#echo banner="" มีขันติ คือ ให้พรแก่ตัวเอง โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

มีขันติ คือ ให้พรแก่ตัวเอง

พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

เจ้าอาวาสวัดป่าสุนันทวนาราม

บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค (กม. ๙๐) จ.กาญจนบุรี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวด บันเทิงธรรม กระทู้ 20429 โดย : ออสติน 31 พ.ค. 49

คำสอนข้อแรกจากหลวงพ่อชา

คำสอนข้อแรกที่หลวงพ่อชาสอน คือ

เราต้องอดทน

นับแต่วันแรกที่อาจารย์ไปถึงวัดหนองป่าพง เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2518 หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรได้ 3 เดือน ก็พยายามแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรม ทีแรกเพื่อนก็พาไปดูวัดทางภาคใต้ 3-4 วัด เป็นวัดที่มีชาวต่างชาติไปปฏิบัติกัน แต่อาจารย์ดูแล้วก็ยังไม่รู้สึกตกลงใจ หลังจากนั้นก็มีคนแนะนำให้ไปจังหวัดอุบลราชธานี ให้ไปหาหลวงพ่อชา ตอนนั้นก็มีพระชาวอินเดียที่พูดภาษาไทยได้ พาอาจารย์ไปนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ ไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็ยืนงง ๆ อยู่ว่าจะไปวัดหนองป่าพงยังไง พอดีมีคนขับรถแท็กซี่ เข้ามาถามว่าจะไปไหน พอเขาทราบว่าจะไปวัดหนองป่าพง เขาก็บอกให้รอสักครู่ เมื่อเขาทำธุระเสร็จแล้วจะกลับมารับ ในที่สุดก็นั่งรถแท็กซี่คันนั้นไปวัดหนองป่าพง

ระหว่างทางก่อนถึงวัด เป็นเวลาเช้าตรู่ มองเห็นพระป่า 30-40 รูปออกบิณฑบาตเดินเรียงเป็นแถวยาว รู้สึกประทับใจมาก พอถึงวัด แท็กซี่เขาไม่เก็บสตางค์ค่ารถ อาจารย์ก็นึกดีใจและขอบใจเขาที่ช่วยมาส่ง เมื่อเดินเข้าไปในวัดเป็นป่าร่มรื่น เกิดความรู้สึกสงบวิเวกเป็นพิเศษ เหมือนเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง เดินเข้าไปเรื่อย ๆ แม่ชี 5-6 คนที่กำลังทำความสะอาดวัดอยู่เห็นอาจารย์เดินมา ก็หลบเข้าข้างทาง แล้วนั่งลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม ตอนนั้นอาจารย์รู้สึกเขินอายเพราะเป็นครั้งแรกที่เดินอยู่ตามถนน แล้วมีโยมนั่งลงไหว้

ที่วัดหนองป่าพออาจารย์ได้พบกับพระฝรั่งชื่อเขมธัมโม เป็นรูปแรก ท่านก็เข้ามาช่วยแนะนำ เมื่อฉันจังหันเสร็จ ท่านสุเมโธและพระฝรั่งอีก 4-5 รูป ก็พาอาจารย์ไปหาหลวงพ่อชาที่กุฏิ เมื่อบอกความประสงค์ของอาจารย์ที่จะมาขอปฏิบัติที่วัดหนองป่าพง ท่านซักถามว่ามาจากไหนมายังไง แล้วก็ถามชื่อ อาจารย์ตอบท่านว่าชื่อชิบาฮาชิ (ชื่อมิตซูโอะแต่ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นจะใช้นามสกุลเป็นชื่อที่แนะนำตัวเอง) หลวงพ่อชาท่านก็จำเทียบเคียงเป็นภาษาไทยว่า “สี่บาทห้าสิบ” นับจากวันนั้นท่านก็เรียกอาจารย์สั้น ๆ ว่า “สี่บาทห้า” มาตลอด หลวงพ่อบอกว่า อยู่ที่นี่ลำบาก ต้องอดทนนะ อาจารย์ก็ตอบท่านว่า “อยู่ได้ครับ ทนได้ครับ” รู้สึกมั่นใจว่าอดทนได้จริง ๆ เพราะการฝึกที่ท้าทายทั้งกายทางใจ

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเป้าหมายของพระพุทธศาสนาและคุณธรรมอันเป็นเหตุที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายไว้แล้ว พระองค์จึงตรัสถึงวิธีปฏิบัติตามหลัก 3 ประการ หรือที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ

1. สพฺพปาปสฺส อกรณํ (การรักษาศีล)

การไม่ทำบาปทั้งปวง ทั้ง กาย วาจา ใจ คือ การรักษาศีล ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ตั้งเจตนาถูกต้องที่จะละจากบาปอกุศลทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 หัวใจของศีล คือ การไม่เบียดเบียน

2. กุสลสฺสูปสมฺปทา (สมาธิ)

การทำกุศลให้ถึงพร้อม ในทางโลก คือ การทำความดี บำเพ็ญกุศล แต่ในระดับโลกุตระ คือ ทำจิตให้เป็นสัมมาสมาธิ ปราศจากกามารมณ์ และอกุศลจิต เป็นจิตสะอาด ตั้งมั่น พร้อมแก่การงาน จิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จะทำทุกอย่างก็เป็นกุศล พร้อมแก่การพิจารณาธรรม สัมมาสมาธิจึงเป็นบ่อเกิดของปัญญา

3. สจิตฺตปริโยทปนํ (ปัญญา)

การทำจิตให้บริสุทธิ์ เป็นจิตที่อยู่เหนือความชั่ว ความดี บาป บุญ ทุกข์ สุข ซึ่งยังเป็นโลกิยะ การทำจิตให้บริสุทธิ์ในที่นี้ คือ การเจริญวิปัสสนา อบรมปัญญา จนเข้าสู่อริยมรรค อริยผล และพระนิพพาน เป็นโลกุตรจิต

ธรรมะแต่ละข้อในไตรสิกขานี้ ต่างก็มีความสัมพันธ์กัน ศีลเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ และสมาธิเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาที่รู้แจ้งเห็นตามความเป็นจริงแล้วก็เป็นปัญญาขั้นสมบูรณ์ คือ สมบูรณ์พร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเรียกว่าเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 สมบูรณ์ บรรลุมรรค ผล นิพพาน

หลักปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา จึงอยู่ที่

ละความชั่ว

ทำความดี

ชำระจิตให้สะอาด

หรือ

ศีล สมาธิ ปัญญา

อดได้ ทนได้ ทำใจได้

ขันติ เป็นภาษาบาลี หมายถึง การรักษาภาวะปกติของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่ง ด้วยสิ่งที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจก็ตาม

ในภาษาไทย ขันติ หมายถึง ความอดทน

อด เป็นอาการที่อยากจะได้ แต่ไม่ได้

ทน เป็นอาการที่ไม่อยากได้ แต่ต้องได้

ในภาษาจีนและญี่ปุ่น ตัวอักษรคันจิที่มีความหมายว่า อดทน

เป็นอักษรที่เกิดจากการนำคำสองคำมารวมกัน

คำหนึ่งคือ มีด อีกคำหนึ่งคือ หัวใจ

ซึ่งความหมายของศัพท์คำใหม่ที่ได้ก็คือ ทำใจได้

แม้มีใครเอามีดมาจ่อที่หัวใจก็ทำใจได้

คือมีความอดทน อดกลั้น ไม่หวั่นไหว

ในชีวิตประจำวันของคนเรา

จำเป็นต้องฝึกให้มีความอดทนต่อเหตุที่มากระทบ ซึ่งอาจแบ่งได้ 4 อย่าง คือ

1. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ

คือ อดทนต่อสภาพธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศ ไม่เอาเหตุแห่งดินฟ้าอากาศมาเป็นข้ออ้างที่จะทอดทิ้งการงาน

2. อดทนต่อทุกขเวทนา

คือ การอดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ความไม่สบายกาย

3. อดทนต่อความเจ็บใจ

คือ อดทนต่อเหตุแห่งความไม่พอใจที่มากระทบ เช่น คำพูดที่ไม่ชอบใจ ความบีบคั้นจากผู้บังคับบัญชา อดทนต่อความโกรธ หงุดหงิด ขุ่นเคืองใจ เป็นต้น

4. อดทนต่ออำนาจกิเลส

คือ อดทนต่อสิ่งยั่วยุอันน่าเพลิดเพลินใจ อดทนต่อสิ่งที่อยากทำแต่ไม่สมควรทำ เช่น การใช้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การเที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน สูบบุหรี่ กินเหล้าเมายา เป็นต้น

มีบางคนที่นำเอาคำว่าขันติมาใช้อย่างผิดความหมาย คือ เอามาเป็นข้องอ้างที่จะปล่อยปละละเลย ไม่ยอมทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เช่น บางคนขี้เกียจทำมาหากิน งอมืองอเท้า ตกอยู่ในสภาพใดก็ทนอยู่อย่างนั้น ไม่ขวนขวาย แล้วบอกว่าตนมีความอดทนต่อความยากลำบาก อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด ตีความหมายของขันติผิดไป

ขันติ ความอดทน อดกลั้น ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

หมายถึง

อดทนในสิ่งที่ควรอดทนด้วยความเต็มใจและพอใจ คือ

อดทน ในการละ หลีกเลี่ยงจากความชั่ว

อดทน ทำความดีต่อไปในทุกสถานการณ์

อดทน รักษาใจให้ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง

ความอดทนจึงเปรียบเสมือนการขุดขุมทรัพย์

อันมีค่ามหาศาล

ทศบารมีสำเร็จได้ เพราะขันติบารมี

พระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้ พระองค์ทรงเสวยพระชาติ เป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญทศบารมี หรือบารมี 10 ประการ คือ

1. ทาน การเสียสละ

2. ศีล การรักษากายวาจา ให้เป็นปกติ

3. เนกขัมมะ การออกจากกามคุณ 5

4. ปัญญา การรู้ตามความเป็นจริง

5. วิริยะ ความเพียรไม่ทอดทิ้งหน้าที่

6. ขันติ ความอดทน อดกลั้น

7. สัจจะ ความจริงใจ พูดจริง ทำจริง

8. อธิษฐาน การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

9. เมตตา การเกื้อกูลให้ผู้อื่นเป็นสุข

10. อุเบกขา การวางใจเฉย เที่ยงธรรม

ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ต้องบำเพ็ญบารมี ทั้ง 10 ประการนี้

จนเต็มบริบูรณ์

พระจันทกุมาร

จันทกุมารชาดก เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ เป็นพระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมีเต็มบริบูรณ์ในชาตินี้ คือ ทรงอดทนอดกลั้นต่อความโกรธ ด้วยใจที่ปกติไม่หวั่นไหว แม้กำลังจะถูกนำตัวไปฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนได้ยากยิ่ง

พระจันทกุมารเป็นโอรสของเจ้าผู้ครองแคว้น ๆ หนึ่ง แคว้นนี้มีเสนาบดีซึ่งเป็นคนทุศีล โลภ เห็นแก่อามิสสินบน ไม่มีความเที่ยงธรรม เวลาจะพิจารณาคดีความ ถ้าใครให้สินบนก็จะว่าความให้คนนั้นชนะ

เมื่อพระจันทกุมารทรงเจริญวัยพอที่จะเป็นรัชทายาท พระราชบิดาโปรดให้มาช่วยงานแผ่นดิน ดูแลทุกข์สุขของราษฎร วันหนึ่งทรงพบชาวบ้านที่มีคดีความ ตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ไม่มีเงินให้เสนาบดี ซึ่งถูกฝ่ายคู่คดีติดสินบนเอาไว้ เสนาบดีจึงว่าความให้ชายคนนั้นแพ้หมดเนื้อหมดตัว นายคนนี้เสียใจเดินร้องไห้ออกมาจากศาล มาพบกับพระจันทกุมารเข้า พระจันทกุมารตรัสถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร นายคนนี้ก็เล่าให้ฟัง ท่านจึงทรงรื้อค้นคดีนี้ขึ้นมาใหม่ สืบสวนสอบสวนตาม

ความเป็นจริง ทำให้ชายคนนี้ได้รับความยุติธรรม พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นพระโอรสปฏิบัติภารกิจเที่ยงธรรมเป็นที่สรรเสริญของประชาชน จึงแต่งตั้งให้พระจันทกุมาร ขึ้นมาดูแลคดีความทั้งหลายแทนเสนาบดี เสนาบดีจึงเกิดความคับแค้นใจ เพราะเท่ากับว่าพระจันทกุมารไปทุบถุงเงินถุงทองของเขา ทำให้เขาขาดรายได้ก้อนงาม เสนาบดีเห็นเป็นโอกาสที่จะได้แก้แค้น จึงทูลว่า ท่านมีบุญญาภินิหาร สามารถได้ลิ้มรสทิพยสมบัติขณะยังมีชีวิตเป็นบุคคลธรรมดา เพื่อรักษาบุญญาภินิหารนี้ไว้ ขอให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญ สิ่งที่ใช้เพื่อบูชาก็คือเลือดของพระโอรส พระมเหสี ช้างแก้วและม้าแก้ว คือ ของคู่บ้านคู่เมืองทั้งหลายต้องเอามาบูชายัญให้หมด รวมทั้งประชาชนและสัตว์ต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก

พระเจ้าแผ่นดินหูเบา เชื่อเสนาบดี โปรดให้สร้างโรงพิธีขึ้นขึ้นเพื่อบูชายัญ เสนาบดีทูลว่าคนแรกที่ต้องบูชายัญ คือ พระจันทกุมาร พิธีนี้จึงจะศักดิ์สิทธิ์และสัมฤทธิ์ผลโดยแน่นอน ถึงวันพิธีก็เตรียมเอาพระจันทกุมารมัดขึ้นกองไฟเผาบูชา แล้วตัวเสนาบดีจะเป็นผู้เอาดาบข้าไปฟันคอรองเอาเลือดมาถวายพระเจ้าแผ่นดินเพื่อใช้ประกอบพิธี

พระมเหสีของพระจันทกุมารเสียใจที่เสนาบดีเป็นคนไม่ดี จะมาแกล้วฆ่าสวามีของนาง ก็ภาวนาอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้พระจันทกุมารรอดพ้นจากวิบัติครั้งนี้ และขอให้เสนาบดีซึ่งเป็นคนผิดคนชั่วได้รับโทษทัณฑ์

ใจของพระมเหสีทรงมุ่งมั่นแน่วแน่ ผนวกกับคุณความดีของพระจันทกุมาร ทำให้อาสนะของพระอินทร์เกิดร้อนไปหมด พระอินทร์เล็งทิพยเนตรดูก็ได้ทราบเหตุการณ์ จึงเหาะไปในอากาศถือค้อนที่เป็นไฟลุกแดงเข้าไปฟันปะรำพิธี

พระอินทร์ตรัสแก่พระเจ้าแผ่นดินว่าไม่ใคร่ครวญ คนเราจะได้ทิพยสมบัติ ก็ต้องอยู่ในศีลในธรรม มาทำอย่างนี้ได้อย่างไร และได้สอนให้พระเจ้าแผ่นดินครองพระองค์ปฏิบัติองค์อยู่ในศีลในธรรม ให้เลิกล้มพิธีนี้ให้หมด พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงได้สติขึ้นมา

ประชาชนซึ่งทนเสนาบดีไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อเห็นเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น จึงช่วยกันรุมจับตัวเสนาบดีมาประชาทัณฑ์ จนกระทั่งตายไป แล้วพากันจะไปจับพระเจ้าแผ่นดินประชาทัณฑ์ด้วย แต่พระจันทกุมารเสด็จไปกั้นเอาไว้และตรัสว่านี้เป็นพระราชบิดา ไม่ว่าจะอย่างไรท่านก็กตัญญูรู้คุณต่อพระราชบิดาของท่าน และไม่ยอมให้ประชาชนเข้ามาทำร้าย ถ้าจะทำร้ายก็ต้องทำร้ายท่านเสียก่อน ประชาชนจึงไม่ทำร้ายพระเจ้าแผ่นดิน แต่มีประชามติถอดถอนออกจากตำแหน่ง และยกพระจันทกุมารขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน ซึ่งพระองค์ก็ได้ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนด้วยความยุติธรรมเสมอมา

พระจันทกุมาร ตอนที่เสนาบดีทูลพระเจ้าแผ่นดินและจะเอาท่านไปเผาเพื่อฆ่าบูชายัญนั้น ท่านก็ไม่ได้มีความหวาดหวั่น และไม่ต่อสู้หรือโต้เถียง เพราะท่านเห็นว่า เมื่อเสนาบดีกับท่านมีความขัดแย้งกัน แม้ว่าท่านทำสิ่งที่ถูกสิ่งที่ควรเพื่อช่วยประชาชน กิเลสของคนชั่วก็ย่อมเห็นไปว่าท่านไปรังแกเขา ท่านยอมว่า เมื่อท่านเหมือนไปทำร้ายเขา เขาก็ต้องโต้ตอบท่านเป็นธรรมดา ท่านจึงอดทนอดกลั้นไม่โกรธตอบและยอมรับภัยที่จะเกิดขึ้น หากบุญกุศลของท่านมีพลังก็คงจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง ท่านจึงไม่โต้แย้งหรือขัดขืนอะไรเลย ท่านยอมให้คนจับเอาท่านไปอยู่ในปะรำพิธี และจุดไฟเผาท่านเพื่อบูชายัญ ท่านทำสมาธิภาวนา ไม่ปล่อยใจให้หวั่นไหวมีขันติธรรมสงบอยู่ จนกระทั่งพระอินทร์เหาะลงมา

อาจารย์เข้าใจว่า เรื่องจันทกุมารชาดกนี้น่าจะเป็นที่มาของคำว่าอดทนในภาษาจีนและญี่ปุ่นนั่นเอง คือ การเอาตัวอักษรคันจิที่แปลว่ามีด มารวมกับอักษรคันจิที่แปลว่าหัวใจ ในความหมายว่า แม้มีใครเอามีดมาจ่อที่หัวใจก็ทำใจได้ อดทน อดกลั้น ไม่หวั่นไหว เหมือนกับพระจันทกุมาร ที่แม้มีใครเอามีดจะมาตัดคอ เพื่อเอาเลือดไปบูชายัญ ท่านรักษาใจดี มีเมตตาไว้ได้ ด้วยขันติธรรม

พระเตมีย์

เตมีย์ชาดก เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ เป็นพระเตมีย์ ทรงใช้ความอดทนอดกลั้นทนต่อความยากลำบากเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือเพื่อหลีกให้พ้นจากการต้องทำกรรมชั่วและเพื่อให้บรรลุความตั้งใจที่จะออกผนวช พระองค์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีเต็มบริบูรณ์ในชาตินี้

พระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นเตมียราชกุมารทรงเกรงกลัวการที่จะได้ครองราชสมบัติ เพราะทรงสลดพระหฤทัยที่เห็นราชบุรุษลงโทษโจรตามพระราชดำรัสของพระราชา เช่น เฆี่ยนพันครั้งบ้าง เอาหอกแทงบ้าง เอาหลาวเสียบบ้าง จึงใช้อุบายแกล้งทำเป็นง่อยเปลี้ย หูหนวก เป็นใบ้ ไม่พูดจากับใคร แม้จะถูกทดลองต่าง ๆ ก็อดทนอดกลั้นไว้ ไม่ยอมแสดงอาการพิรุธให้ปรากฏ ทั้งนี้เพื่อจะเลี่ยงการครองราชย์สมบัติ จนเมื่อพระชนมายุได้ 16 ชันษา พระราชาทรงปรึกษาพวกพราหมณ์ ก็ได้รับคำแนะนำให้นำราชกุมารไปฝังเสีย พระราชมารดาทรงคัดค้านแต่ไม่สำเร็จ ก็ทูลขอให้ราชกุมารครองราชย์สัก 7 วัน แต่ราชกุมารก็ไม่ยอมพูด ต่อเมื่อ 7 วันแล้ว สารถีนำราชกุมารขึ้นสู่รถราชกุมารก็เสด็จลงจากรถ ตรัสกับนายสารถี แจ้งความจริงให้ทราบว่ามีพระประสงค์จะออกผนวช สารถีเกิดความเลื่อมใสขอออกบวชด้วย จึงตรัสให้นำรถกลับไปคืนก่อน สารถีนำความไปเล่าถวายพระราชมารดาและพระราชบิดา ให้ทรงทราบ ทั้งสองพระองค์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพารจึงได้เสด็จออกไปหา และเชิญให้ราชกุมารเสด็จกลับไปครองราชย์สมบัติ แต่ราชกุมารกลับถวายหลักธรรมให้ยินดีในเนกขัมมะ คือ การออกจากกาม พระราชบิดาและพระราชมารดาพร้อมด้วยบริวารเลื่อมใสในคำสอน ก็เสด็จออกผนวชและบวชตาม และได้มีพระราชาอื่นอีกเป็นอันมากที่ได้สดับพระราโชวาทออกผนวชตาม

“เราไม่กลับไปวังอีกแล้ว เราได้ตัดขาดจากความยินดีในสมบัติทั้งหลาย เราได้ตั้งความอดทนมาเป็นเวลาถึง 16 ปี อันราชสมบัติทั้งพระนครและความสุขความรื่นเริงต่าง ๆ นั้นเป็นของน่าเพลิดเพลิน แต่เราไม่ปรารถนาจะหลงอยู่ความเพลิดเพลินนั้น ไม่ปรารถนาจะกระทำบาปอีก เราจะไม่ก่อเวรให้เกิดขึ้นอีกแล้ว บัดนี้เราพ้นจากภาระนั้นแล้ว เพราะพระบิดา พระมารดา ปล่อยเราให้พ้นจากราชสมบัติมาแล้ว เราพ้นจากความหลงใหลในกิเลสทั้งหลาย เราจะขอบวชอยู่ในป่านี้แต่ลำพัง เราต่อสู้ได้ชัยชนะในจิตใจของเราแล้ว”

เมื่อตรัสดังนั้น พระเตมียราชกุมารมีความชื่นชมยินดีอย่างยิ่งและได้รำพึงกับพระองค์เองว่า “ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้ ผู้ที่มีความอดทน ย่อมได้รับผลสำเร็จด้วยดี”

แม้เตมีย์ชาดกและจันทกุมารชาดก จะเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของขันติธรรม อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะจันทกุมารชาดก ซึ่งถือเป็นพระชาติที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญขันติบารมีอย่างสูงสุดจนเต็มบริบูรณ์ก็ตาม แต่จริง ๆ แล้ว การบำเพ็ญทศบารมีจะต้องมีขันติเป็นคุณธรรมรากฐานในทุกบารมี แม้จะเป็นบารมีอื่น มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป แต่ในทุกบารมีนั้น มีขันติเป็นหัวใจทั้งสิ้น

อาศัยอดทนจึงเสียสละได้คือ ทานบารมี

อาศัยอดทนจึงรักษาศีลได้คือ ศีลบารมี

อาศัยอดทนจึงมีความเพียรคือ วิริยะบารมี

อาศัยอดทน จึงวางใจเป็นอุเบกขาได้คือ อุเบกขาบารมี

กล่าวได้ว่า ในการบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ หากขาดขันติเป็นพื้นฐานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบารมีในข้อไหน ก็ไม่อาจสำเร็จผลได้

อดได้ ทนได้ จึงดีได้

จากการวิจัยพบว่า คนที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก มีสติปัญญาเท่า ๆ กับคนทั่วไป คือ มีสมองธรรมดา ๆ แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ คือ อุตสาหะพากเพียร อดทน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คนเหล่านี้เคยพ่ายแพ้ มาหลายต่อหลายครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยท้อถอย

เขาใช้ความผิดพลาดในอดีตเป็นบทเรียน เป็นบันไดก้าวข้ามอุปสรรคไปสู่ความสำเร็จ

โทมัส เอดิสัน

ผู้ล้มเหลวเกือบหมื่นครั้ง แต่ไม่เคยยอมแพ้

“ความล้มเหลวหลาย ๆ อย่างในชีวิต เป็นเพราะคนเราไม่ตระหนักว่า พวกเขาอยู่ใกล้ความสำเร็จแค่ไหน ตอนที่เขายอมแพ้”

เป็นคำยืนยันของนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก คือ โทมัส เอดิสัน ชายผู้นี้หูหนวกตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาเรียนที่โรงเรียนได้ไม่ดี และที่โรงเรียนให้สมญานามเขาว่าเป็น “ไข่เน่าของชั้นเรียน”

แต่เอดิสันมีแม่ที่เข้าใจเขา คอยดูแล และอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจให้แก่เขาเสมอ เอดิสัน ต้องเข้าออกโรงเรียนหลายแห่ง ในที่สุดแม่ของเขาได้เป็นผู้สอนหนังสือให้เขา และยอมให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง กำลังใจจากแม่ ทำให้เอดิสันอ่านหนังสือมากขึ้น เขาสนุกสนานกับการทดลองต่าง ๆ ที่เขาอ่านจากหนังสือ ความอยากรู้อยากเห็นของเอดิสัน ทำให้เขาได้ทำการทดลองวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย แม้การทดลองหลายครั้งจะมีความผิดพลาด และไม่ได้ผล

แต่แม่คือ ผู้ที่พูดให้กำลังใจแก่เอดิสันอยู่เสมอ ปลูกฝังให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน เอดิสันมองเห็นความผิดพลาดเป็นบทเรียนมากกว่าจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาท้อถอย ดังเช่นในการทดลองเพื่อคิดค้นหลอดไฟ ซึ่งเป็นผลงานประดิษฐ์ชิ้นสำคัญของเขา

เมื่อผู้ช่วยของเอดิสันกล่าวกับเขาว่า “เราทำการทดลองมา 700 ครั้ง แล้ว แต่เรายังไม่มีคำตอบ เราล้มเหลวเสียแล้ว” เอดิสันกลับตอบว่า

“เปล่าหรอก เรายังไม่ล้มเหลว เรารู้มากกว่าใคร ๆ ในโลกในเรื่องนี้ และเรายังรู้อีกว่ามี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ อย่าเรียกว่าความผิดพลาด แต่ให้เรียกว่า เป็นการเรียนรู้”

นอกจากโทมัส เอดิสัน จะฝากผลงานทางวิทยาศาสตร์ไว้แก่โลกอย่างมากมายด้วยผลงานประดิษฐ์ ซึ่งจดสิทธิบัตรไว้มากกว่า 1,000 ชิ้นแล้ว เขายังได้ฝากข้อคิด เพื่อการก้าวไปสู่ความสำเร็จไว้อย่างน่าฟังว่า

“ความสำเร็จที่เขาได้รับนั้น 10% เกิดจากแรงบันดาลใจ อีก 90% มาจากความทุ่มเท ด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน”

อับราฮัม ลินคอล์น

ผู้พ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

“ผมก้าวเดินไปอย่างช้า ๆ แต่ไม่เคยถอยหลัง”

เป็นคำพูดของอับราฮัม ลินคอล์น ผู้ซึ่งมุ่งมั่นที่จะยึดอาชีพทางการเมือง แม้ว่าจะประสบความพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวด มาหลายต่อหลายครั้ง

1. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2374

2. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2386

3. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2388

4. แพ้การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกปี 2397

5. แพ้การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกปี 2401

แต่ในที่สุดเขาก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ในปี 2403

ผู้พันไก่ทอด

ผู้ถูกปฏิเสธกว่าพันครั้ง

ผู้พันไก่ทอด คือ ฉายานามของ นายพันแซนเดอร์ส ผู้ก่อตั้งเคนตั๊กกี้ฟรายด์ชิกเก้น

ในสถานะของคนแก่เกษียณอายุที่อาศัยนอนในรถ และยังชีพด้วยเงินประกันสังคม นายพันแซนเดอร์สต้องการที่จะขายความคิดเกี่ยวกับสูตรไก่ทอดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน นายพันและสูตรไก่ทอดของเขาผู้นี้ได้รับการปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง ก่อนที่สัญญาการค้าฉบับแรกจะเกิดขึ้น และต่อมาได้มีการนำสูตรไก่ทอดของเขามาทำออกขาย จนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีสาขาของร้านเคนตั๊กกี้ ฟรายด์ชิกเก้นอยู่เกือบทั่วโลกในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ผู้พันแซนเดอร์สยังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลที่มีคนนึกถึง เป็นอันดับสองของโลกในปี 2519

ผู้มีปัญญาเท่านั้นอดทนได้

วันหนึ่งมีโยมผู้หญิงวัยกลางคนเดินทางมาจากอเมริกา โยมคนนี้คงจะศึกษาพระพุทธศาสนามาพอสมควรที่เดินทางมาวัดหนองป่าพง ก็เพราะคงได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงพ่อชา เมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อ ซึ่งขณะนั้นท่านกำลังยืนดุงานก่อสร้างในโบสถ์อยู่ โยมก็ถามหลวงพ่อว่า สอนวิปัสสนาอย่างไร ? พระฝรั่งก็ช่วยแปลให้ อาจารย์เองก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย หลวงพ่อหัวเราะ พูดว่าผมไม่สอนวิปัสสนา ผมสอนแต่ทรมานพูดแล้วหลวงพ่อก็เดินไป อาจารย์เดินตามหลวงพ่อไป ท่านก็หยุดหันมาพูดกับอาจารย์ว่า การทรมาน ก็คือ การสอนให้อดทน เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้จิตใจของตัวเอง ท่านอธิบายว่า สมมติว่าร่างกายเป็นวิทยุ ก็รื้อระบบออกมาดูว่าข้างในมันมีอะไรล้าง รื้อดูให้ละเอียด ดูให้ชัด ๆ ศึกษาระบบข้างในดุให้เข้าใจจนซ่อมแซมเป็น เหมือนช่างที่ซ่อมแซมได้เมื่อวิทยุเสีย การศึกษาชีวิตตัวเองก็คือ รื้อเข้าไปในกายในใจ เพื่อที่จะเข้าใจและรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง

ปกติคนเราก็วิ่งตามกิเลสตัณหา ทำตามกระแสความอยาก หลวงพ่อชาท่านเมตตาทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ท่านช่วยเราในการฝืนกระแสของความอยาก ด้วยการให้ในสิ่งที่เราไม่อยากได้ และไม่ให้ในสิ่งที่เราอยากจะได้ เพื่อให้เราเห็นอารมณ์ เห็นเข้าไปในจิตใจตัวเอง ท่านทรมาน เพราะต้องการฝึกให้เรามีความอดทน อดกลั้น ให้มีจิตใจเข้มแข็งหนักแน่น เมื่อผ่านการทรมานไปได้ ต่อไปก็จะทำใจได้ในทุกสถานการณ์ เพราะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจำเป็นต้องสร้างความอดทนไว้เป็นพื้นฐาน นับแต่การรักษาศีล กิเลสอย่างหยาบ การเจริญสมาธิ ต้องอาศัยอดทนอดกลั้นต่อสู้กับนิวรณ์ 5 และในการเจริญสมถะวิปัสสนา เพื่อที่จะละกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งปวง ก็ต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคงหนักแน่นอดทนอย่างยิ่งยวด ปฏิปทาของหลวงพ่อชาท่านจึงเน้นอดทน หลวงพ่อมีชื่อเสียงเรื่องฝึกให้ลูกศิษย์มีความอดทน โดยเฉพาะกับเรื่องลมฟ้าอากาศ ลูกศิษย์สมัยแรก ๆ ของหลวงพ่อ เล่าถึงช่วงแรก ๆ ที่หลวงพ่อนำพระเณรปฏิบัติว่า พอหน้าร้อน ฉันข้าวเสร็จ ท่านให้ห่มจีวรซ้อนผ้าสังฆาฏิ ปิดหน้าต่างนั่งสมาธิ แต่พอหน้าหนาว ท่านให้เปิดหน้าต่างโล่งหมดไม่ให้ห่มจีวร มีเพียงผ้าอังสะอย่างเดียว บางทีโดยเฉพาะวันพระ ท่านพาเนสัชชิกตลอดทั้งคืน (สัชชิก คือ การปฏิบัติภาวนาโดยไม่มีการเอนกายนอน) พระเณรก็ต้องนั่งพับเพียบฟังเทศน์ทั้งคืนลุกขึ้นไปไหนไม่ได้ บางครั้งเช้า ๆ ญาติโยมมาทำบุญ ถวายอาหาร ให้พรเสร็จ ท่านก็คุยกับชาวบ้านต่ออีก คุยไปเรื่อย ๆ พระคอยฉันก็หงุดหงิด ฟัง ๆ ดู หลวงพ่อก็คุยกับโยมได้เป็นชั่วโมง ไม่เห็นจะมีเรื่องสำคัญอะไร เช่น ชาวบ้านก็เล่าว่า เมื่อคืนควายคลอดลูกอย่างนั้นอย่างนี้ พระก็รอ ๆ ๆ มีอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้นเป็นลำดับ เมื่อไรจะได้ฉันสักที นี่ก็เป็นอุบายของหลวงพ่อที่จะฝึกลูกศิษย์ให้รู้จักอดทนและได้เห็นอารมณ์ของตัวเอง

สิ่งที่หลวงพ่อชาท่านพูดบ่อย ๆ ก็คือ

“ผู้มีปัญญาเท่านั้นอดทนได้ อดทน กับ ปัญญาเป็นของคู่กัน”

“เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์”

คำพูดของหลวงพ่อติดอยู่ในใจของอาจารย์ตลอด และได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจถึงความหมายที่ว่า “เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์” ก็จากประสบการณ์พิจารณาทุกขเวทนา คือ เอาทุกขเวทนาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ตั้งอธิษฐานในใจว่า ขอมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็นั่งขัดสมาธิเพชร ตั้งใจรักษาอิริยาบถเดียว อะไรจะเกิดก็จะไม่ขยับ ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งเป็นสภาวะที่ทุกข์ทรมาน ทนได้ยาก ใคร ๆ ก็กลัวกันทุกคน ตามปกติคนเราต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่ตลอด เพื่อหนีจากทุกขเวทนา แต่ในวันนั้นอาจารย์ก็มีกำลังใจแก่กล้าต้องการพิสูจน์เพื่อที่จะได้รู้จักความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกขสัจ ปกติเรามีอุปาทานยึดมั่นในทุกขเวทนา เรามักมีความรู้สึกว่าเรามีทุกข์ เราเป็นทุกข์ ประสบการณ์ทุกข์เป็นของเรา เราทนทุกขเวทนาไม่ไหว เรายึดมั่นถือมั่นว่า เรากับทุกขเวทนาเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เมื่อตั้งใจจะพิจารณาทุกขเวทนาแล้ว ทุกข์อยู่ที่ไหน ให้ตั้งสติ ตั้งใจมั่น กำหนดดู เข้าดูถึงต้นตอ เมื่อจิตตั้งมั่นป็นสมาธิต่อทุกข์ อาการของสมาธิที่จิตตั้งมั่นกับทุกขเวทนา คือ ไม่ยินดียินร้าย ไม่มีวิภวตัณหา เป็นจิตที่หนักแน่นกล้าหาญ จึงทำจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิกับทุกขเวทนาได้ เมื่อผ่านจุดนี้ไปได้ จึงเกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ละตัณหา วิภวตัณหา อุปาทานยึดมั่นถือมั่น ขณะที่วิภวตัณหาดับ ทุกขเวทนาก็จะดับในขณะนั้น เห็นด้วยปัญญาว่าเราผู้รู้ผู้เห็น ทุกขเวทนากับความรู้สึกทุกขเวทนาอยู่คนละฝ่ายกัน ใจสงบเย็นด้วยความปล่อยวาง จิตอยู่เหนือเวทนา มองดูเวทนาอยู่ห่าง ๆ คล้ายกับว่าเกิดช่องว่างระหว่างจิตกับเวทนา เราคือส่วนหนึ่ง เวทนาก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง “รู้” คือ ส่วนหนึ่ง “รู้สึก” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง มองเห็นเวทนาจริง ๆ เหมือนเห็นด้วยตาแต่เป็นการเห็นด้วยใจว่า ทุกขเวทนาเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงเห็นความรู้สึกทุกข์ รู้ความรู้สึกทุกข์ แต่ไม่ได้เป็นทุกข์ เรียกว่าเห็นทุกข์ไม่มีทุกข์จริง ๆ เลย

มีขันติ คือ ให้พรแก่ตัวเอง

พระปุณณะเดิมเป็นชาวสุนาปรันตะ ไปค้าขายที่เมืองสาวัตถี ได้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงออกบวช

ครั้นบวชแล้วการทำสมาธิภาวนาไม่ได้ผล เพราะไม่คุ้นกับสถานที่ ท่านคิดว่าภูมิอากาศที่บ้านเดิมของท่านเหมาะกับตัวท่านมากกว่า จึงทูลลาพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสถามว่า

“เธอแน่ใจหรือปุณณะ คนชาวสุนาปรันตะนั้นดุร้ายมากนัก ทั้งหยาบคายด้วย เธอจะทนไหวหรือ”

“ไหวพระเจ้าข้า”

“นี่ปุณณะ...ถ้าคนพวกนั้นเขาด่าเธอ เธอจะมีอุบายอย่างไร”

“ข้าพระองค์ก็คิดว่า ถึงเขาจะด่า ก็ยังดีกว่าเขาตบต่อยด้วยมือพระเจ้าข้า”

“ถ้าเผื่อเขาต่อยเอาล่ะ ปุณณะ”

“ก็ยังดีพระเจ้าข้า ดีกว่าเขาเอาก้อนดินขว้างเอา”

“ก็ถ้าเขาเอาก้อนดินขว้างเอาล่ะ”

“ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า ก็ยังดีพระเจ้าข้า ดีกว่าเขาเอาไม้ตะพดตีเอา”

“เออ ถ้าเผื่อเขาหวดด้วยตะพดล่ะ”

“ก็ยังดีพระเจ้าข้า ดีกว่าถูกเขาแทงหรือฟันด้วยหอกดาบ”

“เอาล่ะ...ถ้าเผื่อคนพวกนั้นเขาจะฆ่าเธอด้วยหอกด้วยดาบล่ะ ปุณณะ”

“ข้าพระองค์ก็จะคิดว่ามันก็เป็นการดีเหมือนกันพระเจ้าข้า”

“ดีอย่างไร ปุณณะ”

“ก็คนบางพวกที่คิดอยากตาย ยังต้องเสียเวลาเที่ยวแสวงหาอาวุธมาฆ่าตัวเอง แต่ข้าพระองค์มีโชคดีกว่าคนพวกนั้น ไม่ต้องเสียเวลาไปเที่ยวหาอาวุธอย่างเขา”

“ดีมาก ปุณณะ เธอคิดได้ดีมาก เป็นอันตกลง เราอนุญาตให้เธอไปพำนัก ทำความเพียรที่ตำบลสุนาปรันตะได้”

พระปุณณะกลับไปเมืองสุนาปรันตะแล้ว ทำความเพียร ในไม่ช้าใจก็หยุดนิ่งบรรลุธรรมไปตามลำดับ จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

เรื่องของพระปุณณะเป็นตัวเอย่างที่จะสอนใจเราได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หากเราสามารทำใจได้ คิดในแง่ดี คิดในแง่บวกได้ในทุกสถานการณ์ เราจะเก็บเกี่ยวผลดีได้เสมอ เกิดประโยชน์ได้ในทุกนาทีของชีวิต

ในชีวิตประจำวัน แทนที่เราจะขอพรจากพระเจ้า ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ให้เราใช้หลักอดทน คิดดี ทำดี ด้วยใจดีมีเมตตา มีความพอใจในปัจจุบัน ก็เท่ากับเราให้พรแก่ตัวเอง และมีความสุขได้ในปัจจุบันและอนาคต

ปกติคนเรามักคิดว่า ปัจจุบันนี้เป็นทุกข์ก็ต้องทนทุกข์ไปก่อน รอไว้วันข้างหน้า เมื่อได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ สมความปรารถนาแล้ว จึงมีความสุข แต่จริง ๆ แล้ว ขันติที่ถูกต้องบริสุทธิ์คือ อดทนด้วยความเต็มใจและพอใจในปัจจุบัน ไม่ใช่ทนด้วยใจที่เป็นทุกข์ แต่ทำใจได้รักษาใจเป็นปกติได้ เพราะมีปัญญาที่จะเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน เข้าใจในโลกธรรมแปด มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ถือเป็นธรรมดาโลก เมื่อสมความปรารถนาเราก็ไม่ดีใจจนหลง เมื่อไม่สมความปรารถนาเราก็ยังมีกำลังใจ มีความหวังในชีวิตได้ มีขันติจึงเท่ากับให้พรแก่ตัวเอง ที่จะมีความสุขใจความพอใจได้ในทุกสถานการณ์

วิกฤติ คือ โอกาสทอง

ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่ง เลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว ด้วยความโง่เขลาของมัน ดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง มันร้องครวญครางอยู่เป็นเวลานาน ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว อีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลา มันตกใจและรู้ชะตากรรมของตนทันที มันร้องโหยหวน สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป หลังจากชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สักสองสามพลั่ว เมื่อเหลือบมองลงไปในบ่อ ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่าทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลา มันจะสะบัดดินออกจากหลัง แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไร มันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจที่ในที่สุดเจ้าลาก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตนี้อุปสรรคต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาหาเรา ก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้ จงแก้ไขมัน เพื่อที่เราจะได้เหยียบมัน เพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ ฉันใดฉันนั้น อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวข้ามไป ชีวิตคนเราก็เช่นกัน เราต้องประสบกับโลกธรรมแปด เป็นธรรมดา คือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ แต่เมื่อเรามีทุกข์มีปัญหา หรือต้องประสบกับวิกฤติหนักหนาสาหัสแค่ไหน ก็ให้อาศัยขันติ มีความอดทน เมื่อมีความทุกข์ หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ตั้งสติใช้ปัญญา อาศัยอดทน อดกลั้น หยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อน ไม่ต้องคิดที่จะแก้ปัญหาภายนอก กำหนดรู้ลมหายใจออยาว ลมหายใจเข้าลึก ๆ ให้มีสติ มีความรู้สึกตัว กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ติดต่อกันต่อเนื่องกัน มีสมาธิตั้งมั่นกับลมหายใจ ปล่อยวางความรู้สึกที่ไม่ดี ปล่อยวางจิตใจให้ว่าง ๆ ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต ว่างจากความไม่สบายใจ เหลือแต่จิตที่มีความรู้สึกตัวเบิกบากใจ โอปนยิโก น้อมเข้าไปหาธรรมชาติของจิตที่เป็นประภัสสร บริสุทธิ์ผ่องใส เมื่อจิตสงบเบาสบายแล้ว จึงค่อย ๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดี สบายใจแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ให้มีความหวัง มีกำลังใจที่จะต่อสู้ ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหนขุมทรัพย์ก็มีอยู่ที่นั่น ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน สุขที่สุดมันก็อยู่ที่นั่น นี่เป็นความจริง

ไม่ว่าจะมีวิกฤติหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นกับเรา สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือ รักษาใจของเราให้ดี ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นคุณธรรมประจำใจของเรา ตั้งใจทำความดีรักษาคุณงามความดีความถูกต้องด้วยจิตใจที่หนักแน่นไม่หวั่นไหวในทุกสถานการณ์ ให้ชีวิตทั้งหมดอยู่ด้วยอานาปานสติ คือ ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุดด้วยใจดี สุขใจ