#echo banner="" สมถกรรมฐาน – อัปปนาสมาธิ โดย รตนมุนี/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

สมถกรรมฐาน – อัปปนาสมาธิ

รตนมุนี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 003455 โดยคุณ : ariyavamsa [ 21 ก.ย. 2544 ]

การเรียนรู้การฝึกฝนในวิชาใด ๆ ล้วนมีบทเริ่มต้น การจิตก็เช่นเดียวกัน บทเริ่มต้นคือ สมถกรรมฐาน เป็นการฝึกจิตให้เกิดความสงบ เหตุผล หรือความจำเป็น ที่เราต้องฝึกจิต ให้เกิดความสงบเป็นสิ่งแรก ก็คือ ความสงบนั้นเป็นเหตุให้จิตมีพลังเพิ่มขึ้น ยิ่งจิตมีความสงบ มากเท่าใด พลังจิตก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น พลังจิตที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เราทราบถึง ระดับพลังงานของจิต ว่ามีกี่ระดับ และเป็นเครื่องมือใช้ในการศึกษา กระบวนการทำงานของจิต เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในระดับพลังงาน และกระบวนการ แล้วนำความเข้าใจที่ได้ ไปฝึกไปบริหารจิต เพื่อพัฒนาให้จิตมีปัญญา สามารถค้นหา และค้นพบว่า จิตจะต้องอยู่ที่ระดับพลังระดับไหน และโดยกระบวนการอย่างไร ถึงจะเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง

พลังจิตที่เพิ่มขึ้นจากความสงบนั้น เกิดจากการที่เราลดการใช้งานของจิตลง และรวมกำลังจิตให้รวมตัวอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง เพราะการใช้ชีวิตประจำวันตามธรรมดา ของคนเรานั้น พลังจิตจะถูกใช้ไปกับการนึกคิด ร่วมไปกับความรู้สึกและอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระตุ้นจิต ให้จิตมีหน้าที่ เมื่อจิตมีหน้าที่จึงทำงานใช้พลังจิตอยู่ตลอด พลังจิตจึงหมด ไปเรื่อย ๆ เมื่อใกล้หมดเราก็จะอ่อนเพลียอยากพักผ่อน ง่วงนอนแล้วก็หลับไป การนอนหลับ เป็นการทำให้จิตเพิ่มกำลังขึ้นก็จริง เพราะมันเป็นธรรมชาติของจิต ที่ต้องพัก หลบเข้าภวังค์ เพื่อทดแทนพลังทั้งหมด ที่หมดไปในแต่ละวัน พลังที่เกิดขึ้น จากการนอนหลับ มันจึงพอเพียง สำหรับที่เราจะใช้ เพื่อทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั่วไปเท่านั้น ยังไม่พอที่จะนำไปใช้ ศึกษาเรื่องของจิต

การศึกษาเรื่องของจิตเป็นการศึกษาเรื่องที่ละเอียดอ่อนซับซ้อน มีสถานะของพลัง อยู่หลายระดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องใช้พลังจิตมากกว่ากิจกรรมตามปกติทั่วไป และการเพิ่มพลังจิตที่เราหมายถึงคือ การเพิ่มพลังในขณะที่จิตเรายังตื่นอยู่ โดยให้จิตมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว นำจิตให้มารวมอยู่ที่จุดใดจุดเดียว ไม่แส่ส่าย คิดนึกไปหลายเรื่องตามสิ่งที่มากระตุ้น เมื่อลดหรือหยุดใช้พลังได้ พลังมันก็ไม่เสียไป มันจึงจะสามารถสะสมเพิ่มพูนได้

วิธีทำให้จิตรวมตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งเพื่อเพิ่มพลังจิตนี้ ที่ผ่านมามีวิธีการฝึกมากมาย มีมาก่อนพระพุทธองค์จะตรัสรู้เสียอีก แม้พระพุทธองค์เอง ก่อนตรัสรู้ก็ต้องไปเรียน ไปศึกษาจากสำนักต่าง ๆ ที่มีสอนกันในสมัยนั้น ที่เป็นวิธีใหม่ที่พระพุทธองค์นำมาสอนก็มี และบรรดาสาวกรุ่นหลังบัญญัติขึ้นมาก็มีอีก สามารถแบ่งได้เป็นสองลักษณะคือ

การเพ่งสิ่งภายนอกร่างกาย

เป็นการเพ่งพิจารณา หรือรวมความรู้สึก ไว้กับสิ่งที่อยู่นอกร่างกาย เพื่อจดจำลักษณะอาการ ของสิ่งที่เพ่งนั้น แล้วนำมานึกน้อม กำหนดบริกรรมในใจ จนกว่าจะทำให้จิตสงบ เช่น

การเพ่งกสิณ 10 รวมความรู้สึกเป็นหนึ่งไว้กับธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ กับสี เขียว เหลือง แดง ขาว กับแสงสว่าง กับช่องว่าง ,

การเพ่งอสุภะ 10 คือ ซากศพในสภาพต่าง ๆ 10 อย่าง

การเพ่งอรูป 4 คือ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ภาวะความไม่มีอะไร ภาวะความมีก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่,

การพิจารณา ความเป็นปฏิกูลในอาหาร เป็นต้น

การเพ่งสิ่งภายในร่างกาย

เป็นการรวมความรู้สึกไว้กับ ความนึก ความคิด และรวมความรู้สึกไว้ตามจุดฐานต่าง ๆ ในร่างกายจนกว่าจิตจะสงบ เช่น

การคิดพิจารณาความเป็นธาตุ 4 ที่มารวมกันเป็นรูปร่างกาย ,

การนึกอยู่กับอารมณ์ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

การระลึกถึงสิ่งที่ควรระลึก 10 อย่าง คือ พระพุทธองค์ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล การเสียสละ เทวดา ความตาย กายเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด ลมหายใจเข้าออก นิพพาน,

การรวมความรู้สึกไว้ที่จมูก กับลมหายใจเข้าออก ,

กับคำบริกรรมต่าง ๆ ,

รวมความรู้สึกไว้ที่ ท้อง ลิ้นปี่ หน้าอก คอ หน้าผาก ศีรษะ มือ กระดูก หัวใจ เป็นต้น

ภายในร่างกายของคนเรานั้น มีสิ่งที่เรียกว่า ธาตุรู้ หรือวิญญาณธาตุ แทรกซึมอยู่ทั่วร่างกาย ธาตุรู้นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดมีสภาพรู้สิ่งต่าง ๆ ขึ้น โดยร่างกายของเรามีจุดศูนย์รวมของธาตุรู้ อันเป็นจุดที่มีธาตุรู้รวมตัวกันอยู่มาก มีอยู่ 7 ที่ด้วยกัน คือ

ที่ตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ

ที่หู เรียกว่า โสตวิญญาณ,

ที่จมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ,

ที่ลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ,

ที่ผิวกาย เรียกว่า กายวิญญาณ

และที่สมอง

ทั้งหมดนี้จัดเป็นอายตนะภายนอก

ส่วนที่หัวใจ หรือใจ เรียก มโนวิญญาณ

จัดเป็นอายตนะภายใน

โดยใจจะเป็นศูนย์กลางของธาตุรู้ทั้งหมดอีกที เพราะธาตุรู้รวมตัวกันอยู่ที่ใจนี้มากที่สุด และอายตนะภายนอกกับภายในนี้ จะเกิดการเชื่อมโยงสภาพรู้กันอยู่ตลอดเวลา คือ

เมื่ออายตนะภายนอกถูกกระทบ เช่น ตาเห็นรูป ธาตุรู้ที่ตาถูกระตุ้นด้วยแสง ธาตุรู้ที่ตาก็ทำงาน เกิดสภาพรู้ที่ตาขึ้น แล้วสภาพรู้ดังกล่าว จะเคลื่อนตัว ไปเกิดสภาพรู้ที่ใจอีกที ถึงจะเกิดเป็นความรู้ตัวว่า เกิดการเห็นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อรู้ผ่านใจแล้ว สภาพรู้จะวนกลับมาที่ตา รับรู้การกระทบ และวนไปรู้ที่ใจอีก หมุนวนเช่นนี้เรื่อยไป แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นเร็วมาก เราจะไม่เห็นกระบวนการนี้จนกว่าจะได้ฝึกจิตในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ธาตุรู้นี้หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ เซลล์ประสาท แต่หากจะกล่าวให้เข้าใจ อย่างละเอียดแล้ว มันไม่ใช่เซลล์ประสาท คือธาตุรู้นี้จะอาศัยเซลล์ประสาทเป็นที่อยู่เป็นที่อาศัย และจะอยู่ในส่วนที่เล็กที่สุดของเซลล์ (cell) เชื่อมโยงต่อกันเป็นสาย ๆ ส่วนจิตนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ธาตุรู้ แต่มาอาศัยยึดเกาะ และปรุงแต่งธาตุรู้อยู่ จิตที่เราหมายถึงในตอนนี้ก็คือ จิตที่เนื่องด้วยขันธ์ คือ ความรู้สึก ความนึก และความคิด

ดังนั้น เมื่อเรามาฝึกจิตให้เกิดความสงบ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม กล่าวโดยสรุปก็คือ

เป็นการพยายามรวมจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับธาตุรู้ ที่อยู่ในร่างกายของเรา ณ จุดประสาทต่าง ๆ

เป็นการบังคับจิตให้อยู่กับธาตุรู้ให้รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเดียว ไม่แส่ส่ายรู้ออกไป หลายเรื่อง เมื่อกำหนดสภาพรู้ ให้รู้เรื่องเดียวไปเรื่อย ๆ เช่นนี้แล้ว จะเป็นการหยุด การปรุงแต่งธาตุรู้ ของจิต สภาพเดิมของธาตุรู้ที่ไม่ถูกปรุงแต่งก็จะปรากฏออกมา

เป็นกระบวนการกลับเข้ามาหาผู้รู้ ที่ไปรู้สิ่งถูกรู้ การรู้สิ่งถูกรู้ จะทำให้จิตเสียพลัง คือ เสียสภาพรู้ไปเรื่อย ๆ การทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับธาตุรู้ จิตจะไม่เสียพลังของสภาพรู้ไป และทำให้พลังเพิ่มพูนขึ้น

เป็นการปล่อยวาง คลายแรงยึดเกาะของจิตที่ไปยึดเกาะสิ่งถูกรู้ ที่เป็นระดับพลังที่หยาบ และต่ำกว่า เข้ามายึดระดับพลังที่ละเอียดและสูงกว่า ซึ่งระดับพลังของธาตุรู้นี้ ก็มีอยู่หลายระดับชั้น ในพุทธศาสนา เรียกระดับชั้นของพลังนี้ สืบต่อกันมาว่า ฌาน

ความรู้เรื่องของฌานนี้ กล่าวได้ว่าเป็นพัฒนาการทางปัญญา ของมนุษย์ทางโลกตะวันออก ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ที่สามารถค้นพบระดับพลังงานอันละเอียดของธาตุรู้ ซึ่งเป็นผลจาก ความอยากรู้ ของมนุษย์ ที่ถามตัวเองว่า อะไรคือที่สุดของทุกสิ่ง เที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลง แบ่งแยกไม่ได้ และควรยึดถือเอาเป็นทางเดินของชีวิต

ในขณะที่การพัฒนาทางปัญญาที่ยอดเยี่ยมของมนุษย์ทางโลกตะวันตก ก็ ถูกผลักดัน ด้วยคำถาม อะไรคือที่สุดของทุกสิ่งเช่นกัน และนำไปสู่การค้นพบ อะตอม (Atom) , โครงสร้างของอะตอม (Atomic structure) , ระดับพลังงานในอะตอม (Energy level) และการให้พลังความร้อน และพลังแสง โดยมิได้ต่อเนื่องกัน ที่มีจังหวะละเอียดมากของอะตอม ที่เรียกว่า ควอนตัม (Quantum)

อะตอมนั้นคือส่วนที่เล็กที่สุดอย่างหนึ่งของสสาร ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งต่าง ๆ ในเซลล์ประสาทก็เช่นกัน มีอะตอมจำนวนมหาศาล ที่เรียงร้อยถักทอ เชื่อมโยงต่อกัน เป็นเซลล์ประสาทขึ้นมา และธาตุรู้ วิญญาณธาตุ ก็สถิตย์อยู่ในอะตอมนี้

ทุกสิ่งที่อยู่ในจักรวาลนี้ ไม่ว่าจะมีโครงสร้างขนาดใหญ่หรือเล็ก ย่อมมีจุดศูนย์กลาง ที่เป็นแก่น หรือแกนกลางอยู่เสมอ และพยายามปรับตัวให้มีความสมดุล ของรูปทรง และพลังงานที่สุด รูปทรงดังกล่าวก็คือ ทรงกลม อะตอมก็เช่นกัน เป็นทรงกลมของระดับชั้น ของพลังที่อยู่ภายใน

สมถกรรมฐาน การฝึกจิตให้สงบ ให้จิตรวมเป็นหนึ่งกับธาตุรู้แท้จริงแล้วก็คือ การศึกษาเรื่อง อะตอม ภายในตัวเราทุกคน ส่วนระดับชั้นของฌาน ก็คือระดับชั้นของพลังงาน ภายในอะตอม

กุศโลบายต่างๆ ที่ได้สอนให้แก่ผู้มาฝึกทำสมาธินั้น เป็นวิธีที่จะช่วยทำให้จิตสงบได้ง่าย และเร็วมาก เป็นวิธีที่ใช้ร่วมกับจุดหรือฐาน ที่เมื่อเอาจิตไปตั้งไว้แล้ว จิตจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว กับธาตุรู้ได้ง่าย ซึ่งมีอยู่สองตำแหน่ง คือ ฐานอารมณ์ กับ ฐานใจ ดังขั้นตอนการฝึกต่อไปนี้

สมาธิทำอารมณ์ให้สงบ / การทำจิตให้สงบ ที่ฐานอารมณ์

วิธีการ

เมื่อคลายอารมณ์ไปพอสมควรแล้ว คือ จนเห็นว่าจิตไม่มีหน้าที่ ไม่รับรู้อารมณ์ เริ่มรู้สึกเหมือนจะง่วงนอน ให้เราปรับภาวะจิตใหม่ กระตุ้นให้จิตมันมีหน้าที่ เพื่อไม่ให้จิตตกภวังค์ไป แต่ก็ให้มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว โดยการนึกมาที่ลมหายใจเข้าออก ปรับการหายใจให้เป็นปกติ ไม่หายใจยาวเกินไป สั้นเกินไป เร็วเกินไป ช้าเกินไป หยาบเกินไป หรือ ละเอียดเกินไป ในขั้นตอนนี้ ให้หายใจในลักษณะที่เราเห็นว่า เป็นการหายใจที่สบายที่สุด ไม่มีการบังคับลมหายใจ หายใจให้พอเหมาะพอดี ตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล แต่ให้มีสติ หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก และไม่ต้องใช้คำบริกรรมอะไร

วิธีการเช่นนี้ก็คือ อานาปานสติ เป็นวิธีการทำให้จิตสงบวิธีหนึ่ง ที่มีการฝึกในกันมา เป็นการฝึกให้จิตอยู่กับลมหายใจเข้าออก โดยเอาความรู้สึกตามดู ตามรู้ ลมหายใจเข้าออก ตลอดเวลา ไม่สนใจความนึกคิดที่เกิดขึ้น หากสามารถทำเช่นนี้ไปได้เรื่อย ๆ แล้ว ลมหายใจจะละเอียดเบาบางขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อลมหายใจละเอียด ความนึกคิดจะลดลงไป ตามความละเอียดของลมหายใจ จิตก็จะละเอียดตามลมหายใจ และจะรวมตัวสงบลงไป เมื่อทำต่อไปจนลมละเอียดมาก เหมือนกับว่าลมหายใจหายไป จิตก็จะสงบลึกเข้าไปอีก ความนึกคิดที่เคยเกิดขึ้นก็จะดับตามไป ไม่สามารถรบกวนจิตให้มาร่วมนึกคิดตามได้อีก ภาวะเช่นนี้ก็คือ จิตสงบลงในระดับปฐมฌานแล้ว วิธีการฝึกเช่นนี้ก็เป็นวิธีที่ได้ผลวิธีหนึ่ง แต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าที่จิตจะสงบ ยิ่งผู้ที่เริ่มฝึกฝนด้วยแล้ว ต้องใช้เวลานานมากทีเดียว กว่าจิตจะรวมตัวละจากความนึกคิดและสงบลงได้

วิธีการที่จะช่วยทำให้จิตสงบง่ายและเร็วขึ้นก็คือ เมื่อปรับการหายใจจนเป็นปกติ และมีสติรู้อาการของลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ เช่นนี้แล้ว ให้สังเกตดูภายในโพรงจมูกของเรา ในขณะที่เราหายใจเข้าออกนั้น ลมหายใจ ได้เคลื่อนตัวเข้าไปสัมผัส หรือ กระทบ ตรงจุดไหนของโพรงจมูกมากที่สุด ที่เมื่อลมเข้า หรือลมออกก็ตาม เมื่อมากระทบแล้ว เราจะเกิดความรู้สึกขึ้นตรงจุดนี้อย่างชัดเจนว่า มีลมเข้ามากระทบแล้วทันที ซึ่งก็จะเป็นจุดที่อยู่ปลายสุดของโพรงจมูกทั้งสองข้าง ที่เมื่อเรา หายใจเข้า ลมหายใจเข้าจะเคลื่อนผ่านโพรงจมูกทั้งสองข้าง เข้ามาบรรจบกันด้านในที่จุดนี้ และเมื่อเราหายใจออก ลมหายใจจากปอด จะเคลื่อนตัวมากระทบจุดนี้ ก่อนที่แบ่งแยกออกไป ตามโพรงจมูกซ้ายขวา และถ้าเราสังเกตให้ดี เมื่อเราหายใจเข้า ลมเข้ามากระทบจะรู้สึกเย็นที่จุดนี้ และเมื่อเราหายใจออกลมออกมากระทบก็จะรู้สึกอุ่นที่จุดนี้ ให้หาจุดนี้ให้พบ จุดนี้คือ ฐานอารมณ์ ที่เราจะเอาจิตมาตั้งไว้เพื่อทำจิตให้สงบ

ทำไมเราต้องหาจุดนี้ ก็เพราะว่าจุดนี้เป็นจุดที่จิตจะรวมตัวกันง่ายที่สุด เป็นฐานที่อยู่ไม่ลึก เกินไป หาง่าย ไม่ลำบาก หากเราเริ่มฝึกโดยไปเริ่มต้นกับฐานที่อยู่ลึก ในร่างกายแล้ว จิตมันรวมตัวกันยาก และสงบช้า

เมื่อเราหาจุดนี้พบแล้ว จากนั้นให้เราค่อยๆ รวบรวมความรู้สึกมาวางทับที่จุดนี้เบา ๆ วางให้เบาที่สุด วางทับลงไปเรื่อย ๆ จนความรู้สึกแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันกับฐานอารมณ์ ให้เรารวมความรู้สึกนิ่งอยู่กับฐานอารมณ์นี้

การวางความรู้สึกลงที่ฐานอารมณ์นี้ หากเราทำไปแล้ว เรารู้สึกว่าอึดอัดที่จมูก หายใจไม่สะดวก แสดงว่าเราวางความรู้สึกทับฐานอารมณ์เร็วเกินไป และวางหนักเกินไป จะต้องถอนความรู้สึกออกมา และปรับน้ำหนักเจตนาในการวางใหม่ให้เบากว่าเดิม

เมื่อเรารวมความรู้สึกอยู่กับฐานอารมณ์แล้ว เราก็จะเห็นลมเข้าออก มากระทบที่จุดนี้ ก็ให้เห็นแค่การกระทบก็พอ ให้ละความรู้สึกจากการตามดูตามรู้ การเคลื่อนไหวของลมหายใจ ปล่อยให้ร่างกายของเราหายใจของมันเอง ลมหายใจเข้าออก มันจะเข้าจะออกไปที่ไหน ก็ปล่อยเป็นเรื่องของมัน ให้เรารวมความรู้สึก นิ่งอยู่กับฐานอารมณ์อย่างเดียว ไม่สนใจสิ่งอื่น หากมีความนึกคิดเกิดขึ้น เราก็ไม่ต้องนึกคิดตามมัน พยายามรวมความรู้สึก ให้อยู่กับฐานอารมณ์ต่อไป

จากนั้นให้เราค่อย ๆ ปรับลมหายใจเข้าออก ให้ไหลผ่านฐานอารมณ์ น้อยลง น้อยลง ปรับลมหายใจให้สั้นลง สั้นลง ปรับลมหายใจให้ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น เรื่อยๆ ขั้นตอนนี้ ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรใจร้อน บังคับลมเข้าออกให้น้อยลงเร็ว ๆ หากทำเร็วเกินไป จะรู้สึกอึดอัดมาก เพราะลมหายใจยังหยาบอยู่ และปรับตัวไม่ทัน เราควรปรับระดับลมให้น้อยลง สั้นลง ละเอียดขึ้นอย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติที่สุด หากทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปแล้ว ลมจะไหลผ่านฐานอารมณ์ น้อยลง สั้นลง ละเอียดขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกอึดอัด และจะยังคงหายใจ ด้วยระดับของลมเข้าออก ที่มีปริมาณน้อยเช่นนี้ได้ ให้เราทำขั้นตอนนี้ ด้วยวิธีการเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ

ทำไมเราต้องปรับลมหายใจเข้าออก ให้ไหลผ่านฐานอารมณ์น้อยลง ก็เพราะว่า ลมหายใจเข้านั้นมี ธาตุออกซิเจน (Oxygen) อยู่ ซึ่งเป็นธาตุที่เราต้องใช้ในการทำปฏิกิริยาเคมี ในร่างกายของคนเรา โดยเฉพาะการสันดาปสารอาหารที่เราทานเข้าไป เพื่อให้ได้พลังงานออกมาใช้ ในการดำรงชีวิต ปฏิกิริยาเคมีที่ออกซิเจนเข้าไปร่วมนั้น จึงเป็นปฏิกิริยาคายพลังงาน ยิ่งมีออกซิเจน ในระบบมาก ปฏิกิริยาก็จะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก็เหมือนกันการเผาไหม้เชื้อเพลิงทั่วไป ยิ่งมีออกซิเจนมาก ไฟก็ยิ่งลุกไหม้ได้ดี

เมื่อเรามานั่งสมาธิเพื่อทำจิตให้สงบ สิ่งที่คอยขัดขวางไม่ให้จิตสงบก็คือ ความนึกคิด เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา การนึกคิด เป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังงาน เมื่อต้องใช้พลังงานก็ต้องการออกซิเจน นึกคิดมากเท่าใด ก็ต้องการออกซิเจนมากเท่านั้น เมื่อได้รับออกซิเจนมาก ความนึกคิดก็จะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว จิตเราก็ต้องมีหน้าที่ ไปร่วมกับ ความนึกคิดที่เกิดขึ้น หากยังปล่อยให้ลมหายใจเข้าออก เข้าสู่ร่างกายอย่างเป็นปกติแล้ว จิตจะสงบลงยาก ดังนั้น หากเราจะฝึกจิตให้สงบ จึงต้องลดองค์ประกอบ สำหรับใช้ผลิต พลังงานให้น้อยลง วิธีการที่เราสามารถทำได้ก็คือ ลดการใช้ออกซิเจน ให้ร่างกายได้รับออกซิเจน น้อยลง โดยการปรับลมหายใจเข้าออก ให้ผ่านเข้าออกร่างกายน้อยลง ยิ่งเราปรับลม ให้ผ่านฐานอารมณ์ น้อยลงเท่าใด ความนึกคิดก็จะน้อยลงเท่านั้น เมื่อความนึกคิดน้อยลง จิตเราก็จะสงบขึ้นเรื่อย ๆ

เราจะต้องปรับลมหายใจ ให้ไหลผ่านเข้าออกฐานอารมณ์น้อยลง เช่นนี้เรื่อย ๆ ทำไปจนกระทั่งเห็นว่า ลมมันนิ่งไม่เข้าไม่ออก และสุดท้ายได้เลือนหายไปจากความรู้สึก เมื่อมาถึงจุดนี้ ความนึกคิดที่เคยเกิดขึ้น ก็จะเลือนหาย ตามลมหายใจ ไม่สามารถรบกวนจิต ให้มาร่วมนึกคิดตามได้อีก ภาวะเช่นนี้ก็คือจิตสงบลงในระดับ ปฐมฌาน แล้ว ให้เราดำรงภาวะเช่นนี้ ไปเรื่อย ๆ

เมื่อลมหายใจหายไปจากความรู้สึก เราไม่ต้องตกใจ ว่าลมเราหมดเราจะตายแล้ว เราไม่ต้องกลัว มันเป็นเพียงลมหยาบที่ดับไป ลมหายใจที่ละเอียดมันยังมีอยู่ และไหลเข้าออกได้ ทุกรูขุมขนของร่างกาย และในภาวะเช่นนี้ ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ลมมาก เพื่อเผาผลาญพลังงาน

ก่อนที่ลมหายใจจะดับลงไปเราอาจจะเกิดความรู้สึกเสียวตึงที่ฐานอารมณ์ เราไม่ต้องตกใจ มันเป็นอาการของจิตที่เคลื่อนตัวเพื่อรวมตัว ปรับระดับจิตให้สงบลง

การที่ลมหายใจเลือนหายไป หรือดับลงไปจากความรู้สึกสัมผัส เป็นเพราะขณะนี้ จิตเรา ได้เข้ามาสู่ภาวะ ที่ละเอียดกว่าลมหายใจ ลมหายใจจะไม่อยู่ในระดับความละเอียด ของจิตเราในขณะนี้ เพราะจิตเรากำลังอยู่ที่ขอบนอกของอะตอม ที่อยู่ที่ฐานอารมณ์ มันเป็นภาวะที่ละเอียดกว่าลมหายใจ จิตเราจึงไม่ถูกรบกวน แม้ด้วยลมหายใจ และขณะที่จิตเรารวมตัวเข้ามา หากมีอาการเหมือนวูบเข้าไป หรือ เหมือนตกลงไปยังที่ใดที่หนึ่ง หรือ เหมือนกับว่า รอบตัวของเราค่อย ๆ มืดลง ๆ เงียบลง ๆ เราไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะจิตมันรวมตัวเข้ามาที่ขอบอะตอม และเลยขอบอะตอมเข้ามาแล้ว

ให้เราดำรงภาวะของปฐมฌานต่อไป เมื่อเราดำรงปฐมฌานไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว จิตจะเข้าสู่ความสงบที่ลึกขึ้น พลังที่ละเอียดกว่าลมละเอียดจะปรากฏแก่เรา เมื่อจิตเราเข้ามาถึงพลังงานชั้นที่สองภายในอะตอม

เมื่อจิตเราเข้ามาถึงพลังงานชั้นที่สองภายในอะตอมแล้ว สิ่งที่เราจะพบก็คือ คลื่นแรงโน้มถ่วง (Gravity force) ที่ส่งออกมาจากศูนย์กลางอะตอม คือ นิวเคลียส (Nucleus) จะเป็นแรงที่มีลักษณะเป็นระลอกคลื่น หนัก เบา หนัก เบา สลับกันไป เราจะสัมผัสได้ จากความรู้สึกที่แรงนี้กระทบกับจิตเรา

คลื่นแรงโน้มถ่วงจากนิวเคลียสนี้ จะมีผลทำให้ สภาพการรับรู้ความรู้สึกของเรา ถูกบิดเบือน และเบี่ยงเบนไปจากภาวะปกติ คือ ในภาวะปกติเราจะรู้ตัวทั่วพร้อมว่า ตัวตนของเรา นั่งอยู่ตรงนี้ ที่นี่ ในอิริยาบถอย่างนี้ มีขอบเขตของร่างกายเท่านี้ เมื่อจิตเราอยู่ในคลื่นแรงโน้มถ่วงเช่นนี้แล้ว สภาพการรับรู้ที่ถูกบิดเบือนไป จะทำให้เรารู้สึกว่า ร่างกายตัวตนของเรา มีการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพ โดยเราจะพบอาการต่าง ๆ ต่อไปนี้ เช่น ตัวเราโยกคลอนไปมา ตัวเราหายไป ตัวเราขยายใหญ่โตขึ้น ตัวเราหดตัวมีขนาดเล็กลง หัวเรายืดสูงขึ้นไป มือหายไป ขาหายไป มือยาวยืดออกไป หน้าตาเหมือนบิดเบี้ยว นั่งหันหน้ากลับทิศที่เรานั่งตอนแรก ขนลุกขนชัน รู้สึกซาบซ่านซู่ซ่าไปทั้งตัว รู้สึกเบิกบานมีน้ำตาไหลโดยไร้เหตุผล นั่งยิ้มอยู่คนเดียวนาน ๆ รู้สึกฮึกเหิมกล้าหาญ จิตใจพองโต อิ่มอกอิ่มใจไม่หิวไม่กระหาย ซึ่งมีสารพัดอาการ อาการอย่างนี้ เรียกว่า ปีติ เป็นภาวะที่จิตสงบเข้ามาถึง ทุติยฌาน แล้ว และเป็นอาการบอกถึงว่า จิตเราจะสงบ ลึกเข้าไปอีก เมื่อผ่านปีติไป เมื่อเกิดปีติขึ้นเราไม่ควรดีใจเสียใจกับอาการที่เกิดขึ้น มันจะเกิดอะไร จะเป็นอย่างไร ก็ให้พอแค่นั้น ไม่ต้องไปสนใจมัน หน้าที่ของเราคือ เอาจิตรวมอยู่ ที่ฐานอารมณ์ และดูอาการของปีติไป จนกว่าอาการของปีติจะจางคลายลงไป เมื่ออาการของปีติ จางคลายลง นั่นคือจิตเราเข้าสู่ระดับพลังงานของอะตอมลึกขึ้น จนพ้นรัศมีของคลื่นแรงโน้มถ่วง จากนิวเคลียส เข้ามาแล้ว และกำลังเคลื่อนตัวเข้ามายัง ชั้นพลังงานที่ลึกกว่า ต่อไป

หลังจากปีติหมดไปแล้วจิตเราจะสงบนิ่งขึ้น ละเอียดนิ่งขึ้น ละเอียดขึ้น และไม่มีอาการอะไร เกิดขึ้นกับเราอีก ให้เราดำรงภาวะเช่นนี้ และรวมจิตอยู่กับฐานอารมณ์ต่อไป เมื่อทำไปสักระยะหนึ่ง จนจิตเราเข้ามาถึงพลังงานชั้นที่สามภายในอะตอม พลังที่จะได้พบก็คือ แสงสว่างจะค่อย ๆ ปรากฏแก่เราเป็นแสงสว่างเรือง ๆ จะไม่สว่างมาก อาจเห็นเป็นแสง ออกสีเหลืองอ่อน เรืองแสงอยู่ไกล ๆ เมื่อเราดำดิ่งความรู้สึกลงไป ความสว่างของแสงจะมากขึ้น เราอาจเห็นแสงสีต่าง ๆ ที่เป็นเฉดสีที่อยู่ในสเปคตรัม (Spectrum) ของแสงพระอาทิตย์ คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง ซึ่งแสงสีเหล่านี้เกิดขึ้นจาก จิตขอเราไปปรุงแต่งอารมณ์ต่าง ๆ เก็บเป็นพลังงานค้างไว้ใน ธาตุรู้ ภายในอะตอม และแสงสีเหล่านี้ บอกได้ถึงสุขภาพร่างกาย ของเราด้วย คือ หากร่างกายของเรามีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดี แสงสว่างที่มีมากที่สุด ที่เราจะได้พบก็คือ แสงสีเหลือง และแสงสีเหลืองนี้เป็นแสงของอารมณ์เมตตาด้วย นั่นคือ หากเราอยากมีสุขภาพ แข็งแรง อายุยืน ควรอยู่กับความเมตตาให้มาก ส่วนความหมาย ของแสงสีอื่นนั้น จะยังไม่ขออธิบาย ซึ่งแสงเหล่านี้ มันส่องออกมาเป็นแสงรัศมีรอบกายเราด้วย ผู้ที่มีจิตละเอียดจะสามารถเห็นได้ และสามารถรู้ว่าเราเป็นคนมีนิสัยใจคออย่างไร กำลังอยู่ในอารมณ์อะไร และสุขภาพร่างกาย เป็นอย่างไร เมื่อเราเห็นแสงสีเหล่านี้แล้ว เราก็ดูมันเฉย ๆ รวมจิตอยู่กับฐานอารมณ์ต่อ จนกว่า มันจะหายไป แสงสีเหล่านี้จะเป็นแสงที่อยู่ขอบนอกของพลังชั้นที่สาม ห่อหุ้มพลังอีกกลุ่มหนึ่งไว้ เมื่อจิตเราเข้าสู่ระดับลึกกว่าเดิมเราก็จะพบ คือ กลุ่มพลังของธาตุรู้ หรือ วิญญาณธาตุ ซึ่งสถิตย์อยู่ในระดับพลังงานชั้นในของชั้นที่สามนี้

สภาพเดิมอย่างหนึ่งของธาตุรู้ที่จะปรากฏแก่เราคือ เป็นกลุ่มพลังงานแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์ เมื่อเรามาถึงแสงสว่างสีขาวนี้ เราจะเกิดความสุขอันละเอียดมาก จิตจะเบา กายจะเบา รู้สึกร่างกาย จิตใจละเอียดอ่อน นุ่มนวล สะอาด ใสบริสุทธิ์ ความนึกคิด ความเจ็บ ความปวด ไม่รู้มันละลาย หายไปไหนหมด ภาวะเช่นนี้ เรียกว่า สุข เป็นความสุขที่ละเอียดสุขุม เป็นภาวะจิตที่สงบเข้ามาถึง ตติยฌาน แล้ว การที่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า “สุขอื่นจะเท่ากับความสงบไม่มี” เมื่อเรามาถึง ตรงนี้แล้ว เราจะเคารพในพุทธภาษิตนี้จริง ๆ เพราะความสุขใด ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตของเรา จะไม่สามารถมาเทียบเคียงได้ อยู่กับตติยฌานนี้ เราจะนั่งสมาธิได้นานมาก ไม่อยากออกจาก สมาธิเลย เพราะมีความสุขมาก และเมื่อเราอยู่กับแสงสว่างนี้นาน ๆ โดยจิตยังไม่เข้าสู่ความสงบ ที่ลึกกว่าต่อไป ความสว่างมันจะมากขึ้น เมื่อความสว่างมากจนถึงระดับหนึ่ง จิตของเราจะมีกำลัง ของธาตุรู้ที่มากขึ้น พอถึงจุดนี้ ภาพนิมิตมันจะปรากฏขึ้นแก่เรา ภาพนิมิตนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุ 3 ประการ คือ

1. เกิดจากสัญญาภาพที่เป็นอดีตที่เก็บไว้ที่สมอง

ระดับพลังงานภายในอะตอม ที่อยู่ในระดับพลังเดียวกัน มันสามารถเชื่อมต่อพลังกันได้ เมื่อจิตเรามาเข้าถึงแสงสว่างของธาตุรู้ ที่ฐานอารมณ์ แสงจากธาตุรู้จากฐานอื่น เช่น ฐานสมอง ฐานใจ ที่เป็นที่เก็บภาพต่าง ๆ ไว้มันสามารถไหลเข้ามาหากันได้ ภาพเหล่านี้ จะมีลักษณะ เหมือนกับ ฟิล์มสไลด์ หรือ ฟิล์มภาพยนตร์ แสงจากธาตุรู้ ก็เหมือนกับแสงจากเครื่องฉายภาพ ตามปกติเมื่อเรานึกคิดถึงสิ่งใด ภาพในใจ ในความคิด มันก็ปรากฏขึ้นอยู่แล้ว แต่ในขณะที่เราอยู่ ในตติยฌานนี้ แสงมันมากและจิตเราอยู่ในภาวะจิตละเอียดเท่ากับแสงสว่าง เมื่อจิตเราข้องติด หรือประทับใจในภาพใด ๆ ก่อนหน้าที่เรามานั่งทำสมาธิ และยังคลายความยึดติดไม่ได้ ภาพเหล่านี้มันจะค่อย ๆ ไหลเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วก็เหมือนกับ ฟิล์มมาเจอกับแสงจากเครื่องฉาย ก็จะฉายเป็นภาพนิมิตให้เราได้เห็นทันที

2. เกิดจากการนึกจินตนาการปรุงแต่ง

เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ

เมื่อจิตเข้าถึงแสงสว่างแล้ว หลงเพลินกับแสงนึกปรุงแสงรวมแสงเป็นภาพต่าง ๆ ขึ้น

อีกกรณีหนึ่ง เป็นกระบวนการที่เกิดต่อเนื่อง จากนิมิตที่เกิดจากสัญญา และเป็นกรณีที่ เกิดขึ้นบ่อย คือ เมื่อเห็นภาพนิมิตขึ้นมาแล้ว ก็ปรุงแต่งภาพนิมิตที่เห็นนั้น ให้เป็นไปตามที่จิต ต้องการเห็น เช่น ย่อ ขยาย เพิ่มจำนวน เพิ่มความใสสะอาด เป็นต้น 3. เกิดจากการส่งจิต ไปรู้สิ่งต่าง ๆ

เมื่อจิตเรามาเข้าถึงแสงสว่างของธาตุรู้ภายในตัวเรา จิตเราจะมีกำลังมาก ธาตุรู้เราก็มีกำลังมาก เราสามารถเชื่อมโยงแสงสว่างจากธาตุรู้ที่อยู่ภายนอกตังเราได้ เพราะเป็นพลังเดียวกัน และธาตุรู้นี้เป็นสิ่งสากล เราสามารถใช้กำลังจิต กำลังของธาตุรู้ ที่มีความเข้มข้นนี้ ให้ทำงานให้เต็มที่ โดยการส่งออกไปหาสิ่งต่าง ๆ ที่เราอยากรู้อยากเห็น สามารถขยายขอบเขตความสามารถในการรู้ของจิตเราได้ คือ หากอยากรู้อยากเห็นสิ่งใด กำหนดนึกไป ภาพสิ่งที่เราอยากเห็นจะมาปรากฏ เราจะเหมือนมีจอโทรทัศน์ในตัวเราเลยทีเดียว, สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลตัวเราได้, สามารถรู้ความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น สัตว์อื่นได้, มองทะลุวัตถุได้, เห็นอดีต อนาคต, เห็นภพภูมิอื่น เป็นต้น

ภาพนิมิตทั้งหลายนี้ บางทีก็เป็นจริง บางทีก็ไม่เป็นจริง ตามความปรุงแต่ง และบงการ ของอนุสัยกิเลสภายในใจของเรา หากเรายังอยู่กับภาพนิมิตอยู่ จิตก็ยังไม่เข้าถึงความสงบ อย่างที่สุด และตัวนิมิตนี้เอง ที่อาจจะมาทำให้จิตถอนตัวจากความสงบได้ด้วย การฝึกจิตจะไม่ก้าวหน้า ดังนั้น หากเราต้องการความสงบกว่าเดิม เราต้องละจากภาพนิมิต จากแสงสว่าง เพื่อเข้าสู่ความสงบที่ลึกกว่าต่อไป

วิธีการที่จะทำให้ภาพนิมิตหายไปคือ เราไม่ต้องสนใจภาพที่มันเกิดขึ้น มันจะเกิดภาพหรือเสียงนิมิตอะไร จิตเราไม่ต้องเคลื่อนไปตามสิ่งที่เรารู้ ไม่ส่งจิตออกตามไปรู้เห็น สิ่งถูกรู้ ให้กลับเข้ามาดูที่ผู้เห็นผู้รู้แทน ภาพนิมิตก็จะหายไป เหลือแต่ความสว่างเช่นเดิม จากนั้นเรารวมจิตให้อยู่กับฐานอารมณ์ต่อไป เพื่อเข้าสู่ความสงบที่ลึกขึ้น

ระดับความสงบที่ลึกกว่าความสุขของตติยฌาน ที่จิตเราละแสงสว่างได้แล้ว ภาวะที่เรา จะพบก็คือ เป็นสภาพเดิมที่อยู่ลึกที่สุดของธาตุรู้ คือ ความว่าง อาการก่อนที่เรา จะเข้าสู่ ความว่างนี้ ที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ เมื่อรวมจิตให้อยู่กับฐานอารมณ์แล้ว จะเกิดอาการวูบ เหมือนเราตกลงไป ยังที่ใดที่หนึ่ง ความรู้ตัวขณะตกลงมาจะมีไม่มาก แต่จะค่อย ๆ รู้สึกตัวขึ้น เมื่อตกลงมาถึง ณ ที่นี้แล้ว หรือ ความรู้สึกของเราเหมือนเคลื่อนผ่านกลุ่มแสงสีขาวเข้าไป แสงจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนถึง ณ ที่หนึ่ง ณ ที่นี้ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีสี ไม่มีภาพนิมิต เป็นที่เงียบสงบมาก ว่างเปล่า รู้สึกเหมือนมี เพียงตัวเราอยู่คนเดียวในโลก ทุกสิ่งไร้การเคลื่อนไหว เป็นภาวะที่สงบนิ่งที่ลึกและกว้างไกลมาก รู้สึกจิตมีกำลังรวมเป็นหนึ่งแน่นหนา ไม่เป็นภาวะสุข หรือ ทุกข์ เป็นแต่กลาง ๆ เฉยอยู่ ภาวะที่จิต รวมเป็นหนึ่งกับธาตุรู้เช่นนี้ เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ (เอกัคคตารมณ์-ระดับฌาน) ภาวะเป็นกลาง เรียกว่า อุเบกขา เมื่อเรามาถึงตรงนี้ เป็นภาวะที่จิตสงบเข้ามาถึง จตุตถฌาน และจิตได้เข้ามาถึง จุดศูนย์กลางของอะตอม คือ นิวเคลียสแล้ว เราก็อยู่กับความสงบระดับนี้ไปเรื่อย ๆ

ข้อดี ของการทำจิตให้สงบที่ฐานอารมณ์นี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกสมาธิ เพราะเป็นฐานที่ อยู่ไม่ลึกเกินไป หาง่าย ไม่ลำบาก จิตก็รวมตัวกันง่าย การฝึกให้เข้าถึงปฐมฌาน จะทำได้ง่ายมาก หากเราเริ่มฝึกกับฐานที่อยู่ลึกในร่างกายแล้ว จิตมันจะรวมตัวกันยากและสงบช้า

แต่ข้อด้อยของการฝึกจิตให้สงบที่ฐานอารมณ์นี้ ก็คือการเป็นฐานที่อยู่ข้างนอกเกินไป จะง่ายต่อการถูกรบกวนจากสิ่งเร้า เช่น ลมหายใจ เสียง เป็นต้น ทำให้อยู่กับความสงบได้ไม่นาน และการฝึกจิตจะให้เข้าถึงความสงบระดับลึก เช่น ตติยฌาน จตุตถฌาน จะใช้เวลามากและยาก ดังนั้น หากเราต้องการให้จิตรวมเป็นหนึ่ง กับธาตุรู้ได้อย่างหนักแน่นมั่นคง และอยู่กับความสงบ ได้นาน เราต้องเอาจิตไปรวมกับฐานที่อยู่ลึกกว่า เป็นฐานที่อยู่ในร่างกาย ฐานนี้ก็คือ ฐานใจ

สมาธิทำให้ให้สงบ / การทำจิตให้สงบ ที่ฐานใจ

วิธีการฝึก

วิธีที่ 1

ก่อนที่เราจะฝึกควรหาตำแหน่งของใจก่อน ซึ่งก็อยู่ที่หัวใจ ตรงหน้าอกด้านซ้ายมือ เข้าไปข้างใน เมื่อใช้มือทาบที่หน้าอกด้านซ้าย จะรู้สึกหัวใจเต้นที่ตรงนี้ ตำแหน่งนี้คือฐานใจ เป็นฐานที่เราจะใช้ฝึก เมื่อรู้ตำแหน่งแล้ว ให้คลายมือออกจากหน้าอก ลองหลับตา แล้วใช้ความรู้สึก หาตำแหน่งของใจดู กำหนดตำแหน่งให้แม่นยำให้ตรงกับที่เราใช้มือทาบไว้

เมื่อรู้ตำแหน่งดีแล้ว จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนต่อไป คือ การคลายอารมณ์ ก็คลายอารมณ์ ตามวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อคลายอารมณ์ไปจนเห็นว่า จิตไม่มีหน้าที่ ไม่รับรู้อารมณ์ รู้สึกเหมือนง่วงนอนแล้ว เราก็ปรับภาวะจิตใจใหม่ กระตุ้นให้จิตมีหน้าที่ เพื่อไม่ให้ตกภวังค์ไป โดยการนึกมาที่ลมหายใจเข้าออก ปรับการหายใจให้เป็นปกติ ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป พอเหมาะพอดีตามอัธยาศัยของแต่ละคน โดยให้มีสติหายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ไม่ต้องใช้คำบริกรรมอะไร แล้วหาจุดภายในโพรงจมูกที่ลมหายใจเข้าออก กระทบมากที่สุด คือ ฐานอารมณ์

เมื่อหาพบแล้ว จากนั้น รวบรวมความรู้สึกมาวางทับที่จุดนี้เบา ๆ วางให้เบาที่สุด วางทับลง จนความรู้สึกแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันกับฐานอารมณ์ จากนั้นให้เราค่อย ๆ ปรับลมหายใจเข้าออก ให้ไหลผ่านฐานอารมณ์น้อยลง สั้นลงละเอียดขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำไปจนกระทั่ง เห็นว่า ลมมันนิ่ง ไม่เข้า ไม่ออก เลือนหายไปจากความรู้สึก ความนึกคิด ที่เคยเกิดขึ้นเบาบางลง ไม่สามารถรบกวนจิต ให้มาร่วมนึกคิดตามได้อีก คือจิตสงบลงในระดับ ปฐมฌาน

เมื่อเกิดความสงบที่ฐานอารมณ์แล้ว จากนั้นให้ค่อย ๆ เลื่อนความรู้สึกจากฐานอารมณ์ ลงมาที่ฐานใจอย่างช้า ๆ เมื่อมาถึงฐานใจให้วางความรู้สึกทับลงที่ฐานใจเบา ๆ วางลงไป จนความรู้สึก แนบแน่นสนิท เป็นหนึ่งเดียวกับฐานใจ และคอยประคองความรู้สึกให้หยุดนิ่ง อยู่กับฐานใจอย่างเดียว

ต่อไป เพื่อให้จิตรวมกับใจได้สนิทยิ่งขึ้น ให้เราค่อย ๆ จมความรู้สึก ให้เคลื่อนตัวลึกเข้าไป ภายในหัวใจช้า ๆ ให้ลึกกว่าตำแหน่งที่เราวางความรู้สึกไว้ตอนแรก แล้วดำรงความรู้สึกนิ่ง ที่ฐานใจ ไว้เช่นนั้นไปเรื่อย ๆ เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้เราจะรู้สึกที่หัวใจมีเกิดแรงกดทับเพิ่มขึ้น จะรู้สึก อึดอัด ที่หัวใจ เพราะความรู้สึกที่กดลงไปในใจ จะทำให้ความดันของลม ที่อยู่ในหัวใจเพิ่มขึ้น รออีก สักครู่หนึ่ง ลมมันจะพยายามดันออกมา และเราจะรู้สึก มีความร้อนเกิดขึ้นที่หัวใจ และความร้อนนั้น จะค่อย ๆ ไหลออกมาจากหัวใจ และตามผิวหนังด้วย เราก็ปล่อยให้มันไหลออกมา เมื่อลมหยาบในหัวใจหมดแล้ว ความร้อนก็จะลดลง ตัวเราจะเย็นลง ลมในหัวใจจะนิ่งขึ้นเรื่อย ๆ อาการที่หัวใจอึดอัด และลมร้อนออกมาจากใจนี้ บางคนก็เกิดมาก จนเหงื่อออก บางคนก็เกิดน้อย

เมื่อลมในหัวใจนิ่งแล้ว การเต้นของหัวใจก็จะเบาลง ช้าลง จนแทบไม่รู้สึก เมื่อเกิดภาวะ เช่นนี้ ขึ้นมา เราไม่ต้องตกใจว่าเราจะตาย ภาวะเช่นนี้แสดงว่า จิตเราเริ่มสงบ ลงระดับปฐมฌาน ที่ฐานใจแล้ว ให้เราดำรงภาวะเช่นนี้ต่อไป

วิธีที่ 2

หลังจากรู้ตำแหน่งของใจ และคลายอารมณ์ไปพอควรแล้ว เราก็ปรับภาวะจิตใหม่ กระตุ้นให้จิตมีหน้าที่ เพื่อไม่ให้ตกภวังค์ไป โดยการนึกมาที่ลมหายใจเข้าออก ปรับการหายใจ ให้เป็นปกติไม่สั้นไม่ยาวเกินไป โดยให้มีสติ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ให้เราหายใจ แบบเป็นปกติ ไปสักระยะหนึ่งจนจิตตื่น สบายดีแล้ว

จากนั้น ในจังหวะที่หายใจเข้าให้รีบนึกไปที่หัวใจ แล้วคงความรู้สึกให้นิ่งอยู่ที่หัวใจ จนหมดลมหายใจเข้า เมื่อหยุดหายใจเข้าแล้ว ให้กลั้นลมไว้นิดหนึ่ง ก่อนจะหายใจออกมา และความรู้สึกก็ยังคงนิ่งอยู่ที่หัวใจ เมื่อหายใจออกมา ให้ใช้ความรู้สึกออกแรงกดบีบลงที่หัวใจเบา ๆ เพื่อไล่ลมหยาบในหัวใจออกมา ขณะที่ลมออกมาจากหัวใจ เราจะรู้สึกร้อนวูบวาบที่หัวใจ หน้าอก ใบหน้า และตามผิวกาย พอหมดลมหายใจออก ก็ถอนความรู้สึกออกมาจากหัวใจ เพื่อเริ่มต้น ทำใหม่ เมื่อหายใจเข้า ก็ทำดังที่กล่าวไปแล้วอีก ให้เราทำเช่นนี้วนไปเรื่อยๆ สักระยะหนึ่ง จนเห็นว่าความร้อนตามที่ต่าง ๆ หมดไป และลมหายใจละเอียดขึ้น แสดงว่า ลมหยาบในหัวใจ หมดไปแล้ว

จากนั้น ค่อย ๆ ประคองความรู้สึกมาไว้ที่หัวใจ วางความรู้สึกทับลงที่ฐานใจเบา ๆ จนความรู้สึกแนบแน่นสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับฐานใจ และคอยประคองความรู้สึกให้หยุดนิ่ง อยู่กับฐานใจ อย่างเดียว ไม่เคลื่อนไปตามลมเข้าออก ทำไปพร้อมกับปรับลมที่ผ่านเข้าออกหัวใจ ให้เบาลงเรื่อย ๆ เมื่อลมในหัวใจนิ่งแล้ว การเต้นของหัวใจก็จะเบาลงช้าลง จนแทบไม่รู้สึก และลมหายใจก็จะหายไปจากความรู้สึก ภาวะเช่นนี้แสดงว่า จิตเราเริ่มสงบลงระดับปฐมฌาน ที่ฐานใจแล้ว และเพื่อให้จิตรวมกับใจได้สนิทยิ่งขึ้นให้เราค่อย ๆ จมความรู้สึก ให้เคลื่อนตัวลึก เข้าไป ภายในหัวใจช้า ๆ ให้ลึกกว่าตำแหน่งที่เราวางความรู้สึกไว้ตอนแรก แล้วดำรงความรู้สึก สงบนิ่งที่ฐานใจไว้เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ

ระดับของความสงบตลอดจนอาการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นที่ฐานใจ ก็จะเหมือนกับที่ ฐานอารมณ์ แต่จะแนบแน่นอยู่ได้นานกว่า อาการของฌานระดับลึกก็จะชัดเจนมากกว่า ดังนั้น หากเราต้องการเรียนรู้เรื่องฌานให้เข้าใจดี จึงควรฝึกทำจิตใจให้สงบเป็นหนึ่งกับธาตุรู้ที่ฐานใจ

สำหรับวิธีการที่เราจะออกจากความสงบ เมื่อเราเห็นว่านั่งสมาธิเพียงพอแล้ว ก็คือ เราต้องนึกกำหนด ที่จะออกมาก่อน แล้วนึกถึงลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าออกให้ยาวขึ้น ให้จิตตามลมหายใจเข้าออก เมื่อทำไปได้สักครู่ จิตจะค่อย ๆ ถอนตัวออกมาเองเป็นลำดับ ๆ ไป จากภาวะละเอียดมาหาหยาบ จนมาสู่ภาวะปกติ

คุณประโยชน์ของการฝึกจิตให้สงบ ตามวิธีการได้บรรยายมา คือ ความสงบทำให้จิตมีพลัง เพิ่มขึ้น ยิ่งจิตมีความสงบมากพลังจิตก็เพิ่มมาก ทำให้เราทราบถึงระดับพลังงานของจิตว่ามี สี่ระดับใหญ่ แต่เรายังไม่รู้ว่า จิตจะต้องอยู่ที่ระดับพลังระดับไหน และโดยกระบวนการอย่างไร ถึงจะเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง ภาวะของฌานทั้งสี่ระดับ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน คือระดับพลังที่ยังไม่ใช่ภาวะที่พ้นจากทุกข์ แต่เป็นภาวะข่มทุกข์ โดยใช้พลังจิตข่ม เมื่อเราเข้าไปอยู่ทุกข์ไม่เกิด แต่พอออกมาทุกข์ก็ยังคงอยู่ แม้ไม่ใช่ภาวะ ที่พ้นจากทุกข์ แต่เราสามารถอาศัยภาวะของฌานนี้ เป็นเครื่องมือเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ก็คือ กระบวนการที่เราหมายถึง และจะกล่าวต่อไป ซึ่งหากเราไม่รู้ไม่เข้าใจกระบวนการเพื่อให้พ้นทุกข์ ฌานนี้เองที่จะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เราถึงซึ่งความพ้นทุกข์

ในอดีตที่ผ่านมา ในสมัยพุทธกาลนั้น มีเจ้าลัทธิศาสนามากมาย ที่ประกาศทิฎฐิความเชื่อ ความรู้ที่ตนเองเชื่อถือ และบรรลุว่าเป็นสิ่งที่เป็นที่สุดของทุกสิ่ง เที่ยงแท้ ควรยึดถือเป็นทางเดิน ของชีวิต ซึ่งพระพุทธองค์จำแนกออกได้ถึง 62 ทิฎฐิ และท่านจัดเป็นมิจฉาทิฎฐิทั้งสิ้น ซึ่งก็มีพวกที่กล่าวถึงระดับของฌานที่ตนบรรลุว่าเป็นที่สุดของทุกสิ่งอยู่คือ

พวกทิฎฐิธัมมนิพพาน 5 เป็นพวกเห็นว่าสภาพบางอย่างเป็นนิพพาน ในปัจจุบัน ได้แก่ พวกที่ไม่รู้จักฌาน ก็ยึดถือว่า การเพียบพร้อมด้วยกามคุณห้าคือ นิพพาน พวกที่บรรลุเพียง ปฐมฌาน ก็ถือว่า ปฐมฌานคือนิพพาน พวกที่บรรลุเพียงทุติยฌาน ก็ถือว่า ทุติยฌานคือนิพพาน พวกที่บรรลุเพียงตติยฌาน ก็ถือว่า ตติยฌานคือนิพพาน พวกที่บรรลุเพียงจตุตถฌาน ก็ถือว่า จตุตถฌานคือนิพพาน สัมมาทิฎฐิในพุทธศาสนานั้นอยู่นอกเหนือทิฎฐิเหล่านี้

เมื่อมาถึงปัจจุบัน สำหรับผู้ที่เคยได้ฝึกฝนทางจิตมาบ่ง และมีประสบการณ์ทางจิตเกิดขึ้น จึงควรได้พิจารณาถึงภูมิธรรมของตนเอง ที่ได้เข้าถึงจากการฝึกปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ผู้ที่ฝึกทำจิตให้สงบนิ่ง ที่ฐานต่าง ๆ ว่า ภาวะของจิตที่เกิดขึ้นกับเรา และอาจเข้าใจว่า เป็นการได้เห็นธรรม จะทำให้พ้นทุกข์ได้นั้น เป็นความจริงหรือไม่ หรือแท้จริงภูมิจิตของเรา ยังอยู่กับอารมณ์ของฌานอยู่ เพราะภาวะของตติยฌานกับจตุตถฌาน นั้นง่ายต่อการที่จะหลง เข้าไปยึดถือว่าเป็นธรรม เป็นนิพพาน ซึ่งมีข้อควรพิจารณา ดังนี้

กรณีที่หนึ่ง

ในตติยฌาน แสงสีเหลืองที่ปรากฏ แสงนี้ได้เรียกกันว่า เป็นความสว่าง แสงสีขาว ที่ปรากฏได้เรียกกันว่า เป็นความสะอาด เป็นความบริสุทธิ์ ในจตุตถฌาน ความว่างที่ปรากฏ ก็เรียกกันว่าเป็นความสงบ จึงมีการสรุปกันว่า ธรรมะนั้น คือ ความสว่าง สะอาด สงบ ซึ่งธรรมะนั้นไม่ใช่ภาวะเหล่านี้ สภาวธรรมนั้นเป็นภาวะจิตที่ไม่ยึดเกาะ ปรุงแต่งพลังงานใด ๆ ทั้งเป็นอิสระจากขันธ์ห้า ความสว่าง ความสะอาด ความสงบ เป็นพลังงานที่อยู่ภายในอะตอม เป็นอาการของวิญญาณธาตุที่ละเอียด อันเป็นหนึ่งในขันธ์ห้า การที่จิตยังยึดเกาะวิญญาณขันธ์อยู่ แล้วจิตจะหลุดพ้นได้อย่างไร

กรณีที่สอง

ในตติยฌาน เมื่อภาพนิมิตเกิดขึ้นโดยเฉพาะภาพที่เราเข้าใจมาก่อนว่าเป็นภาพที่ดี เช่นภาพพระพุทธรูป พระพุทธองค์ ภาพพระที่เราคิดว่าเป็นพระอรหันต์ ปรากฏขึ้นมา เราก็เข้าใจว่า การเห็นเช่นนี้คือ การเห็นธรรม เห็นนิพพาน ความเข้าใจเช่นนี้ยังห่างจากความจริงมากนัก เพราะจิตที่เข้าถึงสภาวธรรมนั้น เป็นจิตที่ไม่ยึดเกาะปรุงแต่งพลังงานใด ๆ ทั้งเป็นอิสระจากขันธ์ห้า ภาพนิมิตเหล่านี้แท้จริงก็คือ พลังงานแสง พลังงานแสงก็คือ อนุภาคโฟตอน (Photon) ที่อยู่ในวงโคจรในอะตอม การที่จิตยังยึดเกาะอนุภาคโฟตอนอยู่ แล้วจิตจะหลุดพ้นได้อย่างไร

กรณีที่สาม

ในตติยฌาน ธาตุรู้จะมีกำลังเต็มที่ ทำงานเต็มที่ เราสามารถขยายขอบเขต ความสามารถ ในการรู้สิ่งต่าง ๆ ของจิตเราได้หากอยากรู้อยากเห็นสิ่งใด กำหนดนึกไป ภาพสิ่งที่เราอยากเห็น จะมาปรากฏ สามารถรู้ความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น สัตว์อื่น รู้อดีต อนาคต รู้เห็นภพภูมิอื่น ภาวะที่เกิดขึ้นเช่นนี้ เป็นเพราะจิตรวมกับธาตุรู้ตลอดเวลาจะทำให้เราเข้าใจว่า จิต คือ ผู้รู้ ซึ่งจิตนั้นไม่ใช่ผู้รู้ แต่มาอาศัยผู้รู้อยู่ ผู้รู้นั้นคือ ธาตุรู้(วิญญาณธาตุ) หากเรายังเข้าใจว่า จิตคือผู้รู้แล้ว เราจะไม่รู้เลยว่า จิตที่หลุดพ้นจากธาตุรู้เป็นอย่างไร

กรณีที่สี่

การฝึกจิตให้รวมเป็นหนึ่งกับธาตุรู้ที่ใจแล้วเกิดภาวะของจิตเป็นความสว่าง สะอาด สงบ จะทำให้เราสรุปว่า การได้ธรรมะได้กันที่ใจและจะเกิดความเข้าใจว่า จิตกับใจ คือสิ่งเดียวกัน เพราะวิธีการฝึกอย่างนี้เราต้องทำจิตให้อยู่กับใจตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จิตกับใจจะแยกจากกัน และโดยปกติแล้ว ใจก็มีอนุสัยกิเลส รัก ชัง ส่งแรงตัณหาไปร้อยรัดจิตอยู่แล้ว ดังนั้น หากฝึกจิตเช่นนี้ต่อไปเราจะไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง จิตกับใจ และไม่ได้ธรรมะที่แท้จริง การจะได้ธรรมะนั้นจิตต้องหลุดพ้นออกจากใจที่เป็นอายตนะ เป็นมโนวิญญาณขันธ์ก่อน

กรณีที่ห้า

ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ท่านก็ได้ไปศึกษาการเข้าฌานจากสำนักต่าง ๆ หากภาวะฌาน ระดับใดระดับหนึ่ง สามารถนำท่านพ้นทุกข์ จาก เกิด แก่ เจ็บ ตายได้ ท่านก็คงไม่ต้องไปค้นหา เพิ่มเติม และพุทธศาสนาก็คงไม่อุบัติขึ้นในโลก และในขณะที่การฝึกจิตในสมัยนั้น เต็มไปด้วย การฝึกจิตด้วยวิธีสมถกรรมฐาน ทำจิตให้สงบที่ฐานใดฐานหนึ่ง แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียว ที่มีการฝึกจิตด้วยวิธีวิปัสสนากรรมฐาน และวิธีการนี้เองที่แสดงถึงความเป็นพุทธศาสนา เพราะเป็นวิธีที่จะทำให้จิตแยกออกมาจากใจได้

แต่ถึงอย่างไร การรู้เรื่องของฌานก็เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาก หากเรารู้จักการนำมาใช้ กับชีวิตประจำวันของเรา เพราะฌานนอกจากจะใช้เพื่อเป็นเครื่องมือ เพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์แล้ว ยังสามารถเป็นที่อยู่ เป็นที่พักของจิตได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความสงบระดับไหนก็ใช้พักได้ทั้งนั้น เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเรา ต้องเหนื่อยกับการงาน การคิดการนึก กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้จิตเสียพลังความสว่าง ความว่างไป นอกเหนือจากการนอนหลับแล้ว การทำจิตให้สงบคือทางเลือกของวิธีเพื่อให้จิตได้พักผ่อน เพื่อให้จิตได้ฟื้นฟูกำลัง เพื่อไปทำกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นต่อไป

ฌานทั้งสี่ระดับดังกล่าวข้างต้น เรียกว่าเป็น รูปฌาน จะมีอยู่สี่ระดับชั้นของความสงบ ระดับของความละเอียดของจิตที่ละเอียดกว่ารูปฌานทั้งสี่ยังมีอีก คือ อรูปฌาน เป็นอารมณ์ ของฌานที่เพิกถอนออกจากรูป คือความเป็นตัวตนที่จิตไปเกาะยึดอยู่ แต่ในครั้งนี้ จะยังไม่ ขอกล่าวถึง เพราะลำพังการฝึกรูปฌานทั้งสี่ ก็เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐาน เพื่อที่จะฝึกจิตให้ถึง ความหลุดพ้นได้แล้ว

จากคุณ : ariyavamsa [ 21 ก.ย. 2544 ]