#echo banner="" จิตที่ไม่ข้องในอารมณ์ โดย พระชุมพล พลปญฺโญ/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

จิตที่ไม่ข้องในอารมณ์

พระชุมพล พลปญฺโญ

๗ ก.พ. ๒๕๔๔

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 004492 โดยคุณ : แวะเวียน [ 2 มี.ค. 2545 ]

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ขอนมัสการพระธรรม

ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ กราบแทบเท้านมัสการ พระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์

ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล และขอเจริญพรมายังผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน

วันนี้มีโอกาสให้ธรรมะแด่หมู่ท่านผู้มีศรัทธาเป็นอริยทรัพย์เบื้องต้น คนเราต้องตั้งต้น ด้วยศรัทธา เมื่อมีศรัทธาแล้ว จึงออกปฏิบัติ เพื่อเข้าสู่ความพ้นทุกข์ เพราะชีวิตของคนเรา ที่เกิดมาในโลก มีทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ บุคคลที่มีศรัทธาก็ขวนขวายกันมาเจริญสติปัฏฐาน

สติเป็นองค์แห่งโพชฌงค์องค์แรก องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ โพชฌงค์คือธรรมะ ที่เป็นปัจจัย แห่งการตรัสรู้ สติเป็นองค์ธรรมองค์แรก ที่จะขับดัน เป็นพลังขับเคลื่อน ให้องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ เดินหน้า มีสติในเบื้องต้น สติก็ตั้งอยู่ตามฐานทั้งสี่ คือ ฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม สติเป็นตัวเรียกจิตให้กลับมาสู่ตัวเอง คนเรานี้ส่วนใหญ่แล้วจะรู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องตัวเอง คือเป็นผู้ชาญฉลาดในทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ยกเว้นตัวเอง เพราะฉะนั้น สติจึงสำคัญมากที่จะเรียกจิตกลับสู่บ้าน เพื่อว่าจะได้ไปทำงานทำการในบ้าน เมื่อสติกลับสู่บ้านจึงสามารถประกอบกิจการได้ กลับสู่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

สติเป็นตัวรู้ รู้ขณะหนึ่งๆ ตามฐาน คนเราที่เป็นทุกข์จะเป็นทุกข์เพราะตัวคิดซะมาก เพราะจิตเราแบ่งเป็นทำหน้าที่สองอย่าง คือ คิดกับรู้ ในชีวิตเราที่เป็นทุกข์เพราะตัวคิดซะมาก ตัวรู้ไม่ทำให้เป็นทุกข์ อันนี้เป็นความบกพร่องของมนุษย์ธรรมดาทั่วไปอย่างหนึ่งคือว่า ไม่สามารถแบ่งสรรปันส่วน ให้จิตไปทำหน้าที่คิด หรือหน้าที่รู้ได้ จึงเป็นผู้คิดมาก คิดอยู่นั่นแล้ว เรื่องที่คิดแล้วเจ็บปวดใจ ก็เอามาคิด คิดแล้วคิดอีกทุกข์แล้วทุกข์อีก ไม่เลิกไปได้ ไม่สามารถ คุมจิตได้ เป็นผู้ไม่สามารถคุมจิตใจตัวเองได้ เหมือนนายสารถี ที่ไม่สามารถควบคุมม้า ที่ตัวเองขับขี่ ในขณะนั้นม้าตัวนั้นพยศ นายสารถีผู้นั้นจะต้องประสบความเดือดร้อนอย่างแรงกล้า จากการที่ว่า ไม่สามารถคุมม้าพยศนั้นได้ เพราะฉะนั้นการเจริญสติ จึงมีประโยชน์ คือสามารถ แบ่งจิตที่เคยคิดมาก ให้กลายมาเป็นตัวรู้ รู้อะไรล่ะ รู้ในปัจจุบันขณะนั้น รู้อะไรก็ได้ ในปัจจุบันขณะ นั้น สติที่บุคคลฝึกจะช่วยให้จิตผู้นั้นคม คมอยู่ในปัจจุบันขณะ เมื่อจิตคมอยู่ในปัจจุบันขณะ จะเพิ่มตัวรู้แทนที่ตัวคิด เป็นผู้ฝึกฝนจิตของตนเองให้รู้มากกว่าคิด

สติจึงเป็นคุณธรรมเบื้องต้น เป็นคุณธรรมข้อแรกของการที่จะพ้นทุกข์ ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับช่างกลึง ไปอยู่ที่ไหนๆ ก็ทำงานไม่ได้ต้องมาโรงกลึง ช่างปั้นก็เช่นเดียวกัน จะเดินไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ทำงานไม่ได้จะต้องกลับมาโรงปั้น จิตคนเราก็เหมือนกัน ปล่อยไปถึงแค่ไหนๆ ทั้งอดีต อนาคต พัวพันกันไม่สามารถประกอบกิจของอริยมรรคได้ ต้องกลับมาสู่ปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันขณะเป็นตัวเริ่มต้น เป็นตัวตั้งต้นกิจการงาน แห่งความหลุดพ้น

ในสายตาของผู้มีปัญญาที่มองเห็นว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ด้วยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คุณค่าสาระแห่งการเกิดมา ตั้งแต่ร้องอุแว้แรก จนกระทั่งหลับตาตายไป มีคุณค่าแค่ตอนที่ว่า มาทำกิจแห่งการหลุดพ้นเท่านั้นนอกนั้นไม่มีค่าอะไรเลย เพราะฉะนั้น สติจึงเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในสายตาของผู้มีปัญญาทั้งหลาย ที่จะมาดำเนินการ กิจการงานของความหลุดพ้น คือดึงจิตมาสู่ปัจจุบันอารมณ์ตามฐานทั้งสี่ คือ ฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ปัจจุบันอารมณ์จะเป็นสถานที่ดำเนินงาน อารมณ์อดีต อารมณ์อนาคต จะยาวไกลแค่ไหน ไม่เป็นที่ดำเนินการแห่งกิจการงานแห่งความหลุดพ้นได้เลย แม้อดีตนั้นเราจะได้ไปเจอพระดี เจอพระอาจารย์ที่เก่งกล้าสามารถปานใด ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เป็นอดีตไปแล้ว อนาคตก็เป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง เป็นมายาทั้งคู่ อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ดับไปแล้ว หมดไปแล้ว ไม่มีแล้ว อนาคตคือสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เป็นมายาภาพที่จับต้องไม่ได้ทั้งคู่ เพราะฉะนั้นสองจุดนี้ไม่ว่าจะยาวไกลแค่ไหนไม่มีประโยชน์แก่ความดับทุกข์ของเราเลย รังแต่จะเพิ่มทุกข์ให้เท่านั้น

เพราะฉะนั้น จิตเราที่มีตัวคิดมาก จะเป็นจิตที่ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ เพราะว่าตัวคิด มันจะพัวพัน เกี่ยวเนื่องไปด้วยอดีตและอนาคตทั้งคู่ ตัวรู้ถึงจะเป็นปัจจุบันอารมณ์ เพราะฉะนั้นการเจริญสัมปชัญญะเพื่อเป็นฐานที่ตั้งแห่งสติ จึงมีค่าเหมือนกับว่า เราเปิดประตู หรือแง้มประตูเข้าสู่พระนิพพาน เพื่อจะพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และทุกข์ทั้งปวง

การเจริญสัมปชัญญะเพื่อเป็นฐานที่ตั้งแห่งการเจริญสติ ฐานแรกคือฐานกายในกาย เมื่อเราฟั่นเฝืออบรมบ่มสติ มีความเพียร ในการเจริญสติที่ฐานกายในกาย ในความเคลื่อนไหวของกาย กำหนดหยั่งรู้ความรู้สึกในการเคลื่อนไหวของกาย จะช่วยให้จิตเราคมในปัจจุบันอารมณ์ เป็นเบื้องต้นที่เราจะแยกจิตออกมาจากตัวคิดให้มาสู่ตัวรู้ เมื่อทำได้เป็นขั้นเป็นตอนไป ก็จะดับทุกข์ไปได้เยอะ ผู้ปฏิบัติจะเจอปีติสุข สุขอันไม่อิงอามิส เป็นความพิเศษของจิตอย่างยิ่ง จากที่เคยเกลือกกลั้วกับความทุกข์ทรมานจากตัวคิด คิดเรื่องอดีตอนาคตไม่จบไม่สิ้น เมื่อตัดออกมาสู่ปัจจุบันอารมณ์ จะสามารถดับทุกข์ ให้แก่ผู้ปฏิบัติไปได้มาก แล้วผู้ปฏิบัติจะเจอสุขเวทนาที่ไม่อิงอามิส อันนี้จะเริ่มเข้ามาแจ้งชัด ในฐานเวทนาในเวทนา

ที่ตั้งของฐานเวทนาในเวทนาคือเวทนาทั้ง ๓ สุข ทุกข์ อุเบกขา ซึ่งก็แบ่งเป็นเวทนา ที่อิงอามิส คือเนื่องด้วยกามคุณ กับเวทนาที่ไม่อิงอามิส คือไม่เนื่องด้วยกามคุณ เป็นเวทนา ที่เกิดจากการปฏิบัติ เกิดจากการถอนตนออกจากกาม เมื่อจิตเราเข้าสู่ฐาน เวทนาในเวทนา เข้ามาหยั่งรู้ความไม่เที่ยงของมัน และก็การปฏิบัติใดๆ ก็ตาม ถ้าไม่ให้ผลออกมา ซึ่งการตั้งจิต อยู่ในปัจจุบันอารมณ์ และไม่ยังให้ปัญญาเห็นความเกิดดับ คือความไม่เที่ยงแล้ว การปฏิบัตินั้นเป็นโมฆะ ดับทุกข์ไม่ได้

เพราะฉะนั้นทุกที่ทุกทางทุกเวลาทุกฐานในการปฏิบัติ เราต้องสำรวจตนของเราเสมอว่า ขณะนี้เราเห็นความเกิดดับ ความไม่เที่ยง หรือว่าเราไปเพลินกับอารมณ์ เข้าใจว่า อารมณ์เป็นของเที่ยง ยั่งยืน ควรยึดมั่นถือมั่น ความจริงอารมณ์ทั้งปวง ทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรม ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งอยู่ที่ไกล ทั้งอยู่ที่ใกล้ เป็นสิ่งที่ผ่านมาเพื่อผ่านไปทั้งสิ้น ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน เป็นของไม่เที่ยงโดยสภาพความจริงของมัน มีแต่ความไม่เที่ยงทั้งนั้น เมื่อใดจิตของเราเข้าสู่การปฏิบัติเข้ามาเห็นความไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันแยบคายจากการปฏิบัติของเราที่ว่าได้เห็นความจริง เห็นสิ่งที่ถูกปกปิดไว้ด้วยโมหะความหลง ถูกปกปิดไว้ด้วยอวิชชา ความไม่รู้ ถูกปกปิดมานานทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกข์แล้วทุกข์อีก ทุกข์แสนเข็ญ ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ร้องไห้จนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเทียบว่า สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎ เกิดแล้วเกิดอีก สัตว์แต่ละตัวแต่ละตน เวลาเป็นทุกข์ จะร้องไห้จนน้ำตาไหล ถ้าเก็บน้ำตานั้นไว้ ไม่หายไปไหน น้ำตานั้นจะมีปริมาณรวมกัน เท่ากับน้ำในท้องมหาสมุทรทั้งสี่ มากมายมหาศาล

โมหะ อวิชชา ที่ปกปิดจิตไม่ให้เห็นความไม่เที่ยง ไม่ให้เห็นความเกิดดับ พาสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ทุกข์แสนเข็ญ อย่างสาหัสสากรรจ์ มหาศาลประมาณมิได้ ไม่สามารถบรรยายเป็นภาษามนุษย์ได้ว่าทุกข์แค่ไหน ทุกข์เท่าไร ทุกข์แสนเข็ญ ชั่งตวงวัดไม่ได้ เราเป็นทุกข์มากมายเท่าไรจะร้องไห้ให้ได้น้ำตาไหลเท่ากับ ๑ ลิตร เราจะต้องทุกข์แค่ไหน หรือว่าไม่ต้องถึง ๑ ลิตร เราเป็นทุกข์แค่ไหนจะร้องไห้ ให้ได้น้ำตาเท่าถ้วยตะไล ๑ ถ้วยตะไล จะทุกข์แสนเข็ญเท่าไหน โมหะ อวิชชา ที่ปกปิดเราให้พาเวียนว่ายตายเกิด มันมีเครื่องมืออาศัยคือตัวคิด ตัวคิดติดพันอยู่ในอารมณ์อดีตและอนาคต ไม่ให้เห็นความจริง อารมณ์ทั้งปวงเป็นความเกิดดับ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรสละ ควรสลัดคืน ควรไม่อาลัย ในอารมณ์ทั้งปวงที่มากระทบอารมณ์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในเมื่ออารมณ์มากระทบแล้วมีตัวเสวยอารมณ์ ความสุข ทุกข์ อุเบกขา ตัวเสวยอารมณ์นี้เป็นของไม่เที่ยง ถ้าเราไปเห็นว่ามันเที่ยง ก็จะเป็นปัจจัยต่อแห่งตัณหา ความทะยานอยาก ตัณหาคือต้นเหตุแห่งทุกข์ ความทะยานอยาก อยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป

เพราะฉะนั้นไม่ว่า เราปฏิบัติไปจนสภาพจิตเราละเอียดแค่ไหน ก็ตามที อย่าเผลอให้กิเลสมาขี่หัว ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกู ว่ากูเก่ง กูดี กูเจ๋ง อย่าให้กิเลสมาขี่หัวได้ เพราะสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นความเกิดดับ สุขเวทนาทั้งที่อาศัยกามก็ตาม ทั้งที่เกิดจากการพากเพียรปฏิบัติของเราก็ตาม เป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น เวทนาเป็นของไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เมื่อเราปฏิบัติจิตเข้ามาสู่ฐานเวทนาในเวทนา สิ่งที่เราต้องซึมซับและนำไปให้ได้ คืออย่าให้เวทนาของเราที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยที่ตั้งแห่งตัณหาความทะยานอยาก ต้องรู้ถึงความไม่เที่ยงของมันให้แจ่มแจ้งให้ชัดเจน

อย่าปล่อยให้กิเลสมาขี่หัวได้ กิเลสจะเวียนหน้ามาหลอกลวงนักปฏิบัติธรรม ทุกระยะทุกขั้นตอน ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ก็จะเวียนหน้ามาตลอด มาหลอกด้วยอารมณ์หยาบไม่ได้ก็จะเปลี่ยนหน้าเป็นอารมณ์ละเอียด หลอกด้วยอกุศลไม่ได้ก็เปลี่ยนมาหลอกด้วยกุศล หลอกด้วยความสวยไม่ได้ก็มาหลอกให้เราติดในความดี ความจริงติดในความสวยกับติดในความดีก็โง่เท่ากัน เพราะเป็นตัวติดเหมือนกัน เหมือนคนติดฝิ่น ติดโคเคน ติดยาอี มันเป็นของถูกของแพงก็เป็นตัวติดเหมือนกัน อันนี้มันผิดที่ตัวติด

ธรรมะนั้นพระพุทธเจ้าบัญญัติมาเพื่อให้สรรพสัตว์เข้าสู่ตัวหลุดพ้น เพราะฉะนั้นตัวติดจึงเป็นความโง่ทุกกรณี แม้ว่าเราจะอ้างกับตัวเองว่าเราไม่ได้ติดตรงความสวย แต่เราไปติดเขาตรงความดี อันนี้โง่เท่ากัน ผิดทางของความหลุดพ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราปฏิบัติมาถึงฐานเวทนาในเวทนา ต้องซึมซับให้จิตมีตัวร่อนออก เหมือนเงาะโรงเรียนพันธุ์ที่ดีระหว่างเนื้อกับเม็ดต้องร่อนออกจากกัน จิตเรากับอารมณ์ของโลกต้องให้มันร่อนออกจากกัน มันจะติดพันกันก็ด้วยสังโยชน์ ตัวผูกมัดจิตกับอารมณ์ เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเทียบว่า โคขาวที่อยู่ติดกับหลักกับโคดำที่อยู่ติดกับหลักก็ดี โคด่างที่ติดกับหลักก็ดี ไม่ใช่โคกับหลักติดกันแต่มีเชือกผูกไว้ จิตเรากับอารมณ์ก็เช่นเดียวกัน จิตก็ย่อมมีอยู่ต่อไป อารมณ์ก็ย่อมมีอยู่ต่อไป แต่มาระวังไว้ อย่าให้จิตติดกับอารมณ์

พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมักจะเปรียบเทียบให้ลูกศิษย์ฟังว่า การปฏิบัติธรรมของท่านเหมือนว่าเรากับท่านไปนั่งกินขนมเข่งด้วยกัน แต่ก่อนที่ท่านจะมากินขนมเข่งกับเรา ท่านเอาน้ำมันทามือมาก่อน พอกินเสร็จแล้วขนมเข่งไม่ติดมือท่าน แต่เรากินขนมเข่งติดมือเรา เพราะว่าเราไม่ได้เอาน้ำมันทามือไว้ เพราะฉะนั้นธรรมะที่แท้จริงคือตัวน้ำมันทามือเท่านั้น น้ำมันที่มาทามือเราทาใจเราไม่ให้ติดกับอารมณ์ ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ใช่ว่าจะต้องหนีโลก อยู่กับโลก รับอารมณ์ของโลก แต่มีน้ำมันทาใจไว้ น้ำมันทาใจคือตัวละ ตัวสละอารมณ์ ไม่ติดข้องกับอารมณ์ เพราะเห็นความไม่เที่ยง ความเกิดดับ ความไม่จีรังของอารมณ์ทั้งปวง ทั้งหยาบและละเอียด ไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่เที่ยงสักอย่าง

เมื่อจิตปฏิบัติเข้ามาสู่ฐานเวทนาในเวทนา จิตจะเข้าใจถึงสภาพจิตที่ว่ามีกิเลสลดลง กิเลสน้อยลง อันนี้จะดึงเราเข้าไปสู่ฐานจิตในจิต ฐานจิตในจิตก็คือจิตคุณภาพดีก็รู้ จิตคุณภาพไม่ดีก็รู้ แยกเป็น ๒ ประเภทพอแล้ว ในคัมภีร์พระบาลีท่านแยกเป็นหลายประเภท แต่ในการปฏิบัติของเราแยกเป็น ๒ ประเภท คือจิตที่ดีกับจิตที่ไม่ดี จิตที่ดีหมายความว่ากิเลสเริ่มลดน้อยถอยลง คุณธรรมเพิ่มขึ้น สติปัญญาสมาธิ องค์คุณทั้งหลายที่เป็นฝ่ายดีมีมากขึ้น เรียกว่าจิตดี จิตไม่ดีก็คือ ช่วงไหนจิตตก คุณธรรมถอยไป กิเลสเข้ามาแทรกมากขึ้น

การปฏิบัติทุกช่วง เราจะต้องพยายามรักษาจิตของเราไว้ให้เป็นจิตที่ดี จิตที่ประกอบด้วยคุณธรรม ให้ห่างให้ไกลจากจิตที่เลว จิตที่ประกอบด้วยอกุศลธรรม แต่ข้อสำคัญคือต้องรักษาอย่างปล่อยวาง คือรักษาอย่างว่าอย่ายึดมั่นว่าจิตเป็นเรา เราเป็นจิต จิตสักแต่ว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดดับ เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน อารมณ์ที่จะเป็นเหตุปัจจัย อาจจะเป็นอารมณ์ที่ชักจูง ให้จิตคุณภาพดีก็มี หรืออาจจะเป็นอารมณ์ที่ชักจูงให้จิตเสื่อมคุณธรรมไปก็มี อารมณ์ที่ดีก็ยกตัวอย่างเช่นเสียงธรรมะ เสียงสวดมนต์ หรือว่าการได้เห็นพระพุทธรูป ได้เห็นอาวาสวิหารลานพระเจดีย์เป็นต้น อารมณ์ที่ไม่ดีคืออารมณ์ที่เรามองเห็นแล้วชักจูงจิตเราไปสู่นิวรณ์ทั้ง ๕ นิวรณ์ทั้ง ๕ คือ กามฉันทะความยินดีพอใจในกาม พยาบาทความคิดเบียดเบียน อาฆาตมาดร้ายผู้อื่น วิจิกิจฉาความสงสัยในการปฏิบัติ ถีนมิทธะความง่วงเหงาหาวนอน อุทธัจจะ กุกกุจจะ ก็คือความฟุ้งซ่านรำคาญใจ

อารมณ์ภายนอกสามารถมาชักจูงจิตให้กลายเป็นจิตดีบ้างจิตไม่ดีบ้างได้ เหตุปัจจัยภายในก็คือการปฏิบัติของเราก็ตาม การย่อหย่อนของเราก็ตาม เป็นเหตุปัจจัยให้จิตเปลี่ยนคุณภาพได้ เมื่อเราเคร่งในการปฏิบัติ มีสติมีปัญญาคุม จิตก็กลายเป็นจิตที่ดี เมื่อย่อหย่อนความเพียร สติน้อย ปัญญาน้อย โมหะเข้ามา เมื่อนั้นจิตก็เสื่อมคุณภาพลง

เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาดูแล้ว จะเห็นว่าจิตเป็นของที่เปลี่ยนไปได้ตามเหตุปัจจัยภายนอกบ้างภายในบ้าง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา คือเราไม่สามารถสั่งมันได้ เพราะฉะนั้นในการรักษาจิต เราต้องพยายามรักษาจิตของเราให้ดี ให้ไปอยู่ในฝ่ายจิตที่ดี แต่ให้รักษาอย่างปล่อยวาง อย่ายึดมั่นว่าจิตเป็นเรา เราเป็นจิต ไม่งั้นมันจะเป็นทางพลาดของนักปฏิบัติอีก เวลาจิตไม่ดีก็จะทำให้เราฟุ้งซ่านได้ ฟุ้งซ่านจนวัดแทบจะแตกหาที่เดินไม่ได้ เดินจนทั่ววัดก็ยังไม่สงบ พอจิตดีขึ้นมาก็จะฮึกเหิม เย่อหยิ่งทะนงตน ยกตนข่มท่าน ไม่เห็นศีรษะครูบาอาจารย์อันนี้เป็นต้น ถ้าเราพลาดท่า เมื่อจิตเราดีขึ้นเป็นปัจจัยให้จิตเราเลวลง เพราะความเย่อหยิ่งถือดีของเรา เหมือนกับว่าเขาให้มีดดาบอันคมมา ซึ่งควรจะเป็นประโยชน์แก่เราเราไปจับผิดที่ ไปจับตรงคมเข้า มีดนั้นจึงบาดตัวเอง และเมื่อจิตเราดีขึ้นมาให้ระวัง อย่าเย่อหยิ่งถือดี เพราะสิ่งนั้นไม่ควรเป็นที่ตั้งแห่งความเย่อหยิ่งถือดีได้เลย เพราะมันไม่เที่ยง ในสายตาของผู้มีปัญญาแล้ว แม้จิตนั้นก็ไม่เที่ยง เกิดดับ เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเราของเรา เพราะว่าฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่เชื่อ

ถ้าจิตเป็นของเราจริง ท่านคงไม่เปรียบว่าจิตคนเราเหมือนลิง คือจับอารมณ์นั้นบ้างอารมณ์นี้บ้าง คุมยาก เว้นแต่เราฟั่นเฝือ ด้วยความเพียรจึงจะพอคุมได้บ้าง ซึ่งก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัย ที่มันจะยอมอยู่ในอำนาจของเรา ต้องอาศัยเหตุปัจจัยคือความเพียร ต้องอาศัยสติเป็นเหตุปัจจัย คือมันต้องมีเงื่อนไข สิ่งใดที่เรียกร้องเงื่อนไขก่อนแล้วค่อยเป็นไปตามที่เราสั่งการ สิ่งนั้นไม่ใช่ของเราจริง เราบังคับมันไม่ได้ ต้องหาอะไรไปแลกมัน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติเมื่อถึงฐานจิตในจิต เมื่อเรามาเจอกับจิตที่กิเลสน้อยลง จิตดีขึ้น อย่าพลาดท่าเสียทีตรงนี้ จะเสียทีที่ปฏิบัติมานาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านบัญญัติสติปัฏฐาน ท่านบัญญัติไว้ละเอียดละออ เพื่อป้องกันการล้มลุกคลุกคลาน ป้องกันความหลงผิด ป้องกันที่เราจะเข้ารกเข้าพง ท่านป้องกันไว้หมดเลย เพียงแต่ว่าเราเอามาใช้เท่านั้นเอง ท่านบัญญัติสติปัฎฐานเอาไว้ให้เราปฏิบัติ ท่านบัญญัติไว้ตลอด แต่ละฐานคือเครื่องป้องกันความเสื่อม

การปฏิบัติของนักปฏิบัติธรรม เราอย่าตั้งเป้าว่าเราจะต้องเก่งอย่างนั้นจะต้องดีอย่างนั้น อย่าไปตั้งเป้าอย่างนั้นเลยให้ตั้งเป้าว่า เราจะมีเครื่องกันเสื่อมเยอะๆ ดีกว่า คือว่าเรามีเครื่องกันเสื่อมเยอะ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ไม่ว่าเหตุการณ์ใดที่เราเผชิญ เมื่อจิตเราจะเสื่อม แต่เรามีเครื่องกันเสื่อมที่เก็บเอาไว้ มาอุ้มชูจิตเราให้ อันนี้เป็นจุดประสงค์ที่ดี ที่นักปฏิบัติธรรมควรตั้งเป้าไว้

การปฏิบัติของเราต้องหาเครื่องกันเสื่อมไว้เยอะๆ อย่าเย่อหยิ่งถือดีในความเก่งกล้าสามารถ เพราะว่าความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย คนที่เก่งจริง ต้องสำนึกตัวว่ายังไม่เก่งจริง มันจะได้ไม่ประมาท เพราะเมื่อเราสำนึกตัวว่ายังไม่เก่งจริง เราจะหาเครื่องกันเสื่อมไว้เยอะๆ เครื่องกันเสื่อมก็คือคุณธรรมทั้งหลาย เช่น สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา นั่นก็คือโพชฌงค์ ๗ แล้วก็มรรค ๘ ก็ควรหาไว้ บารมี ๑๐ ทัศ อริยทรัพย์ ๗ หาเอาไว้ เป็นเครื่องกันเสื่อมให้จิต หาไว้เยอะๆ ผู้ปฏิบัติธรรมที่จะเก่งกล้าสามารถควรจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่มีเครื่องกันเสื่อมเยอะ

อันนี้แหละให้เราสำเหนียกไว้ให้ดี พระพุทธเจ้าท่านก็วางไว้ให้แล้ว คุณธรรมทั้งหลาย ให้เรามาขวนขวายดู จิตเรามีคุณธรรมอันนั้นหรือยัง เมื่อมีแล้ว เคยมีแล้ว มันเสื่อมไปหรือยัง แต่ละปีที่เราออกปฏิบัติ ถึงว่าเรายังไม่บรรลุขั้นใดขั้นหนึ่ง ก็อย่าให้เลวลงเลย แต่ละปี ถ้าจิตเราปีนี้เลวกว่าปีที่แล้วแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว แสดงว่าเราใช้ไม่ได้แล้ว แต่ละปีควรจะดีขึ้น

ต้องเห็นอนัตตามากขึ้น เห็นความไม่มีตัวเราของเรา ไม่เย่อหยิ่งถือดี ไม่รู้จะไปเย่อหยิ่งถือดีตรงไหน เพราะมันไม่มีตัวตน มีแต่ความไม่เที่ยงความเกิดดับ ความทุกข์แสนเข็ญ เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ยืมเขามาใช้ชั่วคราว รูปธรรมทั้งหลายก็ยืมโลกมาใช้ชั่วคราว ดิน น้ำไฟ ลม ของโลกทั้งนั้น แม้จิตก็เปลี่ยนแปรไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตัวของเรา เปลี่ยนได้ไวกว่าร่างกายอีก ร่างกายยังเปลี่ยนช้า จิตนี่เปลี่ยนไวมาก ไม่ใช่ของเราจริงๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเราปฏิบัติไปถึงฐานจิตในจิต สิ่งที่เราต้องได้มาคือต้องเห็นอนัตตาให้มากๆ ขึ้น แล้วความยึดมั่นถือมั่นอุปาทานจะลดลง ความยึดความเห็นเป็นตัวของเรา ตัวกูของกูมันน้อยลง แล้วจะเริ่มเห็นธรรมะเกิดดับ จิตเข้าสู่วิปัสสนาภูมิมากขึ้น เห็นเป็นธาตุ เห็นเป็นขันธ์ เห็นเป็นอายตนะมากขึ้น

เมื่อเห็นเป็นธาตุ เห็นเป็นขันธ์ เห็นเป็นอายตนะ คือว่าเราเริ่มเข้าสู่ฐานธรรมในธรรมแล้ว เมื่อเราเข้าสู่ฐานธรรมในธรรม ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจว่าเราเก่งแล้วดีแล้ว เราต้องทำต่อ ก็คือมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ฟั่นเผืออบรมจิตของเราให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กับทุกสภาพอารมณ์ที่มากระทบ ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนทั้งนั้น ทั้งรูปธรรมนามธรรม ทั้งหยาบทั้งละเอียด ทั้งเลวทั้งประณีต ทั้งอยู่ในที่ไกลทั้งอยู่ในที่ใกล้ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน อารมณ์เหล่านั้นเป็นของไม่เที่ยงทั้งสิ้น ธรรมะทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน เป็นของชั่วขณะ

เราต้องเจริญสติของเราให้มาก ให้จิตเราคม เพื่อไปเห็นความจริงข้อนี้ เมื่อไปเห็นความจริงเข้า จิตจะเป็นจิตที่เกาะเกี่ยวกับอารมณ์น้อยลง อารมณ์ทั้งหลายที่ผ่านมาถึงเรา ให้เป็นเหมือนกับว่าน้ำผ่านสายยาง ให้เราเอาสายยางเป็นครู การที่เราจะปฏิบัติธรรม อารมณ์ทั้งปวง ไม่ว่าดี ไม่ว่าเลวปานใดผ่านมาก็ให้มันผ่านไป อย่าแบกอย่าหาบ อย่าไปแบกอารมณ์อย่าไปหาบอารมณ์ ทั้งอารมณ์ดีอารมณ์ชั่ว อย่าไปแบก ก้อนหินในโลกนี้มีมาก แต่มันจะหนักเราเฉพาะไอ้ก้อนที่มาวางบนหัวเรา อารมณ์ทั้งปวงก็เหมือนกัน เราจะให้มันหมดอารมณ์ไม่ได้หรอก ปฏิบัติธรรมว่าเมื่อไหร่จะหมดอารมณ์ เมื่อไหร่จะหมดปัญหา ไม่มีทางหรอก เราต้องเห็นความไม่เที่ยงของมัน ความเกิดดับ ปัญหาทั้งปวงไม่ใช่ปัญหา เพราะมันเป็นความเกิดดับ มันไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนน้ำผ่านสายยาง

การที่เราปฏิบัติ มาคร่ำเคร่งปฏิบัติกันน่ะ เพื่อมาหาตัวนี้เท่านั้น คือเตรียมพร้อมอยู่ทุกขณะจิต ที่จะรับอารมณ์ แล้วก็ไม่ให้อารมณ์นั้นติดข้อง อันนี้เท่านั้น ไม่มีที่ว่าจะต้องไปบรรลุอะไรพิเศษวิเศษ ไม่มีทั้งนั้น จุดประสงค์ของโลกุตตรธรรม มีตัวนี้เท่านั้น ว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เตรียมพร้อมในการรับอารมณ์ สร้างองค์ประกอบแห่งจิตที่ดีเอาไว้และเตรียมพร้อมที่จะรับอารมณ์ เตรียมพร้อมที่จะสู้อารมณ์ที่จะมากระทบ ไม่ให้ติดข้อง คือให้มีตัวน้ำมันทามือเอาไว้ก่อนที่จะไปกินขนมเข่ง

ไอ้ตัวนี้มีค่าที่สุด เพราะว่ามันดับทุกข์ได้ ไอ้ตัวมีตัวเป็นน่ะ เป็นทุกข์ทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นอะไร แม้แต่จะไปเป็นพระอรหันต์ก็เป็นทุกข์ ตราบใดที่ยังไปยึดมั่นถือมั่นในความมีความเป็น เป็นทุกข์ทั้งนั้น เราปฏิบัติต้องปฏิบัติขวนขวายขัดเกลาจิตพัฒนาจิต เพื่อให้มาสู่ตัวนี้ ตัวนี้คืออะไร ตัวนี้คือความไม่ประมาทรักษาจิตไว้ เตรียมพร้อมที่จะเผชิญอารมณ์ และไม่ติดข้องในอารมณ์ทั้งปวง อันนี้คือหัวใจของโลกุตตรธรรม เป็นน้ำที่จะมาดับไฟ คือความทุกข์ ทุกข์ทั้งปวง ทุกข์ทั้งหลายแหล่ ต้องดับด้วยตัวนี้เท่านั้น ไม่ใช่ดับด้วยการมีอะไรหรือเป็นอะไร ต้องดับด้วยตัวนี้ เป็นผู้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ตั้งมั่นอยู่ตามฐาน เมื่ออารมณ์ทั้งปวงผ่านมา ก็ย่อมเห็นความไม่เที่ยง เห็นความเกิดขึ้น เห็นความดับไป เห็นทั้งความเกิดขึ้นและความดับไป เห็นความไม่ข้องในอารมณ์ ที่เราสร้างขึ้นมาด้วยความเพียรของบุรุษไม่ใช่รอฟ้าประทาน เราสร้างขึ้นมาด้วยความเพียรเจริญสติ ตามฐานต่างๆ ที่เราสร้างทุกวันๆ มีคุณค่าเพียงนี้เท่านั้น

ดังในพระบาลีกล่าวไว้ว่า ก็หรือสติเข้าไปตั้งเฉพาะหน้าแก่เธอนั้น สักแต่เพียงว่ารู้ สักแต่เพียงว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ข้องอยู่ด้วย ในอารมณ์ทั้งปวง ที่เราจะสัมผัสอารมณ์ในฐานใดก็ตาม ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต ฐานธรรมในธรรม รวมแล้วก็คือทำยังไง จิตจะไม่ข้องกับอารมณ์ อารมณ์ก็คืออารมณ์ที่มาตามทวารทั้ง ๖ ช่องเข้าของอารมณ์ก็มี ๖ ช่อง เข้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์ที่เข้ามาตามทวารทั้ง ๖ สามารถมาทำให้จิตของบุคคลผู้ที่ไม่ได้ฝึก ยินดีและยินร้าย แต่สำหรับจิตของบุคคลที่ฝึกดีแล้ว อารมณ์ไม่สามารถทำให้จิตดวงนั้นยินดีหรือยินร้ายขึ้นมาได้

อานิสงส์แห่งการฝึกจิตก็คือไม่ยินดีและยินร้ายไปตามอารมณ์ที่มากระทบ เพราะฉะนั้นกิเลสจึงไม่เกิด เป็นตทังควิมุตติ หลุดพ้นจากกิเลสเป็นขณะๆ หนึ่ง การที่เราจะหลุดพ้น มันต้องหลุดพ้นชั่วขณะให้ได้เสียก่อน ถ้าเราไม่ฝึกการหลุดพ้นขณะหนึ่งๆ ให้ได้ ไม่มีทางที่เราจะไปบรรลุมรรคผลขั้นใด สำหรับการบรรลุมรรคผลหลุดพ้นจากกิเลส เป็นสมุทเฉทปหาน คือไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว กิเลสไม่เกิดอีกแล้ว อันนี้เรียกว่าการบรรลุมรรคผล

การที่บรรลุอย่างถาวร การที่จะดับกิเลสอย่างถาวร เราต้องเริ่มต้นฝึกฝน จนจิตเราสามารถ ดับกิเลสได้ชั่วคราวชั่วขณะไว้ก่อน ต่อไปจะสามารถมีความชำนาญ เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์สูง ต่อไปเราก็จะสามารถดับได้ถาวรเองในขั้นต่อไป แต่อารมณ์ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเป็นเช่นเดียวกัน ทั้งดับโดยถาวร ดับโดยชั่วคราวต้องเป็นเช่นเดียวกัน คือความไม่ข้องกับอารมณ์ เพราะว่าจิตนั้นได้ฝึกให้จิตเอง มีสติ มีสัมปชัญญะ มีความเพียรในการประกอบกิจการทางใจ ดึงจิตที่เคยเพ่นพ่านไปสู่ตัวคิด ไปตามอดีตอนาคต ดึงกลับมาสู่ตัวรู้ ในปัจจุบันอารมณ์ ด้วยสติที่กล้าแข็งขึ้น สติจะกล้าแข็งก็จากการฝึก ไม่มีอะไรที่ว่าฟ้าประทาน

เพราะฉะนั้นการที่เรามาฝึกสติ เจริญสติปัฏฐานมันมีค่าอย่างนี้คือ ดับทุกข์ได้ ดับที่ต้นเหตุไม่ดับที่ปลายเหตุ ถ้าดับที่ปลายเหตุมันไม่เลิก เรามาถอนรากถอนโคนเลย เป็นปัจจัยแห่งความพ้นทุกข์ แห่งความหลุดพ้น ตัวหลุดพ้นก็คือตัวนิโรธ ทุกขนิโรธความดับทุกข์ ทุกขนิโรธก็คือ จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย จาโค คือจาคะ ความสละ ปฏินิสสัคโค คือสลัดคืน มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย ตัวนี้คือหลักฐานยืนยันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางรูปแบบเอาไว้ ในธรรมจักรกัปปวัตนสูตรเพื่อจะไม่ให้ลูกหลานที่เกิดมาภายหลังหลงทาง

เพราะฉะนั้นที่เราต้องการแสวงหาคือ ความไม่ข้องด้วยอารมณ์ เป็นประโยชน์ คือความดับทุกข์อย่างแท้จริง อย่างถาวรมั่นคง เป็นประโยชน์ ไม่เสียทีที่เราได้เกิดมา เป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา

ได้มีโอกาสมาให้ธรรมะในวันนี้ ก็ถือว่าเป็นโอกาสดี เห็นว่าสมควรแก่เวลา ก็ขอสมมุติยุติลงแต่เพียงเท่านี้ สุขขังเสติ ขอให้ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ให้บรรลุถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ สาธุ