#echo banner="" พระพุทธคุณบทว่า ภควา (๖) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระพุทธคุณบทว่า ภควา ()

›››››

สมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วัดบวรนิเวศวิหาร

คัดจากเทปธรรมอบรมจิต

อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ

]

บัดนี้จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

จะแสดงพระพุทธคุณบทว่า ภควา ในความหมายว่า ผู้คบผู้เสพ ผู้กระทำให้มาก ซึ่งธรรมะทั้งหลาย  พระบรมศาสดาได้ทรงได้พระนามว่าภควา ในความหมายดังกล่าว คือเป็นผู้คบ ก็คือดังที่เรียกว่าคบหาสมาคมกับธรรมะ ผู้เสพก็คือผู้ที่ส้องเสพ ก็ความหมายว่าคบหานั่นแหละ ซึ่งธรรมะทั้งหลาย ผู้กระทำให้มาก ก็คือกระทำการคบหาส้องเสพธรรมะทั้งหลาย อันหมายถึงกุศลธรรมทั้งปวง ทรงคบหาส้องเสพกุศลธรรมทั้งปวงอยู่เป็นวิหารธรรม คือธรรมะเป็นเครื่องอยู่ของจิต เป็นส่วนทิพยวิหาร วิหารธรรมที่เป็นทิพย์ พรหมวิหาร วิหารธรรมที่เป็นพรหม อริยวิหาร วิหารธรรมที่เป็นอริยะคือประเสริฐเจริญ

ทรงส้องเสพกายวิเวกความสงัดกายจิตตวิเวกความสงัดจิตใจ อุปธิวิเวกความสงัดกิเลส

ทรงส้องเสพวิโมกข์ความหลุดพ้นอันเป็นสุญญตะวิโมกข์ความหลุดพ้น ด้วยการพิจารณาว่าเป็นอนัตตามิใช่อัตตาตัวตน ว่างจากอัตตาตัวตน อนิมิตตะวิเวกความหลุดพ้นด้วยพิจารณาอนิจจะคือไม่เที่ยง จึงไม่มีความเที่ยง ไม่มีสิ่งเที่ยง เป็นนิมิตหมายในสังขารทั้งหลาย ทรงคบหาส้องเสพ  อัปปณิหิตวิโมกข์  ความหลุดพ้นด้วยพิจารณาว่าเป็นทุกข์ ตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปแห่งสังขาร ... (เทปหมดม้วน)

ทรงรู้แจ่มแจ้งในความว่างจากอัตตาตัวตนในธรรมะทั้งหลาย ทั้งที่เป็นสังขาร และทั้งที่เป็นวิสังขาร มิใช่สังขารคือนิพพาน ทรงรู้ในความที่ไม่มีนิมิต คือไม่มีความเที่ยงที่จะพึงมีนิมิตหมายอยู่ในสังขารทั้งหลาย ทรงรู้ในความที่เป็นทุกข์ไม่มีสุขตั้งอยู่ในสังขารทั้งหลาย ได้ทรงมีวิชชาวิมุติความรู้ความพ้น ซึ่งเรียกว่าความรู้พ้นรวมกันอย่างสั้นๆ เป็นวิหารธรรมคือเป็นธรรมะเป็นเครื่องอยู่ เพราะฉะนั้น จึงได้ทรงหักกิเลสได้ ทรงดับกิเลสได้ ทรงหักใจได้ ทรงดับใจได้ ดังที่ได้แสดงมาแล้ว

และทรงจำแนกแจกธรรมสั่งสอนประชุมชนก็ทรงจำแนกแจกแสดง ธรรมะที่ทรงได้คบหาปฏิบัติส้องเสพกระทำให้มากมาแล้วนั่นแหละ เพื่อที่เวไนยนิกร คือหมู่แห่งชนที่พึงแนะนำได้ จะได้ปฏิบัติ เพื่อหักกิเลสดับกิเลส หักใจดับใจนั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความที่มาตั้งใจปฏิบัติเสพคบกระทำให้มาก ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ได้ทรงสั่งสอนไว้แล้ว เพื่อให้ได้ปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณ ญาณคือความหยั่งรู้ที่เห็นแจ้ง หรือญาณทัสสนะความรู้ความเห็น ในสัจจะคือความจริงของสิ่งที่เรียกว่าตัวเรานี้แหละ เพราะฉะนั้น จึงต้องปฏิบัติเจาะแทงขบคิด ลงไปที่จิตนี้ ให้รู้จักจิตนี้ตามความเป็นจริง การที่จะรู้จักจิตนี้ตามความเป็นจริงได้ก็ต้องอาศัยฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วมาปฏิบัตินั้นเอง

จิต วิญญาณ ธาตุรู้

พระองค์ได้ทรงสั่งสอนที่จะได้ความรู้ที่เจาะแทงเข้าไปในจิตเพราะฉะนั้น จึงจะได้กล่าวย้ำถึงเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย คำว่าจิตนี้ก็เป็นคำที่เป็นบัญญัติ เป็นภาษาบัญญัติเรียกถึงธาตุรู้ที่มีอยู่ในทุกๆ บุคคล ซึ่งเมื่อเรียกว่าธาตุรู้ ก็มีพระพุทธภาษิตตรัสเรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุรู้ เมื่อทรงแสดงถึงว่าบุรุษสตรีทุกคนนี้มีธาตุ ๖ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาสคือช่องว่าง และมีวิญญาณธาตุคือธาตุรู้

สำหรับธาตุ ๕ข้างต้นเป็นธาตุที่ไม่มีความรู้ในตัว แต่ว่ามีสรีระคือรูปร่างเป็นวัตถุ คือเป็นสิ่งที่เห็นได้ ได้ยินได้ ถูกต้องได้ เป็นต้น ส่วนวิญญาณธาตุธาตุรู้ไม่มีสรีระรูปร่างสัณฐาน ซึ่งมีคำเรียกอีกคำหนึ่งว่าจิต ซึ่งมีพระพุทธภาษิตตรัสเอาไว้ว่า จิตนี้ไม่มีสรีระรูปร่างสัณฐาน มีคูหาคือถ้ำเป็นที่อาศัย พระอาจารย์ได้อธิบายว่า คำว่าคูหาคือถ้ำเป็นที่อาศัยนั้น ก็คือมีกายนี้เป็นที่อาศัย

เพราะฉะนั้นทุกคนจึงมีกายและจิต ธาตุ ๕ ข้างต้นรวมกันเข้าเป็นกายหรือรูปกาย วิญญาณธาตุก็เป็นจิต จิตมีความหมายถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้ที่มีอยู่ในกายนี้ อาศัยอยู่ในกายนี้ และจิตนี้ที่เป็นตัวธาตุรู้ ก็มีความรู้มีความคิด เพราะฉะนั้นแม้ความรู้และความคิดนี้ ก็เรียกว่าจิตอีกเหมือนกัน แต่ว่าจิตที่เป็นตัวความรู้หรือความคิดนี้เป็นจิตที่เป็นอาการ ส่วนจิตที่เป็นธาตุรู้เป็นจิตที่เป็นตัวตั้ง หรือตัวเดิม และจิตที่เป็นตัวตั้งหรือตัวเดิมนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีสรีระรูปร่างสัณฐาน ดังที่ได้อ้างพระพุทธภาษิตมานั้น แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ ปรากฏอาการออกมาเป็นความรู้ความคิดที่เรียกว่าจิตอีกเหมือนกัน และจิตที่เป็นตัวตั้งหรือตัวเดิมซึ่งเป็นธาตุรู้ดังกล่าวนั้น มีเรียกในอภิธรรมว่าภวังคะจิต คือจิตที่เป็นองค์ของภพ ก็เพราะว่าธาตุรู้ซึ่งเป็นตัวเดิมดังกล่าวเป็นผู้รู้

แต่ว่าเป็นผู้รู้ที่ยังมีภพมีชาติเพราะฉะนั้น จึงต้องมาเกิด ดั่งที่เมื่อมาเกิดอยู่ในหมู่สัตว์ คือหมู่ผู้ที่ยังข้องอยู่ติดอยู่ เป็นมนุษย์ เป็นเทพ ผู้ยังท่องเที่ยวอยู่ในกามคุณ หรือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก เป็นเปรตอสุรกาย เป็นพวกผีทั้งหลาย ซึ่งเป็นพวกอบายภูมิ ก็เรียกว่ายังอยู่ในกามภพ เมื่อปฏิบัติสมาธิได้รูปฌานไปเกิดในชั้นพรหมที่เป็นรูปพรหม ก็เรียกรูปภพ ทำสมาธิได้อรูปฌานไปเกิดในอรูปพรหม ก็เป็นอรูปภพ

ภวังคจิต

เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นตัวผู้รู้ซึ่งยังท่องเที่ยวอยู่ในกามภพรูปภพอรูปภพดั่งนี้ ก็เป็นภวังคะ คือยังเป็นองค์อวัยวะของภพ ก็คือยังเป็นจิตที่เป็นธาตุรู้ เป็นผู้รู้ที่ยังเป็นผู้รู้หลง ยังประกอบด้วยอวิชชาตัณหาอุปาทานทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจิตเช่นนี้จึงยังเป็นภวังคะจิต ยังเป็นองค์ประกอบของภพชาติ ต่อเมื่อได้ปฏิบัติหักกิเลสดับกิเลสหักใจดับใจได้ ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อที่ดับภพดับชาติ เมื่อดับกิเลสได้หมดสิ้นแล้วก็ดับภพดับชาติต่อไปได้ ไม่ไปเกิดในภพชาติอื่นต่อไปอีก ก็เป็นอันว่าดับภวังคะจิตต่อไปได้

แต่ว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ ดำรงชีวิตอยู่ ยังไม่ดับขันธปรินิพพาน ก็ยังต้องอาศัยวิบากขันธ์ วิบากภวังคะจิต ซึ่งสืบเนื่องมา อยู่ต่อไป จนดับขันธปรินิพพาน ก็เป็นอันว่าเสร็จสิ้น สุดสิ้น

เพราะฉะนั้นจิตที่ยังเป็นภวังคะจิต ยังเป็นองค์ประกอบอยู่ของภพชาติ คือจิตที่ยังมีกิเลสดั่งนี้แหละ ซึ่งจะต้องปฏิบัติเพื่อที่จะได้ดับใจ หรือว่าหักใจดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ด้วยวิปัสสนาญาณ ญาณคือความหยั่งรู้ที่เห็นแจ้งลงไปที่จิตนี้เอง ในการที่จะจับจิตดูจิต ก็ดูได้ที่ความรู้ความคิดของตนเอง

แม้ว่าจิตจะไม่มีสรีระสัณฐานมองเห็นด้วยตาไม่ได้ ฟังด้วยหูนี้ไม่ได้ จับต้องไม่ได้ แต่ว่าก็ดูได้รู้ได้ที่ความคิดความรู้ เพราะทุกๆ คนย่อมมีความคิดความรู้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยังตื่นอยู่ ไม่หลับ หรือแม้หลับฝันก็ยังมีความรู้ความคิดอยู่ในฝัน และเมื่อรู้เมื่อคิดอย่างไรตนเองก็ย่อมรู้ ว่าเรารู้อย่างนี้เราคิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องจับดูเราดังที่กล่าวมานี้ คือทีแรกดูจิต ดูความคิดความรู้ของจิต ก็ย่อมจะรู้ว่าเราคิดอย่างนี้ เรารู้อย่างนี้ หรือว่าเรากำลังคิดอย่างนี้ เรากำลังรู้อย่างนี้ จึงเนื่องมาถึงเรา จึงต้องจับดูตัวเราว่า ตัวเราที่ว่าเราคิดอย่างนี้ เรารู้อย่างนี้ ตัวเราที่ว่านี้คืออะไร

อุปาทานขันธ์

ทีแรกก็ต้องรู้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก่อนว่าเป็นสมมติบัญญัติ เป็นภาษาที่พูดกัน เมื่อหมายถึงตนเอง ก็พูดว่าเราข้าพเจ้าเป็นต้น เป็นสมมติบัญญัติที่เป็นภาษาพูด แล้วก็เป็นภาษาที่เข้าใจกัน พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสเทศนาก็ต้องทรงใช้ภาษาที่เป็นสมมติบัญญัตินี้ ดังเมื่อที่จะตรัสถึงพระองค์เองก็ต้องทรงรับสั่งว่าเรา เช่นรับสั่งว่าเราเมื่อยังเป็นโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ก็ได้ทรงปฏิบัติอย่างนี้ๆ เป็นต้น และในการทรงแสดงธรรมะที่เป็นสมมติสัจจะความจริงโดยสมมติ ก็ต้องทรงแสดงยกเอาสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาขึ้นมาแสดง เช่นตรัสแสดงว่าตนเป็นที่พึ่งของตน หรือว่าเราเป็นที่พึงของเรา ตัวเราเป็นที่พึ่งของตัวเรา

เพราะฉะนั้นเรานี่จึงเป็นสมมติบัญญัติ และนอกจากเป็นสมมติบัญญัติแล้ว เมื่อยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังเป็นอุปาทานคือความยึดถือ ยึดถือว่าเป็นตัวเรา ฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจในตอนนี้ว่า เราเป็นสมมติบัญญัติ และเราเป็นอุปาทานคือความยึดถือ ยึดถือว่าเป็นเรา

จึงต้องค้นต่อไปอีกว่ายึดถือซึ่งอะไรว่าเป็นเราก็ต้องตอบตามพระพุทธภาษิตว่า ก็ยึดถือขันธ์ทั้ง ๕ คือกองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ นี่แหละว่าเป็นเรา สามัญชนต้องมีความยึดถืออยู่ดั่งนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าอุปาทานขันธ์ ขันธ์เป็นที่ยึดถือ และขันธ์ ๕ นี้ย่อเข้าก็เป็นนามรูป เพราะฉะนั้นจึงอาจเรียกได้ว่าอุปาทานะนามรูป นามรูปเป็นที่ยึดถือนั้นเอง

ตามที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าในวิธีพิจารณาธรรมะเพื่อให้ได้วิปัสสนาญาณ ความหยั่งรู้เห็นแจ้ง หรือญาณทัสสนะ ความรู้ความเห็นอันเป็นตัวปัญญาในพุทธศาสนานั้น ก็ตั้งต้นดังที่แสดงแล้วว่าพิจารณาดูจิต ก็คือดูความรู้ความคิด เมื่อดูก็รู้ว่าเรารู้เราคิดอย่างนี้ๆ จึงก้าวไปพิจารณาถึงเรา เราคืออะไร อยู่ที่ไหน ก็ต้องอาศัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านำนั่นแหละ ก็จะได้ทราบตามพระพุทธเจ้าว่า อยู่ที่สมมติบัญญัติ อยู่ที่อุปาทานความยึดถือ จึงมาถึงอุปาทานความยึดถือ ก็สืบต่อไปอีกว่ายึดถือซึ่งอะไร ก็คือซึ่งขันธ์ ๕ หรือซึ่งนามรูป วิธีที่พิจารณาดั่งนี้แหละคือเรียกว่าเจาะแทง ก็คือขบคิด หรือว่าธรรมวิจัยเลือกเฟ้นธรรมนั้นเอง สอบเข้ามาที่ตัวเอง อาศัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านำ

เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จนำดำเนินไปข้างหน้าของผู้ปฏิบัติ ก็ตามเสด็จพระองค์ต่อไป ว่าเมื่อมาพบเจาะเข้ามาแทงเข้ามาจนถึงอุปาทานขันธ์ หรืออุปาทานนามรูปดั่งนี้แล้ว ก็เจาะแทงเข้ามาดูตัวนามรูปว่าอะไร ก็ต้องอาศัยพระพุทธเจ้าเสด็จนำไปข้างหน้าอีกเหมือนกัน

นามรูป

นามก็คืออาการที่จิตซึ่งเป็นตัวเดิมซึ่งเป็นธาตุรู้ ... (เทปหมดม้วน) จิตที่เป็นตัวภวังคะจิตนี้ เมื่อยังอยู่เฉยๆ ท่านก็เรียกว่าภวังคะจิต เป็นตัวเดิม เป็นองค์ประกอบของชาติภพ หรือเป็นตัวตั้งของชาติภพ แต่ว่าจิตนี้ที่อาศัยกายนี้อยู่ของทุกๆ คน ก็อาศัยกายนี้เองน้อมออกรู้ รู้รูปทางตา รู้เสียงทางหู รู้กลิ่นทางจมูก รู้รสทางลิ้น รู้โผฏฐัพพะสิ่งถูกต้องทางกาย รู้ธรรมะคือเรื่องราวทางมโนคือใจ อาการที่จิตอาศัยกาย คืออายตนะมีตาหูเป็นต้นน้อมออกรู้รูปรู้เสียงเป็นต้นดังกล่าวนี้ เรียกว่านามแปลว่าน้อม เหมือนอย่างมือ เมื่อยังไม่หยิบจับอะไร มือก็วางอยู่เฉยๆ แต่เมื่อจะหยิบจับอะไร ก็เอื้อมมือออกไปหยิบจับสิ่งนั้นสิ่งนี้ เมื่อหยิบจับเสร็จแล้ว ก็กลับมาวางมือไว้เฉยๆ จิตก็เหมือนกัน ก็เป็นภวังคะจิต และก็เอื้อมออกรู้ดังกล่าว เช่นเมื่อมีรูปมาประจวบกับตา จิตนี้ก็น้อมออกรู้รูปดั่งนี้เป็นต้น นี่แหละคือตัวนาม

หน้าที่ของนาม

เพราะฉะนั้นหน้าที่ของนามนั้นเมื่อจิตน้อมออกรู้เรื่อง คือรู้รูปเป็นต้นดังกล่าวนั้นทีหนึ่ง ก็เสร็จหน้าที่กลับมาเป็นภวังค์ใหม่ และเมื่อรูปมากระทบมาประจวบกับตาอีก จิตนี้ก็น้อมออกรู้อีก เสร็จแล้วก็กลับไปเป็นภวังค์ใหม่ ทางหูเป็นต้นต่อไปก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จิตนี้จึงมีอาการที่เป็นนามคือน้อมออกรู้ดั่งนี้อยู่ตลอดเวลา และก็กลับมาสู่ภวังค์ซึ่งเป็นต้นเดิมนั้นทุกเรื่องไป

เพราะฉะนั้นอาการที่จิตน้อมออกรู้ที่เป็นตัวนามนี้จึงมีมากมาย ชั่วระยะเวลาเดี๋ยวหนึ่ง ถ้าหากพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็นว่าจิตเอื้อมออกรู้ น้อมออกรู้ รูปบ้างเสียงบ้างเป็นต้น มากมายหลายสิบหลายร้อย เพราะฉะนั้น นามนี้จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปอยู่มากมาย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เหมือนอย่างเอื้อมมือออกไปหยิบ แล้วก็กลับวางมือไว้ใหม่ แล้วก็เอื้อมมือออกไปหยิบ แล้วกลับวางมือไว้ใหม่ ดั่งนี้มากมาย ถ้าเป็นการเอื้อมมือออกไปแล้วกลับวางมือไว้ใหม่ดังกล่าวนั้น ก็ต้องเอื้อมมือไป และนำมือกลับมาอย่างรวดเร็วเป็นกังหัน

นามก็เหมือนกันจิตที่น้อมออกไปดั่งนี้รวดเร็วเป็นกังหัน ในกังหันนั้นเมื่อกังหันหมุน คนมองไม่เห็นซี่ของกังหัน จิตก็เหมือนกัน ที่น้อมออกไปรับอารมณ์แล้วกลับเข้ามา น้อมออกไปรับอารมณ์กลับเข้ามานั้น รวดเร็วเป็นกังหัน หรือยิ่งกว่ากังหัน นี้คือนาม และเมื่อมาพิจารณาดั่งนี้แล้วก็จะเห็นว่า นามคืออาการของจิตที่เอื้อมออกรับ คือรู้รูปรู้เสียงเป็นต้น ทางตาทางหูเป็นต้นนั้นมากมาย นี้คือนาม

รูปเรื่อง อารมณ์ ๖

รูปนั้นเล่าก็ตั้งต้นแต่รูปกายที่เป็นที่อาศัยอยู่ของจิตหรือรูปกายที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุ ประกอบด้วยอายตนะเหล่านี้ อันเป็นที่อาศัยของจิตที่เป็นตัวต้นเดิม ที่เป็นภวังคะจิตดังกล่าวนั้น สิ่งที่จิตนี้น้อมออกรู้ดังกล่าว ก็คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะสิ่งถูกต้อง และธรรมะคือเรื่องราว ที่มาประจวบกับตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นเอง นี้คือรูป ก็คือเป็นรูปเรื่อง ที่จิตน้อมออกรู้ หรือที่นามน้อมออกรู้ เพราะฉะนั้น ตัวรูปเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่คู่กันไปกับนาม รูปเรื่องมากเท่าไร นามก็มากเท่านั้น คู่กันไป และรูปเรื่องที่คู่กับนามนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นอารมณ์คือเป็นเรื่อง ซึ่งเมื่อย่อเข้าแล้วก็เป็นอารมณ์ ๖ อารมณ์คือรูป คือเสียง คือกลิ่น คือรส คือโผฏฐัพพะสิ่งที่กายถูกต้อง คือธรรมะเรื่องราวนั้นเอง ก็มีมากมายคู่กันไปกับนาม

หัดดูให้รู้จักนามรูป

รูปเรื่องเหล่านี้แหละคือตัวรูปนามก็คืออาการที่จิตน้อมออกรู้ หรือเรียกง่ายๆ ว่าคือความคิดความรู้

ตัวความคิดความรู้นี่แหละคือตัวนามสิ่งที่จิตนี้คิดรู้นี่คือรูป คู่กันไปอยู่ดั่งนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณามาถึงดั่งนี้แล้วก็มาถึงนามรูป หัดดูนามรูปคือหัดดูจิตนี้ที่น้อมออกรู้รูปเรื่องทั้งหลาย ก็คือความคิดความรู้นั้นเอง ความคิดความรู้นั้นก็ต้องมีสิ่งที่รู้ที่คิด สิ่งที่รู้ที่คิดนั่นแหละก็คือรูป เป็นรูปเรื่องต่างๆ และความรู้ความคิดนั้นก็คือตัวนาม

เพราะฉะนั้นเมื่อดูเข้าไปที่จิตจนถึงดั่งนี้ จึงจะพบนามรูป ก็พบนามรูปที่ตัวความรู้ความคิด ความรู้ความคิดเป็นนาม สิ่งที่รู้ที่คิดเป็นรูป และเมื่อดูให้รู้จักนามรู้จักรูปดั่งนี้ ก็จะเห็นว่านามรูปนี้เป็นไปอยู่ในรูปเรื่องทั้งหลาย ร้อยแปดพันเก้า ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวก็มากมาย จิตนี้จึงไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องวิ่งออกไปกลับเข้ามา วิ่งออกไปกลับเข้ามา เป็นนามเป็นรูปนี้ และเมื่อวิ่งออกไปกลับเข้ามาเป็นนามเป็นรูป ก็คือนามรูปทั้งปวงนี้เกิดดับๆ ๆ นามรูปอันหนึ่งเกิด นามรูปอันหนึ่งดับ นามรูปอันหนึ่งเกิดดับ นามรูปอีกอันหนึ่งก็เกิดดับๆ อยู่ดั่งนี้ ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวก็เกิดดับอยู่มากมาย นี่คือนามรูป

เพราะฉะนั้นก็ต้องดูให้รู้จักปัจจุบัน คือให้รู้จักนามรูปปัจจุบันที่เกิดดับๆ อยู่ดั่งนี้ จึงจะเห็นความเกิดดับ และเมื่อเห็นความเกิดดับแล้ว ความยึดถือก็เกิดไม่ทัน เพราะว่าดับเสียแล้วจะยึดอะไร ที่ยังยึดอยู่ก็เพราะว่ายังไม่เห็นเกิดดับ หรือว่าเห็นแต่เกิดแต่ไม่ดับ คือเห็นตั้งอยู่ ซึ่งความตั้งอยู่นั้น ก็ตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับ ถ้าไม่ตั้งอยู่ก็จับพิจารณาไม่ได้ แต่นี่เพราะมีตั้งอยู่จึงดูความตั้งอยู่ได้ แต่ก็เห็นความตั้งอยู่นั้นแว๊บหนึ่งแล้วก็ดับ แล้วก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น ก็เป็นไปอยู่ดั่งนี้

แต่การที่จะเห็นเกิดดับดั่งนี้ได้ ก็จะต้องมีสติ คือความตั้งสติ กำหนดลงไปให้แน่วแน่ และเมื่อสติเกิดไม่ทัน กำหนดไม่ทัน ปัญญาก็เกิดไม่ทัน

เมื่อสติปัญญาเกิดไม่ทันอุปาทานก็เข้ามา เพราะฉะนั้น จึงมีหน่วงคิดถึงอดีต หวังไปในอนาคต ซึ่งความจริงนั้นสิ่งที่เป็นอดีตก็ดับไปแล้ว สิ่งที่เป็นอนาคตก็ยังไม่มาถึง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเอาไว้ เพราะฉะนั้น จึงยังยึดอดีต ยึดอนาคต ยึดปัจจุบัน เมื่อเป็นดั่งนี้จึงเป็นตัวเรา อดีตก็ตัวเรา อนาคตก็ตัวเรา ปัจจุบันก็ตัวเรา จึงไม่เห็นสัจจะที่เป็นตัวความจริง วิปัสสนาญาณ หรือญาณทัสสนะก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องตั้งสติกำหนดให้รู้ให้เห็นนามรูปดังกล่าวนี้ ให้เห็นเกิดดับตามเป็นจริงนั่นแหละ นี่แหละเป็นตัววิปัสสนาญาณ หรือเป็นตัวญาณทัสสนะ

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป