#echo banner="" จิตเกษม สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

จิตเกษม - มงคลยอดชีวิต

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)

วัดพระศรีมหาธาตุ กรุงเทพ ฯ

มงคลยอดชีวิต ข้อ ๓๘ เขมํ - จิตเกษม

คัดลอกจาก: นิตยสารธรรมจักษุ

ปีที่ ๗๗ ฉบับที่ ๕ ประจำเดือน กันยายน ๒๕๓๖ หน้า ๑ - ๑๐

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 007886 - โดยคุณ : mayrin [ 4 ก.พ. 2546 ]

จิตเกษมเป็นจิตชั้นสูงสุดยอด คือ จิตเป็นมงคลสูงสุด แต่เราควรมาดูจิตคนเราธรรมดาเสียก่อน ซึ่งเป็นจิตที่ตกอยู่ในวงล้อมของภัยอันตราย พอแต่เราเกิดมา ก็มีภัยคอยดักอยู่แล้วข้างหลังคือ ชาติภัย ขนาบข้างคือชราภัย พยาธิภัย และอยู่ข้างหน้าคือ มรณภัย แน่นอน จิตของคนเราธรรมดานั้น ย่อมมีภัยคุกคามอยู่โดยรอบด้าน มีทั้งภัยภายนอกและภัยภายใน ดูเถอะภัยภายนอกเช่น ราชภัย ภัยเกิดแต่การทำผิดพระราชกำหนดกฎหมาย โจรภัย ภัยเกิดแต่การถูกโจรลักจี้ปล้น อัคคีภัย ภัยเกิดแต่ถูกไฟไหม้เผาผลาญ อุทกภัย ภัยเกิดแต่น้ำท่วม วาตภัย ภัยเกิดแต่ลมร้าย ส่วนภัยภายใน ได้แก่กิเลสภัย ภัยคือกิเลส จิตถูกกิเลสภัยเข้าครอบครอง ล่อให้จิตเผลอไผลไปทำบาปกรรม เกิดเป็นเคราะห์ร้ายซ้ำเติมเข้าไปอีก เป็นอันว่าจิตของคนเราธรรมดานี้ ตกอยู่ในวงล้อมของภัย ทั้งภัยภายนอกและภายในอย่างหนาแน่น

พระพุทธองค์ในสมัยยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อทรงพบเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ น้อมเข้ามาในพระองค์เองว่า ฉันก็จะต้องแก่เจ็บตายเช่นกัน มองเห็นปราสาทเป็นไฟลุกโพลง ร้อนระอุอยู่ ด้วยเพลิงทุกข์และเพลิงกิเลส เล็งเห็นสมณะเป็นผู้เย็นสงบ ดับเพลิงทุกข์เพลิงกิเลสได้  ถึงกับทรงเปล่งอุทานปรารภถึงทุกข์ระทมของความเป็นมนุษย์ว่า

“โอ มวลพี่น้องที่รู้จัก ล้วนแต่ติดอยู่ในข่ายแห่งความทุกข์ทรมาน ฉันเห็นและรู้สึกแล้วในเหตุขุ่นวุ่นวายของโลก ความเย่อหยิ่งในความผาสุกสนุกสบาย และความยั่วเย้าในความสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคาร ความหนุ่มสาวได้สิ้นลงเมื่อความแก่มา ความสนุกร่าเริงได้สิ้นสุดลงเมื่อความป่วยเจ็บมา ความรักทำให้เกิดทุกข์เมื่อสิ่งที่รักหายไป มีชีวิตแล้วกลับมีความตายมาแทน”

นี่คือประสบการณ์เตือนให้พระองค์ต้องสิ้นกังวล หมดห่วงใยในฆราวาสสมบัติ ไม่ประสงค์จะสวมมงกุฎ ไม่รักที่จะปกครองราชอาณาจักรด้วยคมดาบ ไม่ปรารถนาให้รถของพระองค์ต้องหมุนไปด้วยล้อที่อาบเลือด ทรงพอพระทัยจะดำเนินตามทางด้วยพระบาทอันบริสุทธิ์ จึงตัดพระทัยลงจากปราสาท เสด็จออกทรงผนวชถือเพศเป็นบรรพชิต ทรงมุ่งมั่นบ่มบรมสุขให้แก่กล้าในวันหน้า ด้วยสู้ทุกข์ในวันนี้ ทนสู้ทุกข์ยากตรากตรำร่างกายในวันนี้ เพื่อพระสัมมาสัมโพธิญาณ แก้ทุกข์และหลุดพ้นจากสรรพกิเลสในวันหน้า

หลังจากตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศพระศาสนา สั่งสอนปวงชนพลโลกให้บำเพ็ญอริยมรรค เพื่อตัดเชือกคือ กิเลสที่ล่ามปวงสัตว์ไว้ให้ขาด และนำตนออกจากวงล้อมเข้าไปสู่แดนเกษมซึ่งเป็นแดนปลอดภัย  จิตของผู้เข้าถึงแดนเกษม เป็นจิตเกษมหลุดจากเชือกผูกแล้ว แต่จิตของผู้ตกอยู่ในวงล้อมของภัย เป็นจิตที่ถูกเชือกผูกล่ามไว้อย่างเหนียวแน่น เชือกผูกคือกิเลสนั้นชื่อว่า โยคะ เป็นเชือกผูก ๔ เกลียว จิตของคนเราธรรมดายังตกอยู่ ในวงล้อมของภัยก็เพราะถูกเชือกผูก ๔ เกลียว ล่ามไว้ในโลกีย์ คือกามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และ อวิชชาโยคะ ซึ่งคอยสกัดกั้นไว้ไม่ให้หนีออกนอกวงล้อมได้ ตายแล้วตายเล่าก็ยังไม่พ้น

กามโยคะ กามราคะเป็นเชือกผูกบ่วงสัตว์ไว้ และยั่วเย้าให้กำหนัดด้วยอำนาจกิเลสจนติดจมอยู่ในกามคุณ ๕ คือรูปเสียง กลิ่นรสและสัมผัส เรียกว่า กามโยคะ เพราะล่ามปวงสัตว์ไว้ให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏไม่รู้จบ ดังมีเรื่องเล่าในอรรถกถาธรรมบทว่า

มาลาภารีเทพบุตร สถิตอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนางเทพอัปสรเป็นบริวาร จำนวนพัน ได้พานางเทพอัปสรไปเก็บดอกไม้ในสวนสรรค์ โดยเฉพาะบรรดานางเทพอัปสรที่ขึ้นเก็บดอกไม้นั้น มีนางเทพอัปสรองค์หนึ่งตกใจกลัวถึงแก่ต้องจุติ ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในเมืองสาวัตถี เป็นหญิงระลึกชาติได้ว่า เคยเป็นภรรยาของมาลาภารีเทพบุตร จึงเกิดรักติดพันอยู่กับเทพบุตรนั้นมิรู้จักลืม และตั้งใจทำบุญหวังจะไปเกิดในที่เดิม

เมื่อนางเจริญวัยอายุรุ่นสาวคราว ๑๖ ปีได้แต่งงานไปอยู่ในตระกูลสามี นางเป็นคนเลื่อมใสในพระศาสนา เพราะนางอุตสาหะขะมักเขม้นบำเพ็ญบุญอะไร ๆ ก็เพื่อจะไปเกิดในที่เดิมร่วมกับผัวเก่านั้น ภิกษุจึงพากันเรียกชื่อว่านางปติปูชิกา

ต่อมานางปติปูชิกาได้ลูกชาย ๔ คน ขณะให้ทานก็ดี ทำการบูชาก็ดี ฟังธรรมก็ดี รักษาศีลก็ดี ได้อธิษฐานไปเกิดในที่เดิมร่วมกับผัวเก่าทุก ๆ ครั้ง เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ไปเกิดในสรรค์อยู่ร่วมกับเทพบุตรผัวเก่าของตน มองเห็นทวยเทพอัปสรยังพากันเก็บดอกไม้อยู่ในที่เดิมนั่นเอง เทพบุตรพอเห็นนางกลับมาจึงถามว่า เจ้าไม่เห็นเมื่อสักครู่นี้ หายไปที่ไหนมา นางจึงเล่าเรื่องให้เทพบุตรฟัง เริ่มแต่จุติลงไปเกิดในมนุษย์ จนได้ลูกชาย ๔ คนและกลับมา เมื่อเทพบุตรได้ทราบก็เกิดสลดใจ ว่ามนุษย์มีอายุน้อยนัก แม้ชั่ววันหนึ่งของเราก็ไม่ได้ คือวันหนึ่งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นร้อยปีของมนุษย์ นี่เรื่องของคนถูกกามโยคะล่ามไว้ในโลกีย์

แม้วัตถุกามก็ชื่อว่า กามโยคะ วัตถุเช่น ข้าวของ ทรัพย์สินเงินทอง ภาชนะเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ผ้าผ่อน เสื่อหมอน มุ้งม่าน เรือกสวนไร่นาและเครื่องประดับทุกอย่าง ที่หน่วงเหนี่ยวปวงสัตว์ให้รักใคร่หวงแหนติดข้องอยู่ และทำให้ใจเศร้าหมอง นี่คือวัตถุกาม พึงทราบจิต ที่อาลัยห่วงใยในวัตถุกาม ถึงแก่ต้องไปเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรฉาน ดังนี้

มีภิกษุรูปหนึ่งชื่อติสสะ ได้จีวรเนื้อละเอียดมาหนึ่งผืน เป็นที่พอใจมาก ยังไม่ทันได้ใช้ บังเอิญอาพาธด้วยโรคปัจจุบัน ในเวลาใกล้จะสิ้นลมปราณ ดวงจิตเกิดกระสันเป็นห่วงจีวร เมื่อมรณภาพแล้วได้ไปเกิดเป็นเล็นอยู่ที่จีวรสงฆ์ปรารภกันและแจกจีวรนั้น เล็นหวงจีวรไม่ยอมให้แจก จึงวิ่งร้องไปมาอยู่ พระบรมครูทรงทราบด้วยทิพย์โสต ทรงห้ามพระภิกษุให้รอไว้ ต่อเมื่อล่วงเจ็ดวันก่อนจึงแจก และทรงอนุญาตให้แจกจีวรนั้น ในเมื่อเล็นตายไปเกิดในดุสิตพิมานแล้ว หมู่ภิกษุไม่ทราบเหตุให้สงสัย ได้เข้าเฝ้าทูลถามถึงเหตุที่ทรงห้าม พระองค์จึงทรงแสดงดังกล่าวมา และตรัสพระคาถานี้ว่า

“สนิมเกิดแต่เหล็ก ครั้นเกิดแต่เหล็กแล้ว

ก็กัดเหล็กให้กร่อนเสียไป แม้กรรมที่เป็นของตน

ก็นำผู้ประพฤติล่วงปัญญาชำระจิตไปสู่สุคติ”

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ

ในเหล็ก

ย่อมกัดเหล็กใหญ่เล็ก

ย่อยได้

แต่ชั่วที่ใหญ่เล็ก

เราประกอบ นี้นา

หากเกิดแต่เราไซร้

เร่งรู้ดูจำ

 

(วชิรญาณปี ๑๑๒)

ภวโยคะ ภวราคะ คือ เชือกล่ามปวงสัตว์ย้อมใจให้นิยมยินดีรักใคร่ติดแน่นอยู่ในรูปและอรูปภพ เรียกว่า ภวโยคะ เชือกเกลียวที่สอง ผู้เบื่อหน่ายในกามภพ เห็นว่ารูปภพเลิศกว่ากามภพ มุ่งมั่นเจริญรูปฌาน คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน จิตเพ่งอารมณ์จนแน่แน่ว เป็นอัปปนาสมาธิ เรียกว่า ฌาน

ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ

วิตก   จิตตรึกนึกขึ้นเพราะเห็นนิมิต

วิจาร  จิตตรองสอดส่องหาเหตุผล

ปีติ     จิตเอิบอิ่มเมื่อเห็นเหตุผล

สุข     จิตเกิดความสบาย

และเอกัคคตา จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง

ทุติยฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุขที่เกิดจากสมาธิ และเอกัคคตา วางวิตกกับวิจารเสีย

ตติยฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และ เอกัคคตา วางปีติเสีย

จตุตถฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขากับเอกัคคตา โดยสุขกลายเป็นอุเบกขา

องค์ฌาน ๕ นี้ เป็นเครื่องกำจัดนิวรณ์ ๕ คือ

วิตก  กำจัด ถีนมิทธะ  ที่ทำให้จิตหดหู่ และเคลิบเคลิ้ม

วิจาร กำจัด วิจิกิจฉา   ที่ทำให้ใจลังเล ไม่ตกลงได้

ปีติ    กำจัด พยาบาท   ที่ทำให้จิตคิดปองร้ายผู้อื่น

สุข    กำจัด อุทธัจจกุกกุจจะ  ที่ทำให้จิตฟุ้งซ่านและรำคาญ

เอกัคคตา  กำจัด กามฉันทะ  ที่ทำให้จิตกำหนัดในอารมณ์ที่ชอบใจ

อารมณ์ที่กลัดกลุ้ม

ในกาม

ใจหดหู่มีความ

มุ่งร้าย

ฟุ้งซ่านวุ่นวู่วาม

สนเทห์

ห้าอย่างลักษณะคล้าย

เครื่องกั้นกีดทาง

 

(จากโคลงทาย)

ผู้เจริญรูปฌานละนิวรณ์ ๕ ได้ด้วยการข่มไว้แบบศิลาทับหญ้า (วิกขัมภนปหาน) เมื่อสิ้นชีพแล้วไปเกิดในรูปภพเป็นรูปพรหม ครั้นเบื่อหน่ายในรูปภพ เห็นว่าอรูปภพเลิศกว่ารูปภพ มุ่งมั่นเจริญอรูปฌาน ๔ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณณัญจายตนะ อาจิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ

ผู้ได้บรรลุรูปฌานที่ ๔ แล้ว พิจารณาเห็นปฏิภาคนิมิตแห่งกสิณ เห็นเป็นอากาศ คือของว่างเปล่า และเพิกกสิณเสีย มาคำนึงเป็นอารมณ์ว่าอากาศหาที่สุดมิได้ นี่คือ อากาสานัญจายตนะ

ผู้เจริญวางอากาศเสีย มาคำนึงถึงวิญญาณเป็นอารมณ์ว่าวิญญาณหาที่สุดมิได้ นี่คือ วิญญาณัญจายตนะ

ผู้เจริญวางวิญญาณเสีย มาถือเอาความไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่งเป็นอารมณ์ คือ เกือบไม่มีอะไรเป็นอารมณ์เลย นี่คือ อากิญจัญญายตนะ

ผู้เจริญวางอารมณ์เกือบไม่มีอะไรเหลือนั้นเสีย จนมีสัญญาความรู้สึกตัวก็มิใช่ หาสัญญามิได้ก็มิใช่ นี่คือเนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้บรรลุอรูปฌานแล้ว เมื่อสิ้นชีพก็ไปเกิดในอรูปภพ เป็นอรูปพรหม

ผู้ปฏิบัติยังติดใจอยู่ในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่ายังตกอยู่ในวงล้อมของภัย เพราะถูกเชือกคือภวโยคะล่ามไว้ในไตรภพ จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏมิรู้จักจบ

ทิฏฐิโยคะ ทิฏฐิหมายเอาความเห็นผิด จากของที่จริงที่แท้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ สัสสตทิฏฐิ เห็นว่าเที่ยง คือเห็นในโลกนี้ไม่มีอะไรสูญ แม้คนและสัตว์ที่ว่าตาย ก็คือร่างกายเท่านั้นตาย

ส่วนมนัสหรืออาตมัน หรืออัตตา หรือชีโว หรือเจตภูต เป็นของไม่สูญ ยังต้องถือปฏิสนธิในกำเนิดอื่นต่อไป  และอุจเฉททิฏฐิ เห็นว่าขาดสูญ คือเห็นปฏิเสธภาวะอย่างนั้น โดยถือว่าคนและสัตว์ จุติจากร่างนั้นแล้วเป็นขาดสูญ

ทิฏฐิทั้งสองนี้เป็นเชือกเกลียวที่สาม ล่ามปวงสัตว์ไว้ในโลกีย์ ไม่ให้ออกจากหนีจากวงล้อมของภัยไปได้ จึงชื่อว่าทิฏฐิโยคะ

อวิชชาโยคะ โมหะความหลงมืดมนปกปิดทำให้ใจบอด ไม่รู้จักทางมนุษย์ ทางสวรรค์และทางนิพพาน ไม่รู้จักกุศลและอกุศลที่จะให้ผลเป็นสุขเป็นทุกข์แก่ตัวเอง และไม่รู้ตัวว่าจะต้องแก่เจ็บตาย นี่แลชื่อว่าอวิชชา

แม้อวิชชานี้ก็เป็นเชือกเกลียวที่สี่ ผูกมัดรัดรึงล่ามปวงสัตว์ไว้ และปกปิดใจ ให้เป็นใจบอดมืดมน วนเวียนอยู่ในโลกีย์วิสัย จึงชื่อว่าอวิชชาโยคะ

จิตที่รอดพ้นจากวงล้อมของโยคะ อันเป็นเชือกผูกทั้งสี่เกลียวแล้ว ย่อมเป็นจิตเกษม แต่ก่อนที่จิตจะเข้าถึงแดนเกษมนั้น ต้องเข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เพื่อเรียนรู้หลักความดีจริง และเพื่อยึดเป็นแนวทางดำเนินชีวิตตามหลักความดีจริง

เพราะจุดสำคัญแห่งการเข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะนั้น ย่อมอยู่ที่ต้องเรียนรู้หลักความดีจริง แล้วยึดมาเป็นแนวอบรมกายวาจา ให้สะอาดเรียบร้อยด้วยศีล

ฝึกฝนจิตให้ผ่องแผ้วด้วยสมาธิ และฟอกทิฏฐิให้แจ่มใสด้วยปัญญา พึงทราบวิธีปฏิบัติตนในไตรสรณคมน์ ๕ ประการ ดังต่อไปนี้

๑. ถึงเป็นที่ระลึก

การระลึกถึงพระรัตนตรัยสำคัญยิ่ง เป็นปัจจัยให้เกิดปีติปราโมทย์ เพราะพระพุทธเป็นผู้สงบ พระธรรมคือดวงสงบ ทรงแสดงพระธรรม เพื่อให้ผู้ฟังเข้าถึงดวงสงบ พระสงฆ์ก็เป็นผู้สงบตามพระพุทธ นับว่ามีคุณควรระลึกที่ประเสริฐยิ่ง ทั้ง ๓ องค์

เมื่อเรามาระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอยู่ทุกอิริยาบถ คือระลึกในเวลายืนเดินนั่งนอน ชื่อว่ายืนอยู่กับพระ เดินไปกับพระ นั่งอยู่กับพระ และนอนอยู่กับพระ จนเป็นคนมีพระประจำตัว อยู่กับพระเสมอ

ผู้อยู่กับพระได้เสมอเช่นนี้ จิตก็สงบเป็นจิตปัสสัทธิ และเข้าถึงเกษม มีกำลังสลัดออก จากวงล้อมของโยคะ อันเป็นเชือกสี่เกลียวได้ และป้องกันกิเลสที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น นี่ชื่อว่าถึงพระรัตนตรัยเป็นที่ระลึก

๒. ถึงเป็นแนวทางดำเนินชีวิต

ยึดคุณพระรัตนตรัยเป็นแบบอย่าง และอาศัยดำเนินตามแบบอย่างนั้นให้สมควรแก่เพศภูมิของตน ๆ บรรพชิตปฏิบัติชอบตามธรรมตามวินัย คฤหัสถ์ปฏิบัติชอบตามธรรมของคฤหัสถ์อุบาสกอุบาสิกา ปฏิบัติชอบตามสมบัติของอุบาสกอุบาสิกา

พ่อแม่เอาใจใส่ต่อลูก ปฏิบัติชอบตามหน้าที่ของตน ลูกปฏิบัติชอบ กตัญญูต่อพ่อแม่ตามหน้าที่ของตน ผัวเอื้อเฟื้อต่อเมีย ปฏิบัติชอบตามหน้าที่ของตน แม้เมียก็เอื้อเฟื้อต่อผัว ปฏิบัติชอบตามหน้าที่ของตน

เมื่อเราแต่ละเพศแต่ละภูมิ มายึดพระรัตนตรัยเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ตั้งใจปฏิบัติให้ได้ตามหน้าที่ของตน ๆ เช่นนี้ นี่ชื่อว่าถึงพระรัตนตรัยเป็นแนวทางดำเนินชีวิต

๓. ถึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลส

โทษเครื่องทำใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว เรียกว่า กิเลส หมายเอา กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ และรวมลงเป็นกิเลส ๓ ชั้น

คือชั้นหยาบเรียก วีติกกมะ ชั้นกลางเรียก ปริยุฏฐานะ  และชั้นละเอียด เรียก อนุสัย

วีติกกมะ หมายเอากิเลสที่ล่วงล้ำออกมา ทำให้กายเสียหาย คือ ฆ่าสัตว์ ลักฉ้อ ประพฤติผิดในกาม และทำให้วาจาเสียหาย คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด และพูดสำรากเพ้อเจ้อ

ปริยุฏฐานะ หมายเอากิเลสที่เข้าสิงใจให้กลัดกลุ้มรุ่มร้อน มีแต่กำหนัดขัดเคืองลุ่มหลงมัวเมาในอารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ นิวรณ์ ๕ คอยสกัดกั้น กีดกันใจไม่ให้ไปในทางดีได้ คือ กามฉันทะ พอใจรักใคร่ ในอารมณ์ที่ชอบ พยาบาท คิดปองร้าย ผู้อื่น ถีนมิทธะ ทำให้ใจหดหู่และเคลิบเคลิ้ม อุทธัจจกุกกุจจะ ทำให้ใจฟุ้งซ่านและรำคาญ วิจิกิจฉา ทำให้ใจลังเล

อนุสัย  หมายเอากิเลสที่นอนแนบอยู่กับใจ ๗ อย่าง คือ กามราคะ ยั่วให้กำหนัดในกาม ปฏิฆะ   ยุให้หงุดหงิด ทิฏฐิ   ลวงให้เห็นผิด วิจิกิจฉา หลอกให้ลังเล มานะ   เร่งเร้าให้ถือตัว ภวราคะ   ล่อให้ติดอยู่ในภพ อวิชชา   ปกคลุมใจให้บอดมืด ไม่รู้ของจริง

เมื่อเราเข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะแล้ว ตั้งใจบำเพ็ญอริยมรรคมีองค์ ๘ กำจัดกิเลสเหล่านี้ คือ กำจัดกิเลสชั้นหยาบด้วยสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ กำจัดกิเลสชั้นกลาง ด้วยสัมมาวายมะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ กำจัดกิเลสชั้นละเอียด ด้วยสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะเช่นนี้ นี่ชื่อว่าถึงพระรัตนตรัยเป็นเครื่องกำจัดกิเลส

๔. ถึงเป็นเครื่องรักษาโรคใจ

กิเลสที่เกิดขึ้นกินใจ ทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว จัดเป็นโรคใจ โดยเค้ามูลมีอยู่ ๓ ได้แก่ ราคะ คือโรครัก โทสะ คือโรคชัง และโมหะ คือโรคหลง พระรัตนตรัยเป็นหมอชั้นเยี่ยม และเป็นยาขนานเอก สามารถรักษาโรคใจให้หายขาดได้ พึงทราบว่า

พระพุทธองค์ทรงเป็นต้นตำรับ ทรงค้นพบที่เกิดของโรคใจว่า มันอยู่ที่ไหน เกิดจากอะไร ทรงรู้จักตัวยาและผสมส่วนให้เหมาะแก่โรค

พระธรรมเป็นยาวิเศษ ที่พระพุทธองค์ทรงจัดประเภทไว้เป็นขนาน ๆ สามารถใช้บำบัดโรคใจให้หายได้เป็นอย่าง ๆ

พระสงฆ์ก็รู้จักที่เกิดและวิธีใช้ยาตามพระพุทธ จนประชาชนเห็นจริงตามว่า ยานี้รักษาโรคใจหายได้ขาดจริง เช่น อสุภกรรมฐาน เป็นยาแก้โรครัก เมตตากรุณาเป็นยาแก้โรคชังเป็นตัวอย่าง

ผู้ใดถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ยึดเอาเป็นยารักษาโรคจนสำเร็จ เป็นวีตราโค หายโรครักแล้ว เป็นวีตโทโส หายโรคชังแล้ว เป็นวีตโมโห หายโรคหลงแล้ว ผู้นั้นก็ชื่อว่า อภิรุ เป็นคนมีสติสมบูรณ์ไม่ขี้ขลาดหวาดกลัว ชื่อว่า อจฺฉมฺภี เป็นคนองอาจไม่ครั่นคร้ามงกงัน ชื่อว่า อนุตฺตราสี เป็นคนมีใจมั่นคง ไม่สะดุ้งตระหนกตกใจ และชื่อว่า อปลายี เป็นคนกลับตัวได้ ไม่ขวัญหนีดีฝ่อเช่นนี้ นี่ชื่อว่าถึงพระรัตนตรัยเป็นเครื่องรักษาโรคใจ

๕. ถึงเป็นเรือนใจ

พระรัตนตรัยชื่อว่าเรือนใจ เป็นที่ซ่อนกำบังหลบหลีกกิเลส บรรดากิเลสมี ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น

ไม่อาจรั่วรดเรือนใจนี้ได้ เมื่อเราถึงพระรัตนตรัยเป็นเรือนใจแล้ว เข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในเรือนใจนั้น กิเลสก็ไม่อาจรั่วรดจิตใจของเราได้ตัวอย่างเช่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นเรือนใจ คือ พระธรรม พระพุทธ และพระสงฆ์ ก็มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นเรือนใจ เมื่อเราถึงเป็นสรณะแล้ว ยึดเอาเป็นเรือนใจ ซึ่งคราวใดควรแสดงเมตตา เราเข้าไปอยู่ในเรือนเมตตา  วางสีหน้าเบิกบานหวังดีต่อกัน

คราวใดควรแสดงกรุณา เราเข้าไปอยู่ในเรือนกรุณา วางสีหน้าเอ็นดูหรือช่วยเหลือกัน คราวใดควรแสดงมุทิตา เราเข้าไปอยู่ในเรือนมุทิตา วางสีหน้าร่าเริงบันเทิงใจต่อกัน คราวใดควรแสดงอุเบกขา เราเข้าไปอยู่ในเรือนอุเบกขา วางสีหน้ามัธยัสถ์ ยุติธรรม ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ก็ชื่อว่าถึงพระรัตนตรัยเป็นเรือนใจ

ประมวลความ เพื่อให้จำง่าย

จะรวมวิธีปฏิบัติในไตรสรณคมน์ ๕ อย่างนี้ลงเป็น ๓ อย่าง ซึ่งเป็นไปในทางกายวาจาและทางใจ คือ

ผู้ตั้งใจแสดงอาการนอบน้อมด้วยกาย เช่นประณมหัตถ์นมัสการกราบไหว้ และเว้นกายทุจริต คือไม่เบียดเบียนร่างกาย และชีวิตของผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น และไม่เบียดเบียนกันในทางกาม คือไม่เป็นเจ้าชู้นอกใจคู่ของตนไปคบคนอื่น นี่ชื่อว่า ถึงพระรัตนตรัยด้วยกาย

ผู้ตั้งใจกล่าวพรรณนาคุณของพระรัตนตรัย และเว้นวจีทุจริต คือ เว้นพูดเท็จ หลอกลวง เว้นพูดคำหยาบ เว้นพูดส่อเสียดยุแหย่ และเว้นพูดสำรากเพ้อเจ้อ นี่ชื่อว่าถึงพระรัตนตรัยด้วยวาจา

ผู้น้อมใจระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาและเว้นมโนทุจริต คือไม่คิดละโมบเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ไม่คิดพยาบาทปองร้ายล้างผลาญใคร และเห็นชอบตามคลองธรรม

นี่ชื่อว่าถึงพระรัตนตรัยด้วยใจ ใจของผู้ถึงพระรัตนตรัยด้วยกายวาจาใจ อย่างนี้ย่อมเป็นใจเกษม

ใจที่เกษมตั้งมั่น

มัชฌิมา

เหล่าชั่วช้าบาปหนา

ห่อนใกล้

น้ำใจแจ่มดุจภา-

ณุมาศผ่อง ใสนา

น้ำหนักใจนับได้

เท่าเนื้อนพคุณ

ใจเกษมมีผู้แช่งด่า

ประจาน

เผ็ดแสบค่อนขอดขาน

ขุดจ้อง

เฉยเฉกบ่ยินสาร

สื่อตอบ โต้แฮ

ถือว่าไป่แตะต้อง

ถูกเนื้อตัวสลาย

ใจเกษมอดเอกแท้

จริงนา

อดโกรธอพยา

บาทด้วย

อดโลภบ่วงตัณหา

ห่วงใหญ่ ยิ่งนา

รวมอดหมดแม้นม้วย

แม้นเมื้ออมรเมือง

ผู้ปฏิบัติชอบในไตรสรณคมน์ ด้วยวิธีถึงเป็นที่ระลึก ถึงเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ถึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลส ถึงเป็นเครื่องรักษาโรคหัวใจ และถึงเป็นเรือนใจ หรือปฏิบัติชอบด้วยกายวาจาใจอย่างนี้

นี่แลชื่อว่าถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่แท้จริง และได้สรณะอันจะช่วยกำจัดทุกข์ภัยได้จริง

เมื่อเราแต่ละคนมุ่งมั่นถึงพระไตรรัตน์ เป็นสรณะ ได้ปฏิบัติถูกต้องด้วยวิธีดังแสดงมาแล้ว  สรณะนั้นก็คือสรณะอันเกษม สรณะอันเกษม สรณะอันอุดม สามารถอำนวยอานิสงส์ผลแก่เราได้ทั้งอย่างต่ำและอย่างสูง

ผลอย่างต่ำ เมื่อเราถึงพระไตรรัตน์ เป็นสรณะแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ตามพระธรรมวินัยได้จริง   โดยบำเพ็ญศีลให้เต็มที่ บำเพ็ญสมาธิ กับปัญญาพอประมาณ

หรือบำเพ็ญศีลกับสมาธิให้เต็มที่ บำเพ็ญปัญญาพอประมาณแล้ว ก็จะได้รับผลอย่างต่ำ คือความอุ่นใจว่า

๑. ถ้าโลกหน้ามีจริง ผลของกรรมที่ทำดีทำชั่วมี เมื่อร่างกายแตกสลายไป เราพึงถึงแดนสุคติโลกสวรรค์แน่ เพราะเราอาศัยพระไตรรัตน์เป็นสรณะ ได้ทำแต่กรรมดีไว้

๒. ถ้าโลกหน้าไม่มี ผลของกรรมที่ทำดี ทำชั่วไม่มี ในปัจจุบันนี้เราก็ไม่มีทุกข์  มีแต่ความสุข เพราะเราได้อาศัยพระไตรรัตน์ เป็นแนวทางดำเนินชีวิต ให้ไม่เบียดเบียนใคร และไม่มีภัยไม่มีเวรกับใคร

๓. ถ้าบาปที่บุคคลทำชื่อว่าเป็นอันทำ เราก็ไม่ได้คิดร้ายต่อใคร ๆ ทุกข์จะมาพ้องพานเราผู้ไม่ได้ทำกรรมชั่วนั้นหาได้ไม่

๔. ถ้าบาปที่บุคคลทำไม่ชื่อว่าเป็นอันทำ บัดนี้เราก็ได้พิจารณาเห็นตัวเองว่าเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองทาง

ผลอย่างสูง เมื่อเราถึงพระไตรรัตน์เป็นสรณะ และปฏิบัติในศีลให้เต็มที่ ปฏิบัติในปัญญา ให้เต็มที่แล้ว ก็จะได้รับผลอย่างสูง ๕ ประการ คือ ความบริสุทธิ์หมดจดวิเศษ  ความก้าวล่วงโศกปริเทวนาการ  ความดับสูญไปแห่งทุกข์โทมนัส 

การบรรลุอริยมรรค ที่นำเวไนยสัตว์ออกจากภพ และการทำนิพพานให้แจ่มแจ้ง ได้ในพระพุทธดำรัสว่า

“ผู้ใดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ และเห็นอริยสัจ ๔ ได้ด้วยปัญญาอันชอบ คือ ทุกข์ สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธแดนก้าวล่วงทุกข์ และมรรคมีองค์ ๘ ไปจากข้าศึก ให้ผู้ปฏิบัติถึงนิโรธแดนดับทุกข์ นั่นคือสรณะอันเกษมจริง นั่นคือสรณะอันอุดมจริงของผู้นั้น เขาอาศัยพระไตรรัตน์เป็นสรณะแล้ว ย่อมรอดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”

ดังนั้น ผู้ใดถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เพื่อเรียนรู้หลักความดีจริง และยึดเป็นแนวทางดำเนินชีวิต มาอบรมกายวาจาใจให้สะอาดเรียบร้อยด้วยศีล ฝึกฝนใจให้ผ่องแผ้วด้วยสมาธิ และฟอกทิฐิความเห็นไว้แจ่มใสแล้ว

สรณะของผู้นั้นเป็นสรณะอันเกษม เป็นสรณะอันอุดม แม้จิตของเขา ผู้ถึงสรณะอันเกษม ก็เป็นจิตเกษมเข้าแดนปลอดภัย และจิตเกษมนี้ จึงชื่อว่าเป็นมงคลยอดชีวิตประการที่ ๓๘ เพราะเป็นเหตุให้ได้รับผลทั้งอย่างต่ำและอย่างสูง ดังบรรยายมา

ถ้าท่านกลัว  ทุกข์ยาก  ลำบากหนอ

และไม่ชอบ  ผลทุกข์   ทำยุคเข็ญ

ก็จงหลีก  บาปกรรม  อย่าบำเพ็ญ

ทั้งที่เห็น  ที่ลับ  ห้องหับใด

จากคุณ : mayrin [ 4 ก.พ. 2546 ]