คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน
วิธีเจริญวิปัสสนาอย่างลัด
โดย...พระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง , ปธ. 6)
วัดป่าเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 003164
{ คัดลอกมาจาก : หนังสือ "ทิพยอำนาจ" เรียบเรียงโดย พระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง , ปธ. 6) หน้าที่ 490 492 และ 500 พิมพ์ครั้งที่ 9 /2535 ของ มหามงกุฎราชวิทยาลัย}
|
*** ข้อมูลโดยย่อเกี่ยวกับ พระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง , ปธ. 6) *** 1. ท่านเป็นลูกศิษย์โดยตรงของ 1) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (พระอุปัชฌายะของท่าน) 2) ท่านเจ้าคุณ พระอุบาลี คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ 3) ท่านเจ้าคุณ พระปัญญาพิศาลเถระ (หนู) วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ 4) หลวงปู่ เสาร์ กันตสีโล 5) หลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต 2. ท่านอยู่รุ่นเดียวกับพระครูบาอาจารย์หลายองค์ เช่น 1) พระอาจารย์ กงมา จิรปุญโญ 2) หลวงปู่ ชอบ ฐานสโม 3) ท่านพ่อ ลี ธัมมธโร 3. ลูกศิษย์องค์สำคัญของท่าน เช่น 1) หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา 2) พระอาจารย์ จวน กุลเชฏโฐ วัดภูทอก จ.หนองคาย 4. หนังสือ"ทิพยอำนาจ" นี้ เกิดจากการที่ท่านถูกอาราธนาโดย หลวงปู่ เสาร์ กันตสีโล 5. หนังสือ"ทิพยอำนาจ" นี้ สำเร็จได้เพราะได้รับความร่วมมือจากบุคคลสำคัญ คือ 1) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (พระอุปัชฌายะของท่าน) 2) พระพรหมมุนี (ผู้อำนวยการของมหามงกุฎราชวิทยาลัย) |
![]()
วิธีเจริญวิปัสสนาอย่างลัด
วิธีวิปัสสนาแบบนี้ ผู้ปฏิบัติมุ่งทำลายอาสวะให้เด็ดขาดเลยทีเดียว ไม่พะวงถึงคุณสมบัติพิเศษส่วนอื่นๆ ( ผู้ที่มีอัธยาศัยแบบสุกขวิปัสสโก :-ผู้คัดลอก ) โดยเชื่อว่าถ้ามีวาสนาเคยสั่งสมอบรมมา เมื่อบรรลุถึงอาสวักขัยแล้ว คุณสมบัตินั้นๆ จะมีมาเองตามสมควรแก่วาสนาบารมี และเชื่อว่าคุณสมบัติพิเศษนั้นเป็นผลรายทางของการปฏิบัติ เมื่อเดินตามทางอย่างรีบลัดตัดตรงไปถึงที่สุดแล้ว ก็จะต้องได้คุณสมบัตินั้นๆ บ้างพอสมควร ไม่จำเป็นต้องไปห่วงใยให้เสียเวลา รีบรุดหน้าไปสู่เป้าประสงค์สูงสุดทีเดียว มีวิธีปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) อาศัยสมาธิชั้นใดชั้นหนึ่ง เป็นฐานทำการพิจารณาอารมณ์ของวิปัสสนาไปตามลำดับๆ จนได้ความรู้กระจ่างแจ้งในอารมณ์นั้นๆ เป็นอย่างๆ ไป
**** สมาธิที่มีกำลังเพียงพอ คือฌานที่ ๔ ถ้าต่ำกว่านั้นจะมีกำลังอ่อน จะไม่เห็นเหตุผลแจ่มชัด จะเป็นความรู้กวัดแกว่ง ไม่มีกำลังพอจะกำจัดอาสวะได้
**** ผู้มีภูมิสมาธิชั้นต่ำ พึงทำการเข้าสมาธิสลับกับการพิจารณาเรื่อยไปจึงจะได้ผล อย่ามีแต่พิจารณาหน้าเดียว จิตจะฟุ้งในธรรมเกินไป แล้วจะหลงสัญญาตัวเองว่า เป็นวิปัสสนาญาณไป
(๒) ตีด่านสำคัญให้แตกหัก คือทำการพิจารณาขันธ์ ๕ อันเป็นที่อาศัยของอาสวะนั้นให้เห็นแจ้งชัดโดยไตรลักษณ์ แจ่มแล้วแจ่มอีกเรื่อยไปจนกว่าจะถอนอาลัยในขันธ์ ๕ ได้เด็ดขาด จิตใจจึงจะมีอำนาจเหนือขันธ์ ๕ รู้เท่าทันขันธ์ ๕ ตามเป็นจริง อาสวะก็ตั้งไม่ติด จิตใจก็บรรลุถึงความมีอิสระเต็มเปี่ยม ชื่อว่าบรรลุอาสวักขยญาณด้วยประการฉะนี้
*****************************************
วิธีการเจริญอาสวักขยญาณอย่างรวบยอด สำหรับผู้ปฏิบัติจริงๆ คือ
เข้าฌานอันเป็นที่ตั้งของวิปัสสนา ทำใจให้บริสุทธิ์สะอาดผ่องแผ้ว (ฌานที่4 :- ผู้คัดลอก) แล้วกำหนดสำเหนียกสิ่งที่ปรากฏในจิตใจขณะนั้นโดยไตรลักษณ์ เมื่อเกิดความรู้เห็นโดยไตรลักษณ์แจ่มแจ้งขึ้น จิตก็ผ่องแผ้วพ้นอาสวะทันที
**** การสำเหนียกพิจารณา"ในฌาน" เช่นนี้ จะเป็นไปโดยอาการสุขุมประณีตแผ่วเบา ไม่รู้สึกสะเทือนทางประสาทเลย ไม่เหมือนการคิดการอ่านโดยปกติธรรมดา (นอกฌาน :- ผู้คัดลอก) ซึ่งต้องใช้ประสาทสมองเป็นเครื่องมือ
**** ฉะนั้นผู้ปฏิบัติพึงทุ่มเทกำลังใจลงในการเจริญฌานมาตรฐาน (ฌานที่4 :- ผู้คัดลอก) ให้ได้หลักฐานทางจิตใจก่อนแล้ว จึงสำเหนียกไตรลักษณ์ดังกล่าวแล้ว "จะสำเร็จผลเร็วกว่าวิธีใดๆ "
จบ
วิธีเจริญวิปัสสนาอย่างลัด
โดย
.พระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง , ปธ. 6)
![]()
ขอชี้แจงเพิ่มเติมโดย "ผู้คัดลอกมานำเสนอเป็นกระทู้นี้" :
การฝึกวิปัสสนามีหลายวิธีและสามารถทำได้ทั้งนอกฌานหรืออยู่ในฌาน ดังนั้นวิธีของแต่ละท่านก็อาจแตกต่างกันไป
ผู้ที่มีอัธยาศัยแบบสุกขวิปัสสโก หลายท่านก็จะฝึกนอกฌาน (จิตยังมีนิวรณ์ 5 อยู่)
ผู้ที่มีอัธยาศัยแบบสุกขวิปัสสโก หลายท่านก็จะฝึกในฌาน เพราะท่านเห็นว่า การฝึกในฌานนั้นเป็นการฝึกในขณะที่จิตปราศจากนิวรณ์ 5 อย่างแท้จริง ดังนั้นการที่จะตัดกิเลสและบรรลุธรรมย่อมเป็นไปได้ง่ายมากๆอย่างยิ่ง สมดังข้อความข้างต้น (2 บรรทัดสุดท้ายก่อนจบ) ที่ว่า "ฉะนั้นผู้ปฏิบัติพึงทุ่มเทกำลังใจลงในการเจริญฌานมาตรฐาน (ฌานที่4 :- ผู้คัดลอก) ให้ได้หลักฐานทางจิตใจก่อนแล้ว จึงสำเหนียกไตรลักษณ์ดังกล่าวแล้ว จะสำเร็จผลเร็วกว่าวิธีใดๆ
จากคุณ : ธรรมชาติหนึ่ง [ 27 ก.ค. 2544 ]
ความคิดเห็นที่ 3 : (มุ่งแต่ธรรมเพื่อบรรลุถึงนิพพาน)
วิปัสสนานั้นมุ่งตรงแต่นิพพานถ่ายเดียวแต่พวกคุณอาจจะเลือกทางตรง หรือทางอ้อม ถ้าทางอ้อมคุณก็ต้องมีจิตถึงฌานก่อนแล้วปฏิบัติต่อไปจนถึงบรรลุวิปัสสนาจนถึงพระนิพพาน เเต่ถ้าทางตรงคุณก็ต้องมุ่งแต่สุขวิปัสสโกถ่ายเดียวจึงจะสำเร็จผล สรุปแล้วคุณจะเดินทางอย่างไรโปรดช่วยแสดงความคิดเห็นมาครับท่านสาธุชนทั้งหลาย
จากคุณ : มุ่งแต่ธรรมเพื่อบรรลุถึงนิพพาน [ 31 ก.ค. 2544 ]
ความคิดเห็นที่ 4 : (ken)
ทางที่ไปนั้นคงมีหลายทาง แต่ปลายทางคงเป็นที่เดียวกัน การปฏิบัติจึงอาจจะต่างกัน สำหรับประสบการณ์ของผมเอง ถ้าไม่ได้ทำสมาธิจนจิตสงบได้ระดับหนึ่งก่อนก็ไม่มีกำลังสติที่จะพิจารณา หลงวิปัสสนึกอยู่เสียนาน แต่ไม่ทันกิเลส เมือทำจิตให้สงบได้สักระยะจึงได้ประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจอีกระดับหนึ่ง ความรู้ที่ได้รับนั้นทำให้ละลดกิเลสที่เคยมีลงได้อย่างไม่กลับไปอีก ดีขึ้นเป็นลำดับ ต่างจากเมื่อก่อน ที่สติปัญญาจะไม่ทัน จึงเชื่อและขอบคุณที่คุณธรรมชาติหนึ่งคัดลอกข้อความซึ่งตรงกับที่ได้เคยปฏิบัติได้ผลดีกว่าหนทางอื่นๆ
จากคุณ : ken [ 31 ก.ค. 2544 ]
ความคิดเห็นที่ 7 : (ทุกขะ)
ธรรมะของท่าน หลวงปู่เส็ง ช่างลึกซึ้งดีแท้ สมกับที่ท่านปรารถนาพระโพธิญาณ
จากคุณ : ทุกขะ [ 5 ส.ค. 2544 ]
จบกระทู้บริบูรณ์
![]()