#echo banner="" คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมอนุสรณ์ ตอนที่ ๐๗

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม อนุสรณ์

หมวด ๗

รวมบันทึกของผู้ที่ได้รู้เห็นการปฏิบัติและ

การรักษาโรค ด้วยการอธิษฐาน

ของ

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม

๑. บันทึกของ นางสาวลำเจียก พัฒนางกูร

พระพุทธรูปนามพระพุทโธใหญ่องค์นี้ ขนาดหน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๑ คืบเศษ ( ๑๗๖ ซ.ม. ) พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนีได้เป็นผู้ริเริ่มสร้าง โดยว่าจ้างช่างมาทำการหล่อที่วัดสัมพันธวงศ์ ( วัดเกาะ ) จังหวัดพระนคร

ครั้งที่ ๑ ไม่ใช่ข้าพเจ้า

ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าเป็นผู้หล่อ โดยมีขนาดหน้าตักเล็กกว่า พระองค์นี้ก็มิสำเร็จ เกิดอุปสรรคต่าง ๆ หล่อไม่ติด ไม่สามารถเททองให้พระองค์ได้

ในการหล่อครั้งที่ ๓ พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนี ได้อนุญาตให้ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เป็นผู้จัดการหล่อถวาย คุณแม่บุญเรือนจึงได้ให้นายบุญสม พรพิบูลย์ (เจ้าของโรงพิมพ์วิบูลกิจ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และเจ้าของที่ดินที่สร้างบ้านวิสุทธิกษัตริย์) เป็นผู้ทำสัญญาหล่อพระพุทโธใหญ่ กับ นางสาวลำเจียก พัฒนางกูร คิดราคาเป็นเงิน ๖๐,๐๐๐. บาท ( หกหมื่นบาท ) โดยตกลงตั้งแต่ปั้นหุ่นทั้งพระองค์และฐานติดกัน หล่อเสร็จแล้วขัดเงา ได้ทำสัญญากัน ช่างได้ลงมือปั้นหุ่นแล้วเสร็จ จนถึงทำการหล่อได้วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เวลา ๐๘.๓๐ น. นายช่างได้ทำพิธีถวายเครื่องสักการะสังเวยบูชาครูเสร็จแล้วเริ่มติดไฟสุมหุ่น พอถึงเวลา ๑๓.๐๐ น.เศษปรากฏท้องฟ้ามีเมฆฝนหนามาก มืด ฝนตกประปรายจนต้องใช้สังกะสีปิดหุ่น เพราะกลัวจะเสียหาย

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ได้เรียกสายสิญจน์ซึ่งได้ทำมอบไว้ให้แต่ก่อนจากช่าง และชี้ให้นายหรัส พัฒนางกูร เป็นผู้วงแล้วโบกมือชี้มือขึ้นในอากาศ แล้วบงการให้คล้องโน่นคล้องนี่ เมื่อวงสายสิญจน์เรียบร้อยแล้ว สักครู่ฝนหยุดปรอยเค้าที่มามืดก็จางไปทันที และอากาศดีตลอด จนกระทั่ง ๐๔.๐๐ นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ทางวัดได้จัดตั้งบาตรขันน้ำมนต์ เป็นจำนวนมากขัน พระสงฆ์ ๘๓ รูป เจริญพระพุทธมนต์ แต่ไม่ได้ใช้น้ำมนต์มาปะพรม รุ่งขึ้นเวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา เริ่มมีฝนประปรายเป็นละออง นายช่างได้กระทำพิธีถวายเครื่องสักการะสังเวยบูชาครู ๑ ที่ และถวายเครื่องสักการะ สังเวยบูชาเทพยดาอีกที่ ๑

วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๙ เวลา ๐๗.๔๐ นาฬิกา อันเป็นมงคลประถมฤกษ์ ช่างก็ได้เริ่มเททอง พระสงฆ์ชยันโต ๓๐ รูป โดยพระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนีเป็นประธาน ปรากฏว่าทองที่ช่างได้หลอมไว้จำนวน ๑,๕๐๐. กิโลกรัมนั้น เทเข้าในองค์พระพอดี ไม่มีเหลือไม่มีขาด พระรัศมียังไม่ได้หล่อเพราะทองหมด คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ท่านจะรู้ล่วงหน้าหรืออย่างไรไม่ทราบ ท่านได้เก็บตลับนาคกับเศษทองคำ และเงินเหลือเอาไว้ไม่นำมาหลอมครั้งหล่อพระองค์ แล้วมอบเงินให้ช่างไปซื้อทองมาหล่อพระรัศมีในวันนั้นเวลาบ่ายโมง ส่วนตลับกับเศษทองได้มอบให้ช่างหลอมหล่อพระรัศมีพอดี ช่างได้หล่อพระรัศมีเสร็จเรียบร้อยในตอนบ่าย ขณะนั้นคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ได้กล่าวขึ้นว่า “สองข้างพระอุระของพระพุทโธใหญ่ส่วนองค์มีเนื้องอกเป็นตำหนิเสีย ๗ แห่ง นอกนั้นเรียบร้อยดีทั้งหมด”

ต่อมาวันจันทร์เวลาเที่ยงวัน คุณแม่บุญเรือนกับเด็ก ๆ ที่บ้านช่างได้เคาะดินที่พอกพระองค์ออก ก็ปรากกว่าเป็นจริง ดังคำที่พูดอย่างน่าอัศจรรย์ ตามปกติจะเป็นไม่ได้เลย เพราะมีลวดเหล็กเส้นใหญ่ ๆ ก่อนกะเทาะดินออกนั้น ข้าพเจ้าไม่เชื่อจะเป็นดังคำพูด นับว่าพระพุทโธใหญ่พระองค์นี้ได้สำเร็จเรียบร้อย

ลำเจียก พัฒนางกูร

๒. บันทึกของนางหล้า ศักดาธร

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ เดือน ๖ ก่อนวันวิสาขบูชา พวกลูกๆ ได้นำดิฉันใส่รถไปส่งโรงพยาบาลแมคคอมิค เนื่องจากดิฉันป่วยเป็นโรคเนื้องอกที่ปีกมดลูกข้างขวา ทำให้ประจำเดือนมีไม่หยุดตั้งเดือนเศษ ร่างกายอ่อนเพลียมาก เมื่อวันไปโรงพยาบาล นายแพทย์บอกว่า ชีพจรจวนจะหยุดเต้นอยู่แล้ว ถ้าหากไม่ทำการผ่าตัด ประจำเดือนจะไม่หยุด และไม่มีหนทางจะหาย ดิฉันจึงตกลงใจให้นายแพทย์ทำการผ่าตัด เมื่อพักอยู่โรงพยาบาล ๒ วันแล้ว วันเพ็ญวิสาขบูชา นายแพทย์จึงทำการผ่าตัดปีกมดลูกให้

หลังการผ่าตัดแล้วประมาณ ๗-๘ วัน มีอาการปวดแน่นในท้อง และอุจจาระไหลออกมาทางช่องคลอดตลอดเวลา อาการยังปวดขึ้นทุกวันจนทนไม่ไหว และนายแพทย์ก็ไม่สามารถจะรักษาให้ทุเลาลงได้ จึงปรึกษาลูกและสามีว่าจะกลับไปรักษาที่บ้าน นายแพทย์ก็อนุญาตให้กลับได้ ในขณะนั้นท้องบวมขึ้นมากและไม่มีแรงจะลุกขึ้น ต้องใช้เปลหามมาใส่รถของโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้าน

ในวันรุ่งขึ้น ได้เชิญนายแพทย์มาอีกสามนาย จากโรงพยาบาลสวนดอก ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันดี นายแพทย์ทั้งสามได้หารือกันเพื่อทำการรักษา หลังจากการรักษาอยู่ประมาณกว่า ๒๐ วัน นายแพทย์ทั้งสามได้พร้อมใจกันลงความเห็นว่า ไม่มีหนทางจะรักษาให้หายได้ เพราะลำไส้ใหญ่เป็นแผล ต้องส่งลงมา ณ โรงพยาบาลศิริราชในกรุงเทพฯ เพื่อผ่าท้องและเย็บไส้เสียใหม่

แต่ดิฉันไม่ยอม มาคิดว่า จะลองใช้หมอเวทย์มนต์คาถาแบบโบราณรักษาดูบ้าง จึงเรียกหมอเสกปูน ชื่อนางจันทร์ อยู่บ้านในเวียง มาเสกปูนขาวทาท้องให้ ทาได้ ๓ วัน ก็เลยหายปวดท้องและท้องยุบ แต่อุจจาระยังไหลทางช่องคลอดอยู่เสมอตามเดิม จะรับประทานยาเม็ด ก็ออกมาเป็นเม็ด ๆ ต้องเปลี่ยนสำลีทุกระยะสิบกว่านาที ทรมานเช่นนี้อยู่สามเดือนเศษ

ในระหว่างนี้ พี่สาวของดิฉันไปอยู่กับคุณแม่บุญเรือนที่วัดเจดีย์หลวง ดิฉันจึงทราบว่า คุณแม่บุญเรือนอธิษฐานน้ำได้ แต่คุณแม่บุญเรือนไม่ยอมออกจากวัดเจดีย์หลวง ดิฉันจึงให้บุตรสาวเอาน้ำไปต้นหนึ่ง (คนโทหนึ่ง) ไปให้คุณแม่บุญเรือนอธิษฐาน เมื่อบุตรสาวของดิฉันนำน้ำต้นไปให้คุณแม่นั้น พอคุณแม่เห็นน้ำก็บอกว่า ไข้นี่มันหนักเหลือกำลังเกี่ยวกับลำไส้ ถ้าคนไข้เชื่อมั่นในพระรัตนตรัยก็อาจจะหาย และให้หนังสือธรรมมา ๑ แผ่น แต่ดิฉันทราบเรื่องนี้จากบุตรซึ่งมาเล่าให้ฟัง และได้อ่านธรรมก็เป็นที่ซาบซึ้งศรัทธา และทราบว่า คุณแม่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม และมีความรู้สูง

ตั้งใจรับประทานน้ำอธิษฐานหมดไปวันละต้น รวมสามวันสามต้น อุจจาระที่เคยไหลผิดทางก็เลยหยุด และออกทางทวารหนักอย่างเก่า เป็นปกติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนบัดนี้

และคราวนี้เป็นคราวที่ ๖ ที่ดิฉันมาเยี่ยมคุณแม่ เพราะมีคนจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ดิฉันจึงถามเขาว่า คุณแม่หล่อพระประธานที่วัดเกาะแล้วหรือยัง เขาบอกง่าไม่ได้หล่อ เคยหล่อมา ๒ ครั้งแล้วไม่ติด ถ้าหล่ออีกก็คงจะเห็น เพราะบ้านอยู่ใกล้วัด และเขาบอกง่า คนในกรุงเทพฯ ไม่มีใครนับถือคุณแม่บุญเรือน และไม่มีใครมาหา นอกจากคนต่างจังหวัดทั้งนั้น ดิฉันจึงตกใจกลัวว่าคุณแม่ไม่รู้ว่าจะไปเอาเงินที่ไหน เพราะคุณแม่เล่าว่าราคาตัง ๖๐,๐๐๐ บาท จึงตั้งใจลงมาช่วย มาฟังดูว่า ถ้าเงินไม่พอก็จะกลับไปหามาให้ และจะเพิ่มเติมอีกด้วย พอลงมากรุงเทพฯ ถามคุณแม่ดู คุณแม่บอกว่าปิดบัญชีเสียแล้ว ได้เงินแปดหมื่นกว่า ดิฉันเลยนำเงิน ๕๐๐ บาทไปช่วยสร้างเตาเผาศพวัดอาวุธวิกสิตาราม และเลยรอการหล่อพระอยู่ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ถนนวิสุทธิกษัตริย์

ในวันที่ ๓๑ กรกฝาคม ๒๔๙๕ เวลาประมาณเที่ยงวัน ได้พากันไปถึงวัดสัมพันธวงศ์ พร้อมด้วยทองเหลืองที่จะหลอมหล่อพระประธาน เวลาประมาณบ่ายโมงเศษ ฝนตั้งเค้ามามืดทางทิศใต้ และนึกกลัวว่าฝนจะตกใหญ่ ทำให้การสุมทองไม่ได้ และนายช่างได้ใช้สังกะสีขึ้นไปปิดที่หุ่นพระ คุณแม่ได้เรียกช่างหล่อให้นำสายสิญจน์มาวง แล้วคุณแม่บงการให้วงเอง นายช่างหล่อเป็นคนวง คุณแม่เป็นคนสั่งให้คล้องตรงนั้นตรงนี้ และพร้อมกับโบกมือไล่ฝน และคุณแม่พูดว่า “ฝนไป ไปตกที่อื่น” แล้วเดินตามช่างวงสายสิญจน์และบอกให้เขาวงจนรอบแล้วกลับมานั่งที่เดิม ฝนก็หายไป

ต่อมาตอนเย็น ท่านเจ้าคุณได้ให้พระนำขันน้ำมนต์มาตั้งเป็นแถวติดเทียนไว้ด้วยหลายใบ คุณแม่ถามว่า “ท่านตั้งขันน้ำมนต์ทำไม เยอะแยะ” มีพระองค์หนึ่งบอกว่า “จะช่วยพรมให้น่ะซี” คุณแม่ตอบว่า “พรมไม่ได้เด็ดขาด” พระองค์นั้นตอบว่า “ไม่พรมก็ไม่พรม” ต่อมาท่านเจ้าคุณวัดเกาะจะให้พระสวดคาถานกยูงตลอดรุ่งสี่มุม บริเวณที่หล่อพระ คุณแม่ก็ไม่ให้สวด

เวลา ๖ โมงเย็น พระสงฆ์ ๘๓ รูป เจริญพระพุทธมนต์เข้าพิธีสุมทอง เสร็จแล้วจึงกลับบ้านสามัคคีวิสุทธิ เมื่อถึงบ้านแล้วในคืนวันนั้น คุณแม่ก็บอกว่า ไม่สำเร็จ แล้วต่างคนก็ต่างนอน

วันรุ่งขึ้น คุณแม่ได้ไปวัดเกาะด้วยรถ ๓ ล้อ ออกจากบ้านเวลา ๗ นาฬิกา ๒๕ นาที แล้วดิฉันก็ตามไปวัดเกาะ เขากำลังเททองกัน พอเทองค์พระเรียบร้อย ช่างบอกคุณแม่ว่า ทองไม่พอที่จะหล่อพระรัศมีพระประธาน ตรงกับคุณแม่พูดเมื่อคืนวานนั้น คุณแม่ได้เรียกช่างมาคนหนึ่ง หยิบเงินในกระเป๋าให้ไปซื้อมา และสุมในวันนั้น พอเลี้ยงพระเพลแล้ว ประมาณบ่ายโมงเศษ ช่างหล่อรัศมีเรียบร้อยแล้ว จึงพากันกลับบ้านสามัคคีวิสุทธิ คุณแม่บอกว่าพระมีตำหนิเสีย ๒ แห่งแล้ว เพราะบอกเขาไม่เชื่อว่า ไม่ให้ขยายเสียงพระสวดชยันโตเข้าไปในไมโครโฟน จึงเป็นเหตุให้มีตำหนิ

ต่อมาวันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๙๕ คุณแม่ไปที่วัดเกาะให้ช่างลดพระลง และให้กะเทาะดินหุ่นพระออก คุณแม่เล่าว่า กะเทาะเองกับเด็กเล็กๆ ของช่างหล่ออีก ๒ คน ต่อมามีนายทหารมาช่วยอีก ๔ คน กว่าจะแล้วก็เย็น เพราะฝนตกมาก

ในเย็นวันนั้น คุณแม่กลับบ้าน มีช่างมาคอยรอรับเงินอยู่ทางบ้าน เลยเอ็ดตะโรลั่น บอกว่า “ไม่พยายามไม่รู้จัก” เพราะว่าการชำระเงินนั้น จะต้องเห็นองค์พระให้ทั่วเสียก่อน แล้วคุณแม่เล่าว่าเป็นตำหนิสองแห่งจริงๆ อย่างว่า และดิฉันได้เห็นด้วยตาตนเองในวันต่อมาดิฉันไปวัดเกาะ ตั้งแต่เกิดมาดิฉันเพิ่งเห็นคุณแม่คนเดียวนี่แหละที่พูดจริง

ฉะนั้นจึงได้บันทึกไว้เป็นที่ระลึกในการหล่อพระประธานที่วัดสัมพันธวงศ์ และเอาไปประดิษฐานไว้ที่วัดสารนารถ จังหวัดระยอง

หล้า ศักดาทร

บริษัทนิยมพานิชย์ ถนนวิชยานนท์ เชียงใหม่

๓. บันทึกของ นางแกมแก้ว จันทมาศ

บ้านเลขที่ ๘๕ บางขุนพรหม พระนคร

วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔

ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๕ ดิฉันได้มาหาคุณแม่ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ คุณแม่ได้เรียกให้ไปดูต้นมะม่วงที่ปลูกอยู่ข้างบันไดบ้าน ดิฉันไปยืนดู ถามท่านว่า อายุมะม่วงนี้อายุเท่าใด ท่านตอบว่า ๑ ปี กับ ๑ เดือน ดิฉันยืนดูเห็นมีกิ่งแยก ๔ กิ่ง และสูงเหนือศีรษะนิดเดียว ลำต้นประมาณเท่าต้นอ้อย

คุณแม่ถามว่า มะม่วงต้นนี้จะออกช่อได้ไหม ดิฉันก็โน้มกิ่งลงมาดูทั้ง ๔ กิ่ง เห็นมีแต่ใบอ่อนเล็กๆ และพิจารณาทั่วก็ตอบว่า ต้นเล็กเท่านี้ยังไม่เคยเห็นออกช่อ ยังเล็กนัก เห็นจะยังออกช่อไม่ได้

คุณแม่ก็ถามย้ำขึ้นอีกว่า จะออกไม่ได้เจียวหรือ ดิฉันก็ดูรอบๆ และพิจารณาอยู่เป็นเวลานาน ก็ยืนยันว่า ยังเล็กนักเห็นจะออกไม่ได้ พอเวลาค่ำก็กลับบ้าน

พอรุ่งขึ้นเวลาบ่ายของวันที่ ๑ มีนาคม ดิฉันก็มาที่บ้านคุณแม่อีก พอมาถึง คุณแม่ก็ชี้ให้ดูช่อมะม่วงที่ต้นข้างบันได ซึ่งดิฉันได้เป็นผู้ตรวจตั้งแต่วานนี้ว่า ไม่มีท่าทีซึ่งจะออกเป็นช่อได้ แต่กลับออกช่อได้อย่างงดงาม และช่อมะม่วงนี้มีผู้มาดูกันตั้งแต่เช้า ดิฉันประหลาดใจและตรงเข้าไปตรวจดู เห็นช่อโผล่ออกมากิ่งหนึ่ง มี ๙ ช่อ อีกกิ่งหนึ่งมี ๓ ช่อ กิ่ง ๙ ช่อ มีดอกบาน ๕ ช่อ ส่วนอีก ๔ ช่อนั้นยังไม่บาน ส่วนกิ่งที่อยู่ทางทิศเหนือที่ออก ๓ ช่อนั้นออกที่กิ่งแต่ช่อเล็กกว่า ดอกมะม่วงที่บานมีดอกใหญ่และสีขาว และได้กลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุล ดิฉันโน้มกิ่งลงมาดม และเอามือโยกตรงช่อมะม่วงจนดอกหล่นลงมา ๑ ดอก ช่อที่โผล่ออกมานั้น ยาวประมาณ ๒ นิ้วครึ่งเศษ

ดิฉันรู้สึกว่าเป็นของประหลาดและยังไม่เคยเห็นเลย และในเดือน ๔ นี้ไม่มีช่อ ช่อมะม่วงนี้บานอยู่ตั้งแต่เช้าจนกระทั่ง ๓ ทุ่ม ก็ยังมีเด็กๆ และผู้ใหญ่ เช่นคุณอุษา (ไวคกุล) และหม่อมเจ้าปรีชา กัลยาณบุตร ก็มาเห็นด้วย พากันมาจุดตะเกียงส่องดู ก็ยังบานสดใสอยู่ตลอดเวลา บางคนก็พยายามโยกช่อมะม่วงดู เพราะสงสัยว่าจะเอามาติด แต่ส่วนคุณแม่บอกว่า หมดเขตอธิษฐานเพียง ๕ ทุ่มเท่านั้น พอประมาณ ๔ ทุ่มก็พากันกลับ

รุ่งขึ้นวันที่ ๒ มีนาคม ดิฉันก็ได้มาดูแต่เช้า แต่ไม่แลเห็นช่อมะม่วงแล้ว เกลี้ยงหมด ไม่เห็นมี แม้แต่รอยหัก มีกิ่งเกลี้ยงดุจกิ่งปรกติธรรมดาเหมือนกับไม่ได้ออกช่อเลย ถ้าใครจะเด็ดออก ก็ต้องเห็นรอย เพราะกิ่งเตี้ยนิดเดียว สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะคำพูดที่ “จริง” ของคุณแม่ เพราะคุณแม่พูดว่า หมดเขตอธิษฐาน ๕ ทุ่ม ช่อมะม่วงก็ได้หายไปตามคำพูดทุกอย่าง

ต่อมาในเดือนเดียวกัน คือในเดือน ๔ นั้น ใครๆ ว่าไม่ได้ออกมาจริงๆ เพราะเขาไม่ได้เห็น และช่อมะม่วงก็ได้ออกมาอีกในเดือนเดียวกันนั้น ท่านพระครูวัดอาวุธวิกสิตาราม ยังได้มาขอดอกไม้ที่บูชาพระ ไปสร้างพระพุทโธเล็กๆ (พระเครื่อง) คุณแม่ยังให้ช่อมะม่วงที่ออกคราวหลังไปด้วย แต่หอมอย่างประหลาด คุณแม่ได้เด็ดลงมา และมีคนได้ดมมากคนด้วยกัน

สิ่งต่างๆ ที่ดิฉันได้บันทึกมานี้ ยังมีอีกมากมายนัก ที่ดิฉันได้ประสบมาด้วยตนเอง เพราะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางด้านศาสนา จึงได้บันทึกไว้เพื่อเป็นตัวอย่างในการพูดจริงทำจริงเช่นคุณแม่นี้ ให้เห็นประจักษ์ตาโลกไว้

นางแกมแก้ว จันทมาศ ผู้บันทึก

๔. บันทึกของ นางถนอม เอื้อวิทยา

และ

นางต่วน เศรษฐบุตร

วันที่ ๒ มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๙๔

ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๔ ข้าพเจ้าได้มาจุดเทียนวันเกิดของลูกชายคนโต ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ได้มากับคุณพี่ (นางต่วนฯ) เมื่อจุดเทียนแล้ว คุณป้าบุญเรือนได้ชี้ให้ดิฉันดูต้นมะม่วงและยอดมะม่วงต้นเล็กนิดเดียว เห็นแต่ใบอ่อนแตกกิ่ง ๔ กิ่งแต่ไม่มีช่อ

พอรุ่งขึ้น ก็ได้มาเห็นช่อมะม่วงยาวประมาณ ๒ นิ้วครึ่งเศษ กิ่งหนึ่งมี ๙ ช่อ ที่ยอดของใบอ่อนอีกกิ่งหนึ่งมี ๓ ช่อ ออกที่กิ่ง

ถนอม เอื้อวิทยา

ต่วน เศรษฐบุตร

บ้านเอื้อวิทยา หน้าวัดสระเกศ

๕. บันทึกของคุณถนอม เฉลิมวงศ์วัจณ

ดิฉันขอบันทึกเรื่องส่วนตัวของดิฉัน ครั้งแรกดิฉันก็ทราบจากคุณไสว ศรีงามเล่าให้ฟังว่า “ให้ไปหาคุณป้าบุญเรือน โตงบุญเติมสิ บ้านท่านอยู่ที่หลังโรงพิมพ์วิบูลกิจ ถนนวิสุทธิกษัตริย์นี้เอง ท่านสอนธรรมก็ฟังเข้าใจง่ายๆ และรักษาโรคก็หายทุกอย่าง และการรักษาของท่านก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากปูนกับไพลเท่านั้น ท่านพูดจริงทำจริง พูดอะไรต้องเป็นนั่น”

เมื่อดิฉันทราบจากคุณไสว ศรีงามแล้ว นึกแปลกใจว่า ทำไมดิฉันอยู่ใกล้ที่วัดเอี่ยมวรนุช บางขุนพรหมนี่เอง ทำไมถึงไม่ทราบ คุณไสวอยู่ถึงลำปาง กลับรู้เรื่องละเอียด ดิฉันก็มาที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ก็พบกับคุณป้าบุญเรือน ได้ขอปูนกับน้ำอธิษฐานไป ๑ ขวด

เดิมดิฉันไม่ค่อยสบาย เจ็บในท้องน้อย และปวดศีรษะแทบทุกวัน ใจคอไม่สบาย ขี้โกรธเป็นที่สุด ได้ไปให้หมอตรวจที่โรงพยาบาลพญาไทและโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลทหารเรือ ๓ แห่งนี้ว่า เป็นโรคมดลูก หมอก็แนะนำให้ฉีดยา ดิฉันก็ฉีดยา หมดตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าบาท ก็ทุเลาไปได้เดือนกว่า แล้วก็เป็นอีกดังเดิม ดิฉันก็ฉีดยาอีก พอระงับไปได้เดือนกว่าๆ ก็เป็นดังเดิม ดิฉันเลยเลิกฉีด จึงนำเอาปูนของคุณป้าไปทาที่ท้องน้อยทุกวัน และรับน้ำอธิษฐานทุกวัน ประมาณ ๒ สัปดาห์ ก็รู้สึกดีขึ้น ปวดศีรษะก็หายไป ท้องน้อยก็หายเจ็บและดีขึ้นเป็นลำดับ ประมาณ ๑ เดือน เวลานี้หายดีเป็นปกติ ใจก็ดีขึ้น

ดิฉันพยายามมาที่บ้านสามัคคีวิสุทธินี้เสมอ ตลอดจนวันเสาร์ก็มาขออนุญาตค้างคืนที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ เพื่อจะพิสูจน์ความจริงว่าจะหายโรคได้อย่างไร เพราะดิฉันเป็นคนเชื่อยาก คุณป้าปฏิบัติอย่างไร จะถูกต้องตามหลักวินัยหรือไม่ เพราะดิฉันก็เคยนุ่งขาวมาถึง ๖ ปี ถ้าปฏิบัติถูก ดิฉันจะได้ปฏิบัติตาม

อยู่ต่อมาวันหนึ่ง (พ.ศ. ๒๔๙๔ ประมาณเดือนมีนาคม ) คุณพี่แกมแก้วได้เล่าให้ดิฉันฟังว่า

คุณป้าบุญเรือนจับกิ่งมะม่วงซึ่งเป็นต้นเล็กๆ ให้ดูที่ยอด และถามว่า “มะม่วงนี้จะออกช่อได้ไหม”

คุณพี่แกมแก้วบอกว่า “มันจะออกได้หรือ”

คุณป้าบุญเรือนจึงว่า “จะออกไม่ได้เชียวหรือ”

อายุมะม่วงได้เท่าไร ปลูกด้วยเมล็ดหรือตอน” คุณพี่แกมแก้วถาม

คุณป้าบุญเรือนตอบว่า “เป็นมะม่วงเพาะด้วยเมล็ดได้มาจากบ้านคุณหญิงส้มจีน เขื่อนเพชรเสนา แม่สังวาลย์ได้นำมาให้ อายุได้ ๑ ปีกับ ๑ เดือน” ก็เป็นอันว่าต่างคนต่างนึกไป

พอรุ่งขึ้นอีกหนึ่งวัน ตอนเย็นคุณทัศนีย์ได้มาบอกกับดิฉันว่า “มะม่วงที่บ้านคุณป้าออกช่อแล้ว”

ดิฉันกับคุณพี่แกมแก้วจึงได้มาดูว่ามันจะออกได้อย่างไร เพราะต้นนิดเดียว พอมาถึงก็เห็นยอดเดียวออกได้ถึง ๙ ช่อ ดิฉันจึงได้หยิบดูมีลักษณะบานสีขาว ได้ดมดูรู้สึกหอมคล้ายดอกพิกุล แต่ส่วนอีกกิ่งหนึ่ง ช่อได้ออกตามกิ่ง ๓ ช่อ ทางกิ่งทิศเหนือ เป็นมหัศจรรย์ยิ่งนัก ตามปกติมะม่วงต้องมีช่อที่ยอดทั้งนั้น นี่ออกตามกิ่งคล้ายมะไฟ ออกได้ถึง ๓ ช่อ ยาวประมาณ ๗ ซม. เศษ

พอรุ่งขึ้นอีก ๕ วัน ช่อมะม่วงนั้นก็เลยหายไปโดยไม่มีรอยเด็ดเลย ดิฉันจึงได้ถามคุณป้าว่าช่อมะม่วงได้หายไปไหนเสีย

คุณป้าตอบว่า ต้นมะม่วงก็อยู่ในเม็ดมะม่วง ช่อมะม่วงก็อยู่ในต้นมะม่วง ผลมะม่วงก็อยู่ในต้นมะม่วงนั่นเอง ดูตั้งแต่ครั้งพุทธกาลก่อนโน้น พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ มะม่วงยังออกผลได้เดี๋ยวนั้น” พูดเท่านั้นคุณป้าก็นิ่งไป

ดิฉันยิ่งมีความเลื่อมใสยิ่งขึ้น แต่ยังไม่เชื่อนัก เพราะอิทธิฤทธิ์แค่ฌานโลกีย์ก็ทำได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงมาบ่อยครั้งแทบทุกวัน

พอค่ำวันหนึ่ง คุณป้าได้เรียกดิฉันไปนั่งหน้าบ้านที่บันไดชั้นที่ ๒ ชี้มือขึ้นไปบนฟ้าให้ดิฉันดู เพราะข้างขึ้นเดือนหงายมีดาวสว่าง มองดูแล้วรู้สึกเหมือนกับเมฆสีขาวลอยอยู่เหนือพระจันทร์ คุณป้าจึงบอกว่า จะเรียกให้ฝนตกลงมาเอาไหม

ดิฉันจึงตอบว่าให้ตกลงมาเดี่ยวนี้ซี

คุณป้าบอกว่ามันไกล แล้วคุณป้าบุญเรือนก็ลุกจากบันได เดินไปทางถนนหน้าบ้านประมาณ ๓ นาที แล้วเดินกลับมาบอกดิฉันว่า ได้แล้ว เก็บรองเท้าขึ้นเรือนเสีย

ต่อมาประมาณ ๒ นาที ฝนก็ได้ตกลงมาอย่างกับเทลงมา ดิฉันชักเลื่อมใสและปีติ นึกว่าคุณป้ามีสัจอธิษฐานบารมีแน่แล้ว เพราะเห็นกับตาเอง ดิฉันจึงได้บันทึกไว้

เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๔ ดิฉันขอบันทึกเรื่อง แม่หลา น้อยหลุ่น ได้ป่วยเป็นโรคสติไม่ใคร่ดี พี่สาวเขาได้ลงมาจากบ้านมอ สระบุรี บอกดิฉันว่า แม่หลาเป็นบ้าไปแล้ว ดิฉันก็ได้พาพีสาวเขามาหาคุณป้า เล่าว่าไปทำวิปัสสนา เลยสติไม่ดีไป แทนที่จะได้รับความกรุณาจากคุณป้า กลับถูกเอ็ดตะโรลั่นว่า เขาเรียนที่ไหน อาจารย์เขามี ก็ไปให้เขาแก้ให้ซี ดิฉันถูกเอ็ด กลัวก็กลัว โกรธก็โกรธ จะลุกไปเสีย ก็กลัวจะเสียกิริยา จึงทนนั่งสงบอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วคุณป้าก็บอกให้นำปูนกับไพลมาให้อธิษฐาน พออธิษฐานให้แล้ว สั่งให้เอาปูนไปทาหน้าอกและฝนไพลรับประทาน

ดิฉันกับพี่สาวแม่หลาไปบ้านหมอ สระบุรีด้วย ดิฉันไปเห็นแล้วรู้สึกเวทนา เพราะอาการกิริยาได้เปลี่ยนแปลงไปหมด เขาเรียกมารดาเป็นอี และพระว่าอ้าย และยังมีเรื่องวิกลต่างๆ ดิฉันจึงให้รับประทานไพล และทาปูนให้ รู้สึกทุเลาลงบ้างบางขณะ จึงได้นำตัวลงมากรุงเทพฯ มาหาคุณป้า ได้พาเขามาที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ

พอมาถึง ก็บอกว่า ดิฉันพาเขามาหาคุณป้า

คุณป้าได้เอ็ดเอาดิฉันแทบเป็นลม คุณป้าเอ็ดว่า พาเขามาทำไม ดิฉันไม่ทราบว่าจะตอบว่าอย่างไร เลยนั่งนิ่ง เลยเป็นเหตุให้คนบ้านั่งนิ่ง ขี้มูกไหล น้ำตาไหล

ดิฉันชวนเขากลับบ้าน เขาก็ไม่กลับ จนคุณป้าต้องจูงมือให้ลุกขึ้นและบังคับให้เขาไป เขาจึงกลับ

แล้วต่อมา บังเอิญคุณป้าได้ไปเชียงใหม่เสีย ๑๘ วัน พอคุณป้ากลับ ดิฉันก็ได้พาเขามาหาคุณป้าอีก ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ตอนนี้มาแล้วเขาไม่ยอมกลับ อยู่จนค่ำ คุณป้าต้องจูงไปส่งที่ประตูโรงพิมพ์วิบูลกิจ ถนนวิสุทธิกษัตริย์

วันนั้นดิฉันได้กลับไปบ้านที่ร้านสตรีภัณฑ์ หน้าวัดเอี่ยมวรนุช บางขุนพรหม รุ่งขึ้นเขาก็หนีมาเองคนเดียว และมาได้ถูกด้วย มาคอยคุณป้า แต่ไม่คลั่งเหมือนเดิม เขานั่งเฉยรออยู่ จนคุณป้ากลับจากธุระ แล้ววันนั้นเขากลับไปเองจนบ่าย แล้วดิฉันก็ได้มาสอบถามคุณป้า เป็นเพราะเหตุไร เขาจึงหาย

คุณป้าเล่าว่า ให้คุณสม พรพิบูลย์ เขียนหนังสือแปลในเรื่องของกระดาษแผ่น ๑ ท่านหยิบมาให้ดู มีรูปหัวใจคู่ มีลูกศรเสียบ มีลักษณะ ๔ เหลี่ยม มีหนังสือข้างละแถว ๔ ด้าน หนังสือบอกว่า ตั้งสัจจะอธิษฐานสมานมิตร แล้วอีกด้าน ๑ บอกว่า ตั้งสัจจะอธิษฐานสมานม... อีกด้าน ๑ บอกว่า ตั้งสัจจะอธิษฐานสมานมรรค อีกด้าน ๑ บอกว่า   ด้วยดวงจิตหวังดีเป็นที่ ๑

ดิฉันได้รับกระดาษมาดูและได้อ่านคำแปลเป็นตอนๆทน่าฟัง ดิฉันจำไม่ได้ว่า คุณป้าให้คุณสมเขียนแล้วแม่หลาจะหายจากโรคบ้า แล้วคุณป้าเล่าว่า คุณสมบอกว่า หายได้อย่างไร หนังสือบ้าๆ ถ้าเขียน คนเขียนก็บ้าด้วย ท่านเขียนได้หน่อย ท่านไม่ยอมเขียน(ต่อ) คุณป้าก็นำมาเขียนเอง เขียนก็ไม่เป็น บังเอิญบุตรสาวคุณนายแดง ฉั่วย่งเส็ง มา พอดีเลยเขียนให้คุณป้า ตามที่คุณป้าบอกให้เขียน คุณป้าเล่าให้ฟัง ดิฉันไม่ใคร่เชื่อ แต่ประหลาดจริงกลับหายได้เป็นปกติตั้งแต่วันนั้นที่ ๓ มกราคม ๒๔๙๔ ค้าขายได้จนทุกวันนี้ เพราะความพูดจริงของคุณป้าจึงเป็นสัจจะอธิษฐาน จึงได้บันทึกไว้เพื่อผู้ปฏิบัติจะได้ปฏิบัติตามได้บ้าง

ต่อมาอีกไม่นาน ดิฉันจำไม่ได้ว่ากี่วัน แม่สมบุญอยู่ที่บ้านหมอเหมือนกัน เป็นบ้าอีก จะเต้นคองก้าเรื่อย และร้องเพลงต่างๆ ทั้งรำและร้อง ดิฉันก็ได้เห็นและยังได้เอาไพลฝนให้รับประทานและน้องสาวคนเจ็บได้ลงมาขอน้ำไป ๑ ขวด รับน้ำหมดก็หายเป็นปกติ นี้อาศัยความเชื่อมั่นต่อตัวเอง ไม่ต้องมาก็ยังหาย

ต่อมาอีก เมื่อเดือน ๓ กลางเดือน พ.ศ. ๒๔๙๔ ดิฉันได้ไหว้พระพุทธบาท สระบุรี ได้ไปพบกับแม่โถม ซึ่งเป็นคนจังหวัดพิษณุโลก เขาลงมาเล่าให้ฟังว่า แม่แถม น้องสาวเขาป่วยเป็นโรคท้องใหญ่ และผอมไปไหนไม่ไหว ท้องโตเท่ากับคนท้องสัก ๖ เดือน ได้ไปให้หมอตรวจที่โรงพยาบาลพิษณุโลก หมอบอกว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก ต้องผ่า แต่เมื่อผ่าก็ไม่รับรองว่าจะหายหรือไม่ ตกลงก็ต้องกลับบ้าน ไม่มีหวังจะหายแล้ว

เขาได้นิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์และถวายสังฆทาน มีญาติมาเยี่ยมกันเต็มบ้านเพื่อรอความตาย

ดิฉันได้แนะนำว่า ให้ลองตั้งน้ำอธิษฐานของคุณป้าบุญเรือนลองรับประทานดู เผื่อจะหายบ้าง ดิฉันก็จดวิธีตั้งน้ำอธิษฐานให้ไป พอคนเจ็บได้รับเขาก็นอนอ่านวิธีตั้งน้ำ อยากให้ถึงวันเสาร์เร็วๆ พอถึงวันเสาร์เขาก็ให้คนเอาน้ำใส่โหลตั้ง พอวันอาทิตย์เช้า ๒ โมงกว่าแล้วเขาก็เอาน้ำมารับประทาน จนถึงวันพฤหัสบดี ท้องก็แห้งไปอย่างประหลาด เจ้าตัวเข้าใจว่าฝัน จึงเรียกคนอื่นมาดู ใครๆ ก็เห็นว่าท้องยุบไปจริงๆ และเขาบอกว่า ใจคอดีขึ้นและแข็งแรงดีและมีญาติมาเยี่ยมกันเต็มบ้านอีก และขอจดวิธีตั้งน้ำอธิษฐานเอาไป จนกระดาษที่จดให้นั้นมองไม่เห็นตัวหนังสือ นี่เพียงแต่จดใบตั้งน้ำให้ไป เขายังหายเป็นปกติ โดยไม่ต้องนำคนไข้มา ก็ยังหายได้จริงๆ จนลงมากรุงเทพฯ หาคุณป้าได้ เวลานี้เขาก็หายเป็นปกติได้ปีเศษ เช่นแม่แถมนี้เป็นตัวอย่าง ดิฉันจึงได้บันทึกไว้เป็นพยานแห่งความเชื่อ จึงศักดิ์สิทธิ์ถึงปานนี้

๖. บันทึกเรื่องอธิษฐานศิลากรวด

ของ

นายดิส กิจไพบูลย์

เจ้าของห้างขายยากิจไพบูลย์โอสถ ถนนจักวรรดิ์ พระนคร

ข้าพเจ้าได้ทราบว่า อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม สามารถอธิษฐานได้ จึงได้ไปเยี่ยมที่บ้าน “สามัคคีวิสุทธิ” ในการไปเยี่ยมครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้า ได้ปรารภถึงเรื่องการสร้างสระน้ำรับประทาน ซึ่งข้าพเจ้าได้ร่วมมือกับประชาชนจัดสร้างขึ้นที่วัดคูบัว ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และปรารถนาให้น้ำในสระนี้ศักดิ์สิทธิ์ หากผู้ใดได้ดื่มน้ำในสระนี้แล้ว จะมีใจเป็นกุศลเป็นธรรม รู้จักคุณของผู้มีคุณ ปราศจากโรค ร่ำรวยเป็นเศรษฐี

คุณแม่บุญเรือน จึงบอกให้ข้าพเจ้าหาหินมาก้อนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงมาเป็นครั้งที่ ๓ ในวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็นำหินมาให้ท่าน คุณแม่บุญเรือนได้บอกว่า “ต้องอธิษฐานถึง ๗ เสาร์ถึงจะใช้ได้”

เมื่อได้มอบศิลากรวดให้แล้ว ข้าพเจ้าก็ลาท่านกลับบ้าน พร้อมกับเรียนท่านว่า “คราวนี้หลายวันกว่ากระผมจะกลับมาอีก”

ตอนเย็นในวันรุ่งขึ้นเวลาบ่าย ๔ โมงเศษ ให้ร้อนใจอยากไปหาท่านอีกแล้ว ครั้นข้าพเจ้าไปถึงบ้านสามัคคีวิสุทธิ (นายดิส มากับบุตร ๒ คน) ถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา ตามเวลาที่นัดพระนิมนต์ไว้ แต่พระยังไม่มาเพราะ พล.ต.ท.หลวงวิฑิตกลชัย ไปรับพระที่วัดอนงคารามช้าไปเล็กน้อย

คุณแม่บุญเรือนบอกว่า “ไหนละคุณดิส ว่าอีกหลายวันจึงจะมาหาอย่างไรล่ะ”

ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึกสะดุ้งใจขึ้นมาทันทีทีเดียว เพราะข้าพเจ้าไม่ควรจะต้องมา ควรจะคอยให้ครบ ๗ เสาร์เสียก่อน และไม่ทราบเลยว่า คุณแม่บุญเรือนได้นิมนต์พระมาเจริญพุทธมนต์ในวันเสาร์นั้นเป็นวันเสาร์แรก และจะทำต่อไปทุกวันเสาร์จนครบ ๗ เสาร์ ไม่ทราบว่าอะไรไปดลใจให้ข้าพเจ้ามาในเสาร์แรกเช่นนั้น

คุณแม่บุญเรือนได้เล่าให้ฟังอีกว่า “ฉันนิมนต์พระสงฆ์มานี้จะไม่ถวายจตุปัจจัย แม้แต่ค่ารถ”

ขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์จวนจบ ข้าพเจ้าก็ลุกจากที่นั่งเดินไปหาคุณแม่บุญเรือน ซึ่งนั่งอยู่นอกห้องที่พระสวดมนต์อยู่ คล้ายกับว่าท่านนั่งรอคอยรับเรื่องของข้าพเจ้าอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจึงเรียนถามท่านแต่พอเบาๆ ว่า

“คุณแม่ไม่ถวายปัจจัยแด่พระที่มาเจริญพุทธมนต์ คนอื่นถวายได้ไหม”

ท่านตอบว่า “ฉันไม่รู้ด้วย”

ข้าพเจ้าจึงเรียนถามท่านต่อไปว่า “ถ้ามีใครถวายจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์ที่มาเจริญพุทธมนต์คราวนี้ จะเป็นการขัดแก่การกระทำพิธีนี้หรือไม่ครับ”

ท่านบอกว่า “ฉันไม่ห้าม”

ข้าพเจ้ายกมือเคารพท่าน แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม และยกมือประณมตั้งสัตยาธิษฐานในใจต่อหน้าพระสงฆ์ ๗ รูป ที่กำลังเจริญพระพุทธมนต์อยู่ว่า

“ขอถวายจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์ทั้ง ๗ รูปๆ ละ ๑๐ บาทแล้ว ถ้าศิลากรวดที่ทำอยู่นี้จะศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่แท้แล้ว ขอให้มีผู้ถวายตามข้าพเจ้า จะถวายอะไรก็ได้ ถ้าข้าพเจ้าถวายจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์ แล้วไม่มีผู้ถวายตาม นับว่าศิลาที่ทำพิธีอยู่นี้ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์”

จบคำอธิษฐานในใจของข้าพเจ้าแล้วประมาณ ๒ นาที พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์จบ

ข้าพเจ้ากับคนทั้งหลายที่นั่น ช่วยกันเอาน้ำร้อนน้ำชาถวายพระเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ประกาศขึ้นดังๆ พอได้ยินทั่วบ้านว่า

“ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลายที่มาเจริญพระพุทธมนต์ทั้ง ๗ รูป วันนี้ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ท่านไม่ถวายจตุปัจจัยแด่พระคุณเจ้า ข้าพเจ้านายดิส กิจไพบูลย์ ขอถวายจตุปัจจัยแด่พระคุณเจ้าเป็นมูลค่าองค์ละ ๑๐ บาท ได้มอบไว้ให้แก่คุณหลวงวิทิตกลชัยแล้ว ถ้าพระคุณเจ้าประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใด โปรดเรียกร้องเอาที่ท่านคุณหลวงวิทิตกลชัย ซึ่งเป็นกัปปิยการกของพระคุณเจ้านั้นเทอญฯ”

แล้วข้าพเจ้าก็คอยฟังว่า จะมีใครถวายตามบ้าง

ตอนนี้เงียบฉี่

ข้าพเจ้ารู้สึกใจสั่นระริกทึกทัก ทำท่าจะคิดอะไรใหญ่โตไปแล้ว พอได้สติขึ้นมาก็ปลอบใจตนเองว่า อย่าเพิ่งนึกและคิดอะไรทั้งหมด จงทำใจให้สงบรอดูไปก่อน ประมาณราว ๓ นาที จึงได้ยินเสียงคุณแม่บุญเรือนเรียกขึ้นว่า “คุณยุทธ์ เก็บดอกไม้ที่บูชาพระมาให้ฉัน”

คุณแม่บุญเรือนได้ดอกไม้แล้ว ก็ส่งไปทางพวกผู้หญิงให้มัดเป็นกำๆ รวม ๘ กำ แล้วส่งมาให้ถวายพระ ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจขึ้นอย่างมากจนตื้นตัน จึงถามออกไปว่า “ดอกไม้นี้ของใคร? ใครเป็นผู้ถวาย?”

คุณแม่บอกว่า “ของหลวงพ่อพุทโธ” (หมายถึง พระพุทธรูปองค์เล็กบนที่บูชาองค์หนึ่งซึ่งได้ตั้งชื่อว่า “พุทโธ”)

เมื่อถวายดอกไม้แก่พระสงฆ์แล้ว คุณแม่บุญเรือนพูดกับข้าพเจ้าว่า “ถ้าฉันไม่รู้วาระจิตของคุณดิสแล้ว ศิลาอธิษฐานนี้ต้องเสียหมด” แล้วท่านพูดต่อไปว่า “คุณดิส คิดอย่างนี้จริงไหมล่ะ”

ข้าพเจ้าอธิษฐานแต่ในใจ คาดว่ารู้แต่เพียงคนเดียว และพระสงฆ์ก็กำลังเจริญพระพุทธมนต์อยู่ คุณแม่บุญเรือนนั่งอยู่ห่างๆ ยังได้ยินเช่นนี้ จึงเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าทราบว่า คุณแม่บุญเรือนรู้วาระน้ำจิตของคน ข้าพเจ้าจึงทดลองอีกครั้ง ๒ ครั้ง ขอยืนยันว่า คุณแม่นี้รู้วาระน้ำจิตคนจริงๆ จึงขอบันทึกไว้เป็นหลักฐานต่อไป

ดิส กิจไพบูลย์

๑๗ กันยายน ๒๔๙๕

๘. บันทึกของ น.ส. วรณี สุนทรเวช*

นิสิตอักษรศาสตร์ปีที่ ๔ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๐๗) เป็นข้าราชการพลเรือนชั้นเอก อาจารย์ใหญ่โรงเรียนดาราคาม พระโขนง พระนคร

๑. เรื่องต้นพุด

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๔๙๕ ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ ดิฉันไปจุดเทียนวันเกิดที่บ้านคุณยายบุญเรือน คุณยายให้กิ่งพุดซ้อนดิฉัน ๑ กิ่ง คุณยายอธิษฐานว่า ขอให้กิ่งพุดออกรากภายใน ๗ วัน ดิฉันมิได้รับกิ่งพุดมาในวันนั้น วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๕ คุณแม่ไปไหว้พระที่บ้านคุณยาย ๆ ฝากกิ่งพุดมาให้ดิฉันและสั่งให้ปลูกในวันที่ ๑ สิงหาคม เวลา ๖ นาฬิกาเช้า ซึ่งตรงกับวันหล่อพระพุทโธใหญ่ ที่วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อดิฉันปลูกต้นพุดแล้วก็ไปในงานหล่อพระประธานที่วัดสัมพันธวงศ์

ดิฉันได้ไปเที่ยวจังหวัดนครราชสีมากับอาจารย์และเพื่อนร่วมคณะ เมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๔๙๕ คุณแม่ได้เรียกดิฉันให้ไปดูต้นพุด ดิฉันก็ได้ไปดู เห็นดอกพุดอ่อนเพิ่งผลิ เวลานั้นต้นพุดสูง ๔ นิ้วครึ่ง รวมเวลาที่ปลูกจนถึงที่มีดอก ๒๗ วัน ดอกพุดได้เจริญเติบโตขึ้นเป็นลำดับ

ครั้นถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ ดอกพุดบานเต็มที่ ต่อมาวันอังคารที่ ๓๐ กันยายน เวลาเช้า ดิฉันได้นำดอกพุดซึ่งบานได้ ๒ วัน แล้วไปให้คุณยายถวายพระพุทโธที่บ้านคุณยาย รวมเวลาตั้งแต่ปลูกถึงวันนำดอกพุดไปถวายพระเป็นเวลา ๑ เดือน กับ ๒๙ วัน

ต้นพุดได้แตกสาขาออกเป็น ๒ กิ่ง ต่อมาวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ ตรงกับวันลอยกระทงกลางเดือน ๑๒ ต้นพุดออกดอกอีก ๒ ดอก ยังไม่บาน เวลานี้ต้นพุดสูง ๑๗ นิ้ว

๒. เรื่องลอยกระทง

เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ ดิฉันเลิกจากเรียน แล้วก็ไปไหว้พระที่บ้านคุณยาย ๆ ชวนไปลอยกระทงด้วยกันที่ปากนำในวันรุ่งขึ้น เช้าวันที่ ๒ พฤศจิกายน คุณยายและดิฉันก็ไป คุณแม่ได้ช่วยกันแต่งกระทงซึ่งสำหรับลอยในวันนั้น คุณถนอมเป็นคนเย็บกระทงเจิม ๙ ใบ นำไปลอยที่ปากน้ำ ๘ ใบ ส่วนอีกใบหนึ่งนั้น คุณยายให้คุณหมอปรีดา (ล้วนปรีดา) ไปลอยที่คลองเทเวศม์ กระทงใหญ่ทำเป็นรูปเรือ แต่งด้วยดอกไม้สด

ถึงเวลาเย็นประมาณ ๑๗.๐๐ น. ออกจากบ้านสามัคคีวิสุทธิพร้อมกัน ไปปากน้ำโดยทางรถยนตร์ มีรถไปด้วยกัน ๘ คัน เมื่อถึงปากน้ำแล้วพบพวกที่ไปอยู่ก่อนอีกหลายคน รวมคนที่ไปด้วยกันทั้งหมด ๒๖ คน ได้ลงเรือยนต์ที่ท่าเรือปากน้ำ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ออกเรือบ่ายหน้าลงไปทางปากอ่าวเลยกระโจมไฟออกไปแล้ว ก็กลับหันหัวเรือขึ้นมาทางกรุงเทพฯ

คุณยายสั่งให้จุดกระทง กระทงนั้นช่วยกันจุดหลายคน ลมพัดแรงมากจึงจุดไม่สำเร็จ ส่วนกระทงนั้นดิฉันช่วยคุณยายจุด พอจุดติดลมก็พัดดับหมด คุณแกมแก้ว (จันทมาศ) เรียกให้คนเอาผ้าใบมากั้นข้างเรือเพื่อบังลม คุณยายไม่ยอมให้บัง ให้นำผ้าไปเสียที่อื่น คุณยายได้ยืนขึ้นอธิษฐานขอให้ลมสงบสักครู่ เพื่อจะได้จุดเทียนบูชาแม่พระกาพรหม ชั่วครู่ลมก็สงบอย่างขนาดจุดเทียนได้ทุกกระทง เมื่อจุดเทียนเสร็จแล้วก็ช่วยกันลอยกระทง กระทงที่ดิฉันจุดนั้นดับหมด ส่วนกระทงที่คุณยายจุดไม่ดับเลย ลอยนำหน้ากระทงรูปเรือซึ่งจุดไฟสว่าง ลอยไปสู่ปากอ่าว ดิฉันได้เฝ้ามองดูกระทง เห็นไฟสว่างเป็นดวงเล็กๆ จนลับสายตา

เหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้ที่ไปด้วยกันได้เห็นประจักษ์แก่ตาเป็นจำนวนมาก ดิฉันจึงได้บันทึกไว้เพื่อจะให้ผู้ที่ต้องการทราบเรื่องราวที่เกี่ยวกับสัจจะความจริง ซึ่งคุณยายได้กระทำไว้ได้ทราบเรื่องราว ดิฉันขอรับรองด้วยเกียรติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องที่ดิฉันได้ไว้นี้ถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ

วรณี สุนทรเวช

บันทึก เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๕

๙. บันทึกของคุณนายผิน แจ่มวิชาสอน

เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๐ นี้ คุณป้าบุญเรือนได้ไปอยู่ที่พระโขนงกับดิฉัน แต่อยู่เรือนคนละหลังฟากถนนซอย และบ้านทั้งสองมีรั้วแน่นหนา บ้านของดิฉันมีประตูไม้ปิดใส่กุญแจได้ เวลาไปมาหากันจะต้องเดินเป็นระยะทางประมาณ ๑๕ วาเศษ แต่คุณป้าบุญเรือนมิได้ค่อยอยู่ประจำบ้าน ชอบเข้ามาในพระนคร ทุกวันก็ว่าได้ คุณป้าไปรับข้าวที่บ้านดิฉันทุกมื้อเย็นแล้วจึงกลับไปนอน

ค่ำวันหนึ่งฝนตกหนัก คุณป้าบุญเรือนได้มารับประทานอาหารค่ำตามเคย แต่ตัวคุณป้าไม่เปียกฝน ดิฉันจึงคิดว่า คุณป้าได้เปลี่ยนเสื้อผ้ามาก่อนแล้ว วันนั้นมีพี่สาวดิฉันชื่อ ผัน และพี่สะใภ้ชื่อ นวล มาเยี่ยม และจะค้างกับคุณป้าบุญเรือน เมื่อรับประทานอาหารแล้ว คุณป้า พี่สะใภ้และพี่สาวจะไปนอน ฝนยังตกอยู่ ดิฉันจึงให้ร่มคุณป้าเพื่อกันฝนไปบ้าน แต่คุณป้าปฏิเสธ ส่วนอีก ๒ คนรับไป รุ่งเช้าดิฉันจึงถามพี่สาวของดิฉันว่า "คุณป้าเปียกไหม" พี่สาวดิฉันจึงตอบว่า "เอามือจับตามตัวดูแล้ว รู้สึกร้อนและไม่เปียกทั้งตัว"

ต่อมาอีกหลายวัน ในตอนค่ำดิฉันคอยคุณป้าอยู่ นั่งอยู่บนศาลารับแขกของบ้าน หันหน้าจ้องมองไปทางประตู ดิฉันได้ยินเสียงคุณป้าร้องสวัสดี ก้เห็นคุณป้าในตอนใกล้จะถึงตัวแล้ว ไม่ทราบว่าเข้ามาถึงอย่างไร ดิฉันจึงถามคุณป้าว่า "วันนี้เข้ามายังไง ถึงไม่ได้ยิน เพราะทุกครั้งเข้ามาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงรองเท้าแล้ว" คุณป้าตอบว่า "ก็ใส่กลอนเสียนี่" คุณหลวงสามีของดิฉันจึงเรียกนายพุฒ ให้ดูกุญแจประตูรั้วบ้านว่าปิดกุญแจหรือเปล่า นายพุฒตอบรับว่า "ผมใส่ประแจเสียแต่หัวค่ำ ลืมคุณป้าไป" คุณหลวงสามีของดิฉันให้นายพุฒเอาไฟฉายไปส่องตามข้างรั้วว่ามีช่องลอดเข้ามาบ้างหรือเปล่า นายพุฒและคุณหลวงสามีของดิฉันได้พากันไปดู ไม่พบช่องเลย รั้วยังปกติ ไม่ทราบว่าเข้ามาได้อย่างไร ต่อมาตอนค่ำๆ ดิฉันคอยจ้องดูประตูอยู่เสมอ เพื่อรอคุณป้ามารับประทานอาหาร แต่พอได้ยินเสียงสวัสดี ก็เห็นคุณป้าอยู่ใกล้ตัวแล้วทุกที ส่วนฝนที่ตกไม่เปียกตัวคุณป้านั้น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ยังเห็นกันอีกหลายครั้งหลายหน ไม่แต่ดิฉันคนเดียว คนอื่นๆ ก็เห็นกันมากคน"

(ลงชื่อ) ผิน แจ่มวิชาสอน

๒๘ ต.๕. ๙๕

๑๐. บันทึกของ นางพัธนี พรพิบูลย์

บันทึกให้เจ๊บ๊วย เพื่อพิมพ์ประวัติหลวงพ่อพุทโธใหญ่

ดิฉันรู้จักกับคุณป้าหมอมาตั้งแต่หลังสงครามครั้งที่ ๒ เลิกแล้วเนื่องจากไปให้คุณป้ารักษาโรคลมเรอ

ต่อจากรักษาโรคหายดีแล้ว วันหนึ่ง ดิฉันไปขอร้องให้คุณป้ามาช่วยดูที่ดินให้ดิฉัน ซึ่งดิฉันคิดว่าจะปลูกบ้านพักสักหลังหนึ่ง คุณป้าได้นัดให้ดิฉันเอารถไปรับคุณป้า ที่บ้านพักของคุณป้าที่บ้านคุณหลวงแจ่มวิชาสอนที่พระโขนง เวลาเช้า ดิฉันได้นำรถไปตามที่คุณป้านัด แล้วคุณป้าก็มากับดิฉัน ซึ่งตามธรรมดา ดิฉันเคยไปทางถนนจักรพรรดิพงศ์ ออกถนนวิสุทธิกษัตริย์เลย แต่ต้องผ่านถนนนางเลิ้ง คุณป้าสั่งให้มาถนนบำรุงเมือง เลี้ยวถนนดินสอ ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรงไปทางเฉลิมวันชาติ ดิฉันไม่ค่อยเคยมาทางนี้ เลยงงไป มาถึงสะพานเฉลิมวันชาติ คุณป้าก็ถามว่า “เอ้า จะไปทางไหน? เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา?” ดิฉันก็ตอบไม่ถูก เลยตอบว่าไม่ทราบ ถามคนรถๆ เขาก็ไม่ทราบ เพราะเขาไม่เคยมาที่ที่ของดิฉันเหมือนกัน โดยกะทันหัน คุณป้าสั่งทันที ให้เลี้ยวซ้าย พอรถเลี้ยวซ้ายมาได้หน่อย คุณป้าก็ถามดิฉันว่า “นี่ ใช่ไหม?” ดิฉันก็ร้องว่า “ใช่แล้ว” เพราะเหตุนี้ ดิฉันจึงเลื่อมใสมาก เพราะสิ่งที่ไม่ทราบก็ได้ทราบ ซึ่งผิดคนธรรมดา แทนที่ดิฉันจะพาคุณป้ามาที่ๆ นี้ คุณป้ากลับเป็นคนพาดิฉันมา

ต่อมา ดิฉันกับคุณอุษา ไวคกุล คิดจะสร้างบ้านให้คุณป้าอยู่สัก ๑ หลัง จึงได้นำความคิดนี้มาปรึกษากัน และขออนุญาตต่อนายของดิฉัน นายก็อนุญาตให้ จึงได้นำความไปให้คุณป้าทราบที่โรงพักกลาง พร้อมทั้งคุณอุไรด้วย ก็ตกลงจะปลูกกัน ในการปลูกนี้ คุณอุษาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง

ที่รีบร้อนปลูก ก้เพราะกลัวคุณป้าจะหนีไปอย่างคราวก่อนคือ ไปเชียงใหม่ตั้ง ๘-๙ เดือน ทำให้ว้าเหว่มาก ในเวลาเจ็บไข้ หรือมีธุระร้อนต่างๆ การปลูกบ้านนี้มีผู้คุ้นเคยกับคุณป้ามาขอร่วมการกุศลด้วยก็มี ปลูกเสร็จ คุณป้าก็ได้มาอยู่ ให้ชื่อบ้านว่า “บ้านสามัคคีวิสุทธิ”

ต่อมาได้ทราบว่า ท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนีได้มาอนุญาตให้คุณป้าช่วยหล่อพระประธานที่วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งหล่อแล้วจะนำไปไว้วัดสารนารถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง คุณป้ากะราคาให้นายช่างเอง เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ทั้งหล่อทั้งขัดเสร็จ ดิฉันเคยนึกวิตกเพราะเห็นว่าเงินจำนวนมาก ทั้งเวลานั้นคุณป้าก็ไม่มีเงินเลย คุณป้าจะเอาเงินที่ไหนมาในชั่วเวลาอันสั้นนี้

ต่อมาคุณป้าก็ลาไปเชียงใหม่ โดยนัดกับคุณนายหล้า ศักดาที ว่าจะไป เพราะคุณนายหล้ากับหมู่ศรัทธา ได้ปลูกหอประชุมไว้ให้ที่เชียงใหม่ จึงจำเป็นต้องขึ้นไป ทั้งที่ร่างกายในเวลานั้นก็ไม่ปกติ ไปเชียงใหม่ประมาณ ๓ อาทิตย์ก็กลับมา ได้ทราบว่าไม่ได้เก็บเงินที่เชียงใหม่ แล้วไปแปดริ้ว ก็ไม่เปิดบัญชีหล่อพระที่แปดริ้ว กลับจากแปดริ้วมาเปิดบัญชีที่กรุงเทพฯ แล้วแต่นั้น คุณป้าก็ไม่ค่อยออกไปนอกบ้าน เพราะสังขารไม่อำนวย เปิดบัญชีไม่กี่วัน เงินเต็มจำนวนต้องปิด แต่ยังมีผู้ศรัทธาอีก มาขอให้คุณป้ารับไว้สมทบทุน แล้วแต่คุณป้าจะทำอะไรต่อไป คุณป้าจึงยอมรับต่อไปพอสมควรแล้วก็หยุด หล่อพระเสร็จแล้วหักรายจ่ายเงินเหลือได้มอบให้ท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนีทำโบสถ์ต่อไป

พระหล่อแล้วรู้สึกว่างามมาก ตามที่เล่ามานี้ ดิฉันรู้สึกว่าคุณป้าเป็นผู้มั่นในสัจจะอย่างเด็ดขาด แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็ไม่ยอมพูดผิด พูดแล้วต้องทำอย่างที่พูด ไม่เคยผิดพลาดหรือหลงลืม แม้แต่เลาที่พูดเป็นเวลานานวันก็ไม่ลืม การอยู่ใกล้ๆ คุณป้านานตั้งหลายๆ ปี ดิฉันเคยเห็นความมหัศจรรย์หลายครั้ง เช่นเรียกฝนให้ตก และบอกมะม่วงซึ่งมีอายุ ๑ ปี ๑ เดือนให้มีช่อได้ ส่วนความศักดิ์สิทธิ์ยังมีมาก ซึ่งท่านจะดูได้จากบันทึกของท่านผู้อื่นในเล่มนี้ได้ ส่วนตัวดิฉันและครอบครัวก็ได้อาศัยปูน ไพล และน้ำอธิษฐานของคุณป้ารักษาประจำตั้งแต่ผู้ใหญ่ตลอดถึงเด็กเล็กๆ ทุ่นเงินค่าหมอไปมาก เพราะฉะนั้นจึงบันทึกไว้เป็นพยานแห่งความจริง

โดยความเคารพ

พัธนี พรพิบูลย์

บ้านหน้าวัดสระเกศ พระนคร

๑๑. บันทึกของ หม่อมถวิล สุทัศนีย์

ดิฉันอยู่บ้านเลขที่ ๒๓ ถนนดินสอ เสาชิงช้า พระนคร ดิฉันเคยมาติดต่อคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเรือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะวันเสาร์ได้มาร่วมสวดมนต์และบำเพ็ญกรรมฐานกับคุณแม่ด้วย ทั้งนี้เป็นเวลา ๑ ปี เศษแล้ว

ดิฉันได้รับเด็กมาเลี้ยงไว้ ๑ คน เป็นหญิง มารดาของแกเสียแต่เมื่อคลอด เด็กคนนี้อายุได้ ๑ ขวบกับ ๘ เดือน เมื่อประมาณ ๒ เดือนที่แล้ว เด็กคนนี้ป่วยเป็นลมชักตอนกลางคืน ดึกมาก ประมาณเกือบ ๕ นาฬิกา ดิฉันไม่ทราบว่าจะไปพึ่งพาหมอที่ใด เพราะตกใจไม่เคยเห็นเด็กเป็นดังนี้ เกรงว่าเด็กคงตายแน่ เด็กกระตุกชักตาตั้งหลังแอ่น ดิฉันจึงอุ้มเด็กนั้นไปที่หน้าพระบูชาและไหว้พระ แล้วเอาน้ำอธิษฐานของคุณแม่ ที่ดิฉันตั้งในวันเสาร์ตามปกติ หยอดให้แกกิน พร้อมกับระลึกถึงคุณแม่บุญเรือน

พอหยอดลงไปได้หน่อยเด็กก็หายชักทันที ในตอนเช้า ประมาณ ๗ โมงของวันนั้น ดิฉันพาเด็กไปโรงพยาบาลศิริราชให้นายแพทย์ตรวจ นายแพทย์ไม่ได้ว่าอะไร เป็นแต่ให้เด็กรับยาครึ่งเม็ด และให้ยามาอีกครึ่งเม็ด แต่ดิฉันไม่ได้ให้เด็กรับยานั้นอีกต่อไป เป็นแต่ให้ยาจันทะลิ้นลาและน้ำอธิษฐาน ต่อมาอีก ๒ วันก็หายเป็นปกติ

วันเสาร์ต่อมาก็ได้ไปที่บ้านคุณนายบุญเรือนอีกตามเคย คุณแม่ได้บอกให้ดิฉันจุดธูปที่เทียนใหญ่ที่หน้าโต๊ะบูชาพระ และบอกให้ดิฉันอธิษฐานขอให้ลูกชายอายุยืน ต่อมาประมาณ ๒ สัปดาห์ บุตรชายของดิฉันคนหนึ่ง ชื่อ ร.ท. ม.ร.ว. วุฒ สุทัศนีย์ ร.น. ที่ศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ ได้มีจดหมายมาบอกว่า ได้ถูกทำการผ่าตัดเนื้องอกในจมูก สลบไป ๑ วัน บัดนี้ได้หายเป็นปกติแล้ว ถ้าจะคำนวณดูเวลาที่คุณแม่บอกให้อธิษฐานนั้น ก็ไล่เลี่ยกับเวลาที่บุตรของดิฉันได้รับการผ่าตัดพอดี ดิฉันคิดว่า คุณแม่บุญเรือนรู้กาลล่วงหน้า จึงบอกให้ดิฉันอธิษฐานให้บุตรชายอายุยืน ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ บุตรหญิง ๒ คนของดิฉันไม่ป่วยเจ็บอะไร และคุณแม่ก็ไม่ได้บอกให้อธิษฐานให้บุตรหญิง

ต่อมาจากวันที่คุณแม่มาบอกให้ดิฉันจุดธูปอธิษฐานครั้งนั้นอีก ๖ สัปดาห์ นายแพทย์ ม.ร.ว. ไพฑูรย์ สุทัศนีย์ บุตรชายคนโตของดิฉัน อยู่จังหวัดยะลา ได้ป่วยเป็นไข้ไทฟอยด์ ดิฉันก็เป็นทุกข์มาก เลยมาเรียนถามคุณแม่บุญเรือนว่า บุตรของดิฉันจะเป็นหนักถึงชีวิตหรือไม่ คุณแม่บอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก แล้วจะช่วย” ต่อมาประมาณ ๑ สัปดาห์ ดิฉันก็ได้รับข่าวว่าหายเป็นปกติแล้ว ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงมีความเคารพนับถือ เพราะดิฉันแน่ใจว่า คุณแม่บุญเรือนสามารถทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างดี

และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อหลายเดือนมาแล้ว ดิฉันได้บอกคุณแม่ว่า ดิฉันได้หล่อพระประธานไว้กับพี่สาวของดิฉัน ๑ องค์ หน้าตักกว้าง ๒ ศอกครึ่ง ได้มีพระต่างจังหวัดมาขอกับคุณแม่บุญเรือนๆ ขอจากดิฉันๆ ดิฉันจึงปรึกษากับพี่สาวๆ ไม่ยอมให้ เพราะไกลนักไปไม่ได้ อยู่ถึงจังหวัดนครพนม ดิฉันเสียใจ เอาไว้หล่อร่วมกันใหม่ให้ใหญ่กว่านั้นอีกที่วัดสัมพันธวงศ์ เพราะท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนีจัดการหล่อ ๒ ครั้งแล้วไม่ติด คุณแม่บอกว่า พระองค์นี้จะศักดิ์สิทธิ์มาก จึงต้องหล่อหลายหน คราวนี้ท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนีอนุญาตให้คุณแม่จัดการหล่อถวาย เพราะฉะนั้นจึงร่วมการกุศลครั้งนี้ โดยแจ้งความจำนงค์จะบริจาคเงิน ๓๐๐ บาท และคุณแม่บุญเรือนยังไม่ยอมเก็บเงิน บอกว่าให้มีลาภเสียก่อนแล้วถึงจะเก็บ

ต่อจากวันนั้นอีกไม่กี่วันนัก ดิฉันก็มีลาภประมาณ ๑๐๐ บาทเศษ จึงนำมาให้คุณแม่บุญเรือนๆ ปฏิเสธไม่ยอมรับเพราะยังไม่เปิดบัญชี ต่อมาเมื่อคุณแม่จัดการเปิดบัญชีแล้ว ดิฉันจึงนำเงินมาร่วมการกุศลด้วย ในที่สุดพระประธานก็หล่อสำเร็จเรียบร้อยสวยงามเป็นที่ชื่นใจของดิฉัน ดิฉันจึงเลื่อมใสยิ่งขึ้นอีก และเพียรมาร่วมปฏิบัติธรรมทุกสัปดาห์ จึงได้รับอุปการะดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

ถวิล สุทัศนีย์

๒๓ พ.ย. ๙๕

๑๒. บันทึกของ คุณนายชมโชค ประดิษฐเวฆินทร์

เขียนมอบให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

ดิฉันได้รู้จักกับคุณหมอบุญเรือนโดย แม่เฮียง เซ่งลี่ไถ่ เป็นผู้แนะนำให้รู้จัก เพราะดิฉันเป็นโรคไต ไม่สบายเป็นไข้ และได้เชิญคุณหมอบุญเรือนมารักษาและนวดให้ ๔ ครั้งติดๆ กัน และโรคก็ไดหาย และในระหว่างที่นวดนั้นคุณหมอก็ได้สอนธรรมควบไปด้วย จนดิฉันเลื่อมใสศรัทธา จึงได้ขอนิสัยเรียนวิปัสสนากับท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ก็ได้ติดต่อกันเรื่อยมา บุตรชายคนที่ ๓ ของดิฉันซึ่งอายุได้ ๑๐ ขวบ ถูกบุตรชายคนที่ ๒ เอาศอกกระทุ้งที่โคนขาโดยบังเอิญ ก้เลยเดินไม่ได้

ดิฉันทราบเข้า ก็ให้เสมียนที่บ้านอุ้มไปหาคุณหมอบุญเรือนที่โรงพักกลาง คุณหมอได้นวดให้และอธิษฐานให้ และสั่งให้เดินกลับบ้าน ไม่ต้องอุ้มไป และปรากฏว่า บุตรชายของดิฉันเดินไปขึ้นรถหน้าโรงพักได้จริงๆ ขณะนั้นดิฉันยังอยู่ในวิหารวัดสามปลื้ม พอออกมาก็เห็นบุตรชายของดิฉันวิ่งเล่นอยู่ข้างวิหารนั้น

ต่อมาคุณแม่ของดิฉัน ซึ่งขณะนั้นอายุได้ ๘๑ ปี ได้ป่วยเป็นโรคชรา และได้ล้มป่วยเป็นเวลา ๒ เดือน ในระหว่างที่ป่วยอยู่นี้ คุณแม่ได้มีโอกาสทอดผ้าป่าถึง ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่วัดเกาะและวัดสามปลื้ม

วันหนึ่งคุณแม่ของดิฉันได้นอนนิ่งไปเฉยๆ ไม่พูดจา มีอาการคล้ายกรนหรือนอนหลับ เวลาเอาน้ำหยอดเข้าไป กลืนได้ แต่อาหารอื่นไม่ได้เลย อาการเป็นเช่นนี้อยู่ ๓ วัน เผอิญคุณหมอบุญเรือนก็มาเยี่ยมดิฉัน เมื่อเห็นอาการของคุณแม่ ก็บอกว่า ท่านไปเที่ยวอยู่บนสวรรค์ และได้รับอาสาไปตามให้ในคืนวันนั้น

ครั้นรุ่งเช้า คุณแม่ดิฉันก็รู้สึกตัว พูดขึ้นว่า “ฉันไปเที่ยวสวรรค์มา และได้กินน้ำเซียนจุ้ยด้วย” คุณแม่ของดิฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก ๑๙ วัน ระหว่างนี้ได้ทำการกุศลอีกหลายอย่าง

ต่อมาคุณหมอบุญเรือนได้มาที่บ้านอีก  วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ตอนเย็น คุณหมอได้บอกว่า “ท่านจะไปแล้ว ท่านยังไปไม่ได้ เพราะท่านเป็นห่วงนายกลางซึ่งยังไม่มีครอบครัว” และให้บอกดิฉันและญาติรับปากแก่ท่านเสีย อย่าให้ท่านเป็นห่วง ท่านจะได้ไปสะดวก รุ่งขึ้นวันจันทร์ ดิฉันก็ได้บอกกับน้องๆ ทุกคน และลูกๆ ไปขอขมาคุณแม่ในเวลาตอนบ่าย และตอนเย็นประมาณ ๔ โมงกว่า ได้พาบุตรหลานขอขมาอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างที่ขอขมาท่านก็บอกว่า “อือ” พอถึงเวลา ๖ โมงเย็น ก็สิ้นใจไปในระหว่างลูกหลานที่อยู่ใกล้พร้อมเพรียงกันโดยความสงบ เพราะเป็นเวลาใกล้ชิดกันไม่กี่ชั่วโมง ก็เป็นการสมจริงดังคุณหมอบอก ครั้นรุ่งเช้า ดิฉันให้คนไปตามคุณหมอบุญเรือนที่บ้านคุณหลวงแจ่มวิชาสอน ที่พระโขนง เด็กกลับมาบอกว่า คุณหมอบุญเรือนได้ออกจากบ้านไปเสียแล้ว แต่ตรงกันข้าม คุณหมอกลับทราบว่า คุณแม่ได้สิ้นชีวิตไปเสียตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จึงได้มาเยี่ยม

เพราะเหตุนี้ ดิฉันยิ่งเกิดความเลื่อมใสมากขึ้น ดิฉันจึงได้ขอความช่วยเหลือ ให้เรียงหนังสือธรรมแจกในงานคุณแม่ คุณหมอจึงได้เรียง อริยทรัพย์ ๗ และมรรค ๘ พร้อมด้วยข้อความปลีกย่อยอีกหลายเรื่อง และให้ชื่อหนังสือนั้นว่า แนวทางแห่งวิมุตติ และบุตรีของดิฉันคนที่ ๘ ได้รับการช่วยเหลือไว้เหมือนกัน โปรดอ่านบันทึกของ เด็กหญิง วงศ์ศิริ ประดิษฐเวฆินทร์ ต่อไป คุณหมอได้เป็นผู้ที่ดิฉันและลูกๆ นับถือเสมอมา

ชมโชค ประดิษฐเวฆินทร์

๑๓. ต่อไปนี้เป็นบันทึกของบุตรคนที่ ๘ ของดิฉัน

ข้าพเจ้าเป็นบุตรคนที่ ๘ ซึ่งเป็นคนสุดท้องของคุณแม่ คุณแม่ของข้าพเจ้ารู้จักกับคุณป้าบุญเรือนในเวลาพอสมควร ขณะนั้นข้าพเจ้าอายุได้ ๘ ปี ได้ศึกษาที่ ร.ร.อัสสัมชันคอนแวนต์ วันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้านั่งเรียนหนังสืออยู่นั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ขนหน้าแข้งของขาข้างหนึ่ง คล้ายกับว่ามันจะหลุด ข้าพเจ้าก็ลองเอามือลูบดู รู้สึกว่าเจ็บจนถูกต้องไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงบอกให้เพื่อนๆ ดู เพื่อนๆ ก้ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ข้าพเจ้าจึงนำความนี้ไปเรียนแก่คุณแม่ คุณแม่ก็บอกว่าไม่เป็นอะไร แต่พอรับอาหารเย็นเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าขนที่หน้าแข้ง ซึ่งมันจะหลุดนั้น กลับตั้งชันขึ้น และเจ็บมาก จับต้องก็ไม่ได้ คุณแม่เห็นไม่เข้าที จึงพาข้าพเจ้าไปหาคุณป้าบุญเรือน ซึ่งขณะนั้นท่านอยู่ที่โรงพักกลาง

เมื่อคุณแม่พาข้าพเจ้าไปถึง คุณป้าบุญเรือนก็หยิบปูนซึ่งท่านอธิษฐาน มาทาที่ใต้หัวเข่าจนรอบขา และท่านยังได้สั่งว่า ถ้าไม่หายในวันรุ่งขึ้นอย่าไปโรงเรียน พอกลับมาบ้าน ข้าพเจ้ารู้สึกค่อยยังชั่วขึ้น พอรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าเกือบหายเป็นปกติ และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะกลัวจะเป็นอีก

ตั้งแต่วันนั้น ข้าพเจ้าก็หายไม่เป็นอะไร และเป็นปกติเหมือนเดิม จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๔ ข้าพเจ้าจึงได้เขียนบันทึกนี้ เพื่ออาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่านทั้งหลายไม่มากก็น้อย ข้าพเจ้าจึงขอแนะนำให้ท่านใช้ปูนทาอย่างข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ายังรำลึกถึงท่านเจ้าของปูนอยู่เสมอจนกระทั่งทุกวันนี้

ด.ญ. วงศ์ศิริ ประดิษฐเวฆินทร์

๑๓๘ ถนสำเพ็ง พระนคร

๑๔. บันทึกของ นางบ๊วย ศิวพฤกษ์

ดิฉันอยู่บ้านเลขที่ ๒๕๓ ถนนดำรงรักษ์ อำเภอป้อมปราบ พระนคร เคยป่วยเป็นโรคลำไส้ ในท้องมีลมเป็นก้อน รับอาหารไม่ได้ ร่างกายซูบผอมมาก ปากก็เบี้ยว เริ่มป่วยมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ๙๕ เคยไปรักษาหมอจีน หมอไทย รวมทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน รวมเวลา ๓ เดือน มีอาการทรงกับทรุดลงไป เสียเงินไปมาก คุณอุษา ไวคกุล แนะนำบุตรสาวของดิฉัน ให้พาดิฉันมาหาคุณแม่บุญเรือน เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ศกนี้

คุณแม่บุญเรือนให้ดิฉันทาปูน รับประทานไพลและดื่มน้ำอธิษฐาน อาการป่วยค่อยหายขึ้น และไม่ถึง ๓ สัปดาห์ ก็หายเป็นปกติทั้งหมด ท้องสบาย หายปากเบี้ยว

การที่ดิฉันหายจากโรคครั้งนี้ รู้สึกเป็นพระคุณยิ่ง ดิฉันจึงถือโอกาสพาคุณแม่ไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนทางปักษ์ใต้ ออกเดินทางเมื่อวันที่ ๖ ต.ค. ๙๕ โดยทางรถไฟ ในการเดินทางคราวนี้ มีผู้ร่วมทางไปด้วย คือ คุณนายหล้า ศักดาธร คุณนายลำไย กลางสุข นางสาวฉวี บุตรสาวของดิฉันและมีผู้ติดตามช่วยเหลืออีก ๑ คน

วันแรก ลงรถไฟที่สถานีประจวบคีรีขันธ์ แล้วเดินทางไปพักที่กองบิน เป็นบ้านพักของบุตรชายของดิฉัน รุ่งขึ้น จึงพากันไปที่วัดเกาะหลัก นอกกองบินไปประมาณ ๑ ก.ม. ได้อาศัยกุฏิพระภิกษุองค์หนึ่ง ทราบว่า เป็นพระปลัดของวัด ได้แจ้งความจำนงให้ท่านทราบ ครั้งแรกท่านจะให้ใช้ศาลาอีกแห่งหนึ่ง ไกลจากที่นั่น แต่คุณแม่ไม่ยอมไป ในตอนเช้าวันนี้ ๗ ต.ค. ๙๕ มีคนนำปูนและน้ำมาให้อธิษฐานประมาณ ๑๐ กว่าคน ประชาชนพวกนี้ทราบจากข้าราชการกระทรวงการคลังผู้หนึ่งชื่อสะอาด ซึ่งเดินทางไปโดยรถไฟขบวนเดียวกัน เพื่อไปเยี่ยมญาติที่ประจวบฯ ได้สนทนากันถึงเรื่องปูน

คุณสะอาดบอกว่า เคยได้ยินชื่อคุณแม่มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยม จึงได้เที่ยวบอกญาติและเพื่อนบ้านใกล้เคียงในประจวบฯ ให้นำเอาปูน ไพล และน้ำ มาให้คุณแม่อธิษฐาน

ในจำนวนคนที่มาครั้งแรก มีหญิงผู้หนึ่งอายุประมาณ ๔๐ ปีกว่า บอกคุณแม่ว่า ในท้องเป็นลำแข็งปวดเหลือทน พูดพล่ามไปเรื่อยๆ แต่คุณแม่ไม่ค่อยเอาใจใส่นักและไม่ยอมพูดด้วย

ในที่สุดจึงมีเด็กคนหนึ่งได้นำปูนมา ๑ กะละมัง คุณแม่จึงขอปูนจากเด็กหน่อยหนึ่ง แล้วเอานิ้วจิ้มปูนไปทาที่บริเวณบนข้อมือขวาของหญิงที่บ่นว่าท้องเป็นลำแข็ง พอทาได้ประมาณ ๒ อึดใจ ดิฉันเห็นแกร้องบอกว่า “ปวดกระดูก ๆ” แล้วก็ร้องดังขึ้นว่า “ปวดกระดูกจวนจะแตกอยู่แล้ว”

ดิฉัน เห็นเส้นเลือดที่ข้อมือปูดขึ้นมา แกร้องบอกว่าปวดยิ่งขึ้น แล้วเอามือขวาตบกระดานแรงๆ อยู่เรื่อย คุณแม่จึงสั่งว่า “ไม่ให้ตีๆ ให้ยกขึ้นๆ” คนเจ็บก็ยกมือขึ้น แต่ยังตีอากาศอยู่เรื่อยๆ ส่วนมือซ้ายทุบอกแรงๆ ปากก็ร้องว่า “ปวดกระดูกจะแตกแล้ว” อยู่ลั่นกุฏิ คุณแม่จึงลุกขึ้นไปจับมือไว้ไม่ให้ทุบอกคุณแม่ถามว่า

“มาแต่ไหนล่ะ ไป ! ไป

คนเจ็บก็บอกว่า “ไป ! ไป ๒-๓ คำ

แล้วคุณแม่บุญเรือนก็วางมือที่ทุบอก คนเจ็บก็ล้มตัวลงกับพื้นไปนอนตะแคงและนิ่งเฉยอยู่ สักครู่ คุณแม่ก็บอกว่า “ลุกขึ้นเสียทีซี มันไปแล้ว” แล้วคุณแม่บุญเรือนได้หันมาบอกดิฉันว่า “ผีแม่ลูกอ่อนมันแฝงอยู่ มันกินกระดูกหัวไหล่และสะโพกเป็นรูหลายแห่ง ประมาณ ๓-๔ แห่ง”

คนป่วยลุกขึ้นนั่งเช็ดหน้าซึ่งเหงื่อออกโชกมีลักษณะเหมือนน้ำมัน เมื่อเช็ดเหงื่อแห้งแล้ว ก็บอกว่าเบาตัว และเล่าว่าเคยถูกน้ำมันพรายมาตั้งแต่สาว หาหมอรักษาเรื่อยมาแต่ไม่หาย มีปวดเมื่อยอยู่ตามเดิม โดยเฉพาะที่หัวไหล่ และตะโพกปวดมาก พวกที่เดินทางไปด้วยรู้เห็นเหตุการณ์ รวมทั้งท่านปลัดเจ้าของกุฏิด้วย ต่อมาอีกสักครู่หนึ่งหญิงคนป่วยผู้นั้นก็กลับ

ในตอนวันนี้ ก็มีประชาชนหลั่งไหลมา เอาปูน ไพล น้ำ มาให้คุณแม่บุญเรือนอธิษฐานเพิ่มจำนวนมากขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้น ๘ ต.ค. ๙๕ ได้ไปที่บ้านญาติของคุณสะอาด ที่ตลาดใกล้สถานีรถไฟ เพราะได้รับเชิญให้ไปรับประทานอาหารกลางวันด้วย พอไปถึงก็มีคนเอาปูน ไพล น้ำ มาให้อธิษฐานหลายสิบคนรออยู่แล้ว คุณแม่ต้องอธิษฐานให้เรื่อยไปเป็นชุดๆ ละหลายสิบคนเพราะบ้านคับแคบ แล้วเดินทางไปขึ้นรถไฟที่สถานี ก็ยังมีคนวิ่งตามไปให้อธิษฐานปูนอีกหลายคน คนหนึ่งบอกว่า เดินทางมาไกลตั้ง ๗ ก.ม.

พวกเราเดินทางต่อไปชุมพร ถึงสถานีชุมพรเวลา ๒ ทุ่ม นางสาวปราณี และคุณสุดใจ เพื่อนของบุตรสาวดิฉัน ได้มารับที่สถานีรถไฟ แกขึ้นไปรับบนรถและคุณปราณี หันให้ดูเสื้อผ้าบอกว่า “ดิฉันวิ่งมารับ ฝนตกและลื่นไปหมดจนหกล้ม ผ้าซิ่นเปื้อนไปแถบหนึ่ง”  แล้วก็ลำเลียงของออกจากรถไฟ คุณแม่สะพายกระเป๋าใบหนึ่งกับหิ้วกระเป๋าเสื่อบรรจุศิลากรวด หนังสือแดนมธุรส และใบตั้งน้ำเต็มกระเป๋า และก็ออกเดินจากรถไฟไปทางหลังสถานี มีคุณสุดใจเป็นคนนำทาง

ดิฉันเดินตามหลังคุณแม่บุญเรือนไปติดๆ เพราะมืดมาก คุณสุดใจคิดจะช่วยถือกระเป๋าเสื่อให้คุณแม่ เพราะเห็นว่าหนัก คุณแม่ไม่ยอม ว่าจะถือเอง บอกให้คุณสุดใจเดินนำหน้าไปที่รถ พอถึงทางตอนหนึ่งมืดมาก ทางเดินแฉะเลอะเทอะ คุณสุดใจส่งมือมาให้คุณแม่บุญเรือน จะจูงท่านไป แต่คุณแม่บุญเรือนบอกว่า ไม่ต้อง แล้วพวกเราก็เดินต่อไป จนถึงรถยนต์ที่คุณปราณีและคุณสุดใจนำมาคอยรับ พอขึ้นนั่งบนรถ และของตามมาขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว

คุณแม่บุญเรือนจึงถามว่า “ใครเท้าเปื้อนบ้าง

ทุกคนก็บอกว่าเปื้อนทั้งนั้น ของดิฉันไม่เปื้อนแต่ไม่บอกใคร พอถึงบ้านใครๆ ก็เข้าห้องน้ำล้างเท้ากัน แต่คุณแม่บุญเรือนและดิฉันขึ้นบนเรือนเลยทีเดียว

พอขึ้นบนเรือนแล้วดิฉันจึงเห็นว่า เท้าของดิฉันเปื้อนเล็กน้อย จึงได้กลับลงมาล้างเท้า พอดีพบคุณลำไย ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติคุณแม่บุญเรือน ในการเดินทางคราวนี้ กำลังยกรองเท้าคุณแม่บุญเรือนขึ้น จะนำไปล้าง

คุณลำไยร้องขึ้นว่า “รองเท้าคุณแม่ไม่เปื้อน”

ดิฉัน เห็นรองเท้าของคุณแม่บุญเรือนที่คุณลำไยยกขึ้นให้ดู ไม่เปื้อนจริงๆ เหมือนกับเดินบนถนนแห้งๆ รู้สึกอัศจรรย์มาก ดิฉัน ซึ่งตามติดหลังคุณแม่มาก็พลอยได้พึ่งบารมี ไม่เปื้อนเปรอะเหมือนคนอื่นๆ

คืนวันนั้นที่บ้านคุณปราณี มีผู้มาเยี่ยมเยียนหลายคน ในจำนวนนั้น มีครูสตรีของโรงเรียนที่ชุมพรคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย คุณแม่บอกว่าแกเป็นโรคลมก้อนในท้องจนท้องใหญ่เหมือนคนมีครรภ์ คุณแม่บอกว่า “ให้มันยุบ แล้วทาปูนก็หาย” หญิงอีกคนปวดบวมที่ข้อศอก คุณแม่บอกเป็นส่วนรวมอีกครั้งหนึ่งว่า “ผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ ให้นึกว่า เป็นโรคอะไรให้หายโรคทุกชนิด ให้นึกเอาเอง”

เช้าวันรุ่งขึ้น ครูหญิงคนนั้นมาเอาเชือกวัดท้องให้ดู ดิฉันถามว่า “ยุบไหม” แกตอบว่า “ยุบไปนิ้วกว่า” ส่วนหญิงที่แขนบวมก็บอกว่าหายบวมหายปวดไปแล้ว

พวกเราได้พักอยู่ชุมพร ๔ คืน ระหว่างนี้ ได้ข้ามไปที่วัดสุบรรณทุกวัน ในวันแรกมีประชาชนมาหาหลายสิบคน วันที่ ๒ ดิฉันไม่อยู่ แต่ถามคุณนายลำไยทราบว่ามีคนมาหาคุณแม่บุญเรือนที่วัดสุบรรณประมาณ ๑ พันคน วันที่ ๓ มีประชาชนมาประมาณ ๒ พันเศษ ในตอนเย็นบ่ายประมาณ ๕ โมงเศษ พากันกลับจากวัดสุบรรณ

ระหว่างที่ข้ามสะพาน มีนางสมบุญ (ชื่อที่ถูกคือ นางสมบูรณ์ สวัสดี) อายุ ๗๒ ปี ได้บอกว่า “แข็งแรงมากแล้ว”

คุณแม่ถามว่า “แข็งแรงมาก วิ่งข้ามสะพานได้ไหม”

นางสมบุญก็วิ่งเหยาะๆ ข้ามไปให้ดูตลอดสะพานทั้ง ๒ ทอด เมื่อวิ่งข้ามไปแล้ว คุณแม่ถามว่า “เหนื่อยไหม” แกตอบว่า “ไม่เหนื่อย” ส่วนรายละเอียดขอให้ดูบันทึกของนางสมบุญ

พอครบ ๔ คืนแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางไปสุราษฎร์ฯ ถึงสุราษฎร์เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ ฝนตกเลยไม่ได้เที่ยว

พอรับอาหารเย็นแล้ว เจ้าของโรงแรมแหลมทองได้ขึ้นมาหา เอาปูนมา ๑ กระป๋องเล็ก กับน้ำ ๑ ขวด บอกว่า พี่ชายเขาเป็นบ้า จึงถามว่า เขารู้มาจากใครว่า คุณแม่อธิษฐานน้ำได้ เขาตอบว่า “รู้มาจากคุณคเณย์”

คุณแม่บอกว่า “เอามามากๆ หน่อย เพราะเป็นมาก” เขาก็รับว่าเป็นมาก ไปรักษาที่โรงพยาบาลไม่หาย และอาละวาดด้วย ต้องล่ามโซ่ไว้ แต่เขาก็ไม่กลับไปนำปูนและน้ำมาเพิ่มอีก คุณแม่บุญเรือนก็อธิษฐานให้แล้วบอกว่า “บ้ามาก ต้องทาปูนที่หน้าอก ท้ายทอยถึงสันหลัง” เราพักอยู่สุราษฎร์คืนเดียว รุ่งเช้า ก็เดินทางต่อไป

ถึงนครศรีธรรมราช ๕ โมงเย็น คงพักโรงแรมนครที่ในเมือง

วันรุ่งขึ้น พวกเราได้ไปที่วัดท่ามอญในเมืองนครศรีธรรมราช มีคนมาหลายสิบคน มีหญิงคนหนึ่งเท้าบวมทั้งสองเท้า เดินไม่ได้สะดวก เอาปูนมาขอให้คุณแม่บุญเรือนอธิษฐาน

คุณแม่ถามว่า “เท้าปิดอะไร” แล้วบอกให้หญิงคนนั้นไปล้างออกให้หมด พอเท้าสะอาดแล้วคุณแม่ก็ทาปูนให้ แล้วบอกให้ลุกขึ้นเดิน หญิงคนนั้นก็เดินไปเดินมา และคุณแม่บอกให้นึกว่า ไม่ให้เจ็บๆ สักครู่หนึ่ง หญิงคนนั้นก็เดินได้คล่องแคล่วขึ้น อาการบวมก็เหี่ยวลงไปด้วย

ตอนบ่ายวันนี้ไปไหว้พระวัดพระธาตุ ขากลับคุณแม่บุญเรือนไปวัดท่ามอญกับคุณนายลำไยอีก แต่ดิฉันพักอยู่โรงแรม

พอรุ่งเช้า ก็ขึ้นรถไฟ มีคนนำปูนมาคอยอยู่ที่สถานีรถไฟอีกมากมาย คุณแม่ก็อธิษฐานให้ เรามาพักที่ทุ่งสงหนึ่งคืน พอรุ่งเช้าขึ้น ก็จับรถด่วนมาถ่ายรถที่สุราษฎร์ฯ พอข้ามฟากมาก็พบกับเจ้าของโรงแหลมทองที่พวกเราได้เคยพักกำลังคอยอยู่แล้ว แกเชิญคุณแม่ไปที่หน้าห้องแถว เพื่ออธิษฐานปูนอีก มีคนนำกันมาเป็นถังๆ จำนวนมาก และแกเล่าว่า

พี่ชายของแกหายเป็นบ้าในวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องล่ามโซ่ ไปตลาดได้ ไปตัดผมเองคนเดียวได้ เพราะเหตุนี้ คนจึงมาคอยคุณแม่บุญเรือนแยะ คุณแม่ก็อธิษฐานปูนให้สมปรารถนา แล้วพวกเราก็รีบไปรับประทานอาหารกลางวัน

พอจะเดินมาขึ้นรถไฟก็มีคนนำปูนและน้ำมาคอยอยู่อีกเป็นจำนวนมาก พอคุณแม่อธิษฐานแล้วก็ขึ้นรถไฟ มีคนนำปูนมาตั้งที่ข้างรถไฟอีกหลายคน พออธิษฐานให้เสร็จ รถไฟก็เคลื่อนที่ออกจากสถานี

รถแวะที่สถานีชุมพร มีคนมารับจำนวนมาก มีข่าวว่า มีคนหายโรคไปแล้วหลายคน ชายคนหนึ่งแกบอกว่า “ผมน่ะไม่เคยไหว้ใครเลย เปิดหมวกก็พอแล้ว แต่ผมไหว้คุณแม่ด้วยความเคารพ เพราะได้ผลมาก”

พวกเราทุกคนกลับมาถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ การที่ดิฉันบันทึกให้นี้เพราะเห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดซึ่งดิฉันไม่เคยพบและเห็นมาก่อน พึ่งมาพบคุณแม่นี้เป็นคนแรก จึงนำมาเล่าสู่กันฟังต่อๆ ไป

บ๊วย ศิวพฤกษ์

๑๕. บันทึกร่วมสี่คน

แขวงการทางชุมพร

วันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๕

"ดิฉัน นางสุดใจ สุนทรวิภาต ขอเขียนถ้อยคำบันทึกไว้ ณ ที่นี้ด้วย เนื่องจากดิฉันได้ประสบเหตุการณ์ที่แปลกประหลาด อย่างที่ไม่นึกว่าจะเป็นไปได้ เรื่องมีดังนี้ คือ

ดิฉันได้ทราบจากคุณปราณีว่า คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม จะมาพักที่บ้าน และจะถึงชุมพรวันที่ ๘ ขบวนรถไฟเพชรบุรี-ชุมพร จึงชวนดิฉันไปรับท่านและคณะในวันที่ ๘ ดิฉันจึงไปรับพร้อมกับคุณปราณี รถไฟถึงชุมพรประมาณ ๒ ทุ่ม

ระหว่างที่รอรับอยู่นั้น ดิฉันและคุณปราณีได้เดินดูทางกันไว้เพราะคืนวันนั้นฝนตกมาก และดินทางเดินที่สถานีเฉอะแฉะมาก จึงเกรงว่าจะเปื้อนเปรอะเพราะท่านไม่เคยมาชุมพรเลย และไม่ชินกับทางเดิน

พอรถไฟมาถึง คุณแม่บุญเรือนก็ลงมา ดิฉันเห็นท่านเป็นผู้มีอายุมาก ท่านสะพายกระเป๋าถือขนาดใหญ่ ๑ ใบ กับในมือท่านถือกระเป๋าเสื่อ ซึ่งดิฉันเห็นว่า เป็นของที่หนักมากเกินไป สำหรับผู้ที่มีอายุขนาดท่านไม่น่าจะยกไหว ดิฉันจึงขอเป็นผู้ถือให้ท่าน แต่ท่านไม่ยอมบอกให้ดิฉันเดินไปก่อน ดิฉันจึงออกเดิน

ขณะนั้น ทางเดินมืดมากและเฉอะแฉะเพราะฝนตก บางแห่งลื่น ดิฉันจึงส่งมือให้ท่านจับ เพื่อจะได้จูงท่าน แต่ท่านก็ไม่ยอมให้จูง ท่านเดินของท่านเอง และสั่งให้ดิฉันเดินนำไปที่รถยนต์

พอถึงรถยนต์ทุกๆ คนประมาณ ๑๐ คน ขึ้นรถหมดแล้ว ท่านถามว่า เท้าใครเปื้อนบ้าง ทุกคนพร้อมทั้งดิฉันก็ดูเท้า ปรากฏว่า เท้าเปื้อนกันทุกคนและเปื้อนกันคนละมากๆ ด้วย เว้นแต่ของท่านคนเดียวที่ไม่เปื้อน คือคุณแม่บุญเรือน ส่วนคุณนายบ๊วย ซึ่งเดินตามติดหลังคุณแม่บุญเรือนไป เปื้อนตรงส้นเท้าเล็กน้อย รองเท้าของคุณแม่บุญเรือนไม่เปื้อนดินโคลนอะไรเลย เหมือนกับท่านเดินไปบนดินแห้งๆ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะใครๆ ทุกคนที่ไปสถานีชุมพรในวันนั้นและเวลานั้นดิฉันกล้ายืนยันได้ว่า เท้าทุกคนจะต้องเปื้อนดินและโคลนในวันนั้น นอกจากคุณแม่และคุณนายบ๊วยแล้ว นอกนั้นทุกคนเปื้อนโคลนต้องล้างเท้า นี่แหละที่เป็นของแปลกประหลาด ซึ่งดิฉันเห็นส่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่แล้วดิฉันได้เห็นด้วยตาของดิฉันเอง

เรื่องที่คุณสุดใจเล่ามานี้เป็นความจริง มีผู้รู้เห็นดังรายนามต่อไปนี้"

สุดใจ สุนทรวิภาต

ฉวี  ศิวพฤกษ์

ปราณี ธนวัฒน์

บ๊วย ศิวพฤกษ์

๑๖. บันทึกของ นางสมบูรณ์ สวัสดี จังหวัดชุมพร

ข้าพเจ้านางสมบูรณ์ สวัสดี อายุ ๗๒ ปี มีอาชีพเป็นหมอนวด ขอให้การบันทึกไว้ดังนี้

ข้าพเจ้าเป็นหมอนวด ตามปกติตัวข้าพเจ้ามีอาการปวดเมื่อยอยู่เสมอ เมื่อวันที่ ๙ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้าพเจ้าได้ไปนวดคนไข้อีก ๒ คน เวลากลับบ้าน ข้าพเจ้าได้มาแวะคุยที่บ้านคุณนายลมูล มารดาของคุณปราณี ที่ตลาดชุมพร คุณนายลมูลจะให้ข้าพเจ้าเหยียบให้ ข้าพเจ้าบอกว่าไม่ไหว เพราะปวดเมื่อย เป็นไข้ตามเคย

คุณนายลมูลได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า คุณแม่บุญเรือนได้มาชุมพร และเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ให้ฟังว่า ถ้าใครเจ็บไข้อะไรแล้ว นึกถึงท่านจะหายได้ ดิฉันได้ฟังแต่ก็ไม่ได้พบตัวท่าน

หลังจากนั้นดิฉันก็กลับที่พัก และในคืนนั้นเอง ดิฉันก็ไม่สบายมากขึ้น รู้สึกปวดหัวและปวดตามเนื้อตามตัวเป็นกำลัง ดิฉันไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร จึงระลึกถึงคุณแม่บุญเรือนว่า ขอให้ท่านช่วยดิฉันให้หาย ระหว่างที่ดิฉันระลึกถึงท่านอยู่ ก็รู้สึกว่าอาการที่ปวดเมื่อยก็ค่อยทุเลาลง ดิฉันจึงเข้านอน

รุ่งเช้าขึ้น วันที่ ๑๐ ตุลาคม ดิฉันก็หายเป็นปกติตามเดิม ดิฉันจึงนึกถึงพระคุณท่าน ดิฉันจึงไปหาท่านและได้พบท่านที่บ้านคุณปราณี ท่านได้ลูบหัวดิฉันและสั่งว่าให้หาย แข็งแรง หลังจากนั้นดิฉันก็หายและแข็งแรง สามารถเดินแลงขึ้นสะพานสูงๆ ได้ เช่น สะพานวัดสุบรรณ ที่จังหวัดชุมพร แต่ก่อนแม้แต่ไต่ไปก็ไม่สะดวก ต้องจับราวสะพานเดินไป แต่เดี๋ยวนี้ดิฉันวิ่งเหยาะๆ ข้ามได้แล้ว โดยไม่เหนื่อย ไม่เมื่อย

ดิฉันขอรับรองว่า ถ้อยคำที่พูดมานี้เป็นความสัตย์จริงทุกประการ

นางสมบูรณ์ สวัสดี

ตำบลทุ่งคา จังหวัดชุมพร

๑๗. บันทึกของ นางฮ้วน เภาโบรมย์

ตลาดท่าตะเภา จ.ว.ชุมพร

มีอาชีพค้าขาย ข้าพเจ้ามีอาการปวดที่แขนและบวม ได้มาหาคุณแม่บุญเรือน ในคืนวันแรกที่ท่านไปถึงชุมพร ท่านได้ให้พรว่า ทุกคนที่มาฟังอยู่ในที่นี้ ฉันขอให้หายเจ็บหายไข้ทุกประการ พอกลับบ้าน อาการปวดและบวมได้หายไปอย่างประหลาด จึงได้บันทึกไว้ด้วยความเคารพ

นางฮ้วน เภาโบรมย์

๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๕

๑๘. บันทึกของ นางลำไย กลางสุข

ดิฉันอยู่บ้านเลขที่ ๑๑๔ ตรอกสุเหร่าเก่า ข้างตลาดพระยาไกร พระนคร เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ดิฉันเป็นโรคชนิดหนึ่งที่คอ บริเวณลูกกระเดือก มีอาการบวมนูนขึ้นมา ดิฉันรู้สึกปวดศีรษะบ้าง ใจคอหงุดหงิดและไอบ้าง เวลาฟ้าร้องดิฉันรู้สึกกลัวมาก คิดว่าจะตายท่าเดียว อาการดังกล่าวทวีขึ้นทุกที และคอบวมมากขึ้นผิดปกติ และโตเท่าผลหมากดิบขนาดใหญ่

ดิฉัน จึงไปปรึกษาแพทย์ผู้หนึ่งซึ่งรู้จัก นายแพทย์บอกให้ดิฉันไปทำการผ่าตัดเสีย จึงจะหาย แต่ดิฉันไม่ยอมให้ผ่าเพราะกลัว

พอพ้นฤดูฝนปี พ.ศ. ๒๔๙๔ แล้ว ดิฉันจึงได้มาหาคุณแม่บุญเรือน ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิพร้อมกับซื้อปูนมาด้วย

คุณแม่บุญเรือนได้ไล่ให้ดิฉันกลับให้ไปหาแพทย์ทำการผ่าตัด บอกว่า ดิฉันเป็นต่อมไทรอยต์อักเสบหรือกลอยเตอร์ ยังไม่ถึงขนาดหนัก ให้รีบไปผ่าเอาออกเสียก็หาย เพราะว่าข้างในเป็นเหมือนขี้มูกแข็งๆ

แต่ดิฉันไม่ยอมกลับ ไม่ยอมไปหาแพทย์ เพราะกลัวผ่าตัด ขอให้คุณแม่ช่วยเถิด

คุณแม่บอกว่า “ดิฉันไม่มีความสามารถหรอก แต่ถ้าจะให้ดิฉันช่วยจริงๆ ก็ลองมาทาปูนดูสัก ๔ วัน ถ้าไม่ยุบต้องไปผ่า”

ดิฉันก็มาหาคุณแม่บุญเรือนทุกวันในตอนเย็นๆ ให้คุณแม่บุญเรือนทาปูนให้ ทาอยู่ ๓ ครั้งๆ ละวัน ก็รู้สึกว่ายุบลงเล็กน้อย อาการปวดศีรษะใจคอหงุดหงิดและไอ ก็ทุเลาลงไปด้วย ดิฉันจึงพยายามมาหาคุณแม่ทุกวัน คุณแม่ก็ทาปูนให้ที่คอทุกครั้ง จนบัดนี้ดิฉันหายเป็นปกติแล้ว อาการต่างๆ ก็หายไปด้วย และปัจจุบันนี้ดิฉันหายกลัวฟ้าร้องแล้ว เพราะแต่ก่อนนั้น พอเห็นฝนตั้งเค้า ดิฉันก็ไปไหนไม่ได้แล้ว เพราะดิฉันเป็นโรคเส้นประสาทอย่างหนัก และเวลานี้ก็หายดีแล้ว ยังทำให้ใจชื่น ไม่โกรธง่ายสบายทุกอย่าง เพราะอาศัยธรรมะของคุณแม่

เมื่อโรคหายแล้ว ดิฉันได้มีโอกาสติดตามคุณแม่บุญเรือนไปทางใต้ มีประจวบ คีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ทุ่งสง นครศรีธรรมราช

มีเรื่องหนึ่งน่าอัศจรรย์มาก เมื่อรถไฟถึงสถานีชุมพรเวลา ๒ ทุ่ม คุณปรานีและญาติของคุณปราณีมารับที่สถานีรถไฟ คุณปราณีขึ้นไปบนรถไฟบอกว่า หกล้มเปื้อนหมด เพราะฝนตกหนักเฉอะแฉะ

พวกเราลงจากรถไฟไปขึ้นรถยนต์เพื่อไปบ้านคุณปราณี พอถึงบ้านคุณปราณีพวกเราก็เข้าห้องน้ำล้างเท้ากันทุกคน นอกจากคุณแม่บุญเรือนและคุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์ ซึ่งขึ้นไปบนเรือนก่อน แต่คุณนายบ๊วยต้องกลับลงมาล้างเท้า บังเอิญดิฉัน มาหยิบรองเท้าของคุณแม่บุญเรือนจะไปล้างโคลน แต่เห็นว่า ไม่เปื้อนเลย ดิฉันจึงชูรองเท้าให้คุณนายบ๊วยดูว่า รองเท้าของคุณแม่บุญเรือนไม่เปื้อนโคลนเหมือนกับเดินบนถนนแห้งๆ เพราะเหตุนี้ดิฉันจึงรู้สึกประหลาดมาก

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มียายซิ้มแก่คนหนึ่ง เดินไม่ค่อยไหว บ่นว่าปวดที่ขา คุณแม่ทาปูนให้ เลยลุกขึ้นเดินได้คล่องแคล่วและหายปวดในทันทีนั้นเอง

มีคนไทยอีกคนหนึ่ง แก่เช่นเดียวกัน เดินไม่ค่อยไหว บ่นร่ำไรว่าปวดเหลือทน ขอให้คุณแม่ช่วยด้วย คุณแม่บอกว่า “ไป ไปนั่งทางโน้น” แกก็ลุกไปนั่งอยู่ข้างหลังคุณแม่ แล้วคุณแม่ก็อธิษฐานปูนและน้ำให้คนอื่นๆ ที่นำมา พออธิษฐานเสร็จ ต่างคนก็เข้าไปหยิบปูนและน้ำของตัวไป คนแก่นั้นก็ลุกขึ้นไปจะหยิบปูนและน้ำของตัวบ้าง แกก็รู้สึกตัวว่าหายปวดและเดินได้เป็นปกติ และยังเต้นให้ดูอีก แกดีใจใหญ่ ขาของแกที่บวมดูเหี่ยวลงไปทันที

เทศมนตรีผู้หนึ่งชื่อนายขจร อัฒนาบดี ที่นั่งอยู่ด้วย ถามแกว่า “จริงหรือป้า” แกบอกว่า “จริงซี ฝนตกๆ นี่แหละ” แล้วก็เดินอย่างคนธรรมดาและเต้นให้ดู ประเดี๋ยวแกก็เดินกลับบ้าน และไม่ต้องนั่งสามล้อและไปเที่ยวป่าวร้องชาวบ้านมากันอีกแยะ แกก็กลับมาอีกพร้อมทั้งซื้อปูนมอีกถังหนึ่ง เพื่อขอให้คุณแม่อธิษฐานให้

พอรุ่งเช้า พวกเราจะกลับขึ้นรถไฟ มีประชาชนอีกมากนำปูนไปคอยดักคุณแม่อยู่ที่ตลาดขายของสดหลังสถานี ที่สุราษฎร์ ชุมพรและอื่นๆ มีประชาชนหลายพันคนคอยต้อนรับ ดิฉันได้เห็นตลอดทาง และที่บ้านสามัคคีวิสุทธิด้วย ดิฉันได้เห็นความจริงของคุณแม่ด้วยตาตนเอง จึงบันทึกเพื่อผู้อื่นที่มีความประสงค์จะหายโรค ได้มาติดต่อขอความช่วยเหลือจากคุณแม่บ้าง

ลำไย กลางสุข

๑๙. บันทึกของ นายชื้นและนางเจือ กลัดยรรยง

บ้านเลขที่ ๒๔๔ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ กรุงเทพ

กระผมบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงกัลยาณี กลัดยรรยง บุตรคนเล็กอายุ ๓ ขวบกับ ๘ เดือน ดังต่อไปนี้

วันที่ ๒๒ ต.ค. ๙๕ คล้ายวันเกิดของกระผมๆ ได้ตักบาตรเท่าอายุ ในเช้าวันนี้ฝนตกปรอยๆ ตลอดเวลา กัลยาณีได้มากุลีกุจอช่วยหยิบของใส่บาตร กระผมได้ไล่ให้เข้าบ้าน เพราะกลัวถูกละอองฝน แต่ก็ห้ามไม่ฟัง เพราะแกซนมากอยู่แล้ว

พอรุ่งขึ้นวันที่ ๒๓ ก็ตัวร้อนเป็นไข้ ได้ไปซื้อยาแก้ตัวร้อนที่ร้านโสภณโอสถมาให้รับประทาน ตอนกลางคืนเวลานอนมีอาการมือกระตุก กระผมได้ไปถามหมอโสภณว่า เด็กมีอาการมือเท้ากระตุกเป็นอย่างไร หมอตอบว่าเด็กท้องไม่เป็นปกติท้องอืด ทำให้เด็กนอนไม่เป็นปกติ ได้ให้ยาแก้ตัวร้อนอย่างเดียว

รุ่งขึ้นเช้าวันที่ ๒๔ แกก็ลุกขึ้นเดินได้ แต่ยังมีอาการตัวร้อนยู่บ้าง เวลาเดินมีอาการรู้สึกว่าขาเพลีย เพราะแกหกล้มขาได้พับเพียบบ่อยๆ พอเวลาเย็น แกบอกว่าเจ็บขาและเดินก็ไม่ได้ ยืนก็ไม่ได้ คุณแม่ของเขาได้ใช้ปูนอธิษฐานของคุณแม่บุญเรือนทาให้ที่ขา แต่ทาให้บางๆ เท่านั้น และทาอยู่หลายวันก็ไม่ได้ผล ได้แต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาเท่านั้น

คุณแม่ของเขาได้อุ้มกัลยาณีเข้าไปในบ้านของคุณแม่บุญเรือน ท่านได้ถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง” ภรรยาของกระผมตอบว่า “ขาของแกเดินไม่ได้” ท่านก็พูดว่า “ปูน ทำไมไม่ทา รู้ไหมว่าเวลานี้เป็นกันชุม” ภรรยากระผมได้เรียนท่านว่า “ทาแล้วค่ะ” ท่านบอกว่า “มองไม่เห็นปูนเลย” ท่านให้ภรรยากระผมกลับบ้านและสั่งให้ทาปูนหนาๆ ที่สันหลังตลอดถึงขา

ต่อมาท่านได้มาที่บ้านของกระผม มาตรวจอาการของกัลยาณีและอธิษฐานให้ ท่านได้ชี้ให้ดูที่สันหลัง มีบวมและโป ที่กระดูกสันหลัง และขาข้างขวาก็บวมด้วย ท่านได้บอกว่า เป็นโรคไขสันหลังอักเสบอย่างอ่อน คุณแม่ของเขาได้ทาปูนให้เป็นการใหญ่และได้รับประทานน้ำอธิษฐานของท่านด้วย ท่านได้สั่งให้รับประทานยาแก้ไข้ไว้ด้วย และกระผมก็ได้ซื้อยาแก้ไข้ที่ร้านโสภณโอสถมาให้รับประทาน แกก็ยืนและเดินไม่ได้ ต่อมาคุณย่าของกัลยาณีได้มาสวดมนต์ในบ้านคุณแม่บุญเรือน ท่านบอกว่า “ฉันนั่งดูแล้ว กะให้ ๖๐ วันจึงจะหายและเดินได้ ต่อมาประมาณ ๓๐ กว่าวัน กัลยาณีมีอาการดีขึ้น คือนั่งได้ตัวตรงและนึกอยากจะยืน

คุณแม่ของเขาก็จับให้นั่งให้ยืน อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนปูนก็ทาไว้มิได้ขาดทั้งเช้าและเย็น ทั้งน้ำอธิษฐานก็ได้รับประทานเป็นประจำอยู่มิได้ขาด ประมาณ ๔๐ วัน กัลยาณีก็อยากจะเดิน กระผมได้ใช้ไม้ไผ่ผูกเป็นราวให้เกาะและสอนเดิน พอเก่งเข้า ก็ปล่อยมือ ไม่ต้องเกาะอะไรเลย พอครบกำหนดของท่านที่กะไว้ ด.ญ.กัลยาณีก็เดินเก่ง และหายเป็นปกติดีโดยมิได้ไปโรงพยาบาลเลย เพราะฉะนั้นกระผมจึงได้บันทึกมอบให้ท่านไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในการทาปูนอธิษฐานของท่านได้ผลดี จะได้เป็นตัวอย่างแก่บุคคลอื่นๆ อีกต่อไป

สุดท้ายนี้ กระผมกราบเท้าท่านด้วยความเคารพอย่างสูง ซึ่งท่านได้ให้ความอุปการะต่อบุตรของกระผม

ลงชื่อ นายชื้น กลัดยรรยง (บิดา)

ลงชื่อ นางเจือ กลัดยรรยง (มารดา)

๒๐. บันทึกของ นางพันทิพย์ ทองโสภิต

เรียนคุณป้าบ๊วยทราบ ดิฉันทราบว่า คุณป้าจะเป็นผู้จัดการพิมพ์หนังสือเพื่อเป็นการกุศลแก่ประชาชนทั่วไป ดิฉันรู้สึกมีความยินดีเป็นอย่างมาก จึงขอบันทึกข้อความที่เกี่ยวแก่คุณแม่บุญเรือนให้ทราบทั่วกัน เพื่อเป็นประโยชน์ทั่วไป ดิฉันคลอดบุตรคนที่ ๓ บุตรคนนั้นเป็นคนเล็กของดิฉัน คลอดบุตรได้ ๒ เดือนก็รู้สึกว่าตาข้างหนึ่งฟาง ค่อยๆ มืดเข้าทุกทีจนไม่แลเห็นแสงสว่าง รู้สึกหนักตาข้างเดียวและปวดศีรษะข้างเดียวทุกวัน เคราะห์ดีที่ดิฉันเป็นข้างเดียว ถ้าปิดตาข้างที่ดีแล้วแม้แต่จะเดินในบ้านก็เดินไม่ถูก ดิฉันได้ไปหาหมอรักษาตา ได้ฉีดยาไปหลายสิบเข็ม ชั้นแรกรู้สึกว่าค่อยสว่างขึ้น สว่างอยู่ได้ประมาณ ๑๕ วันแล้วก็มืดไปอีก หมอบอกว่าไม่รับรองว่าจะหาย ดิฉันได้เล่าอาการให้คุณแม่บุญเรือนทราบ ท่านได้ให้ดิฉันหยอดไพลและรับประทานไพลกับน้ำปูนอธิษฐาน และทาปูนที่หน้าอกทุกวัน และตั้งน้ำอธิษฐานในวันเสาร์ไว้รับประทานทุกวัน เดี๋ยวนี้ตาดิฉันเริ่มมองอะไรแลเห็นมากขึ้น พอจะจำหน้าคนได้ในระยะใกล้ และที่หนักในตา ปวดศีรษะหายเป็นปกติ จึงแจ้งมาให้คุณป้าทราบ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้ที่เลื่อมใสในปูนและไพล และดิฉันเคยเจ็บหน้าอก เจ็บจนทะลุไปข้างหลัง ดิฉันได้เคยเป็นอย่างนี้เสมอ ถ้าเป็นขึ้นแล้วต้องป่วยถึงลุกไม่ไหว แต่เมื่อมาทาปูน รับประทานไพลและน้ำอธิษฐาน ใช้ไพลหยอดตาเมื่อรักษาคราวนี้ เลยทำให้อาการเจ็บหน้าอกดังกล่าวหายไปด้วย

ขอแสดงความเคารพ

พันทิพย์ ทองโสภิต

๑๒. บันทึกของนางเจิม

นางเจิม แขกบ้านครัว ได้ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในท้อง หาหมอตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ทำการผ่าตัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ อยู่ในโรงพยาบาลได้ ๑๕ วัน แผลหายได้กลับบ้าน ถึงคราวมีประจำเดือนก็ปวดอยู่เรื่อย บางคราวถึงกับชัก และต่อมาได้ไปรักษาที่เสนารักษ์รวมแพทย์ และหมออนันต์ซึ่งอยู่ตรงข้ามไปรษณีย์ แนะนำให้ผ่าอีก แต่ก็ไม่กล้าผ่า เพราะผ่ามาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่หาย เที่ยวหาหมอไปตามเรื่อง ต่อมาได้ทราบว่าคุณแม่บุญเรือน ได้ให้ปูนและน้ำ จึงได้มาหากับนางสะตีระ ได้มาพบคุณแม่บุญเรือน ได้รับปูนอธิษฐานไปทา เพราะครั้งหลังนี้ท้องบวม หลังบวม จนก้มไม่ลงและปวดมาก ทาได้คืนเดียวท้องก็ยุบบวม และยังไม่หายปวด ค่อยๆ ทาต่อมาประมาณ ๑ อาทิตย์ หลังก็หายปวด ท้องก็หายปวด และท้องแห้งเหมือนธรรมดา และบนว่าจะถูบ้านให้คุณแม่ ๑ เดือน แต่คุณแม่ไม่ยอมให้ถู ให้ถูแต่เพียงหนเดียว เป็นเสร็จธุระ จึงได้บันทึกไว้เป็นที่ระลึก

โดยความเคารพ

เจิม

๒๒. บันทึกของ นางกิมเฮียง ห้อยตระกูล

ข้าพเจ้านางกิมเฮียง บ้านอยู่บางแค อำเภอภาษีเจริญ ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในมดลูก ได้ไปผ่าตัดเนื้องอกที่โรงพยาบาลเสนารักษ์ พญาไทอยู่ ๓ อาทิตย์ แล้วได้กลับมาอยู่บ้านได้ ๑ เดือน กลับมีโลหิตตกมากกว่าเก่า และดาลในท้องก็กลับโตมากขึ้นกว่าเก่า ได้มาหาคุณยายบุญเรือนขอน้ำอธิษฐานไปรับและขอปูนไปทาได้ประมาณ ๑๕ วัน ก้อนในท้องก็หายไป การมีประจำเดือนก็น้อยอย่างเก่า และมีกำลังดีเหมือนเดิม จึงได้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน

โดยความเคารพ

นางกิมเฮียง ห้อยตระกูล

๒๓. บันทึกของ คุณหญิงเงียบ บุนนาค

ในระหว่างมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ดิฉันเคยเชิญคุณแม่บุญเรือนไปที่บ้านของดิฉันที่ข้างวัดอนงค์ เลขที่ ๗๑๑ ญ. ธนบุรี เพื่อนวดดิฉัน เพราะดิฉันเมื่อยขบอยู่เสมอ และมีคนอื่นๆ มาให้นวดที่บ้านดิฉันหลายคน ในปี ๙๒ ดิฉันล้มป่วยลง ดิฉันจึงให้คนไปตามแพทย์มาตรวจ แพทย์ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด เพราะเป็นมาก เสียดแบบหัวใจแทบขาด คิดว่าจะตายเสียแล้ว แพทย์แนะนำให้ไปโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัด สงสัยว่าจะเป็นนิ่วในไต ดิฉันไม่ยอม พอดีน้องของดิฉันบอกว่าคุณแม่บุญเรือนกลับจากเชียงใหม่แล้ว ดิฉันจึงให้น้องของดิฉันมาเรียนคุณแม่บุญเรือนให้ทราบ

วันรุ่งขึ้นคุณแม่บุญเรือนจึงไปเยี่ยมดิฉันที่บ้าน และบอกว่า ดิฉันยังไม่ตาย แต่ดิฉันคิดว่าคงตาย จึงได้ทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า คุณแม่บุญเรือนบอกว่าเป็นโรคแคนเซอร์ลงมาที่ตับ ได้ชี้มือไปที่ชายโครงและอธิษฐานให้ ดิฉันก็หลับไป ความจุกเสียดเบาไปทุกที คุณแม่ไปอธิษฐานให้ ๗ ถึง ๘ วันดิฉันรู้สึกดีขึ้นและเดินได้ ดิฉันจึงไปให้นายแพทย์ฉายเอ็กซเรย์ที่หน้าวัดสุทัศน์ หมอบอกว่าไตไม่มีอะไร แต่ตับเคลื่อนที่ต่ำไป ตั้งแต่นั้นมาอาการต่างๆ ก็หายดีเป็นปกติจนบัดนี้ไปไหนๆก็ได้ดังเดิม

นอกจากคุณแม่บุญเรือนจะอธิษฐานได้และ พูดโรคถูกแล้ว ยังรู้จักวาระน้ำจิตคนด้วย คือน้องสาวของดิฉันเคยเชิญคุณแม่บุญเรือน ไปรักษาขาบวมจนเดินไม่ได้ คุณแม่ไปตรวจ และบอกว่าผีมันอาศัยอยู่ที่ต้นมะม่วงข้างบ้าน มันไต่เข้ามาในบ้านได้ จึงทำให้ขาบวมเดินไม่ได้ คุณแม่บอกให้ตัดต้นมะม่วงเสีย แล้วก็ลาน้องสาวดิฉันกลับบ้าน น้องสาวจึงให้เงิน ๒๐ บาทเป็นค่ารถกลับบ้านแก่คุณแม่บุญเรือน ในคืนนั้นเอง สามีของน้องสาวของดิฉันกลับบ้าน เอะอะหาว่า คุณแม่บุญเรือนเป็นหมอไม่จริง หลอกเอาสตางค์

พอรุ่งเช้าเวลาประมาณ ๖ โมงเศษ คุณแม่บุญเรือนก็เอาเงินไปคืนให้ บอกว่า “เป็นเงินของคุณผู้ชายเขา ดิฉันคืนให้ ดิฉันไม่โกรธคุณหรอก คุณต้องรับเงินนี้ไว้”

การที่เล่านี้ก็เพื่อแสดงว่า คุณแม่อยู่กันคนละบ้าน คุณแม่อยู่โรงพักกลาง น้องสาวดิฉันอยู่ข้างวัดอนงค์ฯ คุณแม่ยังรู้ว่าน้องสาวของดิฉันไม่พอใจ เป็นเรื่องอัศจรรย์และการที่ดิฉันเล่าได้นี้ ก็เพราะน้องสาวของดิฉันเล่าให้ฟังมาก่อน

เงียบ บุนนาค

๒๑ พ.ย. ๙๕

๒๔. นายพลตำรวจโท หลวงวิทิตกลชัย

ข้าพเจ้า ได้ป่วยเป็นโรคเยื่อตาอักเสบ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๔๙๓ และมีอาการปวดเจ็บตามข้อต่างๆ เช่น ข้อเท้า ข้อมือ ข้อเข่า ข้อนิ้วมือและนิ้วเท้า ได้จัดการให้แพทย์แผนปัจจุบันรักษาเป็นเวลาหลายเดือน แต่มีอาการทรงกับทรุดเรื่อยมา

ภายหลังคุณป้าบุญเรือน โดงบุญเติม ได้ตรวจดู ปรากฏว่า เป็นโรคไต แต่คุณป้าบุญเรือน มีกิจธุระจำเป็นต้องไปเชียงใหม่ จึงไม่มีโอกาสจะช่วยเหลือข้าพเจ้าได้

ขณะนั้น มีนายแพทย์หลายนายได้ตรวจอาการไข้ของข้าพเจ้า แต่ไม่ปรากฏว่ามีโรคเกี่ยวกับไตประการใด

ครั้นคุณป้าบุญเรือนกลับจากเชียงใหม่แล้ว อาการไข้ของข้าพเจ้าทรุดหนักลงมาก เพราะนายแพทย์แจ้งว่า มีโรคอย่างอื่นแทรกแซงอีกหลายอย่าง เช่น วัณโรค ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หัวใจอ่อน ไข้จับสั่นเรื้อรัง โรคขัดข้อ

ส่วนโรคที่สำคัญนั้นคือ ไตอักเสบเรื้อรัง ดังที่คุณป้าบุญเรือนบอกไว้แต่ครั้งก่อน นายแพทย์แจ้งให้ทราบว่า ข้าพเจ้าต้องตายแน่นอน ให้บุตรภรรยาเลือกเอาว่า จะให้ข้าพเจ้าตายที่บ้านหรือที่โรงพยาบาล ถ้าตายที่โรงพยาบาลก็จะมีเวลานานต่อไปได้อีกบ้าง

บุตรภรรยาของข้าพเจ้า จึงพร้อมใจกัน ส่งข้าพเจ้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๔

ขณะนั้น นายแพทย์ที่โรงพยาบาลทั้งหมดแน่ใจว่า ข้าพเจ้าต้องตาย แต่คุณป้าบุญเรือนได้พิจารณาดูด้วยกระแสญาณ เห็นว่า ข้าพเจ้ายังมีหวังอยู่

คุณป้าบุญเรือนจึงกำหนดจิตเป็นสมาธิอธิษฐานสาคูเม็ดเล็ก ให้บุตรภรรยาข้าพเจ้าทำสาคูเปียกให้ข้าพเจ้ารับประทาน

บุตรภรรยาของข้าพเจ้า ก็ปฏิบัติตามที่คุณป้าบุญเรือนสั่งทุกประการ ข้าพเจ้าก็ทุเลาขึ้นตามลำดับ จนถึงต้นเดือนมีนาคม นายแพทย์แจ้งให้ทราบว่า ข้าพเจ้าอาจไม่ถึงแก่ความตาย แต่จะต้องเป็นคนพิการไม่สามารถทำการงานได้ เนื่องจากข้าพเจ้ามีอายุ ๕๗ ปีแล้ว

คุณป้าบุญเรือน ได้ไปเยี่ยมข้าพเจ้าที่โรงพยาบาลศิริราช ข้าพเจ้าจึงเรียนให้คุณป้าทราบ แต่คุณป้ายืนยันว่า จะจัดการให้ข้าพเจ้าหายเป็นปกติ ให้รับราชการช่วยชาติบ้านเมืองได้ต่อไป และกำหนดให้ข้าพเจ้ากลับบ้านในวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๔๙๔ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตาม และรักษาร่างกายตามคำแนะนำของคุณป้าบุญเรือนตลอดมา

เมื่อกลับไปอยู่บ้านแล้ว ข้าพเจ้าได้แข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ ได้ไปทำงานตามหน้าที่แต่วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๔๙๔ จนบัดนี้ก็ไม่มีอาการเจ็บไข้ประการใด

ข้าพเจ้า สามารถไปตรวจราชการต่างจังหวัดได้ และไปทำงานตามปกติตลอดวัน บางทีต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในเวลาค่ำคืนจนถึง ๒๔ (๒ ยาม) ก็ไม่รู้สึกอ่อนเพลียประการใด ผู้บังคับบัญชาหลายนายชมเชยว่า ข้าพเจ้าแข็งแรงและสดใสดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเจ็บ

การที่ข้าพเจ้าหายโรคครั้งนี้ นับว่าคุณป้าบุญเรือน โตงบุญเติม ได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าอย่างแน่แท้ เพราะนายแพทย์ผู้สามารถก็ยังรู้สึกพิศวงว่า ข้าพเจ้าหายจากโรคได้อย่างไร เพราะแต่ก่อนมาผู้ใดป่วยเป็นโรคไตถึงระยะที่ข้าพเจ้าเป็นนี้ ไม่เคยมีผู้ใดรอดตายเลย

แม้เมื่อข้าพเจ้าหายมาแล้ว เมื่อมีคนไข้มีอาการอย่างเดียวกับข้าพเจ้า นายแพทย์ได้ดำเนินการรักษาพยาบาล เช่นเดียวกับข้าพเจ้า แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดหายเหมือนข้าพเจ้าแม้แต่สัก ๑ คน

เพราะฉะนั้น นับว่าคุณป้าบุญเรือน โตงบุญเติม ได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้โดยแน่นอน แม้ผู้เจ็บไข้คนใดที่เป็นโรคไตเช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่ได้ตายไปแล้วนั้น ได้มีโอกาสให้คุณป้าบุญเรือนได้ช่วยเหลือเหมือนข้าพเจ้า ก็เชื่อแน่ว่าจะต้องหายเหมือนข้าพเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด นับว่าคุณป้าบุญเรือนได้ช่วยเหลือให้ข้าพเจ้ารอดจากความตายมาได้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการช่วยบ้านเมืองต่อไปตามสติปัญญาของข้าพเจ้า

ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลให้คุณป้าบุญเรือน มีความสุขสบายทั้งจิตใจและร่างกายขอให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคาพาธทั้งปวง เพื่อเป็นกำลังช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นภัยพิบัติอุปัทวันตรายนานา ทั้งขอให้คุณป้าบุญเรือน โตงบุญเติม พร้อมด้วยประชาชนคนไทยพร้อมใจกันบำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ให้มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป มีอำนาจปราบปรามผู้ทุจริตคิดร้ายแก่ชาติของไทย ให้ชาติไทยมีเดชานุภาพเป็นที่เคารพยำเกรงของนานาชาติตลอดกาลนาน เทอญ

(ลงชื่อ) นายพลตำรวจโท หลวงวิทิตกลชัย

(หลวงวิทิตกลชัย)

๑ มีนาคม ๒๔๙๕

๒๕. ธิดา พล.ต.ท. หลวงวิทิตกลชัย

วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๙๔ เป็นวันงานของตำรวจ คุณพ่อของดิฉันได้หายป่วยครบ ๑ ปีพอดี จำเป็นต้องไปงานสวนสนาม แต่ยังไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนป่วย จึงกลัวฝนจะตกอีกเวลาสวนสนาม เพราะวันงานของตำรวจ ฝนต้องตกทุกปี จึงไปหาคุณป้าท่าน เพื่อให้ท่านช่วยไม่ให้ฝนตกในเวลานั้น แต่คุณป้าท่านบอกให้คุณพ่อขอเอาเอง เพราะฝนไม่ใช่ของคุณป้า คุณพ่อจึงขอเอาเองต่อหน้าคุณป้า ไม่ให้ฝนตกในเวลาเดินสวนสนามวันนี้ เสร็จแล้วท่านก็ลากลับบ้าน แต่งตัวไปเดินสวนสนาม ขณะที่คุณพ่อเดินสวนสนามอยู่อากาศแจ่มใสดีมากและฝนไม่ตกจนถึงเวลากลางคืน รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ฝนจึงตกลงมา

อุไรวรรณ ทองโสภิต

๒๖. บันทึกของ นางสาวลมุน แซ่ฉั่ว

ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ

๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๙๕

ข้าพเจ้านางลมุน แซ่ฉั่ว อยู่บ้านเลขที่ ๒๑๘ ห้าแยกพลับพลาไชย จังหวัดพระนคร ข้าพเจ้าปวดสะโพกทั้ง ๒ ข้าง ปวดและบวมเป็นเวลาเกือบ ๓ ปี รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ครั้งแรกๆ ที่เริ่มเป็น ปวดสะโพกข้างขวาก่อน ปวดและบวมมาก ถึงกับต้องไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลเสนารักษ์เจาะแล้วดูดหนองออกถึง ๒ ครั้ง รวมกันในราว ๗ ถึง ๘ หลอด ประมาณหลอดละ ๒๐ ซี.ซี.เศษ ต่อมาประมาณอีก ๒ เดือน ตะโพกข้างซ้ายเริ่มปวดและบวม มีอาการคล้ายตะโพกข้างขวา ข้าพเจ้าต้องไปที่โรงพยาบาลให้แพทย์ท่านเจาะอีก เจาะคราวนี้ต้องเจาะถึง ๒ ครั้ง ประมาณ ๗ ถึง ๘ หลอด ขนาดหลอดละ ๒๐ ซี.ซี.เศษ แต่ก็ไม่หาย และหมอแพทย์ไม่ได้บอกว่าข้าพเจ้าเป็นโรคอะไร ต่อมาประมาณ ๑ เดือน ตะโพกข้างขวาเริ่มปวดและบวมอีก ครั้งนี้ข้าพเจ้าไปหาหมอจีนๆ ก็รักษาไม่หาย มีคนมาจากต่างจังหวัดได้แนะนำให้ข้าพเจ้ามาหาคุณยายหมอบุญเรือน

ข้าพเจ้าจึงมาหาคุณยาย ท่านบอกกับข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นวัณโรคกระดูก ข้าพเจ้าจึงขอปูนไปทาพร้อมด้วยไพลไปรับประทาน ตะโพกข้างที่บวมก็ยุบ ข้าพเจ้าเป็นโรคตาอีก คือ ปวดและฟาง คุณยายท่านบอกให้ข้าพเจ้าหยอดไพลที่ตา แต่ปรากฏว่าหยอดแล้วปวดมาก

ข้าพเจ้าจึงมากราบเรียนคุณยายว่าหยอดแล้วปวด ข้าพเจ้าพูดกับคุณยายในห้องพระ คุณยายได้เรียกข้าพเจ้าออกนั่งข้างนอก และเอ็ดตะโร ไล่ให้กลับ ข้าพเจ้าไม่ยอมกลับ และนั่งร้องไห้ขอความกรุณาจากท่าน ท่านเลยต้องลุกขึ้นหนี ข้าพเจ้าจำใจต้องกลับบ้าน

ข้าพเจ้าร้องไห้ ก็เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่า คุณยายท่านไล่โรคในตัวข้าพเจ้าให้ออกไป แล้วหาย คุณยายไม่ได้ไล่ข้าพเจ้า

พอวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าดื้อมาอีก แต่ยังไม่ทันก้าวขึ้นบันได บังเอิญท่านเห็นก่อน ท่านถามว่า “มาทำไม ? สั่งว่าไม่ให้มาไม่ใช่หรือ ? ถ้าอยากหายก็กลับไปทาปูนเอาเอง” ท่านไม่ยอมให้ข้าพเจ้าขึ้นบ้าน ท่านไล่ให้กลับ ข้าพเจ้าต้องร้องไห้เป็นครั้งที่ ๒

ต่อมาประมาณ ๑ อาทิตย์ ข้าพเจ้าจึงกล้ามากราบเรียนคุณยาย ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าเริ่มหาย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าจวนจะหายก็ละเลยไม่ทาปูน ตะโพกข้างขวาที่ยุบกลับบวมและอักเสบขึ้นมาอีก ข้าพเจ้ามาหาคุณยาย ท่านก็ไล่ข้าพเจ้าอีกเป็นครั้งที่ ๓ ครั้งนี้ข้าพเจ้าก็เลยนั่งเฉยๆ พอถึงเวลาทาปูน ข้าพเจ้าถือโอกาสไปให้ท่านทาด้วย พอตกกลางคืน หนองเริ่มไหลและหนองออกมากด้วย ตรงที่บวมเริ่มยุบ

ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าต้องทาปูนที่ตะโพกและหยอดไพลที่ตาทุกคืน จนกระทั่งบัดนี้ ข้าพเจ้าหายเป็นปกติ และตาก็สว่างดีแล้ว การที่ข้าพเจ้าหายก็เพราะข้าพเจ้ามั่นใจว่า คุณยายท่านรักษาให้หายได้ ความมั่นใจและความนับถือ จึงทำให้ข้าพเจ้าหายได้เป็นปกติ ถึงแม้ว่าท่านจะไล่ข้าพเจ้าถึง ๓ ครั้งก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังต้องมาหาท่านจนโรคข้าพเจ้าหาย

ข้อความที่บันทึกนี้ คุณบ๊วย ศิวพฤกษ์ ท่านขอให้บันทึก ข้าพเจ้าขอรับรองว่าเป็นความจริง

นางสาวลมุน แซ่ฉั่ว

๒๑๘ ห้าแยกพลับพลาไชย พระนคร

๒๗. บันทึกของ นางหยา ศรีสะอาด

อยู่ตำบลบ้านคอแหลม อำเภอยานนาวา

ได้ป่วยเป็นโรคฝีเม็ดเล็กและหืด ปอดมีหนองเป็นรอยจุดๆ โดยหมอตรวจ ได้ไปหาหมอพระที่วัดราชบูรณะ ท่านบอกว่า ดิฉันเป็นฝีเม็ดเล็กที่ปอด ได้รับประทานยาหม้อของท่านได้ ๒ หม้อ อาการก็ยิ่งหนักลง เลยย้ายไปหาหมอแผนปัจจุบันที่สามารถถึง ๓ แห่ง แต่ก็ไม่หาย ถึงกับหมอไม่ยอมขายยาให้ เพราะว่าหมอบอกว่าไม่หาย เสียเงินเปล่า สุดท้ายได้ข่าวหนังสือพิมพ์ไทย วันที่ ๗ เที่ยวตามหาตัวก็ไม่เจอ เผอิญพี่สาวนางเหลี่ยม ไววานะ ได้มาหาคุณแม่รักษาโรคขาแข็งหาย ได้แนะนำดิฉันและพามาหา ท่านก็ไม่ต้อนรับ กลับเอ็ดตะโรใหญ่ ไม่ให้ลงชื่อและเขียนใบตั้งน้ำอธิษฐาน ท่านกล่าวว่าคนละศาสนา ไปตั้งน้ำเอาเองวันเสาร์ ท่านกล่าวอีกว่า ฉันชื่อบุญเรือน ถ้าจำไม่ได้ ให้เรียกยายหัวโล้นเป็นผู้อธิษฐานให้ และว่าโรคมาก เอาไป ๒ ห่อแล้วหาย และนึกให้หายเสีย ท่านกล่าวแล้ว ดิฉันก็นำน้ำไป ๑ ขวด ปูน ๒ ห่อ ไปทาได้ราวสัก ๑ อาทิตย์ ก็มีฝีออกมาที่หน้าอกและชายปอด ๒๐ กว่าหัว มีหนองทุกหัว พอหนองออกหมด แผลหาย ประมาณครึ่งเดือนเศษ แต่ไม่ละการทาปูน เลยไม่ไอ ไม่หอบ เหนื่อย และมีกำลังเหมือนคนธรรมดา หาบของขายได้ จึงได้บันทึกไว้เพื่อเป็นที่ระลึกในการหายโรคนี้ ขอให้คนทั้งหลายจงดูเป็นตัวอย่าง เป็นที่เคารพของดิฉัน

โดยความเคารพ

นางหยา ศรีสะอาด

๒๘. บันทึกของ นายเจริญ อรุณประเสริฐ

บ้านเลขที่ ๑๔๖ ซอยวัดบรมนิวาส พระนคร

๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๙๔

กราบเท้าคุณแม่บุญเรือนที่เคารพ

ก่อนที่ผมจะมาหาคุณแม่ ผมได้ไปตรวจ หมอเขาบอกว่าเป็นวัณโรคแห่งปอด คือมีอาการไอ อ่อนเพลีย แรงน้อย และร่างกายซูบผอม ทำอะไรไม่ไหว เป็นอยู่เช่นนี้ประมาณปีกว่า จึงได้มาหาคุณแม่ ขอปูนไปทากับวิธีตั้งน้ำอธิษฐาน ผมได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ ทาปูนอยู่ ๒๘ วัน อาการไอและอ่อนเพลียนั้นได้หายไป เดี๋ยวนี้ผมรู้ตัวว่าหายเป็นปกติ เพราะว่าร่างกายอ้วนและมีกำลังแข็งแรง ตลอดทั้งทำงานหนักได้เป็นอย่างดี ผมจึงได้ทำบันทึกมอบไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเป็นที่เคารพนับถือของผมและผู้อื่นต่อไป

ด้วยความเคารพอย่างสูง

เจริญ อรุณประเสริฐ

๒๙. บันทึกของ นางสาวจำนงค์ บำรุงราษฎร์

ดิฉันอายุ ๒๐ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๔๖ ตรอกวัดบรมนิวาส พระนคร แพทย์ซึ่งรู้จักกับดิฉัน ได้ตรวจดิฉัน และบอกว่าเป็นวัณโรคตั้งหลายเดือนมาแล้ว แต่ดิฉันมิได้ทำการรักษาพยาบาลแต่อย่างใด

เมื่อประมาณต้นปีนี้ พี่จำเนียร บำรุงราษฎร์ ได้พาดิฉันมาหาคุณแม่บุญเรือนที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ และได้นำปูนมาขอให้คุณแม่อธิษฐานให้ด้วย คุณแม่ไม่ได้พูดว่าอะไร ดิฉันก็กลับบ้านและเริ่มทาปูน ในสองวันแรก มีอาการแสบตามผิวหนังทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในวันที่ ๓ และ ๔ จึงเริ่มมีเม็ดเล็กๆ ขนาดเท่าเม็ดพริกไท ขึ้นมาทั้งข้างหน้าและหลัง ตลอดส่วนล่างของลำคอรอบด้าน และมีเป็นรอยขีดสีแดงเหมือนกับหนามขีดอยู่ทั่วไป บริเวณที่มีเม็ดและมีรอยขีดนั้นตรงกับปอดพอดี และคล้ายเป็นเงาของปอดขึ้นมาทางด้านหน้าและหลัง รู้สึกเจ็บมากจนกลางคืนนอนไม่หลับ หลังจากนั้นถึงวันที่ ๑๐ ของการทาปูน เม็ดโตขึ้น บางเม็ดโตเท่าเม็ดขนุน เช่นเม็ดที่อยู่ตรงต้นคอ เม็ดขนาดเท่าเม็ดข้าวโพดก็มาก พวกเม็ดเล็กขึ้นแล้วก็หายไป มีเม็ดขึ้นมาใหม่ บางเม็ดก็แตก และมีน้ำเหลืองบ้างเล็กน้อย ในที่สุดเม็ดแตกทั้งหมด กลายเป็นแผลเดียวกันไปเต็มหลัง และเต็มหน้าอก น้ำเหลืองเริ่มไหลมากขึ้น

ในระหว่าง ๑๐ วันนี้ ดิฉันดื่มน้ำอธิษฐาน และรับประทานไพลอธิษฐานวันละ ๓ มื้อ และคงกระทำเช่นนี้ต่อมาจนปัจจุบัน

เมื่อครบ ๑๐ วันแล้วปูนหมด จึงกลับมาซื้อปูนให้คุณแม่บุญเรือนอธิษฐานให้ใหม่ คราวนี้คุณแม่เล่าให้ฟังว่า เป็นวัณโรค โรคหืด กับต่อมน้ำเหลืองไม่ดี ดิฉันเพิ่งทราบจากคุณแม่บัดนี้ว่า เคยเป็นโรคหืดครั้งหนึ่งแต่อายุ ๕ ขวบแล้ว พึ่งมาหอบบ้างตอนเป็นวัณโรค และคุณแม่บอกว่าให้แผลค่อยแห้งเสียก่อนจึงให้ทาปูนส่วนไพลกับน้ำอธิษฐานคงรับอยู่ตามเดิม และดิฉันก็ทำตาม ทาบ้างหยุดบ้าง พอแผลเหวอะหวะก็หยุดเสียที ทาครั้งไรก็มีเม็ดและน้ำเหลืองออกมากจนต้องนอนบนใบตอง เสื้อใส่ไม่ได้เลย ในเดือนแรกจึงทรมานมาก เดือนที่ ๒ น้ำเหลืองก็ลดลง และเม็ดก็น้อยและเล็กลง แผลไม่เหวอะหวะเหมือนเดือนแรก เดือนที่ ๓ ก็ยังไม่หาย แต่เม็ดเล็กเท่าเม็ดพริกไทเม่านั้นที่โผล่ออกมาก เดือนที่ ๔-๕ และ ๖ เม็ดยิ่งเล็กลงอีก จนเป็นผื่นอย่างเม็ดผด มีใหญ่บ้าง แต่น้อยมาก และเมื่อเดือนที่แล้ว เม็ดก็หายไป หอบหืดไม่ปรากฏอีก ซึ่งนับได้เป็นเดือนที่ ๗ บัดนี้เป็นเดือนที่ ๘ ดิฉันรู้สึกแข็งแรงและอ้วนขึ้นมากแล้ว แต่ดิฉันไม่กล้าทำงานหนัก ไปไหนมาไหนไม่เหนื่อย อาหารก็รับประทานได้ดี

เวลานี้ผิวหนังด้านหลังและหน้าอกยังมีรอยแผล เป็นจ้ำดำและแผ่นสีดำก็มี ดูคล้ายรูปปอดของคนทั่วไป โดยเฉพาะที่ด้านหลังเห็นได้ชัด วันนี้มาปรึกษาคุณแม่ดูว่าจะเย็บจักรได้หรือยัง คุณแม่บอกว่าแผลเป็นยังไม่หายที่ปอด ให้ทาปูนต่อไปและอย่าเย็บจักร

ดิฉันหายจากวัณโรค โรคหืด และโรคต่อมน้ำเหลืองอักเสบ โดยเสียค่าปูนเพียง ๖-๗ บาท และค่าไพลอีกประมาณ ๑๐ บาท จึงรู้สึกขอบพระคุณคุณแม่อย่างมาก เพราะดิฉันไม่มีหนทางรายได้อย่างใดเวลาป่วยอยู่ ขอบันทึกข้อความนี้ไว้ให้คุณแม่เป็นที่ระลึกด้วยความเคารพ

จำนงค์ บำรุงราษฎร์

๑๔ กันยายน ๒๔๙๕

๓๐. บันทึกของ นางเพิ่ม ช้างสุวัฒน์

เขียนที่บ้านเลขที่ ๓๑๒ ซอยวรพงษ์ วิสุทธิกษัตริย์ พระนคร

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๙๕

เรื่อง บันทึกการรักษาโรคด้วยปูนและน้ำอธิษฐานของคุณอาบุญเรือน โตงบุญเติม

เนื่องด้วยดิฉันได้ไอเป็นโลหิตออกมา ๔ ครั้ง ดิฉันได้ไปหาแพทย์ตรวจ แพทย์ได้ตรวจว่าดิฉันเป็นวัณโรค และแนะนำให้ฉีดยา สเตร็ปโตมัยซิน ดิฉันไม่ยอมฉีด ครั้นเมื่อได้กลับถึงบ้านสักครู่ก็ไอเป็นโลหิตออกมาอีก และมีอาการอ่อนเพลียมากขึ้น ดิฉันจึงไปหาคุณอาบุญเรือน โตงบุญเติม เพื่อขอให้ช่วแนะนำการรักษา คุณอาก็ได้อธิษฐานปูนให้ไปทาที่หน้าอกและคอ กับให้ตั้งน้ำอธิษฐานในวันเสาร์ไว้รับประทานด้วย ดิฉันก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณอา ตั้งแต่วันนั้นมาไอก็ไม่มีโลหิตออกมาอีกเลย ทั้งอาการอ่อนเพลียก็หายไปด้วย จนบัดนี้ดิฉันมีความสุขและสมบูรณ์ อ้วนขึ้นมากและหายเป็นปกติดีแล้ว

แม้แต่บุตรของดิฉันซึ่งถูกรถสามล้อทับขาหัก ดิฉันได้พาไปโรงพยาบาลกลาง เข้าเฝือกปูนได้  ๕ วัน ก็มีอาการปวด ทนไม่ไหว ดิฉันจึงได้ตัดเอาเฝือกปูนออกดู ปรากฏว่ากระดูกโปและอักเสบบวมมาก จึงได้พาไปหาคุณอาๆ ก็อธิษฐานกดกระดูกให้เข้าที่เดิม และให้นอนอยู่เฉยๆ ประมาณ ๑ อาทิตย์ก็เดินได้ และหายเป็นปกติเหมือนเดิม ด้วยการทาปูนและรับประทานน้ำอธิษฐานก็หายได้อย่างศักดิ์สิทธิ์

ส่วนน้องสาวของดิฉันอีกคนได้ป่วยเป็นโรคหัวใจรั่ว มีอาการก่อนเพลีย ทำอะไรไม่ไหว จะเดินหรือขึ้นบันไดก็เหนื่อย ดิฉันก็ให้เอาปูนอธิษฐานทาหน้าอกทุกวัน อาการอ่อนเพลียก็หาย และกัวใจที่เต้นแรงผิดปกติก็หายไปด้วย มีกำลังทำงาน ซักผ้ารีดผ้าและทำงานอื่นๆ ได้เป็นปกติเหมือนเดิม และแช่มชื่นยิ่งกว่าเก่า ทั้งนี้เขาก็หายด้วยการทาปูนและรับประทานน้ำอธิษฐานเท่านั้นก็หายได้อย่างประหลาด ทั้งสามีของดิฉันก็มีความรู้และเข้าใจทางแพทย์แผนปัจจุบันอยู่บ้าง ก็ยังประหลาดใจว่าโรคนี้หายได้เร็วอย่างประหลาด

ฉะนั้น การรักษาโรคด้วยปูน และน้ำอธิษฐานธรรมของคุณอาบุญเรือนศักดิ์สิทธิ์จริง ดิฉันจึงได้ตั้งน้ำทุกเสาร์ตลอดมาจนบัดนี้ และในครอบครัวดิฉันมีความสุขสบายทุกคน

เพิ่ม ช้างสุวัฒน์

๓๑. บันทึกของ นางบุญมา พลศิริ

โดยที่ดิฉันเป็นดาลลมในท้องเป็นก้อนโตเท่าผลส้มเกลี้ยง เวลานั่งขึ้นมาค้ำชายโครง มีอาการแน่น ทานอาหารไม่ได้ กินยาอะไรก็ไม่หาย เป็นมาประมาณ ๗ ปีแล้ว ได้มาหาคุณแม่บุญเรือน ได้นำเอาน้ำอธิษฐานและปูนไปทาประมาณ ๓ วันก็หาย เวลานอนมีกลิ่นเหม็นเน่าออกทางปาก (วันแรกของรับประทานน้ำ) และในวันที่สองก็ไม่มีกลิ่นเหม็นอีกเลย แล้วก็รับประทานอาหารได้ นอนหลับสบายดีมาจนถึงทุกวันนี้ จึงบันทึกไว้ และดิฉันขอขอบคุณคุณแม่บุญเรือนด้วยความเคารพอย่างสูง

นางบุญมา พลศิริ

๓๒. บันทึกของ นางทองอินทร์ สุวรรณประเทศ

บ้านเลขที่ ๙ ถนนท่าแพ อำเภอเมือง เชียงใหม่

เขียนที่บ้านสามัคคีชัยสิทธิ์ วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๕

ดิฉันชื่อทองอินทร์ สุวรรณประเทศ ได้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารพิการมาปีเศษ ได้พยายามหาหมอมารักษามามากต่อมากแล้วก็ไม่หาย เมื่อรับประทานยาไปครั้งใด ก็รู้สึกบรรเทาเพียงชั่วครู่ หาได้หายขาดไม่ ครั้นเมื่อวันอังคารที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๕ ดิฉันได้ทราบข่าวว่าคุณแม่บุญเรือนมาพักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง จึงได้นำปูน ไพล และน้ำมาให้คุณแม่บุญเรือนอธิษฐานให้ แล้วได้นำปูนไปทา เอาไพลและน้ำอธิษฐานไปรับประทาน วันแรกรับประทานก็รู้สึกสบายขึ้น อาการเป็นลมที่เคยแน่นก็หายไป พอรู้สึกหายแล้ว ดิฉันก็งดรับประทานข้าวต้มเพราะเบื่อเต็มที จึงเริ่มรับประทานอาหารที่ดิฉันชอบ เช่น ส้มตำ ข้าวหุง ข้าวเหนียว และอาหารอื่นๆ ไม่จำกัดว่าอาหารชนิดใด ในวันที่ ๒ ก็หาย และทำงานบ้านได้สะดวก และออกไปทำธุระนอกบ้านก็ได้เช่นเคย ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ไม่ได้รับประทานไพล และน้ำอธิษฐาน และทาปูนอธิษฐาน จนถึงวันนี้ดิฉันก็สบายใจ เพราะได้หายจากโรคกระเพาะอาหารพิการแล้ว จึงบันทึกไว้เพื่อเป็นพยาน และขอขอบพระคุณคุณแม่บุญเรือนที่กรุณาดิฉัน

โดยความเคารพอย่างสูง

ทองอินทร์ สุวรรณประเทศ

๓๓. บันทึกของ เลี่ยวย่งง้วน

๘ เมษายน ๒๔๙๕

ข้าพเจ้านายจืออัง แซ่เหลี่ยว ได้ป่วยเป็นโรคกระเพาะมาได้ ๒-๓ ปีแล้ว คือรู้สึกแน่นท้อง คัดท้อง กินอาหารมากไม่ค่อยได้ กินยาและฉีดยาเรื่อยๆ มาได้ปีกว่า ก็ไม่รู้สึกว่าหาย จนกระทั่งต้นเดือนมีนาคม ๒๔๙๕ รู้สึกว่าเป็นมากต้องไปฉีดยาทุกๆ วัน ก็ไม่รู้สึกค่อยยังชั่ว จนหมอสั่งให้ทำการผ่าตัด แต่ข้าพเจ้าได้ยับยั้งไว้ เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคมนี้ ได้ทราบว่าคุณแม่บุญเรือนขึ้นมาเชียงใหม่ จึงได้ไปหาท่าน ท่านบอกให้เอาไพลและปูนไปให้อธิษฐาน แล้วให้เอาปูนมาทาท้องทุกเช้า-เย็น และเอาไพลมาฝนน้ำปูนใสกินวันละ ๓ เวลา กินได้ ๔-๕ วันก็รู้สึกว่าค่อยยังชั่วขึ้น ไม่แน่นท้อง และกินอาหารได้มากขึ้น และวีนต่อมาก็ได้เอาไพลและน้ำอธิษฐานมากิน รู้สึกว่าสบายขึ้นมาก เวลาที่ข้าพเจ้ากินไพลและทาปูนอธิษฐานนั้น ยาทุกๆ ชนิดที่ข้าพเจ้าเคยกิน ข้าพเจ้างดกินหมด กินแต่ไพล น้ำ พริกไท และทาปูนอธิษฐานเท่านั้น เวลานี้ข้าพเจ้ากินข้าวหุงและของอื่นๆ ได้ ไม่รู้สึกว่าแน่นท้องเลย จึงได้ขอกราบขอบคุณคุณแม่บุญเรือน ที่รักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคมาในที่นี้ด้วย

จืออัง แซ่เหลี่ยว

ร้านเลี่ยวย่งง้วน ๔๒๖ ถนนท่าแพ เชียงใหม่

๓๔. บันทึกของ นางสาย บริบูรณ์วิทิพรรณ์

บ้านปรารถนาดี ที่ ๗ เมษายน เรียน คุณแม่บุญเรือน ที่นับถือ

ดิฉันได้เป็นดาลในท้องมาประมาณ ๒๐ ปี แล้ว รักษามาหลายหมอแล้วไม่หาย ดิฉันทราบกิตติศัพท์ของคุณแม่ตั้งแต่อยู่นครราชสีมา รู้สึกเลื่อมใสมาก อยากจะพบตัว ก็ได้มาเชียงใหม่ จึงได้พบคุณแม่ เพราะคุณนายปรุงใจเป็นผู้ให้เด็กไปบอกว่าคุณแม่มาแล้ว ดิฉันจึงได้ทราบ และรีบมาหาคุณแม่ๆ ก็กรุณาอธิษฐานน้ำและไพลให้ทา โดยไม่คิดมูลค่าอะไรเลย บัดนี้ดิฉันหายดีแล้ว ตามร่างกายที่ปวดเมื่อยหายทุกอย่าง จึงขอขอบพระคุณคุณแม่ และพระคุณคุณนายปรุงใจมาพร้อมนี้ด้วย

ด้วยความเคารพนับถือ

สาย บริบูรณ์วิทิพรรณ์

๓๕. บันทึกของ นางสุดใจ สุขประเสริฐ

บันทึกให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

บ้านเลขที่ ๗๘๙ ตรอกโรงพัก อุดรธานี

เดิมดิฉันป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร มีอาการแน่นหน้าอก ภายหลังจากรับประทานอาหารแล้ว หายใจไม่ไคร่ออก ที่หน้าอกเหมือนกับบวมขึ้นมาข้างหนึ่ง รู้สึกเหมือนว่ามีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ ดิฉันได้ไปรักษาที่เสนารักษ์ที่อุดรธานี ต่อมารักษาหมอญวนชื่อหมอทัน และหมออื่นๆ อีกหลายหมอก็ไม่หาย ต่อมาก็ไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคาย หมอตรวจไม่พบโรคอะไร ดิฉันจึงเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แพทย์ได้เอกซเรย์ว่าไม่มีโรคอะไร ดิฉันกลับไปอุดรอีก รวมเวลาที่รักษาประมาณ ๔ ปี โรคก็ไม่หาย ต่อมาได้ทราบจากป้าจั่น คนรู้จักกันว่า ได้อ่านหนังสือ “น่ารู้น่าเห็น” ของคุณแม่บุญเรือน ดิฉันจึงมีหนังสือมาถึงลูกชายชื่อจำเริญ สุขประเสริฐ ให้มาหาคุณแม่ว่าอยู่ที่ไหน เขาก็บอกไปให้ทราบ ดิฉันสั่งให้มาขอปูนอธิษฐานไปทา ตั้งแต่ดิฉันได้ปูนไปทาก็รู้สึกค่อยยังชั่ว อาการแน่นก็ไม่มี ต่อมาดิฉันมากรุงเทพฯ จึงมาหาคุณแม่ด้วยตนเอง คุณแม่ได้อธิษฐานไพล และให้ใบตั้งน้ำอธิษฐานดิฉันไปด้วย อาการของดิฉันดีขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบันดิฉันหายเป็นปกติดีแล้ว

ต่อมาคุณผู้ชายไม่สบาย มีอาการปวดศีรษะเป็นกำลังจนทนไม่ไหว และอ่อนเพลียไม่มีกำลัง คล้ายจะเป็นลม หมอที่อุดรตรวจว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง และแนะนำให้มารักษาที่กรุงเทพฯ พอมากรุงเทพฯ ดิฉันก็พามาหาคุณแม่ คุณแม่บอกว่า ความดันโลหิตสูง ไม่เป็นไร กลับไปให้เอาปูนทา และรับประทานไพล ดิฉันก็ทำตามที่คุณแม่สั่งทุกประการ ก็ไม่ปวดศีรษะตั้งแต่นั้นมา ความดันโลหิตสูงก็หายไป

บุตรสะใภ้ของดิฉันผอมเล็กนิดเดียว เมื่อแต่งงานใหม่ๆ ดิฉันพามาไหว้คุณแม่และบังเอิญคุณแม่เลี้ยงอาหารด้วย คุณแม่เห็นบุตรสะใภ้ดิฉันผอม ก็ให้พรว่า ให้อ้วน ตั้งแต่นั้นมาก็อ้วนขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อดิฉันมากรุงเทพฯ คราวหลัง ดิฉันพามาด้วย พี่น้องเขาจำแทบไม่ได้ ทั้งนี้ก็ด้วยวาจาสัตย์ของคุณแม่บุญเรือน สั่งให้อ้วนก็อ้วนได้

ดิฉันอยู่ที่อุดร ได้ช่วยเหลือผู้ที่เจ็บป่วย โดยการให้ปูนและน้ำไปรักษาก็หายไปหลายสิบราย จึงได้ลงบันทึกไว้ เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่เคยใช้ปูนจะได้ใช้ ด้วยความเชื่อจริงของดิฉันนี้ ดิฉันและครอบครัวจึงได้รับความสุขหายจากโรคภัยทั่วทุกคน

สุดใจ สุขประเสริฐ

วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๙๕

๓๖. บันทึกของ คุณถวิล มิลินทสูต

ดิฉันอยู่ซอยปราโมช ถนนสุริวงศ์ เมื่อประมาณ ๒ เดือนมาแล้ว ดิฉันเกิดเป็นลมจุกแน่นในท้อง จุกขึ้นมาที่ยอดอกจนหายใจไม่สะดวก ท้องเป็นลูกๆ ดิฉันจึงนึกถึงปูนของคุณยายขึ้นมา ซึ่งดิฉันได้ไว้ประจำบ้านจากคุณหญิงแพทย์พงษา ปูนนี้ดิฉันยังไม่เคยใช้เลย ได้ทราบแต่ว่า ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เท่านั้น จึงได้นำปูนมาทาที่ท้องครั้งหนึ่งตอนค่ำ ทาแล้วหายแน่นเลยนอนหลับไป เช้าวันรุ่งขึ้นดิฉันก็หายท้องอืด รู้สึกสบายดี และตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยเป็นอีกเลยจนถึงทุกวันนี้

ในบ้านของดิฉันอยู่ด้วยกันหลายครอบครัว วันหนึ่งน้าเขยของดิฉันตื่นขึ้นมาตอนเช้า เห็นปากบวมอักเสบ รู้สึกเจ็บๆ คันๆ แต่ยิ่งสายก็ยิ่งบวมขึ้นมาก ใสเป่ง น้าเขยของดิฉันผู้นี้นับถือศาสนาคริสเตียน แต่ก็ไม่รังเกียจในการใช้ปูน ดิฉันจึงบอกน้าเขยของดิฉันให้ลองใช้ปูนทาดู น้าเขยของดิฉันจึงได้นำปูนจากดิฉันไปทาที่ข้างในปากทั้งปาก และข้างนอกปากด้วยในตอนสายวันนั้น อาการค่อยทุเลาลงในวันนั้นเอง พอรุ่งขึ้นก็หายเป็นปกติ บัดนี้หายมาได้ ๒ เดือนเศษ แล้วยังไม่เป็นอีกเลย

ดิฉันจึงแน่ใจว่า ปูนอธิษฐานของคุณยายบุญเรือนนี้ศักดิ์สิทธิ์จริง เพราะได้ลองด้วยตัวเอง และให้ผู้อื่นทดลองแล้วได้ผลดี จึงบันทึกไว้เพื่อทราบทั่วๆ กัน และจะได้ลองแบ่งปันปูนอธิษฐานของคุณยายบุญเรือนใช้กันต่อไป จะได้เป็นประโยชน์มาก

ถวิล มิลินทสูต

๓๗. บันทึกของ นางประไพพรรณ แสงกระจ่าง

บ้านเลขที่ ๗๓๕ ริมคลองบางน้ำชน ธนบุรี

วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๕

ดิฉันเป็นผู้หนึ่งซึ่งคุณแม่บุญเรือนได้เมตตารักษาให้หายจากโรคร้าย คือ มะเร็ง จึงขอบันทึกไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ดังนี้

ดิฉันรู้สึกเป็นไตแข็งเป็นก้อนขนาดเท่าผลมะนาวขนาดเขื่องที่เต้านมข้างซ้าย แต่ไม่เจ็บปวดประการใด

ต่อมามีอาการอักเสบที่ผิวเนื้อข้างนอกตรงที่เป็น คือ มีกระไอร้อนวูบๆ ถึงกระนั้น ดิฉันก็ไม่สู้วิตกเดือดร้อนนัก เพราะไม่มีความทรมานเจ็บปวดเลย ชั้นแรกจึงวางใจอยู่

วันหนึ่ง ดิฉันไปกิจธุระเพื่อพบปะศิษย์เก่าของดิฉัน ซึ่งเป็นนางพยาบาลอยู่ที่ศิริราช ดิฉันจึงเล่าถึงอาการที่เป็นให้ฟัง

เขาตกใจมากบอกว่า คุณครูถ้าจะเป็นมะเร็งเสียแล้ว และว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก จูงมือดิฉันไปให้หมอตรวจทันที

หมอตรวจแล้วบอกว่า สงสัยให้กลับไปประคบน้ำร้อน ๔ วันก่อน ถ้าไม่หายแข็งก็จะต้องเจาะเนื้อตรงนั้นไปตรวจ ถ้าเป็นข้างเดียวก็ต้องตัดนมหนึ่งข้าง ถ้ารากของมะเร็งชอนไปถึงนมอีกข้างหนึ่ง ก็จะต้องตัดนมทั้งสองข้าง แล้วรักษาด้วยการฝังเรเดียมและการฉายแสง

ดิฉันฟังแล้วมือเท้าอ่อนทันที ดูจะหมดแรงเสียเดี๋ยวนั้น แต่แล้วกลับมานะว่า จะต้องรักษา แต่จะขอรักษาวิธีของโรงพยาบาลเป็นวิธีสุดท้าย

ดิฉันได้กลับมาประคบน้ำร้อนตามคำสั่งของแพทย์ แต่ก้อนเนื้อแข็งนั้นไม่ยุบไม่อ่อนลง หมดปัญญาไม่ทราบจะทำกันอย่างไร เป็นการบังเอิญคุณพระคุณเจ้าดลใจให้ระลึกถึงคุณแม่บุญเรือนซึ่งดิฉันเคยมาหาครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว

ดังนั้น ดิฉันและสามีได้มากราบเล่าเรื่องให้คุณแม่ทราบ คุณแม่ได้ตรวจดูและบอกว่า เป็นมะเร็ง แต่อาจจะหาย สั่งดิฉันว่า เมื่อโรงเรียนเลิกแล้วให้ไปทาปูน โดยคุณแม่เป็นผู้ทาให้ทุกวันๆ และรับประทานน้ำอธิษฐาน รักษาอยู่มิช้าก็ทุเลา และบัดนี้หายเป็นปกติดีแล้ว ไม่มีก้อนอีกเลย ใช้เวลาทาปูนอยู่ประมาณ ๑๕ วันเท่านั้น

สามีของดิฉัน ธรรมดาเป็นคนหัวสมัย ไม่เชื่อถือสิ่งใดง่ายๆ ครั้งนี้ยอมรับว่าจริงศักดิ์สิทธิ์ เคารพและเลื่อมใสเป็นที่สุด มักจะเล่าสู่คนอื่นฟังเสมอถึงเกียรติคุณ ความดี ความบริสุทธิ์ของคุณแม่ ที่มีกุศลจิต ขจัดความทุกข์คือความเจ็บไข้ของบุคคลทั้งหลาย โดยมิได้มุ่งหวังสิ่งตอบแทนประการใด และมิได้เลือกชั้นวรรณะด้วย ให้การรักษาเหมือนกัน เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใครมาแต่ไหนก็ตาม

ปูนและน้ำอธิษฐาน ของคุณแม่นี้ รักษาได้ทุกโรคทุกอย่าง ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส เชื่อมั่น ย่อมได้ผลอย่างรวดเร็ว

นอกจากดิฉันจะรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งหายได้ผลดี ดิฉันซึ่งตามธรรมดาเป็นหืดเสมอ บัดนี้ได้หายเป็นปกติแล้ว ถึงฤดูหนาวจึงไม่ต้องหอบอีก เพราะได้ปูนของคุณแม่บุญเรือนมาทาคอและหน้าอกแทบทุกคืน ผิวหน้าของดิฉันซึ่งเสียเพราะถูกแดด เนื่องจากต้องฝึกซ้อมการกีฬาให้โรงเรียน ตามหน้าที่ของครูพลศึกษา โรงเรียนศึกษานารี ทำให้ผิวหน้าแห้ง มักจะเป็นจุดรอยด่างๆ เสมอนั้น บัดนี้ดีขึ้น เพราะทาปูน ยิ่งกว่านั้น บุตรของดิฉัน เวลาเจ็บไข้ได้ทาปูนให้ ความไข้ก็ลดลง นับเป็นความมหัศจรรย์ที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ดิฉันขอจดจำพระคุณของคุณแม่บุญเรือนไว้ตลอดชีวิต และพร้อมเสมอที่จะแสดงกตัญญูกตเวทีต่อคุณแม่ผู้มีพระคุณทุกเวลา ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ปรนนิบัติรับใช้ ข้อความทั้งหลายที่ได้บันทึกนี้ ดิฉันได้บันทึกด้วยความสัตย์จริงทุกประการ

ประไพพรรณ แสงกระจ่าง

๓๘. บันทึกของ นางจำรัส สิงหเสนี

ดิฉันอยู่บ้านเลขที่ ๕๐๔/๑ ตำบลจักวรรดิ์ ได้มารู้จักคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เพราะเดิมดิฉันป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้ไปฉีดยาที่วิทยาศรม แล้วคุณหมอเพลินได้แนะนำให้ไปหาคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ เพราะท่านเคยรักษาโรดเบาหวานหาย ดิฉันจึงให้คุณนายชมโชคพามา เมื่อพบคุณแม่บุญเรือนแล้ว คุณแม่แนะนำว่า ให้ตั้งน้ำอธิษฐานเอาเองที่บ้าน และทาปูนอธิษฐานด้วย แต่ในคราวนี้คุณแม่ก็ช่วยจับเส้นให้บ้างแต่ยังสู้อธิษฐานไม่ได้

เพราะครั้งหนึ่ง ดิฉันป่วยเป็นบิดมา ๔ วัน รับประทานยาไม่หาย แล้วไปหาคุณแม่ พออยู่สักครู่หนึ่ง ตั้งใจจะลากลับ เพราะปวดท้องไม่ค่อยสบาย แต่คุณแม่ไม่ยอมให้กลับ และได้อธิษฐานน้ำให้รับประทานหนึ่งแก้ว พอรับประทานไปแล้วก็หายปวดท้องโดยทันที กลับไปบ้านก็ไม่เป็นอีก และบิดก็หายไปเลย

ดิฉันจึงได้เพียรมาหาคุณแม่บ่อยครั้งขึ้น คุณแม่ก็หัดให้ทำสมาฝิลืมตา ให้เจตนาวิรัติ ถือศีล  รับอพรหม และดิฉันก็ยังเผลอพูดเล่นอยู่เรื่อย คุณแม่บอกว่า การพูดเล่นอย่างนั้นทำให้ศีลไม่บริสุทธิ์ ต้องมัธยัสถ์ในการพูด และให้แผ่เมตตาตัวเอง เพราะโกรธให้เขา ก็เท่ากับโกรธให้เราเอง ให้ทำสมาธิให้มั่น ให้พิจารณาความไม่เที่ยงของสังขาร ตั้งแต่นั้น ดิฉันก็ได้พยายามปฏิบัติใจเรื่อยๆ มา

ต่อมา มีคนมาลอบวางเพลิงที่บ้านดิฉัน ในเวลาประมาณตี ๒ ไฟลุกมาก แต่ดับได้ ในฐานะที่ดิฉันเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าหน้าที่จึงมาเชิญตัวดิฉันไปโรงพัก เมื่อไต่สวนเสร็จแล้ว เขาก็กักตัวเอาไว้ที่โรงพัก เพื่อจะสอบสวนเอาตัวผู้วางเพลิง

แต่เมื่อดิฉันถูกกักตัวโดยไม่มีความผิดดังนั้น จึงทำให้ดิฉันโกรธ โมโหใหญ่ เลยขอประกันตัว เจ้าหน้าที่เขาก็ไม่ยอม เอาหน้าโฉนดมาให้ตั้งหลายแผ่น เขาก็ไม่ยอมให้ประกันอีก ดิฉันยิ่งโกรธหนักขึ้น แต่เคราะห์ดีที่ดิฉันระลึกถึงคำสอนของคุณแม่ขึ้นมาได้ จึงพิจารณาไปว่า

พระสีเสาท่านเป็นถึงพระมหากษัตริย์ คนอื่นเขายังเห็นว่ามงกุฎเป็นกระบวย เห็นพระขรรค์เป็นเคียว เห็นเพชรนิลจินดาเป็นเมล็ดผัก และพากันแย่งเอาหมด ในที่สุดจึงได้ไปอาศัยอยู่ในวัด แล้วต้มน้ำกรักย้อมผ้าให้พระ เขากลับเห็นผ้าเหลืองนั้นเป็นไส้วัวไส้ควาย เขาก็ทุบตีเอา เพราะวัวควายเขาหาย

แล้วนับประสาอะไรกับเรา เมื่อถึงคราวเคราะห์ มันก็เป็นไป คุณแม่สั่งว่า ถ้าเราโกรธให้ใคร ก็คือโกรธให้ตัวเราเอง แล้วใจก็ไม่สบายเป็นทุกข์ พอคิดได้ดังนี้ ใจของดิฉันก็สบายปลอดโปร่งขึ้น เพราะได้เห็นภาพในห้องขัง มีทั้งหญิงทั้งชาย มิใช่จะมีแต่เราคนเดียว เมื่อดิฉันได้เห็นความจริงมากขึ้นดังนี้ จิตใจของดิฉันก็หายเดือดและกลายเป็นเย็น ทั้งเป็นคนไม่มีโมโหมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ต่อจากวันนั้นมา ดิฉันก็ได้ป่วยเป็นไข้ มานอนตัวสั่นอยู่หลังบ้านคุณแม่ คุณแม่ว่า ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้เป็นไข้ ทั้งๆ ที่ตัวดิฉันกำลังสั่นและคลุมผ้าห่มอยู่ แล้วคุณแม่บอกว่า “ให้ลุกขึ้นมานี่” ดิฉันก็ลุกขึ้นไปหาคุณแม่ซึ่งอยู่ไกลประมาณ ๒ วาเศษ

เมื่อถึงคุณแม่ อาการที่ดิฉันเป็นไข้อยู่นั้นได้หายไปอย่างกับปลิดทิ้ง อาการอะไรๆ ที่ไม่สบายก็มิได้เกิดแก่ดิฉันอีกเลย ตั้งแต่วันนั้นมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ เพราะดิฉันได้มีความรู้สึกสบายทั้งจิตใจและร่างกาย กระทั่งครอบครัวและบุตรสาวบุตรเขยเกิดนิยมนับถือในปูนอธิษฐานของคุณแม่ทุกคน ถ้าหากทาเวลาใดก็เห็นผลทันทีทุกครั้ง และเพราะความเชื่อมั่นในคุณแม่ จึงทำให้ดิฉันตลอดจนลูกหลานครอบครัวเป็นสุขสบายทั่วกันทุกคน

ดิฉันจึงได้ทำบันทึกนี้ไว้เพื่อเป็นพยานแห่งความจริง เพราะการใช้ปูนก็เป็นการง่าย และราคาก็ไม่แพงสักเท่าไร แต่ได้ประโยชน์เกินค่า “ทาก็ง่าย หายก็เร็ว”

จำรัส สิงหเสนี

๓๙. บันทึกของ นางบุญมี ราชาเทวะอักษร

ดิฉัน นางบุญมี ราชาเทวะอักษร อยู่บ้านประตูน้ำสระปทุม หลังตลาดเฉลิมโลก ป่วยเป็นโรคหัวใจอ่อน โลหิตจาง โรคเส้นประสาท มีความหวาดกลัวอยู่เสมอ อยู่คนเดียวไม่ได้ จิตใจไม่ปกติ ปวดต้นคอเหมือนจะหักออกไป เป็นมาประมาณ ๗-๘ ปี ต้องหาหมอมานวด เดือนหนึ่งประมาณ ๔-๕-๖ ครั้ง ก็ไม่ค่อยทุเลา

ต่อมาได้ทราบข่าวว่า คุณแม่บุญเรือนได้รักษาโรคโดยวิธีให้ปูนทา และน้ำอธิษฐาน ดิฉันจึงได้มาหาท่าน และได้ปูนไปทา ๕ วันก็หายเป็นปกติ ไปไหนได้คนเดียวและอยู่คนเดียวก็ได้ โดยไม่ต้องใช้ยาอื่นเลย จึงได้บันทึกไว้ให้ทราบทั่วกัน

นางบุญมี ราชาเทวะอักษร

๔๐. บันทึกของ นายงั่น แซ่เอี๊ยะ

ที่ตลาดหนองกุ้ง หมู่ ๑๐ อ.น้ำพอง

วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๔

กราบเรียนคุณป้าบุญเรือนที่เคารพอย่างสูง

ด้วยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ปลายปี ผมเริ่มเป็นโรคหัวใจอ่อน และบางครั้งถึงแก่เสียยติมิรู้สึกตัว และยังแถมศีรษะบวมทั้งศีรษะ ผมพยายามรักษาทั้งยาจีน ไทย ฝรั่ง ตั้งหลายจังหวัด อาการป่วยดังเก่าก็คงเป็นตามเดิม มิหายแต่อย่างใด

ครั้นเมื่อ ๕-๖ เดือนก่อน ผมได้พบกับคุณปลั่งที่อุดรธานี แนะนำให้มาหาคุณไสวที่ร้านจักรซิงเกอร์ หลังจากแจ้งอาการป่วยให้คุณไสวทราบแล้ว คุณไสวได้แนะนำผมมาหาคุณป้าอีกครั้งหนึ่ง ครั้นแล้ว ผมได้รับความกรุณาเมตตาจากคุณป้าเป็นอย่างดี เมื่อผมได้รับน้ำอธิษฐานของคุณป้าที่แนะนำไปรับทานและทาศีรษะประมาณ ๒๐ กว่าวัน อาการป่วยดังกล่าวได้หายเสมือนปลิดทิ้ง ตราบถึงทุกวันนี้ เป็นเวลา ๔-๕ เดือนแล้ว ศีรษะที่บวมเหมือนแป้งก็แข็งตามเดิม และหัวใจอ่อนก็หายเป็นปกติ ซึ่งผมได้พยายามจะตอบแทนคุณของคุณป้าๆ ก็มิยอมรับอะไรจากผม ผมรู้สึกเป็นหนี้พระคุณของคุณป้าอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ ขอให้พระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกจงดลบันดาลให้คุณป้า จงประสบแต่ความสุขความเจริญชั่วกาลนาน

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นายงั่น แซ่เอี๊ยะ

๔๑. บันทึกของ นายสมบูรณ์ สุพรรณบรรจง

บ้านเลขที่ ๑๑๕๓ ตรอกข่วงเมรุ เชียงใหม่

วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕

ข้าพเจ้า นายสมบูรณ์ สุพรรณบรรจง ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจสั่น นอนไม่ใคร่ได้ มีอาการสะดุ้งตกใจ เกี่ยวกับโรคเส้นประสาท ความทรงจำเสื่อมทรามไปมาก แต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้ไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอกได้เดือนเศษจึงกลับมา ต่อแต่นั้นมา อาการป่วยก็ไม่ค่อยหายสนิทดี ไปทำงานได้ชั่วคราวก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ เรื่อยมา ถึง พ.ศ. ๒๔๙๓ ก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลอีกได้เดือนเศษ จึงได้ออกจากโรงพยาบาลมา และได้ทำงานเป็นปกติ ต่อมาถึงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ หลังจากได้ไปตรวจงานของบริษัทกลับมาแล้ว ก็เกิดอาการปวดท้อง เสียวท้องเป็นกำลัง เวลาจะลุกขึ้น อุจจาระก็ไหลไม่หยุด หน้ามืดใจสั่น ต้องนอนอยู่กับที่จนเท้าชา ได้เรียกนายแพทย์มาพยาบาล หมอแจ้งว่า กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ประสาทส่วนย่อยไม่ดี ปวดปลายเท้าเดินไม่ได้ ได้รักษาพยาบาลกับนายแพทย์เรื่อยมา อาการก็ไม่ค่อยทุเลา นอนป่วยอยู่ ๒๐ กว่าวัน

ต่อมา ถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ น้าหล้า ศักดาทร จึงได้กรุณาไปเยี่ยม เมื่อเห็นอาการป่วยของข้าพเจ้าแล้ว จึงสั่งให้หยุด ไม่ให้รับประทานยาของนายแพทย์ที่ให้ไว้ต่อไป และได้กรุณาให้ใช้ปูนอธิษฐานของคุณแม่บุญเรือนทาหน้าอก ตลอดถึงท้องน้อยทุกๆ วัน และให้ทาที่ปวดเป็นประจำ วันละ ๑ ครั้ง และให้ไพลฝนกับน้ำอธิษฐานกินวันละ ๓ ครั้ง ตั้งน้ำอธิษฐานระลึกถึงคุณแม่บุญเรือนทุกๆ วันเสาร์ เวลา ๘.๐๐ น. ถึงวันอาทิตย์เช้า เวลา ๘.๐๐ น. จึงจะเอากินได้

ข้าพเจ้าเชื่อฟัง และได้ปฏิบัติตาม แต่วันนั้นมา อาการป่วยของข้าพเจ้าก็ทุเลาลง ลุกเดินเหินได้ ไม่มีอาการปวดเสียวท้องและปลายเท้า จึงได้ไปทำงานได้เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ทั้งนี้ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของน้าหล้า ศักดาทร ที่ได้ให้ความกรุณาช่วยเหลือในการเจ็บป่วยของข้าพเจ้าในครั้งนี้เป็นอย่างสูง จึงขอเรียนยืนยันความสัตย์จริง ตามถ้อยคำดังกล่าวข้างต้น

 โดยความเคารพนับถืออย่างสูง

สมบูรณ์ สุพรรณบรรจง

๔๒. บันทึกของ นางกี่ เวชสุทัศน์

นางกี่ เวชสุทัศน์ ที่อยู่ ถนนอุรุพงษ์ ซอย ๓ บ้านเลขที่ ๑๔๙ ป่วยเป็นโรคปวดตามเข่า ตามแขน และมีนงงที่ศีรษะด้วย ได้ใช้ยาลม ยานัดถ์ก็ไม่หาย พอทุเลาไปได้

ได้ทราบจากแม่ชีทองดี ที่วัดเมือง จังหวัดฉะเชิงเทราเล่าให้ฟังว่า ได้มาหาคุณแม่บุญเรือนที่โรงพิมพ์วิบูลกิจ ก็ได้มาหาจนพบปะ และได้ขอน้ำกับปูนอธิษฐานไปใช้ และได้นำไปทา เพียง ๒-๓ วัน ก็หายปวดเมื่อย เป็นปกติ ร่างกายก็แข็งแรง เดินได้ไกลๆ และปีนี้อายุได้ ๗๑ ปี แล้ว ได้มาขอปูนและน้ำอธิษฐานอีก เพื่อนำไปให้น้าที่มีอายุ ๘๐ ปีแล้ว ซึ่งอยู่ที่บางคล้า

ฉันเห็นว่ามีประโยชน์ดีมาก จึงได้บันทึกไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนอื่นๆ ต่อไป ในกาลข้างหน้า

นางกี่

๑๗/๔/๙๔

๔๓. บันทึกของ นางบุญยัง โพธิศรี

ข้าพเจ้าปวดขา ไม่สบาย ปวดร้าวไปทั้งตัว เป็นมาประมาณ ๓ เดือน ได้ขอน้ำกับปูนจากนายสนั่น พี่ชาย ไปทา และรับประทานน้ำ ๓ วัน โรคนั้นก็ได้หายไปอย่างผิดปกติ กับทำอะไรได้แข็งแรง หาบน้ำและทำงานหนักได้ จึงได้บันทึกไว้เพื่อทราบกันต่อๆ ไป

นางบุญยัง โพธิศรี (อำเภอพนม)

๔๔. บันทึกของ นางศิริ พูลสวัสดิ์

ข้าพเจ้านางศิริ พูลสวัสดิ์ บ้านเลขที่ ๔๕๐ อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร เป็นโรคอ่อนใจและเหนื่อย เป็นมาประมาณ ๑๐ ปีกว่า ได้มารับรักษาจากคุณแม่บุญเรือน โดยนำเอาน้ำอธิษฐานกับปูนอธิษฐานไปรับประทานและทา บัดนี้ โรคนั้นหายเป็นปกติดีแล้ว จึงได้เขียนมาเพื่อทราบเป็นหลักฐาน

นางศิริ พูลสวัสดิ์

๔๕. บันทึกของ นางละออ ศิริวรรณ

ข้าพเจ้า นางละออ ศิริวรรณ ที่พักป่าไม้เขตนครสวรรค์ ได้มาเยี่ยมคุณแม่วันนี้ ได้เห็นบันทึกของบุคคลต่างๆ ที่มาหาคุณแม่ให้ช่วยรักษาให้ และได้รับผลดีเป็นที่พอใจแก่บุคคลทุกชั้นนั้นดิฉันในฐานะที่ปวารณาตัวเป็นลูกของท่าน รู้สึกปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งในกุศลทานของคุณแม่เป็นอันมาก ตัวดิฉันเองเมื่อก่อนนี้ก็เคยเป็นโรคเส้นประสาทอย่างแรง ปวดศีรษะจัดเป็นกำลัง ปวดประสาทจนหวีผมไม่ได้ เป็นมาเกือบปี ได้รับคำแนะนำจากคุณพ่อให้มาหาคุณแม่ที่นี้ ใช้ปูนทาขมับและทานน้ำอธิษฐาน ดิฉันได้ตั้งน้ำทุกวันเสาร์ ทานเป็นประจำ เดี๋ยวนี้หายขาดแล้ว ใครๆ ได้เห็นทุกคนทักว่ารูปร่างและผิวพรรณดีขึ้นมาก รู้สึกตัวเองว่ายังเป็นผู้มีกุศลดีอยู่ เป็นโรคที่ไม่นึกว่าจะหายขาดได้ก็กลับมาหาย ดิฉันอยู่ถึงปากน้ำโพ ยังดลใจให้มาพบกับคุณแม่เข้าได้ ด้วยความเมตตาจิตของคุณแม่ที่มีต่อดิฉัน จะขอจารึกไว้ไม่มีลืม ขอทุกคนที่ได้มารับการรักษาจงหายเหมือนอย่างดิฉันทุกคน

นางละออ ศิริวรรณ

๑๙ เม.ย. ๙๔

๔๖. บันทึกของ นางม้วน แซ่โค้ว

วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๔๙๕

นางทองม้วน แซ่โค้ว บ้านเลขที่ ๒๗๓ ตำบลบางรัก เป็นโรคเส้นประสาทและหัวใจอ่อน วิงเวียน หน้ามืด ได้รักษาโดยหมอต่างๆ และรับยาฝรั่ง ไทย ก็ไม่หาย เป็นมาประมาณ ๓ ปี พอตกบ่ายปวดศีรษะทุกวัน หัวใจสั่นเหมือนจะขาดเหลือนิดเดียว ทำอะไรไม่ไหว มีคุณป้าคนหนึ่ง ได้แนะนำให้มาหาคุณแม่บุญเรือน ขอปูนและทาปูนได ๑๐ วัน โรคข้าพเจ้าก็ได้หายไปอย่างศักดิ์สิทธิ์ จึงได้บันทึกไว้เพื่อเป็นประโยชน์ และประจักษ์พยานแก่เพื่อนมนุษย์ที่ป่วยไข้ดังข้าพเจ้า ขอแสดงความขอบพระคุณไว้ในที่นี้ด้วย

นางทองม้วน แซ่โค้ว

๔๗. บันทึกของ นางแถม อยู่หลาย

 ดิฉันป่วยเป็นโรคท้องใหญ่ ประมาณ ๔ เดือน มีไข้เป็นบางเวลา ได้รักษามามากโดยหมอต่างๆ แต่ก็ไม่หาย

หมอวิฑูร โรงพยาบาลหลวงพ่อชินราชที่จังหวัดพิษณุโลก ได้แนะนำให้ทำการผ่าตัด แต่หมอไม่รับรองว่า จะมีชีวิตรอดหรือไม่ จึงไม่ยอมให้หมอทำการผ่าตัด

คุณถนอมชาวกรุงเทพฯ ได้จดใบตั้งน้ำอธิษฐานมาให้น้องสาวดิฉันที่ พระบาท สระบุรี

เมื่อดิฉันได้ทราบเรื่อง จึงได้ทำการตั้งน้ำอธิษฐานในวันเสาร์ และก็ได้รับประทานน้ำในวันอาทิตย์ จนถึงวันพฤหัสบดี ท้องก็ยุบเป็นปกติ จึงได้เข้ามากรุงเทพฯ โดยให้คุณถนอมนำมาหาคุณป้าบุญเรือนในวันอาทิตย์ที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๔ ดิฉันชื่อ แถม อยู่บ้านใหม่ พิษณุโลก

นางแถม อยู่หลาย

๔๘. บันทึกของ น.ต. สร สาตราภัย

ด้วยกระผม น.ต. สร ศาสตราภัย อยู่บ้านเลขที่ ๑๔๕ ซอยแสงจันทร์ ยานนาวา เคยเป็นหวัดติดต่อกันมาเป็นเวลา ๔-๕ ปี และเป็นหนักมากๆ ถึงกับขี้มูกไหล จาม ไอ และอ่อนแอ ประมาณ ๒-๓ เดือน ตลอดเวลาได้รับประทานยาและฉีดยา เช่นนายแพทย์แนะนำก็ไม่ค่อยทุเลา ต่อมาคุณป้าบุญเรือนได้กรุณาให้ปูนอธิษฐานให้ไปทา เพียงคืนเดียวก็รู้สึกสบายขึ้นมาก พร้อมทั้งกายและจิตใจ จึงนับเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่ ฉะนั้นจึงขอแสดงความกตัญญูระลึกคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย

น.ต. สร สาตราภัย

๔๙. บันทึกของ น.ส. ผิว พู่หอมเจริญ

นางสาว ผิว พู่หอมเจริญ ป่วยมา ๒๐ กว่าปี ครั้งแรกป่วยกระเสาะกระแสะเรื่อยมา ทานอาหารไม่ได้ ครั้งหลังบวมตามขาแขน ต่อมาบวมทั้งตัว ครั้งหลังสุด หมดกำลัง ไปไหนมาไหนไม่ได้ คุณแม่ได้มาขอน้ำอธิษฐานปูนไปให้ทา เมื่อทาก็ยุบบวม บวมอีก ทาอีก ก็ยุบอีก จนกระทั่งมีแรงเดินไปไหนมาไหนได้ พอเดินก็บวมอีก ก็ทาอีก จนกระทั่งไม่บวม ส่วนจิตใจ กำลังใจดีผิดปกติ จนมาหาคุณแม่ที่กรุงเทพฯ ได้ จึงได้ให้บันทึกเพื่อเป็นหลักฐาน และเพื่อมนุษย์ด้วยกัน (ที่อยู่ คลอง ๖ วา สายกลาง ผู้ใหญ่บ้านเหงี่ยม หมู่ที่ ๔ อำเภอลำลูกกา)

นางสาว ผิว พู่หอมเจริญ

๕๐. บันทึกของ นายต่อม ผลิผลเกิด

กระผมนายต่อม ผลิผลเกิด บ้านอยู่ที่บางคอแหลม เลขบ้าน ๕๘ ได้ป่วยเป็นไข้ มีอาการปวดในศีรษะและร่างกายมาก ได้หาซื้อยามารับประทานก็ไม่ทุเลา ต่อมมาได้มาขอน้ำอธิษฐานจากคุณแม่บุญเรือนไปรับประทานประมาณ ๗-๘ วัน อาการไข้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง เป็นปกติดังเดิม กระผมจึงขอยืนยันไว้ ณ ที่นี้ และขอขอบคุณคุณแม่บุญเรือนด้วยความเคารพอย่างสูง

ต่อม ผลิผลเกิด

๕๑. บันทึกของ นางสวัสดิ์ แซ่เตีย

ข้าพเจ้านางสวัสดิ์ แซ่เตีย หลังตลาดน้อย เลขบ้าน ๘๐๙ ได้ป่วยเป็นโรคหืด ไอ ปวดหลัง กินข้าวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ เป็นมาประมาณ ๔ เดือนเศษ ได้ไปหาหมอแผนปัจจุบัน ฉีดยาที่ห้างเบอร์ลิน ที่มิชชั่นพยาบาล วัดโคก ที่วิทยาศรม หัวลำโพง และไปหาหมอจีน บ้านหมอ ทานยาหม้อ ก็ไม่หาย  จึงได้มาหาคุณแม่บุญเรือน และได้นำปูนมาให้อธิษฐาน และได้นำไปทาได้ ๓ วันก็หายหอบ แต่หลังยังไม่หายปวด แล้วก็ทาต่อๆ มา หลังเลยหายปวด และทานอาหารได้ ใจสบายมาก จึงได้บันทึกไว้เป็นที่ระลึกแก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ท่านที่มาหาคุณแม่บุญเรือนจงหายเหมือนกัน

นางสวัสดิ์ แซ่เตีย

๕๒. บันทึกของ นางแถม โชติวิสุทธิ์

ข้าพเจ้านางแถม โชติวิสุทธิ์ อายุ ๔๔ ปี อยู่บ้านเจ้าพระยามหิธร ซังฮี้ อำเภอดุสิต จ.ว.พระนคร ป่วยเป็นฝีที่ขาอ่อนด้านในข้างซ้าย เป็นที่เส้น รูปไข่ แข็งมาก โตประมาณเท่าฟองไข่ห่าน ปวดมาก ถูกไม่ได้ เดินไม่ถนัด ได้มาหาคุณแม่บุญเรือน ได้ปูนอธิษฐานไปทา กับน้ำอธิษฐานไปรับประทาน หลังจากทาปูนได้ประมาณ ๓ วัน อาการปวดได้ทุเลาลงมาก และได้ทาเรื่อยมา จนได้ประมาณ ๑๐ วัน รู้สึกก้อนแข็งนั้นยุบแห้งไป ประมาณ ๒๐ วัน อาการปวดหายเป็นปกติ ก้อนแข็งยุบหายไปเป็นเนื้อธรรมดา และมีเม็ดผื่นเล็กๆ ขึ้นมาบนผิวหนังบริเวณนั้น และมีอาการคันเล็กน้อย เวลานี้ข้าพเจ้าหายเป็นปกติดีแล้ว จึงได้มาบันทึกไว้เพื่อให้ท่านทั้งหลายทราบว่า เป็นโรคอย่างนี้ก็หายได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ โดยการใช้ปูนทาและรับประทานน้ำอธิษฐาน

แถม โชติวิสุทธิ์

๒๓ สิงหาคม ๒๔๙๔

๕๓. บันทึกของ นายสมชาย ปรีชาชาติ

ข้าพเจ้านายสมชาย ปรีชาชาติ อยู่บ้านเลขที่ ๑๓๖๑ ป. ถนนประชาธิปก ธนบุรี ได้ถูกลูกขนไก่ที่ตา เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช หมอทำการเจาะถึงสามครั้งแต่ก็ยังไม่เห็น เพราะเลือดยังมีอยู่ในตา

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้ไปหาหมอรักษาตาชาวเยอรมัน หมอบอกทำไม่ได้เพราะอาจเป็นอันตราย ต่อเมื่อมาหาคุณยาย คุณยายให้ทาปูนทาไพลและกินน้ำอธิษฐาน ขณะนี้ตาเห็นขึ้นแล้ว เมื่อก่อนนี้เป็นโรคเส้นประสาท กลัว นอนคนเดียวไม่ได้ แต่เมื่อทาปูนแล้วก็หายกลัว และตกใจ ก็หายด้วย

สมชาย ปรีชาชาติ

๑๘ พ.ย. ๒๔๙๔

๕๔. บันทึกของ ด.ญ. สละ วงษ์พจจาณี

วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๕

เด็กหญิงสละ วงษ์พจจาณี อยู่ที่อยุธยา มารดาหนูเป็นหืด หนูก็เลยเป็นโรคหืดติดมารดาตั้งแต่เล็ก มาจนย่างขึ้น ๑๐ ขวบ หนูก็เลยเป็นมากขึ้น ถึงกับทำอะไรไม่ได้ มีอาการหอบและเป็นไข้ไม่เว้นแต่ละเดือน ต่อมาลุงน้อมสงสารหนู ก็เลยพามาให้ที่บ้านคุณพี่หลังวัดพิชัยญาติ หนูอยู่กับคุณได้ ๕ปี อาการก็ยิ่งมากขึ้น ทำอะไรไม่ไหวเลย แม้แต่ตักน้ำสักนิดเดียวก็ไม่ได้

คุณผู้หญิงสงสาร ได้พาหนูไปหาคุณยายหมอ (พี่มา) คุณยายหมอได้เอ็ดตะโรลั่น ว่าพากันมาทำไม ให้เด็กผอมๆ อุ้มแตงโมมา ไม่เอา เอาไป หนูเลยตกใจกลัว ไปนั่งที่บันไดหลังบ้าน ความไม่มีแรงของหนู ถือแตงโมก็เลยพลัดตกแตก ใจยิ่งไม่ดีอยู่แล้ว โดนคุณยายเอ็ดหนูยิ่งกลัวใหญ่ ไล่ให้หนูกลับ หนูก็เลยไปรอคุณที่หลังบ้าน (พอหนูกลับมาบ้าน) คุณยายหมอได้สั่งคุณไว้ว่า ให้ทาปูนตามหน้าอกและชายโครงวันละครั้ง ให้ทามากๆ หนูทาได้ประมาณสักครึ่งเดือนอาการก็ดีขึ้น หนูได้หายอย่างเด็ดขาดตั้ง ๙ เดือนเศษและอ้วนขึ้นเป็นปกติ และแข็งแรงมากกว่าเก่าหลายสิบเท่า ปีนี้หนูไม่ต้องหยุดโรงเรียนเลย เมื่อก่อนนี้หนูไปเรียนไม่ได้ จนหนูโตเท่านี้ยังอยู่เพียงประถมปีที่ ๓ เท่านั้นเพราะเรียนไม่ได้ มักไม่สบายเสียเรื่อย เดี๋ยวนี้หนูหายเด็ดขาดแล้ว

ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

ด.ญ. สละ วงษ์พจจาณี

๕๕. บันทึกของ นางชู ชูสกุล

ข้าพเจ้านางชู ชูสกุล อยู่ตำบลนาเริง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ได้ปวดที่หัวไหล่ แขนซ้ายยกไม่ขึ้นประมาณ ๔ เดือน ได้ไปรักษาที่วัดสามปลื้ม พระท่านรักษาโดยวิธีรดน้ำมนต์ให้ ยังไม่ทุเลา ยิ่งรดก็ยิ่งปวด จึงไปรักษาที่ศิริราช โดยวิธีอบไฟฟ้าใช้ยางวางบนแขน ประมาณ ๔๐ ครั้ง และรับประทานยาควบกันไปก็ยังไม่หาย จึงได้มาหาคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม พอมาถึงยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกัน เพียงแต่บอกว่าปวดแขนและยกแขนไม่ขึ้น คุณแม่ก็เอ็ดตะโรลั่น บอกว่า ยกขึ้นสูงๆ ดิฉันก็ตกใจกลัว ยกไปตามคำสั่ง รู้สึกเบาหวิว เลยยกขึ้นได้สูง ตามปกติยกไม่ขึ้นเลย เดี๋ยวนี้ยกขึ้นได้ตามปกติดีแล้ว ไม่มีอาการปวดอีกเลย เพราะคำพูดจริงของคุณแม่บุญเรือน และได้ทาปูนของคุณแม่ท่านทุกวัน และรับประทานไพล น้ำอธิษฐานตั้งแต่วันที่ ๑๙ มิถุนายน ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ประมาณ ๑๑ วันก็หายเป็นปกติ  ใจคอก็ชุ่มชื่น รู้สึกสบายดีมาก จึงได้บันทึกไว้ด้วยความเคารพและนับถืออย่างสูง

นางชู ชูสกุล

๓๐ มิถุนายน ๒๔๙๕

๕๖. บันทึกของ คุณหญิงประหยัด สุนทรเวช แพทย์พงษา

(ภริยาพระยาแพทยพงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) แพทย์ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๕

บุตรีของดิฉัน (น.ส.วรณี สุนทรเวช) ป่วยเป็นลำเสาที่ขา มีอาการปวดแทบจะเดินไปโรงเรียนไม่ได้ ต่อมาวันที่ ๑๐ มกราคม ดิฉันพามาหาคุณหมอบุญเรือน คุณหมอใช้ปูนอธิษฐานทาทุกวัน หายปวด ประมาณ ๑ อาทิตย์ คุณหมอบอกดิฉันว่า ฝีนี้ต้องให้แตก ถ้าไม่แตก หนองจะเข้าไปในเส้น ขาจะลีบเสีย วันนั้นคุณหมอใช้ปูนทาบอกว่า ทนแสบสักหน่อย รุ่งขึ้นฝีก็แตก มีหนองไหล จึงใช้ขี้ผึ้งปิดฝีดูดหนองทุกวัน บัดนี้ฝีหาย เดินได้เป็นปกติเช่นเดิม จึงเรียนมาให้ทราบ

เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๙๕ มีหญิงผู้หนึ่ง อายุประมาณ ๕๐ ปี ไม่ทราบชื่อ มากับหลานชาย บ้านอยู่ทางถนนเพชรบุรี มาหาคุณหมอบุญเรือนในตอนบ่าย ได้ถามคุณหมอว่า จะมียาหม้อหรือยาทา สำหรับรักษาโรคแขนขัดบ้างไหม แขนขัดยกไม่ขึ้นมาหลายเดือนแล้ว คุณหมอบอกว่า ไม่มีอะไรจะให้รักษา และไปข้างหลังบ้าน ทาปูนให้คนอื่น แล้วจึงเรียกหญิงที่ยกแขนไม่ขึ้นว่า “แม่คนนั้น เข้ามานี่แน่ะ จะทาปูนให้เป็นตัวอย่าง” หญิงคนนั้นก็เข้าไปให้ทา คุณหมอทาปูนแล้วก็บอกให้ยกแขนขึ้น หญิงผู้นั้นก็ยกขึ้นได้ แกว่งแขนได้รอบๆ และยังมามาอวดดิฉันซึ่งยังคงนั่งอยู่ข้างนอกว่า หายดีแล้ว

ได้เห็นอีกรายหนึ่ง เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคมศกนี้ (๙๕) เป็นหญิงมากับลูกสาว ๒ คน แขนยกไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน หลังจากทาปูนแล้ว ก็ยกได้คล่องเหมือนรายแรก

ด้วยความเคารพ

ประหยัด

๕๗. บันทึกของ นางสมหมาย เตวิทย์

วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๙๔

ดิฉัน นางสมหมาย เตวิทย์ อยู่บ้านเลขที่ ๔๗๖ ซอยสวนพลู ถนนสาทร ตำบลมหาเมฆ อำเภอยานนาวา จังหวัดพระนคร

เมื่อประมาณ ๕-๖ เดือนมานี้ ดิฉันได้มีอาการเจ็บศีรษะ จะเอี้ยวไปข้างใดไม่ได้ มีอาการเสียวใจ เจ็บจนนอนไม่ค่อยจะหลับ และรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ และรู้สึกร่างกายทรุดโทรม ได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช ได้เอ็กซเรย์กระดูกก็ไม่พบโรคอะไร ทางแพทย์สงสัยขอให้อยู่อีก ก็ไม่พบโรค ครั้งสุดท้าย หมอชำนาญกระดูกทางโรงพยาบาล ได้ขอให้เอ็กซเรย์ปอดอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่พบโรคอะไรเลย ลงท้าย หมอทางโรงพยาบาลว่า หินปูนเกาะ แต่ดิฉันได้หายเพราะคุณน้าบุญเรือนผู้มีวาจาสิทธิ์ และทาปูนของท่านเพียงสิ่งเดียว ทาเพียง ๓ ครั้ง ก็รู้สึกทุเลาขึ้นเรื่อย ประมาณ ๑๕ วันก็หายเป็นปกติ ดิฉันรู้สึกขอบพระคุณคุณน้าบุญเรือนอย่างสูงสุด

นางสมหมาย เตวิทย์

๕๘. บันทึกของ นางบุญศรี กระแสชัย

วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕

ข้าพเจ้า นางบุญศรี กระแสชัยอยู่เหนือวัดเกษ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เลขบ้าน ๑๔๓ เป็นโรคปวดขา นั่งสวดมนต์พับเพียบไม่ได้ เพราะมีอาการปวดตั้งแต่ต้นขาถึงปลายเท้า เพียงแค่จะว่า นะโม ก็ไม่จบ เนื่องจากมีอาการปวด ต้องนั่งถัดแทนการเดิน ดิฉันได้ทราบจากนางสมบูรณ์ เทียนศิริ ว่าคุณแม่บุญเรือนได้มาพักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง

ในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๙๕ ดิฉันจึงได้ขึ้นรถสามล้อไปหาคุณแม่บุญเรือน ตอนลงจากรถสามล้อที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อเข้ามาบ้านพักของคุณแม่บุญเรือน พอลงจากรถสามล้อที่วัดเจดีย์หลวง ก็ต้องมีคนคอยจูง เพียงบันไดสามขั้น ดิฉันก็ต้องคลานพื้น ระหว่างเมื่อได้ขึ้นบนบ้านแล้ว ดิฉันก็นั่งพับเพียบไม่ได้ ต้องชันเข่าอยู่ ดิฉันได้นำปูนกับไพลมาให้คุณแม่บุญเรือนอธิษฐาน แต่คุณแม่บุญเรือนยังไม่ยอมอธิษฐานให้แล้ว ให้ดิฉันรับประทานอาหารเสียก่อน เวลานั่งรับประทานอาหาร ดิฉันก็ต้องนั่งขัดสมาธิรับประทานอาหารและก็บ่นว่าปวด

แต่คุณแม่บุญเรือนบอกว่าไม่ให้พูด ให้นึกว่าหายเงียบๆ พอดิฉันอิ่มแล้ว ก็ต้องคลานออกไปนั่งที่นอกชาน พอนั่งเรียบร้อยแล้วก็หายปวด ตอนที่ดิฉันจะกลับบ้านก็ไม่ต้องคลาน และเดินลงบันไดได้คนเดียว หรือถัดอีก เวลากลางคืนก็ไม่มีอาการปวดอีกเลย นอนหลับคืนยันรุ่ง เมื่อก่อนนั้น ฉีดยาหลายเข็มก็ไม่หายปวด ได้พยายามหาหมอมารักษาตั้งเจ็ดหมอแล้วก็ไม่หาย แต่มาหายกับคุณแม่บุญเรือนนี่แหละ จึงได้มาบันทึกและขอบคุณไว้เป็นที่ระลึกในการหายโรค เพราะพับเพียบก็ได้ เดินทางไกลก็ได้

โดยความเคารพอย่างสูง

นางบุญศรี กระแสชัย

๕๙. บันทึกของ นางแปลก ทองรุ่ง

ดิฉัน ได้ปวดหัวไหล่มาประมาณปีกว่า ได้พยายามรักษาและนวดประคบ ก็ไม่หาย กระดุกกระดิกก็ปวด ยกแขนขึ้นไม่ได้ จึงได้ไปหาหมอ หมอบอกว่ารักษาไม่หาย นอกจากนั้นยังได้พูดประชดอีกว่า ให้หมอเทวดาก็รักษาไม่หาย ดิฉันมีความน้อยใจ ก็พยายามสืบหาหมอใหม่ จนมีคนบอกให้ว่า คุณแม่บุญเรือนรักษาได้ โดยการอธิษฐาน แล้วก็มีคนพามาหาท่านครั้งหนึ่งแต่ไม่พบท่านจึงกลับ ต่อมาก็พยายามไปหาท่านอีกจึงพบท่าน ก็เล่าให้ท่านฟังว่า ปวดแขน ยกไม่ขึ้น ท่านบอกให้ ยกขึ้น ยกขึ้น ดิฉันเถียงท่านว่า ยกไม่ขึ้น ท่านจึงเอ็ดตะโรขึ้นว่า “ยกขึ้น! ยกขึ้น!” ดิฉันก็ยกตาม ก็ยกขึ้นได้จริงๆ แล้วท่านยังสั่งอีกว่า “ไม่ให้ปวด! ไม่ให้ปวด!” และสั่งให้ยกขึ้นยกลงเป็นหลายหนก็ไม่ปวด

นับแต่วันนั้นมา ก็ยกขึ้นได้และได้ทาปูน ตั้งน้ำอธิษฐานรับประทาน ต่อมาก็หายเป็นปกติภายใน สองสามวันเท่านั้น

ดิฉัน รู้สึกซาบซึ้งในคุณธรรมและเมตตาจิตของท่านอยู่เสมอ ทั้งเงินทองก็มิได้เสียเลยแม้แต่บาทเดียว

ฉะนั้น ดิฉันจึงได้บันทึกไว้เป็นที่ระลึกในการที่ท่านพูดจริงและสั่งให้ทำ และทำตามก็เกิดผลจริงแก่ตัวของดิฉัน เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการหายโรคของดิฉัน ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทราบและปฏิบัติตาม จะได้หายโรคเหมือนกับดิฉันด้วย

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(ลงชื่อ) แปลก ทองรุ่ง

บางลำภู พระนคร

๖๐. บันทึกของ นางเหลี่ยม ไววานะ

นางเหลี่ยม ไววานะ ที่อยู่ตรอกสุเหร่าเก่า ได้ป่วยเป็นโรคขาแข็ง เดินไม่ค่อยได้ เพราะหัวเข่างอไม่ได้ มีอาการปวดมาก ได้เป็นมาประมาณเดือนเศษ ไปหาหมอต่างๆ และได้ฉีดยาก็ไม่หาย ได้ทราบข่าวจากคนที่ชอบกันที่สีลม    พอดีเขากำลังจะมาหาคุณแม่บุญเรือนมีคนแน่นบ้าน นั่งเหยียดขาไปทางคุณแม่ คุณแม่บอกว่าต้องมีศรัทธาความเชื่อว่าอะไรว่าตามกัน พอคุณแม่บอกให้ลุกขึ้น ก็ลุกขึ้นได้ทีเดียวโดยไม่รู้ตัว คุณแม่บอกให้เดิน เดิน ก็เดินได้ตามสั่ง เดินกลับไปกลับมา แล้วคุณแม่ก็บอกให้นั่งลง ก็ได้นั่งลงตามสั่ง คุณแม่ก็บอกให้เหยียดขาออกมาแล้วก็ทาปูนให้ ๓ ทีเท่านั้น แล้วก็สั่งให้เดินกลับไปได้ ตั้งแต่วันนั้นมา ก็เลยหายเป็นปกติ โดยอำนาจของความเชื่อ จึงได้มาบันทึกไว้เป็นที่ระลึก

นางเหลี่ยม ไววานะ

๖๑. บันทึกของ นางสงัด วิมลสถิตย์

นางสงัด วิมลสถิตย์ อยู่หน้าวัดสระเกศตรงข้าม อยู่ดีๆ ได้เป็นโรคคอบวมขึ้นมาเฉยๆ มีอาการปวดร้อน เวลาเอี้ยวคอก็รู้สึกว่าตึงๆ พอวันรุ่งขึ้นก็บวมมาก จนเอี้ยวไม่ค่อยได้ ได้มาหาคุณป้าบุญเรือน ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ท่านได้ทาปูนให้ประมาณ ๑๐ กว่าวันก็ยุบหมด จึงได้มาบันทึกไว้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้เลื่อมใสทั้งหลาย เพราะเชื่อจริงก็หายจริง เช่นดิฉันเป็นต้น ได้หายอย่างเด็ดขาด

สงัด วิมลสถิตย์

๖๒. บันทึกของ นายบุญมาก วรสุวิทย์

บ้านเลขที่ ๓๘๓ หน้าวัดสระเกศ พระนคร

วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๔

กราบเท้าคุณยายหมอที่เคารพ

ด้วยเมื่อราวเดือนกันยายน ๒๔๙๓ (วันที่จำไม่ได้) ผมได้ป่วยเป็นโรคปวดที่ขาและที่เท้า ไปไหนมาไหนไม่สะดวก อาการที่ผมเป็นก็คือ ตื่นนอนขึ้นตอนเช้าก็ปวดที่ขา ตลอดถึงข้อเท้า ตอนสายก็ได้ไปหายาทาและยารับประทานแก้ปวด แต่ก็ยังไม่ทุเลาอาการปวด และผมได้ไปที่อาคาร ๑๐ (สำนักงานใหญ่) นายๆ ท่านได้กรุณาแนะนำให้ผมมาหาคุณยายหมอ ผมได้เล่าอาการที่ปวดให้ฟัง และคุณยายหมอก็ได้ตรวจดูที่เท้าทั้งสองของผม เพื่อจะทำการนวดให้ แต่ปรากฏว่า เท้าทั้งสองของผมเหลื่อมกันอยู่คืออีกข้างหนึ่งสั้นไปประมาณครึ่งนิ้ว คุณยายหมอก็บอกกับผมว่า ทำการนวดไม่ได้ให้ผมเอาปูนอธิษฐานไปทาก็แล้วกัน แต่อาศัยความเชื่อมั่นของผม และผมก็ได้นำปูนไปทา รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ผมจำได้ว่า วันนั้นเป็นวันเสาร์ตอนกลางคืน อาการปวดก็รู้สึกหนักขึ้น ผมก็ทาปูนอีกถึง ๔, ๕ ครั้ง พอรุ่งเช้าอาการที่ปวดได้หายไป คล้ายกับว่า ผมมิได้เป็นอะไรมาก่อนเลย แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า อาการปวดดังกล่าวจะหายจริงหรือไม่ ผมได้ลาหยุดงานอีก ๑ วัน อาการที่ปวดนั้นก็มิได้มีอีก ผมรู้สึกขอบพระคุณคุณยายหมอเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้โรคปวดที่ขาและเท้าของผมหายได้ โดยมิต้องรับประทานยาหรือฉีดยาใดๆ ผมจึงขอแสดงความขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย

โดยความเคารพอย่างสูง

บุญมาก วรสุวิทย์

๖๓. บันทึกของ วีระ พานิชการ

วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๕

กราบเท้าคุณยายที่เคารพอย่างสูง

เนื่องจากกระผมได้เป็นเอ็นหดที่ข้อมือซ้าย กระผมได้ให้หมอตรวจ หมอบอกว่า จะโตขึ้นกว่าเดิม ถ้าไม่ทำการผ่าตัด กระผมจึงเรียนถามคุณแม่ของผมว่า ท่านจะอนุญาตให้ผ่าหรือหรือไม่ แต่ท่านไม่ให้ผ่าตัด ท่านให้กระผมทาปูนของคุณยายและรับประทานน้ำอธิษฐาน กระผมปฏิบัติเช่นนี้มาประมาณ ๑ เดือน เอ็นที่หดหรือโปนขึ้นประมาณเท่าหัวแม่มือ ก็หดและหายสนิทดี ไม่ปรากฏว่ามีอาการอีกเลย กระผมจึงรู้สึกขอบพระคุณที่คุณยายได้ช่วยให้ผมหายจากโรคเช่นนี้

โดยความเคารพอย่างสูง

วีระ พานิชการ

๖๔. บันทึกของ นางบุญส่ง เจือจิ้น

ดิฉันได้ป่วยเป็นมดลูกพิการ มีอาการบวมที่ท้อง แพทย์เขาตรวจว่า มดลูกอักเสบมีอาการเสียวและปวด จะนอนก็นอนไม่ได้ ได้รับประทานยาของห้างพระจันทร์ ๑ ชุด ก็ไม่หาย ได้ไปหาคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ในบริเวณโรงพิมพ์วิบูลย์กิจ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ เมื่อเดือนอ้าย ได้ขอปูนกับน้ำอธิษฐานไป ๑ ขวด โดยความนับถือของดิฉันทาปูนได้ ๒ ครั้ง และทาต่อๆ มา ก็รู้สึกหายสบายดี สามารถออกแรงขุดดินทำไร่ได้ทุกอย่าง สุขภาพเรี่ยวแรงดีกว่าเก่ามาก

นางบุญส่ง เจือจิ้น

๖๕. นางสาวอำนวย กลั่นกลาย

หนูเป็นคนไม่แข็งแรง มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนขี้โรค ไม่ทราบว่า เป็นอะไร ออดๆ แอดๆ เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหายตลอดมา

จนกระทั่งอายุ ๑๘ ปี โรคได้กำเริบขึ้นมา มีอาการปวดตามข้อ แน่นในอก นอนไม่ได้ ต้องนั่งพิงอยู่ตลอดเวลา รับประทานอาหารไม่ได้อยู่ ๕ วัน ภายใน ๕ วันนี้ หนูได้รักษาอยู่หลายหมอ เพราะหมอทุกๆ คน ที่มาเห็นอาการไข้ของหนูเข้าแล้วไม่รับการรักษา จนกระทั่งส่งมาอยู่โรงพยาบาลศิริราชเป็นวันที่ ๖ ของวันป่วย ตรงกับวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๔ หมอไม่บอกว่าเป็นโรคอะไร แต่นางพยาบาลบางคนเกรงใจก็เลยบอกว่า เกี่ยวกับหัวใจ ได้รับการรักษาอยู่ถึง ๒๕ วัน ก็ค่อยยังชั่ว กลับมาอยู่บ้านก็ยังไม่หายขาด

หนูได้ไปตรวจ ที่โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง หมอได้ให้ยามารับประทาน อาการก็เรื่อยๆ ไม่หาย หมอบอกทีหลังว่า เป็นโรคหัวใจโต ต่อมาหมอก็เลยสั่งงดยา เพราะกลัวจะแก่ยาเกินไป หมอบอกว่า หน้าหนาวข้างหน้าอาจจะเป็นอีก

คุณแม่กลัวจะเป็นมาก จึงขวนขวายหาหมอ ก็มีผู้แนะนำให้คุณแม่มาหาคุณหมอบุญเรือน โตงบุญเติม

คุณแม่ของหนู ได้มาพบกับคุณหมอบุญเรือน เล่าอาการเจ็บป่วยของหนูให้ท่านทราบ แต่หนูก็ยังไม่ได้พบคุณหมอบุญเรือนเลย เพียงแต่คุณแม่ได้จดชื่อหนูและอายุให้คุณหมอบุญเรือนไว้

คุณแม่ ได้ขอเอาปูนอธิษฐานมาให้หนูทาตามข้อที่ปวดและระหว่างหัวใจ หนูได้ตั้งใจอธิษฐานขอให้คุณหมอบุญเรือนช่วยรักษาโรคของหนูให้หาย

ในเมื่อหนูเอาปูนทาตามที่ดังกล่าวแล้ว มันก็ค่อยๆ ยุบไปที่หัวใจก็รู้สึกสบาย ตามที่ปวดบวมหายไป รู้สึกแข็งแรงขึ้นทุกวัน อาการแน่นก็หายไปด้วย จนมาถึงฤดูหนาวก็ไม่เป็นไร หนูกลับแข็งแรงเหมือนเกิดใหม่ ทำอะไรทำได้ จิตใจสบายผิดกว่าธรรมดา เพราะหนูตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยสดชื่นเหมือนคราวนี้ คุณหมอบุญเรือนช่วยเมตตาชุบชีวิตใหม่ให้หนูแท้ๆ

นางสาวอำนวย กลั่นกลาย

๖๖. บันทึกของ นายทวีป อุทยานิน

คุณป้าบุญเรือนกับข้าพเจ้า

ในการฉลองพระประธานที่สร้างใหม่ของวัดสารนารถธรรมาราม จังหวัดระยอง ซึ่งกำหนดจะมีงานในราวเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ วัดสัมพันธวงศ์นั้น คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์ ได้มีจิตศรัทธาอันแรงกล้า โดยจะจัดพิมพ์หนังสือประวัติหลวงพ่อพุทโธใหญ่ขึ้น คุณนายบ๊วยได้ให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับคุณป้าบุญเรือนสักเรื่องหนึ่ง ข้าพเจ้าเต็มใจจะเขียนตามความสัตย์จริง ดังจะบันทึกไว้ต่อไปนี้

ข้าพเจ้าขอย้อนกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุบาสิกาบุญเรือนกับข้าพเจ้าเสียก่อน กล่าวคือ เมื่อประมาณ ๓ ปีมาแล้ว ภรรยาของข้าพเจ้าได้ถูกเพื่อนให้ไปเรียนธรรมที่บ้านสามัคคีวิสุทธิในบริเวณโรงพิมพ์วิบูลกิจ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ณ ที่นั้น อุบาสิกาบุญเรือนเป็นผู้ทำการอบรมทุกวันเสาร์ เริ่มแต่เวลาบ่าย ๓ โมง เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง มีผู้ไปรับการอบรมครั้งละมากๆ ในปีแรกข้าพเจ้าเพียงแต่เป็นผู้ขับรถไปรับส่งภรรยาเท่านั้น ต่อมาจึงได้มีโอกาสขึ้นไปวิสาสะกับอุบาสิกาบุญเรือน ซึ่งข้าพเจ้าเรียกท่านว่า “คุณป้า” และไปกราบไหว้พระพุทธรูปหลวงพ่อพุทโธบ้าง จึงได้ใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้น ซึ่งนับวัน ความเลื่อมใสในตัวท่านก็เพิ่มเป็นลำดับ จนกลายเป็นความนับถืออย่างจริงใจ และทั้งยังแน่ใจว่าข้าพเจ้านับถือผู้ที่ควรแก่การนับถือ โดยมีเหตุผลหลายประการ ข้าพเจ้าขอกล่าวเป็นข้อๆ ดังนี้

๑. การปฏิบัติ

คุณป้าเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ตัดเรื่อง โลภ โกรธ หลง มีความเป็นอยู่อย่างสันโดษ การกินอยู่เป็นไปอย่างง่ายๆ ทั้งสละสมบัตินำมาแจกเป็นทาน ไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเช้า ๒ โมงทุกวันอาทิตย์

๒. การช่วยเหลือผู้อื่น

ตามปกติวิสัยของคนเราย่อมจะนึกถึงตัวเองก่อนผู้อื่นเสมอ ยิ่งในยามเจ็บไข้ด้วยแล้ว ก็รักตัวเองมากกว่าที่จะไปห่วงใยผู้อื่น แต่คุณป้าหาได้เป็นเช่นนี้ไม่ ท่านยินดีช่วยเหลือผู้อื่นเสมอไม่ว่าเวลาใด แม้แต่ท่านจะเจ็บไข้ได้ป่วยประการใดก็ไม่คำนึงถึง ในข้อนี้ข้าพเจ้ากล้าที่จะยืนยัน เพราะได้ประสบมากับตัวเอง

ในวันหนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบาย จึงเรียนให้ท่านทราบ ซึ่งขณะนั้นท่านกำลังนอนอยู่ แต่ทั้งๆ ที่ท่านกำลังนอน ก็ได้กรุณากระวีกระวาดลุกขึ้นช่วยเหลือ คือนวดให้ข้าพเจ้าๆ รู้สึกว่ามือของท่านร้อนจัด ซึ่งภายหลังข้าพเจ้าจึงได้ทราบจากผู้ใกล้ชิดว่า ขณะนั้นท่านกำลังจับไข้ และความร้อนขึ้นสูงถึง ๑๐๔ องศาฟาเรนไฮท์ (40° c) ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกละอายแก่ใจเหลือเกินที่ได้รบกวนท่านในยามนั้น แต่ตัวท่านเองกลับรู้สึกว่าท่านพอใจ เพราะได้กระทำตามวิสัยของท่านแล้ว ซ้ำได้สั่งสอนให้รู้ว่า ความเจ็บไข้นั้นเกิดขึ้นในกาย หากรู้จักวางสังขารได้แล้ว ก็ไม่ต้องมีอะไรจะต้องวิตกกังวล

๓. ความรู้

ในชั้นแรกข้าพเจ้าคาดว่า ความรู้ดั้งเดิมของท่านคงอยู่ในขั้นอ่านออกเขียนได้อย่างสามัญชนในสมัยนั้น แต่ครั้นได้มาสนทนากับท่านจึงทราบว่า ท่านเป็นผู้รอบรู้ผู้หนึ่ง ดังจะเห็นประจักษ์ว่า ท่านมีผู้ไปมาหาสู่หลายชั้นหลายวัย เป็นข้าราชการชั้นพิเศษก็มี นายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็มี บัณฑิตปริญญานอก ปริญญาในก็มี กรรมกรก็มี บรรดาผู้ไปมาหาสู่เหล่านี้ ท่านสามารถพูดคุยให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดีทั่วกัน

ตามเหตุผลที่เรียนมาข้างต้นนี้ สรุปได้ว่า ท่านเป็นบุคคลที่น่านับถือ เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด มีความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ทั่วหน้า กิจที่ท่านประกอบไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดเคลือบแคลง ท่านไม่ปรารถนาเงินทองเป็นสินจ้างรางวัล ท่านไม่ปรารถนาความยิ่งใหญ่ ท่านปรารถนาแต่เพียงมุ่งประกอบกิจเพื่อสอนธรรมแก่ทุกคน ให้รู้จักทำใจให้เป็นสุข ตั้งหน้าประกอบกิจในทางที่ชอบ มีความซื่อสัตย์ อุตสาหะวิริยะในการงาน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

โดยที่คุณป้าเป็นผู้บริสุทธิ์เช่นนี้ ท่านจึงกล่าวอยู่เสมอว่า หากท่านจะรักษาโรคให้ใครหรือประกอบกิจอะไรก็ตาม ท่านจะนำเอาความบริสุทธิ์ของท่านอธิษฐานขอสิ่งนั้นๆ ซึ่งสัมฤทธิ์ผลเสมอ ทั้งเคยประจักษ์แก่ตาข้าพเจ้าหลายครั้ง ดังจะขอนำมาเล่าสู่กันฟังสัก ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑

วันหนึ่ง หลานสาวอายุ ๓ ขวบของข้าพเจ้าเดินไม่ได้ เข้าใจว่าเล่นมากเกินไป ในวันนั้นไม่ยอมเดิน ต้องให้คนอุ้มตั้งแต่เช้า ครั้นประมาณ ๕ โมงเย็น ข้าพเจ้านึกถึงคุณป้าว่า ถ้าท่านบีบนวดให้คงจะหาย จึงได้พาไปหา ครั้นมาถึงคุณป้า เมื่อท่านทราบอาการก็นำเอาปูนอธิษฐานทาให้ แล้วจับๆ ให้สักครู่และสั่งให้หลานข้าพเจ้าเดินดู หลานสาวข้าพเจ้าเดินได้ตามคำสั่ง พอมาถึงบ้านก็เริ่มวิ่งเช่นปกติ นอกจากนั้น ระหว่างที่ข้าพเจ้าได้ไปมาหาสู่ท่านอยู่เสมอ เคยเห็นมีผู้ใหญ่พาเด็กไปหาท่านบ่อยๆ บางคนตกกระไดแขนยกไม่ขึ้น ขาเดินไม่ได้ ท่านก็อธิษฐานให้ รู้สึกว่าเป็นที่ประหลาดมาก ถ้าเราจะแก้กันเอง ก็คงใช้น้ำมันร้อนๆ ทาและนวดกันกว่าจะหายก็วันหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่วิธีของคุณป้าเร็วทันใจดี

เรื่องที่ ๒

เรื่องนี้ขอออกตัวเสียก่อนว่า ผู้เขียนมีเจตนาขอเล่าสู่กันฟังเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ และการที่เป็นเช่นนั้น และการที่เป็นเช่นนั้น อาจจะเป็นด้วยประจวบกันกับดินฟ้าอากาศหรือธรรมชาติก็ได้ เรื่องมีอยู่ดังนี้คือ

วันหนึ่ง ข้าพเจ้ากับภรรยาไปหาคุณป้าและเล่าเรื่องที่เกิดไต้ฝุ่นพัดเอาบ้านแถวถนนท่าดินแดง พังไปหลายหลังให้ท่านฟังและเรียนว่า กรมอุตุนิยมวิทยาแถลงว่า “พรุ่งนี้ไต้ฝุ่นทริกส์จะเข้ากรุงเทพฯ อีก” ภรรยาข้าพเจ้าจึงเรียนว่า “ขอคุณป้าช่วยอย่าให้ไต้ฝุ่นเข้ากรุงเทพฯ เลย” ท่านจึงพูดว่า “ฉันจะลองไปอธิษฐานดู พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปปากน้ำ ไหนลองเขียนรูปประเทศไทยให้ฉันดูที และทิศอะไรจดอะไร (ทิศไหนติดกับประเทศอะไร) ด้วย” ขณะที่ท่านพูดนั้น มีคุณนายพัธนี พรพิบูลย์ ประธานกรรมการบริษัท เอื้อวิทยา จำกัด นั่งอยู่ด้วย คุณนายเลยขออนุญาตติดตามท่านไปปากน้ำ

เมื่อข้าพเจ้าเขียนในกระดาษว่า ประเทศไทย ทิศตะวันออกจดอินโดจีน ทิศใต้จดมลายู ทิศเหนือจดพม่า แล้วจึงส่งให้ท่าน เมื่อท่านรับไปแล้ว ก็บอกให้ข้าพเจ้ากลับบ้านและกำชับว่า “ไม่ต้องกลัว”

ครั้นรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็เล่าเรื่องนี้ให้น้องชายและเพื่อนร่วมงานอีกผู้หนึ่งคือ คุณวิเชียร เสรีประสงค์ฟัง วันนั้นตอนบ่ายประมาณ ๔ โมงเย็น ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็แถลงการณ์ว่า กำลังของไต้ฝุ่นอ่อนลง และสลายตัวลงที่จังหวัดสุรินทร์ น้องชายข้าพเจ้าเป็นคนฟัง จึงแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบ และพูดว่า “คุณป้าหมอนี่เก่งจริง” และสุดท้ายปรากฏว่า ไต้ฝุ่นลูกนี้ไม่เข้ากรุงเทพฯ จริงดังคำกล่าวของคุณป้า

ครั้นอีก ๒ วันต่อมา คุณวิเชียร ได้นำแผนที่ประเทศไทย ที่พิมพ์ที่กรมแผนที่ กับแผนที่ประเทศไทยที่มีคำภาษาจีนมามอบให้น้องชายข้าพเจ้า เพื่อให้ข้าพเจ้านำไปให้คุณป้า ข้าพเจ้าได้นำไปให้ท่านในวันนั้น ท่านเลือกแผ่นที่เป็นภาษาไทยไว้และส่งคืนฉบับภาษาจีนซึ่งมีแผนที่ประเทศอื่นรวมอยู่ด้วย อีก ๒ ถึง ๓ วันต่อมา ข้าพเจ้ามาเยี่ยมคุณป้า เห็นม้วนแผนที่ผูกอยู่ข้างโต๊ะบูชาพระ

การที่ข้าพเจ้านำเรื่องข้างต้นทั้งสองเรื่องมาเล่านี้ มิได้มีความประสงค์จะแนะนำให้ท่านนิยมการรักษาโรคตามวิธีการดังกล่าว ทั้งมิได้มีความประสงค์จะให้ท่านหลงเชื่อเอาเป็นจริงเป็นจังว่า คุณป้าสามารถปัดเป่าเหตุการณ์ร้ายได้ทุกเรื่องทุกกรณี เพราะแม้แต่ตัวท่านเองเจ็บไข้ ท่านก็มิได้รักษาตัวเอง เป็นแต่ผู้คุ้นเคยเชิญแพทย์แผนปัจจุบันมารักษา และหายามาให้ กำชับสั่งให้รับประทาน ท่านก็ฉลองศรัทธาไปตามความเจตนาดีของผู้ให้ ทั้งนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านทำด้วยเจตนาดีต่อคนทั่วไป

ข้าพเจ้าขอจบบันทึกตามคำขอของคุณนายบ๊วยฯ แต่เพียงเท่านี้

ทวีป อุทยานิน

กรุงเทพฯ

๘ มกราคม ๒๔๙๖

๖๗. บันทึกของ คุณนายพิศมัย ปริญชาญกุล

ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ของปูน ที่คุณป้าบุญเรือน โตงบุญเติม อธิษฐานจิตให้ศักดิ์สิทธิ์ คือ เมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้าเคยเป็นโรคลม แน่นยอดอกเสมอๆ และเมื่อเป็นขึ้นครั้งหนึ่งๆ ก็ต้องฉีดยากัน และนอนเจ็บไข้อ่อนเพลียไปตั้งหลายๆ วัน

ต่อมา คุณป้าได้สั่งให้ทาปูนที่คุณป้าอธิษฐานให้ ข้าพเจ้าได้นำไปทาตลอดมาจนบัดนี้ รู้สึกว่า ไม่เป็นโรคชนิดนั้นอีก และกลับรู้สึกแข็งแรงมีร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ไม่อิดโรยเหนื่อยง่ายหรืออ่อนใจเหมือนเมื่อก่อนทาปูนนั้นเลย

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของปูนอธิษฐาน ทำให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์จากโรคซึ่งเคยรบกวนสังขารอยู่เสมอเช่นนี้ ข้าพเจ้าขอบันทึกไว้เพื่อเป็นพยานแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของปูน ที่คุณป้าบุญเรือนอธิษฐานไว้ด้วย

พิศมัย ปริญชาญกุล

๖๘. บันทึกของ นางกฐิน กุยยกานนท์

เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๕ ดิฉันได้มาหาคุณป้าบุญเรือนที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ได้พบคุณป้าตี่ๆ ถามดิฉันว่า มีธุระอะไรที่ติดต่อกับคุณป้าหมอที่ได้ผลมีบ้างไหม ถ้ามีขอให้จดให้ด้วย ดิฉันจึงได้จดบันทึกเรื่องของบุตรชายของดิฉันให้ มีดังนี้

เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๙๓ บุตรชายของดิฉัน (น่าจะเป็น นายเทศภักดิ์ นิยมเหตุ นักแปลนวนิยายชื่อดัง ผู้ซึ่งคุณนายผิน แจ่มวิชาสอน ผู้เป็นยาย ขอไปเลี้ยง และใช้นามสกุลของท่าน เนื่องจากท่านไม่มีลูกชาย) อายุได้ ๙ ปี เป็นนักเรียนประจำอยู่ที่โรงเรียนวชิราวุธ เท้าได้บวมขึ้นตั้งแต่ข้อเท้าถึงหลังเท้า เดินไม่ได้ มีอาการปวดมาก ถูกไม่ได้ จนขาลีบ

ดิฉันได้อุ้มมาหาคุณป้าบุญเรือน คุณป้าหมอว่า เป็นกระดูกงอกที่ใต้ตาตุ่ม และทาปูนให้ ดิฉันเชื่อ แต่สามีดิฉันไม่เชื่อ จึงได้พาลูกไปหาหมอลิลิตที่พงษ์แพทย์ ถนนบำรุงเมือง ตรวจ ได้แนะนำให้ไปเอกซเรย์ที่หลานหลวงการแพทย์ เมื่อเอกซเรย์แล้วหมอบอกว่าเป็นกระดูกงอก ต้องทำการผ่าตัดขูดกระดูก แต่หมอไม่รับรองว่าจะหาย

ดิฉันไม่ยอมให้ทำการผ่าตัด ได้พามาหาคุณป้าบุญเรือนอีก คุณป้าหมอก็ให้ทาปูนต่อไป แต่โดยความเชื่อมั่นของดิฉันว่าต้องหาย คุณป้าหมอได้อธิษฐานปูนให้ทา ต่อมามีอาการอูดออกมาเหมือนเดือยไก่ที่ส้นเท้า แต่ก็ไม่ละการทาปูน ได้ทาอยู่ทุกวัน เพราะอาการบวมได้ลดลง และเดินได้ไม่ใคร่ถนัด

คุณป้าบุญเรือนได้กวนสีผึ้งให้ปิด เพื่อจะได้ดูดกระดูกนั้นออกมา

ต่อมาคืนหนึ่งเมื่อตื่นนอนเช้า เห็นเลือดไหลที่ตรงส้นเท้า ดิฉันตกใจรีบมาหาคุณป้าหมอ แต่ตรงกันข้าม คุณป้าหมอกลับบอกว่า ปูนตัดออกมาได้แล้ว จะหายแล้ว คุณป้าหมอให้ระวังคอยดูเพราะกระดูกที่ปูนตัดจะออกมา

รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ดิฉันเปลี่ยนสีผึ้งปิดแผล กระดูกได้ออกมาอยู่ที่สีผึ้ง มองดูที่แผลลึกเป็นรู คล้ายกระดูกนั้นจะเดินมาจากอื่น

กระดูกที่ออกมานั้นมีลักษณะแหลมคมมีสองแง่เกือบเท่าเม็ดพุทรา ดิฉันเอามาให้คุณป้าหมอดู แล้วเอาไปให้หมอลิลิตดูด้วย คุณหมอลิลิตลงความเห็นว่า เป็นกระดูกงอกจริง

ดิฉันก็ยังทาปูนที่แผลอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งน่องมีเนื้อ และหายเป็นปกติ ไปอยู่โรงเรียนประจำได้

ทั้งนี้เป็นเพราะการพูดจริงของคุณป้าหมอได้ผลเห็นทันตา ดิฉันจึงได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ เพื่อให้เป็นพยานแห่งความจริง เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ประโยชน์บ้าง

กฐิน กุยยกานนท์

๖๙. บันทึกของ นางสมศิริ วิบูลสุข

อยู่บ้านเลขที่ ๕๔๓ ถนนพระสุเมรุ พระนคร

ข้าพเจ้าได้ป่วยเรื้อรังมานาน คือ มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อย ใจคอหงุดหงิด รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับ และคิดมากจนร่างกายทรุดโทรมและซูบผอม ข้าพเจ้าได้พยายามรักษาทั้งทางหมอแผนปัจจุบันและหมอแผนโบราณ อาการต่างๆ มีแต่ทรงๆ ทรุดๆ

จนวันหนึ่งพี่ชายของข้าพเจ้า ได้พามาหาคุณแม่บุญเรือน แล้วท่านแนะนำให้ทาปูนและรับประทานน้ำอธิษฐาน และทั้งพยายามแนะนำสั่งสอนอย่าให้ข้าพเจ้าคิดมาก รวมแล้วอาการป่วยของข้าพเจ้าก็คงดีๆ เลวๆ อยู่เช่นนั้น

จนต่อมาภายหลัง ข้าพเจ้าเกิดมีอาการเจ็บและบวมที่แถบชายโครงข้างซ้าย เวลาหายใจก็อึดอัด มีอาการไอแล้วเจ็บในอก ข้าพเจ้าก็ได้มาหาคุณแม่บุญเรือนอีก คราวนี้ท่านกำชับให้ข้าพเจ้าทาปูนและรับประทานน้ำอธิษฐานเป็นประจำ ซึ่งข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดทุกๆ วันเรื่อยมา จนในที่สุดอาการเหล่านั้นค่อยๆ หายไป จนปัจจุบัน ข้าพเจ้ามีสุขภาพแข็งแรงดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนที่จะได้มาพบกับคุณแม่บุญเรือน และร่างกายก็ไม่ซูบผอมเหมือนเมื่อครั้งนั้น ตลอดจนการนอนก็เป็นปกติ

ส่วนสามีของข้าพเจ้าก็ได้ป่วยในขณะที่เดินทางไปปฏิบัติงานอยู่ ณ จังหวัดสุโขทัย และได้มาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระพุทธชินราช ที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นเวลา ๕ สัปดาห์ โดยหมอบอกว่าเป็นโรคประสาทหมดแรง หรือพวกเดียวกับโรคอัมพาต เดินไปไหนไม่ได้ ครั้นพักรักษาตัวอยู่ครบ ๕ สัปดาห์แล้ว และเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้นเท่าไร จึงช่วยกันพามารักษาอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ธนบุรี อีก ๒๐ วัน อาการก็ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่หมอบอกว่า จะไปพักรักษาตัวที่บ้านก็ได้ จึงได้ออกจากโรงพยาบาลมารักษาต่อที่บ้านอีกประมาณ ๓ เดือน โดยครั้งแรกก็ใช้หมอแผนปัจจุบัน แต่ภายหลังใช้หมอแผนโบราณคือรับประทานยาต้ม แต่ก็ไม่หายและไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่พอไปไหนมาไหนได้ ครั้นได้มาพบกับคุณแม่บุญเรือนแล้ว ท่านได้ช่วยกรุณาแนะนำให้ทาปูนและรับประทานน้ำอธิษฐาน อาการจึงดีขึ้นเรื่อยๆ จนบัดนี้ก็เรียกได้ว่าหายเป็นปกติ

บุตรหญิงของข้าพเจ้าคนโตอายุ ๑๖ ปี มีอาการปวดท้องเสมอ จนในที่สุด หมอทางโรงพยาบาลแนะนำให้ไปทำการผ่าตัด เพราะเขาสงสัยว่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แต่คุณแม่บุญเรือนห้ามไม่ให้ไปผ่าท้องตัดไส้ติ่ง ให้ทาปูนและรับประทานน้ำอธิษฐานก็เลยหายได้ ลูกชายเล็กๆ ของข้าพเจ้าอีก ๒ คน คนหนึ่งหกล้ม แขนบวมเหยียดตรงไม่ได้ อีกคนหกล้มปากฉีก หมอแนะนำให้เย็บ แต่คุณแม่ให้ทาปูน และรับประทานน้ำอธิษฐานก็หายได้ดี โดยไม่ต้องไปเข้าเฝือกที่แขนหรือต้องเย็บที่ปากแต่อย่างใด

จนบัดนี้ ที่บ้านของข้าพเจ้าใช้ปูนของคุณแม่บุญเรือนทากันเป็นประจำ และน้ำอธิษฐานตั้งกันเป็นประจำทุกๆ วันเสาร์ และทุกๆ คนก็ใช้รับประทานกันเป็นประจำทีเดียว หรือถ้าจะว่าที่บ้านของข้าพเจ้าบัดนี้มีหมอประจำคือปูนกับน้ำอธิษฐานของคุณแม่บุญเรือน ซึ่งได้ช่วยลดรายจ่ายในการไปหาหมอและค่าซื้อยาลงไปมากทีเดียว

๗๐. บันทึกของ นายจำรัส สุขประเสริฐ

บ้านสุขประเสริฐ ถนนนเรศ จ.อุดรธานี

๑๖ มกราคม ๒๔๙๖

ถึง นางตี่ สุวรรณเทศ ที่นับถือ

อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม เดินทางโดยขบวนรถไฟด่วน ถึงจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๖ เวลา ๗.๑๕ น.

ก่อนหน้ารถไฟด่วนจะเข้าเทียบชานสถานี ประมาณ ๒๐ นาที ได้มีหมอกลงที่สถานีรถไฟ และบริเวณตัวเมืองอุดรธานีหนามืดไปหมด อยู่ห่างกันประมาณ ๑๐ วา จะแลไม่เห็นกันเลย รถยนต์วิ่งตามถนนต้องเปิดไฟ มิฉะนั้นจะชนกัน หมอกหนามืดเช่นนี้ ไม่เคยมีมาก่อนเลย พอรถไฟถึงสถานีประมาณ ๑๐ นาที หมอกก็ค่อยๆ จางหายไป ชาวอุดรธานีต่างพิศวงงงงวยโจษจันกันไปต่างๆ นานา

เมื่ออุบาสิกาบุญเรือนลงรถไฟแล้ว มีผู้คนไปรับเป็นจำนวนมาก

วันเดียวกันนี้ เวลาประมาณ ๑๐ น. เศษ หลวงวิทิตกลชัย คุณนายวิทิตกลชัย นางสุดใจ สุขประเสริฐ ภรรยาของผม ได้ไปจังหวัดหนองคาย เพื่อนำ “ศิลากรวดอธิษฐาน”  ของอุบาสิกาบุญเรือนไปทิ้งในลำแม่น้ำโขง แล้วเดินทางกลับถึงจังหวัดอุดรธานี ในวันเดียวกัน เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เศษ

อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติมได้พักที่บ้านผม ค่ำของวันนี้ ได้มีผู้มาหาเป็นจำนวนมาก

นายครรชิต สกลคลัง พนักงานธนาคารกสิกรไทย ได้มาหาและบอกกับอุบาสิกาบุญเรือนว่า ตัวเขาป่วยเป็นโรคปวดท้องมาเป็นเวลานานเวลานี้ก็ยังปวดอยู่ ได้รักษาตัวหมดเงินมากมายแล้ว ขอให้อุบาสิกาบุญเรือนรักษา

อุบาสิกาบุญเรือนจึงสั่งในขณะนั้นว่า “อย่าปวด ให้หายปวดเดี๋ยวนี้!”

แล้วก็ถามนายครรชิตว่า “หายปวดหรือยัง

นายครรชิตตอบว่า “หายปวดแล้ว”

ท่านจึงสั่งว่า “คืนวันนี้อย่าปวด” (เพราะนายครรชิต บอกว่า กลางคืนปวดแทบไม่ได้นอนทุกคืน)

ครั้นเช้าวันรุ่งขึ้น นายครรชิตมาบอกว่า เมื่อคืนนี้ไม่ปวดเลย นอนได้สบายตลอดคืน

ในระหว่างที่ อุบาสิกาบุญเรือนพักอยู่บ้านผมนี้ ตอนเช้าอุบาสิกาบุญเรือนได้ไปอธิษฐานให้แก่ประชาชนที่วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานีทุกวัน มีประชาชนนำน้ำ ปูน ไพล พริกไท สาคู มาให้อุบาสิกาบุญเรือนอธิษฐานอย่างคับคั่งทุกวัน

มีคนหลังโกงคนหนึ่งเดินต้องใช้ไม้เท้าค้ำ ได้มาหาอุบาสิกาบุญเรือนๆ ได้สั่งต่อหน้าประชาชนเป็นจำนวนมากว่า “ให้ทิ้งไม้เท้า”

ชายคนนั้น ก็ขว้างไม้เท้าทิ้ง

ท่านสั่งให้ยืนตรงๆ ชายคนนั้นก็ค่อยๆ ยืดตัวแล้วยืนตัวตรงได้

ท่านสั่งให้เดิน ชายคนนั้นก็เดินตัวตรงได้ ท่านสั่งให้วิ่ง ชายคนนั้นก็วิ่งได้ เลยหายเดินกลับบ้านได้เช่นคนดีๆ

มีหญิงจีนอีกคนหนึ่ง เป็นภรรยาจีนขายทองอยู่ตลาดจังหวัดอุดร ได้มาหาอุบาสิกาบุญเรือน บอกว่า เป็นโรคปวดศีรษะมาหลายปีแล้ว ตอนบ่ายๆ ปวดมากทุกวัน

ท่านจึงถามว่า “เวลานี้ปวดไหม?” จีนคนนั้นบอกว่าปวดมาก

ท่านจึงชี้มือสั่งว่า “ให้หยุดปวดเดี๋ยวนี้!”

แล้วบอกว่า ให้ตั้งใจนึกให้หายปวด หญิงจีนบอกในขณะนั้นว่า หายปวดแล้ว ท่านจึงสั่งว่า “ต่อไปก็ไม่ให้ปวด” หญิงจีนคนนั้นก็หายปวดหัวเป็นคนดีกลับบ้าน

ต่อมา มีเด็กบุตรจีนพ่อค้าในตลาดจังหวัดอุดรธานี มือแปกำไม่ได้มาเป็นเวลา ๓ ปีแล้ว ผู้ปกครองพามาหาอุบาสิกาบุญเรือนๆ จึงจับบีบครู่หนึ่งแล้วบอกให้กำ เด็กนั้นก็กำมือได้เหยียดได้เช่นคนดีๆ

มีหญิงไทยคนหนึ่งชื่อนางทัน อยู่ที่ตลาดจังหวัดอุดรธานี นิ้วมือแข็งกำไม่ได้มา ๘ ปี แล้วมาหาอุบาสิกาบุญเรือนๆ จับบีบครู่หนึ่งแล้วสั่งให้กำ นางทันก็กำมือได้เหยียดได้เช่นคนดีๆ

ชาวอุดรธานี เห็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของอุบาสิกาบุญเรือนต่างเคารพนับถือมาก มีคนมาหาเป็นจำนวนมาก ทั้งกลางวันกลางคืน

เช้าวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๖ เวลาประมาณ ๗ น. อุบาสิกาบุญเรือนเดินทางจากจังหวัดอุดรธานี ไปจังหวัดนครพนม สกลนครและจังหวัดอื่นๆ อีกหลายจังหวัดในภาคอีสาน

อุบาสิกาบุญเรือน ไปโปรดชาวอีสานครั้งนี้ นับว่าเป็นบุญวาสนาของชาวภาคอีสานเป็นอันมากเหลือที่จะกล่าวได้

น้ำ ปูน พริกไท สาคู ที่ท่านอธิษฐานให้นั้น ข้าพเจ้าได้สอบถามผู้ที่นำไปใช้เป็นจำนวนมาก รับว่าได้ผลดีทุกคน

ภรรยาของผมป่วย มีอาการให้จุกแน่นที่หน้าอก และที่คอหอย รับประทานอาหารเข้าไปก็อึดอัด จุกแน่น ผมได้ให้หมอไทย จีน ญวน ญี่ปุ่น ฝรั่ง รักษามาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี สิ้นเงินไปหลายหมื่นบาทก็ไม่หาย ได้ให้นายแพทย์เอกซเรย์ ๒ ครั้ง ก็ว่าไม่พบโรคอะไร แต่คนป่วยกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทนทุกขเวทนามาก

ครั้นต่อมาได้ทราบว่า อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม เคยรักษาคนอื่นหาย ผมจึงสั่งให้นายจำเริญ สุขประเสริฐ บุตรผม ซึ่งขณะนั้นเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพ ฯ ไปหาอุบาสิกาบุญเรือนๆ อธิษฐานปูน กับส่งใบอธิษฐานน้ำไปให้ที่จังหวัดอุดรธานี

ผมได้อธิษฐานน้ำให้รับประทานเป็นประจำกับทาปูนที่หน้าอก และที่ท้องทุกๆ คืน อาการป่วยก็ดีขึ้นๆ จนหายเป็นปกติ เวลานี้แข็งแรงดี

อนึ่งตัวผมเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง แพทย์ได้ใช้เครื่องวัดโลหิตบอกว่า มีความดันสูงถึง ๑๘๕ องศา ปวดมึนศีรษะ ความคิดเสื่อม ท้องผูก ผมเป็นมา ๗-๘ ปีแล้ว ผมรักษาสิ้นเงินมาก อาการมีทรงกับทรุด

ผมมาหาอุบาสิกาบุญเรือน ที่กรุงเทพ ฯ ท่านสั่งให้ทาปูนที่ต้นคอ หลัง หน้าอก ท้อง ก่อนเข้านอนทุกคืน กับให้รับประทานไพลกับเกลือ ตำคั้นรับประทานทุกคืน กับให้ตั้งน้ำอธิษฐานรับประทานเป็นประจำทุกวัน

ผมได้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน เวลานี้ผมหายเป็นปกติ ไม่มีอาการปวดมึนศีรษะ ท้องก็ไม่ผูก

ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่าน

ด้วยความนับถือ

จำรัส สุขประเสริฐ

เสมียนตราจังหวัดชั้นตรี อุดรธานี

๗๑. บันทึกของ นางตี่ สุวรรณภาชน์

ดิฉันมาบ้านลูกสาว ลงมาบวชหลาน เขาพูดถึงคุณแม่บุญเรือนและดิฉันก็รู้ข่าวคุณแม่มานานแล้วจึงให้ลูกสาวพามาหาคุณแม่ ดิฉันก็เลื่อมใส แต่เดิมดิฉันมีอาการปวดหลังมานานแล้ว ปวดเหมือนกับมีหนอง มีเลือดอยู่ในกระดูกสันหลัง และดิฉันได้ทาปูนของคุณแม่ได้ไม่ถึงเดือนก็หาย

นัยน์ตาของดิฉันก็บวมและคัน บางครั้งก็มืดแลไม่เห็น หมอเขาบอกว่าถูกบุ้งไฟฟ้า ดิฉันได้ให้เขารักษามานานหนักหนา รักษามาประมาณ ๓-๔ หมอแล้วก็ไม่หาย เพียงแต่ประทังพอค่อยยังชั่วเท่านั้น

แล้วดิฉันจึงได้ใช้ไพลอธิษฐานของคุณแม่บุญเรือน หยอดตาเพียงไม่กี่ครั้ง แล้วก็เลยหายได้เรียบร้อย ไม่มีการมืดอีกเลย และดิฉันยังเป็นโรคใจสั่น ในเวลากลางคืนนอนไม่หลับ บางทีก็เหมือนกับหายใจไม่ออก ได้รับน้ำอธิษฐานและไพลบ้างก็เลยหายไป ตั้งแต่ดิฉันมาพบคุณแม่ท่าน ได้มาหาท่านที่บ้านสามัคคีวิสุทธิแทบทุกวัน ใจคอดิฉันก็สบาย หายโรคทุกๆ อย่าง

อีกประการหนึ่ง ดิฉันได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของท่าน เป็นต้นว่า คนยกแขนไม่ขึ้นมาหาท่านๆ บอกให้ยกแขน ก็ยกขึ้นได้ อีกคนหนึ่งปากเบี้ยว ตาค้างหลับไม่ลง น้ำตาคลออยู่เรื่อยแต่ไม่ไหล ท่านสั่งให้ “หลับลงๆ” ก็หลับลงได้เดี๋ยวนั้น ปากก็หายเบี้ยวด้วย

ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นมาไหว้พระ ท่านก็บอกกับเขาว่า อ้วนๆ อย่างนั้นยังมีโรคคือลำไส้ไม่ดี ที่ปากทวารก็เป็นเม็ด เขาดีใจว่า ทายโรคเขาถูกและรับว่าเป็นริดสีดวงเม็ดมะไฟหลายเม็ด จนลืมอธิษฐานธูปที่จุดไว้ เอาไปปักเฉยๆ ทีหลังเลยต้องขอจุดธูปใหม่ และยังเห็นอีกหลายคนที่หายโรคไป จากการทาปูนและการที่ท่านอธิษฐานให้ จะพรรณนาในที่นี้ก็มากนัก

จะขอเล่าเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งคือ วันหนึ่งท่านได้สั่งให้หุงข้าวไว้หม้อเดียว ว่าจะเลี้ยงแขก ดิฉันนึกสงสัยว่าท่านจะเลี้ยงใครกัน เพราะเห็นมีแต่กับข้าวของคุณแม่ท่าน ซ้ำคนก็ไม่มีมาเลย ต่อมาอีกสักครู่ ก็มีคนเอากับข้าวมาให้เยอะ มีข้าวมันส้มตำ ขนมด้วยเล็กน้อย ถึงเวลารับประทานเที่ยง ก็มีคนมากันเรื่อยๆ รวมทั้งคุณแม่บุญเรือนด้วย นับแล้วได้เลี้ยงในวันนั้น ๑๘ คน แบ่งเป็น ๒ โต๊ะ รับประทานเสร็จแล้วของยังเหลืออีก

ตั้งแต่ดิฉันเกิดมา ก็เพิ่งมาเห็นคุณแม่บุญเรือนนี่แหละว่า ท่านเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีสัจวาจาพูดอะไรเป็นนั่น บางทีท่านพูดเสียงดัง โรคก็หายไปเดี๋ยวนั้นก็มี บางคนที่ไม่ทราบก็ว่าท่านดุ และดิฉันไม่เคยเห็นรับเงินทองของใครเลย มีคนจะให้เงินท่านๆ ก็ไม่รับ

ดิฉันจึงขอให้ใครๆ ที่มาบ้านท่านบันทึกให้ดิฉัน เพื่อจะรวมให้คุณนายบ๊วยไปพิมพ์ลงในหนังสือประวัติหลวงพ่อพุทโธใหญ่ เผื่อมีผู้สนใจในธรรมของจริงที่แลเห็นเช่นนี้ และจะได้ปฏิบัติตามบ้าง เพื่อจะได้ผลอย่างคุณแม่บุญเรือนก็ยังดี

ในเรื่องการเคารพพระแล้ว คุณแม่ท่านเคารพเป็นที่หนึ่ง การไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่เคยขาด เป็นไปตามธรรมดาของผู้ปฏิบัติเราดีๆ นี่แหละ ดิฉันมาเห็นท่านเข้ามีความนิยมท่าน เลยไม่อยากกลับ จ.ว.สุโขทัย ซึ่งเป็นบ้านเดิม เพราะได้รับธรรมคำสอนของท่านทุกๆ วัน

นางตี่ สุวรรณภาชน์

๗๒. บันทึกของ คุณลมุล ภัทรนาวิก

บันทึกให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

ครั้งแรก ดิฉันมีอาการชาตามแขนขา และมีความดันโลหิตสูง เดินไกลก็ไม่ได้ รู้สึกว่าจะหกล้ม และมึนศีรษะ อ่อนเพลียและยิ่งซูบผอมลง ได้ไปหาหมอแผนปัจจุบันรักษา หมอบอกว่า มีความดันโลหิตสูง และกระเพาะอาหารไม่ดี ลำไส้พองเล็กน้อย ได้ฉีดยาและทานยาฝรั่งก็ไม่หาย เป็นอยู่ประมาณ ๔-๕ เดือน รับประทานยาเข้าไปก็ยิ่งทำให้ไม่สบายมากขึ้น แล้วได้มาหาคุณหมอบุญเรือนให้ตรวจดู คุณหมอไม่ตรวจให้ แต่ให้จดชื่อลงสมุดและลอกคำตั้งน้ำอธิษฐานไป ดิฉันก็ได้ตั้งน้ำและรับประทานน้ำ ทาปูน รับประทานไพล และคุณหมอก็ได้ไปอธิษฐานและแก้เส้นให้ที่บ้านโดยความกรุณา เพราะดิฉันเดินมาหาคุณหมอไม่ได้ เพราะเพลีย และท่านได้สอนธรรมให้ด้วย เวลานี้อาการต่างๆ ที่เป็นนั้นหายไป รู้สึกว่าอาการแน่นเช่นอย่างแต่ก่อนนี้ไม่มีเลย เพราะได้รับประทานไพลอธิษฐานและน้ำอธิษฐานเป็นประจำทุกวัน รู้สึกว่ามีความสุขสบายทั้งร่างกายและจิตใจ ใครเห็นใครทัก ว่าไปรักษาหมอที่ไหน อ้วนขึ้น เพราะตามปกติดิฉันเป็นคนเนื้อน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมาไม่สบายเข้าก็ยิ่งซูบผอมมาก มาเวลานี้ ดิฉันได้อ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นกว่าเก่ามาก จึงได้มาบันทึกไว้ให้เป็นที่ระลึกในการหายโรค โดยไม่ต้องรับประทานยา ท่านทั้งหลายถ้าท่านเป็นโรคอะไร ลองทานน้ำอธิษฐาน ทาปูน และรับประทานไพล เผื่อจะได้หายอย่างดิฉันบ้าง

ลมุล ภัทรนาวิก

๗๓. บันทึกของ ม.ร.ว.ไกรเทพ เทวกุล

ให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

เขียนที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ

วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๕

เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๔๙๔) ข้าพเจ้า ม.ร.ว.ไกรเทพ เทวกุล ป่วยมีอาการแน่นจุกเสียดทุกๆ เดือน บางทีก็ ๒ ถึง ๓ เดือนต่อครั้ง

ครั้นถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๙๕ รู้สึกว่าอาการเช่นนี้มีมากขึ้นจนทนแทบไม่ได้ เช่น หายใจไม่ออก ข้าพเจ้าจึงได้ไปปรึกษาแพทย์ปริญญาที่ข้างบ้าน นายแพทย์ผู้นั้นได้ฉีดยาและให้ยารับประทาน อาการก็ค่อยทุเลา

ต่อมาจากนั้น ๒ ถึง ๓ วัน ก็เป็นอีก นายแพทย์ผู้นั้นแนะนำว่า ควรไปเอกซเรย์ดู เพราะสงสัยในอาการนั้นคงเนื่องมาจากถุงน้ำดีอักเสบ

ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตาม ปรากฏตามฟิล์มเอกซเรย์ โดยนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแผนกนี้ ลงความเห็นว่า เป็นนิ่วในถุงน้ำดี แนะนำให้ทำการผ่าตัดทันที

ข้าพเจ้า ได้มาปรึกษาคุณป้าบุญเรือนถึงอาการเจ็บป่วย ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คุณป้าบุญเรือน ได้เอ็ดข้าพเจ้ามากมายว่า ทำไมไม่มาปรึกษาตั้งแต่แรก ถ้าอยากตายก็เชิญไปผ่าได้

ข้าพเจ้าว่า ไม่ผ่าละต้องเชื่อคุณป้าเสมอ เพราะนับถือตั้งแต่รู้จักกันมาเป็นครั้งแรกแล้ว

คุณป้า จึงให้ข้าพเจ้ารับประทานไพลและน้ำอธิษฐาน กับทั้งได้ให้ปูนอธิษฐานไปทาตามบริเวณหน้าอกและท้อง เว้นวันสองวันก็นวดให้หนหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด อาการที่กล่าวแล้วก็ค่อยทุเลาและหายภายในเดือนนั้นเอง

ข้าพเจ้าได้มาหาคุณป้าและกราบเรียนให้ทราบ ซึ่งคุณป้าได้บอกว่าหายแล้ว ให้ไปฉายเอ๊กซเรย์ใหม่ ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตาม กับได้นำฟิล์มทั้งเก่าและใหม่มาเทียบกันดู ปรากฏว่า ในแผ่นแรก มีวงกลมสีขาวประมาณเท่าเหรียญ ๒ สลึงในปัจจุบันนี้ ส่วนในแผ่นหลังไม่มี คงดูเป็นปกติเหมือนธรรมดา และนายแพทย์บอกว่า ในบริเวณถุงน้ำดีไม่มีก้อนนิ่วแล้ว จึงเชื่อว่าหายจริงดังคำที่คุณป้าว่า จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลาประมาณ ๙ เดือนแล้ว ข้าพเจ้ามิได้มีอาการดังกล่าวเลย

การที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติมานี้ ก็เพราะข้าพเจ้าเชื่อในคุณธรรมของพระพุทธเจ้ากับทำตามคำแนะนำสั่งสอน และเชื่อคำพูดจริงของคุณป้าจึงหายเป็นปกติ จึงขอบันทึกเรื่องนี้เพื่อเป็นสักขีพยาน แด่คุณป้า ซึ่งเป็นที่เคารพและนับถืออย่างสูงของข้าพเจ้า

ม.ร.ว. ไกรเทพ เทวกุล

๗๔. บันทึกของ นางทิ้ง ศิลาทิพย์

ดิฉันอยู่ที่สำนักอุบาสิกาวัดอาวุธวิกสิตาราม วันหนึ่งไปโบสถ์เพื่อฟังธรรม ไปถึงข้างโบสถ์จับไม้แล้ว ไม้ลื่นล้มลงไป ไม้เลยล้มทับแขน พอชักแขนออกมารู้สึกดังกร๊อกแกร๊ก ก็รู้ว่า กระดูกแขนแตก

แล้วท่านพระครูออกมาดู แล้วให้คนไปตามหมอมารักษา หมอบอกว่าไม่เป็นไร สัก ๗ วัน ก็หาย พอหมอไปสักประเดี๋ยวแขนก็บวมขึ้นมามาก เพราะปวดใหญ่ ใช้ใบพลับพลึงพันถึง ๗ วันไม่หาย กลับบวมใหญ่ เขาไปหุงน้ำมันมาให้ทา บอกว่าอีก ๑๕ วัน ก็หาย แล้วก็ไม่หาย บอกว่าอีกเดือนหนึ่งจึงจะหาย พอถึงเดือนหนึ่งก็ไม่หาย จึงเปลี่ยนหมออื่นมารักษา เลยบวมใหญ่ขึ้นอีก ประมาณ ๓ เดือน เลยยกแขนไม่ขึ้น กำมือไม่ได้ กลับบวมมากขึ้นกว่าเก่า

ดิฉันไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ทาน้ำมันไป ไม่ได้ไปหาหมอที่ไหน ได้แต่ปิดขี้ผึ้งของหมอ

วันหนึ่ง ท่านพระครูเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม ได้ให้คนไปเรียกดิฉันขึ้นมาบอกว่า คุณหมอบุญเรือนมา ให้มาหา

ดิฉันก็ดีใจ จึงรีบขึ้นมาหา เอาผ้าผูกแขนสะพายขึ้นไป

คุณหมอก็ถามว่า “อ้าว! นั่นเป็นอะไรไปล่ะ?” คุณหมอก็ขอดูแขน ดิฉันก็ปลดออกจากผ้าให้คุณหมอดู และบอกกับคุณหมอว่าหกล้ม คุณหมอบุญเรือนจึงลอกกระดาษขี้ผึ้งที่ปิดแขนออก คุณหมอบอกให้กำมือก็กำไม่ได้ บอกให้ยกแขน ทีแรกยกไม่ได้ ครั้นท่านดุขึ้นดังๆ บอกว่า ให้ยกขึ้น ดิฉันลองยกดูจึงยกขึ้นได้ คุณหมอเลยทาปูนให้ในวันนั้น แล้วต่อมาก็ให้คนพยุงมาหาคุณหมอที่บ้าน ก็กำมือได้ แขนก็ยกได้ และค่อยยังชั่วขึ้นมาก จนกระทั่งมาคนเดียวได้ และได้มานั่งกัมมัฏฐาน

มาวันหนึ่งได้พาคุณนายสุดใจไปที่วัดอาวุธฯ นัดมาพบกันที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ แต่เผอิญเด็กๆ เข้ามากลางวันจวนเที่ยง กว่าจะสนทนากันเสร็จก็เที่ยงพอดี คุณหมอกรุณาว่า ทำไมไปกัน กำลังเที่ยง แดดร้อนๆ เป็นความตั้งใจของคุณนายสุดใจว่าจะไป จึงตกลงไปกัน แล้วไปลงเรือจ้างข้ามฟาก ลงเรือไปแดดก็ร่ม ลมก็พัดเย็น ความดีใจว่าคุณหมอพูดจริง จึงขยำขาบอกคุณนายสุดใจพูดว่า “คุณหมอพูดจริงนะ” ไปถึงวัดก็ไปเล่าให้ท่านพระครูฯ ฟัง ต่อมาดิฉันก็เพียรมาที่บ้านคุณหมอเสมอ เพื่อจะเรียนวิปัสสนากับเขาบ้าง เพราะวันเสาร์เขานั่งกัมมัฏฐานกันทุกเสาร์ มากคนด้วยกัน ทำให้ชีวิตจิตใจของดิฉันสบายขึ้นมาก  หายเป็นปกติในเวลาต่อมาไม่นาน

ดิฉัน เห็นคนเขามาหากันเป็นโรคต่างๆ คุณหมอแนะนำให้ทาปูน ตั้งน้ำเอาเอง บางคนยกแขนไม่ได้ก็ให้ยกได้เดี๋ยวนั้นก็มี

ดิฉันเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของคุณหมอบุญเรือน ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็เป็นความศักดิ์สิทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่างจึงได้บันทึกไว้จะได้ทราบกันว่า ใช้ปูนทาและกินน้ำอธิษฐาน ก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้หายหายโรคภัยต่างๆ ได้

๗๕. บันทึกของ นายมังกร เสวตจินดา

ตำบลท่าทราย จังหวัดสมุทรสาคร

ผมเป็นโรคฝีลำเส้นที่แก้มซ้าย มีอาการบวมมาก อ้าปากไม่ขึ้น ได้แต่หยอดน้ำข้าวต้มเหลวๆ เป็นอยู่ประมาณ ๗ เดือน ในระหว่างนั้น ได้ไปหาหมอที่หลักสี่ สุขศาลาสมุทรสาคร และศิริราช และได้ฉีดยาที่ศิริราชๆ ให้ยาไปอม เขาบอกว่าอมแล้วก็หาย แต่เอาไปอมก็ไม่หาย ต้องทรมานมากขึ้น และได้พยายามรักษาหลายแห่งก็ไม่หาย

วันหนึ่งได้ไปพบนายไล้ ที่วัดใหม่คลองตาปลั่ง สมุทรสาคร เขาบอกว่ามีหมอที่วัดตรีทศเทพ ใครจะมีโรคอะไรก็รักษาให้หายได้ ผมจึงลงมาจากสมุทรสาคร และมาถามที่วัดตรี พระท่านบอกว่าไม่มี จึงไปถามแถวที่แม่ชีอยู่ แม่ชีจึงแนะนำให้มาที่บ้านคุณแม่บุญเรือน คุณแม่ก็ให้ปูนไปทาและรับประทานน้ำอธิษฐาน และให้ไปตั้งน้ำ ไปทาปูน ประมาณ ๑๐ วัน ฝีนั้นก็แตก มีหนองออกมาและมีเม็ดแข็งเหมือนลูกตาปลาออกมาหนึ่งเม็ด และต่อมาแผลก็หายและยุบเป็นปกติ

ใครเห็นผมหายก็อยากจะให้พามาหาคุณแม่กันมากคน แต่ผมก็ได้นำมาเป็นบางคน

ได้ทราบว่า คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์ จะได้รวบรวมพิมพ์ประวัติพระพุทเป็นเล่มใหญ่ ผมจึงได้บันทึกให้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ใช้ปูนและน้ำอธิษฐานอย่างผมบ้าง ผมเสียค่ายาฉีดมามากมายก็ไม่หาย แต่มาเสียค่าปูนเพียง ๒ บาท ให้คุณแม่บุญเรือนอธิษฐานให้ทา ก็ได้ผลเช่นนี้แหละ จึงบันทึกให้ไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายบ้าง ไม่มากก็น้อย

นายมังกร เสวตจินดา

บันทึกนี้ได้บันทึกให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

๗๖. บันทึกของ นางกิมซา พูลไพโรจน์

บันทึกให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๔๙๕

เมื่อวันพุธที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๕ ท่านใช้ให้ดิฉันไปซื้อส้มเขียวหวานที่ริมคลองหน้าวัดมหาพฤฒาราม เมื่อซื้อส้มแล้วก็ต้องว่ารถสามล้อมาส่ง เพราะส้มมีมาก จำนวนถึง ๒๐๐ ผล ขึ้นรถเมล์ไม่ได้ พอรถลงสะพานทิพยเสฐียรมาทางถนนเจริญกรุง รถก็เกิดหัก ล้อหน้าหลุดออกไปจากตัวรถ รถก็ทรุดลงไป ดิฉันเองก็กระเด็นจากรถลงไปนอนอยู่ที่ถนน เดชะบุญที่รถยนต์ที่ตามมาข้างหลังเขาห้ามล้อไว้ทัน มิฉะนั้นดิฉันคงถูกรถทับอีก มีคนมาดูกันหลายคน พูดกันว่าเป็นบุญเหลือเกิน ดิฉันนั้นมีบาดแผลที่ข้อมือถลอก เลือดไหลซิบๆ กระดูกข้อมือแยก ทำให้มือบวมมาก ที่หัวเข่านั้นผ้านุ่งขาดและมีแผล

ดิฉันคิดว่าเป็นคราวเคราะห์ดีที่มีพระพุทโธของวัดอาวุธฯ ติดตัวไปด้วย มิฉะนั้นรถยนต์คงทับดิฉันเป็นแน่ เพราะที่ตรงนั้นเป็นที่เท รถจอแจและทางแคบเพราะเป็นเชิงสะพาน เมื่อกลับมาถึงบ้าน ดิฉันก็ได้ทาปูน รุ่งขึ้นมือก็บวมมากและจับอะไรไม่ได้ จึงได้ไปหาคุณหมอบุญเรือนเพราะมือไม่มีแรง คุณหมอได้ประสานกระดูกที่ข้อมือให้ ทาปูนให้ด้วย เมื่อก่อนที่จะมาหาคุณหมอ มือจับอะไรไม่ได้ ครั้นเมื่อคุณหมอทาปูนให้ ก็รู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมากจนทำงานได้ ดิฉันได้หายเป็นปกติดีแล้ว ในเวลาไม่ถึง ๑ อาทิตย์ จึงได้บันทึกไว้ให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ปูนอธิษฐานของหมอบุญเรือนใช้ทาแก้ช้ำและทาแผลสดได้ เพราะที่หัวเข่าถลอกเนื้อแดง ดิฉันได้ทาปูนวันเดียว แผลก็แห้งไปเลย

กิมซา พูลไพโรจน์

๗๗. บันทึกของ นางพันทิพา สุนทโรวาท

ได้เขียนมอบให้ คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

คุณย่าของดิฉันชื่อ คุณนายหลี โง้วจำรูญ ได้ติดต่อคุ้นเคยกับคุณหมอบุญเรือนมานานแล้ว ในเดือน มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ บังเอิญคุณย่าล้มลงภายในบ้าน ทำให้ลุกไม่ได้ แม้แต่จะขยับตัวก็ไม่ได้ เพราะอายุย่างเข้า ๗๖ ปี เข้าวัยชราแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้นจากที่คุณย่าได้ล้มลงในตอนค่ำ ดิฉันก็ไปหาคุณหมอบุญเรือนที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ แต่คุณหมอได้ให้ปูนอธิษฐาน และสั่งให้มาตั้งน้ำอธิษฐาน ต่อจากนั้นอีก ๒ วัน คุณหมอจึงได้มานวดให้ และได้ตั้งน้ำอธิษฐานรับประทานทุกๆเสาร์เรื่อยมา จนกระทั่งคุณย่าหาย ลุกเดินได้ปกติ แต่ปากได้เคยเป็นมะเร็งมาก่อน และได้รักษาโดยฝังแร่เรเดียมมาแล้วจึงยังไม่หายขาด ปากก็คงยังเจ็บอยู่บ้าง

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๙๕ คุณย่าได้ล้มเจ็บลงอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ได้ลืมตั้งน้ำอธิษฐานถึง ๓ เสาร์ด้วยกัน พอระลึกได้ก็เป็นวันอาทิตย์ทุกที และเจ็บครั้งนี้ก็ทำให้ลืมตามคุณหมอบุญเรือนเสียสนิท ไปรับแพทย์แผนปัจจุบันมารักษา ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีทางรอด เพราะมะเร็งเป็นเต็มปาก จนกระทั่งหลานๆ เห็นพ้องกับหมอจึงไปซื้อโลงไว้เพื่อจะได้ใช้ทันท่วงที

และในวันที่ ๒๔๕ มิถุนายน ก็บังเอิญนึกถึงคุณหมอบุญเรือนได้ จึงให้คนไปตามที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ แต่ไม่พบเพราะไปตอนเช้า จึงได้บอกคุณเจ้าของบ้านไว้ ขอให้ช่วยเรียนคุณหมอด้วย

ในวันรุ่งขึ้น คุณหมอก็มาที่บ้าน และอธิษฐานน้ำให้หยอด อาการของคุณย่ากระเตื้องขึ้นตามลำดับ เป็นอันว่าโลงต้องขายคืน โดยยอมขาดทุน ๖๐๐ บาท จากราคาที่ซื้อ ๑,๔๐๐ บาท คุณหมอก็กรุณามาเยี่ยมและสอนธรรมบ้าง เพื่อให้สติ และได้อธิษฐานไพลให้ทาตามปาก จนกระทั่งล่อนเป็นสะเด็ดออกมาเป็นแผ่นๆ จนในปากบางเป็นอย่างคนธรรมดา และเนื้อที่งอกออกมาเป็นก้อนเล็กๆ ก็หลุดหายไปด้วยจนบัดนี้

จากวันนั้นมา ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๕ คุณย่าก็ล้มเจ็บลงอีกในแบบเดิม แต่แล้วก็ค่อยยังชั่ว โดยไม่ได้รักษาทางแพทย์เลย นอกจากน้ำอธิษฐานและยาหอมบ้างเล็กน้อย

เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ คุณย่าค่อยๆ หมดแรงและล้มเจ็บลงอีก รู้สึกว่าหนักกว่าทุกๆ คราว โดยนอนหายใจแผ่วๆ อยู่ถึง ๒ วันกับ ๑ คืน ไม่รับประทานอะไรเลย ใครจับตามร่างกายก็ไม่รู้สึก ได้แต่ให้น้ำอธิษฐานหยอดลงไปบ้าง และคุณหมอบุญเรือนมาอธิษฐานว่า “ขอให้หายเป็นปกติ ให้อยู่จนถึงเดือน ๔ เพื่อทำพิธีใส่พระเนตรพระประธานที่สร้างในวัดสัมพันธวงศ์และต่อไปอีก” คุณย่าก็ค่อยๆ หายเรื่อยมา จนกระทั่งเดินได้ในแบบเดิม แต่ปากซึ่งยังมีเชื้อแคนเซอร์ก็ยังเจ็บอยู่

ในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๕ คุณหมอได้มานวดให้คุณย่า ซึ่งเวลานั้นเท้ายังยกไม่ได้เพราะขาแข็ง และยังนั่งตรงๆ ไม่ได้ ต้องนั่งพิงอยู่เสมอ พอคุณหมอนวดเสร็จก็อธิษฐานให้ยกเท้าขึ้นเอง คุณย่าก็ยกได้สูงและงอได้อย่างน่าประหลาด และบอกให้ลุกขึ้นนั่งตรงๆ โดยลุกขึ้นเอง คุณย่าก็นั่งตรงๆ ได้ โดยไม่ต้องมีใครจับทั้งสิ้น แล้วคุณหมอก็ได้อธิษฐานตำหมากให้คุณย่ารับประทาน ๑ คำ คุณย่าบอกว่า รับประทานแล้วไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้คุณย่ารับประทานหมากคำได้ ต้องอธิษฐานและระลึกถึงคุณหมอบุญเรือนทุกๆ ครั้ง เพราะเมื่อรับประทานแล้ว ทำให้ปากหายเจ็บไป

ดิฉันได้บันทึกเรื่องราวเหล่านี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่คุณหมอได้อธิษฐานรักษาคุณย่า เพื่อให้เห็นประจักษ์ว่า ในการสร้างพระประธานหน้าตักกว้าง ๓ ศอกคืบ องค์นี้ได้สำเร็จ ซึ่งทางวัดได้สร้างมาถึง ๒ ครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ครั้งนี้คุณหมอเป็นผู้จัดการสร้างครั้งที่ ๓ โดยทุนส่วนรวม ซึ่งมีหลายคนพูดกันว่า ไม่สำเร็จอีกนั่นแหละ แต่แล้วก็เป็นผลสำเร็จ ดิฉันจึงให้ความนับถือคุณแม่บุญเรือน ในการที่เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงตลอดมา และอยากจะเชิญชวนให้ท่านทั้งหลาย จงทาปูนและตั้งน้ำอธิษฐานไว้รับประทาน เพื่อความรุ่งโรจน์แห่งชีวิตด้วย

พันทิพา สุนทโรวาท บันทึก

๑๕๖ ซอยเยาวพาณิชย์ ถนนทรงวาด พระนคร

๗๘. บันทึกของ นางธำรุโกศา (แปลก คำปาน)

บันทึกให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

บ้านในเขตวัดตรีทศเทพ

ได้ช่วยท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนีบอกบุญ และเก็บทองเหลือง ทองแดง ทองคำ ตลอดกระทั่ง นากและเงิน ได้ใช้เชือกผูกปากกระบุงคล้ายสาแหรก ใช้ไม้คานหาบไปตามถนนต่างๆ เพื่อบอกบุญแก่ผู้มีศรัทธาทั้งหลายตามมีตามได้ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่จะศรัทธา

ต่อมาวันหนึ่ง ดิฉันได้หาบทองผ่านมาทางถนนวิสุทธิกษัตริย์ ได้มาพบคุณนายบุญเรือน นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟหน้าโรงพิมพ์ คุณนายบอกว่าออกมานั่งคอยดิฉัน และได้เชิญให้ดิฉันมาแวะที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ และคุณนายได้ทำบุญไปด้วย ๑๐ บาท และสนทนากันพอสมควร และคุณนายบุญเรือนก็ได้หาบทองแทนดิฉันไปที่บ้านคุณสม เจ้าของโรงพิมพ์ เพื่อบอกบุญคุณสม ท่านเจ้าของบ้านได้นึกสนุกขึ้นมา เลยหาบต่อไปที่โรงพิมพ์ ช่วยบอกบุญต่อให้อีก คุณสมก็ได้ทำบุญส่วนตัวไป ๑๐๐ บาท ดิฉันเที่ยวหาบทองทุกวัน ได้ก็เอาไปรวมไว้ที่ร้านไทยปราณีต บ้านคุณนายปุ้ย บางลำพู พร้อมทั้งเงินและทองก็เอาไปรวมไว้ พอได้มากแล้ว ดิฉันก็ได้ขอยืมรถกุดัง บรรทุกทองไปวัดสัมพันธวงศ์ ได้ขนเข้าไปในพระอุโบสถ และวันนั้นก็เป็นวันอุโบสถด้วย คราวแรกได้เงิน ๑,๓๗๐ บาท และได้ขนส่งไปเรื่อยๆ คราวหลังได้ ๑,๔๒๗ บาท

ได้หล่อพระประธานครั้งแรกหล่อไม่ติด ติดแต่แค่พระเพลาและพระหัตถ์ข้างหนึ่ง ดิฉันไปดูพระแล้วเสียใจมาก แต่ก็นึกว่าพระองค์นี้ต้องศักดิ์สิทธิ์ เพราะธรรมดาของพระศักดิ์สิทธิ์ต้องเป็นอย่างนี้เอง ดิฉันจึงกลับมีศรัทธาขึ้นมาอีก หล่อครั้งที่สอง ดิฉันก็เที่ยวเก็บทองส่งให้อีก แต่แล้วหล่อไม่ได้สมบูรณ์อีก ดิฉันได้ขึ้นไปบนกุฏิท่านเจ้าคุณ มีแกนั่งอยู่ด้วย เขาได้ถามดิฉันว่า ทำไมไม่เห็นยิ้มแย้มเช่นเคย ดิฉันตอบว่า ยิ้มไม่ออก โบสถ์ก็ยังไม่เสร็จ หลังคาก็ยังไม่ได้ยกขึ้น พระก็ไม่สำเร็จ เช่นนี้จึงยิ้มไม่ออก แขกคนนั้นเขาตอบว่า ความผิดของช่างต่างหาก วัดไม่เสียหาย สนทนากันพอสมควรแล้วก็กลับบ้าน

ต่อมาท่านเจ้าคุณได้บอกว่า ท่านได้อนุญาตให้คุณนายบุญเรือนหล่อพระประธานถวายเป็นทุนส่วนรวม พร้อมทั้งของเก่าด้วย ดิฉันก็มีความดีใจและคิดว่าต้องสำเร็จแน่ละคราวนี้ ดิฉันก็มาติดต่อฟังข่าวอยู่เสมอ

วันนั้นมาที่บ้านคุณนายบุญเรือน คุณนายได้ใช้ให้ดิฉันจับสายสิญจน์ให้ เพื่อไปใช้วงในงานหล่อพระประธานครั้งที่สาม แต่แปลกจริง วันนั้นดิฉันมาจากบ้านคุณนายปุ้ย เขาให้ไม้ก้านร่มกระดาษ ที่เขาตัดออกแล้วให้ดิฉันมา ดิฉันก็ใส่ตะกร้ามา พอถูกใช้ให้จับสายสิญจน์* ดิฉันก็ใช้ก้านร่มพันเป็นแกนม้วนเลย คุณนายพูดว่า ทีนี้โปร่งดีละ พอจับสายสิญจน์สักประเดี๋ยวฝนก็ตกลงมามาก มีพายุพัดมา ฝนก็สาดเข้ามาเปียกดิฉัน คุณนายบุญเรือนเดินออกมาเห็นเข้า ก็บอกให้ดิฉันกระเถิบหนีฝนเข้ามาข้างใน แต่ดิฉันมายอมลุกหนีฝน คุณนายจึงพูดว่า “ฝนอย่ามาเปียกนายแปลกซี ! เขาจะจับสายสิญจน์ ไป! ไป! ไป!” พอว่าเท่านั้น ลมก็พัดไปทางโน้นเลย ไม่สาดดิฉัน ฝนก็เลยหายไป ดิฉันจับสายสิญจน์จนแล้ว ไม่ต้องย้ายที่ เพราะเหตุนี้ จึงทำให้ดิฉันมั่นใจว่าต้องสำเร็จแน่ (แม้)แต่ฝนยังพูดกันรู้ภาษาได้ จับสายสิญจน์แล้วดิฉันก็ได้กลับบ้าน

ต่อมาก็หล่อพระประธานครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๓ นี้ก็ทำให้ดิฉันดีใจมาก เพราะพระประธานสวยงามมาก สมกับที่ดิฉันได้ตั้งใจไว้ จึงบันทึกให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์ พิมพ์ในประวัติพระพุทโธใหญ่

นางธำรุโกศา แปลก คำปาน

* หมายเหตุ การจับสายสิญจน์คือการนำด้ายดิบจำนวน ๓ เส้น มาทบไขว้กันให้เป็นเส้นเดียวเพื่อให้เป็นสายสิญจน์ สำหรับใช้ในพิธีกรรมต่างๆ

๗๙. บันทึกของ นางสุดใจ สุดประเสริฐ

ในวันที่คุณนายแปลกจับสายสิญจน์ ดิฉันได้อยู่ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิด้วย ดิฉันจะขอช่วยจับ แกก็ไม่ยอมให้จับ แกจะจับคนเดียว เวลาที่กำลังจับด้ายสายสิญจน์นั้นเป็นเวลาเที่ยงเศษ แดดกำลังร้อนจัด ไม่มีเค้าฝนเลย พอคุณนายแปลกจับสายสิญจน์สักประเดี๋ยว ก็เกิดมีพายุและฝนตกลงมามาก และได้สาดเข้ามาที่คุณนายแปลกนั่งอยู่ แล้วคุณแม่บุญเรือนได้เดินออกมาจากห้องพระ บอกคุณนายแปลกว่า “นาย กระเถิบเข้ามาเสีย ฝนสาด” คุณนายแปลกก็ไม่ยอมลุก คุณแม่บุญเรือนเลยพูดว่า “ฝน ! อย่าสาดคุณนายแปลกซี เขาจะจับสายสิญจน์ ไป๊ ! ไป๊ !” พายุก็พัด คล้ายกับมีวิญญาณ พัดไปทางอื่นเสีย ไม่สาดเข้ามา แล้วก็หายไป น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพียงแต่คำพูดคล้ายพูดเล่น แต่ก็เห็นผลจริง คุณนายแปลกก็นั่งจับสายสิญจน์คนเดียวจนเสร็จ

ดิฉันถามคุณแม่ว่า “เป็นเพราะอะไรคะ ถึงให้คุณนายแปลกจับด้ายสายสิญจน์ ทำไมคุณแม่ไม่จับเองล่ะ” คุณแม่ตอบว่า “ฉันให้คุณนายแปลกจับสายสิญจน์ เพราะว่า การหล่อพระนั้น คราวนี้จะให้แปลกกว่าคราวก่อน เพราะคราวก่อน ๒ คราวนั้นหล่อไม่สมบูรณ์ คราวนี้จะได้แปลกกว่าคราวก่อน พระจะได้งดงามและศักดิ์สิทธิ์ เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ คุณนายแปลกมาพอดี จึงให้จับสายสิญจน์ คนเราจะได้รักษาศีล ให้แปลกกว่าคนไม่มีศีล”

ดิฉันฟังแล้วก็พลอยปีติตามด้วย เพราะคุณนายแปลกไม่ยอมให้ใครช่วยเลย จับแต่ผู้เดียว ต่างกับคนอื่นเขา ถ้าคนอื่นเขาทำอะไรมักจะนิยมการช่วยเหลือจากผู้อื่น จึงไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับความโดดเดี่ยวเฉพาะแล้ว ผู้ใดมีความเพียรจริงๆ เช่นคุณนายแปลกนี้ ทำกิจการสิ่งไรก็ต้องสำเร็จลุล่วงไปทุกประการ

ดิฉันมีความเห็นว่า พระคงจะศักดิ์สิทธิ์และสำเร็จแน่แล้วในคราวนี้ เพราะความสามัคคีกันทั้งฝ่ายพระภิกษุพุทธบริษัท และอุบาสกอุบาสิกาได้พร้อมใจกันสละทรัพย์ช่วยเหลือพร้อมทั้งกำลังกาย เช่นนายแปลกเป็นต้น เช่นนี้ต้องสำเร็จแน่ เพราะคุณแม่ไม่ได้ทำตามความเห็นของตนแต่ผู้เดียว อาศัยสามัคคีเป็นหลัก ไม่ว่าทำกิจอะไรก็ต้องสำเร็จทุกประการ

ในการพูดจริงของคุณแม่ ไม่ใช่ปรากฏครั้งนี้ครั้งเดียว เพราะราวเดือน ๕ ข้างแรม ดิฉันก็ได้ไปที่วัดอาวุธวิกสิตาราม ตำบลบางพลัด ธนบุรี ในวันที่ไปนั้น เป็นเวลากำลังเที่ยง ลูกๆ เขากลัวแดดกัน คุณแม่จึงว่า “ไปทำไม กำลังเที่ยง” ดิฉันพูดว่า “ดิฉันว่าจะไปแล้วก็ต้องไป” คุณแม่ว่า “จะไปก็ไป! พอลงเรือก็ให้บอกว่า ร่ม! ร่ม! ร่มใหญ่นะ” ดิฉันก็พูดว่า “ล่ม! ล่ม!” เพราะพูดไม่ชัด คุณแม่จึงว่า “ไม่ใช่ให้เรือล่มนะ ให้แดดร่ม พอลงเรือแล้ว ให้นึกอยู่เท่านั้น” ดิฉันก็ท่องไปจนถึงเรือ พอก้าวเท้าหย่อนลงเรือข้างหนึ่ง ดิฉันก็ว่า “ร่ม! ร่ม!” แดดก็ร่มในบัดเดี๋ยวนั้นทันที จนลูกๆ และนายทิ้ง (คุณนายทิ้ง ศิลาทิพย์) รู้สึกว่าร่มและเย็นอย่างประหลาด นายทิ้งจึงหยิกขาดิฉันใหญ่ แล้วว่า “จริงไหมล่ะๆ คุณแม่พูดจริงไหมล่ะ!” ดิฉันยังไปเล่าเรื่องนี้ให้ท่านพระครูฯ ที่วัดอาวุธ ฟังด้วย เพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์ ที่คุณแม่พูดอย่างไร เป็นอย่างนั้น ดิฉันเชื่อแน่ว่า พระประธานองค์ใหญ่นี้ศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ

นางสุดใจ สุขประเสริฐ

๘๐. บันทึกของ นายวรรณดี ตั้งตรงจิตต์

ที่บ้านสามัคคีวิสุทิ

๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๙๕

ข้าพเจ้านายวรรณดี ตั้งตรงจิตต์ เจ้าของโรงแรมศิวิไล จังหวัดนครพนม ได้ตกบันไดฟาดกับขั้นล่างอย่างแรงถึงกับบันไดหัก จุกไป ๑๐ นาที ได้รับคำแนะนำให้กินดีหมี จึงได้ซื้อดีหมีกิน ๒๔ บาทรวดเดียว อาการเจ็บไม่หาย มีหมอจีนต้มยาและยาเม็ดให้กินอีก เสียเงิน ๒๓๕ บาทไม่หาย จึงให้หมอฉีดยาเพนนิซิลินอีก ครั้งละ ๓ แสน รวมประมาณ สองล้านเศษ เดินไม่ไหวอาการไข้ขึ้นสูงไม่ลดลง หมอห้ามเดิน ๗ วัน แต่มีความจำเป็นที่จะต้องไป จึงนึกถึงปูนคุณแม่บุญเรือนที่เคยมาขอเอาไว้ พร้อมกับได้ยินกิตติศัพท์จากคุณปลั่งที่อุดรบ้าง และคนอื่นๆ อีกหลายคน จึงตัดสินใจเลิกฉีดยาและกินยา เอาแต่ปูนของคุณแม่บุญเรือนทา ครั้งแรกเป็นเม็ดๆ และคัน แต่ไม่กัดผิดกับปูนธรรมดาอย่างอัศจรรย์ จึงทามากขึ้นวันละสองสามครั้ง อาการดีขึ้น จึงออกเดินทางก่อนกำหนดที่หมอสั่งห้าม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจะเจ็บมากขึ้น ทั้งๆ ที่ต้องขึ้นรถยนต์และรถไฟในระยะทางไกล พอถึงกรุงเทพฯ อาการเจ็บก็หายอย่างน่าอัศจรรย์ ข้อความที่บันทึกนี้ คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์ ขอร้องให้บันทึก ขอรับรองว่าเป็นความจริง

วรรณดี ตั้งตรงจิตต์

๔๗๖ โรงแรมศิวิไล ตลาดนครพนม

๘๑. บันทึกของ นางวลี ยุวบูรณ์

วันหนึ่งดิฉันจำไม่ได้ว่าเป็นวันที่เท่าไร แต่จำได้ว่าเป็นวันเสาร์ ขณะที่ดิฉันกำลังมีแขกอยู่ ได้ยินเสียงลูกชายคนเล็กอายุ ๓ ขวบร้องไห้อยู่บนบ้านชั้นบน ดิฉันจึงรีบขึ้นไปดู ปรากฏว่า เขาเล่นกับพี่ๆ แล้วแขนซ้ายเหยียดและยกไม่ได้เลย ลองจับให้ยกขึ้นก็ไม่ยอมยก ร้องว่า เจ็บ เจ็บ เวลานั้นเป็นเวลา ๑ ทุ่ม และตลอดคืนนั้นก็ปวดอยู่ทั้งคืน พอรุ่งเช้าเป็นวันอาทิตย์ แขนก็ยังเจ็บ และยกเหยียดไม่ได้เลย ดิฉันจึงรีบพามาหาคุณป้าบุญเรือนที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ เพราะเชื่อแน่ว่าจะต้องพบคุณป้า ซึ่งโดยปกติแล้ว เช้าวันอาทิตย์แทบทุกอาทิตย์ คุณป้าได้มีการแจกผลไม้อธิษฐานเสมอ ขณะนั้นคุณป้ามีแขกอยู่หลายคน จึงบอกให้ดิฉันอุ้มลูกไปคอยอยู่หลังบ้าน และคุณป้าบอก “เดี๋ยวก็หาย” ดิฉันจึงนั่งคอยอยู่ สักพักใหญ่ก็ถูกเรียกให้เข้าไปในห้อง แล้วคุณป้าก็บอกให้ลูกชายของดิฉันเหยียดแขนให้ดู ลูกชายของดิฉันก็เหยียดออกได้ โดยไม่แสดงอาการเจ็บปวดอะไรเลย และยกแขนขึ้นได้เป็นปกติเหมือนคนธรรมดา ดิฉันได้เรียนถามคุณป้าถึงการหายอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็ได้รับคำตอบว่า ขณะที่ดิฉันนั่งคอยท่านอยู่หลังบ้านนั้นเอง เป็นระยะเวลาอธิษฐานแจกของอยู่ ทั้งนี้จึงนับว่าเป็นการหายอย่างแปลกประหลาดที่สุด

วลี ยุวบูรณ์

บ้านถนนพิษณุโลก พระนคร

๘๒. บันทึกของ นางบุญเนื่อง ชิตตะโสภณ

บันทึกให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์

ข้าพเจ้านางบุญเนื่อง ชิตตะโสภณ บ้านเลขที่ ๓๖ ถนนสุโขทัย ซอย ๒ อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร

เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ข้าพเจ้าป่วยเนื่องจากการแท้งบุตร มีอาการก่อนเพลีย ใจสั่นคล้ายจะเป็นลมอยู่เสมอ มือเท้าไม่มีกำลัง เดินไปไหนในที่ใกล้ๆ ก็ไม่ถนัด คล้ายคนเป็นเหน็บชา ใจคอหงุดหงิด โมโหฉุนเฉียว เมื่อโกรธจัด มือจะกำหรือจับอะไรก็ไม่อยู่ ข้าพเจ้าได้รับคำแนะนำจากคุณอาสำเภา ศิริพันธ์ ผู้ซึ่งได้หายป่วยจากโรคไตพิการ ด้วยการอนุเคราะห์ของคุณแม่บุญเรือนโตงบุญเติม ให้มาหาคุณแม่ วันแรกที่ได้พบกับท่าน ท่านบอกอาการต่างๆ ที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่ ตรงกับที่แพทย์แผนปัจจุบันตรวจไว้ โดยที่ข้าพเจ้ามิได้เล่าให้ท่านฟังเลย ท่านรู้ตลอดจนกระทั่งวาระน้ำจิตและนิสัยใจคอของข้าพเจ้า จึงทำให้ข้าพเจ้าเลื่อมใสในคุณธรรมของท่านมาก ท่านได้กรุณาอธิษฐานให้ข้าพเจ้าทุกครั้งที่ไปหาท่าน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าอาการทุเลาดีขึ้นทุกที ได้ไปหาท่านประมาณ ๔-๕ ครั้ง ก็หายเป็นปกติ พร้อมกับตั้งครรภ์ใหม่อีก คลอดเมื่อเดือนตุลาคม ๒๔๙๓ เป็นชายยังมีชีวิตอยู่จนบัดนี้

นอกจากหายป่วยแล้ว ข้าพเจ้ายังหายจากเป็นคนเจ้าโทโสอีกด้วย เนื่องจากได้รับคำตัดเตือนสั่งสอนจากท่านในทางธรรมะและให้หนังสือธรรมไปอ่านบ้าง ในระหว่างเวลาที่ท่านรักษานั้น กับได้อบรมในทางธรรม มีการให้นั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานทุกวันเสาร์ เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ แม้แต่ท่านจะไปต่างจังหวัด พวกข้าพเจ้าก็ประชุมกันไหว้พระตามปกติมิได้เว้น เหตุนี้จึงทำให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งในคุณค่าของธรรมะเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมาข้าพเจ้าได้รับแจกพระเครื่องที่คุณแม่อธิษฐานเอง โดยท่านพระครูธรรมธร เจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม ตำบลบางพลัดนอก ท่านได้ทำเป็นองค์มาให้เรียบร้อยแล้ว ในงานพิธีอธิษฐานพระนั้น คุณแม่แจกให้กับผู้ที่มาช่วยเหลือครอบครัวละ ๑๐ องค์ ข้าพเจ้าจึงได้เลี่ยมให้บุตรแขวนคอทุกคน

วันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้พาบุตรไปดูโขนที่กรมศิลปากร พอรถผ่านมาถึงกรมโฆษณาการ พอดีมีรถยนต์ตัดหน้า เฉี่ยวรถสามล้อที่บุตรข้าพเจ้านั่งไปกับเพื่อนบ้านคว่ำลง ข้าพเจ้าใจหาย เมื่อแลไปเห็นบุตรของข้าพเจ้า ถูกทั้งคนและรถทับอยู่ถึงสองชั้น เมื่อได้ช่วยกันพลิกรถสามล้อขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้วิ่งไปอุ้มบุตรของข้าพเจ้าขึ้นมา เมื่อได้ช่วยกันพลิกรถสามล้อขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้วิ่งไปอุ้มบุตรของข้าพเจ้าขึ้นมา ปรากฏว่าบุตรของข้าพเจ้าซึ่งมีอายุเพียง ๔ ขวบ มิได้เป็นอันตรายแม้แต่น้อย ถ้าจะสันนิษฐานกันจริงๆ แล้ว เท่าที่ได้เห็นเด็กจะต้องได้รับบาดเจ็บมาก แต่กลับตรงกันข้ามเช่นนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าเป็นเพราะแขวนพระพุทโธอยู่ จึงทำให้แคล้วคลาดจากภยันอันตรายไปได้ ข้าพเจ้าจึงได้บันทึกไว้เพื่อเป็นที่ระลึก

ต่อมาคุณแม่บุญเรือนก็ให้ไปอธิษฐานพระประธานที่วัดสัมพันธวงศ์ถวายเจ้าคุณ ก็ศักดิ์สิทธิ์อีก เพราะท่านได้หล่อมาถึง ๒ ครั้งแล้วไม่สำเร็จ พึ่งมาสำเร็จเรียบร้อยครั้งที่ ๓ นี้ เห็นจะเป็นเพราะพระประธานองค์นี้จะศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง เพราะครบรัตนะทั้งสาม มีพระสวดเข้าพิธีชัยมงคลคลครบถ้วน

บุญเนื่อง ชิตตะโสภณ

๘๓. บันทึกของ น.ส.เรณู ฉายะพงศ์

๑๗๗ ซอยบ้านดอน พระนคร

ข้าพเจ้าขอบันทึกข้อความต่อไปนี้ ให้คุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์ และขอรับรองว่าเป็นความจริงทุกประการ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ มารดาของดิฉันได้อพยพหลบภัยไปอยู่จังหวัดสระบุรีกับพี่สาวของข้าพเจ้า วันหนึ่งมารดาของข้าพเจ้าหกล้มลงที่ถนน เป็นเหตุให้ขาท่อนล่างหักเหนือตาตุ่มประมาณ ๑ ฝ่ามือ กระดูกโก่งและทิ่มเนื้อนูนออกมา เวลานั้นคุณป้าหมอก็อยู่สระบุรีด้วย จึงได้ไปเรียนให้คุณป้าหมอมาช่วยรักษาให้ คุณป้าหมอได้จับให้กระดูกตรงต่อกันได้ตามเดิม และอธิษฐานให้ แล้วบอกให้นอนเฉยๆ คุณป้าหมอมาอธิษฐานให้ทุกวัน ไม่ช้าก็หาย

ต่อมาพี่สาวของข้าพเจ้าที่อยู่กับมารดา นอนอยู่ดีๆ หลังแข็งขึ้นจนลุกขึ้นไม่ได้ คุณป้าหมอนวดอธิษฐานให้ ๒-๓ ครั้ง หลังก็หายแข็งเป็นปกติ

ตัวของข้าพเจ้าเองผอมซูบซีด ปวดศีรษะ เป็นไข้ทุกวัน เจ็บในท้องจนถูกไม่ได้และไอ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นวัณโรค เมื่อสงครามเลิกแล้ว ข้าพเจ้าได้มาเช่าห้องอยู่เยื้องหน้าวัดธาตุทอง บางกะปิ จังหวัดพระนคร กับหลานๆ และเด็กคนใช้ ส่วนมารดาไปอยู่เสียต่างจังหวัด ข้าพเจ้าคิดส่าป่วยมาก จึงให้เด็กไปตามคุณป้าหมอบุญเรือน ที่บ้านหลวงแจ่มวิชาสอน พระโขนง แต่คุณป้าบอกกับเด็กมาว่า ใครมารับ ไม่ไป แต่แล้วคุณป้าก็มาหาข้าพเจ้าเอง และมาบ้านข้าพเจ้าได้ถูกต้อง คุณป้าหมอบอกกับข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าคิดมากไปเอง จึงเกิดเป็นโรคโลหิตจางขึ้น และที่ปวดท้องก็เพราะมดลูกตะแคง และบอกว่าจะหาย

คุณป้าอธิษฐานให้ข้าพเจ้าก็เลยหายจากโรค และเจริญด้วยโภคทรัพย์มาจนบัดนี้ ทุกวันนี้ข้าพเจ้าก็ยังดื่มน้ำอธิษฐานอยู่เสมอ

หลานชายของข้าพเจ้าคนหนึ่ง อายุประมาณ ๗-๘ ขวบ ลูกอัณฑะของแกบวมโตและใสขึ้น มีอาการปวดมาก คุณแม่บุญเรือนได้อธิษฐานและทาปูนให้ ความปวดบวมก็ทุเลาไป แล้วจึงให้แพทย์ทำการผ่าตัด ต่อมาก็บวมขึ้นมาอีก จึงให้คุณป้าบุญเรือนทาปูนอีก และหายดีได้เพราะปูนในเวลาไม่กี่วัน

จึงขอบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

น.ส. เรณู ฉายะพงศ์

๘๔. บันทึกของ พ.อ. ยุทธ์ สมบูรณ์

๑. โรคผมร่วง

ข้าพเจ้ากลับมาจากการเดินทางรอบโลกเมื่อกลางเดือนสิงหาคม ๒๔๙๔ ได้นำเอาโรคผิวหนังบนศีรษะมาจากประเทศ ส.ร.อ. ด้วย เนื่องจากผมมันร่วง แหว่งเป็นวงบนศีรษะตรงกลางกระหม่อม กว้างประมาณเท่าเหรียญบาท คุณแม่บุญเรือนให้ใช้ปูนอธิษฐานทา ข้าพเจ้าก็ทานานโขอยู่ ผมก็ขึ้นมาเรียบร้อย ครั้นอยู่มาก็แหว่งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งที่ขวัญ ตกลงทาปูนกันอีก และบัดนี้หายดีแล้ว คุณแม่บุญเรือนบอกว่า เป็นโรคผิวหนังชนิดมีตัว มันกัดรากผม ทาปูนแล้วมันอยู่ไม่ได้ จึงหาย เดิมทีข้าพเจ้าใช้ยาอเมริกันแปลกๆ ทาอยู่หลายเดือนไม่ยักหาย มาหายกันที่ปูนอธิษฐานนี่เอง ข้าพเจ้าจึงหวังว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของปูนอธิษฐานนี้ คงจะลดจำนวนผู้ที่จนผม ให้รวยผมขึ้นมาได้

๒. หลอดลมอักเสบและโรคท้องเสียอย่างแรง

ข้าพเจ้าเป็นโรคหลอดลมอักเสบมาหลายปี คือเริ่มแต่กลับจากราชการสนามในสหรัฐไทยเดิมเมื่อปี ๘๖ ร่างกายอ่อนแอ ผอมซีด น้ำหนักตัวไม่เคยถึง ๕๐ กก. ในปี ๙๐ เริ่มเป็นโรคลงท้องอย่างแรง ทั้งลงท้อง ทั้งอาเจียน และเป็นเดือนละ ๒ ครั้ง อยู่หลายเดือน ร่างกายที่ซูบผอมอยู่แล้วก็ยิ่งผอมมากขึ้นและเพลียมาก ได้อาศัยยาแผนโบราณรักษาตัวมาเรื่อย ต่อมาพอมีเงินเดือนเหลือบ้าง จึงเริ่มรักษาหลอดลมอักเสบด้วยยาฉีด ส่วนโรคลงท้องคงเป็นนานๆ ครั้ง

เมื่อกลางปี ๒๔๙๕ นี้ คุณแม่บุญเรือนกรุณากดท้องให้ ๔-๕ ครั้งและแนะนำให้ทาปูนและรับประทานไพลอธิษฐาน ข้าพเจ้าจึงเริ่มทาปูนที่หน้าอกและท้องน้อย และทาอยู่จนบัดนี้ ส่วนน้ำอธิษฐานก็ดื่มเสมอ อาการหลอดลมอักเสบและท้องเสียอย่างแรงก็หายไป รวมเวลาที่ทาปูนและรับประทานไพลกับน้ำอธิษฐานอยู่ ๑ ปี ร่างกายจึงหมดโรคกันที ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๔๙๕ ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๕ข้าพเจ้าเริ่มอ้วนขึ้น สังเกตจากเข็มขัดซึ่งต้องเลื่อนออกไปตั้ง ๒ นิ้ว และกำลังขึ้นเรื่อยๆ

๓. ห้ามฝนตก

ทางราชการมีความประสงค์จัดงานใหญ่ โดยให้ทหารไทยผ่านศึกเกาหลีได้เดินสวนสนามตั้งแต่กระทรวงกลาโหมถึงลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อประชาชนจะได้ชม และยังได้ประกาศทางวิทยุกระจายเสียง เชิญชวนให้ประชาชนไปชุมนุมกันโดยพร้อมเพรียง ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าฝนตกระหว่างงานแล้ว งานจะไม่ได้ผลเลย ทั้งนี้เพราะเป็นฤดูฝน ฝนตกอยู่เกือบทุกวัน ตกแต่ละครั้งก็มาก และข้าพเจ้าเคยทราบว่า พล.ต.ท. หลวงวิทิตกลชัย เคยขอไม่ให้ฝนตกเมื่อวันตำรวจ ปี ๙๔ เพราะวันตำรวจทั้งปี ๙๒ และปี ๙๓ ฝนตกวันสวนสนาม ปี ๙๔ นี้ ตำรวจเดินสวนสนามอย่างสง่าผ่าเผย และไม่เปียกฝนเป็นปีแรก ข้าพเจ้าจึงขอไม่ให้ฝนตก ในวันสวนสนามของทหารไทยผ่านศึกเกาหลีบ้าง คุณแม่บุญเรือนให้ข้าพเจ้าอธิษฐานขอไม่ให้ฝนตกเอาเอง ในวันนั้นฝนครึ้มทั่วพระนคร ข้าพเจ้าอยู่ที่กรมการรักษาดินแดน เห็นทางฝั่งธนบุรีฝนตกลงมาเป็นสายๆ พลขับรถยนต์ของข้าพเจ้ากลับมาจากบางซื่อ เล่าว่าฝนตกหนัก แต่บริเวณงานฝนไม่ตกเลย ประชาชนแน่นเนื่องสองฟากถนนเพื่อชมการสวนสนาม นับว่างานบรรลุยอดปรารถนาของทางราชการ

๔. เบ็ดเตล็ด

ข้าพเจ้ารู้จักกับคุณแม่บุญเรือนมาตั้งแต่กลางปี ๙๓ แล้ว ในชั้นต้นข้าพเจ้าไม่ได้เลื่อมใสในคำกล่าวเล่าลือ หรือ เรื่อง ปูนกินกับหมาก มาใช้รักษาโรคได้ ต่อมาอีก ๑ ปี คือกลางปี ๒๔๙๔ ข้าพเจ้าจึงได้มาบ่อยครั้ง เพื่อขอให้คุณแม่บุญเรือนกดท้องรักษาโรคท้องเสียอย่างแรงให้ จึงได้มีโอกาสสังเกตการปฏิบัติ และการสนทนาทางธรรมของคุณแม่บุญเรือนโดยใกล้ชิด คอยจับดูว่าคุณแม่บุญเรือนแสดงอะไรออกมาผิดๆ บ้าง และการสอนนั้นตรงตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ โดยนำไปถามคนอื่นๆ  เพื่อการตรวจสอบ เท่าที่สังเกตหลายเดือน ยังไม่เห็นว่า คุณแม่บุญเรือนได้แสดงอะไรอันเป็นที่รังเกียจออกมา

ส่วนการสอนนั้น ก็ใช้วิธีอันทันสมัย คือทัศนศึกษา มีเครื่องมืออยู่ ๗-๘ ชิ้น เช่นรูปภาพ กระจกแตกๆ กรรไกรหัก ตลับแป้งผัดหน้า และมักเห็นอะไรที่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสอนธรรมะได้เสียหมด เข้าใจง่ายกว่าที่ข้าพเจ้าเคยประสบมา ประจวบกับที่ข้าพเจ้าคิดจะออกหนังสือพิมพ์โฆษณากิจการของกรมการรักษาดินแดนมานานหลายปีแล้ว และเห็นหนังสือที่ได้มีผู้ขอให้คุณแม่บุญเรือนเรียบเรียงไว้หลายเล่ม และคุณแม่บุญเรือนได้บอกใครต่อใครให้เขียนธรรมบ่อยครั้ง ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าได้นำเอาธรรมที่คุณแม่บอกให้เขียนนี้ ออกเผยแพร่ จะได้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมาก นอกจากนั้นอาจมีผู้รู้ธรรมอื่นๆ ได้มีโอกาสตรวจสอบความรู้ของคุณแม่บุญเรือนด้วย คุณแม่บุญเรือนรับจะเรียงธรรมให้ข้าพเจ้าออกไปตีพิมพ์เผยแพร่ ตั้งแต่วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๙๕ ข้าพเจ้าจึงเริ่มออกหนังสือ “แดนมธุรส” เป็นเล่มแรกและจนบัดนี้ ข้าพเจ้ายังรู้สึกว่า มีผู้นิยมอ่านเรียงเรื่อง “แนวทางขั้นต้นของผู้ปฏิบัติที่จะถึงพุทธธรรม” ของคุณแม่บุญเรือนกันมาก

ความเรียงเรื่องธรรมของคุณแม่ยังมีอยู่ที่อื่นอีก ข้าพเจ้าได้สะสมไว้หลายเล่ม รวมทั้งประวัติการรักษาโรคด้วยปูน ไพล น้ำอธิษฐาน ฯลฯ เมื่อคุณนายบ๊วย ศิวพฤกษ์ ดำริจะจัดพิมพ์ประวัติหลวงพ่อพุทโธ ข้าพเจ้าจึงมอบเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รวบรวมให้คุณนายบ๊วยดำเนินการพิมพ์ต่อไป รวมทั้งภาพของคุณแม่บุญเรือน ที่ข้าพเจ้าเตรียมจะพิมพ์ลงบนหน้าปกหนังสือ “แดนมธุรส” แต่คุณแม่ไม่ยอม ความคิดที่จะพิมพ์เรื่องราวของคุณแม่บุญเรือนจึงต้องค้างมาจนบัดนี้ ประจวบกับคุณนายบ๊วย พิมพ์ประวัติพระพุทโธใหญ่ขึ้น โดยคุณแม่บุญเรือนอนุญาตให้แล้ว ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสนำประวัติต่างๆ ซึ่งได้รวบรวมไว้ และภาพของคุณแม่บุญเรือนที่ได้ถ่ายใหม่ จึงสำเร็จลงได้คราวนี้ สมดังที่ข้าพเจ้าได้ปรารถนามาเป็นเวลานาน

พ.อ. ยุทธ สมบูรณ์

กรมการรักษาดินแดน

๘๕. บันทึกของ คุณไล้ ตันสุทธิวงษ์

เขียนที่บ้านเลขที่ ๙๔๐ ถนนทรงวาด  ตอนศาลเจ้าเก่า

วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๙

ขอกราบเรียน พระเดชพระคุณ เจ้าคุณรัชชมงคลมุนี วัดสัมพันธวงศ์

ดิฉันขอเสนอเรื่องการปฏิบัติของคุณแม่บุญเรือน ตามที่ได้เห็นมา โดยการเห็นการปฏิบัติธรรม ย่อมได้ผลตามความมุ่งหมายของผู้ตั้งสัจจะอธิษฐานแน่นอนแท้จริง ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้ ดังดิฉันจะเล่าถวายต่อไปนี้

เมื่อประมาณ ๗-๘ ปีล่วงมาแล้ว ดิฉันเป็นโรคลมจุกอก เวลาก้มลงกราบรู้สึกจุกที่หน้าอก เป็นมาประมาณปีกว่าเกือบ ๒ ปี บังเอิญนายเข็มมาบอกบุญ ดิฉันจึงว่า “ดีแต่มาบอกบุญ ไม่สบายไม่เห็นมาบอกหาย บ้างเลย” แกจึงแนะนำให้ดิฉันรู้จักกับคุณแม่บุญเรือน จึงได้มาหาคุณแม่บุญเรือนให้แกแก้โดยทางจับเส้น จนดิฉันหายขาด และต่อเมื่อ แม่บุญเรือนป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ เวลาดิฉันไปเยี่ยม แกก็พูดทางธรรมว่า “ปล่อยสังขารได้ ไม่มีเวทนา” ดิฉันพิจารณาดู ก็เห็นว่าจริง แต่แววตา สีหน้า น้ำเสียงก็ยังสดชื่นแจ่มใสอยู่ แกแนะนำให้เอาอย่างแกไว้ภายหลังที่แกหายเป็นปกติแล้ว แกได้เปรียบทางโลกกับทางธรรมให้ฟังอยู่เสมอ

แม่บุญเรือนยึดมั่นในทางธรรมเป็นหลัก เช่นเมื่อคราวไฟไหม้รายใหญ่ ลุกลามไปใกล้หลังสถานีตำรวจนครบาลกลาง ดิฉันได้ไปถึงบ้านแก ยังเห็นแกนั่งอยู่มิได้ขนของ ชาวบ้านแถวนั้นได้ขนของกันหมดสิ้นแล้ว ดิฉันและแม่อุไรบุตรสาวของแกได้ช่วยกันขนของ แกก็ร้องห้ามมิให้ขน จนกระทั่งนายเต็ม บุตรเขยของแกมาถึงและสั่งให้ขน ดิฉันจึงหนุนว่า “ไปเถิดนาย เราไม่กลัว ลูกเขากลัว” ผลสุดท้ายได้ขนของไปพักในวัดใหม่คณิกาผล แม่อุไรเห็นท่าไม่ดี จะให้ขนของไปบ้านดิฉัน ดิฉันเห็นด้วยจะรับนำไปเอง แกได้ปลอบบุตรสาวของแกมิให้ตื่นตระหนกจนเกินไป ขณะที่ฉันลุกออกมาจะไปตามรถเพื่อมาบรรทุกของ เสียงแม่บุญเรือนร้องเรียกดิฉันว่า “นายขา นายขา นายกลับมาเถิดไม่ต้องไปแล้ว ดิฉันอธิษฐานเห็นพระและเทพยดาผ่านมาทางนี้แล้ว” จนในที่สุดเลยพักอยู่ในวัดนั่นเอง และไฟก็ค่อยถอยลดถอยน้อยลงเป็นลำดับ จึงเป็นอันว่าไฟไม่ไหม้โรงพักตามที่คนอื่นคาดคะเนว่า อย่างไรโรงพักต้องถูกไฟไหม้ตามที่เห็นเหตุการณ์กัน ฉะนั้น ดิฉันจึงเห็นแม่บุญเรือนปฏิบัติธรรมได้ทางจิตใจบริสุทธิ์ จึงได้เห็นสิ่งนิมิตใดๆ ได้เป็นที่แน่นอน

ขอนมัสการพระเดชพระคุณ

ไล้ ตันสุทธิวงษ์

๘๖. บันทึกของ คุณปรุง สมิตะศิริ และ คุณพร้อม แสงรุจิ

ขอประทานกราบเรียน เจ้าคุณรัชชมงคลมุนี

ด้วยเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้ไปเที่ยวจันทบุรีโดยทางรถยนต์ พร้อมด้วยญาติมิตรรวม ๑๐ กว่าคน จากตัวเมืองถึงสวนบ้านอ่าง เป็นระยะทางประมาณ ๑๒ ก.ม. เป็นทางชันตามเนินเขา เมื่อตอนกลับจากสวน คุณป้าบุญเรือนกับคุณหลวงแจ่มวิชาสอน ได้ออกเดินทางมาก่อนรถยนต์ออกประมาณ ๑๐ นาที ครั้นออกมาแล้วประมาณอึดใจใหญ่ๆ ก็พบคุณหลวงแจ่มฯ แต่ไม่เห็นคุณป้าบุญเรือน จึงแล่นรถมาเรื่อยๆ ขากลับนั้นรถแล่นเร็วกว่าขาไปมาก เพราะเป็นทางลงจากเขา ครั้นมาถึงระยะทางที่ควรจะพบคุณป้าบุญเรือนก็ไม่พบ ทุกคนมองหาแกตลอดทาง ด้วยเกรงว่าจะหลงไปตามทางแยก หรือมัวแวะทำธุระอะไรแล้วออกมาไม่ทันรถ จนบางคนมีความเห็นว่า ให้กลับรถไปตามแกใหม่ แต่คิดว่าให้รถไปสุดทางดูก่อน เผื่อว่าจะพบในระยะไกลกว่านั้นอีก ทั้งๆ ที่ไม่มีใครคิดว่าแกจะเดินล่วงหน้าไปได้ก่อนรถ แต่เราก็พบแกเดินคอยเราอยู่ค่อนทาง หน้าตายิ้มแย้ม ไม่มีท่าทางแสดงว่าเหนื่อยเพลียในการเดินทางเลย

ได้สอบถามจากคนที่อยู่สวนแถบนั้น ที่เคยเดินไปเดินมาอยู่เสมอว่า ถ้าเขาเดินตามธรรมดาจะมาได้ไกลอย่างคุณป้าหมอนี้ได้ไหม เขาตอบว่า เป็นเขา มาไม่ได้ไกลอย่างนี้ ต้องกินเวลานานกว่านี้มาก นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกกว่าธรรมดามาก

ครั้นต่อมา เมื่อประมาณสักสองเดือนมานี้ คุณป้าหมอได้ไปเรียกข้าพเจ้าตรงบันไดบ้าน ในเวลาดึกสงัด ข้าพเจ้ากำลังหลับสนิท ตกใจตื่น เปิดไฟ ดูนาฬิกา เห็นเป็นเวลาตี ๒ กับ ๕ นาที ในเวลาวิกาลอย่างนี้ ทางบ้านข้าพเจ้าไม่มีรถประจำทางเดินแล้ว ถึงแม้รถสามล้อก็ไม่มีใครกล้ามา เพราะเป็นทางไกลและเปลี่ยวมากด้วย คุณป้ามาถึงบันไดบ้านเลยที่เดียว โดยที่ประตูรั้วบ้านไม่มีใครเปิดให้ ครั้นพูดธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็จัดที่ให้นอน ตื่นเช้าไปดูเห็นแต่บ้านใส่กุญแจ เปิดเข้าไปเห็นแต่ที่นอนเปล่า ส่วนข้าพเจ้าก็ไปจัดธุระที่คุณป้าสั่งไว้สำเร็จ

เหตุประหลาดที่ข้าพเจ้าได้พบนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นเหตุที่เกิดจากการรู้สึกลึกซึ้งถึงพระพุทธศาสนาอันแท้จริง ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้เรียบเรียงไว้ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่ท่านผู้มีใจศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะโดยทางกำลังน้ำใจหรือทางใดๆ ขอให้ส่วนกุศลนี้จงมีแก่ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายและคุณป้าด้วย

ปรุง สมิตะศิริ

พร้อม แสงรุจิ

๘๗. บันทึกของ หลวงแจ่มวิชาสอน

เรื่องอิทธิฤทธิ์ในทางพระพุทธศาสนา

เรื่องฤทธิ์ในทางพระพุทธศาสนาเป็นของจริงแน่นอน เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ เช่นเหาะเหินเดินอากาศเป็นต้น ท่านผู้ปฏิบัติในทางสมถะกัมมัฏฐาน หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน บางท่านสามารถทำได้ในบางสิ่งบางอย่างในปัจจุบันนี้ ดังมีหลักฐานที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบเห็นมาด้วยตนเอง ดังต่อไปนี้

แม่หมอบุญเรือน ซึ่งมีอาชีพในทางเป็นหมอนวดและเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสำเร็จในอิทธิฤทธิ์บางอย่างที่ข้าพเจ้าได้รู้เห็นมา คือเมื่อเดือนมีนาคม ๘๙ คุณพี่ปลื้ม วิจิตรภัสตราภรณ์ เจ้าของห้างวิวิธภูษาคาร ได้ชวนข้าพเจ้า แม่หมอบุญเรือน ไปดูสวนส้มที่จังหวัดจันทบุรีโดยรถยนต์ สวนห่างจากตัวจังหวัด ๑๒ กิโลเมตร ตอนกลับจากสวนขณะที่รถกำลังติดไฟ แม่หมอบุญเรือนออกเดินไปก่อน แล้วข้าพเจ้าก็ออกเดินตามหลังไป ห่างกันประมาณหนึ่งเส้น ข้าพเจ้าเดินมาถึงเลี้ยวก็มองไม่เห็นตัวแม่บุญเรือน ข้าพเจ้าเร่งฝีเท้าเดินตามไปอีก ๒-๓ เลี้ยวก็มองไม่เห็น ข้าพเจ้าก็เลยหยุดคอยรถเพราะรู้สึกเมื่อย สักครู่รถก็ตามมาทัน ข้าพเจ้าก็ขึ้นรถ ประมาณเวลานับตั้งแต่ข้าพเจ้าออกเดินทางมาก่อน จนถึงรถตามมาทันข้าพเจ้า ราว ๑๕ นาที เมื่อขึ้นรถแล้วรถแล่นมาอย่างเร็วเพราะเป็นทางลงจากเขา รถแล่นมาเป็นหลายเลี้ยวจนถึงศาลาพักร้อน ซึ่งอยู่กึ่งกลางทางระหว่างจังหวัดกับสวน ก็ไม่เห็นแม่บุญเรือนคอยอยู่

รถหยุดที่ศาลาเติมน้ำหน้าหม้ออยู่ครู่หนึ่ง ก็แล่นต่อไปจนพ้นเขตเขาตกทุ่ง ก็ไม่เห็นแม่บุญเรือน ผู้อยู่ในรถต่างรู้สึกเอะใจ เพราะตามปกติธรรมดา จะเดินเร็วเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ รถคงจะแล่นผ่านมาเสียแล้ว ระหว่างทางแม่หมอคงจะแวะเข้าป่าเพื่อถ่ายทุกข์เป็นแน่ คิดจะให้รถหยุดรอ ก็พอดีเห็นแม่บุญเรือนเดินอยู่ข้างหน้า เดินเนิบๆ เมื่อขึ้นมาบนรถ สังเกตดูไม่เห็นกิริยาแสดงว่าเหน็ดเหนื่อยหรืออิดโรยอะไรเป็นปกติ ต่างก็ชมเชยกันว่า เดินเก่งจริง การที่แม่หมอบุญเรือนมาได้ไกลตั้ง ๘ กิโลเมตร ชั่วเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเช่นนี้ จึงสันนิษฐานได้ว่าจะมาโดยปกติธรรมดาไม่ได้ ต้องมาโดยอิทธิฤทธิ์ในทางทำจิตเข้าสู่ฌานสมาบัติอะไรอย่างหนึ่งเป็นแน่แท้

อีกครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเป็นโรคเกี่ยวกับปอด รับแม่หมอบุญเรือนมานวด เพราะรู้สึกเจ็บในอกและเป็นไข้ด้วย เมื่อแม่หมอมาจับคลำตัวดู บอกว่าปอดบวม นวดไม่ได้ ให้บุรีข้าพเจ้าไปซื้อซัลฟาแก้ปอดมารับประทานเสีย บุรีข้าพเจ้าไปรับนางแพทย์ลิลิต แพทย์แผนปัจจุบันมาตรวจ นางแพทย์ลิลิตก็บอกว่าเป็นปอดบวม ให้ยาอย่างเดียวกับที่แม่หมอบุญเรือนบอก แล้วอาการป่วยของข้าพเจ้าก็ค่อยทุเลาลง ไข้หาย แต่การเจ็บในอกยังมีอยู่

ข้าพเจ้าจึงไปให้คุณหลวงไวทเยศรางกูร (เชื้อ อิศรางกูร ณ อยุธยา) แพทย์แผนปัจจุบัน ชั้น ๑ ต่างประเทศตรวจ คุณหลวงไวทเยศรางกูรตรวจว่า เยื่อหุ้มกระดูกหน้าอกอักเสบ ให้ใช้ขี้ผึ้ง หรือน้ำมันอะไรร้อนๆ ปิดหรือทาที่หน้าอก ข้าพเจ้าจึงไปเชิญแม่บุญเรือนมานวด บอกว่าเจ็บหน้าอกยังไม่หาย

แม่หมอตรวจตรงกับที่หลวงไวทเยศรางกูรตรวจ ตลอดจนแนะนำให้ใช้ยาอย่างที่หลวงไวฯ บอก ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจและเลื่อมใสแม่หมอบุญเรือนเป็นอันมาก ที่แม่หมอบุญเรือนดูโรคด้วยตาญาณ ตรงกับแพทย์ที่ตรวจโรคโดยอาศัยเครื่องมือ จึงเป็นเหตุที่น่าอัศจรรย์อยู่ดังนี้ จะจัดเข้าใน ทิพยจักษุญาณได้หรือไม่ ขอท่านจงพิจารณาดูเถิด

อนึ่ง ในเรื่องที่ข้าพเจ้าเจ็บหน้าอกดังที่กล่าวมาข้างบน แม่หมอบุญเรือนได้นำขี้ผึ้งสำหรับทาแก้เจ็บในอกมาให้ข้าพเจ้า และมาอย่างประหลาดที่สุด คือเวลานั้นข้าพเจ้าไปอยู่ที่พระโขนง แม่หมอนำขี้ผึ้งไปให้ที่พระโขนงก่อนตี ๕ มานั่งรอเวลาอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ประตูปิด เข้าบ้านยังไม่ได้ พอตี ๕ คนใช้ตื่นลุกขึ้นหุงข้าว จึงได้เรียกให้คนใช้เปิดประตูรับ เวลานั้นข้าพเจ้าและภรรยาก็ตื่นแล้ว แต่ยังไม่ลุกออกจากที่นอน ได้ยินเสียงแม่หมอพูดกับคนใช้ แล้วก็เดินขึ้นมาหาข้าพเจ้า และภรรยาข้าพเจ้าบนเรือน นำเอาขี้ผึ้งมาให้ข้าพเจ้าทาแก้เจ็บอก ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณแม่หมอเป็นอันมากที่รีบด่วนมาในยามวิกาล ที่ไม่มียานพาหนะอะไรจะมาในเวลาเช่นนั้น ภรรยาข้าพเจ้าถามว่ามาอย่างไร แต่เพื่อให้เป็นหลักฐานยืนยัน จึงสอบถามไปยังบุตรสาวของแม่หมอ แจ้งว่า ตอนค่ำมืดไม่เห็นไปไหน ถึงเวลาก็เข้านอน แต่พอตื่นในราวตีห้า ไม่เห็นอยู่บนเรือน ไม่ทราบว่าไปไหน เมื่อไร ดังนี้ จึงเป็นอันเชื่อได้ว่า แม่หมอบุญเรือนมิได้มาหาข้าพเจ้าโดยปกติ

อนึ่ง ในเวลาที่คนใช้เปิดประตูรับแม่หมอบุญเรือนวันนั้น ถูกสุนัขกัดที่ขา โดยคนใช้มิได้ตวาดเพราะมันไม่เห่า แต่ก็แปลกที่แม่หมอหนังเหนียว สุนัขกัดไม่เข้า เจ้าสุนัขตัวนี้ มันกัดใครได้เลือดไปทุกคน แต่ไม่ได้เลือดแม่หมอ เช่นนี้ก็ดูเป็นที่น่าอัศจรรย์อยู่ด้วยอำนาจของพระ ส่วนโรคเจ็บในอกของข้าพเจ้า แม่หมอบุญเรือนได้บีบนวดให้ในวันนั้นนิดหน่อยก็หาย ตั้งแต่วันนั้นมา โดยไม่ได้ใช้ยาที่หมอนำมาให้ และยาหมออื่นๆ ก็ไม่ได้ใช้ด้วย ด้วยอำนาจความอธิษฐานของแม่หมอเป็นแน่

อีกคราวหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๘๙ แม่หมอบุญเรือนไปที่บ้านพระโขนงเวลาเกือบ ๒๒ น. (๔ ทุ่ม) แล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่มีรถยนต์โดยสารเดินแล้ว เนื่องจากบุตรสาวข้าพเจ้าไปตาม ขอให้แม่หมอไปนวดให้แม่ เพราะเท้าเคล็ด ลุกเดินไม่ได้ แต่ความจริงภรรยาข้าพเจ้าไม่ได้สั่งให้บุตรไปรบกวนแม่หมอ เพราะรู้สึกว่า ไม่มีอาการมากมายอะไร ไม่ช้าก็คงหาย

บุตรข้าพเจ้าไปตาม ไม่พบตัวแม่หมอ ได้สั่งคุณอาชวันไว้ว่า ถ้าแม่หมอมาให้บอกด้วย แม่หมอได้ทราบจากคุณอาชวันบอกจึงได้รีบมา จะมาโดยปกติก็ไม่มีรถมา จึงมาด้วยฤทธิ์ สอบถามคุณอาชวันทางบ้าน (คุณอาชวันเป็นคนไข้ของแม่หมอบุญเรือน รักษาตัวอยู่ที่บ้านแม่หมอ ป่วยเป็นโรคตามืด หายแล้ว) ได้ความว่า แม่หมอบุญเรือนกลับถึงบ้านที่โรงพักกลางราว ๒๑ น. รับประทานอาหารแล้วออกจากโรงพักกลางราว ๒๒ น. ดังนี้เห็นได้ว่า เวลาที่ออกจากโรงพัก กับเวลาที่มาถึงพระโขนงเกือบจะเป็นเวลาเดียวกัน ถึงแม้จะมาด้วยรถยนต์เร็วที่สุด ก็คงทำเวลาเร็วเช่นนี้ไม่ได้ นอกจากอภินิหารของพระ

ตามที่ข้าพเจ้าได้บันทึกการกระทำของแม่หมอบุญเรือนมา ๓ ข้อนี้ ข้าพเจ้าขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงว่า ได้ประสบมาด้วยตนเอง พร้อมทั้งบุตรภรรยาของข้าพเจ้าและคนอื่นๆ ที่ใกล้ชิดได้ทราบเหตุการณ์นี้ด้วย

หลวงแจ่มวิชาสอน

วิเศษนิยมโอสถ บ้านเลขที่ ๙๘๔ ก.

ริมวัดสังข์กระจาย คลองบางกอกใหญ่ ธนบุรี

วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙

แม่อุไร

ฉันต้องการทราบว่า เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๘๙ คุณแม่หมอมาที่บ้านฉันที่พระโขนงเวลาราวตี ๔ ในคืนวันนั้นคุณแม่ออกจากบ้านเวลาเท่าไร ทราบหรือไม่ ถ้าไม่ทราบ ก็ขอให้โปรดเล่าความเป็นไปของคุณแม่ ในคืนวันนั้นให้ฉันทราบด้วยโดยละเอียด เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันว่า ท่านไม่ได้ไปที่บ้านพระโขนง โดยปกติธรรมดา เพราะเป็นเวลาดึกดื่นที่รถราไม่มีแล้ว

หลวงแจ่ม

สถานีตำรวจกลาง พระนคร

วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙

เรียน ท่านที่เคารพ ทราบ

เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๘๙ นั้น แม่กลับจากบ้านคนไข้ ถึงห้องเวลากี่ทุ่มจำไม่ได้ แต่ได้เข้านอนเวลาประมาณ ๔ ทุ่มเศษค่ะ เมื่อดิฉันตื่นขึ้นเมื่อตอนราวตี ๕ ไม่เห็นแม่นอนอยู่ในมุ้งแล้ว แต่จะไปไหนเวลาใด ดิฉันไม่ทราบค่ะ เห็นแม่พูดเมื่อก่อนจะเข้านอนว่าจะเอายาทาปอดมาให้ท่าน แต่ไม่พูดว่ามาเมื่อไร

โดยความเคารพอย่างสูง

อุไร คำวิเทียร

สถานีตำรวจนครบาลกลาง

๓๐ กรกฎาคม ๒๔๘๙

เรียนคุณนาย ทราบ

ผมได้รับ จ.ม.ของท่านแล้ว และผมจะขอเรียนมาให้ทราบ ดังนี้

เมื่อวันพุธที่ ๒๔ นั้น คุณทิพย์ (ลูกสาวคนโตของคุณหลวงแจ่มวิชาสอน) ได้ไปที่ห้อง แล้วบอกว่า คุณแม่ไม่สบาย ยืนกางมุ้งอยู่เฉยๆ ก็ปวดขา และขอให้คุณยายมานวดให้ ผมบอกว่าคุณยายไม่อยู่ไปไหนไม่ทราบ จะกลับก็คงค่ำๆ คุณทิพย์ก็ว่า ถ้าคุณยายกลับเมื่อใด ก็ให้บอกไปตามที่สั่งไว้นี้ แล้วคุณทิพย์ก็กลับ

ในคืนนั้นประมาณ ๒๑.๐๐ น. แต่จะกี่นาทีไม่ทราบ ตามที่คุณทิพย์สั่งไว้ คุณยายก็ว่า “จะไปอย่างไรกัน ตั้ง ๓ ทุ่มกว่าแล้ว” คุณยายก็ให้ยกข้าวมาทาน กว่าจะอิ่มก็นาน เมื่ออิ่มแล้วก็ต้องไปห้องน้ำอีก และก็เป็นเวลานานกว่าจะเสร็จ รวมแล้วกว่าจะออกจากโรงพักก็ประมาณเกือบ ๒๒.๐๐ น.

ขอแสดงความนับถือ

อาชวัน พรหมนาถ

๘๘. บันทึกของ นางนวม ลิมพานิชการ

ตรอกนามบัญญัติ ถนนประชาธิปไตย

วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙

พระเดชพระคุณ (ท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์) ต้องการให้จดประวัติของคุณหมอบุญเรือน เพื่อจะได้ไว้สอนผู้อื่น ดิฉันมีความเลื่อมใสร่วมกับพระเดชพระคุณท่านมาก คือขั้นแรกดิฉันได้ทราบว่าคุณหมอบุญเรือนนวดดี ดิฉันก็พยายามสืบเสาะไปหาจนพบ นวดครั้งแรก นวดพลางก็พยากรณ์ไปพลาง และตรงกับหัวใจของดิฉันทุกคำ เรื่องที่แล้วมาก็พยากรณ์ถูกหมด โรคของดิฉัน คุณหมอบอกว่านวดสัก ๕ ครั้งก็หาย ดิฉันติดใจในคำพยากรณ์ตั้งแต่ครั้งแรกเรื่อยมา มาครั้งที่ ๒ ดิฉันก็ตั้งใจ ขอขึ้นวิปัสสนากับคุณหมอ ไปครั้งที่ ๓ ดิฉันก็ได้พูดขอเรียนวิปัสสนากับคุณหมอ คุณหมอบอกว่า ถ้าจะเรียนก็ได้ อาจารย์ของคุณหมอมี คือ พระเดชพระคุณ ดิฉันก็ไม่เต็มใจ คือชั้นต้นก็เท่ากับเรียน ก. ข. จะต้องไปกวนพระเดชพระคุณมากไป ดิฉันไม่คุ้นเคยกับพระเดชพระคุณ คุณหมอก็อธิบายว่า พระเดชพระคุณใจดี ไม่รังเกียจ เข้าไปใหม่ ท่านสอนให้จนแจ่มแจ้ง ดิฉันก็ไปตรองดู จนกระทั่งไปนวดครั้งที่ ๔ จึงได้เรียนกับคุณหมอว่า จะขอเรียนวิปัสสนากับพระเดชพระคุณ แล้วก็ได้มาขอเรียนวิปัสสนาเมื่อเข้าพรรษาปีนี้กับพระเดชพระคุณ

ดิฉันได้รับผลจากคุณหมอและพระเดชพระคุณมากที่สุด แต่ก่อนดิฉันมีโมหะมาก มาเวลานี้ดิฉันรู้สึกเบาบางและรู้สึกมีความสุขขึ้นมาก  ดิฉันรู้สึกแปลกใจของดิฉันเอง คือคิดถึงคุณหมอแล้วบูชาพระ แล้วดิฉันก็เชิญคุณหมอในเวลานั้น รุ่งขึ้น คุณหมอก็มาหาดิฉันเอง ดิฉันได้เชิญอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง คุณหมอก็มาหาดิฉันทั้ง ๓ ครั้ง

ครั้งหนึ่งคุณหมอได้ไปหาในเวลาฝนตกมาก คุณหมอจะกลับในเวลาฝนตก ดิฉันค้านก็ไม่อยู่ดิฉันก็ออกไปส่งที่ประตู และฝนตกมาก ดิฉันมองดูตัวคุณหมอก็ไม่เห็นเปียก นี่ดิฉันก็ยังสงสัยเพราะมองดูไปจนไกลก็ยังไม่เชื่อตาของดิฉันแน่

มาเมื่อแต่งงานหลานสาวดิฉันที่บ้านคุณควง อภัยวงศ์ เมื่อออกจากบ้านพี่สาว ดิฉันจะให้พ่อหนุ่มๆ ยกขันน้ำมนต์ไป คุณหมอไม่ยอมให้ยก และยกขันน้ำมนต์นั่งมาบนรถยนต์เอง ขันนั้นใหญ่มาก มีน้ำค่อนขันเกือบเต็ม คุณหมอยกตั้งแต่บ้านข้างวังกรมพระนครสวรรค์ บางขุนพรหม ไปจนถึงบ้านคุณควง อภัยวงศ์ ข้างสนามกีฬา น้ำไม่ได้กระฉอกหกเลยแม้แต่น้อย แล้วขันก็ไม่ได้วางบนตัก ยกถือมาลอยๆ อย่างนั้นเอง ดิฉันปีติและปลื้มใจมาตลอดทาง เมื่อไปถึงบ้านคุณควง รดน้ำบ่าวสาวแล้วก็กลับ รถยนต์อยู่นอกบ้านไกลประมาณ ๒ เส้น ฝนตกเม็ดใหญ่ ๆ คุณหมอก็ออกไปตามรถเองโดยไม่มีร่มกาง กลับเข้ามาก็เดินมาอีก ดิฉันได้พิสูจน์ดูที่ร่างกายคุณหมอ ไม่มีเปียกฝนเลย ดิฉันจึงมั่นใจว่า คุณหมอออกจากบ้านดิฉันเมื่อครั้งก่อน ฝนกำลังตก ก็คงไม่เปียกจริงเหมือนกัน ตามประวัติเหล่านี้ ดิฉันยิ่งเลื่อมใสมาก จึงได้กราบเรียนมาให้พระคุณทราบ

นางนวม ลิมพานิชการ

๘๘. บันทึกของ นางเขียม วรรณยิ่ง

ที่บ้านบางขุนพรหม ซอยสารพัดช่าง

วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๘๙

นมัสการมายัง เจ้าคุณรัชชมงคลมุนี

สาเหตุที่ดิฉันจะได้รู้จักกับคุณหมอบุญเรือน ก็เพราะหลังยอก ได้ให้คุณหมอบุญเรือนเป็นผู้รักษา จึงได้ติดต่อกันเรื่อยมา และเมื่อเดือน ๙ ปีนี้ ดิฉันได้แต่งงานบุตรสาวที่บ้านบางขุนพรหม ซอยสารพัดช่าง หลังบ้านเจ้าพระยาราม จึงได้เชิญคุณหมอไปในงานนี้ด้วย เมื่อรับประทานอาหารกลางวันแล้ว นายทหารนักบินผู้หนึ่งได้พนันกันว่า “วันนี้ฝนไม่ตก” แต่คุณหมอบุญเรือนว่า “เวลารดน้ำฝนจะตก” ต่อมาเมื่อเวลาจะพากันไปรดน้ำที่บ้านท่านควง อภัยวงศ์ หน้าสนามกีฬาดิฉันจะให้คนอื่นถือขันน้ำมนต์ แต่คุณหมอไม่ยอม ขอถือเอง เพราะขันน้ำใบใหญ่ จวนเต็ม ก็มิได้หก แม้รถจะกระเทือนเพียงไรก็มิได้หกเลย

เมื่อถึงเวลารดน้ำ ฝนก็ได้ตกลงมาจริงๆ อย่างคุณหมอว่า และตกมากเสียด้วย เมื่อเสร็จพิธีรดน้ำแล้ว คุณหมอเป็นผู้ตามรถให้ ดิฉันได้บอกให้คุณหมอนำร่มไปด้วย แต่คุณหมอมิได้นำไป คงเดินตากฝนไปจนกระทั่งกลับมา ก็มิได้เปียกฝนแม้แต่น้อย

ต่อมาคุณหมอได้ไปที่สี่แยกสนามเป้า แล้วคุณนายเลื่อนได้ถามดิฉันว่า “คุณหมอมาถึงบางขุนพรหมเวลาเท่าไร” ดิฉันบอกว่า “บ่ายสองโมงกว่า ยังไม่ถึงสามโมง” คุณนายเลื่อนจึงว่า “ฉันเสียดาย ดูไม่จริง ฉันออกไปดูหน่อยหนึ่ง เห็นแกเดินไปจริงๆ ดิฉันก็เดินกลับบ้านเสีย แกไปจากฉันก็สองโมงกว่ายังไม่สามโมง และทำไมจึงไปถึงบางขุนพรหมในเวลานั้น ซึ่งเป็นเวลาคล้ายคลึงกัน (เวลาเกือบเป็นเวลาเดียวกัน)” และดิฉันมาเล่าให้บุตรสาวฟังดังที่คุณนายเลื่อนแกว่า บุตรสาวดิฉันก็มีความปีติและอยากจะเรียนให้ได้อย่างคุณหมอ คุณหมอบอกว่านิสัยยังไม่ถึง เขาจึงมีศรัทธามาตามพบคุณหมอ จึงขอทำบุญร่วมด้วยในการสร้างโบสถ์ ๕๐๐ บาท เพราะเหตุนี้แหละ ดิฉันจึงได้เรียบเรียงมาถวายไว้เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ในการปฏิบัติ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไปในภายหน้า

นางเขียม วรรณยิ่ง

บรรจง ผู้เขียน ปรารถนาขอพบความสุข

๙๐. บันทึกของ นางเลื่อน ประสานอักษรพรรณ

(ภริยา หลวงประสานอักษรพรรณ (ช่วง อิศรเสนา))

เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ตรงกับวันพุธ เดือน ๑๐ แรม ๑ ค่ำ ปีจอ แม่หมอบุญเรือนได้ไปหาดิฉันที่บ้านคุณเลื่อน สี่แยกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตำบลถนนพญาไท โดยที่จะเลยไปนวดคุณหญิงเยี่ยม รามบัณฑิต ซึ่งบ้านอยู่ใกล้กัน ดิฉันได้บอกว่า เมื่อวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ คือวันวานนี้ ดิฉันไม่ได้ฟังเทศน์ที่วัดสัมพันธวงศ์ เช่นเคย เนื่องจากปวดที่ขา ดังนั้นแม่หมอบุญเรือนจึงได้นวดให้ดิฉันเสียก่อน เมื่อนวดเสร็จแล้ว ได้ชวนให้รับประทานอาหารด้วยกัน แม่หมอบุญเรือนก็ไม่รับประทาน และโดยที่ดิฉันทราบว่า ในวันหลังจากวันพระ ซึ่งอยู่ในปุริมพรรษาเช่นวันนี้ แม่หมอบุญเรือนจะมีเงินเหลือไม่เกิน ๑ บาท ทั้งในวันนี้ แม่หมอบุญเรือนก็มาจากพระโขนง เพราะฉะนั้นต้องไม่มีเงินเหลือติดตัวเลย และการที่จะไปนวดคุณหญิงเยี่ยม แม่หมอบุญเรือนก็ไม่รับค่านวดอีกด้วย ดิฉันจึงได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้แม่หมอบุญเรือนเป็นค่ารถ เพราะเมื่อเสร็จจากการนวดคุณหญิงเยี่ยมแล้ว ยังจะเลยไปที่บ้านคุณนายเขียม (วรรณยิ่ง) ตำบลสี่แยกบางขุนพรหมอีก แต่แม่หมอบุญเรือนไม่ยอมรับเงินที่ดิฉันจะไห้ โดยบอกว่า ได้บอกกับคุณนายผิน แจ่มวิชาสอน เมื่อมาจากบ้านตำบลพระโขนง ว่าจะเดินไป ฉะนั้นก็จะเดินไป

แล้วแม่หมอบุญเรือนก็ออกจากบ้านดิฉันไปที่บ้านคุณหญิงเยี่ยมเพื่อนวดต่อไป   สักครู่ใหญ่ ดิฉันได้ตามไปที่บ้านคุณหญิงเยี่ยม โดยนำเอาอาหารไปด้วย เมื่อนวดเสร็จแล้ว ก็ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน แต่ในขณะที่ดิฉันกำลังรับประทานของหวานอยู่ยังมิทันอิ่มนั้น แม่หมอบุญเรือนได้รับประทานเสร็จแล้ว และเตรียมตัวจะออกเดินทางไปบ้านคุณนายเขียม สี่แยกบางขุนพรหม ดิฉันก็ได้พยายามยัดเยียดเงินค่ารถให้อีก แม่หมอบุญเรือนก็ยืนคำไม่ยอมรับเอาไว้ โดยบอกว่าจะเดินไป ซึ่งดิฉันได้สัพยอกว่าจะเดินไปแบบเดินเร็วนั่นอีกหรืออย่างไร แต่แม่หมอบุญเรือนไม่ตอบ ยิ้มๆ แล้วก็ลาไป โดยที่ขณะนั้นดิฉันยังไม่ทันอิ่มอาหารดังที่กล่าวไว้แล้ว จึงได้ร้องสั่งให้แม่เครือ คนในบ้านคุณหญิงเยี่ยมคอยดูการไปของแม่หมอบุญเรือนแทนตัว อีกประเดี๋ยวเดียวดิฉันก็อิ่ม จึงได้ตามไปคอยดู เพราะสงสัยอยู่ว่าจะเดินไปทางไหน หรืออย่างไร เมื่อตามออกมายังไม่เห็น

จึงได้แวะเข้าไปในบ้านจ่านายสิบสุขฯ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ นั้น และสามารถจะมองแลเห็นถนนได้ถนัด เมื่อถามคุณจ่าแล้วก็ได้ความว่า แม่หมอบุญเรือนกำลังเดินไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเมื่อมองตามที่ชี้ให้ ก็แลเห็นแม่หมอบุญเรือนกำลังเดินข้ามถนนลานอนุสาวรีย์ฯ บ่ายหน้าไปทางเสนารักษ์ พญาไท และตอนที่จะเข้าสู่ถนนตรงไปทางเสนารักษ์ พญาไทนั่นเอง แลเห็นแม่หมอบุญเรือนเหลียวหน้ามาทางดิฉัน แล้วทำท่าเหมือนกับจะรีบวิ่งหนีรถ แล้วก็เลยหายไปตรงนั้น

เพราะเข้าใจว่าเป็นทางเลี้ยวเลยยืนเสียกับคุณจ่าฯ ต่อไป แต่หลังเมื่อดิฉันได้ตรวจสถานที่ตรงที่ไม่เห็นแม่หมอบุญเรือนอีก ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นทางเลี้ยวที่จะทำให้บังสายตามองไม่เห็น ถ้าจะมีใครเดินอยู่ตรงนั้น ดิฉันได้สอบถามแม่เครือก็บอกว่า ได้ยืนจ้องตามดู เห็นแม่หมอบุญเรือนเดินข้ามถนนลานอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เข้าสู่ปากถนนที่เสนารักษ์ พญาไท ตรงกับต้นสนและมองไม่เห็นได้พยายามดูต่อไปอีกก็ไม่เห็น ก็เลยไม่ดูอีก ซึ่งความจริงถ้าจะมีใครอยู่ไกลเลยต้นสนนั้นไปอีก ก็ยังสามารถที่จะมองเห็นได้ เมื่อแม่บุญเรือนออกเดินทางจากบ้านคุณหญิงเยี่ยมนั้น เป็นเวลาเกือบบ่าย ๒ โมงแล้ว

ครั้นต่อมาในวันพระ คือ วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ตรงกับวันพุธ เดือน ๑๐ แรม ๘ ค่ำ ดิฉันได้พบกับคุณนายเขียมที่วัดสัมพันธวงศ์ จึงได้พูดกันถึงเรื่องแม่หมอบุญเรือน ได้ไปถึงบ้านคุณนายเขียม เป็นเวลาเท่าไร คุณนายเขียมแจ้งว่าแม่หมอบุญเรือนไปถึงบ้านคุณนายเขียมเป็นเวลาบ่าย ๒ โมงกว่า ยังไม่ถึงบ่าย ๓ โมง ซึ่งเมื่อคำนวณระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางของแม่หมอบุญเรือน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กับระยะทางจากสี่แยกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตำบลพญาไท ถึงสี่แยกบางขุนพรหมแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ได้เป็นไปได้แล้วเช่นนี้ จึงทำให้ดิฉันเข้าใจว่า แม่หมอบุญเรือนคงไม่ได้เดินทางในวันนั้นอย่างบุคคลธรรมดาสามัญ เลยรู้สึกเสียดายที่ดูไม่จริง   จึงได้ขอร้องให้แม่หมอบุญเรือนแสดงให้ดูอีก แต่แม่หมอบุญเรือนกลับพูดว่า เรื่องเหล่านี้จะอวดกันหาได้ไม่ ได้ยกเอาชาดกเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งสมัยพระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ มีภิกษุรูปหนึ่งได้เฝ้าดูพระพุทธเจ้า เพราะเห็นพระรูปสวยงามนัก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จะมาเฝ้าดูพระองค์ท่านอยู่ทำไม ซึ่งเป็นของเน่าเปื่อย ให้พยายามทำความเพียรเข้าเถิด ก็จะเห็นเอง แล้วภิกษุรูปนั้นก็ไปเจริญพระกัมมัฏฐานจนสำเร็จ

โดยที่ดิฉันมีความเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรมของแม่หมอบุญเรือนอยู่ ดิฉันจึงได้มาขอนิสัยและเรียนวิปัสสนากับพระเดชพระคุณ (ท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์) เมื่อวันพุธที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ตรงกับวันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ นี้

เลื่อน ประสานอักษรพรรณ

๙๑. บันทึกของ นายสิบตำรวจโท คำ สิทธิวงศ์

เขียนที่สถานีตำรวจนครบาลกลาง

๑๘ ตุลาคม ๒๔๘๙

นมัสการ ท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนี

กระผมขอเสนอคุณงามความดีของผู้ที่เป็นศิษย์ขอองท่าน ซึ่งได้อุปสมบทในสำนักวัดสัมพันธวงศ์ คือนายสิบตำรวจโทจ้อย โตงบุญเติม ที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑ ก.พ. ๗๙ ส.ต.ท. จ้อยผู้นี้เป็นสามีแม่บุญเรือน  โตงบุญเติม ซึ่งเวลานี้มีชีวิตอยู่ และเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาด้วย นายจ้อยเป็นตำรวจอยู่สถานีสัมพันธวงศ์ แล้วลาอุปสมบทที่วัดสัมพันธวงศ์ ๑ พรรษา นับแต่ลาสิกขามาแล้ว นายจ้อยเป็นผู้ถือมั่นในทางธรรมดีมาก สนใจแต่ในการเมตตากรุณา ทำบุญให้ทานเป็นประจำ สุราซึ่งรับประทานเมื่อก่อนอุปสมบท เมาถึงคลานก็เลิกเด็ดขาด กระผมเห็นว่านายจ้อยเป็นผู้ถือศีล ๕ นายสิบ พลตำรวจทุกๆ คนพากันนิยมชมชื่นในการปฏิบัติของนายมาก

เมื่อถึงแก่กรรมก็เนื่องจากวิ่งไปช่วยเหลือราษฎรที่ถูกเพลิงไหม้ เป็นหน้าที่ของตำรวจ เลยเป็นลมสิ้นใจ ง่ายดายที่สุด ผู้บังคับบัญชาทุกๆ ชั้นเสียดายหนักหนา เวลาครบกำหนดทำบุญ ๗ วันก็มีผู้ช่วยเลี้ยงพระตลอดจนเลี้ยงนายสิบ พลตำรวจด้วย

ส่วนแม่บุญเรือน โตงบุญเติมภรรยานายจ้อย ก็เป็นผู้ถือมั่นในทางธรรมดียิ่งอีกด้วย ช่วยชีวิตสัตว์ มนุษย์ เท่าที่เห็นก็คือได้ช่วยภรรยาและบุตรของกระผม โดยภรรยาท้องครบกำหนดแล้ว เจ็บและปวดอยู่ ๓ คืน ๓ วัน เด็กมาขวางตัวอยู่ทำอย่างไร ๆ ก็ไม่คลอด จนเกือบจะหมดลมหายใจ หมอตำแยก็หลายคนช่วยไม่ได้ แม่บุญเรือนพอทราบดังนั้นก็รีบไป โดยมิได้มาขอร้องแต่อย่างใดเลย พอไปพบเข้าก็ให้เอาน้ำมาขันหนึ่ง อธิษฐานน้ำให้กินและเอามือบีบที่ท้อง พอสักครู่หนึ่งเด็กคลอดออกมาได้ทั้ง ๆ ที่มิมีการเบ่ง เพราะคนอ่อนเพลียเต็มที่แล้ว คล้าย ๆ กับเด็กไหลเลื่อนออกมาเอง

เป็นอันว่าภรรยาและบุตรของกระผมก็ปลอดภัย เป็น บุตรหญิงคนแรก เวลานี้อายุ ๑๖ ปีแล้ว กระผมภรรยาและบุตร จึงขอเสนอคุณงามความดีของแม่บุญเรือนด้วย

แม่บุญเรือนผู้นี้เป็นผู้หนึ่งที่น่าเคารพนับถือมากที่สุด เมื่อนายจ้อยสามีเป็นลมตายนั้น นายจ้อยได้วิ่งไปหากระผมแล้วเป็นลมหมดสติ กระผมก็รีบวิ่งมาบอกแม่บุญเรือนที่บ้านพักโรงพักวัดเกาะ แทนที่ทราบแล้วจะตกใจหรือรีบร้อน กลับเฉย ๆ กระผมถึงกับต่อว่า ว่าทำไมไม่รีบร้อนละครับ กลับได้รับคำตอบว่า จะให้ฉันรีบทำอย่างไร ตลอดเวลาที่จัดการศพของนายจ้อย สามีที่ตาย ไม่เห็นร้องไห้หรือเศร้าสลดแต่อย่างใด แต่ความจริงการกระทำของแม่บุญเรือนนั้นก็ดี แต่กระผมเองเป็นเพียงเพื่อนของนายจ้อย ก็อดกลั้นน้ำตาไม่ได้เพราะอยู่ด้วยกันหยก ๆ วิ่งไปด้วยกันก็ไปตายจากกัน กระผมเป็นคนใจอ่อนจึงไม่สามารถข่มจิตต์ใจได้

นอกจากนี้ แม่บุญเรือนยังเป็นผู้ที่กล้าผจญต่อการกรากกรำ จะไปไหนๆ ไกลๆ ถึงค่ำๆ มืดๆ ก็ไปได้ผู้เดียวและชอบเดินไปด้วย และเป็นผู้มีใจกรุณา กว้างขวาง มีคนรู้จักมาก ผู้ที่รู้จักโดยมาก ก็มีความรักใคร่นับถือทั้งนั้น

เท่าที่กระผมเรียนมานี้ ขอท่านเจ้าคุณได้ทราบไว้ด้วย

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

นายสิบตำรวจโท คำ สิทธิวงศ์

๙๒. บันทึกของ นางส่าหรี ทินกร ณ อยุธยา

บ้านสามภูมิ ถนนสาทร

นางบุญเรือนเป็นเพื่อปฏิบัติธรรมกับนางฟัก พยัคฆาภรณ์ มารดาข้าพเจ้า และรักใคร่สนิทสนมกันมาก ในขั้นต้นแห่งการปฏิบัติจนได้สมาธิด้วยกันแล้ว มารดาและข้าพเจ้าไปประเทศจีนทั้งสองคน ประสงค์จะฝึกฝนและสอบข้อปฏิบัติกันในทางกัมมัฏฐาน เมื่อกลับมาต่างก็พิสูจน์ข้อปฏิบัติซึ่งได้จดจำกันไว้คนละฝ่าย ก็ปรากฏถูกต้องตรงกันเป็นความจริง มารดาข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสมาก จนถึงสละกิจกังวลออกจากบ้านไปบวชเป็นชีอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์

ก่อนไปประเทศจีน ทั้งสองคนนั่งกัมมัฏฐานอยู่ที่บ้าน ปรากฏมีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จปาฏิหาริย์มาตกลงในพานดอกไม้ เสียงกระทบพานดอกไม้ ทั้ง ๒ ออกจากกัมมัฏฐานแล้วตรวจดูในพานก็พบพระบรมธาตุ มีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวสารหักยาวสีนวลๆ (บัดนี้มีสีเหลืองมากขึ้น)

พอมาถึง พ.ศ. ๒๔๗๖ มารดาข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคไตพิการ บรรดาบุตรและญาติได้อ้อนวอนให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านสามภูมิ สาธร ป่วยอยู่ ๓ เดือน ก็ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ และดำรงสติอยู่ตลอดกาลอวสาน

ในตอนเช้าของวันที่ถึงแก่กรรม ญาติผู้ใหญ่เห็นอาการเพียบหนัก ก็เข้าไปบอกหนทาง (เพื่อให้ไปสู่สุคติ หรือพระนิพพาน) คนไข้ก็บอกว่า "ยัง" ตอนเย็น เข้ามาบอกอีก คนไข้ก็บอกว่า "ยัง" อีก

เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. (๒ ทุ่ม) วันนั้น แม่บุญเรือนพร้อมด้วยสามีและบุตรเลี้ยงได้มาเยี่ยม เห็นคนไข้กำลังลืมตา และมีอาการคล้ายจะประสงค์หรือระลึกอะไรอยู่ จึงได้พูดกับคนไข้ว่า "มาแล้ว" ทันใด แม่บุญเรือนก็ขอให้ญาติจัดดอกไม้ธูปเทียนลงมาใส่ในมือคนไข้ และจับมือพนมขึ้นไว้บนหน้าอก ทันทีคนไข้ก็หลับตาและสิ้นใจในเวลา ๒ ทุ่มเศษๆ นั้นเอง

ญาติบางคนได้ถามแม่บุญเรือนว่า เหตุใดจึงทราบและมาทันก่อนเวลาสิ้นใจ แม่บุญเรือนได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่อุบาสิกาฟักถึงแก่กรรมว่า เวลาใกล้ค่ำวันนั้น ได้รับประทานอาหารเย็นอยู่กับสามีและบุตรสาว ทั้งสามีและบุตรสาวเห็นมีมือมาจับไฟฟ้าแก่วงไปมา ก็ได้บอกให้คุณแม่บุญเรือนทราบ ครั้นอิ่มข้าวแล้ว แม่บุญเรือนมานั่งใกล้หน้าต่างห้องเพื่อรับประทานหมาก ก็ได้เห็นมือลอดช่องหน้าต่างมากวักเรียก ก็ทราบว่าเป็นมือของอุบาสิกาฟัก จึงได้พร้อมกันมาเยี่ยม แล้วพูดกันว่า "เห็นจะเป็นนิมิตที่จะได้เห็นกันเป็นครั้งสุดท้าย

ทั้งนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ดวงจิตของผู้เจริญกัมมัฏฐานเป็นอย่างประณีตบริสุทธิ์ผ่องใสโดยแท้จริงแล้ว ย่อมเลิศกว่าจิตใจธรรมดาสามัญ สามารถอยู่ในบังคับของผู้ปฏิบัติได้จริง

ดิฉันขอมอบถวายเรื่องนี้ไว้กับท่านเจ้าคุณรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เคารพนับถืออย่างสูงของมารดาข้าพเจ้า ก็โดยเข้าใจว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับสาธุชนผู้ใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจริญสมถะกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน และขอขอบพระคุณแม่บุญเรือน ผู้เป็นทั้งมิตรที่ดีและมีอุปการคุณแก่มารดาข้าพเจ้า ตลอดจนตัวข้าพเจ้า ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

สาหรี่ ทินกร ณ อยุธยา

๙๒. คุณนายลิ้นจี่ ฤษาภิรมณ์

วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่

๑/๑๐/๒๔๙๑

เมื่อกลางเดือน ๘ (ก.ค.) พ.ศ. ๒๔๙๑ คุณบุญเรือนได้มาพักอยู่กับดิฉันที่บ้านพัก ต่อมาเดือน ๘ ข้างแรม ได้เห็นคุณบุญเรือนนำเอาดอก “บัวตั๋น” ที่เหี่ยวแล้วมา ๒ ดอก และคุณบุญเรือนบอกว่าจะอธิษฐานให้บาน ส่วนดิฉันและคุณนายเจียร ก็บอกว่ามันบานไม่ได้แล้วเพราะไม่เคยเห็น แต่คุณบุญเรือนบอกว่า ยายหมอนี่(ทำให้)บานได้ ระยะสวดมนต์แล้วประมาณ ๒ ทุ่มเศษ ก็เห็น ดอก "บัวตั๋น" ที่เหี่ยวทั้ง ๒ ดอกนั้น บานขึ้นมาอย่างงดงาม ดอกหนึ่งบานเต็มที่ อีกดอกหนึ่งบานพอสมควร และมีกลิ่นหอมด้วย จึงให้คุณนายเจียรดู คุณนายเจียรก็บอกว่าไม่เคยเห็นอย่างนี่เลย สำหรับดิฉันก็ไม่เคยเห็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่ก็มีความสงสัยอยู่ บางทีจะมีวิธีเล่นทางปรอทก็เป็นได้

คุณบุญเรือนพักอยู่กับดิฉัน ๑๙ วัน แล้วย้ายไปอยู่บ้านบ้านพักที่ีปลูกใหม่ ห่างจากบ้านอิฉันประมาณ ๑๐ วาเศษ ต่อมาวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ (วันที่ ๒ กันยายน ๒๔๙๑) ดิฉันมีโอกาสเห็นดอก “บัวตั๋น” ที่กุฏิพระท่านบานแล้วและเด็ดวางไว้ ๓ ดอกเหี่ยวแล้ว และได้ที่ต้นอีก ๒ ดอกก็เหี่ยวเหมือนกัน ดิฉันจึงนำมาอธิษฐานดูบ้างว่าจะบานได้หรือไม่ ก็เริ่มอธิษฐานดูบ้างแล้ว แต่กลับได้รับตอบจากคุณบุญเรือนว่า คุณพี่อธิษฐานได้เหมือนฉันหรือ ส่วนดิฉันก็ตอบไปว่า ดิฉันจะลองอธิษฐานดูบ้าง เพราะคำอธิษฐานนี้เป็นของกลาง ใคร ๆ ก็อธิษฐานได้ ใจไม่ได้คิด เห็นเขาขึ้นคานหามไม่ได้เอามือประสานก้น เมื่อพูดเสร็จอิฉันก็มาที่พัก

พอใกล้จะสวดมนต์เย็นก็มีฝนตกมาพอสมควร ในเวลาฝนตกมานี้ คุณบุญเรือนได้มาหาดิฉัน เพื่อมาสวดมนต์เย็น และบอกให้ดิฉันตรวจตัวท่านว่าดิฉันเปียกไหม ครั้นแล้วดิฉันก็ได้ตรวจดูโดยใช้มือลูบตามตัวและศีรษะคุณบุญเรือน ตลอดจนพิจารณาเสื้อผ้า ก็ไม่เห็นมีเปียกที่ตรงไหนเลย เมื่อระลึกได้ตอนนี้ดิฉันจึงขออโหสิกรรม ถ้าพลาดพลั้งอะไรด้วยกายหรือวาจาใจ เพราะดิฉันคิดว่าคุณบุญเรือนนี้เล่นปรอท

ในเวลาใกล้ ๆ กันนั้น คุณนายบุญช่วยก็มาที่บ้านเพื่อสวดมนต์ ซึ่งห่างประมาณ ๒ วาเศษ เมื่อขึ้นมาแล้วดิฉันก็ได้ตรวจดูก็เห็นเปียกฝน ต่อมาลงมือสวดมนต์สักประเดี๋ยว คุณนายเจียรก็มาอีกและเลยสวดมนต์จนจบ ดิฉันจึงได้ตรวจดูคุณนายเจียรก็เปียกชุ่มอยู่

เมื่อสรุปแล้วจึงเห็นคุณบุญเรือนไม่เปียกฝนเป็นของแน่นอน เพราะท่านทั้งสองคนนั้นอยู่ใกล้กว่าก็ยังเปียก ส่วนดอกบัวตั๋นนั้น ๕ ดอกที่ดิฉันอธิษฐานนั้นก็บานขึ้น(แต่)ไม่เต็มที่เหมือนของที่คุณบุญเรือนอธิษฐาน

ต่อมาวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ ดิฉันให้เด็กมาขุดหน่อกล้วยที่ข้างบ้านพักคุณบุญเรือน พอขุดไปได้ ๒ หน่อก็แหงนดูปลีกล้วย ก็เห็นปลีกล้วยโผล่ออกมาสูงได้สักคืบหนึ่ง คุณบุญเรือนก็ห้ามว่า มันออกปลีแล้ว จะขุดมันทำไม ดิฉันก็ขุดออกอีก ๓ หน่อ รวมเป็น ๕ หน่อ เหลือไว้อีก ๑ หน่อ ดิฉันก็แหงนขึ้นไปดูปลีกล้วยอีก คราวนี้เห็นยาวยื่นโค้งออกมาอย่างอัศจรรย์ ซึ่งตามปกติจะยาวออกมาอย่างผิดสังเกตไม่ได้

ต่อมาวันอังคารที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ ดิฉันเดินมาหาคุณบุญเรือนที่บ้านพัก เวลาเช้าประมาณ ๘ น.เศษ เห็นถือไม้ราวตากผ้าอยู่ และคุณบุญเรือนได้เรียกดิฉันว่า "คุณพี่จี่ ฉันจับเต่าได้แล้ว" ดิฉันจึงมองดูเห็นน้ำในหนองหน้าบ้านยังกระเพื่อมอยู่ เห็นเปลือกมะพร้าว น้ำทุ่งทะลุ (น้ำทุ่ง เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ยาด้วยชัน ลักษณะคล้ายกรวยหงาย มีหูทำ ด้วยไม้สำหรับตักน้ำ สาวขึ้นมาจากบ่อน้ำ) พานทะลุ ไปกองอยู่บนกองหญ้าแห้งที่ลอยอยู่ในหนอง ซึ่งห่างจากตลิ่ง ๒ วาเศษ ซึ่งวางของเหล่านี้ไว้โดยเรียบร้อย จึงได้เฉลียวใจว่า เอาไปไว้ได้เร็วอย่างไร น้ำก็ยังกระเพื่อมอยู่ จึงได้พิจารณาตามเท้าและร่างกาย ไม่เห็นมีเปียกมีเปื้อนตรงไหน ดิฉันจึงขอไม้ราวมาลองพาดดู ก็ไม่ถึงกอหญ้านั้น เพราะยังห่างอยู่ประมาณอีก ๒ ศอกเศษ เมื่อสรุปแล้ว ก็เป็นของแปลกประหลาดอีก เพราะตามธรรมดาจะลงไปก็ต้องเปียก โดยดิฉันเป็นผู้อยู่ก่อนย่อมทราบสถานที่ได้ดี เพราะน้ำตอนนั้นลึก ถ้าไปยืนตอนนั้นก็จะลึกประมาณเพียงเข่า จึงเชื่อแน่ว่า คุณบุญเรือนนี้มีอิทธิฤทธิ์ทำได้ตามหลักของพระพุทธศาสนา

ระหว่างคุณบุญเรือนดูช่างไม้ปลูกเรือนพักที่วัดเจดีย์หลวง ดิฉันได้ตัดต้นยอ ๒ กิ่ง และทิ้งไว้ ๒๐ กว่าวันแล้ว คุณบุญเรือนก็นำกิ่งยอที่ทิ้งนั้นทั้ง ๒ กิ่ง มาปักไว้หน้าเรือน แล้วเอาตำลึงมาปลูกให้ขึ้นพันกิ่งยอทั้งสอง แต่อีกกิ่งหนึ่งต้นตำลึงก็ไม่ขึ้นกิ่งยอก็ผุ อีกกิ่งหนึ่งสูงกว่าต้นตำลึงก็ขึ้นงามถึงยอดกิ่ง ที่ปักกิ่งยอนี้ปักได้เดือนเศษ บังเอิญน้ำท่วมที่ตัดต้นยอเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ แทนที่กิ่งยอนั้นจะผุอีก กลับงอกแตกใบอ่อนสี่ชั้นยอด ดูคล้าย ๆ กับกล้วยที่ออกปลี คือพอเห็นก็มีใบออกมา ๔ ใบ ๔ ชั้น ๕ ยอดทีเดียว ตามธรรมดาดิฉันมาทุกวัน คุณบุญเรือนก็ชี้ให้ดูต้นตำลึง บางคราวก็เอาลูกตำลึงต้นอื่นมาแขวนให้พิจารณา ตามธรรมดาดิฉันก็เคยพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ อยู่เสมอ แล้วคุณบุญเรือนก็ให้พิจารณาต้นยอ คือ ตัดเสียแล้วซึ่งสรรเสริญเยินยอ และพิจารณาตำลึง คือ ตำลึงหนึ่ง ๔ บาท ก็เทียบกับอิทธิบาท ๔ เพราะเหตุนี้ดิฉันจึงได้ดูอยู่เสมอ และเห็นแปลกอีก จึงได้บันทึกไว้เพื่อพิจารณาในหลักธรรมะต่อไป

ลิ้นจี่ ฤษาภิรมณ์

๙๔. บันทึกของ คุณนายแดง ชัวย่งเสง

 “บ้านเจริญพายัพ” เชียงใหม่

๒/๑๐/๒๔๙๑

วันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๙ เป็นเดือน ๑๑ เหนือ พ.ศ. ๒๔๙๑

ตอนเย็น ๖ โมง คุณนายจี่ (คุณนายลิ้นจี่ ฤษาภิรมณ์) ได้มาที่บ้านพักคุณแม่บุญเรือนที่ดิฉันได้มาอยู่ด้วย และได้บอกว่า วันนี้ดิฉัน (คุณนายลิ้นจี่) ได้นำดอก “บัวตั๋น” มา ๕ ดอก เพื่อจะอธิษฐานให้บานเป็นการส่วนตัว ว่าจะเรียนสำเร็จไหม ถ้าสำเร็จขอให้ดอกไม้บาน อธิษฐานอย่างนี้ ได้ยินคุณบุญเรือนตอบว่า คุณพี่อธิษฐานได้อย่างดิฉันหรือ เห็นเขาขึ้นคานหาม อย่าเอามือประสานก้น*  แต่คุณนายจี่ก็บอกว่าอธิษฐานดูบ้าง ไม่ใช่เอามือประสานก้นอย่างเขา การอธิษฐานเป็นของกลาง ใครจะอธิษฐานก็อธิษฐานได้ เมื่อพูดดังนี้แล้วก็ไป

ก่อนสวดมนต์ฝนได้ตกลงมา คุณแม่บุญเรือนบอกว่าจะไปสวดมนต์ แต่ดิฉันเห็นว่ากลัวจะเปียกฝน จึงให้บุตรสาวของดิฉันหยิบร่มมาให้ แต่คุณแม่บุญเรือนไม่ยอมรับเอาไป แล้วกลับมาตีอิฉันเข้าให้หนึ่งที แล้วก็มาบอกว่า อย่ามาสงสารดิฉันจะเสีย พูดเช่นนั้นแล้วก็ลงบันไดไป ส่วนร่มนั้นดิฉันก็ให้ลูกสาวกางกลับไป ต่อมาดิฉันจึงได้ตรวจตามร่างกายจนตลอดถึงศีรษะก็ไม่เห็นเปียก และทั้งเอาไฟฉายส่องดูตลอดเสื้อผ้า ทั้งได้จับดูด้วยก็ไม่เห็นเปียกฝน เพราะตอนขาไปอิฉันดูเดินตากฝนไป เป็นเหตุให้สงสัย ตอนขากลับมาอิฉันจึงได้ตรวจดู ก็สมดังที่คิด

ต่อมา วันอังคารที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ ตอนเช้าดิฉันหุงข้าวอยู่ในครัว ส่วนคุณแม่บุญเรือนไปปอกมะพร้าวอยู่หน้าบันไดที่พัก พอเสียงหยุดปอกมะพร้าวแล้ว ก็ได้ยินคุณแม่บุญเรือน เรียกคุณนายจี่ว่า ดิฉันจับเต่าได้แล้ว ดิฉันก็ลุกขึ้นไปดูที่หน้าบ้าน เห็นเต่าอยู่ในมือคุณแม่บุญเรือนและถือไม้ราวตากผ้าด้วย แล้วดิฉันจึงมองไปที่กองหญ้าแห้งซึ่งลอยอยู่ในหนองน้ำ เห็นเปลือกมะพร้าวที่ปอกแล้วที่ใส่อยู่ในน้ำทุ่งที่ทะลุ (น้ำทุ่ง เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ยาด้วยชัน ลักษณะคล้ายกรวยหงาย มีหูทำ ด้วยไม้สำหรับตักน้ำ สาวขึ้นมาจากบ่อน้ำ) และ พานทะลุ ไปกองอยู่บนหญ้าแห้งอย่างเรียบร้อย

ครั้นแล้วดิฉันก็ตรวจดูที่เท้าและที่อื่น ๆ ก็ไม่เห็นมีเปียกเลย และเห็นคุณนายจี่ลองเอาไม้ราวตากผ้ายื่นไปเขี่ยที่กองหญ้าแห้งที่ลอยน้ำนั้นก็ไม่ถึง ยังห่างอยู่ประมาณ ๒ ศอกเศษ ทั้งน้ำตอนนั้นก็ลึกเพราะเป็นแอ่งเก่าอยู่ เมื่อสังเกตดูที่กองหญ้า ก็เหมือนกับมีรอยเท้าสองข้างเหยียบบนกองหญ้าแห้งนั้น กองหญ้านี่สมมุติว่าคนจะไปยืนก็คงไม่ได้ เพราะหญ้าฟูลอยน้ำขึ้นมา ทั้งกองหญ้านั้นก็ไม่ใหญ่พอที่จะทานน้ำหนักเด็ก ๆ ได้

รุ่งขึ้นคุณแม่บุญเรือนจึงเอาอิฐขว้างไปที่กองหญ้าแห้งนั้น หญ้านั้นก็แตกกระจายไป

ระหว่างที่ดิฉันมาอยู่ได้หนึ่งเดือนกับเก้าวัน ก็ได้เห็นคุณแม่บุญเรือนนี้ปฏิบัติในสัจจะมั่นคง ละเอียดถี่ถ้วน ยากที่ผู้ใดจะทำได้เช่นนี้ อิฉันก็พึ่งพบผู้ทำจริงอย่างแน่นอน เท่าที่ดิฉันได้ปฏิบัติมาก็ยังไม่ละเอียดเท่า จึงยังพยายามเรียนต่อไปเท่าที่จะทำได้ และได้อยู่ต่อมา ๓ เดือนเศษจึงได้กลับบ้าน

ลงชื่อ แดง ชัวย่งเสง

๙๔. บันทึกของ คุณครูสีนวล พันธพงษ์

ร.ร. ราษฎร์ ตำบลสันป่าข่อย เชียงใหม่

๑๕/๒/๙๒

เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นวันพุธ ดิฉันไปหาคุณแม่บุญเรือน พบคุณแม่กำลังคั้นกะทิอยู่ เพื่อจะเคี่ยวน้ำมันให้คุณปราณี ดิฉันก็ได้ช่วยคุณแม่เท่าที่จะช่วยได้เล็กๆ น้อยๆ และก่อนที่คุณแม่จะเริ่มเคี่ยวน้ำมันนั้น คุณแม่ได้บอกว่าจะบ่มกล้วยด้วย แล้วคุณแม่ก็ลงมือคนกะทินั้น และดิฉันก็สงสัยว่าจะบ่มได้อย่างไร  เพราะเตาที่ตั้งกระทะน้ำมันก็ห่างจากโคนต้นกล้วยวาเศษ  และต้นกล้วยนั้นก็สูงด้วย ความร้อนจะถึงไม่ได้เลย จึงได้คอยสังเกตอยู่เรื่อยๆ ขณะคุณแม่กำลังคนกะทิอยู่ บางครั้งก็แหงนดูผลกล้วยเสียครั้งหนึ่งดิฉันก็แหงนตามบ้าง และได้จับตาดูผลกล้วยอยู่เนืองๆ ทีแรกก็เห็นผลกล้วยมีสีเขียวสดอยู่ ต่อมาก็ได้เห็นผลกล้วยนั้นมีสีขาวๆ หม่นๆ จึงทำให้คิดว่า ท่าจะเหลืองตามที่คุณแม่บ่มแล้วกระมัง พอคุณแม่คนน้ำมันได้ประมาณสักชั่วโมงเศษ พอเป็นน้ำมัน คุณแม่ก็สั่งให้ยกลง ดิฉันก็ยกลงตามคุณแม่สั่ง เมื่อยกลงเสร็จแล้วก็แลเห็นกล้วยสุก มีสีเหลืองๆ ๒ ผล หวีล่าง พอรุ่งขึ้นดิฉันได้ไปอีก ก็เห็นกล้วยนั้นสุกเพิ่มอีก ๔ ผล รวมเป็น ๖ ผลด้วยกัน ดิฉันจึงมีสติระลึกได้ว่า การพูดจริงทำจริง  ย่อมได้ผลจริง อย่างที่ปรากฏแก่ตาของดิฉันนี้ จึงทำให้ดิฉันรีบบันทึกไว้ เพื่อจะได้เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจตนเองให้รีบปฏิบัติตาม เพราะในวันที่ ๒ ของกล้วยสุก ดิฉันถามคุณแม่ลิ้นจี่ว่าแปลกไหม คุณแม่ลิ้นจี่ได้ตอบว่า “การที่กล้วยสุกนี้ ก็เพราะมันถึงคราวที่จะสุก มันก็สุกได้ การอย่างนี้มันเป็นธรรมดา ไม่แปลกอะไร ต้นโน้นออกทีหลังตั้งเดือนเศษ ถ้าสุกได้จึงจะแปลก” แต่ตอนเย็นวันนั้นเอง คุณแม่ลิ้นจี่ก็ไปเห็นกล้วยอีกต้นหนึ่ง ซึ่งออกผลทีหลังต้นแรกตั้งเดือนกว่าพลอยสุกไปด้วย ครั้นดิฉันไปถัดอีกวันหนึ่งก็ไม่เห็นกล้วยทั้ง ๒ ต้น กล้วยทั้งสองต้นนี้อยู่ห่างกันวาเศษ เขาตัดเสียแล้ว ดิฉันจึงเรียนถามคุณแม่บุญเรือน คุณแม่ว่าตัดแล้ว เพราะต้นโน้นมันก็สุกเหมือนกัน แต่สุกผลเดียว ติฉันจึงได้เขียนตามที่ได้รู้ได้เห็นมาอย่างข้างบนนี้

ศรีนวล พันธพงษ์

หมายเหตุ กล้วยสองเครือนี้ เมื่อตัดแล้ว คุณเชื้อได้นำไปบ่มไว้ ๙ วัน และคุณแม่บุญเรือนได้เอาไปบ่มไว้อีก ๒ วัน จึงได้สุก รวมเป็น ๑๑ วัน จึงได้นำไปเลี้ยงพระ ในวันฉลองพระปรีดี ในวัดเจดีย์หลวง ตามธรรมดากล้วยที่สุกคาเครือแล้วมาใส่โอ่งบ่มอีกตั้งหลายวันอย่างนี้กล้วยต้องงอม แต่กล้วยที่เลี้ยงพระนี้สุกพอดีไม่งอม จัดว่าแปลกกว่าธรรมดาจึงบันทึกไว้