#echo banner="" พุทธวิธีสอนด้วยอุปมา พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาณเถร)/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธวิธีสอนด้วยอุปมา

สารัตถะใน พระไตรปิฎก

พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ)

วัดบวรนิเวศวิหาร แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

คัดลอกจาก: ธรรมจักษุฉบับเดือน มีนาคม ๒๕๔๖

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 009050 - โดยคุณ :mayrin [25 มิ.ย. 2546]

พระสูตรในโอปัมมสังยุตมีรวมกันทั้งหมด ๑๒ สูตร พระพุทธองค์ทรงยกสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นได้ในขณะนั้นมาเป็นอุปมาในการทรงแสดงธรรม แต่ละสูตรมีความสมบูรณ์ในตัว และเป็นปัจจัยสนับสนุนกันอยู่ จะได้สรุปนำมาเรียบเรียงไว้ในที่เดียวกัน

พระสูตรอื่น ๆ นอกจากพระสูตรที่ ๘ ทรงแสดงเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี ส่วนพระสูตรที่ ๘ ทรงแสดงเมื่อเสด็จประทับ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ซึ่งมีเนื้อหาที่ควรศึกษาตามลำดับดังนี้

๑. กลอนแห่งเรือนยอดทั้งสิ้นมารวมกันที่ยอด มียอดเป็นที่ประชุม รวมกับยอดฉันใด อกุศลธรรมทั้งปวง มีอวิชชาเป็นยอดเป็นรากเหง้า รวมลงในอวิชชา พวกเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า “พวกเราจักเป็นผู้ไม่ประมาท”

๒. ทรงช้อนฝุ่นด้วยปลายพระนขามาเพียงเล็กน้อยแล้วรับสั่งถามว่า ฝุ่นที่ปลายนขากับมหาปฐพีอย่างไหนจะมากกว่ากัน เมื่อภิกษุกราบทูลว่า มหาปฐพีมากกว่าจนไม่อาจเทียบกันได้ รับสั่งว่า

“สัตว์กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีประมาณน้อย สัตว์ไปเกิดในกำเนิดอื่น นอกจากมนุษย์มากนัก” เหมือนมหาปฐพีมากกว่าฝุ่นที่ปลายเล็บ ฉะนั้น เหตุนี้พวกเธอพึงศึกษาว่า เราจักเป็นผู้ไม่ประมาท

๓. ตระกูลใดมีบุรุษน้อยมีสตรีมาก อาจถูกโจรปล้นได้ง่ายฉันใด ภิกษุผู้ไม่เจริญไม่กระทำให้มากในเมตตาเจโตวิมุติ ย่อมถูกอมนุษย์กำจัดได้ง่ายฉันนั้น แต่ตระกูลใดที่มีชายมากมีสตรีน้อย โจรทำอันตรายได้ยาก ฉันใด

ภิกษุผู้กระทำให้มากเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ อมนุษย์จะกำจัดเธอได้ยากฉันนั้น ดังนั้นขอให้เธอทั้งหลายทำความศึกษาว่า “เราจักเจริญกระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติ ทำให้เป็นประดุจยาน เป็นที่ตั้งอาศัยให้มั่นคง ปรารภด้วยดี” เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ

๔. บุคคลพึงให้ทานวันละ ๓ เวลา คราวละ ๑๐๐ หม้อใหญ่ แต่ผลแห่งทานนั้น ไม่อาจเทียบเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญวันละ ๓ เวลา คราวละชั่วขณะการหยดแห่งน้ำนมโคได้เลย ให้พวกเธอทำความศึกษาว่า เราจักเจริญกระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติ

๕. รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า หากคนพูดว่าจะงอ ม้วน พับหอก ที่มีใบคมด้วยฝ่ามือจะทำได้ง่ายหรือไม่ ภิกษุกราบทูลว่า ทำได้ไม่ง่ายและคนผู้คิดทำเช่นนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยเปล่า

ทรงแสดงว่าจิตของผู้ที่เจริญเมตตาเจโตวิมุติมาดีแล้ว ถ้าอมนุษย์คิดจะทำจิตของเธอให้ฟุ้งซ่านจะทำไม่ได้ ทรงสรุปให้ ทำความศึกษาและปฏิบัติในเมตตาเจโตวิมุติให้สมบูรณ์เช่นเดิม

๖. หากมีคนมากล่าวว่า เขาจะจับลูกธนู ยิงมาจากทิศทั้ง ๔ ให้ได้ รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า คนนั้นจะทำได้ตามที่พูดไหม พวกภิกษุกราบทูลว่า แม้บุรุษนั้นจะจับลูกธนูที่นายขมังธนูยิงมาคนเดียว ไม่ให้ลูกธนูตกถึงพื้นดิน จัดว่าเขาเป็นผู้มีความเร็วอย่างยวดยิ่ง ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสามารถจับได้ทั้ง ๔ ลูกเลย

ทรงแสดงว่าพระจันทร์พระอาทิตย์ มีความเร็วกว่าความเร็วของคนที่สามารถจับลูกธนูที่ยิงมาจากทิศทั้ง ๔ เสียอีก แต่ว่า “อายุสังขารสิ้นไป เร็วกว่าความเร็วของพระจันทร์พระอาทิตย์เสียอีก” เหตุนั้นพวกเธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า “เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ประมาทดำรงชีวิตอยู่”

๗. รับสั่งเล่าว่า ในอดีตกาลกษัตริย์ทหารหะ มีตะโพนชื่ออานกะ ต่อมาตะโพนแตก พวกเขาได้ตอกลิ่มอื่นลงไปเรื่อย ๆ จน  ตะโพนชื่ออานกะหายไปคงเหลือแต่โครงลิ่มแม้ฉันใด

พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าว พระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว เป็นธรรมลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง ไม่กำหนดจิตเพื่อจะรู้ และเห็นความสำคัญว่าควรเรียนควรศึกษา

๘. ในปัจจุบันนี้กษัตริย์ลิจฉวี ผู้มีหมอนไม้หนุนศีรษะและเท้า ไม่ประมาท ทำความเพียรในการฝึกซ้อมศิลป พระเจ้าอชาตศัตรูจะไม่ได้ช่องโอกาสทำลายได้ แต่ในกาลต่อไปพวกลิจฉวี จักเป็นคนละเอียดอ่อน มีมือเท้าอ่อน ยินดีด้วยการนอนฟูกอันอ่อนนุ่ม จนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น เมื่อนั้นแหละพวกลิจฉวีจะเสียทีพระเจ้าอชาตศัตรู

ในปัจจุบันนี้ พวกภิกษุยังนอนหนุนหมอนไม้ ไม่ประมาท มีความเพียร มารผู้มีบาปย่อมไม่ได้ช่องได้โอกาส แต่ต่อไปภายหน้าพวกเธอจักเป็นสุขุมาลชาติ มีมือเท้าอ่อนนุ่ม จักสำเร็จการนอนเหนือที่นอนอันอ่อนนุ่มจนกว่าพระอาทิตย์ขึ้น เมื่อนั้นแหละมารผู้มีบาปจะได้ช่องโอกาสทำอันตรายได้ พวกเธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า

เราจักหนุนหมอนไม้ ไม่ประมาท มีความเพียร เริ่มตั้งความเพียรไว้

๙. ภิกษุใหม่รูปหนึ่งเข้าไปสู่ตระกูลนานเกินไป เพื่อนตักเตือนกลับเถียงว่า ทำไมพระเถระจึงเข้าไปในตระกูลได้ ผมจึงเข้าไม่ได้เล่า ภิกษุเหล่านั้นจึงนำท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้า รับสั่งถามท่านรับเป็นสัตย์แล้ว จึงรับสั่งเล่านิทานให้ฟังว่า

ช้างโขลงหนึ่งลงไปในสระกินเง่าบัว เป็นต้น หลังจากได้ชำระล้างจนสะอาดแล้ว ฝ่ายลูกช้างต้องการจะทำเช่นนั้นบ้าง แต่ไม่ศึกษาวิธีกินให้ดี จึงกินรากบัวเข้าไปทั้ง ๆ ที่ยังมีโคลนอยู่ จนต้องประสบความทุกข์ถึงตาย หรือปางตายก็มีข้อนี้ฉันใด

ภิกษุผู้เถระเข้าไปสู่ตระกูลแสดงธรรมให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใส ท่านเหล่านั้นไม่ติดในลาภสักการะจึงมีผิวพรรณผ่องใส แต่ภิกษุหนุ่มบางรูปที่เข้าไปในบ้าน ชาวบ้านเลื่อมใสบำรุงด้วยลาภสักการะ

แต่เธอกลับติดใจในลาภสักการะ จนประสบอันตรายถึงตาย ปางตายและสึกไปก็มีมากข้อนี้ฉันนั้น เหตุนั้นพวกเธอพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ติดอยู่ในลาภสักการะ

๑๐. ภิกษุเข้าไปสู่ตระกูลนานเกินควร เช่นเดียวกับสูตรก่อน ในพระสูตรนี้ทรงเล่าเรื่องแมวจ้องจับหนูที่ออกจากกองหยากเยื่อ แต่เมื่อจับแล้วรีบกลืนเข้าไปทันที หนูยังไม่ตายจึงกัดไส้เป็นต้นของแมวจนแมวต้องตายไป

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าไปในบ้านโดยขาดอาการสำรวมระวัง ได้พบเห็นมาตุคามนุ่งห่มไม่ดีเกิดราคะครอบงำจิต ย่อมถึงความทุกข์ถึงตาย จวนตาย สึกออกไปเป็นฆราวาส และต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น

“พวกเธอ ควรศึกษาว่า เราจักรักษากายวาจาใจ มีสติมั่งคงสำรวมอินทรีย์ในเวลาเข้าไปบิณฑบาต”

๑๑. รับสั่งให้ภิกษุดูสุนัขจิ้งจอก ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถใด ที่ใด สามารถอยู่ได้ตามต้องการและได้รับความสุขในอิริยาบถนั้น ๆ ภิกษุผู้ปฏิญาณตนเป็นสมณศากยบุตร ได้อัตภาพเช่นนี้เป็นการดีแล้วให้ทำความศึกษาที่จะอยู่อย่างเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด

๑๒. รับสั่งภิกษุทั้งปวงว่า ได้ยินสุนัขจิ้งจอกในเวลาใกล้รุ่งไหม? เมื่อท่านเหล่านั้นกราบทูลว่าได้ยิน รับสั่งว่าความกตัญญูกตเวที บางอย่างพึงมีแม้แก่สุนัขจิ้งจอก แต่ภิกษุบางพวกในพระธรรมวินัยนี้กลับไม่มีความกตัญญูกตเวที

เหตุนั้นพวกเธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า “เราจักเป็นผู้กตัญญูกตเวที อุปการะที่คนอื่นกระทำแก่เราแม้เพียงเล็กน้อยจักไม่เสื่อมไป”

ข้อควรกำหนดในพระสูตรนี้

๑. พระสูตรทั้ง ๑๒ สูตรในวรรคนี้ ส่วนมากข้อความแจ่มแจ้งชัดเจนแล้ว เพราะทรงแสดง แบบมีอุปมาทุกข้อ ประเด็นที่ทรงเน้นจึงไม่มีกี่ประเด็น อาจสรุปได้ดังนี้

- ให้ทำตนเป็นคนไม่ประมาท มีความเพียรพยายามอย่างเข้มแข็ง ความไม่ประมาทนั้นทรงจำแนกไว้ในที่ต่าง ๆ เป็นอันมาก แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วจะได้เป็น ๓ หมวดใหญ่ ๆ คือ

๑. ไม่ประมาทในวัย ในชีวิต ในความไม่มีโรค

๒. ไม่ประมาทในการละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ความเห็นผิด ทำกายวาจาใจของตนให้สุจริต และทำความเห็นให้เป็นสัมมาทิฐิ

๓. ระวังใจของตนไว้ไม่ให้เกิดความกำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง มัวเมา ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคืองลุ่มหลง มัวเมา

๒. สัตว์กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีประมาณน้อย ไปเกิดในกำเนิดอื่นนอกจากมนุษย์มากนัก ข้อนี้ทรงแสดงไว้ในธัมมปทัฏฐคาถาว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นของยาก

ท่านอธิบายว่า หากจะนับในตัวโคตัวหนึ่ง คนที่ไปสู่สุคติเท่าจำนวนเขาโคเท่านั้น แต่จะไปสู่ทุคติเท่าจำนวนขนของโค และบอกว่าการได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์ของสัตว์ทั้งหลายนั้น

เหมือนเต่าตาบอดที่ตกอยู่ในห้วงมหรรณพ พยายามขึ้นมาสู่ผิวน้ำ พอขึ้นมาถึงถ้ามีที่เกาะที่จับก็จะอยู่ได้ชั่วระยะหนึ่ง แล้วจะถูกกระแสน้ำพัดกลับไปอีก สัตว์จะได้เกิดเป็นมนุษย์แต่ละชีวิต จึงมีโอกาสเท่ากับเต่าตาบอดตัวนั้น จึงทรงแสดงว่าเกิดได้น้อย และได้ยาก

อีกประการหนึ่ง แม้คนที่เกิดมาเป็นคนแล้ว แต่จะเข้าถึงความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่นั้น ก็มีจำนวนน้อยอีกเช่นกัน เพราะคำว่ามนุษย์นั้น ท่านวิเคราะห์ว่า

-มโน อุสฺโส อสฺสาติ มนุสฺโส สัตว์ใดมีใจสูง สัตว์นั้นชื่อว่ามนุษย์

-หิตาหิตํ มนติ ชานาตีติ มุนสฺโส สัตว์ผู้รู้ซึ่งเป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ชื่อว่ามนุษย์

มาตรอันเป็นเครื่องวัดว่าใจสูงหรือไม่นั้น ท่านกำหนดด้วยความประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และไม่โลภอยากได้ของของคนอื่น ไม่พยาบาทปองร้ายใคร เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

ฝ่ายที่บอกว่ารู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์นั้น อย่างนั้นที่สุดคือต้อง “สามารถใช้เหตุผลในการดำรงชีวิต ไม่ทำอะไรไปตามอำนาจแห่งอารมณ์” พอมาถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่า

“การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ และการเข้าถึงความเป็นมนุษย์เป็นไปได้ยากจริง ๆ

และที่เป็นไปได้นั้นก็เป็นเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับสรรพสัตว์ในไตรโลก”

๓. เมตตาเจโตวิมุติ คือการเจริญเมตตาจิตในสัตว์ทั้งหลายด้วยสร้างความรู้สึกที่จะเห็นสรรพสัตว์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนกัน มีความสุขตามสมควรแก่ฐานะของตน จนจิตสงบจากกามราคะ พยาบาทและฉันทาคติ

ทรงแสดงว่า แม้บุคคลจะทำให้เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น ก็เป็นธรรมที่มีผลมีอานิสงส์มาก เมื่อเทียบกับทานแล้วเทียบกันไม่ได้เลย ข้อนี้จึงทำให้ได้หลักที่สำคัญคือ

“การทำบุญในพระพุทธศาสนานั้น บุญที่ให้ผลมากนั้นไม่เกี่ยวกับการสละวัตถุ แต่เกิดจากการสละกิเลสบาปธรรมได้มากเท่าไร บุญจะมากขึ้นเท่านั้น การให้ทานจึงเป็นเพียงบันไดขั้นต้นแห่งการทำบุญเท่านั้น ยังมีบุญอีกมากที่เหนือกว่าทาน เช่นเมตตาเจโตวิมุติ ดังที่ทรงแสดงไว้เป็นต้น”

๔. เรื่องที่การที่ภิกษุรวมตลอดถึงอุบาสกอุบาสิกา ไม่มีความสนใจในพระพุทธวจนะ คือ พระสูตรที่พระตถาคตกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นธรรมอันลึก มีอรรถลึก เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตา

แม้เมื่อคนแสดงก็ไม่ปรารถนาที่จะฟัง ไม่ให้ความสนใจที่จะรู้ และเห็นความสำคัญของพระสูตรว่า ควรเรียน ควรศึกษานั้นได้พิสูจน์ตนเองอยู่นานแล้วว่าเป็นจริงอย่างที่ทรงแสดงไว้หรือไม่

ความสนใจ การกล่าวอ้างของนักศึกษาธรรมบางพวก มักกล่าวอ้างวาทะของอาจารย์ของตน บางคนถึงกับนำวาทะของอาจารย์บ้าง ของตนเองบ้าง มาลบล้างพระพุทธภาษิต

แม้แต่การปฏิบัติกรรมฐาน ก็ยังนับเป็นสายอาจารย์นั่นอาจารย์นี่ จนถึงบางครั้งโจมตีหักล้างกัน ซึ่งว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การศึกษาปฏิบัติพระพุทธศาสนาควรจะมีสายเดียว คือ

“สายพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย” พระสูตรที่ ๗ นี้จึงจัดเป็นพระสูตรที่ควรแก่การสนใจ พิจารณาทบทวนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับผู้มีความปรารถนาที่จะรักษาพระพุทธศาสนาอันแท้จริงไว้

นักปราชญ์ทั้งหลายก็เหมือนกัน จะเก่งกันอย่างไร ก็เก่งกันไปเถิด แต่อย่าให้เกินพระพุทธเจ้าไปเลยเพราะอย่างไร ๆ ในโฉมหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น

มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ที่ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้จะเคยมีพระพุทธเจ้าในอดีตดังกล่าวในพระสูตรก่อน ๆ แต่เป็นเวลาที่นานไกลเกินที่จะกำหนดนับได้

การตั้งใจกำหนดศึกษาตามพระพุทธดำรัสตรัสสั่ง จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในระยะที่เกิดนักปราชญ์ในด้านต่าง ๆ ขึ้นมามากในปัจจุบัน

การยึดหลักพระพุทธวจนะไว้ เพื่อเป็นแนวในการศึกษาพิจารณาตัดสินหลักคำสอนของนักปราชญ์ทั้งหลาย ยิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น เป็นทวีคูณ เพราะโอกาสที่จะหลงทางมีได้ง่ายมาก หากขาดพื้นฐานความเข้าใจในหลักธรรมมากพอ

๕. การเข้าไปสู่ตระกูลของภิกษุนั้น ทั้งในแง่วินัยและธรรมะ ให้เข้าไปในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น การคลุกคลีกับตระกูลทั้งหลายไม่ชอบด้วยวินัยและธรรม

การที่ทรงยกตัวอย่างช้างและแมวมาเป็นตัวอย่างนั้น ทรงหมายเอาพระเถระที่ประกอบด้วยธรรมของพระเถระเท่านั้น หาได้หมายเพียงท่านที่มีพรรษาเกิน ๑๐ เท่านั้นไม่ ในสังคีติสูตรท่านกำหนดประเภทพระเถระไว้เป็น ๓ ข้อ

“เป็นพระเถระโดยชาติ เป็นพระเถระโดยธรรม และเป็นพระเถระโดยสมมติ” ในที่นี้ทรงหมายเอาพระเถระโดยธรรมเท่านั้น เพราะท่านเป็นผู้มั่นคงทั้งในพระวินัยและจิตใจ อย่างน้อยก็อาจรักษาตัวไม่ให้เป็นอันตรายเพราะการเข้าไปสู่ตระกูลได้

๖. พระสูตรที่ ๑๒ พระอรรถกถาจารย์เล่าเรื่องความว่า “พี่น้อง ๗ คนไปทำนากันในนา แต่น้องชายคนเล็กไปเลี้ยงโคอยู่ที่ปลายนา งูเหลือมตัวหนึ่งมารัดสุนัขจิ้งจอก หนุ่มคนน้องจึงช่วยไล่งูเหลือมจนมันปล่อยสุนัขจิ้งจอก แต่กลับมารัดเอาชายหนุ่ม

สุนัขจิ้งจอกสำนึกคุณคิดจะช่วย เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ชายหนุ่มคนนั้นได้ช่วยชีวิตตนไว้ จึงวิ่งไปใกล้ที่พี่ชาย ๖ คนทำนาอยู่ คาบมีดที่เขาวางไว้หนีไปทางที่ชายหนุ่มถูกงูรัดอยู่

พี่ชายทั้ง ๖ เข้าใจว่าสุนัขมาขโมยมีดจึงวิ่งไล่ไป สุนัขจิ้งจอกไปวางมีดไว้ใกล้ชายหนุ่มนั้น เมื่อพี่น้องทั้ง ๖ มาถึงเห็นเช่นนั้นจึงใช้มีดเล่มนั้นตัดงูเหลือมขาด ช่วยน้องชายพ้นจากอันตราย”

พระพุทธเจ้าจึงทรงยกตัวอย่างสุนัขจิ้งจอกตัวนั้น มาเป็นแบบอย่างในความเป็นสัตว์มีกตัญญูกตเวที ทั้ง ๆ ที่คุณธรรมเหล่านั้นไม่มีแก่ภิกษุบางรูป และทรงเน้นให้ทำตนเป็นคนมีความกตัญญูกตเวที เพราะมนุษย์ไม่ควรด้อยกว่าสุนัขจิ้งจอกในด้านคุณธรรมข้อนี้