#echo banner="" อารมณ์ ๖ ที่เป็นบัญญัติ – ปรมัตถ์ พระครูเกษมธรรมทัต

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อารมณ์ ๖ ที่เป็นบัญญัติ – ปรมัตถ์

พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรังสี)

สำนักปฏิบัติกรรมฐาน วัดมเหยงคณ์ ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑

นมตฺถุ รตนตฺตยสฺส ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
ขอความผาสุกความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

ต่อไปนี้จะได้ปรารภธรรมะตามหลักคำสั่งสอนขององศ์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการประพฤติปฏิบัติ การปฏิบัติเป็นเรื่องของการลงมือกระทำ การ กระทำทางจิตใจก็คือการดำเนินเจริญสติระลึกรู้ เรียกว่าการเจริญภาวนา ทำสติให้เกิดขึ้น ทำสมาธิให้เกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้น ทำสติให้เจริญ ทำสมาธิให้เจริญ ทำปัญญาให้เจริญหรือ เรียกว่าการปฏิบัติเจริญภาวนา การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความดับทุกข์เป็นวิปัสสนา ถ้าไม่ได้เจริญให้เป็นวิปัสสนาแล้วก็ไม่สามารถที่จะดับทุกข์ได้ คือไม่สามารถจะดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง การเจริญสมถะทำให้เกิดความสงบ ทำให้เกิดความสุข ก็เป็นความสุขที่ชั่วครู่ หรือว่าเป็นความสุขที่เป็นไปในระยะหนึ่ง เมื่อสมาธิเสื่อมลงคลายลงก็มีความทุกข์อีก คือเมื่อมีกิเลสเกิดขึ้น กิเลสเจริญขึ้นมาอีกก็ทุกข์อีก สมาธินั้นได้เพียงแค่การข่มกิเลสเข้าไว้ เรียกว่าวิขัมภนปหาน

คนส่วนมากปฏิบัติแล้วก็อยากจะสงบ ใฝ่ฝันต่อความสงบ เพราะอะไร เพราะความสงบให้ความสุข ยิ่งความสงบที่เกิดจากสมาธิก็จะเป็นความสุขที่ดื่มด่ำ ความสุขที่ไม่เหมือนกับความสุขทางโลกียะ ไม่เหมือนกับความสุขที่ได้เสพในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ความสุขที่ไปเสพในกามคุณอารมณ์นั้นเป็นความสุขที่ยิ่งเร่าร้อน ความสุขที่มีทุกข์ตามมา เมื่อบุคคลได้มาเจริญสมาธิได้พบกับความสุขสงบ ในด้านจิตใจก็จะรู้สึกว่าติดใจ รู้สึกว่าความสุขจากความสงบนี้ มีความประณีต เหนือกว่าความสุขทางรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แม้บุคคลที่ได้สัมผัสความสงบบ้างในระดับต้นๆ ก็ยังมีความรู้สึกว่าน่าพึงพอใจติดใจใฝ่ฝันต้องการได้ความสงบ อยากจะได้สมาธิ อยากจะได้ความสงบ ความสงบด้วยอำนาจของสมาธิก็เหมือนกับเรากินยาระงับปวด กินยาพวกปฏิชีวนะหรือว่าฉีดยาระงับปวด มันรู้สึกว่าจะสบายแล้วก็ได้รับผลเร็ว เมื่อไม่สบายขึ้นมาก็กินยาระงับ รู้สึกว่า เออ มันเป็นสุขหรือว่าคลี่คลายความทุกข์ แต่ว่ายาเหล่านั้นพอหมดฤทธิ์ยามันก็เป็นอีก ปวดอีกไม่สบายอีก แต่มันทันใจกินแล้วรู้สึกว่ามันหาย แต่มันก็หายชั่วระยะฤทธิ์ยาเปรียบเหมือนกับการเจริญสมถะคือการทำสมาธิ ถ้ามีสมาธิแล้วกิเลสถูกระงับลงไป เรียกว่าวิขัมภนปหาน ข่มกิเลสไว้ได้นาน ๆ

แต่สำหรับการเจริญวิปัสสนานั้นเหมือนกับการกินยารักษา อาจจะไม่ทันใจเพราะว่ายารักษานั้นต้องใช้เวลา ไม่ทันใจ เหมือนผู้ปฏิบัตินี่ถ้าเจริญวิปัสสนาล้วน ๆ จะรู้สึกว่าไม่ได้อย่างใจ ไม่ได้ความสุข ไม่ได้ความสงบอย่างใจ อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นไม่สามารถดำเนินให้ตรงทางของวิปัสสนา เพราะใจร้อนต้องการความสุขสงบจากสมาธิก็เลยไปเน้นในเรื่องของการทำสมาธิ เมื่อได้สมาธิก็ติดใจพอใจ จิตใจก็หยุดอยู่อย่างนั้น หรือแม้ว่ายังไม่ได้สมาธิ แต่จิตใจใฝ่ฝันต่อความสงบใฝ่ฝันต่อสมาธิก็เป็นเหตุให้ไม่ได้สมาธิ เป็นเหตุให้การเจริญภาวนานั้นไม่ก้าวหน้าขึ้นไป เพราะความอยาก อยากสงบเป็นธรรมตัณหามาเกาะกวนจิตใจให้ไม่ได้รับความสงบ ฉะนั้นบุคคลที่ต้องการความสงบก็ต้องทำใจไม่อยากสงบ ทำใจอย่าไปอยากสงบ เจริญภาวนาฝึกฝนอบรมไปอย่างเป็นปรกติ มันก็จะสงบได้เอง

เรื่องการเจริญวิปัสสนานั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้แยบคาย มิฉะนั้นแล้วมันก็ปฏิบัติไปไม่ได้ ปฏิบัติไปไม่ถูกทาง เราจะต้องมีความเข้าใจว่าเจริญวิปัสสนานั้นจะทำสติระลึกรู้ที่ไหน สติจะระลึกรู้อารมณ์อันใด อารมณ์เหล่านั้นเป็นอย่างไร อารมณ์ของวิปัสสนาหรือว่าอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของสติที่เป็นวิปัสสนาคืออะไร อย่างไร มันเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ได้ อารมณ์ของวิปัสสนานั้นจะต้องเป็นปรมัตถ์ เจริญสตินั้นสติต้องระลึกที่ปรมัตถ์ สติต้องระลึกตรงต่อปรมัตถ์ ถ้าไม่ระลึกตรงต่อสภาวปรมัตถ์แล้วมันก็เป็นวิปัสสนาไปไม่ได้ เกิดปัญญาไม่ได้ ปรมัตถ์คืออะไร ปรมัตถ์ก็คือสิ่งธรรมชาติ สิ่งที่เป็นจริง ธรรมชาตินั่นแหละคือสิ่งที่มันมีมันเป็นอยู่จริงๆ ต้องระลึกไปให้ตรงต่อธรรมชาติต่อสภาวะต่อสิ่งที่มันมีมันเป็นอยู่จริง ๆ เรียกว่ากำหนดให้ตรงต่อปรมัตถ์ ในอารมณ์ทั้งหลายแหล่ทั้งหมด เมื่อมาแยกแล้วแบ่งออกเป็นสองพวก อารมณ์พวกหนึ่งเรียกว่าปรมัตถ์ ปรมัตถ์อารมณ์ อารมณ์ที่เป็นของจริง ๆ ที่มีสภาวะจริง อีกพวกหนึ่งเรียกว่าบัญญัติอารมณ์ อารมณ์ที่เป็นสมมุติ อารมณ์ที่เป็นของแต่งตั้งตกลง ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเป็นของปลอม หรือว่าจริงโดยสมมุติ อารมณ์ทั้งหลายแหล่ที่จิตเข้าไปรับรู้ ถ้าแบ่งพวกแล้วก็มีอยู่สองพวก คือปรมัตถ์กับบัญญัติ

อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ก็คือ สี สิ่งที่มาปรากฏทางตา เขาเรียกว่ารูปารมณ์ เสียงคือสิ่งที่มาปรากฏทางหู เขาเรียกว่าสัททารมณ์ กลิ่นคืออารมณ์หรือสิ่งที่มาปรากฏทางจมูก เรียกว่า คันธารมณ์ รสคือสิ่งที่มากระทบทางลิ้นเรียกว่ารสารมณ์ เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึงคือสิ่งที่มากระทบทางกาย เรียกว่าโผฏฐ์พพารมณ์ ส่วนสิ่งที่มากระทบทางใจเรียกว่าธรรมารมณ์ สิ่งที่มากระทบมาปรากฏทางใจทางมโนทวารเรียกว่าธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์นั้นองค์ธรรมปรมัตถ์แล้วก็ได้แก่ จิตทั้งหมดเจตสิกทั้งหมด เจตสิกคือสิ่งที่ประกอบกับจิต แล้วก็ยังมีรูปที่เป็นความใสห้าชนิดเรียกว่าปสาทรูปห้า คือ ประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกาย นี่เรียกว่าปสาทรูป รูปที่มีความใส แล้วก็มีสุขุมรูป รูปที่ละเอียด เช่น รูปความเป็นหญิงเป็นชาย รูปชีวิต รูปหทัยวัตถุ เหล่านี้ เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว ยังมีนิพพานและบัญญัติเป็นธรรมารมณ์ ฉะนั้น ธรรมารมณ์นี้มีทั้งที่เป็นปรมัตถ์ทั้งที่เป็นบัญญัติ จิตเป็นปรมัตถ์ เจตสิกเป็นปรมัตถ์ ปสาทรูปเป็นปรมัตถ์ สุขุมรูปเป็นปรมัตถ์ นิพพานเป็นปรมัตถ์ ส่วนบัญญัติไม่ใช่ปรมัตถ์ อัตถบัญญัติ สัททบัญญัติ บัญญัติโดยความเป็นชื่อเรียกว่าสัททบัญญัติ ความหมายรูปร่างสัณฐานเรียกว่าอัตถบัญญัติ เป็นอารมณ์เหมือนกัน เรียกว่าธรรมารมณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์ที่มาปรากฏทางใจ หมดแล้วในโลกนี้ในจักรวาลนี้ไม่มีอะไรนอกจากนี้แล้ว ก็มีอยู่แค่นี้ มีอยู่ สิ่งทั้งหลายทั้งหมดในโลกในจักรวาลนี้จัดเป็นอารมณ์แล้วก็มีหกอารมณ์ด้วยกัน รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์

ตรงธรรมมารมณ์นี้มันมีมาก จิตทั้งหมดเป็นธรรมารมณ์ ทำไมจึงจิตเป็นธรรมารมณ์ เพราะจิตไม่สามารถจะมาปรากฏทางตาได้ จิตไม่สามารถจะมาปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หมายถึงมาเป็นอารมณ์ คือไม่สามารถจะเอาตาไปเห็นจิต เอาหูไปฟังจิต เอาจมูกไปดมจิต เอาลิ้นไปลิ้มจิต เอากายไปรับรู้จิตไม่ได้ จิตนี่ต้องรับรู้ด้วยทางใจ เอาใจรู้จิตหรือว่าเอาจิตรู้จิต เอาตาไปเห็นจิตไม่ได้ ฉะนั้นใครปฏิบัติไปไม่ใช่ไปเห็นจิตเป็นดวงๆ กลมๆ หรือเป็นสีเป็นแสงอะไร ไม่ใช่ นั่นเรียกว่าเป็นสมมุติแล้ว จิตไม่ใช่สีไม่ใช่เสียงไม่ใช่กลิ่นไม่ใช่รสไม่ใช่โผฏฐัพพะ จิตนี่เป็นธรรมารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ปรากฏทางใจรู้ด้วยจิต จิตรู้จิต ฉะนั้นจิตนี้ก็พิเศษกว่าอารมณ์อื่น อย่างอารมณ์อื่นคือรูปารมณ์ สีต่างๆ มันก็สักแต่ว่าเป็นอารมณ์ไม่สามารถจะไปรับรู้อะไรได้ เราจึงจัดเป็นรูปธรรม เสียงก็สักแต่ว่าเป็นสิ่งที่มาปรากฏให้รับรู้ ตัวมันเองไม่สามารถจะไปรู้อะไรได้ เสียงน่ะรู้อะไรไม่ได้ รู้อารมณ์ไม่ได้ ก็จึงจัดเป็นรูปธรรม กลิ่นก็เหมือนกันก็เป็นรูป เพราะไม่รู้เรื่องอะไร ได้แต่ถูกรู้ รสก็ถูกรู้ ตัวมันเองรู้อะไรไม่ได้ จึงจัดเป็นรูปธรรม ฉะนั้น อารมณ์ทั้งห้าคือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ เป็นรูปธรรมทั้งหมด อารมณ์ทั้งห้านี่เป็นรูปธรรม สีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี่เป็นรูปธรรมทั้งหมด สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมสลาย ถูกรู้อย่างเดียวเป็นเฉพาะอารมณ์ได้อย่างเดียว อารมณ์คือสิ่งที่ถูกรู้ของจิต

แต่ตัวธรรมารมณ์นี้มันเป็นผู้รู้ได้ด้วยบางส่วน อย่างจิตนี่เป็นธรรมารมณ์ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นผู้รู้อารมณ์ได้ด้วย มันพิเศษกว่าอารมณ์อื่น จิตก็ดีเจตสิกก็ดี จิตและเจตสิกเป็นผู้รู้อารมณ์ถ้าหากว่าจิตไปรู้จิต จิตก็กลายเป็นทั้งอารมณ์ กลายเป็นทั้งผู้รู้อารมณ์ เจตสิกนั่นมันผสมอยู่กับจิต เพราะฉะนั้นถ้าจิตรู้อารมณ์ เจตสิกก็รู้อารมณ์ไปด้วย เพราะมันผสมกัน จิตเกิดเจตสิกก็เกิด จิตดับเจตสิกก็ดับ จิตอาศัยตาเกิดเจตสิกก็อาศัยตาเกิด จิตอาศัยหทัยวัตถุเกิดเจตสิกก็อาศัยหทัยวัตถุเกิด มันเกิดผสมกันอยู่ เพราะฉะนั้นจิตและเจตสิกนี้เป็นธรรมชาติที่เป็นผู้รู้อารมณ์ได้ เป็นผู้ที่เข้าไปรับรู้อารมณ์จึงจัดเป็นนามธรรม

ที่ว่าจิตรู้จิตมันรู้อย่างไร อย่างขณะเห็นนี่คือจิต สติไประลึกรู้สภาพเห็น อย่างนั้นเรียกว่าจิตรู้จิตแล้ว เพราะสติคือเจตสิกเกิดร่วมกับจิตไปรู้สภาพเห็น อย่างนี้แหละจิตรู้จิต ได้ยินเสียงเกิดขึ้นเป็นจิต สติไประลึกรู้สภาพได้ยิน ก็เรียกว่าจิตไปรู้จิต เพราะว่าสติมันเกิดมาตามลำพังไม่ได้มันเกิดร่วมกับจิต เวลาคิดนึกทำสติระลึกรู้ความคิดนึก ความคิดนึกนั่นก็คือจิต เมื่อไปกำหนดรู้ความคิดนึกก็เรียกว่าจิตรู้จิต ฉะนั้นจิตนี่มันเป็นอารมณ์ก็ได้ เป็นผู้รู้อารมณ์ได้ เจตสิกคือสิ่งที่ประกอบกับจิต เช่น ความโกรธ ความโลภ ความหลง มันเป็นอารมณ์ได้ด้วย เป็นผู้รู้อารมณ์ก็ได้ด้วย เวลาเราโกรธใจมันโกรธ ทำสติไประลึกรู้ที่ความโกรธ อย่างนี้เรียกว่าไปดูเจตสิก จิตไปรู้เจตสิกไปรู้ลักษณะความโกรธ ความโกรธนั้นมันเป็นเจตสิกก็จริง แต่มันก็เกิดร่วมกับจิต มันก็เลยเหมือนกับว่าจิตรู้จิต แต่เป็นเพียงว่าไปสังเกตอาการในจิตที่เป็นลักษณะความโกรธ อันนี้ก็ฟังเรียบเรียงให้ดีนะ เวลาพูดว่าธรรมารมณ์นี่ ธรรมารมณ์นี่องค์ธรรมก็คือจิต เจตสิก ปสาทรูป สุขุมรูป นิพพาน บัญญัติ เป็นองค์ธรรมของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์คือสิ่งที่มากระทบมาปรากฏทางใจ จิตทั้งหลายแหล่นี่จะรับรู้ได้ต้องอาศัยจิต ก็เลยเท่ากับว่าจิตนั้นเป็นสิ่งที่มาปรากฏทางจิต เจตสิกก็เป็นสิ่งที่มาปรากฏทางจิตมากระทบที่จิต ปสาทรูปก็ต้องรับรู้ด้วยจิต เอาตาไปเห็นปสาทรูปไม่ได้ เอาหูไปได้ยินเสียงไม่ได้ต้องรู้ด้วยจิต รูปที่ละเอียดก็เหมือนกัน ตลอดทั้งนิพพานและบัญญัติ นิพพานก็ต้องรู้ด้วยจิต เอาตาไปดูเอาหูไปฟังไม่ได้ ต้องเอาจิตไปรับรู้ ฉะนั้นการรับรู้ด้วยจิตนี่มันเป็นเรื่องที่ใช้คำว่าดู ไม่ใช่ดูแบบตาเห็นจิตมัน มันเป็นการเข้าไปรับรู้ นิพพานก็เป็นธรรมารมณ์ ฉะนั้นในธรรมารมณ์นี้มีทั้งบัญญัติและปรมัตถ์ถ้ามาแยกดู จิตเป็นปรมัตถ์ เจตสิกเป็นปรมัตถ์ ปสาทรูป สุขุมรูป นิพพานเป็นปรมัตถ์ ส่วนบัญญัติไม่ใช่ปรมัตถ์ ชื่อก็ดีภาษาก็ดีความหมายรูปร่าง อย่างนี้คือบัญญัติ ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ด้วยจิตเหมือนกัน

การเจริญวิปัสสนานั้นสติระลึกรู้ที่ปรมัตถ์ ถ้าเราเข้าใจเรื่องอารมณ์เหล่านี้ก็จะสามารถแยกแยะการปฏิบัตินั้นได้ว่าที่ระลึกนั้นน่ะตรงปรมัตถ์ไหม ปรมัตถ์มันก็มีเพียงสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง แล้วก็จิตเจตสิกรูปนิพพาน ถ้าสติจะระลึกตรงต่อปรมัตถ์ก็ต้องระลึกรู้ไปที่นี่ ระลึกไปที่สี ระลึกไปที่เสียง ระลึกรู้ไปที่กลิ่น ระลึกรู้ไปที่รส ระลึกรู้ไปที่เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง ระลึกไปรู้ที่จิต จิตที่ทำหน้าที่เห็น ระลึกไปที่สภาพได้ยิน สภาพรู้กลิ่น สภาพรู้รส สภาพรู้สึกสัมผัส สภาพคิดนึก นี่เรียกว่าระลึกตรงต่อปรมัตถ์ เห็นก็เป็นจิต ได้ยินก็เป็นจิต รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส คิดนึกนี่เป็นจิต เจตสิกก็มีทั้งกุศลอกุศล เจตสิกที่เป็นฝ่ายอกุศล เช่น ความหลง แม้แต่เผลอ สติระลึกรู้สังเกตความเผลอ ฟุ้งซ่าน สติไประลึกรู้ความฟุ้งซ่าน ก็เรียกว่ากำหนดปรมัตถ์ ฟุ่งซ่านเป็นอย่างไร มันซัดส่ายรับอารมณ์ไม่มั่น รำคาญก็ระลึกรู้ให้ตรงกับลักษณะของความรำคาญ ความหงุดหงิด ความโกรธความโลภมันมีลักษณะมีสภาวะอย่างไร สติสัมปชัญญะต้องระลึกกำหนดให้จดลักษณะของสิ่งต่อไปนี้แต่ละอย่างว่า ความโกรธมันมีสภาพอย่างไร ความโลภมันมีลักษณะอย่างไร ความอิจฉาริษยามีลักษณะอย่างไร ความหวงแหน ความตระหนี่หวงแหนมีลักษณะอย่างไร ความท้อถอย ความสงสัย ความมีศรัทธา ความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาป ความมีเมตตาความกรุณาสงสาร ความพลอยยินดี อย่างนี้คือเจตสิกต่าง ๆ เป็นปรมัตถ์แต่ละอย่างๆๆ เกิดร่วมกับจิตอยู่ การเจริญวิปัสสนานั้นต้องกำหนดให้จดสภาวะของปรมัตถธรรม ก็คือต้องรู้สิ่งเหล่านี้ รู้สี รู้เสียง รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส รู้คิดนึก รู้เห็น รู้ได้ยิน รู้รู้กลิ่น รู้รู้รส รู้รู้สึกสัมผัส รู้ความชอบไม่ชอบ ความสงบไม่สงบ นี้คือปรมัตถธรรม

ถ้าหากว่าเราเข้าใจหลักของปรมัตถธรรมแล้ว เราก็จะเจริญได้ถูกต้อง พยายามที่จะระลึกให้ตรงตัวตรงสภาพตรงลักษณะของปรมัตถ์ ขณะใดที่จิตไปรับรู้อารมณ์ที่เป็นชื่อ เราก็เข้าใจแล้ว อ้อ นี่บัญญัติแล้ว ทำๆ ไปมันเรียกชื่อ มีภาษาในใจว่าเป็นอย่างนั้นว่าอย่างนั้น ชื่ออย่างนั้น นี่ก็รู้แล้วว่าจิตนี้ตกไปสู่บัญญัติ บางทีมันรับปรมัตถ์อยู่ขณะหนึ่งแล้วก็ไปบัญญัติเสียแล้ว เช่น มันไปรับรู้ที่กาย ไปรู้สึกความตึง ความตึงเป็นปรมัตถ์ พอไปรู้สึกตึง มันกลับเรียกชื่อว่านี่คือตึง นี่คือรูป หรือว่าเรียกชื่ออย่างไรก็แล้วแต่ แม้แต่เรียกชื่อว่ารูป มันก็เป็นบัญญัติแล้ว เรียกชื่อว่าตึงนี่ก็เป็นบัญญัติ ยิ่งจะไปเรียกชื่อว่านี่คือท้องนี่คือขาเป็นบัญญัติ หรือพอกำหนดความรู้สึกมันตึงมันไหวมันกระเพื่อม มันเลยไปเห็นเป็นแผ่นเป็นผืนของกายส่วนนั้น เช่น กำหนดไปที่ทรวงอกที่หน้าท้องมันก็เห็นเป็นผืนแผ่นของหน้าท้องของทรวงอก อย่างนี้เรียกว่าอารมณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว จริงอยู่ขณะที่กำหนดทีแรกกำหนดปรมัตถ์ กำหนดความตึงความไหวนั้นเป็นปรมัตถ์ แต่มันเลยไปสู่อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ ไปสู่ธรรมารมณ์ที่เป็นบัญญัติ เป็นรูปร่างขึ้นมา ถ้าเป็นรูปร่างเป็นสัณฐานนั้นคือบัญญัติแล้ว ธรรมารมณ์ที่เป็นสมมุติแล้ว นี้ต้องเข้าใจ ผู้ปฏิบัติถ้าไม่เข้าใจตรงนี้แล้วมันทำวิปัสสนาไปไม่ถูกแน่ ถ้าแยกอารมณ์ไม่เป็น แยกอารมณ์ที่เป็นบัญญัติไม่เป็นปรมัตถ์ไม่ถูก แยกอารมณ์ที่เป็นบัญญัติปรมัตถ์ไม่ออก เพราะฉะนั้น ต้องพยายามทำความเข้าใจเรื่องปรมัตถ์ให้ดี แยกให้ออกว่าอารมณ์แบบนี้เป็นบัญญัติแล้ว อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์นั้นจะต้องแค่นี้ ๆ คือ ถ้าที่กายก็แค่เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง แค่รู้สึกไม่เลยไปเป็นรูปร่างไม่เลยไปเป็นความหมายไม่เลยไปเป็นชื่อ ก็รู้ว่าเป็นปรมัตถ์ ถ้ากำหนดได้ยินเสียงก็ระลึกแค่ได้ยิน ๆ ถ้ามันเลยออกไปว่านี่เสียงหมาอย่างนี้สมมุติแล้ว ปรมัตถ์จริงๆ ไม่มีคำว่าหมา มันเป็นเพียงแต่เสียงดังมา ดังๆๆๆ สูงๆต่ำๆ อันนั้นแค่ปรมัตถ์ เสียงกระทบได้ยิน ได้ยินเกิดขึ้น นั่นคือปรมัตถ์ จะเห็นว่าจิตนี้มันไว มันไว มันปรุงแต่งอย่างรวดเร็ว มันผลิต พอมันได้ยินปั๊บ มันผลิตมันปรุงพรึบๆๆ เสร็จทันทีอย่างไวที่สุดโดยที่ไม่ต้องออกแรง เพราะมันมีประสบ การณ์มันจำไว้แล้ว มันชำนาญ จำไว้แล้ว เสียงแบบนี้ต้องหมาแน่ มันเลยไม่ต้องออกแรงนึก การทำงานของจิตมันรวดเร็ว นอกจากว่าเป็นเสียงที่เราไม่เคยพบไม่เคยได้ยินมาก่อน มันก็ปรุงไม่ออกว่า เอ๊ นี่มันเสียงอะไร ก็จะเป็นเรื่องคิดนึกอยู่อย่างนั้น ถ้าเป็นเสียงที่เคยได้ยินมันก็จำได้ จำได้ว่านี่เสียงคนนั้น เป็นชื่อขึ้นมา อ๋อ เสียงนี้ชื่อคนนั้น จำหน้าตาคนนั้นได้ จำรูปร่างคนนั้น จำความหมายของคนนั้น นี่คือบัญญัติไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสียงใคร เสียงคน เสียงสัตว์ เสียงธรรมชาติ มันก็คือแค่เสียงที่เป็นของจริง ฉะนั้นเวลาระลึกรู้สิ่งที่มาปรากฏทางหูก็ให้ระลึกแค่เสียงหรือแค่ได้ยินๆ อย่าไปพยายามนึกว่า เออ นั่นเสียงอะไร ถ้าไปนึกว่านั่นเสียงอะไร นั่นก็คือเข้าไปหาบัญญัติ

ที่นี้ถ้าหากว่านั่งฟังธรรมะอยู่นี่ ถ้าสติระลึกรู้แค่เสียงแค่ได้ยินมันก็จะไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าพูดอะไร มันจะพบเพียงว่ามีเสียงกระทบ กระทบได้ยินแล้วก็ดับไปแค่นั้น แต่ที่ฟังรู้เรื่องแสดงว่าจิตต้องตีความหมาย สิ่งที่ผ่านบรรยากาศไปเข้าหูนี่เป็นปรมัตถ์เป็นเสียงเป็นคลื่นปรมาณูไป แต่จิตของญาติโยมก็ตีความหมายของเสียงเหล่านั้นเพราะว่าเข้าใจภาษาเพราะพูดเป็นภาษาไทย รู้เรื่องภาษาไทยมาก็เลยตีความหมายได้ นั่นน่ะจิตกำลังทำงาน กำลังคิดนึก กำลังปรุงแต่ง ตีเป็นความหมายรู้เรื่องรู้ราว ขณะนั้นจิตก็ไปรับธรรมารมณ์ ไปรับบัญญัติ ปรมัตถ์น่ะดับไปแล้วได้ยินดับ ได้ยินดับแต่มันไปตีความหมาย ก็เป็นเรื่องไปรับธรรมารมณ์ ตานี้ในขณะที่ฟังธรรมะนี่ถามว่า ถ้าอย่างนั้นก็ปฏิบัติไม่ได้ หรือถ้าอย่างนั้นก็เจริญสติไม่ได้นะซิ เพราะว่าถ้าหากเจริญสติแล้วก็ไม่รู้ความหมาย ฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วมันก็ยังปฏิบัติได้ เป็นเพียงแต่ว่ามันสลับกัน ขณะหนึ่งไปบัญญัติ ขณะหนึ่งตีกลับเข้ามาสู่ปรมัตถ์ ไปบัญญัติมาสู่ปรมัตถ์ ไปบัญญัติเป็นปรมัตถ์ ปรมัตถ์ไปบัญญัติ บัญญัติมันจะกลับมาสู่ปรมัตถ์ ถ้ามันช่ำชองมันก็เร็ว สติรู้ไปบัญญัติ ระลึกปรมัตถ์ ไปบัญญัติ ระลึกปรมัตถ์ มันก็สามารถจะฟังรู้เรื่องได้ด้วยแล้วก็รู้สภาวปรมัตถ์สลับกันไปได้ อย่างเช่นว่า ฟังเสียงได้ยินเกิดขึ้นนี่ ถ้าหากผู้ปฏิบัติระลึกได้ขณะหนึ่งกำหนดได้ยิน ก็ได้เจริญสติกำหนดปรมัตถ์ได้ขณะหนึ่ง จิตนึกคิดตีความหมายของเสียงเป็นความหมาย ขณะนั้นจิตไปสู่บัญญัติ ขณะที่กำลังนึกคิดไปเป็นความหมายว่าอย่างนั้นอย่างนี้ อารมณ์เป็นบัญญัติ แต่ตัวผู้รู้อารมณ์เป็นปรมัตถ์ คือตัวที่กำลังตรึกนึก กำลังนึกคิด กำลังตีความหมายนี้เป็นปรมัตถ์ที่กำลังปรากฏ ถ้าสติเกิดสติก็ระลึกรู้ความตรึกนึก ขณะนั้น ๆ มันก็กลับมาสู่ปรมัตถ์ได้อีก

สรุปว่าทุกระยะทุกขณะมีสภาวปรมัตถ์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยว่างเว้นจากปรมัตถธรรม ฉะนั้นผู้ปฏิบัติสามารถที่จะเจริญได้ทุกระยะทุกขณะทุกเวลา เจริญวิปัสสนาได้ทุกขณะ เพราะอารมณ์ของวิปัสสนามันมีอยู่ทุกระยะทุกขณะ ทุกเสี้ยววินาทีนี่มีปรมัตถ์อยู่ทุกขณะ ไม่มีเห็นก็มีได้ยิน ไม่มีได้ยินก็มีรู้กลิ่น ไม่มีรู้กลิ่นก็มีรู้รส ไม่มีรู้รสก็มีรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อน ตึง ไม่มีรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึงมันก็มีคิดนึก มีไหม อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวคิดนึก เดี๋ยวชอบ เดี๋ยวไม่ชอบ มันมีปรมัตถ์อยู่ตลอดเวลา อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ สติพร้อม ถ้าเข้าใจ สติเกิดขึ้นระลึกได้เสมอๆ พอจิตมันคิดนึก เอ้า สติรู้ความคิดนึก ก็ได้เจริญสติที่เป็นวิปัสสนาขณะหนึ่ง พอได้ยินเสียง สติระลึกรู้ ก็ได้ปฏิบัติได้เจริญวิปัสสนาขณะหนึ่ง แม้ว่าจิตจะแล่นไปสู่สมมุติบัญญัติ แต่มันก็กลับมาสู่ปรมัตถ์ ควบคู่กันไปได้ เป็นบัญญัติบ้างปรมัตถ์บ้าง บัญญัติบ้างปรมัตถ์บ้าง ก็ถือว่ายังดี ยังดีที่ไม่เป็นบัญญัติไปตลอด ถ้าเราไม่เป็นผู้ปฏิบัติไม่มีความเข้าใจเรื่องของการเจริญสติ จิตเราก็ไปบัญญัติตลอดเวลา ไม่เคยระลึกรู้สภาวะปรมัตถ์เลย ไปเป็นสมมุติเป็นเรื่องเป็นราวเป็นชื่อเป็นภาษาเป็นความหมายตลอด ไม่เคยรู้สภาวปรมัตถ์เลย ไม่เคยสังเกตสภาพได้ยิน ไม่เคยสังเกตสภาพรู้กลิ่นรู้รส ไม่เคยรู้สภาวปรมัตถ์เย็นร้อน ไม่เคยสังเกตความนึกคิด ไม่เคยสังเกตความพอใจไม่พอใจ นั่นคือไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติจิตใจก็จะไหลไปสู่สมมุติ จิตที่ไปสู่สมมุติ มันก็แน่นอน มันก็จะร้อนอกร้อนใจ กลุ้มอกกลุ้มใจ วิตกกังวลมาก โกรธมาก โลภมาก หลงมาก ฟุ้งซ่านหงุดหงิดมาก แต่ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติแม้ว่ามันไปสมมุติบ้าง ไปสมมุติบ้างมาปรมัตถ์บ้าง อุณหภูมิความเร่าร้อนมันก็จะลดกำลังลง มันมีตัวที่จะคอยคลี่คลาย เพราะถ้าสติระลึกรู้ปรมัตถ์อยู่นี่ กิเลสก็ถูกคลี่คลายไปเป็นขณะๆ กำหนดแค่ได้ยิน ได้ยินนี่ กิเลสมันก็ไม่เกิด กิเลสมันจะเกิดเพราะมันตีความหมายเป็นสมมุติบัญญัติ จึงเกิดรักเกิดชัง ถ้าได้ยินแค่เพียงเสียง เพียงกลิ่นเพียงรสเพียงสัมผัส มันก็ไม่โลภไม่โกรธไม่ชอบ จะชอบไม่ชอบอย่างไรมันก็ไม่เกิด จิตก็เป็นกุศล เป็นกุศล เป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลจะชำระจิตให้ผ่องใสให้สะอาดเป็นขณะๆ ฉะนั้นคนที่เจริญสติอยู่นี่จิตใจก็จะรู้สึกมีความเบามีความสบาย ผ่อนคลายความทุกข์ ถ้าเผลอตัวไม่ได้มีสติจิตคิดนู่นคิดนี่คิดอะไรมากมาย ลืมกำหนดลืมรู้สึกระลึก ก็จะพบว่า โอ้โฮ หนักอกหนักใจ แน่นอกแน่นใจ เศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน เร่าร้อน นี่ถ้าเจริญสติขึ้นมาระลึกรู้ขึ้นมาก็ค่อยเบาอกเบาใจ สงบ ร่มเย็นเป็นสุขขึ้น

มันจึงเห็นว่าการปฏิบัติจึงเป็นเรื่องจำเป็นของชีวิต ในชีวิตประจำวันนี่จำเป็นต้องเป็นผู้เจริญสติ เมื่อเราเจริญสติอยู่อย่างนี้เราก็จะพบคุณค่าของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเกิดมีความเชื่อมั่นมีความศรัทธาคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นสิ่งจริงแม้แน่นอน พระพุทธเจ้ามีจริงแน่นอน คำสอนของพระพุทธองค์ถูกต้องแน่นอน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ถูกต้องอย่างแน่นอน เพราะอะไร เพราะว่ามันคลี่คลายความทุกข์ให้เราได้ เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ความทุกข์มันลดลง แล้วถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนมันทุกข์มาก จิตใจเร่าร้อน ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด เคร่งเครียดมากมาย แต่พอได้ปฏิบัติก็คลี่คลายเบาอกเบาใจ สงบร่มเย็น จึงไม่ต้องมีใครมาชวนเชื่อ ชักชวนชวนเชื่อให้เราศรัทธาในพุทธศาสนา มันเป็นศรัทธาที่เกิดขึ้นด้วยตัวของตัวเอง เพียงแค่เราชิม ชิมผลของการปฏิบัติเพียงเล็กน้อย ยังรู้สึกเป็นผลได้เพียงนี้ ถ้าหากเราเจริญมากกว่านี้ ทำมากกว่านี้ มีความสะอาดมีความบริสุทธิ์ใจได้มากกว่านี้ ก็ลองพิจารณาดูว่ามันจะมีความสุขสงบขนาดไหน เพียงแค่เรามีสติสัมปชัญญะ กิเลสมันบรรเทาลงไป เรายังพบว่า เออ มันดีมันมีความสุขสงบ ถ้าสามารถทำกิเลสให้สิ้นไป นั่นแหละจึงเรียกว่าความดับทุกข์โดยสนิท ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง แล้วก็เห็นว่ามันเป็นไปได้ มีทางที่เป็นไปได้จากการที่พิสูจน์ในปัจจุบันนี่ พิสูจน์จากการที่เราปฏิบัติในปัจจุบันนี้ ถ้าเราเป็นผู้เจริญสติปฏิบัติเข้าใจแล้วจะรู้สึกว่ามันมีความจำเป็นที่เราจะต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอยปฏิบัติไว้ ถ้าเราไม่ปฏิบัติแล้วกิเลสก็จะกลุ้มรุมจิตใจของเรา เพราะจิตมันรับอารมณ์อยู่เสมอ ลืมตามาเดี๋ยวก็ต้องเห็นภาพ ตื่นขึ้นมาก็ต้องได้ยินเสียง พอรู้สึกตัวมาก็คิดนู่นคิดนี่มากมาย ในแต่ละวันอารมณ์ที่มากระทบมีทั้งดีไม่ดี ถ้าเราไม่มีสติอยู่นี่มันก็จะเกิดกิเลส เกิดโทสะ เกิดความฟุ้งซ่าน เกิดความหลงใหลติดใจ มันไม่ไปข้างโทสะมันก็ไปข้างโลภะ ไม่ไปข้างโทสะ โลภะมันก็ไปข้างโมหะความหลง เป็นอยู่อย่างนี้ไม่โลภก็โกรธ ไม่โกรธก็หลงอยู่วันยังค่ำถ้าไม่ได้ปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นการเจริญการปฏิบัติไม่ใช่คอยเวลาข้างหน้า ไม่ใช่คอยว่าให้เสร็จภารกิจก่อน ไม่ใช่คอยว่าขอให้เราอายุมากๆ ก่อน การปฏิบัติเป็นเรื่องที่ต้องทำเดี๋ยวนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไปอยู่ประจำในชีวิตของเรา ในขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง คิดนึกนี่ต้องฝึกหัดปฏิบัติเรื่อยไป อันดับแรกก็คือฝึกระลึกให้ตรงตัวปรมัตถ์ก่อน อันนี้หมายถึงการเข้าข่ายเรื่องของวิปัสสนา แต่ถ้าเราจะยังไม่ทำวิปัสสนาจะทำเรื่องสมาธิ อันนั้นก็ว่าไปอีกเรื่องหนึ่ง คือกำหนดบัญญัติไปก่อนได้ เพ่งบัญญัติให้มีสมาธิก่อนก็ได้ แต่พูดถึงว่าเมื่อจะเข้ามาสู่ขั้นตอนของวิปัสสนานั้น เราจะต้องเริ่มจากการระลึกให้ตรงปรมัตถ์ ศึกษาสภาวปรมัตถ์ต่าง ๆ แต่ว่ายังทำไม่ถูกต้องคือยังทำไม่เป็น แต่ทำให้รู้จักสภาวปรมัตถ์ไว้ก่อน กำหนดดูทางกายซิว่ามันมีไหม เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึงที่ว่า ได้ยินได้ฟังมาว่าทางกายมันก็มีแค่เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง ความรู้สึกมีความไม่สบายกาย ความปวดเจ็บ ความสบายกาย มีแค่นี้ ก็ลองสังเกตไปมันมีไหม เอ้า มันมีอยู่นะ ที่ขาที่แขนที่ลำตัวที่ศีรษะใบหน้า มันมีสบายบ้างไม่สบายบ้าง มีเย็นบ้างมีร้อนบ้างมีตึงมีหย่อนมีไหว ค่อยศึกษาพิจารณาสภาพปรมัตถธรรมเหล่านี้ ทางตามีเห็นมีสี ทางหูมีเสียงมีได้ยิน ทางจมูกมีกลิ่นมีรู้กลิ่น ทางลิ้นมีรสมีรู้รส มันเกิดขึ้นในขณะที่รับประทานอาหารก็มีรส เวลาทานอาหารมีทั้งรสมีทั้งเสียงมีทั้งกลิ่นมีทั้งเย็นร้อน มันมีให้ศึกษาอยู่ตลอดเวลา ศึกษาให้รู้จักก่อน รู้จักปรมัตถธรรมเหล่านี้ไปเรื่อยๆ ทางจิตทางใจก็ศึกษาพิจารณา อ้อ มีคิดนึกนะ เดี๋ยวมันคิดโน่นคิดนี่ก็รู้ ค่อยรู้จักความนึกคิด อ้อ เวลามันโกรธขึ้นมาก็ดูซิ โกรธเป็นอย่างไร โลภเป็นอย่างไร หลงเป็นอย่างไร ฟุ้งเป็นอย่างไร สงสัยเป็นอย่างไร ท้อถอยเป็นอย่างไร ศึกษาให้รู้จักไปต่าง ๆ ก็เรียกว่าได้สัมผัสปรมัตถ์รู้จักปรมัตถ์ แต่ว่ามันยังทำไม่เป็นนัก คือยังทำแบบจดจ้อง ทำแบบบังคับ ทำแบบดูมากเกินไป เลยไปสู่สมมุติบ้าง ทำให้เคร่งตึงบ้าง หรือหย่อนยานเผอเรอบ้าง ในขั้นแรก ๆ มันก็จะเป็นอย่างนั้น ล้ำเกินไป เคร่งตึง บังคับกดข่ม แต่ได้สัมผัสนะ ได้สัมผัสปรมัตถ์ความเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง คิดนึก รู้สึกต่าง ๆ แต่มันยังมีบัญญัติ เดี๋ยวเป็นรูปร่าง เดี๋ยวเป็นความหมาย เดี๋ยวนึกคิดรู้อะไรหน่อยก็คิดต่อเสียอีก ก็ค่อย ๆ ทำไป ทำไป

พอถึงอีกระดับหนึ่งก็มาฝึกการที่จะให้มันเป็นปรกติขึ้น แทนที่จะไปติดตามดู ไปจดจ้องไปค้นหา ก็เริ่มมาทำแบบหยุดอยู่กับที่ วางจิตใจอยู่กับที่ ไม่ต้องไปวิ่งหาอารมณ์ หยุดนิ่ง ๆ หยุดดูหยุดรู้อยู่ในจิตนั่น แต่มันก็ยังมีกระแสที่จะรับรู้ไปทางกายทางหูทางจมูก ก็เรียกว่าสบายขึ้น เหมือนกับเรารับแขกอยู่กับที่อยู่ในศาลานี้ แทนที่จะวิ่งไปประตูนั้นไปหน้าต่างนี้ ประตูมันมีทางเข้าตั้ง .... เดี๋ยวทางหน้าทางหลังทางซ้ายทางขวา เราอยู่กับที่ปล่อยให้แขกเข้ามาเอง อารมณ์ก็คือแขก แขกก็คืออารมณ์ ให้เข้ามาถึงใจแล้วก็รู้ แล้วก็ไป ผ่านไปแล้วก็รู้อันใหม่ รู้อันใหม่ มันก็จะสบายขึ้น ปรกติขึ้น แต่ใหม่ๆ นี่มันยังวิ่งไปหาที่ประตูก่อน วิ่งไปที่ขาไปที่ร่างกาย วิ่งไปที่หูที่จมูกที่ลิ้น ไปรับอารมณ์ต่าง ๆ ก็จะรู้สึก แหม มันเหน็ดเหนื่อยวุ่นวาย อารมณ์มันมาก เดี๋ยวมีเสียง เดี๋ยวมีกลิ่น เดี๋ยวมีเย็นมีร้อน กำหนดไม่หวาดไม่ไหว ใหม่ ๆ ก็ต้องทำความรู้จักให้มากก่อน พอรู้จักมากขึ้นแล้วก็ฝึกหัดการเป็นปรกติ หยุดดู หยุดรู้เฉย ๆ นิ่ง ๆ แต่ว่ากำลังที่เคยฝึก ฝึกที่จะดูสภาวะต่างๆ มันก็เป็นปัจจัยมา ถึงจะอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ มันก็มีกระแสที่จะรับรู้ นี่เรียกว่าให้มันเป็นปรกติขึ้น สติสัมผัสสัมพันธ์ทั้งความรู้สึกทางกายทางจิตใจ เรียกว่าทางจิตใจนี่ต้องสัมพันธ์อยู่เสมอ ถ้าไม่มีสติสัมพันธ์ทางจิตใจนี่ ไปดูที่ใดที่หนึ่งมันจะเลยไปสมมุติหมด สมมุติว่าไปกำหนดที่กายอย่างเดียว ไปกำหนดปวดตรงไหนก็ดูปวดตรงนั้น ดูไปมันก็เห็นเป็นรูปร่างขารูปร่างหัวเข่า นี่เรียกว่าอารมณ์มันสลับ ความปวดเป็นปรมัตถ์ รูปร่างหัวเข่าเป็นธรรมารมณ์ในส่วนบัญญัติ ฉะนั้นกำหนดปรมัตถ์มันไม่อยู่แค่ปรมัตถ์ ถ้าเราไปจ่อไปจี้อยู่ที่เดียว หรือกำหนดแค่ที่กาย ดูที่หน้าท้องดูที่ทรวงอก มีตึงมีหย่อนมีไหว มันก็อดไม่ได้เห็นเป็นแผ่นเป็นผืนของหน้าท้องหน้าอก แต่ถ้ามาสัมผัสที่จิตด้วย รู้ความรู้สึกที่กายแล้วสัมผัสที่จิต รู้กายรู้จิต รู้กายรู้จิตไป รู้ได้ยินเสียง รู้จิตรู้ คือมันผูกพันอยู่กับจิตอยู่เสมอ มันก็จะไม่เลยหรือเลยน้อยลง ไม่เลยไปสู่สมมุติบัญญัติ เลยก็เลยน้อยลง เวลาสติมันกลับมารู้ที่จิตนี่มันก็จะไม่ปรุงแต่งต่อ การที่มันเลยไปสู่บัญญัติก็เพราะจิตมันปรุงแต่ง จิตมันมีสัญญาความจำปรุงแต่ง มันก็ประดิษฐ์อารมณ์เป็นรูปร่างเป็นความหมายเป็นชื่อ พอสติมันรู้ที่จิตปุ๊บมันก็ตัดกระแสของการปรุงแต่ง อารมณ์ที่จะเป็นชื่อเป็นความหมายเป็นรูปร่างมันอยู่ที่จิตทางมโนทวาร เพราะว่ามันเป็นธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่มาปรากฏทางใจ เมื่อสติไปดูที่ใจไปดูที่จิตก็เห็นความตรึก กำลังตรึกกำลังนึก พอสติไปดูที่ความตรึกนึก อารมณ์มันก็ทิ้งสมมุติมารู้ปรมัตถ์ ก็ตัดกระแสของเรื่องราวออกไป ฉะนั้น ใครที่กำหนดจิตเป็นมันจึงจะพัฒนาไปได้ การปฏิบัติมันจึงจะไม่ตันอยู่ สามารถจะเห็นสภาวะของธรรมชาติที่แยบคายขึ้นไป เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติทำไปแล้วต้องฝึกให้รู้เข้าไปถึงจิตใจ รู้ไปที่จิตที่ธาตุรู้ สภาพรู้อาการในจิตใจต่าง ๆ

แม้ว่ามีสมาธิเกิดขึ้น อย่างบางคนทำไปแล้วมีสมาธิ ความรู้สึกทางกายมันบางเบา ไม่ค่อยรู้สึกแล้ว ลมหายใจไม่มีหรือน้อย ถ้าไม่มีการกำหนดจิต กายก็ไม่รู้สึกไปแล้ว แล้วมันจะดูอะไรเมื่อกำหนดจิตไม่เป็น มันก็ไปอยู่กับความว่าง ไปดูความว่างเปล่า เมื่อไปดูความว่างเปล่ามันก็ไม่เห็นความเกิดดับอะไร เพราะความว่างเปล่ามันเป็นบัญญัติ เป็นบัญญัติอารมณ์ ก็คือความหมายชนิดหนึ่ง ความว่างก็คือความหมายชนิดหนึ่ง เป็นบัญญัติอารมณ์ เป็นอารมณ์ของจิตเหมือนกัน จิตก็จะอยู่แบบนิ่ง ๆ สงบ อยู่กับความว่างเอิบอิ่ม ก็ดีเป็นสุขก็ดี แต่มันจะไม่เห็นความเกิดดับอะไร เมื่อไม่เห็นความเกิดดับ มันก็จะเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาไม่ได้ เมื่อไม่เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา มันก็ไม่ถอนความเป็นตัวตนอะไรได้ ก็ได้แต่สมถะความสงบอยู่อย่างนั้น นี่เพราะว่ากำหนดจิตไม่เป็น หาจิตไม่เจอ กำหนดสภาวปรมัตถ์ทางมโนทวารไม่ได้ พอกายละเอียดไม่รู้สึก ลมหายใจไม่มี กายไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่าไปหมด ก็จะอยู่นิ่ง ๆ แค่นั้นเอง กี่ปีกี่เดือนก็ไปไหนไม่ได้ อยู่อย่างนั้น

ที่นี้ถ้าหากกำหนดจิตเป็น ทำไปลมหายใจบางเบา กายว่างลง หายใจไม่มี แต่มันก็มีจิตอยู่ให้รู้ จะเห็นว่ามันไม่ว่างเปล่าเลย มันมีสภาวะอยู่มีจิตอยู่มีรู้อยู่ จิตเป็นตัวรู้อยู่ ในจิตก็มีตัวนึกตัวคิดตัวปรุงแต่งอยู่ในนั้น บางทีก็ชอบ บางทีไม่ชอบ บางทีสงบ บางทีไม่สงบ บางทีเอิบอิ่ม บางที่ผ่องใส ถ้าสังเกตเหล่านี้เป็น ทุกขณะก็จะมีสภาวปรมัตถ์ให้รู้ให้ดูอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่างเปล่าไปเฉยๆ เจริญวิปัสสนานี่ไม่ใช่ว่างเปล่าเฉยๆ ต้องมีสภาวะให้รู้อยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่ามีรูปมีนามเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เห็นรูปเห็นนามเกิดดับ คือปรมัตถธรรมนั้นน่ะถ้ามาแยกแล้วก็เป็นรูปเป็นนาม สีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์บางส่วนนี่เป็นรูป เห็นได้ยินรู้กลิ่นรู้รสรู้สัมผัสนี่เป็นนาม คิดนึกเป็นนาม เจตสิกทั้งหลายเป็นนาม ฉะนั้นปรมัตถ์ถ้าจะเรียกเป็นรูปเป็นนามก็จะแยกออกมา ส่วนใดที่ปรากฏเสื่อมสลายไปอย่างเดียว รู้รับอะไรไม่ได้ นั่นก็คือรูป นั่นคือสีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี่เป็นรูป นามก็เป็นธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ ได้เห็นได้ยินรู้กลิ่นรู้รสรู้สัมผัสคิดนึก เหล่านี้เป็นนาม เวลาปฏิบัติก็ไม่ต้องไปนั่งเรียกชื่อว่า อันนี้คือรูป นี่คือนาม นี่คือขันธ์ห้า นี่คือเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ จริงอยู่ใหม่ๆ มันอาจจะคอยเรียก ใหม่ๆ การศึกษาธรรมะ ในตัวเองมันก็คอยบอกอะไรเป็นอะไร อะไรอย่างไรอะไร แต่อย่าปล่อยให้เพลินต่อความคิดเหล่านั้นไปเรื่อย ให้สติระลึกรู้ แม้มันจะคิดในเรื่องธรรมะ สติก็ระลึกเข้ามาที่ความคิด ระลึกเข้ามาที่ตัวตรึกนึก มันก็จะกลับมาสู่ปรมัตถ์ มันต้องกลับเข้ามาเสมอ จิตกลับมาที่จิตกลับมาที่รู้อยู่เสมอ เป็นปัจจุบันไว้

นี่ก็จะเห็นว่าการที่จะศึกษาธรรมะปฏิบัติธรรมะมันจะต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้น ในส่วนของอารมณ์ อันใดเป็นบัญญัติ อะไรเป็นปรมัตถ์ จากการฟังให้เข้าใจ แล้วก็มาเข้าใจจากการที่ปฏิบัติ ลองมาสังเกตเทียบเคียงจากการฟังดูซิ เออ ที่ฟังนี้ปรมัตถ์เป็นอย่างไร บัญญัติเป็นอย่างไร ให้รู้จัก พอรู้จักดีแล้วตานี้ก็ไม่ต้องมีใครมาบอก รู้จักธรรมชาติที่จะระลึกรู้ระลึกรู้ อ๋อ มีอยู่แค่นี้ ก็ทำหน้าที่ระลึกรู้ไป เพราะมันเกิดขึ้นอยู่เรื่อย เห็นได้ยินรู้กลิ่นรู้รสคิดนึก สีเสียง กลิ่นรส มันมีอยู่แค่นี้ ก็ทำหน้าที่ระลึกไป วัน มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่

ระลึกไปเพื่ออะไร เพื่อจะให้เห็นแจ้งชัดของสิ่งเหล่านี้ ลบความเห็นผิดความยึดถือผิด ที่เราเคยยึดถือว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา เคยยึดถือว่าเห็นน่ะคือเราเห็น จะได้รู้สึกว่าเห็นก็สักแต่ว่าธรรมชาติไม่ใช่เราสักหน่อย ได้ยินเคยรู้สึกว่าเราได้ยิน เมื่อประจักษ์แจ้งมันก็พบว่าได้ยินมันก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่ใช่ตัวเราสักหน่อย รู้กลิ่นรู้รสรู้สัมผัสคิดนึก เคยรู้สึกว่าเป็นเรามาตลอด เราคิดนึก พอมันกำหนดรู้จริง ๆ มันก็สัก .... คิดนึกมันก็สักแต่ว่าคิดนึก มันก็คือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่คิดแล้วก็ดับไป เห็นแล้วก็ดับไป รู้กลิ่นรู้รสรู้สัมผัสก็ดับ มันต้องเห็นความดับไปต่อหน้าต่อตาอยู่เรื่อย ๆ มันจึงจะรู้สึกในขณะนั้นว่าไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา ที่ปฏิบัตินี่ต้องการที่จะให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา ให้เกิดความรู้ความเห็นความเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้สักแต่ว่าเป็นธรรมชาติ คือมันจะเรียกธรรมชาติหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ จะเรียกรูปเรียกนาม ไม่สนใจทั้งหมด แต่ว่าไปเห็นสิ่งที่ปรากฏให้รู้นั้นน่ะ มันก็สักแต่ว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏ ทำหน้าที่แตกดับเปลี่ยนแปลงอย่างนั้น ไม่ได้เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เป็นเราเป็นของเรา เกิดแล้วดับทันที เกิดแล้วดับทันที นี่เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัตินั้นจะต้องเข้าถึงอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นวิปัสสนา แล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินวิสัย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คอยชาติหน้า หรือว่าไปคอยกันเมื่อไร เป็นเรื่องที่ (เทปหมดม้วน )