะไร อย่างนี้จึงจะดีนะคะ เพราะฉะนั้นทีนี่ดิฉันก็บอกได้แต่เพียงให้ฝึกหัดนั่งกันเท่านั้นนะคะ วันนี้ก็พอแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ….

จากปัญญาสาร ฉบับที่ 75 มูลนิธิแนบมหานีรานนท์

ผู้ต้องการหนังสือปัญญาสาร กรุณาแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ ไปที่

มูลนิธิแนบมหานีรานนท์ เลขที่ 54/1 หมู่ 2 ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ตำบลบางระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73210 โทร 420 – 8024

หากท่านที่ต้องการเข้าปฏิบัติ ต้องศึกษาเรื่อง รูปนาม ให้เข้าใจก่อน โดยขอรับหนังสือคู่มือการปฏิบัติได้ที่ มูลนิธิ และ เข้าเรียนอภิธรรมที่วัดบวรนิเวศ มีสอนวันเสาร์ 8.30 – 12.00 โดย ท่านอาจารย์ วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี และ อาจารย์ นิยม ฤทธิ์เสือ