#echo banner="" ประวัติการปฏิบัติธรรม ของ อุบาสิกาแนบ มหานีรานนท์ 1

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติการปฏิบัติธรรม

ของ อุบาสิกาแนบ มหานีรานนท์
แสดง ณ อภิธรรมมูลนิธิ วัดพระเชตุพนฯ
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2519

โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : pug [ 10 ก.ย. 2544 ] กระทู้ที่ 003395

 

สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่เคารพดิฉันหายไปนานนะคะ หายไปหลายเดือน ป่วยน่ะค่ะ ป่วยหลายเดือนทีเดียว ตั้งแต่หายป่วยมาก็วันนี้เป็นวันแรก คิดถึงว่า ที่นี้ก็ทิ้งไปหลายวัน ก็คิดว่า คงไม่ได้มาพูดที่นี่อีก เพราะว่า อายุก็มากแล้วนะคะ แล้วก็โรคภัยนี่น่ะ คนชราที่มีโรคเกิด เกิดขึ้นแล้วน่ะ ไม่มีหายหรอกค่ะ มีแต่ทรงแล้วก็ทรุดลงไป เรื่องที่จะหายนี่ไม่มีแน่ๆ ทีเดียวค่ะ

เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ปรารภเหมือนกันว่า ในเรื่องพระพุทธศาสนานี่น่ะ ก็มีธุระ 2 อย่าง คันถธุระ คือ เล่าเรียนศึกษาในพระไตรปิฏก และวิปัสสนาธุระ การงานที่ทำให้ขูดเกลากิเลส การขูดเกลากิเลส ก็หมายถึงว่า เป็นการทำให้พ้นทุกข์ ทางที่จะทำให้พ้นทุกข์ก็มีสำคัญอยู่ 2 อย่างนี่แหละค่ะ

การเรียนอภิธรรมนี่น่ะปริยัตินะคะ เป็นคันถธุระมีมากหลายแห่งทีเดียว แล้วก็ตามต่างจังหวัด ที่ไหน ๆ ก็มีมากทีเดียวค่ะ มีเยอะแล้ว ก็พอจะเป็นไปได้ ไม่เป็นไร สำหรับ ปริยัตินี้ ก็พอจะเป็นไปได้ ไม่เป็นไร สำหรับปริยัตินี้ ก็พอจะมีตำราอยู่ แต่ว่าวิปัสสนานี้ ไม่มีตำรา ไม่มีตัวอย่าง เพราะฉะนั้น ก็ยากที่จะเข้าใจได้ หรือยากที่จะรักษาไว้ได้ เพราะมันไม่มีอะไรที่เป็นวัตถุให้รวบรวมเอาไว้เหมือน คันธถุระ ปริยัติ ซึ่งมีตำราทำขึ้นไว้ได้ แต่ว่าวิปัสสนานี่ไม่ได้นะคะ

เพราะจะต้องทำงานด้วยวัตถุธรรมที่เป็นสภาวะโดยแท้จริง คือจะต้องทำงานด้วยสภาวะของปรมัตถ์ ซึ่งเป็นองค์ธรรม หรือเป็นวัตถุที่เราจะเอามาทำงาน ซึ่งในพระไตรปิฏกก็มีอยู่ แต่ว่ามีอยู่แต่ชื่อ ตัวสภาวะที่จะเอามาทงานนั้นไม่มี เพราะฉะนั้น วิปัสสนานี่ไม่ใช่รู้ไว้เพียงแต่ชื่อ วิปัสสนาจะต้องรู้เข้าถึงตัวจริงและวิปัสสนานี้จะได้มาจากไหน ทางนี้จะได้มาจากไหน ทางนี้ก็ได้มาจากตัวจริง

ได้มาจากวัตถุที่เราเอามาทำงานนั่นเอง เอาวัตถุนั้นมาพิสูจน์ พิสูจน์แล้วก็ได้ความจริงจากวัตถุนั้น ฟังคนอื่นบอกเล่าอะไรไม่ได้ ต้องมีวัตถุ ก็น่าสงสัยอยู่ว่าพระพุทธเจ้าเทศนาสั่งสอนสาวกขณะนั้น ก็ได้บรรลุอรหันต์บ้างอนาคามี สกิทาคา โสดา ก็มีอยู่มาก แต่ว่าขอให้เข้าใจในเรื่องนี้ด้วยนะคะ ท่านต้องเข้าใจว่า วัตถุที่ถูกทำงาน เอามาทำงานนั้นน่ะ อยู่ที่ตัวเรา คืออยู่ที่ตัวเรานี่เอง จะพูดโดยนัย อภิธรรมก็ต้องอยู่ที่จิต เจตสิก รูป นิพพานนะคะ ไม่ใช่แต่ชื่อนะคะ นี่สภาวะต้องเป็นอย่างนี้ หรือว่าขันธ์ 5 ก็ต้องรู้จักตัวขันธ์ด้วยจึงจะเอามาพิจารณาได้

ไม่ใช่รู้จักแต่ชื่อว่า ขันธ์ 5 มี 5 ชื่อ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ต้องรู้จักตัวด้วย และต้องเอาตัวนั้นมาพิสูจน์ จนกว่าจะเห็นว่า ความจริงของสภาวะธรรมต่างๆ ไม่ใช่นึกเอา หรือคาดคะเนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตำราไม่มี ตัววัตถุธรรมที่จะต้องถูกทำงานก็มีชื่อเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงยาก บางทีเรียนปริยัติแล้ว ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้

เพราะปริยัตินี่น่ะ จะเรียนเท่าไรๆ ก็จะรู้สัจธรรมตามความจริงในอริยสัจจะขึ้นมาไม่ได้ ปริยัติกับปฏิบัติ มันต้องไปทำเนื่องกันนะคะ หลักสูตรในพระพุทธศาสนานี้ ก็มีปริยัติเล่าเรียนกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติก็ทำงานตามตำราที่รู้มาเพื่อความถูกต้อง ส่วนปฏิเวธนี้เป็นผลของงาน ก็ต้องมีเหตุผล ถ้าครบ 3 ชั้นนี่นะ

คือถึงความเข้าใจทั้ง 3 นี้แล้ว ก็เป็นอันว่าได้พบคำสอนถึงที่สุด หรือที่สุดแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ก็จะได้ทราบ แล้วก็ถึงพระรัตนตรัยด้วย ถ้าการปฏิบัตินี้ไม่ดี หรือไม่มีใครเข้าใจแล้ว การถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั่น จะมีไม่ได้เลย

เราจะรู้แต่ชื่อเท่านั้น พระพุทธ พระธรรมนั่นอะไร ? พระพุทธอะไร พระธรรมอะไร พระสงฆ์อะไร ใช่ไหมคะ นี่น่ะ เราก็รู้ตามชื่อที่เราสวดมนต์กันเท่านั้นเอง แต่ถ้าถามว่า การที่เราขอถึงพระพุทธนี่ ขอถึงอะไรก็ไม่รู้ ขอถึงพระธรรมน่ะ ขอถึงอะไรก็ไม่รู้ ขอถึงพระสงฆ์น่ะ ขอถึงอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็ได้แต่เพียงว่า ไปสวดมนต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงถือว่า ธุระอันนี้น่ะ เป็นความสำคัญในพระพุทธศาสนาทีเดียว ผู้ที่จะเข้าถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วย เหตุผลนั้นน่ะ จะต้องปฏิบัติแล้ว มีทางเดียว พระพุทธเจ้ารับสั่งว่า เอกายโน มัคโค ได้แก่ มหาสติปัฏฐานหรือ สติปัฏฐาน 4 อันใดอันหนึ่งนะคะ นี่น่ะ เป็นทางที่จะทำให้ถึงนิพพานได้ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม นี่อย่างย่อ ๆ หมวดใหญ่ ๆ มีทางเดียว แต่เวลานี้นานมาแล้ว โดยมากคนมักจะเข้าใจว่า โอ๊ย ! การไปนิพพานนี้ ไปยังไง ๆ ก็ได้ ใครจะไปทางใดก็ได้ ทำอะไร ๆ ก็ไปได้ นี่อย่างนี้แล้วก็ไปถึงนิพพานด้วยกันทั้งนั้น

ทีนี้ดิฉันก็เรียนให้ที่ประชุมธรรมทราบตามที่ได้ยินมา ซึ่งวันนั้น ดิฉันเผอิญได้ไปฟังธรรมด้วย ท่านประชุมธรรมกัน แล้วก็หันมาถามดิฉันว่า “ คุณเห็นอย่างนั้นไหม “ ดิฉันว่า “ ไม่ได้เห็นเป็นอย่างนั้น ดิฉันไม่รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น “ ท่านเจ้าคุณองค์หนึ่งก็ถามว่า อ้าว ! แล้วรู้สึกอย่างไร ?

ว่าทุกคนไปอย่างไร ๆ ก็ไปได้ มันต้องถึงนิพพานด้วยกันทั้งนั้น จะไปเรือบิน จะไปรถยนต์ ก็ถึงเชียงใหม่ ก็ต้องไปถึงได้ทั้งนั้นแหละ ไปถึงทั้งนั้น ดิฉันบอกว่า “ ถ้าเป็นอย่างนี้เป็นอย่างที่ท่านเข้าใจนี้แล้วละก็ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะจะเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร ? ไม่ต้องสอนก็ได้ ใครๆ เขาไปนิพพานกันได้ เขาทำยังไง เขาก็ไปกันได้อยู่แล้ว พระนิพพานน่ะ “

แล้วจะต้องการให้พระพุทธเจ้ามาสอนทำไมกัน เพราะทุกคนก็ไปกันได้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ ก็รู้สึกว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลกนี้น่ะ ไม่มีประโยชน์เลย

เราก็ทราบกันอยู่แล้วว่า ในสมัยก่อนพุทธกาลน่ะ มีอาจารย์มากแล้ว คณาจารย์สำนักใหญ่มากทีเดียวแล้ววิชาการของเขา ทางเล่าเรียนก็มีมากค่ะ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่เขาก็มี อภิญญา เหาะเหิน เดินอากาศได้ หูทิพย์ ตาทิพย์ เดินน้ำ ดำดิน เขาทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เพราะฉะนั้น เขายังแสดงอภินิหารมาทำลายพระพุทธเจ้า พวกชฎิลที่บูชาไฟน่ะค่ะ ชฎิล 3 พี่น้อง มีศิษย์ตั้งเป็นพัน ๆ และก็มีอภินิหารอยู่แล้ว ทำไมพระพุทธเจ้าจึงต้องมาสอนเขาอีก เพราะฉะนั้น ที่พระพุทธเจ้ามาสอนเขาอีกนี่ ก็มาแสดงทางทำให้บุคคลเป็นพระอรหันต์นั่น คือมรรค 8 ต้องเดินไปตามทางมรรค 8  นี้ทางเดียวเท่านั้น แต่ทำไมคนอื่นทั้งหลายถึงบอกว่า เขาไปได้หมดทุกทางอย่างนี้ แล้วก็พอแสดงมรรค 8 แล้วใน มรรค 8 นี้เมื่อย่อลงก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา อีกนั่นแหละ และเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็แสดง ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะเป็นทางให้ไป นิพพานอีก

อันนี้เราก็ต้องเข้าใจแล้วว่า ศีล สมาธิ ปัญญาของเขาที่มีอยู่นอกศาสนานั้น จึงไม่ใช่ ศีล สมาธิ ปัญญา ในมรรค 8 อย่างแน่นอนนะคะ เพราะถ้าเป็น ศีล สมาธิ ปัญญาในมรรค 8 ก็ต้องไปนิพพานกันได้

แต่นี่ไม่มี คนที่จะไปถึงนิพพานได้ หรือว่า เป็นพระอรหันต์ได้ก็ต้องเดิน ทางมรรค 8 ที่มี ศีล สมาธิ ปัญญาเหมือนกัน นี่ถ้าเราพิจารณาแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อแต่ก่อนเขาก็มีอย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาตรัสรู้แล้วก็แสดงศีล สมาธิ ปัญญาอีก ก็น่าจะสงสัยว่า มันคงจะไม่เหมือนกันใช่ไหมคะ ขอให้ลองคิดดูซิว่า ศีล สมาธิ ปัญญาที่อยู่นอกพระพุทธศาสนา กับ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่อยู่ในพระพุทธศาสนานั้น ต่างกันอย่างไร ?

ดิฉันเคยเรียนถามท่านเจ้าคุณที่มาปาฐกถาที่พุทธสมาคมเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมขั้นสุญญตา เมื่อท่านเปิดโอกาสให้ไต่ถามได้ ดิฉันนั่งฟังอยู่ที่ระเบียงห้องประชุมพุทธสมาคม นักศึกษาก็ขอให้ดิฉันถามปัญหา

พอดีท่านแสดงเกี่ยวกับศีล สมาธิ ปัญญา ดิฉันจึงเรียนถามท่านว่า “ พวกเดียรถีย์นอกพระศาสนา ก่อนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ เขาก็มีศีล สมาธิ ปัญญา มีอภิญญา ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ และในพุทธศาสนาพระพุทธองค์ก็ตรัส พรหมจรรย์ 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยเหมือนกัน ดิฉันขอเรียนถามพระคุณเจ้าว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นอกพระศาสนา กับในพระพุทธศาสนา นั้นเหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร เจ้าค่ะ “ ท่านตอบว่า “อาตมาว่า  เหมือนกันน่ะ โยม เพราะล้วนเป็นกุศลที่อบรมจิตใจให้สะอาด สว่าง สงบด้วยกัน “

ดิฉันก็หมดปัญหาที่จะซักถามต่อไป เพราะท่านว่า มันสะอาด สว่าง สงบเหมือนกันเสียแล้ว แต่ในใจของดิฉันรู้สึกว่ามันจะต้องไม่เหมือนกัน เพราะเหตุว่า ถ้าเหมือนกันแล้วก็คงจะมีพระอรหันต์ก่อนหน้าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แน่ แต่นี่ท่านอาฬารดาบส และ ท่านอุทกดาบส หรือชฎิล 3 พี่น้อง ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหา บริวารมากมายก่ายกอง ท่านเหล่านี้ ล้วนมีศีล สมาธิ ปัญญา ดีเลิศด้วยกันทั้งนั้น แต่ท่านก็ยังหาได้บรรลุถึงพระนิพพานไม่ ดิฉันคิดว่า ต้องมีข้อแตกต่างจากกันแน่นะคะ คิดดูง่าย ๆ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญานั้น ไม่ได้ตั้งอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐาน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม จึงไม่เป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาญาณ

เมื่อไม่เกิดวิปัสสนาญาณ ก็ไปถึงพระนิพพานไม่ได้ใช่ไหมคะ หรือถ้าจะกล่าวกันตามสภาวะแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญานั้น ไม่ใช่เป็นไปในองค์มรรค 8 นั่นเอง อันที่จริงปัญหานี้ น่าสงสัยอย่างที่ถามบ้างไหม ?

ถ้ามีคนสงสัยอย่างนี้ ท่านผู้นั้น ก็จะต้องแสวงหาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น มันจะต่างกันอย่างไร หรือมันจะเหมือนกันอย่างไร ?

อย่างนี้แล้ว เราก็จะได้พบ จะได้รู้ว่า แตกต่างกันอย่างไร อะไรที่ไม่เหมือนกัน เราจะปฏิบัติมรรค 8 นี้ได้ เราจะทำอย่างไร ? ตามหลักปริยัติบอกว่า มรรคมีองค์ 8 นี้ เป็นหนทางที่จะทำให้บุคคลเป็นพระอรหันต์ คือ ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ พอขึ้นต้นท่านก็บอกว่า มรรค 8 มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ

ใคร ๆ ก็ทราบกันทุกคน แต่เห็นชอบในที่นั้นน่ะ เห็นอะไร เห็นชอบในที่นั้น ก็เห็นอริยสัจ 4 ก็มีอย่างหรือคะ อริยสัจ 4 นั้น ถ้าใครเห็นแจ้ง อริยสัจ 4 ก็ต้องเป็นพระอริยะ ตั้งแต่พระโสดาขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ ต้องแจ้งอริยสัจ 4 ทั้งนั้นทุกคราว ไม่ว่า จะเป็นพระโสดา สกิทาคามี อนาคามี หรือพระอรหันต์

เป็นพระอรหันต์ก็ต้องแจ้งอริยสัจ 4 ถึง 4 ครั้งด้วยกันนะคะ แนว ปริยัติบอกว่า สัมมาทิฏฐินั้นน่ะ เห็นอริยสัจ 4 คือ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ และมรรคสัจ คราวนี้ วิธีปฏิบัติจะทำอย่างไร ท่านไม่ได้บอกไว้เลยใน มรรค 8 อยู่ ๆ พอขึ้นต้น เราจะเห็นอริยสัจ 4 กันได้อย่างไร ? และการเห็นอริยสัจ 4 นี้ต้องเห็นด้วยวิปัสสนาและต้องถึงมรรคผล จิตนั้นต้องเข้าถึงกุศลโลกุตตรแล้ว จึงจะแจ้งอริยสัจ 4 ได้ นี่ไม่ได้นึกถึงกันเลย ทีนี้ต่างคนต่างเดิน บางคนก็เข้าใจว่า มรรค 8 นี่น่ะ คือทาง 8 ทางใครจะเดินทางไหนก็ได้ เพราะมีใช้ตั้ง 8 ทางเหมือนกับกินยานะคะ

มรรค 8 นี่น่ะ สมมติว่ามียาขนานหนึ่ง และมีเครื่องยา 8 อย่าง ยาขนานนี้กินกำจัดโรคภัยได้วิเศษยังไงก็ตาม แต่ว่าเครื่องยามี 8 อย่าง ทีนี้ในเครื่องยา 8 อย่างนั้นน่ะ เวลาเราจะกินยา เราจะกินทีละอย่างหรือเราจะกินทีเดียวทั้ง 8 อย่าง มีวิธีกินอย่างไร ก็ต้องรู้ใช่ไหมคะ

เอาไปต้มก็ได้ เอาไปตำหรือบดให้เป็นผง เสร็จแล้วเราก็เอาน้ำผึ้งมาผสมเคล้าปั้นให้เท่าเม็ดพุทรา กลืนครั้งเดียวทั้งเม็ดนั่นแปลว่า เรากลืนครั้งเดียวนี่น่ะ

เรากลืนเครื่องยาทั้ง 8 อย่างใช่ไหมค่ะ ไม่ใช่เรามากินเครื่องยาทีละอย่าง จะต้องกินอะไรก่อน เช่นกินยาขนานนี้เสียก่อน กินหมดแล้ว จึงกินขนานอื่นทีละอย่าง ๆ โรคก็ไม่หาย เพราะกินยาไม่ถูกวิธี ทีนี้เรากินยานี่ เราก็กลืนทีเดียว จะมีเครื่องยาเท่าไรก็ตาม 20 – 30 อย่าง แต่เวลากลืนเครื่องยาหมดพร้อมกันในขณะเดียวทั้งหมด อย่างที่อุปมาเหมือนผู้ที่ปฏิบัติเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จะแจ้งอริยสัจ 4 นี้ ต้องเจริญมรรค 8

ทีนี้จะเจริญอย่างไรเล่ามรรค 8 เราก็ต้องดูในองค์มรรค 8 ที่ท่านแสดงไว้ตามลำดับว่า องค์ของปัญญา 2 ศีล 3 สมาธิ 3 มรรคแต่ละองค์ ๆ น่ะ มีกิจอะไร มีเหตุอะไร และเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง อย่านี้เราถึงจะเจริญมรรคได้ถูก ไม่ใช่เราจะนึกไปตามตำราอย่านั้นไม่ได้นะคะ

ดิฉันแนะเพื่อให้เห็นว่า การเรียน ปริยัติกับปฏิบัตินี่น่ะ ไม่ใช่ว่า เราเข้าใจปริยัติแล้ว เราจะปฏิบัติได้ถูกทันที ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ต้องเป็นคนละนัย หลักสูตรของท่านปริยัติตอนหนึ่ง และมีปฏิบัติตอนหนึ่ง เป็นคนละตอนกัน เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะเรียนปริยัติแล้ว จบพระไตรปิฎกแล้วจะว่า ถึงที่พึ่ง คือ “ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ หรือ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ “ ไม่ได้

ยังเข้าถึงไม่ได้ค่ะ ต้องมาทำงาน ต้องมาปฏิบัติอีกที นี่ก็ไม่ได้ต่างกันเลยกับทางโลก ทางโลกที่ไปเล่าเรียนกันมาแล้ว จบเมืองนอก สำเร็จ ปริญญาโท ปริญญาเอก มาจากอเมริกา แต่ว่ามาถึงแล้วไม่ได้ทำงาน มีความรู้อยู่แต่ในตำรา นี่ประโยชน์เกิดไหมคะ ประโยชน์ไม่เกิดเลยและนี่ก็เหมือนกัน

เรียนไปจนจบพระไตรปิฎก แต่ว่าไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ เหมือนกันแหละค่ะ ทางโลกกับทางธรรม เพราะว่าธรรมะนี่น่ะ ทั้งโลกเป็นธรรมะหมด ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะเลย ผู้ที่รู้จักธรรมะนะคะ หรือผู้ที่เรียนอภิธรรมแล้ว ทั้งโลกนี้ไม่มีอะไร นอกจากอภิธรรม ทั้งหมด

แต่เราจะสงเคราะห์ได้หรือไม่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็จะต้องปฏิบัติ การปฏิบัติจึงเป็นหนทางที่เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ และการปฏิบัตินี้ ต้องเป็นวิปัสสนานะคะ เพราะกิเลสนี่มี 3 อย่าง ศีลกำจัด กิเลสอย่าหยาบ ที่จะล่วงออกมาทางกาย วาจา ศีลละได้ ผู้มีศีลแล้ว กายทุจริตก็เกิดไม่ได้ วจีทุจริตก็เกิดไม่ได้ เพราะรักษาศีลนะคะ แล้วก็ กิเลสอย่างกลาง คือ นิวรณ์ นิวรณ์นี้ไม่ใช่กิเลส อย่างหยาบ แต่เป็นกิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างกลางนี้จะละได้ด้วยอะไร ละได้ด้วยสมาธิ เมื่อจิตสงบพอเป็นสมาธิแล้ว ความฟุ้งซ่านอุทธัจจะอะไรต่ออะไรก็ไม่มี เมื่ออุทธัจจะกุกกุจจะไม่มี นิวรณ์ก็ไม่มี นี่อันนี้ละได้

อย่างกลางนี่ ละได้ด้วยสมาธิ แล้ว กิเลสอย่างละเอียด ที่เป็นอนุสัย นอนอยู่ในสันดานของเรานั่น ศีลก็ละไม่ได้ สมาธิก็ละไม่ได้ ต้องละได้ด้วยปัญญา คือ วิปัสสนาทางเดียวเท่านั้นถึงจะละได้ ละอย่างละเอียดได้ เพราะฉะนั้นวิปัสสนานี่ ละกิเลสทุกอย่างได้ ละได้ทั้ง 3 เลยนะคะ

เพราะว่า อย่างละเอียดนี่ พอแรงก็เป็นอย่างกลาง เป็นนิวรณ์ ทำให้จิตใจเราฟุ้งซ่าน พอเราไม่พอใจอะไร อุทธัจจะกุกกุจจะเกิดขึ้น ทำให้จิตใจเราฟุ้งซ่านนะ ก็เพราะมีอย่าละเอียดอยู่อย่างกลางก็มี ถ้าอย่างกลางนี้มันแรงขึ้นมา มันก็มาถึงอย่างหยาบ ออกมาทางกาย ทางวาจาเลย นี่มันก็มาถึงอย่าหยาบ เพราะฉะนั้น ถ้าอย่างละเอียดไม่มี ก็ต้องชื่อว่า ละกิเลสอย่างกลางด้วย เพราะกิเลสอย่าละเอียดกำเริบขึ้น เป็นอย่างกลางทีนี้อย่างละเอียดไม่มีแล้ว เพราะทำวิปัสสนานี้ เพื่อละกิเลสอย่าละเอียด

เมื่ออย่างละเอียดไม่มีแล้ว อย่างกลางก็ไม่มี เพราะกิเลสอย่างละเอียดนี้ เกิดแล้ว ย่อมเป็นปัจจัยแก่กิเลสอย่างกลาง

เพราะฉะนั้น อย่างกลางไม่มีแล้ว อย่างหยาบก็ไม่มี อย่างกลางนั้นแรงขึ้น ถึงได้เป็นอย่างหยาบ เพราะฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา นะคะ ต้องมีในขณะเดียวกัน ไม่ใช่ว่า ละไปทีละอย่าง ที่จริงก็มีอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นปัญญานี่น่ะ ที่จะทำให้กิเลสนั้นเป็นสมุจเฉทได้ แล้วก็อยากจะเรียนถามท่านว่า นิพพานนี่น่ะเป็นของดีใช่ไหมคะ นี่ขอให้ถือเป็นการคุยกันนะคะ นิพพานนี่ เป็นของดีไหม ทุกท่านที่นับถือพุทธศาสนา ก็ต้องถือว่า เป็นธรรมอันประเสริฐที่สุดแห่งความดี ที่น่าปรารถนาทีเดียว แต่อยากจะถามว่า ท่านจะเอาอะไรไปนิพพาน นิพพานนี่เป็นของดีประเสริฐที่สุดทีเดียว จะเอาอะไรไปคะ ?

ก็คงทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่า ก็ต้องเอา กิเลสไป กิเลสนะคะ ที่ไปนิพพาน ไม่ใช่เอาของดิบของดีอะไรไป ต้องเอากิเลสไปนะคะ ไม่ใช่เอาสติปัญญาไป สติปัญญานั้น ต้องวิสุทธิ จิตบริสุทธิ์ก็รู้นิพพาน ไม่ได้เอาสติปัญญา ของดี ๆ ไปนิพพาน เพราะนิพพานนี่น่ะ เมื่ออะไรเข้าไปถึงนิพพานแล้ว จะไม่กลับมาเกิดอีกเลย เป็นสมุจเฉททีเดียว เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเอาของดี ๆ ไป คือ เอาศีล สมาธิ ปัญญา หรือ เอา  วิสุทธิไป เอาจิตบริสุทธิ์ จิตผ่องใสไม่มีกิเลส เหล่านี้ไปนิพพานแล้ว

ดิฉันก็อยากถามว่า ถ้าเอาของดีๆ ไปนิพพานกันหมดแล้ว อะไรจะเหลืออยู่กับเรา มันก็มีแต่ของไม่ดีอยู่กับเรา แล้วก็ไปนิพพานแล้ว จะตัดภพชาติไม่กลับมาเกิดอีกเลยนะคะ เพราะฉะนั้น เราก็เลยตกอยู่กับของไม่ดีนั่นเอง ของดีเราเอาเข้านิพพานหมดแล้ว ไม่เอากลับมาอยู่กับเราอีก เราก็ไม่มีจะใช้ จิตใจผ่องใสอย่างนั้นไม่มีเกิดอีกแล้วละค่ะ เพราะเข้าใจว่า นิพพานนั้นเป็นบ้านเมือง หรือเป็นที่อันบรมสุข เพราะฉะนั้นก็ต้องเอาของดีไปนิพพาน คือเราไม่เข้าใจความหมายขอคำว่า นิพพาน นะคะ แต่เรานับถือพระพุทธศาสนานี่นะ ที่สุดแห่งคำสอน คือ พระนิพพาน

เพราะฉะนั้น ข้อปฏิบัติอันใดก็ตาม ข้อต่างๆ ที่จะเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ ให้ถึงที่สิ้นทุกข์ พระนิพพานนี่แหละ เป็นที่สุดแห่งทุกข์ ไม่ใช่ที่สุดแห่งความสุข เพราะฉะนั้นจะเอาความสุขไปก็ไม่ได้ ต้องเอาทุกข์ไป

ไปได้การปฏิบัติธรรมมาอย่างไร …?

ดิฉันก็พูดเรื่อยไป เมื่อกี้นี้ เขาประกาศบอกว่า อยากจะให้ดิฉันเล่าเรื่องการปฏิบัติ ใช่ไหมคะ ว่าไปได้มาอย่างไร ?

คือว่า แต่ก่อนนี้ไม่มีนะคะ วิปัสสนานี่น่ะ ไม่มีเลย มีแต่สมาธิทั้งนั้น บริกรรมว่า สัมมาอรหังบ้าง พุท เข้า โธ ออก บ้าง แล้วแต่จะภาวนาอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ สมาธิทั้งนั้นแหละค่ะ ไม่มีวิปัสสนาเลย แต่ทั้ง ๆ ที่ทำสมาธิกันทุกแห่งหน เขาก็เรียกกันว่า วิปัสสนา ใครจะไปนั่งทำความสงบที่ไหน ก็เรียกว่า ไปนั่งทำวิปัสสนา ไปขึ้นวิปัสสนาวันนั้นวันเริ่มต้น เขาขึ้นวิปัสสนากับลูกศิษย์ใหม่ จะต้องไปวันนั้น ๆ ทีเดียว

ทุกแห่งทุกสำนักที่มีในประเทศไทย มีแต่สมาธิทั้งนั้น แต่ว่าเขาไม่รับว่าเป็นสมาธิ เพราะไม่เข้าใจว่า สมาธิกับวิปัสสนานี่ต่างกันอย่างไร แต่เขาก็ทราบนะคะว่า วิปัสสนานี่เป็นทางดีสุดในพระพุทธศาสนา เป็นทางเจริญที่ทำให้สิ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น เขารู้เข้าอย่างนี้ เขาก็ไม่ทำกันเลย สมาธินี่ ไม่มีใครบอกว่า เขาทำสมาธินะคะ เขาจะบอกแต่ว่า เขาทำวิปัสสนาทั้งนั้น แต่ที่จริงวิปัสสนาไม่มีเลย

ดิฉันก็เป็นคนค่อนข้างแปลงกพิสดารเหมือนกันนะคะ ไปถามเขาว่า เห็นเขาไปนั่งกัน ส่วนมากก็ไปนั่งหลับตากัน แม้ว่าคนในบ้านเดียวกับดิฉันเขาก็ไปเรียนขึ้นวิปัสสนามา เขาก็มานั่งหลับตาเอ !

ดิฉันก็มีความรู้สึกว่า มานั่งหลับตาเสียแล้วมันจะไปรู้อะไร ทั้ง ๆ ที่นั่งลืมตาอยู่ที่นี่ ก็ยังไม่รู้แล้วนั่งหลับตาเสียจะไปรู้อะไร ตอนนั้นดิฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกันนะคะว่า วิปัสสนานี่ มันอะไร รู้แต่ว่า วิปัสสนานี่ ต้องพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นถึงจะรู้กันได้ แล้ววิปัสสนานี่นะ ต้องเห็น ไตรลักษณ์

ดิฉันก็เที่ยวถามใคร ๆ ไตรลักษณ์นี่ เขาเห็นกันยังไง เขาก็บอกว่า ก็เห็นว่า ไม่เที่ยงนั่นน่ะซี ดิฉันก็ซักเขาต่อไปว่า เห็นไม่เที่ยงเห็นยังไง เขาก็บอกว่า คนเรานี่ เมื่อเกิดมาแล้วมันก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย มันไม่เที่ยงอย่านี้ ดิฉันก็สงสัยว่า พระพุทธเจ้าน่ะหรือ รู้อย่างนี้หรือ ? ไม่ต้องพระพุทธเจ้า ดิฉันก็รู้ ใครบ้างที่ไม่รู้ว่า เกิดมา  แล้วจะต้องตาย มีที่ไหน แต่มันไม่รู้ว่าจะต้องตายเมื่อไร และยังไม่อยากตาย ทั้งๆ ที่รู้ว่า มันจะต้องตาย แต่ก็ยังไม่อยากตาย นี่น่ะ ใคร ๆ ก็รู้

แล้วพระพุทธเจ้าน่ะรู้อย่างนี้ ก็ดูไม่ใช่ว่า จะวิเศษกว่าคนอื่น ๆ เลย ถึงแม้พระพุทธเจ้าไม่สอนใคร ๆ เขาก็รู้ว่า เมื่อเกิดแล้วก็จะต้องแก่ตาย ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนนี่ คงไม่ใช่เป็นอย่างนี้

ถ้าอย่างนี้ ใครคงไม่สรรเสริญว่า เป็นธรรมที่ประเสริฐมากมายนัก แล้วปุถุชนก็คงรู้ได้ยาก เวลานั้นดิฉันอายุ 34ปี เท่านั้นนะคะ แต่ว่า ดิฉันสนใจธรรม เพราะว่า ที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ ท่านก็เป็นคนชอบธรรมะอยู่แล้ว ก็มีพระบ้าง แม่ชีบ้าง ไปคุยธรรมะกัน รู้สึกว่า พูดคุยกันเป็นที่ชอบใจ โอ๊ย ดิฉันตอนนั้นขบขันเหลือเกิน

จนกระทั่งพวกแม่ชีเหล่านั้นบอกว่าสงสาร คือบอกว่า สงสารคุณแนบเหลือเกินละ ถามว่า ทำไม ล่ะคะ ก็จะไปนรกน่ะซี มีอย่างรึ ? หัวเราะเยาะอะไรต่ออะไรที่เขาพูดกันนี่ บาปมากนะ ที่หัวเราะก็เพราะไม่เชื่อที่เขาพูกันเลยละค่ะ วิปัสสนา แต่ว่าดิฉันก็สงสัยว่า ตัวเองจะมีบารมีมาแต่อดีตชาติ ถ้าได้มีความรู้อันหนึ่งเกิดขึ้นมาค่ะ คือมีความรู้สึกอันหนึ่งเกี่ยวกับ ปัจจุบัน ว่าคำว่าปัจจุบันนี่น่ะ อะไร ปัจจุบันธรรมคืออะไร ?

ที่นี้ ที่บ้านดิฉันตามธรรมดา มีเก้าอี้ผ้าใบตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่เฉลียง ถึงเวลา ก็มานอนที่เก้าอี้ผ้าใบตัวนี้ นัยน์ตาก็เหม่อมองไปที่ต้นไม้ เราก็เห็น แต่ดิฉันก็มีความรู้สึกอยู่ในการเห็นนี่คะ คือพิจารณาการเห็นว่า การเห็นนี่มันมีอะไรบ้าง มีกิเลสอะไรในเวลาที่เห็นนี่น่ะ เอ๊ !  เวลาที่จิตรู้อยู่ในธรรมคือ การเห็น นี่น่ะ จิตเราเป็นอย่างไร ?

ก็ได้ความว่า แหม จิตเรานี่เยือกเย็น จิตเราไม่มีเลย ความพอใจและไม่พอใจ จะไม่เกิดขึ้นเลย ความฟุ้งซ่านอะไรต่ออะไรก็ไม่เกิดขึ้น แล้วก็มาแน่ใจของตัวว่า “ เออ ! ปัจจุบันนี่น่ะ ทางนี้แหละ “ จะต้องเป็นทางที่ทำให้ถึงพระนิพพาน หรือว่า มรรค 8 ก็ต้องอยู่ที่อารมณ์ปัจจุบัน ที่นี้ดิฉันสนใจ ก็ไปที่ประชุมทุกแห่ง ใครๆ ก็รู้จักดิฉันทั้งนั้น แหละ เพราะเที่ยวไปถามเพื่อจะรู้อารมณ์ปัจจุบัน ทำไม ต้องการอารมณ์ปัจจุบัน แหม ไปถามใครก็บอกไม่ได้ 10 ปีล่วงไปแล้วก็ยังไม่ได้อารมณ์ปัจจุบันนี่น่ะ ยังไม่ได้ ยังไม่ถึงอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน

ทีนี้ทำอย่างไรก็ไม่ได้ กี่ปี ๆ ก็ไม่ได้ 10 ปีอย่างไรก็อย่างนั้น อารมณ์ปัจจุบันนี้ มันอยู่ที่ไหนกัน แต่มันต้องมีแน่ ทีนี้ก็บังเอิญค่ะ ท่านอาจารย์พม่านี่ละค่ะ พวกพม่านี่ เขาไปทำมาหากินอะไรที่ไหน เขาจะต้องนิมนต์พระไปด้วย ไปปลูกสร้างเป็นวัดอยู่ในป่าบ้าง มุงแฝกบ้าง อะไรอื่น ๆ บ้าง ทำเป็นที่อยู่ของพระ เขาจะได้ทำบุญ เขาถือว่า ต้องทำบุญ

การทำมาหากินของเขา จะต้องทำบุญ เขาถึงจะทำมาค้าขึ้น มีความสุขความเจริญ เขาก็เลยนิมนต์อาจารย์นี่น่ะ มาอยู่ป่าเมืองกาญจน์ ที่บ่อพลอยน่ะ พวกพม่าที่ทำเหมืองบ่อพลอยน่ะ เขานิมนต์มาปีหนึ่ง เขาก็เอาไปส่งแล้วต่อมา พม่าที่อยู่ทางตลาดน้อยในกรุงเทพฯ นี่ ก็เลยไปนิมนต์มาบ้าง เขาไป นิมนต์พระองค์นี้มา เพราะพระองค์นี้ ท่านแตกฉานนะคะ ท่านแตกฉานมากทีเดียว เพราะว่า ท่านเรียนจบพระไตรปิฎก ใช้เวลา 15 ปีจบค่ะ พอจบแล้ว 15 ปีนี่น่ะ ไม่ใช่จะจบแต่เพียงเป็นปิฎก ๆ เท่านั้นก็พอ จบแล้ว

ยังต้องปรับเนื้อความในพระสูตร บางทีองค์ธรรมอันเดียวกัน แต่ในพระสูตรเรียกชื่ออย่าหนึ่ง ทีนี้ ถ้าหากว่า เราไม่รู้ความหมายของ อันนี้แล้ว ก็จะปรับปรุง ไม่ได้ แล้วก็เป็นอันว่า เราต้องไม่เข้าใจเนื้อความนี้ เมื่อไม่เข้าใจ แล้วมันจะติดต่อเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร ไม่เข้าใจเลย จะต้องปรับปรุงความเข้าใจ เหตุผล ชื่อที่เรียก ในพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมนี้ ต้อปรับปรุงให้เข้ากัน ถึงแม้จะชื่อคนละชื่อก็ตาม แต่ความหมายมีอันเดียวกัน ต้องรู้ เพราะฉะนั้น ต้องใช้เวลาอีก 2 ปีค่ะ นี่เขาเรียนกันอย่างนี้ เรียนจบแล้วแต่ท่านก็ยังปฏิบัติไม่เป็นเหมือนกัน ทีนี้เวลานั้นเรียนจบพระไตรปิฏกใหม่ ๆ ก็ไม่ได้ปฏิบัติเหมือนกัน ปฏิบัติไม่ได้ มาตอนหลังนี่ ท่านต้องไปเรียน ปฏิบัติอีก ท่านบอกว่า วิปัสสนาพม่านี่ ก็มีมากเหลือเกิน ลัทธิก็มีหลายอย่าง โดยมากก็เป็นสมถะคล้ายๆ กับเมืองไทย และวิปัสสนาวิธีนี้น่ะ เพิ่งมีขึ้น เมื่อท่านบวชเป็นพระแล้วได้ 2 ปี ทีแรกท่านบวชเณรอยู่ เมื่อบวชเป็นพระแล้วได้ 2ปี

วิปัสสนาอันนี้ถึงได้มีขึ้น ทีนี้ก็มีวัดร้างของมอญอยู่วัดหนึ่ง วัดนี้น่ะ อยู่ลึกเข้าไปในตรอกวัดดอนเข้าไปลึกถึงป่าช้า ต้องผ่านป่าช้าไปเป็นกิโล ๆ ทีเดียว ถึงจะเข้าไปถึง ท่านมาอยู่ที่วัดนี้ เขาก็นิมนต์มาอยู่พรรษาเดียวเหมือนกัน เอ๊ะ ทีนี้ท่านก็มาเข้าพรรษาอยู่พรรษาหนึ่ง 3 เดือนใช่ไหมคะ อยู่ได้เดือนหนึ่งผ่านไปแล้ว ทีนี้ล่าม คือ คุณหลวงประพันธ์ คุณหลาวงประพันธ์นี่น่ะ แกเป็นล่ามแปลหนังสือพม่า

แกเป็นคนทวาย แกพูดพม่าได้ อยู่ที่หอสมุด แล้วแกก็มาเป็นล่ามแปลภาษาไทย พม่าแปลเป็นภาษาไทย คนที่ไปหาท่านอาจารย์น่ะ พูดไทย พูดพม่าไม่เป็นท่านอาจารย์ก็พูดไทยไม่เป็น ก็ต้องมีคุณหลวงประพันธ์นี่แหละ แกก็ไปปลูกเรือนอยู่ในวัดปรก ซึ่งเป็นวัดเล็ก ๆ ไม่ใช่วัดใหญ่โตอะไร มีเนื้อที่ 12 ไร่ เท่านั้นเอง แต่ว่าล้อมรอบไปด้วยฮวงซุ้ยต่างๆ ล้อมไปหมดเลย ก็ต้องอาศัยแกเป็นล่ามแปล

เมื่อก่อนที่ประชุมธรรมะมีหลายแห่ง วันนี้ประชุมที่นั่น วันนี้ประชุมที่นี่ แล้วก็มีที่โบสถ์พราหมณ์หน้าวัดสุทัศน์นี่ เขาก็มีประชุม ดิฉันก็ไป ดิฉันไปทุกแห่งเลย เพื่อไปหาธรรมปัจจุบันว่า มันคืออะไร ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่า มันจะต้องอยู่ที่ปัจจุบัน แต่ว่าปัจจุบันนี่น่ะ มันอะไร ทีนี้นะคะ ทีนี้เราก็รู้แต่เห็นอย่างเดียว รู้ว่าเห็นน่ะ มันอะไร ได้ยินก็ไม่รู้อะไร ที่เห็นก็ไม่รู้ว่า เป็นรูปหรือเป็นนาม ไม่รู้อะไรทั้งหมดแหละค่ะ

รู้แต่ว่า ถ้าจิตของเราอยู่ที่นี่แล้ว กิเลสความยินดี ยินร้าย ความพอใจชอบไม่ชอบ จะไม่เกิด นี่สังเกตดูเอาเพียงแค่นี้ แต่ว่า นั่นจะเป็นรูปหรือเป็นนามไม่รู้ ทีนี้คุณหลวงประพันธ์แกก็ไปที่นั่น แกก็รู้ว่าดิฉันนี่น่ะแสวงหาวิปัสสนา แกก็ไปที่ประชุมนั้นก็พูดถึง วิปัสสนา แกบอกว่า “ นี่คุณ พระพม่า เขาเข้ามาสอนวิปัสสนา อยู่ที่วัดปรกนี่น่ะ แล้วการที่เขาเข้ามาสอนนี่น่ะ เขาห้ามการคิดนึก แปลว่า อดีตอนาคตไม่เอา คิดนึกนะคะ ก็ไม่เอา ต้องเห็นขึ้นมาเอง ไม่ใช่จะนึกขึ้นมาเองว่า รูปนามขันธ์ 5 มันก็ไม่เที่ยง มันก็เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่า นี้น่ะ นึกเอาไม่ได้ จะต้องเห็นขึ้นมาเองว่าอย่านั้น “

เออ! แหม ดิฉันก็สนใจขึ้นมา ว่าเห็นขึ้นมาเองน่ะ มันต้องเป็นปัจจุบัน ก็ถามคุณหลวงประพันธ์ว่า “ คุณหลวงคะ ที่เขาบอกว่า เขาเห็นมาเองน่ะ ไม่ได้ทำขึ้นมา ที่ว่าเห็นขึ้นมาเองน่ะ อะไร แล้วเห็นยังไง “

เผอิญคุณหลวงก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่เป็นล่ามแปลน่ะไม่รู้ เขาเห็นยังไง เห็นอะไรก็ไม่รู้ เออ ! ถ้าแกบอกว่า อ้า – เขาก็เห็นไตรลักษณ์ นี่แหละ คือต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย อะไร อย่างนี้น่ะ ดิฉันก็ไม่ไป เรื่องอะไรดิฉันจะต้องไปที่นี่ในเมืองไทยก็มีแยะไป เห็นอย่างนั้น ทีนี้แกก็บอกว่า “ ถ้าจะให้ดีละก็ คุณลองไปพูดกับเขาดูทีเถอะน่า ไปถามเขาดูเถอะ “ เพราะว่า แกก็เป็นล่ามอยู่ในวัดนั้น เอ้า ! ดิฉันก็ตกลงไป ไปกับแกทีเดียวในวันนั้นแหละ

บ่ายแล้วละไปถึง แกก็พาดิฉันไปที่ท่านอาจารย์ พอไปถึง ดิฉันก็กราบท่านอาจารย์ คุณหลวงประพันธ์ก็บอกว่า คุณแนบต้องการอยากจะรู้เรื่องวิปัสสนา ท่านก็นิ่ง ท่านก็ไม่ว่าอะไร แล้วทีนี้ดิฉันเรียนถามท่านว่า ที่ดิฉันอยากทราบน่ะ คือว่า อ้า—ทางที่จะไปนิพพานน่ะ เพื่อความสิ้นทุกข์น่ะ อาศัยอะไร ท่านก็บอกว่า อาศัย สติ

เออ ! ท่านก็ไม่บอกว่าอาศัยอารมณ์ปัจจุบัน ท่านบอกว่า อาศัยสติ ท่านไม่บอกว่า ตั้งอยู่ที่อารมณ์ 6 เวลานั้นน่ะอารมณ์ 6 นั่นน่ะ ดิฉันก็ไม่รู้ว่าอะไร รูป รส กลิ่น เสียง ทั้งๆ ที่ไปประชุมธรรมะนี่มากที่สุดเลย กินเวลาเป็นปี ๆ นะคะ  แต่ที่ดิฉันเกลียดที่สุด ภาษาบาลี ถ้าใครพูดภาษาลาลีละก็ ดิฉันไม่ฟังเลย ไม่เรียน ไม่อะไรอะไรทั้งนั้น เพราะอะไร ก็พูดแล้วไม่รู้เรื่อง เอามาพูดทำไม ภาษาแขก ภาษาอะไรต่ออะไร ดิฉันก็ไม่ได้เรียนภาษาแขก ไม่รู้จะพูดทำไม เหมือนนกแก้วนกขุนทองน่ะ จำไปเขาสอนให้มันสวดมนต์ก็มี มันก็สวดไปไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะฉะนั้น อย่ามาพูดภาษาบาลีเลย แล้วก็ดูถูกด้วยนะคะว่า ฮึ ! ภาษาบาลีน่ะ พระพุทธเจ้าพูดหรือใครพูดก็ไมรู้ ใครๆ ก็อาจจะแต่งขึ้นมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง อาจจะไม่มีเหตุผล ถึงความจริงก็ได้ เพราะท่านอาจารย์บอกว่า ที่ถามว่า สติตั้งที่ไหน ?

ท่านก็บอกว่า ที่รู้ รู้อะไร ? ท่านก็บอกว่า รู้อารมณ์ทั้ง 6 อารมณ์ทั้ง 6 น่ะ ดิฉันไม่รู้นะ อะไรก็ไม่รู้ รูป รส กลิ่น เสียง โผฐฐัพพะ ธรรมารมณ์นี่น่ะ แค่นี้แหละ ดิฉันก็รู้ ทั้งที่ไม่สนใจเลยในภาษาบาลี ท่านก็ไม่ว่ากระไร

ทีนี้ท่านเห็นว่า งง สงสัย ท่านก็บอกว่าถ้าจะให้ดีละก็ ให้มาลองทำดู ดิฉันก็นัดวันท่านทันทีเลย เอ้า – บอกว่า วันเสาร์ดิฉันจะมา วันเสาร์มาแน่ พอวันเสาร์ ดิฉันก็ไป ดิฉันนี่เป็นคนกลัวผีที่สุดเลย แล้วไปอยู่ที่มีป่าช้าล้อมรอบอย่างนั้น แหม ใจนี่เต้น พอดีเลยไม่สบายใจแล้ว

เพราะว่ามันมองเห็นแต่ฮวงซุ้ย ปิดหน้าต่างประตูข้างหลัง ไม่เอาแล้ว น้ำท่าตักเข้ามาเสร็จเลยในเรือน เขามีเรือนอยู่ 5 หลังนะคะ เวลานั้นพวกพม่าเขาปลูกนะคะ แล้วดิฉันก็ไปอยู่หลังหนึ่ง แล้วดิฉันคนเดียวเสียด้วย ไม่มีนะคะ คนไทยไม่มีไปปฏิบัติ แล้วคนไทยก็ไม่รู้จักด้วยวัดพม่า พม่าเองก็ไม่มีมาปฏิบัติ ก็มีดิฉันคนเดียวอยู่เรือนหนึ่ง แล้วอีก 3 หลังก็ว่าง ก็ขอให้คุณหลวงประพันธ์พาไปหาท่าน ก็บอกว่า ดิฉันมาแล้ว มาเข้าวิปัสสนา

ท่านก็ถามดิฉันว่า รู้จัก นามรูป แล้วหรือยัง เพราะว่าคนที่เรียนอภิธรรมแล้ว ต้องรู้จักนาม รู้จักรูปนะคะ รู้จักนามรูปแล้ว หรือยัง ดิฉันก็บอกว่า ยังไม่รู้ ท่านก็บอกว่า เอ๊ะ ! เมืองไทยเขาไปไม่ทำวิปัสสนากันบ้างหรือ ดิฉัน บอกว่า ทำค่ะ เมืองไทยนี่ มีวิปัสสนาทั้งนั้นเลย ทุกแห่งเป็นวิปัสสนาหมด สมถะไม่มีใครทำ เขาทำวิปัสสนากันทั้งนั้น แหละค่ะ ท่านก็บอกว่า เอ๊ะ ! เขาทำวิปัสสนา เขาไม่มีรูปมีนาม แล้วเขาเอาอะไรไปทำ ท่านก็ถามมาอย่างนั้นนะคะ

ดิฉันก็บอกว่า ไม่ทราบ เอาอะไรทำก็ไม่รู้ เขาทำวิปัสสนากันทั้งนั้นแหละ ที่ดิฉันจะทำนี้ ก็จะทำวิปัสสนา เหมือนกัน ท่านก็บอกว่า ต้องให้เข้าใจรูปนามเสียก่อน ท่านจึงบอกให้คุณหลวงประพันธ์สอนดิฉัน อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ที่เรียกว่า อารมณ์ในการปฏิบัตินี่น่ะ จะต้องไม่พ้นจากรูปนาม เพราะธรรมชาติ ที่มีอยู่แท้จริง ก็คือ รูปกับนามเท่านั้น นี่น่ะ ธรรมะทั้งหมดจะอยู่ที่รูปกับนามเท่านั้น ทีนี้ ท่านก็ให้สอนรู้ว่า รูปอะไร นามอะไร ที่จะกำหนดก่อนในทีแรก ๆ ท่านบอกให้คุณหลวงประพันธ์สอน ก็ไม่ต้องมากแหละค่ะ สอนกันอยู่ 2 วันเป็นอย่างมาก เพราะเราสนใจอยู่แล้ว พอได้รูปนามแล้ว ท่านก็ให้วิธีปฏิบัติว่า เวลานั้นต้องรู้ที่นั่น อย่างนี้ แล้วท่านห้ามภาษาบาลี ดิฉันก็ถูกใจอย่างหนึ่ง ห้ามไม่ให้คุณหลวงพูดภาษาบาลีเลยนะคะ

เพราะฉะนั้น ต่อมาทีหลังนี้น่ะ คนที่จะเป็นอาจารย์ ห้ามไม่ให้พูดบาลีกับคนที่ไม่รู้ภาษาบาลี ท่านบอกว่า การจะพูดภาษาบาลี ต้องพูดกับคนที่รู้และเข้าใจภาษาบาลี เพราะฉะนั้น ความเข้าใจอันนั้น มันจะได้หยั่งลงถึงสภาวะที่เป็นเหตุผลแท้จริงได้ เพราะรู้แต่ชื่อก็ไม่รู้อะไร มันก็เข้าถึงสภาวะไม่ได้ ชื่อมันอาจจะมีมากมาย ทีนี้บอกว่า จักขุวิญญาณเห็นรูปไม่เอา จักขุวิญญาณมีหน้าที่อะไร เห็นรูป จักขุวิญญาณไม่ให้พูดถึงเลย ไม่ต้องพูดถึงจักขุวิญญาณ แล้วก็เห็นรูปารมณ์ก็ไม่เอาทั้งนั้น ให้ใช้คำว่า เห็น ไม่ต้องใช้จักขุวิญญาณน่ะ ชื่อมัน แต่ว่าการงานของมันคืออะไร ?

ธรรมชาติจริง ๆ ของมันน่ะ อะไร คือ การเห็น นั่นเอง การเห็นนี่แหละ เป็นหน้าที่ และเป็นกิจของจักขุวิญญาณ ทีนี้ เมื่อพูด เห็น แล้ว เราก็เข้าใจ ที่เห็นนี่ เราก็รู้ใช่ไหมคะ ว่าทางไหน อะไรต่ออะไรเราก็รู้ว่า เห็นด้วยตานี่อย่างนี้

เพราะฉะนั้น ท่านถึงให้พูดให้ใช้คำว่า เห็น แทนที่จะพูดว่า จักขุวิญญาณ แปลว่า ความรู้สึกของเรานี่น่ะเวลาทำงาน จะต้องเอาสภาวะมาทำงาน เพราะฉะนั้น คำว่าเห็นนี่ง่าย เขารู้จักสภาวะแล้ว เขาก็จะต้องมีสติอยู่ที่การเห็น เพราะเห็นนี่ มันเป็นสภาวธรรม ทีนี้ก็สอนอยู่อย่างนี้น่ะ 2 วัน ท่านก็มาสอนเอง ทีแรกท่านก็บอกตามอารมณ์ 6 ก่อนนะคะ แต่ที่จริงก็เป็นอย่างนั้น

การสอนวิปัสสนา ควรจะสอนให้รู้ทั้ง 6 อารมณ์ แต่โดยมาก ดิฉันก็เห็นว่า แหม 6 อารมณ์นี่ยากจริง เพียงแต่อิริยาบถ 4 อย่างนี่ ยังยากมาก กว่า จะรู้นะคะ หลายวันกว่าจะเข้าใจถูก เพราะฉะนั้นก็ให้เอา 4 อย่าก่อน เพราะ 4 อย่างก็บรรลุถึงนิพพานได้ เป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน โดยมาก พระอรหันต์ที่สำเร็จอิริยาบถก็มีมาก ถึงได้เอาแต่เพียง 4 อย่างก่อนเถอะ มีมากนักกลัวจะจำไม่ไหว แล้วพวกเราในประเทศไทย ก็มีความเข้าใจอภิธรรมกันน้อยนะคะ เพราะฉะนั้น การทำวิปัสสนานี่ ต้องถือเอาเนื้อความตามสภาวะในอภิธรรม ท่านก็บอกว่า ให้มีสติรู้นะเวลาเห็นนี่น่ะ เห็นเป็นนาม เวลาเห็นต้องรู้ขณะเห็นว่า นามเห็น นะคะ

นามให้เห็นรู้อย่างนั้นแล้วก็ให้รู้อยู่ที่เห็น เพราะการเห็นนี่เป็นปัจจุบันธรรม เห็นตรงที่ กำลังเห็นอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นความไม่เที่ยงของจักขุวิญญาณนี้น่ะ เราต้องมีสติรู้กำลังเห็น หรือเห็นความไม่เที่ยงของโสตวิญญาณ เราจะต้องมีสติรู้อยู่ในขณะได้ยิน เราถึงจะรู้ว่า เที่ยงหรือไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นตามธรรมดาสภาวะนี่น่ะ เขาต้องมีการเกิดดับอยู่เรื่อย เสมอทีเดียว

เพราะฉะนั้น อะไรเกิดดับจักขุวิญญาณไม่เที่ยงเกิดดับ ถ้าเอาชื่อจักขุวิญญาณไม่เที่ยงเกิดดับ เราก็ดูไม่ถูกสภาวะ เราไม่เข้าใจนะคะ เอาเห็นนี่แหละ นามเห็นนี่แหละ ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น จะต้องดูที่เห็น ถึงจะเห็นว่า ไม่เที่ยง เพราะเห็นนี่ เป็นสภาวธรรมของวิญญาณจิตขณะหนึ่ง ซึ่งมีอายุเพียงอุปาทะฐีติ ภังคะ เท่านั้น

เพราะฉะนั้น เราก็ดู พอท่านสอนว่าตาเห็น หูนี่ได้ยินนะ ขณะนั้นน่ะขณะที่ได้ยินน่ะ ต้องรู้ขณะได้ยินนั้นว่า เป็นนามนี่ ต้องรู้ขณะได้ยิน ไม่ใช่รู้ตามหนังสือ ถ้าปฏิบัติละก็ต้องรู้ ขณะนี้สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสิ่งนั้น ก็ไม่มีอะไรจะให้ความจริงแกเรา แหม

ดิฉันก็ดีใจแล้วละ เวลานั้นก็ยังไม่ได้ปฏิบัติอะไรเห็นอะไรเลย แต่รู้ เพราะอาจารย์บอกให้รู้อยู่ที่เห็นนี่ อยู่ที่นามเห็น แต่เวลานั้น ดิฉันไม่รู้ ดิฉันก็รู้อยู่แล้วว่า ที่เห็น แต่ดิฉันไม่รู้ว่า เห็นเป็นนาม เพราะมันรู้เอง เวลานั้น อภิธรรมก็ไม่มีเรียนกันเลย ไม่มีเลยในประเทศไทย ทีนี้ก็พอกำหนดอย่างนั้น ดิฉันก็ดีใจ รู้สึกว่า ศรัทธาก็มาเพิ่มนะคะ ก็สนใจในการปฏิบัติ ท่านก็พยายามเคร่งครัดให้รู้อยู่ในอารมณ์ปัจจุบัน

ดิฉันไปปฏิบัติอยู่ 4 เดือนเต็ม ๆ นะคะ ติดต่อกันไปเลย 4 เดือนนี่นะคะ ทีแรกเห็นนี่ เห็นอนัตตา คือพอมันรู้สึกเป็นนามเป็นรูปเท่านั้นล่ะค่ะ แหม ใจเรานี่มันสลด คล้าย ๆ กับว่า ร่างกายเรานี้ ไม่มีสาระอะไรเลย ตัวก็ไม่มี ตนก็ไม่มี เราก็ไม่มี อะไรอย่างนี้น่ะ คล้าย ๆ กับว่า ร่างกายเรานี้ ไม่มีสาระอะไรเลย ตัวก็ไม่มี ตนก็ไม่มี เราก็ไม่มี อะไรอย่างนี้น่ะ คล้าย ๆ กับ แหม มันไม่มีที่พึ่งมันหมดที่พึ่ง คือ มันไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องอุ่นใจเลย ในร่างกายเรานี่น่ะ แหม ใจหายวูบลงไป แต่ว่าเห็นอนัตตา คือ ในลักษณะทั้ง 3 นี่น่ะ จะเห็นอันใดอันหนึ่งก็ได้ ก็ถึงกันทั้ง 3 นะคะ เช่นอย่างเห็นอนัตตานี่น่ะ ก็ชื่อว่า เห็นไม่เที่ยงด้วย เห็นเป็นทุกข์ด้วย

อย่างในพระสูตร ที่พระพุทธเจ้าถามปัญจวัคคีย์ ในธรรมจักร ถามว่า รูปนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ถามทุกอันนะคะ ตั้งแต่รูปไปจนถึงวิญญาณขันธ์ ถามทุกอัน รูปนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ปัญจวัคคีย์ก็บอกว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าค่ะ ท่านก็ถามปัญจวัคคีย์อีกว่า สิ่งที่มันไม่เที่ยงน่ะ มันเป็นทุกข์หรือเป็นสุขล่ะ ปัญจวัคคีย์ก็บอกว่าเป็นทุกข์พระเจ้าค่ะ สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์นั้นน่ะมันเป็นตัวเป็นตนเราหรือ สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์นี่หรือ ควรหรือจะเห็นว่า เป็นตัว เป็นตน ปัญจวัคคีย์ก็บอกว่า ไม่ควร แปลว่า ถึงกันหมดนะคะ ไตรลักษณ์นี่น่ะ

เมื่อเห็นไม่เที่ยงก็ต้องเห็นทุกข์ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็ต้องเป็นทุกข์ด้วย สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ก็ต้องเป็นอนัตตาด้วย เพราะบังคับบัญชาไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนั้น ดิฉันปฏิบัติอยู่นั้น อย่างเคร่งครัดนะคะ ก่อนที่จะไปปฏิบัตินี่น่ะ ติดหมดทุกอย่างเลยนะคะ กาแฟ หมาก บุหรี่ก็สูบ เอาหมดทุกอย่างเลยนะคะ ยานัตถุ์ ก็นัด มีพร้อมทุกอย่างที่ติดไป แต่ว่าพอไปถึง เข้าปฏิบัติแล้ว สิ่งเหล่านี้ ไม่มีใครต้องห้ามเลย ไม่อยากนัดเอง บุหรี่ก็ไม่ต้องการสูบ คือ จิตใจ มันคล้าย ๆ กับว่า มันยกขึ้นจากกิเลส กิเลสที่เข้าไปหล่อเลี้ยง เหมือนกับปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำไม่มีน้ำเลี้ยงเลย น้ำคือกิเลส ใจคอก็ไม่เห็นว่ามีอะไรเป็นที่แก้ทุกข์ หรือเป็นที่พึ่งได้ ไม่มีเลย อนัตตานี่ แหม มันไม่มีอะไรเลย

ทีนี้ท่านอาจารย์ก็ถามดิฉันว่า แหม เดี๋ยวนี้ดิฉันผอมแล้วไม่มีเลยเรื่องอาหารนี่ ตามธรรมดาเรื่องอาหารนี่ เป็นคนที่จู้จี้ที่สุดเลย ถ้าจะทำแกงอะไรหรือผัดอะไร ถ้าจะขาดอะไรไปสักอย่าง เช่น ขาดผักชีนี่น่ะ ไม่เอาแล้ว ไม่กินแล้วอย่างนั้น ต้องครบต้องสมบูรณ์ด้วย เป็นคนจู้จี้ อาหารก็ทำเอง จะซื้อน้ำปลาสักขวดหนึ่ง ก็เที่ยวได้ชิมไปทุกแห่งหน ถูกใจจึงจะซื้อ เวลาไปก็ผัดพริกขิงไปขวดหนึ่ง กุ้งแห้งป่นไปขวดหนึ่ง หมูหวานไปขวดหนึ่ง น้ำพริกเผาไปขวดหนึ่ง อาหารเอาไปพร้อมมูลหมดเลย เพื่อประเดี๋ยวจะกินข้าวเขาไม่ได้ ดิฉันทานข้าวหนเดียว ทานหนเดียวเท่านั้นเอง

ที่จริงไม่เคยถือ ท่านอาจารย์ถามว่าจะรับศีลอะไร รับศีล 8 หรือศีล 5 ดิฉันก็บอกว่า รับศัล 5 เถอะ ไม่รับศีล 8 ประเดี๋ยวหิวแล้วจะลำบาก แม้ว่ารับศีล 5 ก็จริง แต่ว่าก็ไม่ทานลองไม่ทานข้าวเย็นดู เราจะเว้นเอง ก็เว้นข้าวเย็นก็ไม่ทาน แหม อาหารก็น้อยนะคะ แต่ว่าจิตใจมันบอกไม่ถูกเลยค่ะว่า มันโปร่ง มันไม่มีอะไรขัดขวางในใจเลย เรื่องอะไรที่จะทำให้เราไม่สบายหรือเรื่องอะไรที่จะทำให้เราต้องติดข้องอะไร แหมมันไม่มีเลยทุกอย่าง

ที่นี้การปฏิบัติก็สะดวก เราจะกำหนดอารมณ์อะไรเป็นปัจจุบันก็ได้ และอาหารที่ทำไปน่ะไม่เคยหยิบมาทานเลย เพราะจิตมันอยู่กับปัจจุบัน ไม่เคยนึกถึงเลยว่า เรามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่เคยเลยค่ะ แล้วท่านอาจารย์ก็ห้าม ห้ามเด็ดขาดเลย ห้ามพูดเป็นอันขาดเลย ใครจะไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนไม่ได้ ท่านก็นั่งอยู่ที่กุฏิท่านนั่นแหละ แต่ว่ากุฏิท่าน มันแลเห็นประตูวัดทางที่จะเข้าไป ท่านก็นั่งอยู่อย่างนั้น

ทีนี้พอมีคนไทยเข้าไป ท่านก็บอกเร็ว คุณหลวงประพันธ์มีคนไทยมา ประเดี๋ยวจะไปขึ้นเรือนกรรมฐานให้มาหาท่าน พวกคนไทยเขาบอกว่า จะมาเยี่ยมดิฉัน คุณหลวงก็พาไปหาท่าน ท่านก็ถามว่า มาธุระอะไร แกก็บอกว่า ไม่มีธุระ จะมาเยี่ยมค่ะ ขอไปเยี่ยมอาจารย์ เวลานั้นก็มีคนนับถือดิฉันมากเหมือนกัน ใครจะมาเยี่ยม ท่านบอกว่าสบายดี เขาไม่เจ็บไม่ไข้อะไร

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเยี่ยมหรอก ท่านห้ามไม่ให้เยี่ยม เพราะท่านห้ามพูดนี่ค่ะ ท่านบอกว่า เขาสบายดี เขาไม่เจ็บไม่ไข้อะไร ไม่ต้องมาเยี่ยมหรอก นึกว่ามีธุระจำเป็นอะไรก็ให้สั่งท่านไว้ เขาก็ไม่มีอะไร อีกคนหนึ่งไปเยี่ยมเหมือนกัน แต่ว่าเร่อร่าอย่างไรก็ไม่รู้ ไปบอกว่า จะมาเข้ากรรมฐาน ท่านเลยจับตัวให้เข้ากรรมฐาน ไปอยู่อีกหลังหนึ่ง ทีนี้แกก็โกรธดิฉัน ร้องไห้ว่า ใจคอ แหม เรามาแล้ว จะให้พบหน่อยก็ไม่ได้ ไม่รู้อยู่ที่ไหน ทำไมไม่บอก พุทโธ่ เรามานี่ ก็อยากจะพบนี่นะ