#echo banner="" หยุดใจให้ไร้อยาก พระครูเกษมธรรมทัต

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หยุดใจให้ไร้อยาก

พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรังสี)

สำนักปฏิบัติกรรมฐาน วัดมเหยงคณ์ ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

นมตฺถุ รตนตฺตยสฺส ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
ขอความผาสุก ความเจริญในธรรม จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

ต่อไปนี้จงตั้งใจฟังธรรมพร้อมกับการปฏิบัติธรรม เจริญสติสัมปชัญญะ พร้อมกับการฟังธรรมก็จะได้รับประโยชน์ยิ่งขึ้น ได้ประโยชน์ทั้งในส่วนของความคิดพิจารณาในธรรมที่กำลังฟัง เรียกว่า สุตมยปัญญา ได้ประโยชน์ทั้งในส่วนของความคิดพิจารณาในธรรมที่กำลังฟัง เป็นจินตมยปัญญา ได้ประโยชน์จากการได้พิจารณาระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จนรู้แจ้งตามความเป็นจริง เป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนา ปัญญาก็มีสามระดับคือ หนึ่งระดับจากการฟัง สองระดับจากการคิด สามระดับจากการรู้เห็นเฉพาะหน้า คือเมื่อมีสติระลึกรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏก็เกิดปัญญา มีปัญญาปรากฏเกิดขึ้นเป็นภาวนามยปัญญา

เรื่องการประพฤติปฏิบัติส่วนมาก นักปฏิบัติจะเห็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องว่า ปฏิบัติแล้วไม่สงบ อยากสงบ เจริญกรรมฐานอยากให้จิตสงบ บางครั้งบางคราวเคยได้รับความสงบจิตใจได้รับความสงบก็อยากจะให้ความสงบนั้นเกิดขึ้นอีก ทำกรรมฐานทีไรก็อยากจะสงบอย่านั้นอีก พอมันไม่เป็นไปตามความปรารถนาก็ยิ่งเกิดความวุ่นวายใจ เกิดความฟุ้งซ่าน เกิดความเบื่อหน่ายท้อถอยต่อการที่จะฝึกหัด ต่อการที่จะประพฤติปฏิบัติ

ทำไมบุคคลจึงเกิดความฟุ้งซ่านมากขึ้น ทำไมจึงเกิดความท้อถอยมากขึ้น นั่นเพราะมีความอยาก มันเป็นตัณหาเข้ามาในการปฏิบัติ เคยได้รับความสงบแล้วก็ทำ แล้วก็เกิดความอยากสงบ เกิดความติดใจ เกิดความอยากที่จะให้จิตใจอยู่ในความสงบ เป็นตัณหา เป็นธรรมตัณหา เป็นโลภะที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติ ความอยากในที่นี้ไม่ใช่อยากได้เงินได้ทอง ไม่ได้อยากที่จะต้องการยศลาภชื่อเสียงอะไร แต่ว่าอยากสงบ อยากในธรรมนั่นเอง อยากสมาธิ มันก็ยังเป็นกิเลส ยังเป็นอกุศลอยู่ ความที่อยากนี่แหละมันไปเสริมให้ความไม่สงบกระจายตัวมากขึ้น คือความฟุ้งซ่านจะมีมากขึ้นเพราะว่าไม่สมความปรารถนา อยากสงบแล้วมันไม่ยอมสงบก็จะเกิดความเดือดดาลใจ เกิดความคับแค้นใจ เกิดความน้อยใจ มันก็เป็นกิเลสอีกชนิดหนึ่ง ประเภทโทสะที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ คือฟุ้งซ่าน มันเลยผสม มันเลยสนับสนุนกิเลสกันใหญ่ ความท้อถอยก็ตามมา เพราะว่ามันไม่ได้อย่างใจ เกิดความท้อถอยเบื่อหน่ายไม่มีกำลังใจที่จะประพฤติปฏิบัติ อันนี้ก็เป็นกิเลสเรียกว่า ถีนมิทธะ คือความหดหู่ท้อถอย ความเซื่องซึมท้อถอยของจิตของเจตสิก ท่านจัดเป็นนิวรณ์ข้อหนึ่ง เรียกว่าถีนมิทธะนิวรณ์ เป็นเครื่องกั้น คือเครื่องกั้นความดีที่จะเกิดขึ้น ฟุ้งซ่านก็เป็นนิวรณ์เป็นเครื่องกั้น รำคาญใจก็เป็นนิวรณ์ ความคับแค้นใจก็เป็นนิวรณ์ มันจะรุมมาเกิดขึ้นในจิตใจ ฉะนั้นต้นเหตุมันก็มาจากความอยาก มาจากความอยากที่จะให้ได้อย่างนั้น จะให้ได้อย่างนี้

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ ถ้าจะดับก็ดับที่เหตุ ความทุกข์ทั้งหลายมาจากเหตุให้เกิดทุกข์คือตัณหา ความอยากทะยานอยากได้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ การจะแก้ปัญหา แก้ทุกข์ การจะดับทุกข์ ก็คือต้องไปแก้ที่เหตุ ต้องทำลายเหตุแห่งทุกข์คือ ตัณหาความทะยานอยาก อยากมีอยากเป็น อยากในกาม อยากไม่มีอยากไม่เป็น เวลามันมีอารมณ์ไม่ดีเกิดขึ้นก็อยากให้มันหมดไป อยากให้มันสิ้นไป ไม่เอาไม่ต้องการ อยากให้มันพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นกิเลสเป็นตัณหา ตัณหามีสามอย่างคือ กามตัณหา ความต้องการติดใจในกามคุณอารมณ์ อยากได้รูปสวยเสียงเพราะกลิ่นหอมรสอร่อยสัมผัสนุ่มนวลเป็น กามตัณหา อยากมีอยากเป็น อยากได้อย่างนั้นอยากได้อย่างนี้เป็น ภวตัณหา อยากให้มันไม่มีไม่เป็นให้มันหมดไป สิ่งที่ไม่ชอบใจให้มันไป ให้มันหมดไป ปฏิเสธผลักไสผลักดัน มันก็เป็น วิภวตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ในจิตใจที่วุ่นวายเป็นทุกข์เมื่อสาวไปแล้วมันก็มาจากกิเลสมาจากโลภะ มาจากตัณหาก็ต้องไปดับตัณหาไปทำลายตัณหาให้สิ้นซาก เมื่อเวลาประพฤติปฏิบัติจึงต้องรู้เท่าทันต่อตัณหาที่จะเกิดขึ้น ต้องพิจารณาในจิตใจว่าขณะนี้มีความทะยานอยากไหม มันมีตัณหาประเภทไหนเกิดขึ้น อยากสงบมันก็เป็นตัณหาเป็นการอยากมีอยากเป็นอยากได้ความสุข อยากได้ความสงบ มีตัณหาเข้ามาแล้วถ้าเราปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ มันไม่สงบดังใจขึ้นมามันก็จะเกิดความเดือดดาลใจ เกิดความวุ่นวายใจยิ่งขึ้น ฉะนั้นผู้ปฏิบัติต้องอ่านจิตใจตัวเองให้ออกว่าขณะนี้มีตัณหาไหม มีความทะยานอยากไหมถ้ามีก็ต้องแก้ไข แก้ไขอย่างไร อันดับแรกก็คือรู้ทัน รู้ลักษณะของตัณหาที่เกิดขึ้นแล้วก็ละวาง ฝึกหัดการเจริญสติสัมปชัญญะให้มันหลุดรอดหลุดพ้นจากตัณหาเรียกว่าให้มันมีความปล่อยวาง ฝึกหัดการให้มันมีความปล่อยวาง

ในเบื้องแรกต้องทำความเข้าใจว่า เราจะปฏิบัติอย่างไม่อยากได้อะไร อะไรเกิดขึ้นก็ตาม ก็เป็นเรื่องของเหตุของปัจจัย ของธรรมชาติที่มันจะเกิด มันจะเกิดมันจะดับก็แล้วแต่มัน จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ดู เป็นเพียงผู้รู้เท่านั้น จะไม่มีความอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ถ้าจิตใจมันหลุดจากความอยาก จะพบความเบาจะพบความสงบ ความเบาใจมันจะเกิดขึ้น จิตที่มันมีความขุ่นมัวเศร้าหมองนั่น เพราะมันมีความอยากเคลือบจิตอยู่ มันเป็นนิสัยมันเคยชินปุถุชนมันมีตัณหาติดอยู่ในจิตอยู่เสมอ จะทำอะไรจะคิดอะไรมันจะเป็นไปด้วยความอยากตลอด ฉะนั้นเรามาปฏิบัติมาฝึกหัดละตัณหาไม่ให้มันมีความอยาก เจริญกรรมฐานก็ใช้สติสัมปชัญญะระลึกรู้เท่าทันต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏ คือรูปธรรม นามธรรมที่ปรากฏ

ในขณะที่ระลึกรู้รูปนามอยู่นั้น ก็คอยระวังไม่ให้มีตัณหาเข้าไป จะให้มันมีแต่ระลึกอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีความอยาก สภาพของจิตมันเป็นอย่างไร มันมีอารมณ์อันใด อารมณ์จะดีก็ตามไม่ดีก็ตาม ก็ทำหน้าที่ระลึกรู้ไปอย่างไม่มีความอยากได้หรืออย่างปฏิเสธ ดูแค่ดู รู้แค่รู้ การเจริญวิปัสสนาต้องฝึกจุดนี้ให้ได้ เป็นส่วนสำคัญ ฝึกหักปฏิบัติไป ดูแลรักษาสภาพของจิตใจไม่ให้มันมีความอยาก มันเผลอก็เกิดความอยากก็แก้ไขเสียปล่อยวางเสียฝึกหัดให้มันปล่อยวาง ให้จิตใจมันเป็นธรรมดาให้มันเป็นปรกติ ให้มันเป็นเพียงแค่ดู แค่รู้ ถ้าฝึกได้ ฝึกจิตใจให้มันปลอดจากตัณหาจะพบว่าจิตใจมันพร้อมที่จะเบิกบานของมัน จิตใจมันพร้อมที่จะผ่องใส จิตใจมันพร้อมที่จะปลอดโปร่งของมัน เพราะว่าอะไร เพราะว่าตามธรรมดาของสภาพจิตเดิมโดยเฉพาะสภาพจิตล้วน ๆ ในสภาพจิตใจของมันเองมันเป็นสภาพที่ประภัสสรอยู่แล้ว คือผ่องใส จิตเดิมมันประภัสสรผ่องใส แต่นี่มันมาเศร้าหมองขุ่นมัวเพราะมันมีกิเลสจรเข้ามา มีตัณหา มีโทสะ โลภะ โมหะเข้ามาครอบงำ โดยเฉพาะตัณหาครอบงำเชื่อมจิตอยู่เสมอ ทำให้จิตใจมันเศร้าหมอง ถ้าปฏิบัติไม่ต้องไปหวังอะไร เพียงแต่เจริญสติให้มันปลอดจากความอยากได้ ทำไปแค่รู้ ดูไปแค่ดู ไม่มีความทะยานอยาก มีความวางเฉยมีความปล่อยอยู่ ตัวที่มันมีการปล่อยอยู่นั้นมันทำให้หลุดรอดจากความอยาก เราก็จะพบว่าจิตมันผ่องใสขึ้นจะเริ่มรู้ตัวเข้าสู่สภาพความปลอดโปร่งของมัน ผู้ปฏิบัติจะพบได้สังเกตได้

เรามาปฏิบัติมัวแต่วิ่งหาตัณหาอยากได้ความสงบ ความสงบ ความสะอาดความผ่องใสของจิตมันอยู่แค่หยุดความอยาก แค่ละความอยากตรงนี้เองมันก็โปร่งเบาขึ้นมาเอง เหมือนคนที่วิ่งไป วิ่งค้นหาไปแล้วไปบ่นว่าเหนื่อย เหนื่อย เหนื่อยแล้วก็วิ่งไป วิ่งหาสภาพที่มันไม่เหนื่อย แต่ก็ยังวิ่งหาอยู่ การที่มันจะไม่เหนื่อยก็คือหยุดซะ หยุดซะมันก็ไม่เหนื่อย ตานี้วิ่งหาค้นหาขวักไขว่ก็บ่นว่าเหนื่อยเหมือนกับความอยากที่มันแล่นไป มันก็เศร้าหมอง เบื่อหน่ายเศร้าหมอง ทุกข์ อยากจะพ้นทุกข์แต่ไม่หยุดอยาก ไม่หยุดอยากมันก็ไม่พ้นทุกข์ ความอยากก็นำมาซึ่งความยุ่งยาก ถ้าหยุดอยากมันก็ไม่ยุ่งยาก มีอยากมันก็มียาก ถ้าไม่อยากมันก็ไม่ยาก

จิตอุปมาเหมือนกับน้ำ จิตมันเหมือนกับน้ำ น้ำในแม่น้ำลำคลองที่ตักขึ้นมาจะเห็นว่ามันขุ่นมัวมันสกปรก ที่มันสกปรกนั้นไม่ใช่ตัวน้ำ มันสกปรกเพราะมันมีสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ เข้าไปผสมในน้ำต่างหาก ตัวน้ำจริง ๆ นั้นจะบริสุทธิ์เหมือนกับจิตเดิมมันบริสุทธิ์ จิตมันประภัสสรของมันอยู่ แต่มันเศร้าหมองขุ่นมัวเพราะมันมีกิเลสต่าง ๆ เข้ามาฉะนั้น น้ำที่ตักขึ้นมาเอาขึ้นมาจากแม่น้ำลำคลองนี้ ถ้าเราสามารถกลั่นกรองเอาสิ่งปฏิกูลตะกอนต่าง ๆ ออกไปจากน้ำได้น้ำก็จะคืนสภาพธรรมชาติของมันคือใสสะอาด ความใสสะอาดบริสุทธิ์ มันก็ไม่ได้มาจากไหนมันก็อยู่ของมันอย่างนั้นแหละ ที่เราตักใส่ถังมานี่ แสดงว่าในนั้นมันมีน้ำที่สะอาดอยู่และก็มีสิ่งปฏิกูลอยู่ ความสะอาดไม่ได้เอามาจากที่อื่น มันเพียงแต่เอาสิ่งสกปรกออกไปให้ได้เท่านั้นความสะอาดก็ปรากฏ ฉันใดก็ดี จิตใจนี้ก็เหมือนกันมันมีความสะอาดมันมีความผ่องใสของมันอยู่แล้วโดยพื้นฐานของจิต แต่ว่ามันขุ่นมัวเศร้าหมองเพราะมันมีกิเลสต่างหากจรเข้ามาแปดเปื้อน ฉะนั้น กิเลสตัวหนึ่งก็คือตัณหาหรือว่าโลภะ เพียงการปฏิบัติให้มันหยุดอยากได้ ระงับความอยากได้ ปฏิบัติฝึกหัดให้มันหลุดรอดจากความอยาก ให้เจริญสติสัมปชัญญะ ให้มันปลอดจากความอยาก ความผ่องใสของจิตก็จะเกิดขึ้นจะปรากฏตัวขึ้นตามลำดับ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติก็พิสูจน์ได้

เราปฏิบัติธรรมอยู่นี้ บางครั้งเราพยายามเหลือเกิน ขวนขวายประพฤติปฏิบัติทำเท่าไหร่ ๆ มันก็ไม่สงบ เพราะเราทำด้วยความอยาก ทำด้วยขวักไขว่ทำด้วยความต้องการทะเยอทะยาน แต่ถ้าบางครั้งเราไม่ได้ตั้งใจ นั่งปฏิบัติก็ไม่ได้คิดจะต้องการอะไรไม่ได้ต้องการความสงบ ทำไปเฉย ๆ เราจะพบว่า เอ๊ะ จิตใจมันทำไมสบายมันโปร่งมันสงบ นั่นคือปฏิบัติแล้ว ขณะนั้นคือการปฏิบัติที่ทำได้ดีเป็นการปฏิบัติที่ปลอดภัยจากตัณหา ผลมันก็จะเกิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จิตที่ผ่องใสจิตที่สงบ มันเกิดขึ้นมาโดยที่ผู้ปฏิบัติก็ไม่ได้ตั้งใจ อันนี้สำหรับผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติอยู่ ก็ย่อมทบทวนการประพฤติปฏิบัติของตัวเองที่ผ่านมาได้ บางครั้งทำ นั่งธรรมดาแท้ ๆ จิตกลับสงบโปร่งเบา เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ลองมาฝึกจิตในลักษณะอย่างนั้นดู เวลานั่งปฏิบัติ เริ่มต้นนั่งปฏิบัติก็ทำเหมือนกับว่าไม่ได้ทำ พยายามจะทำเหมือนแบบไม่ได้ทำ จะปรับปรุงผ่อนทางกายทางจิตให้มีสภาพเหมือนกับว่าไม่ได้ทำ ความเบาใจมันจะเกิดขึ้นให้เห็นได้ถ้าเกิดความชำนาญขึ้น การปรับปรุงผ่อนการวางท่าทีของสติสัมปชัญญะที่ได้ส่วนที่เป็นกลาง ที่ปลอดจากตัณหานี่ ถ้ามีความชำนาญขึ้น ทำแล้วก็เข้าสู่จุดของความเป็นกลางได้ทันที ก็จะพบความเบาใจไปได้ทันที ไม่ต้องคอยโอกาส

ถ้าจิตปลอดจากตัณหาความโปร่งใจก็จะเกิดขึ้น แต่พอตัณหาเข้ามาความขุ่นมัวของจิตก็เกิดขึ้น ฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติบางครั้งเราอาจจะทดลองดูก็ได้ คือว่าเราจะปฏิบัติเน้นไปในแง่ไม่ให้มีความอยาก คือเราจะไม่มุ่งดูมุ่งจะเอาอะไรแต่จะมุ่งแค่ไม่อยากได้อะไร เราลองทำอย่างนี้ดูก็ได้ นั่งไปทำใจแบบจะไม่เอาอะไรท่าเดียว จะวางเฉย จะปล่อย จะวาง จะไม่เอาอะไรฝึกจิตไปอย่างนี้อย่างเดียว ปรับปรุงปรับผ่อน รักษาจิต บอกจิตตัวเอง ควบคุมรักษาจิตใจให้จิตมันไม่เอาอะไร จิตมันไม่เอาอะไร มันปล่อย มันวาง มันไม่เอาอะไร เราก็จะพบความเบาใจเกิดขึ้น ความสงบใจมันก็เกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องไปแสวงหา ค้นหาอะไรที่ตรงไหน ขณะที่เราปฏิบัตินี่เรากลัวเราจะไม่ได้อะไร ทำแล้วกลัวจะไม่ได้อะไร จึงพยายามจะให้ได้ด้วยความทะยานอยาก นั่นแหละมันคือไม่ได้อะไร ยิ่งอยากจะได้มันก็ไม่ได้เพราะสิ่งที่ควรได้นั้นก็คือความละวาง ความสละ ความปล่อย

ที่ปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนานี้เป้าหมายก็คือ การสละได้ ปล่อยได้ การวางได้ แต่ถ้าเราปฏิบัติด้วยความที่จะเอาให้ได้ ปฏิบัติด้วยความอยากมันตรงกันข้าม เหตุกับผลมันไม่ตรงกัน ผลของมันก็คือสิ้นอยาก เหตุมันจะเข้าไปอยากยึดมั่นถือมั่นไม่ตรงกับเป้าหมาย เป้าหมายนั้นคือ การสละ การปล่อยวาง เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็มาทำเหตุเสียใหม่ ทำเหตุให้มันตรงต่อผล เมื่อผลคือความปล่อยคือการวางคืนการสละคืน ก็ทำเหตุให้มันตรงต่อผลคือให้มันไร้ความอยากทำไปนี่ ฝึกหัดการให้พยายามที่จะปลอดจากความอยากไว้เรื่อย ๆ เมื่อความอยากเข้ามา ก็ดูแลรักษาปรับปรุง ปรับผ่อนให้จิตใจมันไม่มีความอยาก

เราใช้สติ เจริญสติเป็นตัวระลึก สัมปชัญญะเป็นตัวพิจารณา เป็นตัวใส่ใจเป็นตัวสังเกตอารมณ์ของสติหรือกรรมฐาน ถ้าเป็นวิปัสสนาก็ต้องเป็นรูปนาม หรือเป็นสภาวะให้เกิดปัญญาอารมณ์นั้นจะต้องเป็นของจริง แต่ถ้าเป็นสมถะจะปฏิบัติเพื่อความสงบอารมณ์ก็ต้องเป็นบัญญัติเป็นสมมุติ การทำความสงบในลักษณะของสมถะมันต่างจากความสงบของวิปัสสนา ความสงบของวิปัสสนาก็ดังที่ได้กล่าวแล้ว ที่บอกมาในเบื้องต้นว่าทำด้วยความไม่ต้องการอะไร มีสติระลึกรู้ด้วยความปล่อยวาง ความสงบมันจะเกิดขึ้นมาเอง ความสงบมันจะมาบวกกับสติสัมปชัญญะไม่ใช่เป็นความสงบแบบดับดิ่ง เป็นเพียงความโปร่งใจเบาใจแต่ยังต้องมีสติสัมปชัญญะที่จะระลึกที่จะพิจารณาได้ แต่ถ้าความสงบในลักษณะของสมถะ อันนั้นมันจะต้องเพ่งเข้าไป จ้องดู จ้องรู้เข้าไปในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่น เพ่งลมหายใจ ก็ดูเพ่งไปที่ลมหายใจอย่างเดียว ดูความหมายลมเข้า ลมออก เรียกว่าเจริญสมถะ มันจะต้องควบคุม จะต้องบังคับ จะต้องสะกดลงไป ต้องจ้อง ต้องจับในอารมณ์เดียว ในลักษณะอย่างนี้ ถ้าหากว่าเพ่งอยู่ จับอยู่ มันก็สงบ และก็เป็นความสงบที่มาก เป็นความสงบที่แนบเนียนที่แนบแน่นลงไป เกิดความสุขมาก เกิดความเอิบอิ่มใจมาก แต่ถ้าหากว่าเพ่งลงไปจ้องจับลงไป ประคับประคองจ้องลงไปเพ่งลงไป ถ้ามันไม่อยู่ขึ้นมา มันก็จะฟุ้งมาก เกิดความฟุ้งซ่าน เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจ นั่นลักษณะของการเจริญสมถะ

แต่การเจริญวิปัสสนามันไม่ได้ทำอย่างนี้ เจริญวิปัสสนามันปล่อยวางมีสติระลึกรู้สภาพธรรมต่าง ๆ ไม่ใช่ไปจ้องไปกดไปสะกด เจริญวิปัสสนามันใช้สติสัมปชัญญะ ระลึกรู้สภาพธรรมต่าง ๆ ไม่เจาะจงว่าจะต้องเป็นอารมณ์นั้นอารมณ์นี้ อารมณ์มันดีก็ตามไม่ดีก็ตามสงบก็ตามไม่สงบก็ตาม มันเกิดขึ้นอย่างไรก็รู้อย่างนั้น และก็รู้อย่างไม่ต้องการปฏิเสธ แนวทางการเจริญสมถะกับวิปัสสนามันต่างกัน

วิปัสสนาระลึกอารมณ์ต่าง ๆ ไม่เลือก บางขณะระลึกรู้ความรู้สึกที่กายดูความรู้สึก ความไหวความตึง ความเย็นความร้อน อ่อนแข็ง รู้สึกสบายไม่สบายที่กาย บางขณะระลึกรู้จิตคือรู้ตัวรู้หรือความคิด เวลาคิดก็ดูความคิดหรืออาการในจิต เวลามันเกิดตรึก เวลามันเกิดความรู้สึกในทางดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ สงบไม่สงบ ก็ระลึกรู้ไปต่างๆ รับรู้อารมณ์ต่าง ๆ แต่ว่ารู้เฉพาะอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ เฉพาะอารมณ์ที่เป็นของจริง คือไม่ใช่เป็นรูปร่าง ไม่ใช่เป็นความหมาย ไม่ใช่เป็นชื่อภาษา ระลึกเฉพาะอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ อย่างที่กายก็ระลึกไปที่ความรู้สึกความไหวความตึง ความกระเพื่อมความสะเทือน ความเย็นร้อนอ่อนแข็งตึง ไม่ขยายออกไปเป็นรูปร่างสัณฐาน ท่าทางความหมายว่านั่ง ไม่มีท่าทางไม่มีความหมายว่านั่ง ไม่มีสัณฐานของกาย ไม่มีท่าทาง ไม่มีรูปร่างเป็นท่อนแขน หรือรูปร่างรูปทรงของกายนั่ง มันจะรู้แค่ความรู้สึก ความไหวความกระเพื่อม ความสั่นสะเทือนไปทุกส่วนของร่างกายแต่ไม่มีท่าทางแล้วก็รู้ถึงจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ความสงบไม่สงบ ความตรึก ความสงสัย ความดีใจ ความอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นอาการในจิต แต่ไม่ใช่ดูเรื่องราวของจิต เรื่องราวของจิตเป็นสมมติบัญญัติ สมมติบัญญัติที่เป็นความหมาย เพราะถ้าจิตมันคิดไปสู่เรื่องราวต่าง ๆ กันก็จะเป็นเรื่อง เป็นสถานที่ เป็นเหตุการณ์ เป็นความหมาย เป็นชื่อเป็นภาษา อันนั้นคืออารมณ์ของจิต เวลาจิตคิดนี่ไม่ใช่ไปดูเรื่องราวของการคิด ให้ระลึกที่การคิด ให้ระลึกที่ตัวรู้ พอระลึกที่ตัวรู้มันก็สลัดเรื่องราวออกไปเป็นขณะ ๆ แต่ก็อย่าลืมว่าขณะที่ระลึกรู้ไปนั้น ให้เป็นไปด้วยความปรกติ คือให้มันปลอดจากความอยากให้มันมีความเป็นกลาง เป็นปรกติให้มันปล่อยวางอยู่เสมอ

ดังที่กล่าวแล้วว่า ขณะที่ระลึกรู้นั้นต้องให้มันเป็นสภาพที่ปลอดจากความอยาก ถ้าเผลอตัวมีความอยากเข้าไปมันก็จะเอา แล้วไม่ปรกติสภาพร่างกายตึงเกร็ง จิตใจจะไม่โปร่งไม่เบา พอมันมีความอยากมาก ๆ ขึ้น มันจะเป็นอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ระลึกรู้ดูไป ๆ มันจะกลายเป็นยึด พออยากแล้วมันก็ยึดคือการจะเอาให้ได้ จะดูให้ได้จะให้ได้อย่างนั้น จะเอาให้ทัน ไปยึดไปสะกดอารมณ์ มันก็เกิดความเคร่งตึง จิตไม่โปร่งไม่เบา นั่นคือมันเป็นเหยื่อของตัณหา เป็นเหยื่อของความอยาก ทำสติสัมปชัญญะไม่หลุดรอดจากตัณหาตัณหามันเข้าไปเชื่อมเข้าไปครอบงำเข้าไปบงการ รู้ตัวอย่างนี้ก็แก้ไขปรับปรุงปรับผ่อน ละวาง สละ ฝึกหัดการให้จิตมันคลายจากตัณหาคลายไม่ถูก คลายไม่เป็น ก็ดังที่กล่าวแล้วว่าฝึกหัดว่าจะทำจิตวางเฉยหรือว่าจะหยุดอยู่ก็ได้ ทำจิตอยู่เฉย ๆ หยุดอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ให้จิตมันหยุด ก็จะเห็นกระแสของจิตที่มันไม่หยุดหรอก มันก็จะแวบไปคิดรับอารมณ์ มีสภาวะเข้ามาแทรก พยายามจะปล่อย ฝึกหัดให้จิตมันปล่อยให้มันหยุด แต่มันก็ไม่อยู่หรอก มันก็แวบไป มีสิ่งต่าง ๆ สลับสับเปลี่ยน คอยดูคอยรู้ มันก็จะคลายตัวไม่เป็นเหยื่อของตัณหา ทำได้ดี สติสัมปชัญญะมันก็จะมีหลักมาอยู่เป็นหลัก มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่กลาง ๆ ไม่ได้แล่นไป ไม่ได้จงใจไปตรงนั้นตรงนี้ มารวมอยู่เป็นหลักตรงกลาง มีจุดยืนของมันอยู่ จิตมันจะรู้ตัวของมันคือจิตมันจะรู้จิตขึ้น ตัวรู้เกิดรู้ตัวรู้ขึ้น จิตก็คือสภาพรู้ มันจะรู้ตัวสภาพรู้และสิ่งที่มันจะซ้อนเข้ามา

ขณะที่จิตระลึกรู้จิตก็จะพบอาการในจิตว่า อาการในจิตขณะนี้รู้สึกอย่างไร สงบ เบาหรือไม่สงบ แล้วก็อาการของกายก็จะซ้อนเข้ามา ความไหวความกระเพื่อมที่กายมันจะซ้อนเข้ามาขณะที่ดูจิตนั่นโดยไม่ต้องไปจ้องหา มันเหมือนกับว่าสภาวธรรมต่าง ๆ มันมารวมมันย่อเข้ามาหากันเหมือนกับย่อที่ต่าง ๆ มารวมกันอยู่ ดูจิตอยู่รู้จิตอยู่มันก็รู้กายไปด้วย รู้จิตแล้วมันก็รู้ความรู้สึกที่กายที่มันซ้อนขึ้นมากันได้จะมีเสียง มีได้ยิน ซ้อนเข้ามา มีความรู้สึก มีความนึกคิดมีความรู้สึกที่กายมันซ้อนกันขึ้นมาโดยไม่ต้องไปจ้องหา ถ้าเป็นอย่างนี้มันก็จะไม่ขยายตัวออกไปสู่สมมติกว้างออกไป ไม่ขยายออกไปสู่ความเป็นรูปร่างสัณฐานในความหมายชื่อภาษา จะเข้าอยู่ภายใน รู้อยู่ภายใน รู้อยู่ในจิต รู้อยู่ในความรู้สึกที่จิต รู้อยู่ในความรู้สึกที่กายอยู่

อุปมาเหมือนกับว่า ในทางสี่แพร่งตรงกลางมีจอมปลวก บุคคลก็ไปยืนอยู่บนจอมปลวกหรือไปนั่งอยู่ที่จอมปลวกนั้น ก็จะสามารถเห็นผู้คนหรือสัตว์หรืออะไรที่มันผ่านในทางสี่แพร่ง จะมาทิศไหนอย่างไรก็มาผ่านให้รู้อุปมาเหมือนกับว่าจิตก็รู้อยู่ที่จิตนั่นแหละและมันก็จะรับรู้ในส่วนต่าง ๆ ได้ สติปัฏฐานทั้งสี่มันจะรู้คลุมได้ทั่วกัน รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต รู้สภาพธรรมอยู่

ก่อนหน้านี้เราปฏิบัติพยายามค้นคว้า ขวักไขว่ วิ่งไปหาอารมณ์ต่าง ๆ เหมือนคนที่ไปเจอทางสี่แพร่งแล้วก็วิ่งไปทางนั้นที วิ่งมาทางนี้ที ทางซ้ายทางหน้า ทางหลัง เหนื่อยและก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์ เวลาผู้คนเขาผ่านมาทางโน้นที่เราไม่ได้อยู่ก็ไม่เห็นแล้ว เขาผ่านเส้นทางสี่แพร่งไปแล้ว ไม่เห็นไม่ทัน แต่ถ้าเราเป็นผู้ฉลาด เราไม่ต้องวิ่งไปทางโน้นทางนี้หรอกเราอยู่ที่ศูนย์กลางของทางสี่แพร่งนั่นแหละ คอยสังเกตดูซิว่ามันจะมีคนผ่านมาผ่านไปทิศไหนอย่างไรข้อนี้ฉันใดก็ตาม เราปฏิบัติเราก็ทำจิตให้มันอยู่กลาง ๆ มีจิตรู้จิตอยู่ แต่มันจะมีกระแสในการรับรู้ในฐานอื่น รู้กาย รู้เวทนารู้จิต รู้ธรรม นี่เราปฏิบัติมันหลุดจากฐาน เราปฏิบัติขวักไขว่ค้นหา

สมมติว่าจ้องไปดูที่ขา ที่อื่นเลยไม่รู้สึกเลย เราทุ่มจิตทุ่มตัวลงไปที่ใดที่หนึ่งมันเสีย ฐานมันเสียจุดยืน เหมือนเราวิ่งไปทางเดียว สภาวธรรมอื่น ๆ ที่จะปรากฏต่าง ๆ เลยไม่รู้เพราะเราไปจ้องดูที่ใดที่หนึ่ง แต่ในขั้นต้นของการฝึกหัดมันก็อาจจะจำเป็นต้องทำอย่างนั้นไปก่อน เช่นว่า เราจ้องดูลมหายใจไปก่อน ดูลมเข้าดูลมออก ดูลมเข้าดูลมออก แต่เมื่อเราปฏิบัติยิ่งขึ้นเราพัฒนาขึ้นมาก็อย่าไปจ้องดูแต่เฉพาะลมหายใจ เราจะต้องมีความสังเกตให้มันพร้อมเหมือนเรานั่งอยู่ ไม่ใช่ดูแต่ทางเดียวทิศเดียว เราจะต้องให้มันรู้สึกตัว สังเกตรอบตัวว่าจะมีใคร มาทางหน้าทางหลังทางซ้ายขวาอะไร แต่เราไม่ต้องวิ่ง แต่เรามีความรู้ตัวทั่วพร้อม ให้มันรู้รอบตัวของตัวเองว่ามันจะมีอะไรมาบ้าง เหมือนกับขณะที่ทำสติระลึกถึงลมหายใจเข้าออกใหม่ ๆ เราเน้นไปอย่างเดียว ดูลมเข้าดูลมออก ต่อ ๆ มา เราเริ่มรู้สึกตัว สังเกตสิ่งแวดล้อมที่มันจะสัมพันธ์เข้ามา

ขณะที่ดูลมหายใจออกก็สังเกตว่ามันมีความรู้สึกไหม มีเวทนา รู้สึก บางครั้งหายใจเข้าออกไม่สบาย รู้สึกไม่ค่อยสบาย หรือบางทีมันรู้สึกสบายดี หายใจปลอดเบา บางทีรู้สึกมันอึดอัด บางทีมันร้อน มันไม่ค่อยสบาย รู้ลมเข้าลมออกไปด้วย รู้ความสบายไม่สบายไปด้วย นี่เรียกว่าขยายความรู้มากขึ้น หนักเข้ารู้ถึงจิตได้ด้วย ดูลมเข้าดูลมออกยังสังเกต เอ๊ะ …มีจิตตัวรู้ตัวคิดอยู่ด้วย ทำไปทำไปสังเกตเห็นว่ามีอาการในจิตรู้สึกเวลาลมหายใจอย่างนี้จิตใจรู้สึกสบายดีรู้สึกใจเย็น บางครั้งรู้สึกจิตใจไม่สบาย พอจิตใจไม่สบาย ลมหายใจรู้สึกมันจะขัดมันอึดอัดมันไม่โปร่งไม่ละเอียด จะเห็นความสัมพันธ์ความเกี่ยวข้องลมหายใจกับจิตกับเวทนา บางครั้งจิตใจรู้สึกสงบสบาย ลมก็เบาละเอียดนุ่มนวลกายระงับ เวทนาระงับ นี่เรียกว่ารู้สึกตัวทั่วพร้อมรู้ไปทั้งสี่ฐาน กายก็รู้คือลมหายใจ ลมหายใจถือว่าเป็นกาย เรียกว่ากายสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งกาย สิ่งที่ปรนเปรอร่างกาย ร่างกายนี้จะดำรงอยู่ได้ต้องอาศัยลมหายใจ และลมหายใจเรียกว่ากายสังขารถือว่าเป็นกาย ที่ว่าพิจารณาในกายส่วนหนึ่งก็คือลมหายใจ

ดังนั้นการระลึกถึงลมหายใจเข้าออก ก็ถือว่าได้ปฏิบัติสติปัฏฐานในข้อที่หนึ่ง คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เราปฏิบัติไปไม่ใช่ดูเฉพาะลมหายใจ เราสังเกตถึงความรู้สึกนั่นก็คือดูเวทนาด้วย เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สังเกตความรู้สึกของกายที่มันรู้สึกสบายหรือไม่สบาย หรือในจิตมันสบายหรือไม่สบาย แค่นั้นก็ยังไม่พอ ดูถึงจิตสังเกตตัวรู้มีสภาพรับรู้อยู่ ลมหายใจก็อย่างหนึ่ง ตัวรู้ก็อย่างหนึ่ง ลมหายใจเข้าออกก็มีตัวเข้าไปรู้ ตัวรู้นี้บางทีก็รู้ลมหายใจ บางทีก็ไปรู้อย่างอื่น นี่ก็เห็นจิตในจิต นอกจากนั้นก็จะไปเห็นธรรมในธรรมเห็นอาการในจิต บางครั้งก็สงบดี บางครั้งก็ไม่ค่อยสงบ บางครั้งรู้สึกมีความชอบมีตัณหา บางครั้งก็ไม่มีตัณหา บางครั้งก็โปร่งใจบางครั้งก็หนักใจ บางขณะก็ขุ่นมัว บางขณะก็ผ่องใส ในขณะนี้ก็ยังดูลมหายใจอยู่สังเกตอาการในจิตไปได้ สังเกตจิต สังเกตเวทนา เรียกว่าทำสติปัฏฐานได้ครบบริบูรณ์ กายานุปัสสนาสติปัฏฐานคือดูลมหายใจเข้าออก เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดูความรู้สึกที่กายที่ใจที่มันไม่สบาย หรือมันเฉย ดูจิตตัวรู้เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดูธรรมก็คืออาการในจิต ส่วนหนึ่งคืออาการใจจิต เกิดความสงบไม่สงบก็ดูไปไม่เลือกอารมณ์ ทำสติปัฏฐานได้สมบูรณ์เริ่มจากการที่ดูลมหายใจ

ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า คนที่เจริญอานาปานสติให้มาก ทำให้มาก ทำอย่างนี้ให้ยิ่งขึ้น ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้สมบูรณ์ เมื่อสติปัฏฐานสี่สมบูรณ์ก็ทำให้โพชฌงค์เจ็ดสมบูรณ์ไปด้วย โพชฌงค์เจ็ดคือองค์แห่งความตรัสรู้ คือ สติสัมโพชฌงค์เป็นตัวระลึกได้ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์พิจารณาสอดส่องในธรรมอยู่ วิริยสัมโพชฌงค์มีความเพียรอยู่ในขณะนั้นเพียรตั้งสติ เพียรระลึกรู้ มีปิติสัมโพชฌงค์เกิดความอิ่มเอิบใจ มีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีความวงบเกิดขึ้น มีสมาธิสัมโพชฌงค์ ตั้งมั่นอยู่ มีอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ถึงคราวที่สุดก็วางเฉยเป็นกลางสม่ำเสมอต่อสภาวธรรมต่าง ๆ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ แล้วก็สมาธิ อุเบกขา เป็นองค์ของความตรัสรู้ก็มาจากการที่เจริญสติปัฏฐานสี่ให้สมบูรณ์ โพชฌงค์เจ็ดก็สมบูรณ์ไปด้วย เมื่อโพชฌงค์เจ็ดสมบูรณ์ก็ทำให้เกิดวิมุตติ เข้าถึงความหลุดพ้นตรัสรู้ เมื่อความรู้แจ้งเกิดขึ้นก็ถึงวิมุตติความหลุดพ้นได้ในที่สุด

นี่ก็เกิดจากการที่เราได้ฝึกหัดอบรม ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามแนวทางของการเจริญวิปัสสนา หรือว่าการเจริญสติปัฏฐาน

วันนี้ก็ได้ใช้เวลามานานพอสมควร จึงขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุข ความเจริญในธรรม จงมีแด่ท่านเทอญ

“…สัตว์ที่จุติ (ตาย ) จากมนุษย์ กลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย
ส่วนที่จุติมาจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในสัตว์เดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย (เปรต) มากกว่าโดยแท้ …”

(พระพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก เล่ม ๒๐ ข้อ ๒๐๖)