#echo banner="" ตายไม่มี พระศรีญาณโสภณ (สุวิทย์ ปิยวิชโช)/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ตายไม่มี

พระศรีญาณโสภณ (สุวิทย์ ปิยวิชโช)

วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 007753 - โดยคุณ : mayrin [ 21 ม.ค. 2546 ]

คำนำ

เราอาจคิดว่าความ "ตาย" เป็นเรื่องโหดร้าย เพราะต้องพรากจากกันไปไม่มีวันจะได้พบกันอีก

เราอาจผวากับความตาย เพราะเป็นการจากกันนิรันดร จากไปอย่างไม่มีโอกาสจะพูดคุยกันได้อีกต่อไป

แต่คิดอีกมุมหนึ่ง คือในมุมความจริง เมื่อเวลาธาตุขันธ์ขาดสมดุ คือธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ทำงานร่วมกันไม่ได้แล้ว ทุกข์ของชีวิตจะประดังเข้ามา แม้แต่เจ้าของธาตุขันธ์เองก็ปลงตก ต้องการความเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีกว่าในระบบของธรรมชาติ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ตาย"

 ก็ความตายนี้แล เป็นยารักษาโรคชนิดวิเศษที่ไม่มียาอื่นเทียบได้

คนทั้งหลายแสวงหาวิธีรักษาชีวิตเอาไว้ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ เราคิดค้นกัน แต่ก็สามารถรักษาได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น เมื่อสุดความสามารถของเครื่องมือแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับไปสู่การปรับตัวของธรรมชาติ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แทนที่จะหาวิธีป้องกัน "ความตาย" กลับทรงกระทำตรงกันข้าม นั่นคือทรงแสวงหาวิธีป้องกัน "การเกิดอีก" ด้วยทรงเห็นว่า เมื่อเกิดแล้วต้องตายแน่

วิธีแก้การเกิดของพระพุทธองค์ ก็คือดับความรักความใคร่ ความทะยานอยากทั้งหลายที่เกิดกับใจ ในขณะที่โลกป้องกันด้วยการด้วยเครื่องมือ และให้ปล่อยใจตกอยู่ใต้อำนาจราคะตัณหา ความเกิดจึงเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

วิธีแก้ของโลก กับวิธีแก้ขอพระพุทธเจ้าจึงแตกต่างกันอย่างนี้ บางทีศีลข้อ ๓ นั่นเองคือยาป้องกันการเกิดใหม่ ยาป้องกันการเกิดโรคร้ายแรงของชีวิต

หนังสือเรื่อง "ตายไม่มี" ที่พระศรีญาณโสภณ (สุวิทย์ ปิยวิชโช) เขียนขึ้นเพื่อให้คนกล้าต่อสู้กับความจริง ไม่หลบลี้หนีความจริงที่อยู่เฉพาะหน้า ให้คนกล้าหาญต่อสัจธรรม ต่อธรรมชาติ ไม่กลัวตาย

เพราะธรรมชาติทุกชนิดไม่เคยทำร้ายคน มีแต่ให้คุณอย่างเดียว เหมือนสัจธรรมทุกอย่างไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่ให้ความอบอุ่นร่มเย็น ให้สติปัญญาที่แหลมคมทุกขณะ เพียงแต่เราจะกล้าเผชิญความจริงได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น

พระเทพญาณวิษฏ์

เจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร

คำนำ

ปรากฏการณ์แห่งชีวิต เป็นความสมดุลแห่งธรรมชาติ

ชีวิตเป็นความงงงวยมาแต่เกิด ชีวิตเป็นสิ่งที่กำหนดเบื้องต้นบั้นปลายไม่ได้ เราเป็นใครมาจากไหน ไม่อาจกลับไปดูหรือตามไปรู้ได้ แต่ความเป็นสายเลือด ทำให้เรามีความรู้สึกรักและผูกพันต่อกัน

พ่อแม่เองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า หัวนอนปลายเท้าของลูกแต่ละคน ที่มาเกิดกับเรานั้นมาจากไหน ถ้าเปรียบเทียบท้องแม่เหมือนบ้าน แม่ก็เป็นคนใจดี ใจประเสริฐยิ่งนัก

แม่รองรับกระทั่งคนที่แม่เองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ให้เข้ามาพักพิงเลี้ยงดูในอ้อมกอด แม่ไม่เคยสอบถามว่าเป็นใครมาจากไหน มาแล้วก็รักเลย พอจากไปก็อาลัยอาวรณ์

การพรากจากกันเป็นความสะเทือนทางความรู้สึก ทุกครั้งของการจาก ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ คิดดูเถิด แม้เพียงจากไปต่างเมืองต่างถิ่น และรู้แน่ว่าไม่นานจะกลับมา ก็ยังห่วงหาอาวรณ์ มิอาจจะบรรยายอะไรได้กับการจากไปไม่หวนกลับ

นั่นอาจเป็นความรู้สึกของคนทั่วไป แต่ความเป็นจริงแล้วอาจเป็นเพียงการปรับมิติใหม่ เพื่อให้ชีวิตอยู่ได้ในสภาวะที่ไม่ทุกข์เกินไป เหมือนการเปลี่ยนอิริยาบถจากเดินเป็นนั่ง เป็นนอน เป็นวิ่ง ไม่ให้จำเจ, ปรับแรงมากไปเราก็สมมติเรียกว่า “ตาย”

ความตาย จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดซึ่งธรรมชาติมอบให้ เมื่อระบบธาตุขันธ์ขาดความสมดุล, ธรรมชาติจะปรับให้กลับคืนสู่ สภาวะเดิม แล้วเริ่มต้นใหม่ หากยังมีพลังงาน (กิเลส กรรม วิบาก) ผลักดันให้เริ่มต้นได้

เมื่อเรานึกถึงความจริงที่ชีวิตหนึ่งเกิดมา เรายินดีปรีดากับการมาของชีวิตใหม่ แต่เราลืมนึกไปว่า อาจจะมีเสียงร้องไห้ของมิติหนึ่ง ที่ต้องสูญเสียพลัดพรากจากชีวิตนั้น !

เช่นเดียวกัน ขณะที่เราเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของจิตดวงนี้ อาจมีจิตอีกหลายร้อยดวงต่างมิติ ที่รอคอยสัมผัสรอยยิ้มน้อยๆ ของชีวิตใหม่ในมิติของเขา

การมา การไปเป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วของความรู้สึก สุดแต่ว่าเราจะอยู่มิติใดของการเดินทาง

มนุษย์คุ้นเคยกับสภาวะของตนเอง เคยชินกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเกินไป จึงไม่อาจเข้าใจสภาวะของธรรมชาตินี้ได้ เมื่อรับรู้ไม่ได้กับสื่อสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

พอมีการเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่เราเรียกว่า “ตาย” ซึ่งต้องการใจเป็นสื่อสัมผัส ย่อมเกิดการกระเทือนใจเป็นธรรมดา เปรียบเทียบง่าย ๆ เราอาจรู้สึกหงุดหงิด เมื่อคลื่นโทรศัพท์ไม่ดี รับไม่ได้ ขาด ๆ หาย ๆ

คนทั่วไปที่ไม่เจ็บปวด อาจทนไม่ได้กับสภาวะต่าง ๆ ที่เคยมีความสนุก เพลิดเพลินกับสังขารร่างกาย แม้ในคนที่มีสุขภาพร่างกายดีนั่นเอง บางครั้งใจก็เจ็บป่วย อยากสลัดไปให้พ้นกับอารมณ์ขุ่นมัวบางอย่างที่ทำให้ใจเจ็บระบม

สำหรับคนเจ็บไข้ คือผู้ที่มีความบกพร่องทางกาย เมื่อร่างกายทรุดโทรมเต็มที่ ชราเต็มทน เจ็บเหลือเกิน จนไม่อาจทนอยู่ได้ เขาอาจพอใจสละร่างมากกว่าที่จะทนอยู่ แม้จะช่วยด้วยเครื่องมือทันสมัยสักเพียงใด เขาก็ยังรู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิตอยู่ดี ถ้าเปรียบร่างกายเหมือนเรือ การตายอาจจะเป็นเหมือนคนสละเรือที่กำลังจะจมน้ำ แล้วรีบขึ้นฝั่งให้ปลอดภัย หรือเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น คนย่อมช่วยเหลือเอาชีวิตของคนไว้ก่อน มากกว่าที่จะรักษาเครื่องยนต์กลไกที่ใช้การไม่ได้แล้วเช่นเดียวกัน “ผู้รักษาชีวิต” ย่อมเห็นว่าดวงจิตสำคัญกว่าร่างกายที่ใช้การไม่ได้แล้ว จึงแยกออกจากกันไปก่อน แล้วรวมกันในเสี้ยวแห่งมิติใหม่ภายหลัง และเราสมมติสภาวะนี้ว่า “เกิด”

ฉะนั้น เมื่อมนุษย์เราหมดความสามารถจะฝืนธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะทำหน้าที่ของตน ปรับสภาพแห่งความสมดุลเสียใหม่ และจงมั่นใจเถอะว่า จะไม่มีอะไรผิดพลาดเลยกับการทำงานของธรรมชาติ ธรรมชาติจะรักษาความสมดุลของระบบทุกอย่างด้วยตัวมันเองอย่างวิเศษที่สุด ในเมื่อชีวิตคือธรรมชาติ ก็น่าจะปล่อยให้ธรรมชาติเยียวยาขั้นสุดท้าย เมื่อถึงเวลานั้น “ความตาย” จึงเป็นชื่อของโอสถชนิดใหม่ ที่เป็นทิพยโอสถของชีวิตจริง ๆ แท้จริง ธรรมชาติคือชีวิตแท้ ทุกชีวิตจะอยู่ในความดูแลของธรรมชาติเท่าเทียมกัน ถ้ายอมรับว่าธรรมชาติคือชีวิต การกลับคืนสู่ธรรมชาติก็คือการได้ชีวิตใหม่ที่ร่มเย็นเป็นสุขยิ่งกว่า มิใช่ตาย เพราะกฎเกณฑ์แห่งชีวิตคือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ

ฉะนั้น โดยธรรมชาติแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่าไม่มีการเกิด มีเพียงความสมดุลของธรรมชาติ และไม่มีตาย มีเพียงการปรับความสมดุลของธรรมชาติให้เป็นสุขยิ่งขึ้นเท่านั้น เมื่อเห็นว่าชีวิตเป็นทุกข์ถึงที่สุดแล้ว ธรรมชาติจึงไม่ต่างอะไรกับแม่ที่คอยดูแลลูกรัก ไม่ว่าคราสุขหรือทุกข์ร้อน ให้ผ่อนคลาย หายโศกเศร้า ชีวิตคือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ ธรรมชาติ อันเป็นจุดกำเนิดแห่งธรรมสูงสุดที่ช่วยปรับชีวิตให้เกิดความสมดุล คราทุกข์หนัก

ตายไม่มี

“สัตว์ทุกชนิดกลัวตาย เพราะคิดว่าความตายเป็นภัยร้ายแรงของชีวิต ผวาว่าความตายใคร ๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดความสิ้นหวังท้อแท้ว่า ความตายไม่อาจรักษาด้วยการเยียวยาใด ๆ แต่ความจริงแล้ว ความตายนี้แลคือทิพยโอสถชนิดเลิศ ที่ธรรมชาติใช้รักษาโรคร้ายทุกชนิดของธาตุขันธ์ ความตายจึงมิใช่สิ่งน่ากลัว เพราะความตายเป็นทิพยโอสถของชีวิต

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนให้พิจารณามรณสติเพื่อบรรเทาความมัวเมาในชีวิต ในเวลา ในความประมาท ก็เพราะต้องการให้คนมีสติตื่นตัว ให้รู้ว่า ความตายอยู่แค่ปลายจมูกเท่านั้น

เรารู้วันเวลาเกิดได้ แต่เวลาตายรู้ไม่ได้ และไม่มีทางจะรู้ด้วยหากไม่เจริญมรณสติเป็นประจำ  การเจริญมรณสติ คือ นึกถึงความตายบ่อย ๆ อย่างนี้ จะสอนใจให้กล้าเผชิญความจริงได้ไม่ยาก

เมื่อพิจารณาความจริงอีกขั้นหนึ่ง เหนือจากสมมติสัจจะ คือพิจารณาให้เห็นความจริงตามหลักธรรมชาติ มองทุกอย่างให้เห็นเป็นอนัตตา ปราศจากตัวตนที่ควรเข้าไปยึดมั่น อย่างที่ตรัสแสดงใน อนัตตลักขณสูตร

เราก็จะเข้าใจได้ว่า ความตายไม่มี และไม่มีอะไรตาย สิ่งที่เราเรียกว่าตายเป็นเพียงการปรับตัว และเปลี่ยนสภาพของธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ กับวิญญาณธาตุเท่านั้น

ตามธรรมดาของร่างกายเป็นทุกข์และอยู่ได้ยาก ต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เราเห็นกันทุกคน แต่มีน้อยที่ใส่ใจ

ขอให้พิจารณาง่าย ๆ ดังนี้ จากเล็กสุดในท้องแม่ เลือดก้อนหนึ่งค่อยเจริญเติบโตมาเป็นตัวคน เมื่อโตมากก็จำต้องออกมาอยู่นอกท้องแม่ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาเราสมมติเรียกว่า “เกิด”

แท้จริงการเกิดก็คือวิธีเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ทนได้ยากอย่างหนึ่งของธรรมชาตินั่นเอง จากนั้นก็เป็นก้อนเลือดมีชีวิต นอนแบเบาะ หัดกิน หัดพูด หัดคลาน หัดรับสัมผัสจากโลกใบใหญ่นอกครรภ์แม่ การพึ่งตัวเองมีมากขึ้นตามลำดับ

เขาต้องกินเอง ดื่มเอง หัดเดินเอง และการที่ได้คิดเอง ทำเองนี่แล เป็นความปรารถนาสุดยอดของชีวิต

ความยิ่งใหญ่ของชีวิตอยู่ที่ได้รับอิสรภาพตามลำดับ เป็นอิสระทั้งกายและใจ ตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องวิมุติ ความหลุดพ้น แท้จริงแล้วก็คืออิสรภาพนั่นเอง เพราะหลุดพ้นจากบ่วง จึงเป็นอิสระ แล้วอะไรคือบ่วงคล้องชีวิต

ต่อมาเมื่อโตขึ้นอีกหน่อย เขาก็หัดเดินเอง วิ่งเอง วินาทีแรกที่เขาเดินเองได้โดยไม่มีคุณแม่คอยประคอง เป็นวินาทีแห่งความสุข เมื่อเขายืนด้วยลำแข้ง ของตนเองได้เป็นอิสระ ไม่เป็นภาระของใคร เป็นตัวของตัวเองแล้ว ความภูมิใจจะเกิดขึ้นทันที

เขาจะรู้สึกมั่นใจในชีวิต แต่ก็มั่นใจเพราะมีคุณพ่อคุณแม่ยืนเคียงข้าง เพราะภายใต้จิตลึก ๆ ก็ยังต้องการที่พึ่งอยู่ ใจยังต้องมีที่พักพิงที่มั่นคง นั่นคือที่พึ่งอันอบอุ่นจากคุณพ่อคุณแม่

 วัยเด็กนี้เอง เป็นวัยที่หนูน้อยต้องได้รับการอบรมบ่มเพาะปลูกฝังจริต นิสัย ใจคอ เรียนรู้ดีชั่ว ควรมิควร เรียนรู้ถูกกับผิด จากคุณพ่อคุณแม่ ก่อนที่จะออกไปสู่โลกกว้าง ทางไกล

การเรียนรู้ถูกกับผิดนั้น เรียนได้จากทุกสถานที่ เพราะเป็นขาวกับดำชัดเจน และมีกฎเกณฑ์ตายตัว ส่วนการที่จะรู้ว่าอะไรควรไม่ควรนั้นยาก ต้องใช้ใจต่อใจ ใช้จิตสำนึกแทนตัวอักษร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นจะให้เราได้ดีกว่าใคร ๆ ในข้อนี้

บางครั้งสิ่งที่ว่าถูกต้องนั่นเองกลับเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ควรพูด ไม่ควรคิด เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ คนที่จะกล้าบอกเรา ก็มีแต่คนที่รักเราจริง ๆ เท่านั้น แล้วใครเล่าจะรักเราบริสุทธิ์ มีความเมตตา อาทร และอ่อนโยนเท่ากับพ่อแม่

โตมาหน่อย เราก็ต้องเรียนรู้โลกกว้าง มีการศึกษา มีงานทำ มีครอบครัว แล้วชีวิตใหม่ตัวน้อยก็ถือกำเนิดมาดูโลกกับเราอีก เจ้าหนูน้อยก็เป็นอย่างที่เราเคยเป็น

เขาเริ่มต้นชีวิตอย่างที่เราเคยเริ่มต้นมา วันผ่านไป วัยก็ตามมาแต่สิ่งที่ผ่านมามิใช่เพียงกาลเวลาที่ผ่านไป ทุกอย่างได้จารึกปรัชญาชีวิตเอาไว้ให้เราได้รำลึกถึงทุกเหตุการณ์เสมอ แม้ความจำจะลืมบางอย่างไปแต่ใจยังจดจำ

ขณะที่ลูกเจริญไปข้างหน้า ความชราตามหาเรา วัยเราเจริญลง วัยลูกเจริญขึ้น ก็มาถึงช่วงวัยแก่เฒ่า เราอาจคิดว่าตัวเองแก่ เพราะเห็นหน้าตาเหี่ยวย่น ผมหงอก ฟันหลุด เจ็บปวด ป่วยไข้ไม่สบาย เรี่ยวแรงหมด ลุกโอย นั่งโอย แม้นอนก็ยังโอย เราคิดว่านี่คือวัยชรา

ความเป็นจริงเราชรามาตั้งแต่เกิด ชรามาเยือนเราตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แต่เราไม่คิดกันเท่านั้นเอง

คำว่า “วัย” ที่เราพูดว่าเจริญวัย แท้จริงก็คือ เจริญความเสื่อม เพราะคำว่า “วัย” แปลว่า “เสื่อมสิ้นไป” เราแก่ตั้งแต่เกิด เรามิได้แก่เฉพาะวันนี้เท่านั้น

และแล้วก็มาถึงบั้นปลายของชีวิต เราเรียกว่า “ตาย” ความจริงตายไม่มี ตายเป็นเพียงคำสมมติเรียกชื่อ “ทิพยโอสถ” ที่สามารถรักษาโรคร้ายทุกชนิด

ที่เราสมมติเรียกว่าตายนั้น  เป็นเพียงธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ปรับความสมดุลเท่านั้นเอง

ความสมดุลของธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ คือการดำรงอยู่อย่างเป็นสุขของชีวิต ถ้าธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ขาดความสมดุล ชีวิตก็เป็นทุกข์ เพราะความเจ็บ ก็คือความไม่สมดุลของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ ๕

เมื่อเจ็บมาก ก็แสดงว่า ธาตุตัวใดตัวหนึ่งทำงานบกพร่อง เช่น อาหารไม่ย่อยเราก็เป็นทุกข์ แสดงว่าธาตุไฟไม่ทำงาน ธาตุดินมีปัญหา ระบบเลือดแย่ แสดงว่าธาตุน้ำเดินไม่สะดวก เป็นต้น

ในโลกแห่งเทคโนโลยี มนุษย์เราช่างอาจหาญพากเพียรต่อสู้เอาชนะความตายด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ เพราะเป็นการพยายามที่ฝืนระบบธรรมชาติของชีวิต

หากไม่ฝืนธรรมชาติ วินาทีธาตุขันธ์แยกจากกัน ก็จะเป็นความสงบสุขมากกว่านี้ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ

ความจริงคนเราเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ควรจะปล่อยให้ธรรมชาติเยียวยาจะดีกว่า มิใช่ยอมให้เทคโนโลยีมาก้าวก่ายจนเกินไป ชีวิตมาจากธรรมชาติ ก็จำเป็นต้องใช้ธรรมชาติเยียวยา มิใช่เทคโนโลยี จนนาทีสุดท้าย

ธรรมชาติคือหมอที่ดีที่สุดของชีวิต เมื่อธาตุ ๔ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองขั้นสุดท้าย ขอยืนยันว่า มิใช่เทคโนโลยี มิใช่เครื่องมือทางวัตถุ ต้องเป็นธรรมชาติ

มนุษย์เราควรปล่อยให้ตัวชีวิตเป็นอิสระก่อนสิ้นลมจะดีกว่า เพื่อให้ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ปรับสภาพเข้าหากันให้ลงตัว ให้จบลงอย่างเป็นสุข

ธรรมชาติไม่เคยทำลายใคร ไม่เคยก่อทุกข์ให้ใคร การฝืนต่างหากที่เป็นการก่อทุกข์ ขอให้มั่นใจในระบบการทำงานของธรรมชาติ เพราะตัวตนของเรามาจากธรรมชาติ

เพราะฉะนั้น ความตายไม่มี มีแต่เพียงการปรับเปลี่ยนสภาวะของธาตุขันธ์เท่านั้น เหมือนกับตะวันออกตะวันตกไม่มี มีเพียงการเคลื่อนไหว หมุนตัว (วัฏฏะ) ของลูกโลก

เมื่อมองจากจุดที่อยู่เหนือโลก (โลกุตระ) หรือนอกโลกเรา คือมองจากความเป็นจริงมิใช่มองจากสิ่งที่เราเห็นด้วยตา เช่น มุมมองจากยานอวกาศ

เราก็จะเห็นเพียงลูกโลกดวงกลม ๆ ไม่มีที่ใดบอกว่าตะวันออกด้านนี้ตะวันตกด้านโน้น ทุกอย่างเป็นวงโคจรการทำงานตามธรรมชาติในระบบสุริยจักรวาล

เมื่อมองจากสภาวะที่เป็นจริงของชีวิตในมุมที่เป็นจริง เกิดแก่เจ็บตายก็เป็นการทำงานตามระบบของธรรมชาติเท่านั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงเป็นเพียงวงจรการเดินทาง (สังสารวัฏ) ของชีวิต

เหมือนเราเห็นพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็เดินทางไปสู่การอัสดง นั่นเป็นการมองตามที่ตาเห็นเท่านั้น

เมื่อเราไม่เห็นดวงอาทิตย์ เราคิดว่าอาทิตย์ตกดิน แต่ความจริงมิใช่ว่าไม่มีดวงอาทิตย์ วินาทีที่หายไปจากสายตาเรานั่นเอง ดวงอาทิตย์ก็ไปปรากฏแก่สายตาของคนอีกฟากหนึ่งของมุมโลก

อีกมติหนึ่งของชีวิตก็เช่นกัน เมื่อธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ แยกกันตามธรรมชาติ เราร้องไห้เสียใจเพราะมองว่าเป็นการตาย มองเห็นเหมือนดวงอาทิตย์อัสดง

แต่อาจจะมีมิติหนึ่งที่กำลังหัวเราะ ดีใจรับชีวิตใหม่ เหมือนกับคนอีกฟากหนึ่ง กำลังรอให้พระอาทิตย์อุทัยแสงในมุมของตน

นี่คือสิ่งที่พิจารณาตามความจริง ทั้งระบบของสุริยจักรวาล และระบบของชีวิตซึ่งชีวิตเองเป็นเพียงเศษธุลีของสุริยจักรวาลเท่านั้น

มนุษย์เกิดมาสู่โลก นึกว่าโลกนี้เป็นของเรา เราเป็นเจ้าของจึงยึดยื้อแย่งแบ่งปันกันเป็นเจ้าของ ความยึดมั่นครอบครองจึงเกิดขึ้น เพราะมนุษย์ยึดติด กำโลกไว้แน่นนี่เอง เขาจึงเป็นทุกข์

เป็นทุกข์เนื่องจากไม่เคยสมหวังในสิ่งใดจริงๆ พอกำสิ่งนี้ไว้ได้ อย่างอื่นก็หลุดมือ ต้องคว้าหาใหม่ตลอดเวลา เมื่อได้มาก็ดูเหมือนดีใจ แต่พอเสียไปก็เป็นทุกข์

 ความจริงแล้ว ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ ที่เข้าไปยึดถือแล้วไม่ทำให้เราเจ็บตัว แม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆน้อย ๆ ก็ตาม ท่านจึงสอนให้อยู่ในโลกนี้อย่างบางเบา สัมผัสสมบัติของโลกแต่เพียงแผ่วเบา อย่าหอบหิ้ว แบกหาม กอดกำ เหนี่ยวรั้ง

คือ เมื่อทำชีวิตบนโลกให้บางเบา แล้วเราจะพอหาความสุขในชีวิตได้บ้าง แต่ถ้าพิจารณาความจริงของชีวิตและของโลก ต้องให้หนักแน่น ทำแผ่วเบาไม่ได้

แปลว่า ถึงจุดหนึ่ง ต้องไม่คิดแบกหามยึดมั่นมาก เพราะไม่มีอะไร เป็นของเราจริงๆ แม้สิ่งที่เรามีกรรมสิทธิ์วันนี้ สุดท้ายก็มิใช่ของเรา สิ่งที่เรารักที่สุดก็ไม่อาจอยู่กับเราได้ เพราะสุดท้ายปลายทางเราต้องจากสิ่งนั้นไป ทิ้งทุกอย่างไว้ให้คนข้างหลังดูแล

ชีวิตเป็นของน้อยอย่างนี้

 มีเรื่องเล่าว่า เหล่าเทพบุตรเทพธิดากำลังเก็บดอกไม้บนสรวงสวรรค์ เทพธิดาตนหนึ่งลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในตระกูลดี มีสามี มีลูก มีทรัพย์สมบัติมาก

ทำบุญทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิปัญญา ในพระพุทธศาสนา ทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดินมาก เมื่ออายุได้ ๙๐ กว่า ก็สิ้นอายุ เธอไปเกิดเป็นเทพธิดาอีกครั้ง หัวหน้าเทพเมื่อเห็นเธอจึงถามว่า เมื่อเช้านี้เธอหายไปไหน

เธอก็เล่าให้ฟังว่า เธอไปเกิดในมนุษยโลก มีครอบครัว แสวงหาสมบัติ เกลือกกลั้ว เกลื่อนกล่นอยู่กับการมี การเป็น มีสามี มีลูก มีเกียรติ มียศ มีเพื่อนฝูง มีบริวาร

เลี้ยงลูกจนเติบโต มีหลาน มีเหลนไม่น้อย และเธอก็มีอายุยืนถึง ๙๐ ปี ด้วยอานิสงส์บุญ เมื่อตายลงจึงมาเกิดที่นี่อีกเทพบุตรฟังแล้วก็ถึงกับตะลึงว่า ชีวิต ๙๐ ปีในโลกมนุษย์นั้น เป็นเพียงชั่วเวลาเช้าถึงเที่ยงของเทวโลกเท่านั้นหรือ

บางท่านอาจไม่เข้าใจ แต่เมื่อมองดูภพภูมิต่างมิติระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานก็น่าจะเห็นได้ชัด สัตว์บางตัวมีอายุเพียง ๗ วัน ๑๕ วัน ๑ เดือน เขาก็เต็มที่แล้ว

ขณะที่เรามีอายุขัย ๘๐ หรือ ๙๐ ปี หรือสัตว์เดรัจฉานบางชนิดก็มีอายุมากกว่าเราหลายเท่า เช่น เต่า ช้าง เป็นต้น

การเรียนรู้ชีวิต ต้องมองให้เห็นความจริงทั้งในภาพกว้าง และมุมแคบ เพื่อคลายความติดยึดอันรุนแรงที่ท่านเรียกว่า “อุปาทาน” ตัวติดยึดนี่เอง คือจุดกำเนิดแห่งทุกข์ทั้งปวง

เราอยู่ในโลกยุคเทคโนโลยี โลกทั้งโลกอยู่ในกำมือเราก็จริง แต่เราไม่อาจกำทุกสิ่งไว้ในอำนาจ ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

การมองชีวิตตามหลักสัจธรรม ตามระบบธรรมชาติ แก้ทุกข์ได้ ยิ่งคราที่ใจได้ทุกข์ถึงที่สุดเราต้องกล้าหาญ มองให้เห็นความจริง กล้าเผชิญรากแก้วความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ) นี้ให้ได้

เพราะความจริงทำให้คนฉุกคิดได้ ความจริงตามธรรมชาติไม่เคยทำร้าย หรือทำลายใคร ท่านจึงบอกว่าประเสริฐ สิ่งที่ทำให้คนลุ่มหลงต่างหากที่ประทุษร้ายคน

ความตายไม่มี มีเพียงการปรับสภาพของธาตุขันธ์

 เมื่อปรับเปลี่ยนได้ที่ ซ่อมแซมจุดบกพร่องได้แล้ว ก็มารวมตัวกันใหม่ เราก็สมมติว่า “เกิด” เมื่อเกิดแล้วก็โต แก่เฒ่า และทำงานหนัก

เมื่อชำรุดทรุดโทรมก็จำเป็นต้องซ่อม หากซ่อมไม่ไหวก็แยกส่วน ซึ่งเราสมมติเรียกว่า “ตาย” และก็วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ เกิด-ตาย เกิด-ตาย เป็นวังวนแห่งสังสารวัฏ ชีวิตมีเท่านี้จริง ๆ

“ความตายไม่มี มีแต่การปรับเปลี่ยนเพื่อความสมดุลของธรรมชาติเท่านั้น”

คำนี้สำคัญ ที่เราควรใคร่ครวญพิจารณาทุกเช้า หลังตื่นนอนก่อนออกจากบ้าน แม้ในที่ทำงาน

ขณะที่ย่ำเท้าเปล่าลงบนยอดหญ้า ก่อนจะลงมือทำอะไรทั้งหมดในวันนั้น ให้พิจารณาความจริงตรงนี้ก่อนให้รุ่งอรุณของแต่ละวันเป็นรุ่งอรุณที่สดใส เป็นรุ่งอรุณที่งดงามกับชีวิต

ขณะพระอาทิตย์ทอแสงทองส่องโลก ปัญญาต้องทอแสงส่องใจ

การปรับเปลี่ยนชีวิตต้องการวิธีธรรมชาติ มิใช่เทคโนโลยี หมอที่ดีที่สุดที่จะปรับความสมดุลของธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ คือ ธรรมชาติ

การเข้าใจระบบการทำงานของธรรมชาติ ต้องเท้าเปล่าสัมผัสดิน ต้องทำใจให้อยู่เหนืออารมณ์ มองโลกตามความเป็นจริง

เมื่อเข้าใจธรรมชาติ ก็จะเข้าใจสัจธรรม และการกล้าเผชิญความจริงของชีวิตเท่านั้น ที่จะช่วยรักษาเยียวยาคราวที่ทุกข์สัมผัสใจ

โอกาสตรงนี้ ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะหรือฐานะใด เพียงแต่ใครจะเริ่มต้นเรียนรู้ก่อนใครเท่านั้นเอง

จากคุณ : mayrin [ 21 ม.ค. 2546 ]