#echo banner="" ทุกข์และการกำหนดทุกข์  อ. แนบ มหานีรานนท์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ทุกข์และการกำหนดทุกข์
โดย
อาจารย์แนบ มหานีรานนท์
คัดลอกจากหนังสือชื่อเดียวกัน
จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกครบรอบปีที่ ๘
มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์

คำนำ

เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ ๘ ของมูลนิธิแนบมหานีรานนท์ ในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๒ คณะกรรมการมูลนิธิ ฯ ได้กำหนดการบำเพ็ญกุศลประจำปีขึ้นในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ เพื่อความสะดวก พร้อมเพรียงแก่นักศึกษาและท่านสาธุชน จะได้ไปร่วมกุศลในวันหยุดงาน

ในงานนี้ ได้จัดพิมพ์หนังสือธรรมะขึ้น เป็นธรรมบรรณาการ โดยได้คัดเลือกเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติของท่านอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ เห็นว่าเรื่องทุกข์และการกำหนดทุกข์ เป็นเรื่องที่นักปฏิบัติทั้งหลายควรได้ทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไป

อนึ่ง มูลนิธิ ฯ ว่างเว้นจากการออกหนังสือ “ปัญญาสาร” มาเป็นเวลานาน เนื่องจากผู้จัดทำ มีภาระในการจัดทำตำราเรียนเสียเป็นส่วนมาก จึงเห็นว่า ควรจะส่งหนังสือเล่มนี้ให้บรรดาสมาชิกปัญญาสารได้อ่านด้วย สำหรับหนังสือปัญญาสารนั้น อยู่ในระหว่างการตรวจข้อความจากการถอดเทป จึงต้องขออภัยที่ให้อดใจรอไปก่อน

ในเรื่อง “ทุกข์และการกำหนดทุกข์” นี้ จะชี้แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติอย่างไร ? และเพื่อประโยชน์อะไร ? พุทธศาสนิกชนจะได้เข้าใจการปฏิบัติในพุทธศาสนาที่ถูกต้อง

หนังสือนี้ จึงเหมาะสำหรับผู้สนใจการปฏิบัติมาก แต่จะยากสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจในพุทธศาสนาบ้าง

อย่างไรก็ตาม ถ้าได้อ่านกันด้วยการพินิจพิจารณาให้ละเอียดลออแล้ว ก็จะทำความเข้าใจได้ตามสมควร

ขออนุโมทนาในกุศลเจตนา ที่ท่านทั้งหลายให้ความสนใจและสนับสนุนงานของมูลนิธิ ฯ ด้วยดีตลอดมา

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและกุศลเจตนาในอันที่จะช่วยกันทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาของเราท่านทั้งหลายจงเป็นพลวปัจจัยให้ทุกท่าน ประสบความสุขสวัสดีในชีวิต มีสติปัญญา สามารถเห็นธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นด้วยกันทุกท่าน เทอญ

 

วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี

๓๑ มกราคม ๒๕๓๒

ทุกข์และการกำหนดทุกข์
โดย
อาจารย์ แนบ มหานีรานนท์

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

ขอกราบนมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ และท่านผู้ฟังทั้งหลาย

เรื่องที่จะพูดกันในวันนี้ คือเรื่อง “ทุกข์และการกำหนดทุกข์” ว่า จะกำหนดอย่างไร จึงจะเป็นการถูกต้อง เพราะว่า การเจริญวิปัสสนานั้น คือให้ไปดู ทุกข์ แต่บางท่านที่ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของการวิปัสสนา ก็เข้าใจว่า การเจริญวิปัสสนา เพื่อจะให้ได้รับความสุข เพราะฉะนั้น ที่ว่า วิปัสสนา คือการดูทุกข์ หรือการกำหนดทุกข์ ก็อาจจะสงสัยว่า เรื่องอะไร จึงให้ดูทุกข์ ทุกข์มันดีอย่างไร ? และดูไปทำไม ?

ฉะนั้นก่อนที่จะรู้ว่า ทุกข์ คืออะไร ? ก็ควรจะทราบเสียก่อนว่า ทุกข์ นั้นมีกี่อย่าง อะไรบ้าง ? เพื่อจะได้ทราบว่า วิปัสสนานั้น ดูทุกข์อะไร ? ทุกข์ นั้น พอสรุปได้ มีอยู่ ๔ หรือ ๕ ประการ คือ :-

๑. ทุกขเวทนา ทุกขเวทนา เป็นทุกข์ขั้นต้น ซึ่งหยาบหน่อย ดูง่าย เห็นว่าย และใคร ๆ ก็ได้ประสบมาแล้วทุกคน ทุกขเวทนา คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ทุกท่านคงทราบกันแล้ว และทุกคนก็คงรู้แล้วว่า ความไม่สบายการ ไม่สบายใจนั้นเป็นอย่างไร ?

๒. สังขารทุกข์ คือทุกข์เพราะการแก้ไข สังขารทุกข์หรือทุกข์สภาวะนั้น จะนับว่าเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ หรือจะแยกเป็นสังขารทุกข์ และสภาวะทุกข์ก็ได้ ถ้าแยกเป็นสอง ก็แยกสภาวะทุกข์เป็นข้อที่ ๓

๓. สภาวะทุกข์ คือตัวขันธ์ ที่มีการเกิดดับ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

๔. ทุกขลักษณะ ทุกขลักษณะ คือ ทุกข์ในสามัญลักษณะ มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้แก่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สามัญลักษณะนี้มีอยู่อย่างละ ๔ ขั้น คือ :-

 

อนิจจ

อนิจจลักษณะ

 

อนิจจนุปัสสี

อนิจจวิหารี

และทุกข์ก็มี ๔ ขั้น คือ

 

ทุกข์

ทุกขลักษณะ

 

ทุกขนุปัสสี

ทุกขวิหารี

ส่วนอนัตตาก็เช่นเดียวกัน มีอยู่ ๔ ขั้น ได้แก่

 

อนัตต

อนัตตลักษณะ

 

อนัตตนุปัสสี

อนัตตวิหารี

๕. ทุกขสัจ ทุกขสัจ คือทุกข์ทั้ง ๔ อย่าง ดังกล่าวแล้วทั้งหมด

ถ้าจะถามว่า ทุกข์ใน ๔ อย่างนี้ วิปัสสนา ดูทุกข์อะไร ?

ก็ขอตอบว่า ดูทุกข์ทั้งหมด คือต้องรู้ทั้งหมด ถ้ารู้ทุกข์หมดทุกอย่างนี้ ผู้นั้นก็จะได้เห็นอริยสัจธรรม เพราะสัจธรรมที่สุดสายปลายทางของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายอยู่ที่ ทุกขสัจ คืออยู่ตรงที่ อริยสัจธรรม ซึ่งทุก ๆ ท่านทราบแล้วว่า อริยสัจธรรม เป็นพุทธประสงค์ ที่ต้องการจะให้สัตว์ทั้งหลายได้รู้ ได้เห็น

ฉะนั้น ถ้าเราถึง ทุกขสัจ เมื่อใด เราก็จะต้องแจ้งอริยสัจธรรมทั้ง ๔ เมื่อนั้น นี่คือ การรู้ทุกข์ด้วย วิปัสสนาปัญญา

ทุกขสัจ กับทุกข์อื่น ๆ ต่างกันอย่างไร

ถ้าจะถามว่า ทุกขสัจต่างจากทุกขเวทนาอย่างไร ? ต่างจากสังขารทุกข์, ต่างจากสภาวะทุกข์ และต่างจากทุกขลักษณะหรือไม่ ? ขอตอบว่า ไม่ใช่อย่างนั้น “ทุกข์ทั้งหมดก็รวมอยู่ในทุกขสัจ” และเราต้องเข้าใจว่า ตามที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาไว้ จะเป็นพระไตรปิฎกก็ดี หรืออีกมากมาย ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ดี ก็อยู่ในอริยสัจธรรมทั้งหมด จะต้องเนื่องอยู่ทั้งหมด ไม่มีอะไรที่นอกเหนือจากอริยสัจเลย

เพราะว่า คำสอนของพระพุทธองค์ มิได้มีจุดมุ่งหมายอย่างอื่นเลย มีจุดหมาย เพื่อที่จะให้เรารู้อริยสัจเท่านั้นเอง

เพราะอริยสัจ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา คำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนาก็เพื่อต้องการให้สัตว์ทั้งหลายได้บรรลุ หรือได้แจ้งอริยสัจธรรมเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น ทุกข์ทั้งหมดที่อธิบายมาแล้ว ก็รวมอยู่ในทุกขสัจ

จุดประสงค์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นเพื่ออะไร ?

เมื่อเราพูดกันในเรื่อง ปฏิบัติ เราก็ต้องรู้ถึงจุดหมายปลายทางของการปฏิบัตินั้นว่า เพื่ออะไร ?

ก็เพื่อ การบรรลุอริยสัจธรรม อันเป็นผลให้ผู้ปฏิบัติถึงความพ้นทุกข์ทั้งปวง เราต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องอย่างนี้เสียก่อน หรือการเจริญสติปัฏฐาน ก็เพื่อการบรรลุอริยสัจธรรมเช่นเดียวกัน ข้อปฏิบัติทั้งหมดตามนัยนี้ ก็เพื่อบรรลุอริยสัจธรรมทั้งนั้น

กิจของอริยสัจ มีอย่างไร ?

ในอริยสัจนี้พระพุทธองค์ท่านวางกิจไว้อย่างไร ? คือการปฏิบัติในอริยสัจธรรมนี้ เราจะทำอย่างไร ? อริยสัจนั้นมี ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และท่านวางกิจในอริยสัจไว้ดังนี้

๑. ทุกข์ เป็นกิจที่ต้องกำหนดรู้

๒. สมุทัย เป็นกิจที่ต้องละให้หมดไป

๓. นิโรธ เป็นกิจที่ต้องทำให้แจ้ง

๔. มรรค เป็นกิจที่ต้องเจริญให้เกิดขึ้น

เราต้องเข้าใจในกิจ หน้าที่อย่างนี้เสียก่อน เมื่อเราเข้าใจในกิจหน้าที่ของอริยสัจดีแล้ว เวลาปฏิบัติก็ให้เป็นไปตามกิจ หรือหน้าที่นั้น

ปฏิบัติอย่างไร ?

ก็ปฏิบัติกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง ทำมรรคให้เกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติเพื่อจะบรรลุอริยสัจ จะต้องทำไปตามกิจของอริยสัจและการปฏิบัติ จะต้องทำจำเพาะเจาะจงลงในกิจของอริยสัจนี้ จึงจะเป็นหนทางที่ถูก

ฉะนั้น จึงขอให้ท่านผู้ฟังได้โปรดทำความเข้าใจตามเหตุผลนี้เสียก่อน

ทุกข์ที่ต้องกำหนดรู้นั้น ควรกำหนดรู้ทุกข์อะไรก่อน ?

ตามที่อธิบายมาแล้วว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้นั้น คือ ทุกข์อะไร ?

ในบรรดาทุกข์ ๕ อย่างนั้น ขั้นแรก ก็ต้อง รู้ทุกขเวทนาก่อน เพราะเมื่อกี้นี้ก็ได้เรียนให้ท่านผู้ฟังทราบแล้วว่า ทุกข์ทั้งหมดอยู่ที่ ทุกขอริยสัจ และที่บอกว่า รู้ทุกขเวทนาก่อน เพราะอะไร ? เพราะว่า ทุกข์ทั้งหมดนั้น ทุกขเวทนาเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่แก่เราเสมอ แทบจะทุกเมื่อและทุกอิริยาบถ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมา เราก็แก้ทุกขเวทนาเรื่อยไปจนกระทั่งหลับ และแม้แต่การหลับนั้น ก็เป็นการแก้ทุกข์อยู่ในตัวแล้วเหมือนกัน ดังนั้น เราจึงต้องกำหนดรู้ทุกขเวทนาก่อน

ทุกขเวทนาจะกำหนดรู้ได้อย่างไร ?

ท่านทราบด้วยเหตุผลแล้วว่า การกำหนดทุกข์นั้น ต้องมีทุกข์ให้กำหนด จึงจะกำหนดทุกข์ได้ ถ้าไม่มีทุกข์แล้ว เราก็กำหนดไม่ได้

ที่ท่านให้กำหนดทุกข์ ก็คือ ให้กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ใช่ให้กำหนดรู้ความสุข ทุกข์เป็นตัวอริยสัจ เป็นของจริง ความสุขไม่ใช่ของจริง

การที่จะกำหนดทุกข์ที่ง่ายที่สุด ก็ต้องกำหนดรู้ทุกขเวทนาก่อน เพราะทุกขเวทนานั้น วันหนึ่ง ๆ เกิดแก่เรามามายจนนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่า แก้ทุกข์กันกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ในการปฏิบัติ เราก็ตามกำหนดรู้ ก็จะรู้ว่า เราถูกทุกขเวทนาบีบคั้นเบียดเบียนมากมายแค่ไหน ?

สังขารทุกข์กำหนดอย่างไร ?

สังขารทุกข์นี้ไม่ได้หมายถึงทุกขเวทนา หมายถึง การต้องแก้ไข เมื่อทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้วต้องแก้ไข การแก้ไขนี้แหละ เป็นทุกข์อันหนึ่งเหมือนกัน คือ เราต้องแก้ไขมันอยู่เสมอ

ถ้าจะอุปมา ก็เหมือนกับ ทุกขเวทนา นั้น ได้แก่ คนไข้ สังขารทุกข์ เหมือนกับ คนพยาบาล เมื่อเราเจ็บอยู่เสมอ ตั้งแต่ตื่นนอนก็เจ็บเรื่อยมา เราก็ต้องแก้ทุกข์เรื่อยมา ที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือ ต้องกิน ต้องอาบน้ำ ต้องถ่ายอุจจาระ ต้องถ่ายปัสสาวะ ต้องนั่ง นอน ยืน เดิน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เรื่อย เหล่านี้ ต้องทำ เพื่อแก้ทุกข์ทั้งนั้น ถ้าเราไม่แก้ไข เช่น ไม่กิน ไม่นอน ไม่ถ่ายอุจจาระ ไม่ถ่ายปัสสาวะ ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ก็ต้องเป็นทุกข์อย่างใหญ่หลวงทีเดียว อาจต้องถึงตาย แต่เราไม่รู้กันเอง และทั้งเราก็ไม่ได้กำหนดรู้ด้วยว่า เราต้องแก้ทุกข์กันเรื่อยอยู่เป็นนิจ

การนั่ง นอน ยืน เดิน ก็คือ เราต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เรื่อย การเปลี่ยนอิริยาบถนี้แหละ เป็นการแก้ทุกข์อยู่เหมือนกัน ซึ่งเราต้องแก้อยู่ทุกอิริยาบถ แต่เราไม่ทราบกันเท่านั้นเอง ที่ไม่ทราบก็เพราะไม่ได้พิจารณา นี่คือ สังขารทุกข์ เหมือนกับคนพยาบาลที่ต้องพยาบาลคนเจ็บ ให้นั่ง ให้นอน ให้ยืน ให้เดิน ต้องให้คนเจ็บทำอย่างนี้ เพราะอะไร ? ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็เป็นทุกข์ เพราะว่า คนเจ็บจะนั่งอย่างเดียว เดินอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าไม่เปลี่ยนอิริยาบถเลย จะเป็นอย่างไร ? ก็ต้องเป็นทุกข์อย่างมากมาย และที่เราเปลี่ยนไป ก็เพื่อจะแก้ทุกข์นั่นเอง เราจึงเปลี่ยนไป ก็เหมือนกับเราพยาบาลตัวเรานั่นเอง แต่เราก็ไม่เห็นสภาวะที่เป็นอยู่อย่างนี้

เราไม่เคยเห็นทุกข์อย่างนี้เลย เพราะอะไร ?

ก็เพราะขาดการพิจารณาในสิ่งที่เป็นกฎธรรมดา อันเป็นของจริง ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของสัตว์ทั้งหลาย เพราะเราเข้าใจว่า เป็นการดีที่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงอิริยาบถนี้

การเจริญวิปัสสนา ถ้าผู้ที่ไม่เข้าใจ ก็จะมุ่งไปหาทางพิเศษอื่น ๆ ส่วนกฎธรรมดาไม่ดูกันเลย อยากเห็นอะไรต่อมิอะไรที่เป็นพิเศษขึ้นมา ก็เลยไม่รู้ในสิ่งที่เป็นกฎธรรมดา แต่ความจริงแล้ว วิปัสสนานั้น จะต้องเห็นกฎ อันเป็นไปตามธรรมดานั่นเอง เพราะของจริงต้องเป็นไปตามกฎธรรมดา และต้องรู้กฎธรรมดา แต่ที่เราไม่รู้กฎธรรมดานี่เอง เรียกว่า “อวิชชา” ไม่รู้ทุกข์ ก็เรียกว่า อวิชชา

เพราะอวิชชา คือความไม่รู้นั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า คือ ความไม่รู้อริยสัจ ๔ การที่เราไม่รู้ทุกข์ โดยทุกข์นั้นเป็นตัวอริยสัจ การไม่รู้ทุกข์จึงเป็นอวิชชา นี่เราไม่ได้พิจารณากันเลย เราพยาบาลตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงบัดนี้ สภาพที่ต้องพยาบาลอยู่อย่างนี้นั้น ควรหรือที่จะเห็นว่า เป็นความสุข

สภาวะของทุกข์ที่เรียกว่า สังขารทุกข์ นี้ ต้องเป็นอยู่อย่างนี้เสมอ คือ ต้องแก้ไข ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ไม่หยุดหย่อน นี่เป็นสังขารทุกข์ แต่ว่า เราไม่เห็น ที่เราไม่เห็น เพราะอะไร ? เพราะเราไม่ได้พิจารณาเห็นเหตุผล และก็ไม่ได้ดูด้วย

สภาวะทุกข์ ตัวขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เป็นตัวสภาวธรรมทั้งหมด สภาวะอันนี้ มีความฉิบหาย เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ธรรมชาติของเขาไม่ยั่งยืน ท่านถือว่า เป็นสภาวะทุกข์ เช่นที่ท่านตรัสว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ปัญจุปาทานักขันทาทุกขา คือ ตัวขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ทั้งหมด ต้องพิจารณาตัวสภาวะ ถ้าสภาวะนั้นไม่มีแล้ว ทุกข์ทั้งหลาย ก็จะไม่มีเลย

เพราะฉะนั้น ทุกข์ ก็ได้แก่ ตัวขันธ์ ๕ นี้เอง

ทุกขลักษณะ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยงของเบญจขันธ์ คือ อนิจจัง นั้น มีลักษณะ ๔ ขั้น คือ อนิจจ อนิจจลักษณะ อนิจจนุปัสสี อนิจจวิหารี ผู้เจริญวิปัสสนาที่จะเข้าไปเป็นไตรลักษณ์นั้น ต้องได้ถึงลักษณะ ๔ อย่าง

อนิจจ ก็ได้แก่ เบญจขันธ์ เป็นตัว อนิจจ อนิจจลักษณะ ได้แก่ ความไม่เที่ยงต่าง ๆ ของเบญจขันธ์

และผู้เข้าไปเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็นธรรมที่ไม่ยั่งยืน เปลี่ยนแปลงไป มีเกิดขึ้น มีการดับไป เป็นต้น ของเบญจขันธ์นั้น ผู้เจริญวิปัสสนาเข้าไปเห็นอย่างนี้ เรียกว่า อนิจจนุปัสสี

ส่วน อนิจจวิหารี นั้น เมื่อเข้าไปเห็นอยู่อย่างนี้แล้ว จิตใจก็ต้องเข้าไปอยู่ในอารมณ์อันนั้น คือ ไตรลักษณะ โดยจะเป็น อนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตา อันใดอันหนึ่งก็ได้ คือเห็นไตรลักษณ์อันใดอันหนึ่งก็ชื่อว่า เห็นทั้ง ๓ เหมือนกัน จิตใจของผู้ปฏิบัติเข้าไปอยู่ในอารมณ์อันนั้น มีการไม่เที่ยง เป็นต้น ไม่ไปอยู่ที่อื่นเลย

เมื่อพิจารณาเนือง ๆ จิตใจก็เข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้น จิตที่เข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้นเรียกว่า อนิจจวิหารี คือ เข้าไปอยู่ในความรู้สึกแห่งอารมณ์ ที่เห็นว่า ไม่เที่ยง นั้น

ถ้าผู้ที่เข้าไปอยู่อย่างนี้จริง ๆ จิตใจประกอบอยู่ในอารมณ์ไม่เที่ยงแล้ว กิเลสก็จับไม่ได้ เพราะเห็นความไม่เที่ยง ความไม่เป็นสาระแก่นสาร เป็นอารมณ์อยู่อย่างนี้ กิเลสความยินดีในอารมณ์นั้น ก็เกิดไม่ได้ ทุกข์ก็เหมือนกัน หรือจะเป็นอนัตตา อันใดอันหนึ่งในสามัญลักษณะนั้น เมื่อเห็นลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ก็สามารถชำระกิเลสบรรลุถึงนิพพานได้

ในทุกข์ทั้ง ๔ อย่าง ดังที่กล่าวมานี้ อนิจจังก็มี ๔ ในทุกข์ก็มี ๔ และในอนัตตาก็มี ๔ เหมือนกัน ใน ๓ ลักษณะนั้น มีอย่างละ ๔ ผู้เจริญวิปัสสนาจะต้องเข้าถึงลักษณะ ๔ นี้แล้ว วิปัสสนา จึงจะดำเนินไป เพื่อบรรลุอริยสัจ หรือแจ้งนิพพานได้เช่น :-

ท่านผู้ฟังที่ฟังอยู่ในขณะนี้ ท่านก็ทราบกันมาแล้วว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง, ไม่เที่ยงอย่างไร ? อนิจจลักษณะ คือ ลักษณะไม่เที่ยงนั้น ท่านวางไว้ ๑๐ อย่าง มีความไม่เที่ยง, ไม่ยั่งยืน, ไม่มีแก่นสาร, เคลื่อนไหวไป, แตกดับ เป็นต้น จะเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๑๐ อย่างนี้ ก็ชื่อว่า ผู้นั้นเห็นความไม่เที่ยง คือเห็น อนิจจัง โดยใครจะเห็นอันใดอันหนึ่งก็ได้

อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ นั้น ท่านผู้ฟังที่อยู่ในที่นี้ ก็ศึกษามาแล้วว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง อนิจจลักษณะ คือ ความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์นั้น รูป ไม่เที่ยงอย่างไร ? เวทนา ไม่เที่ยงอย่างไร ? สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยงอย่างไร ? เราทราบกันแล้วหรือยัง เรารู้แต่ว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เพราะได้ศึกษามาแล้ว

รูปขันธ์ที่เห็นว่า ไม่เที่ยงนั้น พอจะรู้ได้, เพราะอะไร ? เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็มีแก่ มีเจ็บ มีตาย อย่างนี้ เป็นต้น มีการเปลี่ยนแปลงไป จะเป็นผมหงอก หรือ ตามืด ตามัว อะไร ๆ ก็แล้วแต่ สำหรับรูปขันธ์นี้ เราพอจะเห็นได้ แต่การเห็นอย่างนี้ เป็น จินตาปัญญา ไม่ใช่ วิปัสสนาปัญญา คือว่า อาศัยพิจารณาลูบไล้ประกอบ เอาอดีตกาลเข้ามา และก็จำได้ว่า ในอดีตเป็นอย่างนี้ และก็อาศัยสัญญากับมนสิการ เชื่อว่า ไม่เที่ยง

แต่เรื่อง เวทนา ไม่เที่ยง สัญญา ไม่เที่ยง สังขาร ไม่เที่ยง สัญญาณ ไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงอย่างไร ? อนิจจลักษณะอันนี้ เราเห็นไหม ? เราก็ไม่เห็น ที่ว่า อนิจจังไม่เที่ยงนั้น เรารู้ เรารู้แล้ว โดยการศึกษามาแล้ว เข้าใจแล้ว ก็นำมาคิดนึกเอา

อนิจจลักษณะ คือ ลักษณะความไม่เที่ยงนั้นเป็นอย่างไร ? อนิจจลักษณะ ความไม่เที่ยงของเบญจขันธ์ เป็นอย่างไร ? อันนี้ เราต้องเข้าไปเห็น ต้องเห็นตอนกำลังที่ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงจริง ๆ ในขณะนั้น ไม่ใช่เห็นด้วย อดีต อนาคต เพราะขันธ์ ๕ นี้ เขาแสดงความไม่เที่ยงอยู่เรื่อย ตั้งแต่เกิดมา มีความเกิดขึ้น ฉิบหายไป เกิดไป ดับไป อยู่เรื่อย ไม่มีหยุดเลย แต่ว่า เราไม่เห็น เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเข้าไปเห็นอันนี้ เรียกว่า ปัญญาของเราได้เข้าถึงอนิจจลักษณะ ว่าอนิจจลักษณะที่ไม่เที่ยงนั้นเป็นอย่างไร ?

อนิจจนุปัสสี คือ เห็นความไม่เที่ยงนั้น เป็นอย่างไร ? บางทีเรากำหนดดูอยู่ แต่ว่า ยังไม่เห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ ก็ได้ หรือว่าเจริญวิปัสสนาอยู่ แต่ยังไม่เห็น

อนิจจนุปัสสีนี้ คือ วิปัสสนาเกิดแล้ว และการเห็นอนิจจังนี้ ต้องเห็นด้วยวิปัสสนาปัญญา ไม่ใช่เห็นด้วยสัญญา ไม่ใช่รู้ด้วยสัญญา ต้องรู้ด้วย ภาวนาปัญญา ไม่ใช่รู้ด้วย จินตาญาณ หรือด้วยสุตตาญาณ ฟังแล้วไม่ใช่ว่า จะรู้ จะเห็น ขึ้นมา ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องเห็นด้วยวิปัสสนาปัญญา ตัว นุปัสสี นี้คือตัวเห็น

อนิจจวิหารี คือ เห็นความไม่เที่ยง เป็นอารมณ์นั้น ได้แก่ เห็นความไม่เที่ยงเข้าไปตั้งอยู่ในจิตใจ รู้สึกอยู่ในอารมณ์ไม่เที่ยงนั้น จะต้องรู้สึกว่า ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา และที่จะเข้ามาตรฐานถึงการชำระกิเลสนั้น ก็แล้วแต่วาสนาบารมีของใคร จะเห็นความไม่เที่ยง นานกี่มากน้อย อาจจะเห็นเมื่อเทศนาจบ หรือว่า จะต้องดูไปถึง ๗ เดือน ๗ ปี อย่างนี้ก็แล้วแต่บารมีของผู้นั้น เทื่อจิตเข้าไปตั้งอยู่ในอารมณ์ไม่เที่ยงนั้นแล้ว ก็ชำระกิเลสจนกว่าจะถึงที่สุด หมดจดด้วยความบริสุทธิ์เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็บรรลุอริยสัจธรรม อันเป็นที่สุดของวิปัสสนา

นี่พูดถึงแต่อนิจจัง ส่วนทุกขัง อนัตตาก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้ว ในเรื่องของอนิจจัง

ทุกข์ทั้งหมดที่อธิบายมาแล้ว จะเป็นทุกข์เวทนา หรือสังขารทุกข์ หรือสภาวะทุกข์ หรือทุกขลักษณะก็ตาม ก็จะต้องเข้าไปรวมลงอยู่ที่ ทุกขสัจ เพราะอะไร ? เพราะทุกขสัจนี้ เห็นด้วยปัญญา โดยเห็นว่า ทุกข์ นี้ เป็นสัจจะหมดทุกอัน

เท่าที่อธิบายมาแล้ว เป็นเรื่องสัจธรรมทั้งหมด แต่ว่า การที่จะเข้าถึงธรรมที่เห็นทุกข์เป็นตัวสัจธรรมเป็นของจริง แก้ไขไม่ได้ เบญจขันธ์เป็นทุกข์จริงอย่างนี้ ต้องเห็นจริงด้วยปัญญา แล้วแต่ปัญญาของใคร เมื่อพิจารณาในทุกข์ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว ซึ่งมีทุกขเวทนาเป็นต้น และการที่จะเข้าถึงปัญญาได้นั้น เป็นความสำคัญมาก

ถ้าเราแลเห็นทุกข์ทั้งหมดที่ได้เห็นมาแล้ว หรือเห็นความไม่เที่ยงก็ตาม ความไม่เที่ยงนี้ ในที่สุด ก็ต้องเห็นทุกข์เหมือนกัน หรือว่า เห็นทุกขลักษณะก็ต้องเห็นความไม่เที่ยงเหมือนกัน หรือเห็นอนัตตลักษณะ ก็ต้องเห็นทุกข์เหมือนกัน คือเห็นว่า เบญจขันธ์ไม่ใช่ของดี ไม่ใช่ของมีสาระอะไร อย่างนี้ต้องอยู่ในทุกขสัจทั้งหมด นี่ปัญญา เราเข้าถึงหรือยัง เช่น ทุกขเวทนาเป็นต้น จะเข้าถึงทุกขสัจได้ไหม ได้เหมือนกัน

ถ้าผู้มีปัญญาแล้ว พิจารณาเฉพาะทุกขเวทนาอย่างเดียว ก็สามารถจะเข้าถึงทุกขสัจได้ เข้าถึงได้อย่างไร ? คือว่า เมื่อเข้าไปแลเห็นแล้วว่า ทุกขเวทนาเกิดจากอะไร ? ทุกขเวทนา มาจากไหน ? ก็มาจาก นามรูป มาจากขันธ์ ๕ เพราะมีนามรูป มีขันธ์ ๕ จึงมีทุกขเวทนา ถ้าไม่มีนามรูป ไม่มีขันธ์ ๕ ไม่มีสภาวะทุกข์แล้ว ทุกขเวทนา จะมีมาจากไหน ? นี่อย่างนี้ เมื่อเห็นแล้ว ทีนี้เราจะแก้ไขได้ไหม ในเมื่อมี นามรูป แล้ว แก้ไขไม่ได้ สัตว์ทั้งหลาย ใครจะแก้ไม่ไห้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นนั้น แก้ไม่ได้ เพราะเป็นของจริง เรื่องนี้ ปัญญาที่เข้าถึงของจริงแล้ว ก็รู้ทีเดียวว่า เรื่องนี้แก้ไม่ได้ ถ้าจะแก้ไมให้มีทุกข์เลย จะทำอย่างไร ก็ต้องไม่ให้มีขันธ์ ๕ ต้องไม่ให้มี รูปนาม จึงจะไม่มีทุกข์ได้ นี่ปัญญา ก็หยั่งลงไปทีเดียว เมื่อแลเห็นแล้ว ก็รู้ว่า ทุกข์มาจากไหน มาจากเบญจขันธ์

เมื่อเห็นแล้ว ก็รู้สึกว่า ทุกข์ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเพราะมีเบญจขันธ์ มาจากเบญจขันธ์ทั้งนั้น ถ้าจะแก้ไม่ให้มีทุกข์เลย ก็ต้องไม่ให้มีเบญจขันธ์ นี่ตามหลักฐานที่พิจารณาอย่างมีเหตุผลจริง ๆ

เมื่อจะไม่ให้มีเบญจขันธ์ จะทำอย่างไร ? การมีเบญจขันธ์ คือ มีอะไร ? เบญจขันธ์เกิดจากอะไรเป็นเหตุ ? เมื่อสาวไปแล้วก็รู้ว่า เกิดจากกิเลส เป็นเหตุ และก็เป็นปัจจัยให้มีการเกิดทับถมขึ้น เมื่อกิเลสมี ขันธ์ ๕ ก็ต้องเกิดขึ้น นี่วัฏฏะวนเวียนกันอย่างนี้ กิเลสมีอวิชชา ซึ่งเป็นที่มาของกิเลสทั้งหมด อวิชชากับตัณหา ๒ อย่างนี้ เกิดจากกิเลสอะไร ? อวิชชาเกิดอย่างไร ? เกิดเพราะไม่รู้ว่า เบญจขันธ์นี้เป็นทุกข์ เข้าใจว่า เบญจขันธ์นี้ เป็นสุข ทำให้วิปลาสเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น บุคคลทั้งหลาย ที่ยังไม่เข้าถึงความจริง หรือยังไม่บรรลุอริยสัจ ก็จะไม่รู้สึกเลยว่า เบญจขันธ์นี้เป็นทุกข์ แล้วก็จะมีความยินดีพอใจกันอยู่ ทุกวันนี้ เราพอใจเบญจขันธ์ใช้ไหม ทุกท่านพอใจในเบญจขันธ์ของตัวเองบ้าง เบญจขันธ์ของคนอื่นบ้าง หรือ วัฏฏะ คือ ความวนเวียนอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ของเบญจขันธ์ เพราะในโลกนี้ มีแต่ขันธ์ ๕ เท่านั้น ไม่มีอะไรเลยที่นอกไปจากขันธ์ ๕ ที่เราพอใจกันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ ยินดีพอใจในเบญจขันธ์นั่นเอง

ทำไมจึงพอใจ ? เพราะความไม่รู้ว่า เบญจขันธ์นี้ เป็นของไม่เที่ยง ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร เป็นไปเพื่อความทุกข์ เราไม่เคยรู้อย่างนี้เลย นี่เป็นตัว อวิชชา จึงทำให้เกิดตัณหา มีความปรารถนายินดีอยากได้ขันธ์ ๕ ต้องการขันธ์ ๕ มีความเสียดาย มีความอาลัย ไม่อยากปราศจากขันธ์ ๕ เลย นี่เป็นไปอย่างนี้ คนอื่นหรือญาติพี่น้องของเรา ก็ไม่อยากให้เราตาย เราเองก็ไม่อยากตาย และไม่อยากให้คนที่เรารักเราชอบตาย จะทุกข์ทรมานสักเท่าใด ก็ยังยินดีพอใจในขันธ์ ๕ อยู่นั่นเอง คือยังอยากให้ทุกข์นั้นยังอยู่นั่นแหละ แม้จะตาบอด หรือจะได้รับทุกข์ทรมานอย่างไร ก็ยังไม่อยากตาย ตัวเองก็เป็นทุกข์ คนอื่นก็เป็นทุกข์ แต่ก็ยังไม่เห็น ก็ยังอยากอยู่กับทุกข์ ยังเห็นว่า เบญจขันธ์ดีอยู่นั่นเอง

เราเคยเห็นคนเจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาลต้องถูกผ่าตัด ตัดแขน ตัดขา ต่าง ๆ เหล่านี้ อยู่ในสภาพที่ต้องลำบาก เจ็บปวด เห็นแล้วเป็นที่น่ากลัว น่าหวาดเสียว เพราะอะไรจึงต้องเป็นไปเช่นนั้น ? ก็เพราะมีเบญจขันธ์ แล้วทำไมเราจึงยอมทนทุกข์ทรมานอยู่ได้ สบายหรืออย่างนั้น ก็ต้องไม่สบาย แต่ก็อยากจะอยู่ ไม่อยากตาย เพราะยังเห็นว่าขันธ์ ๕ นั้นดี ทั้งที่ขันธ์ ๕ นั้นลำบาก เป็นทุกข์ที่เราต้องลำบาก ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย อะไร ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ยังไม่เห็นอีกว่า เบญจขันธ์ มันมีโทษมากมายเพียงใด

ที่เรายังไม่เห็น เพราะอะไร ? เพราะอำนาจของอวิชชาและตัณหา ก็เลยยินดี แม้แต่เขาเอาไปขังไว้ในคุก จะต้องถูกประหาร ถูกทรมานอยู่ในห้องมืดเหล่านี้ เวลาเขาจะเอาไปประหารชีวิต ก็ยังเสียดายถึงกับเป็นลม ทั้ง ๆ ที่ทรมานอยู่ในนั้น ก็ยังไม่อยากจะพ้นจากเบญจขันธ์ อยากเป็นอยู่อย่างนั้น ยังเสียดายเบญจขันธ์อยู่ อันนี้เป็นตัวตัณหา เพราะความไม่รู้ ซึ่งเป็นตัวอวิชชา ตัณหาจึงได้เกิดความยินดี มีความใคร่กำหนัดอยู่ในเบญจขันธ์

ท่านอุปมา รูปขันธ์ เหมือนกับโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลเป็นที่รับคนเจ็บป่วย ร้อยอย่างพันอย่าง โรคต่าง ๆ เกิดที่ในร่างกายของเราทั้งนั้น ร่างกายของเราเป็นที่เกิดของโรค รับโรคต่าง ๆ ได้ และเราก็พยายามรักษาไป ท่านจึงอุปมา รูปขันธ์ เหมือนกับโรงพยาบาล

เพราะฉะนั้น ท่านผู้ที่เกิดปัญญาแล้ว ท่านจึงเห็นอย่างนี้ เมื่อเราพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว ก็จะเห็นโทษของเบญจขันธ์ แต่ที่ยังไม่เห็นก็ด้วยอำนาจของ อวิชชา และ ตัณหา ก็ยังยินดีอยู่ เช่นนี้ เราจะทำอย่างไร

ผู้ที่เกิดวิปัสสนาปัญญา เห็นโทษของเบญจขันธ์แล้ว ก็เกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ ก็คือ เบื่อหน่ายในเบญจขันธ์นั่นเอง ไม่อยาก ไม่ยินดี ในเบญจขันธ์เลย เมื่อเห็นทุกข์เห็นโทษอย่างนั้น ก็รู้สึกขึ้นมาว่า เพราะมีเบญจขันธ์นี่เอง ทุกข์โทษต่าง ๆ จึงมี และจะต้องได้รับความบีบคั้นคุกคาม ตราบเท่าทียังมีเบญจขันธ์อยู่ และท่านอุปมาเบญจขันธ์เหมือนกับเพชฌฆาต ที่กำลังเงื้อดาบจะฟันคอเพียงแต่ว่า ลงดาบเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละเราก็จะตาย

ผู้ที่เจริญวิปัสสนาเห็นทุกข์โทษของเบญจขันธ์ว่าร้ายกาจเช่นนี้ ก็คลายความกำหนัดยินดีในเบญจขันธ์ และจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นตามลำดับของวิปัสสนาญาณ โดยเห็นเบญจขันธ์เป็นภัย เห็นเป็นโทษและเกิดความเบื่อหน่ายเอง เห็นว่าเบญจขันธ์นี้เป็นทุกข์เป็นโทษมากมายเหลือเกิน ก็เบื่อหน่ายคลายความกำหนัดยินดีในเบญจขันธ์

ใจของผู้เจริญวิปัสสนาในเวลานั้นต้องการแต่จะพ้นเท่านั้น รู้สึกทีเดียวว่า ถ้าหากเรายังมีเบญจขันธ์อยู่ หรือความเกิดของนามรูปยังมีอยู่ แม้จะไปเกิดในสวรรค์ ในรูปพรหม อรูปพรหมก็ตาม ทุกข์ก็ต้องติดตามอยู่เรื่อยไป ไม่ชื่อว่าจะพ้นทุกข์ได้เลย จะไปอยู่ที่ภพไหน ภูมิไหนก็ตาม

เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา ท่านก็เห็นแล้วว่า เบญจขันธ์เป็นทุกข์ทั้งนั้น ก็เกิดความเบื่อหน่ายไม่มีความยินดี นิพพิทาญาณเกิดความเบื่อหน่ายในเบญจขันธ์ คือ ในทุกข์โทษของเบญจขันธ์ที่แลเห็นแล้วนั้น ท่านก็นึกทีเดียวว่า ถ้าเราไม่มีเบญจขันธ์เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละก็จะพ้นทุกข์

แต่จะทำอย่างไร จึงจะพ้นเบญจขันธ์เสียได้ ความรู้สึกอันนี้ ที่ท่านอยากจะพ้นจากเบญจขันธ์นั้น ตามนัยอรรถกถาจารย์ ท่านบอกว่า ความรู้สึกของท่านผู้นั้นได้หยั่งลงแล้วในพระนิพพาน คือมุ่งไปแล้ว บ่ายหน้าไปแล้วยังพระนิพพาน

เพราะอะไร ? เพราะเห็นโดยประจักษ์ชัดแล้วว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นโทษ ไม่อยากจะมีขันธ์ ๕ เห็นการเกิด การปฏิสนธิ เป็นภัย ท่านอุปมาไว้มากมายในความรู้สึกของท่าน

โดยเหตุนี้เอง กิเลส คือความยินดี ความกำหนัดในเบญจขันธ์จึงละได้ กิเลสเข้าไม่ได้ ทำลายความยินดีออกไป ยิ่งเห็นโทษมาก ก็ยิ่งคลายความกำหนัดยินดีออกไปทุกที ๆ ท่านบอกว่า จิตนี้ได้บ่ายหน้าเข้าหาพระนิพพานแล้ว

ผู้ที่เห็นว่าไม่มีเบญจขันธ์นี้แหละ จะพ้นทุกข์ เพราะว่าใน ๓๑ ภพภูมิ ที่ไม่มีขันธ์นั้นไม่มีเลย มีแห่งเดียวเท่านั้นที่ไม่มีขันธ์เลยคือพระนิพพาน

ดังนั้น ถึงแม้จะไม่รู้ ยังทำพระนิพพานให้แจ้งไม่ได้ แม้ทางพระนิพพานเป็นทางที่พ้นทุกข์ จะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม จิตนั้นก็ได้บ่ายไปในที่ตรงนั้นแล้ว คือ คลายความยินดีแล้วในขันธ์ ๕ ทุก ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไร ไม่มีความยินดีเลย และจิตก็บ่ายไปหาความไม่มีเบญจขันธ์ นี่ชื่อว่า บ่ายหน้าเข้าหาพระนิพพาน

เมื่อเห็นทุกข์โทษว่า มาจากเบญจขันธ์เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ความอยากพ้นจากเบญจขันธ์ก็มากขึ้นเท่านั้น จิตก็เขยิบใกล้พระนิพพานเข้าไปทุกขณะ เพราะอะไร ? เพราะกิเลสก็น้อยลงไปและตัณหาก็น้อยลงไปทุกที จิตก็ยิ่งเพ่งแน่เข้าทุกขณะ เมื่อตัณหาหมดถึงที่สุดลงเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็สิ้นตัณหาถึงพระนิพพาน นี่เหตุผลต้องเป็นอย่างนี้

แต่เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังท่านผู้ปฏิบัติวิปัสสนา คือ แทนที่ท่านจะเห็นทุกข์ในเวลาเจริญวิปัสสนา ท่านกลับไปเห็นความสุข ความสงบ ปีติ เยือกเย็น แล้วก็เกิดความพอใจ พอใจอะไร ก็พอใจเบญจขันธ์ นั่นเอง ตัวสงบ ปีติ เยือกเย็น เหล่านี้ ก็คือ เบญจขันธ์ ทั้งนั้น ไม่ใช่อะไรอื่นเลย เบญจขันธ์ที่เกิดกับสุขเวทนาก็มี เกิดกับทุกขเวทนาก็มี หากแต่ว่า ผู้ปฏิบัตินั้น รู้จักแต่ชื่อ

พอเห็นเบญจขันธ์ในขณะที่ได้รับความสุข ก็เลยไม่สำคัญว่า ความสุขเป็นเบญจขันธ์ แล้วก็ไม่อยากพ้นจากเบญจขันธ์ กลับเพลิดเพลินยินดีพอใจอยู่ในเบญจขันธ์ แล้วก็ทึกทักความสุขเช่นนี้ เป็นความสุขในนิพพาน

เช่นนี้ ก็ไม่เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย ไม่เป็นเหตุที่อยากจะพ้นจากเบญจขันธ์ และไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ตัณหาคลายออก เพราะตัณหาความยินดีในที่นั้นจะก่อตัวขึ้น

โดยเหตุนี้ ผู้ที่ทำสมาธิมากยิ่ง หรือเจริญทางสมาธิจนได้ฌาน เมื่อตายแล้วในสมาธิของความยินดีนั่นเอง ท่านก็ไปเกิดในอารมณ์นั้น มีรูปพรหม หรืออรูปพรหม เป็นต้น คือ ท่านพอใจในเบญจขันธ์ลักษณะอย่างไร ท่านก็ไปเกิดในที่จะให้ได้เบญจขันธ์อย่างนั้น เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีก วนเวียนกลับไปกลับมา นี่ทุกข์สังสารวัฏฏะ

แต่ท่านผู้เจริญวิปัสสนา ท่านเห็นโทษเห็นภัยอย่างนี้ ท่านจึงเบื่อหน่ายทั้งหมดใน ๓๑ ภูมิ ท่านเห็นว่า จิตจะไปปฏิสนธิในที่ใดก็ตาม การปฏิสนธินั้น เหมือนกับการหยั่งลงในหลุมถ่านเพลิง เมื่อความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้นแล้ว กิเลสความยินดีพอใจในอะไร ๆ จะเข้าจับท่านไม่ได้เลย

เมื่อปัญญาเห็นความจริง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็เป็นปัญญาที่เข้าถึงทุกขสัจ จะมองไม่เห็นเลยว่าในโลกนี้มีความสุข จะเห็นว่า ในโลกนี้มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเลยที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรเลยที่ดับไป นี่ท่านเข้าถึงเหตุผลแล้ว

แต่ของเรายังไม่เข้าถึงความจริงเช่นนี้ เพราะอะไร ? เพราะเรายังมีอวิชชาปกคลุมให้เราติดอยู่ เพราะอวิชชาทำให้เราไม่เห็น เราจึงควรต้องทำความเพียรเจริญปัญญา เพื่อละอวิชชา จะได้พ้นทุกข์ อันเป็นพุทธประสงค์ในศาสนานี้

วิธีละอวิชชา ทำอย่างไร ?

ก็ต้อง ทำปัญญา ให้เกิดขึ้น เราต้อง เจริญวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญา ตามที่ได้อธิบายมาแล้วว่า ทุกข์นั้นเป็นธรรมที่เห็นได้ด้วยปัญญา นี่เป็นประโยชน์

ถึงแม้ท่านผู้ฟังจะยังมิได้ลงมือปฏิบัติวิปัสสนาหรือลงมือแล้ว แต่ยังไม่เห็นก็ตาม แต่ก็ขอให้ทราบเหตุผลว่า วิปัสสนานั้นจะต้องเดินทางไปอย่างนี้ จะต้องมีความรู้สึกอย่างนี้ จึงจะชำระกิเลสให้หมดจดถึงความบริสุทธิ์ได้ แม้จะเห็นทุกขเวทนา เมื่อเห็นจริงลงไปอย่างนี้แล้ว ก็รู้สึกว่า จริงแล้ว ทุกขเวทนามาจากเบญจขันธ์ ก็สามารถเข้าถึงทุกขสัจได้ หรือเห็นสังขารทุกข์ ซึ่งต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ ก็สามารถเข้าถึงทุกขสัจได้ โดยรู้ว่า มาจากเบญจขันธ์ ก็เข้าถึงทุกขสัจได้ทั้งนั้น

แม้ทุกขลักษณะก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีขันธ์แล้ว ลักษณะของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของขันธ์จะมีได้อย่างไร ? ก็มีไม่ได้ แล้วก็จะต้องสาวไปจนถึงเบญจขันธ์ จะต้องเห็นโทษของเบญจขันธ์นั้น จึงจะเข้าถึงทุกขสัจได้

ฉะนั้น จึงควรทราบว่า จิตจะต้องดำเนินไปอย่างนี้ และพระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ว่า ให้กำหนดทุกข์ ทุกข์เป็นกิจที่ต้องกำหนดรู้ แต่เราลืมกันเสียเอง จึงไม่เห็นทุกข์

กำหนดทุกข์นั้น กำหนดที่ไหน ?

ท่านกล่าวว่า กำหนดรู้ทุกขเวทนาก่อน ทุกขเวทนากำหนดที่ไหน จึงจะเห็นได้ง่าย ?

ท่านให้กำหนดที่อิริยาบถ ๔ มี ยืน เดิน นั่น นอน ทุกขเวทนามีในทุกอิริยาบถ วันหนึ่ง ๆ นั่งกี่หน ยืนกี่หน เปลี่ยนอิริยาบถใช่ไหม เราจะรู้ทีเดียวว่า เราเปลี่ยนอิริยาบถมากมายเหลือเกิน นี่ต้องเห็นก่อน และเป็นตัวสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เป็นปัจจัยจะให้เกิดวิปัสสนาจะให้เข้าถึงนิพพาน จะให้บรรลุอริยสัจ

ท่านกล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายที่ไม่เห็นทุกข์เพราะอะไร ?

เพราะไม่ได้พิจารณาอิริยาบถ ท่านกล่าวไว้ชัดเจนเช่นนี้ และการไปนิพพานนั้น ถ้าไม่มีอนิจจลักษณะ หรือทุกขลักษณะหรืออนัตตลักษณะเป็นอารมณ์แล้ว ไปนิพพานไม่ได้ ท่านวางอนิจจลักษณะไว้ ๑๐ อย่าง ทุกขลักษณะ ๒๕ อย่าง และอนัตตลักษณะ ๕ อย่าง รวมทั้งหมดเป็น ๔๐ ด้วยกัน นี่กรรมฐานของวิปัสสนา

ส่วนอารมณ์ของสมถะกรรมฐานก็มี ๔๐ อย่างเหมือนกัน ถ้ารวมกันแล้วเป็น ๘๐ นี่ท่านผู้ฟังอาจจะไม่ค่อยได้ยินพูดกัน เคยรู้แต่ว่า อารมณ์ของสมถะมี ๔๐ แต่ว่า กรรมฐาน ๘๐ นั้น อาจไม่เคยได้ยิน แต่ท่านวางกรรมฐานของท่านไว้ว่า เป็นคนละอย่าง ก็ต้องเดินคนละอย่าง ไม่ใช่ทำสมถะแล้ว จะเกิดวิปัสสนาขึ้นมาเอง ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ไม่ต้องวางอารมณ์ของวิปัสสนาไว้ต่างหาก จึงควรที่เราจะต้องเข้าใจเหตุผลนี้ด้วย

เทศนาของพระพุทธองค์นั้น ถ้าหากผู้มีปัญญาบารมีมาก พอฟังจบคำเทศนา ก็สามารถบรรลุพระนิพพานได้ เพราะอะไร ? เพราะปัญญาของท่านผู้นั้นตรองเห็นไปตามที่ทรงเทศนานั้นทีเดียว เห็นทุกข์เห็นโทษของเบญจขันธ์ กิเลสความยินดีในเบญจขันธ์ก็คลายออกได้ในขณะที่ฟังอยู่นั้น แต่ว่า ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาบารมีแก่กล้ามาแล้ว เมื่อฟังแล้วก็เกิดความเข้าใจได้ถูกต้อง

สำหรับพวกเรานั้น บางทีฟัง ๆ ไปก็อาจจะพอเข้าใจได้ แต่ไม่ชัดเจน หรือบางทีก็ไม่เข้าใจ หรือเพียงจับใจความได้ว่า พูดเรื่องนี้ก็มี แต่จะเอาความเข้าใจหยั่งลงไปอาจไม่ถึงก็ได้ เพราะว่า กิเลสของเรามีทับถมอยู่มาก ถ้ากิเลสห่างออกไปมาก อริยสัจก็แจ้งมากเช่นกัน

การชำระกิเลสให้หมด ก็ต้องด้วยการกำหนดทุกข์ กำหนดให้เข้าถึงทุกขสัจ ผู้ใดเมื่อเห็นทุกข์เป็นสัจธรรมแล้ว ตัณหาก็ละหมดไปเหมือนกัน หมดความยินดี เพราะเห็นจริงแล้ว เมื่อหมดความยินดี ตัณหาก็ละ เมื่อละตัณหาหมดแล้ว นิโรธก็แจ้งในขณะนั้นเหมือนกัน

การเห็นอริยสัจ ๔ นั้น เห็นได้เมื่อมรรคเจริญเต็มที่ เพราะมรรคเป็นทางดำเนินไปถึงพระนิพพาน คือ ขณะใดที่ชื่อว่า ถึงพระนิพพาน ขณะนั้น มรรคก็เจริญแล้ว จึงได้ถึงพระนิพพาน มรรค คือตัวปัญญา ที่รู้ที่เห็นทุกขสัจนี้แหละ เป็นตัวมรรค เป็นมรรคที่แท้จริงทีเดียว เพราะฉะนั้น ทุกข์อะไรต่ออะไรต่าง ๆ ต้องเข้ารวมอยู่ในปัญญาวิปัสสนาทั้งหมด เมื่อเข้าถึงวิสุทธิ ความหมดจดจากกิเลสแล้ว กิเลสอาศัยไม่ได้แล้ว ก็จะแจ้งอริยสัจธรรม

เรื่องการกำหนดทุกข์นั้น ท่านกล่าวว่า ให้พิจารณาอิริยาบถ ท่านประสงค์ให้เราพิจารณาอิริยาบถ เพื่อให้เราเห็นทุกข์อย่างเดียวก็พอแล้ว หรือเห็นไม่เที่ยงอย่างเดียว ก็ไปถึงพระนิพพานได้ หรือเห็นอนัตตาอย่างเดียว ก็ไปถึง และง่ายที่สุด สะดวกที่สุด สำหรับคนมีปัญญาน้อยแล้ว ท่านก็ให้พิจารณาอิริยาบถ

การพิจารณาอิริยาบถ จะทำให้เราเห็นทุกขเวทนาในอิริยาบถเก่า และเห็นสังขารทุกข์ คือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในอิริยาบถใหม่ เพราะในอิริยาบถใหม่เป็นสังขารทุกข์ที่ต้องแก้ไข เหมือนกับผู้ต้องพยาบาลคนไข้ แต่ว่าไม่ใช่คนไข้ คนไข้คือทุกขเวทนา สังขารทุกข์ไม่ใช่คนเจ็บ ไม่ใช่คนป่วย เช่นอย่างในสัมปชัญญะนั้น เรายกมือ เหลียวหน้า เหลียวหลังอย่างนี้ ไม่ใช่ทุกขเวทนา ทุกขเวทนาก็มี แต่ว่าไม่ปรากฏออกมา หรือการใช้บาตร ใช้จีวร คู้ เหยียดเหล่านี้ อันนี้ ทุกขเวทนาก็ยังไม่ปรากฏ แต่ที่จริงทุกขเวทนาก็เกิดอยู่ แต่ว่าอ่อนมาก เพราะฉะนั้นจะไม่และเห็นเลย

เมื่อพิจารณาทุกข์แล้ว จึงจะรู้ว่า คนเรากระดุกกระดิกอยู่ตลอดเวลา ร่างกายเคลื่อนไหวก็ดี จะยกมือก็ดี หันหน้า หรือทำอะไร ๆ ก็ดี ทุกอย่างทำเพื่อทุกขเวทนาบ้าง บางทีก็ทำเพื่อกันทุกขเวทนาบ้าง เช่นเรากินอาหารเวลาหิว เราก็กินเพื่อแก้ทุกขเวทนา แต่บางทีเวลาไม่หิว เราก็ต้องทนกินกันไว้ เพื่อไม่ให้ทุกขเวทนาเกิด เพราะรู้ว่าเมื่อถึงเวลากิน ถึงไม่หิวก็ต้องกินกันไว้ เพื่อไม่ให้ทุกขเวทนาที่จะเกิดขึ้นต่อไป

เพราะฉะนั้น เป็นการกันก็ได้ เป็นการแก้ก็ได้ สัมปชัญญะนี้ สูงกว่าอิริยาบถบรรพะ โดยมากสัมปชัญญะเกิดจากการแก้ที่เรากระดุกกระดิก แม้กระดิกตัว ถ้าสังเกตดูให้ดี ๆ จะเห็นว่า เราแก้ทุกขเวทนาทั้งนั้น แม้คนเจ็บ ถ้าเจ็บมากมีทุกขเวทนาแรงกล้า ท่านจะเห็นว่า กระสับกระส่าย เราดูคนป่วยที่กระสับกระส่าย บิดไปบิดมา เราก็รู้ว่า แก้ทุกขเวทนาที่บีบคั้น จึงแก้ไป เพื่อให้ทุกขเวทนานั้นตกไป ถ้าใครทุกขเวทนาน้อยลง ความกระสับกระส่ายก็จะน้อยลงไปด้วย

เพราะฉะนั้น ที่เรากระสับกระส่าย เราเคลื่อนไหวอยู่อย่างนี้ ถ้าสังเกตดูให้ดี ๆ จะเห็นว่า เราแก้ทุกข์ทั้งนั้น นี่เราจะเห็นสังขารทุกข์ คือ การเปลี่ยนแปลงด้วยอิริยาบถ

แต่ว่า เวลาปฏิบัติ ต้องมนสิการอิริยาบถเก่านั้นอย่างหนึ่ง มนสิการอิริยาบถใหม่อีกอย่างหนึ่งอย่างนี้ เราก็ต้องมนสิการเรื่อยไป

ข้อสำคัญที่เราควรเข้าใจก็คือ ตัณหาไม่ได้อยู่ที่อิริยาบถเก่า เพราะอิริยาบถเก่าเกิดทุกข์แล้ว ตัณหาไม่มีแล้ว ไม่ยินดีแล้ว ไม่อยากได้แล้วในอิริยาบถเก่า เช่นเมื่อนั่งนานแล้ว ก็เป็นทุกข์ ปวดเมื่อยแล้ว ก็อยากจะเปลี่ยนอิริยาบถเสียใหม่ อยากเปลี่ยนจะไปนอน คือ ไม่อยากได้แล้วในอิริยาบถนั่ง ไม่ยินดีแล้ว เพราะว่า เกิดทุกข์แล้วในรูปนั่ง แต่ว่าตัณหาไปยินดีในอิริยาบถนอน คือ ในอิริยาบถใหม่ก็เกิดขึ้น

ความทุกข์นั้นเกิดในอิริยาบถเก่า ส่วนตัณหาก็เอื้อมไปเกิดในอิริยาบถใหม่ ยินดีในอิริยาบถใหม่ เห็นว่า อิริยาบถใหม่เป็นสุข จึงควรรู้ควรเข้าใจในอิริยาบถใหม่ คืออิริยาบถนอนนี้ว่าเป็น สุขวิปลาส

ถ้าเราไม่เข้าใจในการปฏิบัติ หรือไม่มนสิการให้ถูกต้อง ก็จะกันกิเลสออกจากอิริยาบถใหม่ไม่ได้เลย ส่วนอิริยาบถเก่า ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ตัณหาจะไม่อาศัย

แต่มีความไม่พอใจเข้าอาศัย คือ โทสะ จะเข้าอาศัยในอิริยาบถเก่านั้น ส่วนตัณหาจะกันออกจากอิริยาบถใหม่ไม่ได้เลย ดังนั้น โยนิโสมนสิการจึงเป็นความสำคัญมากในเรื่องนี้

กุศลทั้งปวง จะเป็นทางสมาธิก็ตาม หรือวิปัสสนาก็ตาม จะต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ เป็นประการสำคัญ ที่จะให้เกิดผล หรือให้เกิดปัญญา นี่ท่านผู้ฟังก็พอจะเข้าใจแล้วว่า วิปัสสนานั้น เห็นทุกข์อะไร ? และเห็นแล้ว จะได้ประโยชน์อย่างไร ?

ทุกขเวทนานั้น เมื่อเวลาไปเจริญวิปัสสนา ถ้าสมาธิมาก ๆ แล้ว ทุกขเวทนาก็ไม่มี ก็จะทำให้ไม่เห็นทุกขเวทนา และสังขารทุกข์ก็จะยิ่งไม่เห็นเลย เพราะอะไร ? เวลานั้นนั่งนิ่ง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ จะเห็นได้อย่างไร ? ก็ยังไม่เห็น ความไม่เที่ยง หรือความเป็นทุกข์ก็ดี ปัญญา เราจะไม่แลเห็นเลยในสมาธิ เพราะละเอียดมาก จะเข้าไปเห็นในสมาธิว่า เกิด-ดับ อยู่ในที่นั้น ยากนักหนา

เมื่อไม่เห็น แล้วจะเห็นอะไร เห็นว่า เที่ยง เห็นว่า ดี นี่โดยมากเป็นอย่างนี้ เมื่อทำสมาธิมาก ๆ เข้า ทุกขเวทนาก็หายไป

ท่านคงเคยได้ยินบางท่านผู้ปฏิบัติกล่าวว่า เมื่อทุกขเวทนาเกิดขึ้น เขาก็พยายามปฏิบัติให้ทุกขเวทนานั้นหมดไป อย่างนี้ ท่านผู้นั้นเข้าใจว่าอย่างไร ? ที่จริงทุกขเวทนา เป็นตัวสติปัฏฐาน เป็นที่ตั้งแห่งการบรรลุมรรค ผล นิพพาน เมื่อทุกขเวทนาเกิดขึ้น ท่านผู้นั้นก็กำหนดให้ทุกขเวทนานั้นหายไปด้วย

วิธีกำหนดว่า ทุกข์หนอ ๆ อย่างนี้ เวลาที่ภาวนากำหนดทุกข์หนอนั้น ใจก็มุ่งลงไปมนสิการ จะให้ทุกข์เวทนานั้นหมดไป ความเข้าใจอย่างนี้ หรือความรู้สึกอย่างนี้ เป็นการเข้าใจผิด เพราะอนัตตานั้น ท่านกล่าวบังคับไม่ได้

ฉะนั้น ความรู้สึกที่ตั้งใจจะให้ทุกขเวทนาหายไป จึงเป็นอัตตาเต็มที่ เพราะเขาเข้าใจว่า เขาทำให้หายได้ ให้หมดไปได้ เช่นนี้แล้ว เขาจะเข้าถึงทุกขสัจได้อย่างไร ? ทุกขสัจ เป็นของจริง แก้ไม่ได้เลย

การกำหนดว่า ทุกข์หนอ ๆ แล้วทุกข์ก็หายไป เมื่อทุกขเวทนาหายไปแล้วก็เท่ากับว่า ผู้นั้นต้องการให้สติปัฏฐานหายไป ตัวเวทนานั้นเป็นสติปัฏฐาน ท่านชี้แจงให้เรากำหนดเวทนา โดยจะเป็นสุข หรือทุกข์ก็ตาม เมื่ออันใดเกิดขึ้นแล้ว ก็ให้กำหนดแต่ละอย่าง ก็สามารถจะบรรลุพระนิพพานได้

แต่เมื่อมหาสติปัฏฐานเกิดขึ้นแล้ว กลับทำให้ความรู้สึกให้มหาสติปัฏฐานนั้นหมดไป ซึ่งถ้าพิจารณาดูด้วยเหตุผลแล้ว จะเป็นการถูกต้องไหม ? เมื่อการปฏิบัติเช่นนี้ โดยทุกขเวทนาหายไปด้วยอำนาจการบังคับ ก็จะรู้สึกว่า ตัวเขาบังคับได้ ที่ถูกแล้วท่านกล่าวว่า ให้ดูทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเท่านั้น ท่านไม่ได้สั่งให้ดูทุกขเวทนาเพื่อจะให้ทุกขเวทนาหายไป

ในมหาสติปัฏฐานนั้น ท่านให้ดูทุกขเวทนาซึ่งเป็นนามธรรม ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีใครสามารถจะบังคับได้ นี่ ท่านให้ดูอย่างนี้

ทุกขเวทนานั้นเป็นนามธรรม มาจากเบญจขันธ์ ให้แลเห็นทุกข์โทษของเบญจขันธ์ แล้วความอาลัย ความต้องการในเบญจขันธ์ ก็จะได้หมดไป ยิ่งเห็นทุกข์เห็นโทษในเวทนามากเท่าไหร่ ก็จะเป็นเหตุให้การบรรลุพระนิพพานใกล้เข้ามาเท่านั้น

ถ้าทุกขเวทนาไม่มี ก็ต้องมีสุขเวทนา สุขเวทนาไม่มี ก็ต้องมีอุเบกขาเวทนา อันใดอันหนึ่ง เพราะเวทนานี้ ประกอบกับจิตทั้งหมดทุกดวง ทั้ง ๘๙ ดวง ไม่มีเลยที่จะไม่ประกอบด้วยเวทนา

เพราะฉะนั้น เมื่อบังคับให้ทุกขเวทนาหายไป หรือหมดไปแล้ว ก็แสดงว่า ผู้ปฏิบัตินั้นไม่พอใจในทุกขเวทนา และก็ยินดีสุขเวทนา การที่ยินดีพอใจในสุขเวทนา ก็คือยินดีพอใจในตัวเบญจขันธ์นั่นเอง

เมื่อทุกขเวทนาที่บังคับให้หายนั้นหมดไปแล้ว อะไรเล่า ที่จะมีมาแทน ก็สุขเวทนานั่นเอง จะเกิดขึ้นมาแทน ด้วยอำนาจของสมาธิที่มีกำลังมาก เพราะทำให้ผู้นั้น รู้สึกเป็นสุขความพอใจนั้น เช่นนี้แล้ว จะเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้อย่างไร ? เรื่องที่เรียนมานี้ ท่านคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ถ้าหากว่าท่านไปพบอย่างนี้เข้า ก็จะพิจารณาได้ว่า เป็นการถูกต้องตามเหตุผลหรือไม่ ?

“ดิฉันคิดว่า ได้พูดมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ถ้าสงสัยอะไรอีก เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ดีขึ้น ก็โปรดถามได้ เพื่อจะได้ชี้แจงให้ฟังกันต่อไป”