#echo banner="" พุทธชยมงคลคาถาบรรยาย (๗) สมเด็จพระญาณสังวร/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธชยมงคลคาถาบรรยาย (๗)

พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

จะแสดงพุทธชยมงคลคาถาที่ ๗ ซึ่งสวดว่า

นนฺโทปนนฺทภุชคํ วิพุธํ มหิทฺธึ

ปุตฺเตน เถรภุชเคน ทมาปยนฺโต

อิทฺธูปเทสวิธินา ชิตวามุนินฺโท

ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

แปลยกศัพท์ว่า

มุนินฺโท

พระจอมมุนี

ปุตฺเตน

ทรงโปรดให้พระโมคคัลลานเถระพทุธชิโนรส

เถรภุชเคน

ผู้เป็นพระเถระเหมือนอย่างภุชงค์คือนาค

ทมาปยนฺโต

ไปทรมาน

นนฺโทปนนฺทภุชคํ

ซึ่งภุชงค์ คือ นาคชื่อว่านันโทปนันทะ

วิพุธํ

ผู้มีความรู้ผิด

มหิทฺธึ

มีฤทธิ์มาก

อิทฺธูปเทสวิธินา

ด้วยวิธีใช้ฤทธิ์

ชยมงฺคลานิ

ขอชัยมงคลทั้งหลาย

ภวตุ

จงมี

เต

แก่ท่าน

ตนฺเตชสา

ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

เรื่องนี้อ้างถึงพญานาคชื่อนันโทปนันทะ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้โปรดให้พระโมคคัลลานเถระไปทรมานด้วยวิธีใช้ฤทธิ์ เรื่องนาคนี้ตามที่แสดงไว้ในอรรถกถาเป็นโอปปาติกะจำพวกหนึ่ง คือเป็นจำพวกลอยเกิด ที่มีแสดงด้วยความเชื่อกันมาตั้งแต่เก่าก่อนความบังเกิดขึ้นแห่งพุทธศาสนาว่ามีลักษณะเป็นงูพิเศษมีหงอน หรือจะเรียกว่างูหงอนและอันที่จริงคำว่า นาคะหรือนาคนี้ พระอาจารย์ผู้แสดงศัพท์ได้แสดงไว้ว่า มาจากคำว่า นะคะ ที่แปลว่าภูเขา มาเป็นนาคะ แปลว่า ชาวเขา ใช้เป็นชื่อของช้างก็ได้ ซึ่งอาจจะแปลว่าสัตว์ที่มีร่างกายใหญ่ดุจภูเขา ใช้เป็นคุณศัพท์สำหรับแต่งนามให้ทราบลักษณะพิเศษก็ได้ แปลว่าผู้มีอาการดุจภูเขา ซึ่งถือเอาใจความว่าเป็นผู้ประเสริฐ ผู้ยวดยิ่ง ในอินเดียใช้เป็นชื่อของมนุษย์เผ่าหนึ่ง ในบัดนี้ส่วนมากอยู่ในแคว้นอัสสัมของอินเดียและในบริเวณหมู่ภูเขานาคะ สำหรับที่ใช้เป็นชื่อของงูหงอนที่เรียกว่านาค หรือที่เราเรียกว่าพญานาค และพวกนี้กล่าวกันว่า เป็นบริวารของท้าววิรูปักขะ ซึ่งเป็นมหาราชผู้เป็นโลกบาลทิศตะวันตก อันเป็นที่เชื่อถือนับถือกันมาตั้งแต่เก่าก่อนพุทธกาล และก็ติดมาเล่าในพุทธศาสนาที่แสดงถึงว่า นาคที่มีฤทธิ์มากชื่อว่านันโทปนันทะ วันหนึ่งได้เข้าไปอยู่ในข่ายแห่งพระญาณของพระพุทธเจ้าซึ่งทรงตรวจดูสัตว์โลกผู้ซึ่งมีอุปนิสัยที่จะเสด็จไปโปรดได้ในวันนั้น นันโทปนันทนาคก็เข้าไปในข่ายแห่งพระญาณ ซึ่งทรงทราบว่านาคนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย และพระโมคคัลลานะสามารถที่จะปลดเปลื้องเขาออกจากมิจฉาทิฏฐิได้ จึงได้เสด็จไปด้วยฤทธิ์สู่ที่อยู่ของนันโทปนันทนาคนั้นพร้อมพระสาวกทั้งหลาย และเมื่อพญานาคได้เห็นพระพุทธเจ้าและหมู่พระสาวกเสด็จไปผ่านที่อยู่ของตน ก็แสดงฤทธิ์ ก็โปรดให้พระโมคคัลลานเถระแสดงฤทธิ์ปราบ พญานาคก็แพ้ฤทธิ์ของพระโมคคัลลานะ และได้ขอถึงท่านพระโมคคัลลานะเป็นสรณะ ท่านพระโมคคัลลานะก็บอกว่าขอให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จมาด้วยแล้ว ก็ได้พานาคไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พญานาคก็กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสอวยพรให้นาคราชมีความสุข

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าในคัมภีร์อรรถกถาฉะนั้น จะได้มาอย่างไรก็ยากที่จะทราบได้ แต่ว่าเกี่ยวกับเรื่องแสดงฤทธิ์นี้ก็ได้มีแสดงไว้ในหลักธรรมในพุทธศาสนา คือในหมวด วิชชา ๓ หรือว่า ญาณ ๓

หนึ่ง ปุพเพนิวาสญาณ รู้ระลึกบุพเพนิวาส คือ นิวาสที่อาศัยในปางก่อนได้ คำว่านิวาสนี้ แปลว่าที่อาศัย บ้านก็เรียกว่า นิวาส ดังคำว่า สวางคนิวาส เพราะฉะนั้น ปุพเพนิวาสญาณ ญาณที่เป็นเหตุให้ระลึกถึงนิวาสในปางก่อนได้ ก็คือระลึกถึงบ้านเก่าได้ ซึ่งหมายถึงขันธ์อันเป็นที่อาศัยอยู่ในปางก่อน ซึ่งกล่าวสั้นเพื่อเข้าใจง่ายก็คือ รู้ ระลึกชาติได้ เรียกให้เต็มที่ว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือรู้ระลึกชาติหนหลังได้ สอง จุตูปปาตญาณ รู้จักจุติคือความเคลื่อนจากชาติหนึ่ง ๆ อุปปสตะคือความเข้าถึงชาติหนึ่ง ๆ ว่าเป็นไปตามกรรม และ สาม อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น ทั้งสามนี้เรียกว่า วิชชา ๓ หรือ ญาณ ๓

อีกหมวดหนึ่ง อภิญญา ๖ อภิญญา แปลว่า รู้ยิ่ง ก็คือ

อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพยโสต หูทิพย์ เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ ทิพยจักขุ ตาทิพย์อีกชื่อหนึ่งก็เรียกว่า จุตูปปาตญาณ ดังกล่าวในข้อวิชชา ๓ และ อาสวักขยญสณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น

สำหรับท่านผู้ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาซึ่งได้ปฏิบัติทางสมาธิมาจนได้อัปปนาสมาธิ บรรลุถึงฌาน คือ รูปฌาน อรูปฌาน หรือรูปสมาบัติ อรูปสมาบัติ และบำเพ็ญวิปัสสนาต่อ ได้บรรลุมรรคผล จนถึงเป็นพระอรหันต์ในที่สุด บางพวกก็ได้วิชชา ๓ บางพวกก็ได้อภิญญา ๖ บางพวกก็ได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ได้อภิญญา ๖ ก็เท่ากับได้ทั้ง ๒ อย่าง เพราะว่า วิชชา ๓ นั้นก็รวมอยู่ในอภิญญา ๖ ด้วย อภิญญา ๖ นั้นก็เพิ่มเข้าอีก ๓ ข้อ คือมีวิชชา ๓ เป็นหลัก และเพิ่มอีก ๓ คือ อิทธิวิธิ ทิพยโสต และ เจโตปริยญาณ ก็เป็นอภิญญา ๖

อีกอย่างหนึ่งแสดงไว้ในหมวดวิชชา ๘ คือ หนึ่ง วิปัสสนาญาณ ญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา สอง มโนมยิทธิ ฤทธิ์แห่งมโนมัยกาย คือ ถอดมโนมัยกายออกจากกายนี้ได้ สาม อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ สี่ ทิพยโสต หูทิพย์ ห้า เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น หก ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ เจ็ด ทิพยจักขุ ตาทิพย์ แปด อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น

วิชชา ๘ นี้ก็คืออภิญญา ๖ นั่นแหละเติมเข้าอีก ๒ ข้อ คือเติมข้อวิปัสสนาญาณและมโนมยิทธิ มโนมยิทธินี้ควรจะอธิบายให้ทราบอีกสักหน่อยหนึ่งที่แปลว่า ฤทธิ์แห่งมโนมัยกาย คือ ฤทธิ์โดยการใช้มโนมัยกาย พระพุทธเจ้าที่เสด็จไปโปรดพระสาวกก็ดี ที่เสด็จไปในที่ใดที่หนึ่งก็ดี ท่านแสดงว่าเสด็จไปด้วยกายเนื้อนี้บ้าง เสด็จไปด้วยมโนมัยกายบ้าง เสด็จไปด้วยกายเนื้อนั้นก็คือเสด็จไปอย่างปกติธรรมดาด้วยกายนี้ ดังที่เสด็จไปนั่นไปนี่อยู่โดยปกติ ส่วนข้อที่ว่าเสด็จไปด้วยมโนมัยกายนั้น คือไปด้วยกายซึ่งสำเร็จจากมโน คือใจ คำว่ามโนมัย แปลว่าสำเร็จด้วยใจ หรือเกิดจากใจ มโนมัยกาย ก็คือกายที่สำเร็จด้วยใจ เกิดด้วยใจ หรือเกิดจากใจ มโนมัยกายนี้ไม่ใช่เป็นกายเนื้อ แต่เป็นกายที่ไม่ปรากฏสรีระ คือรูปร่าง เช่นเดียวกับมโนคือใจ หรือ จิต ซึ่งไม่มีสรีระ คือรูปร่างปรากฏ แต่ท่านแสดงว่าเป็นกายที่มีอินทรีย์สมบูรณ์ ไม่บกพร่อง อันหมายความว่า มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีมนะ คือใจ อันเรียกว่าอินทรีย์ ๖ คือเมื่อมโนมัยกายนี้ออกไปก็เหมือนอย่างมีตาที่เห็นอะไรได้ มีหูที่ได้ยินอะไรได้ มีจมูกที่ได้กลิ่นอะไรได้ มีลิ้นที่รู้รสอะไรได้ มีกายที่ถูกต้องอะไรได้ มีมโนคือใจที่รู้เรื่องอะไรได้ เหมือนอย่างนั้น และกายเนื้อก็คงอยู่ที่เดิมนั้นเอง เหมือนอย่างว่าประทับอยู่ในพระคันธกุฎีที่พระเชตวัน กายเนื้อก็คงอยู่ที่นั้น แต่มโนมัยกายนี้ออกไป ดังเช่นที่มีแสดงว่าพระเถระบางรูปนั่งทำวิปัสสนาจนใกล้ที่จะบรรลุมรรคผล พระพุทธเจ้าทรงทราบ และก็ได้ทรงทราบว่า ถ้าได้เสด็จไปโปรดแสดงธรรมแนะนำอีกเพียงเล็กน้อย พระสาวกรูปนั้นก็จะได้ปัญญา บรรลุมรรคผลได้โดยสะดวกทีเดียว จึงได้เสด็จไปโปรดเหมือนอย่างที่ไปประทับจำเพาะหน้าพระสาวกรูปนั้น และพระสาวกรูปนั้นก็เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จไปและทรงแสดงธรรมสั่งสอน ก็เหมือนอย่างว่า แสดงด้วยพระโอษฐ์นี่แหละ และพระสาวกรูปนั้นก็ได้ยินที่ทรงสั่งสอน เห็นเหมือนกับที่สั่งสอนด้วยหูนี่แหละ แต่อันที่จริง พระพุทธเจ้าที่เห็นนั้น เป็นมโนมัยกายของพระพุทธเจ้าที่เสด็จไป และเมื่อตรัสสอนด้วยข้อความสั้น ๆ แล้วก็เสด็จกลับ คือเสด็จออกไป หายไปจากที่นั้น มโนมัยกายนั้นก็กลับมาสู่กายเนื้อ ในบางคราวที่มีเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปในเทวโลก ท่านก็แสดงว่าเสด็จไปด้วยมโนมัยดังกล่าว และเรื่องมโนมัยกายนี้สำหรับท่านผู้ที่ได้มโนมยิทธิย่อมสามารถที่จะทำได้ คือถอดมโนมัยกายออกไปสู่ที่นั่นสู่ที่นี่ได้ แล้วก็กลับเข้ามา ในขณะมี่มโนมัยกายออกไปนั้น กายเนื้อก็ไม่ตาย ก็คงมีชีวิตอยู่ แต่เหมือนอย่างว่าไม่มีใจครองอยู่ เพราะว่าใจนั้นออกไป และเมื่อมโนมัยกายกลับเข้ามา ใจก็กลับมาครองกายเนื้อนี้อยู่ตามเดิม

ในสมัยปัจจุบันนี้ เจ้านายพระองค์หนึ่ง ท่านปฏิบัติทางกรรมฐานมาก ปละได้ทรงเรียกมโนมัยกายนี้ว่า กายทิพย์ คู่กับกายเนื้อ บุคคลที่ทำสมาธิได้ดี และได้เคยอบรมมาในทางนี้ในอดีต ก็สามารถที่จะถอดกายทิพย์ออกจากกายเนื้อนี้ไปในที่ใดที่หนึ่งได้ ก็คือว่าได้มโนมยิทธิข้อนี้ และบางคนแม่ในบัดนี้ที่เคยมีอุปนิสัยเคยอบรมมา ก็ปรากฏว่าทำได้ดีก็มีอยู่ เท่าที่ได้รู้จักเร็ว ๆ นี้ก็ยังมีคนหนึ่ง กำลังเป็นนักเรียนนายทหารอากาศ ก็บอกว่า กายทิพย์ชอบออกไปในบางครั้งบางคราว เช่น ในครั้งหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เข้านอน และเมื่อนอนก็รู้สึกว่าตัวเองลุกขึ้นนั่ง แต่ว่าตัวเองที่ลุกขึ้นนั่งนั้น มองไปก็ได้เห็นกายเนื้อของตนเองนอนอยู่ จนรู้สึกว่าตัวเองที่ลุกขึ้นนั่งนั้นก็คือกายทิพย์ที่ออกไป และก็ได้พยายามที่จะให้กายทิพย์ที่ออกไปนั้นเข้าสู่กายเนื้อตามเดิม ก็กลับลงนอนใหม่ นอนทับลงไปในกายเนื้อของตัวเอง ก็เข้าใจว่าเข้าแล้ว ก็ลองลุกขึ้นมาใหม่ ก็ยังเห็นกายเนื้อของตนเองนอนอยู่อีก ก็แปลว่ายังไม่เข้า ก็ต้องพยายามอยู่เป็นเวลาพักหนึ่ง จึงเข้าได้ เมื่อลองลุกขึ้นนั่งจึงได้รู้สึกว่า กายเนื้อของตนเองลุกขึ้นนั่ง ก็แปลว่าเข้าไปแล้ว สำหรับรายที่เล่านี้ก็ไม่ได้มีความประสงค์จะให้เป็นอย่างนั้น แต่ก็เป็นอย่างนั้น และก็เป็นมาเป็นบางครั้งบางคราว ก็แสดงว่าได้เคยมีอุปนิสัยในทางนี้มาแล้ว นี่เป็นเรื่องของมโนมยิทธิ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ก็ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้เรื่องหนึ่ง เรื่อง ตายเกิดตายสูญ ท่านก็เล่าถึงเรื่องเหล่านี้ไว้หลายเรื่องเหมือนกันอันเป็นสิ่งที่มีอยู่ แม้ในปัจจุบัน บางคนก็ยังเป็นไปได้ และเรื่อง นันโทปนันทนาคนี้เป็นเรื่องที่เล่าติดเข้ามาในอรรถกถาอันท่านแสดงอ้างเป็นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชนะ มาประพันธ์เป็นบทสวดมนต์สำหรับที่จะให้บังเกิดความชนะเป็นชัยมงคลอันเป็นคาถาที่ ๗