#echo banner="" บุญกุศล หลวงพ่อทอง วัดอโศการาม/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

บุญกุศล

พระญาณวิศิษฏ์ (หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ)

วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

ณ ศาลากาญจนาภิเษก ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓

โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : deedi [ 24 ก.ค. 2543]

วันนี้เราทั้งหลายได้พักจากกิจกรรมหาเลี้ยงชีพและการแสวงหา ความสุขและความเพลิดเพลินตามที่หัวใจต้องการ และพากันมา ประชุมร่วมกัน ณ สถานที่นี้ เรียกว่าเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล เป็นสถานที่กระทำความดี (ความดี เรียกว่า บุญกุศล)

คำว่า บุญกุศล หรือ วิธีทำการกุศลให้แก่ตัวมีมาก บุญกุศล เป็นคำสืบเนื่องมาจากพระพุทธศาสนา เพราะมีพระศาสนา เกิดจึงมีคำนี้เกิด ภาษาโลกไม่มีคำนี้ ในหลักสูตรการเรียน ไม่มีคำว่า 'บุญกุศล' คำนี้มีก็เพราะมีพระศาสนา มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตมี เจตนารมณ์ดี มองเห็นการณ์ไกล มองเห็นความสำคัญของคำว่า พระศาสนา คือ ศีลและธรรม ก็หาวิธีนำศีลธรรมมาผนวกกับวิชา ทางโลก

คนในโลกที่อายุ ๖๐ ปี จะได้ศึกษารู้เห็นว่าวิชา 'ศาสนา' มีอยู่ใน หลักสูตรทางโลก ในระดับชั้นประถม หลังจากนั้นไม่กี่สิบปีก็ไม่มี

นักหลักวิชาการชั้นสูงระดับดอกเตอร์ หรือผู้ที่สะสมความดีให้แก่ สังคมมากจนได้เป็นศาสตราจารย์ ก็คิดวางหลักสูตรขึ้นมาใหม่ หลวงพ่อเป็นคนโบราณ ไม่นิยมสมัย - สมัยใหม่ เพราะสมัยหรือ สมัยใหม่นี้ 'บอบบาง'

สมัยนี้ อะไรก็บอบบาง ไม่คงทนนัก คนสร้างเมื่อโลกพัฒนาสูงสุด ทุกคนก็จะสบายมาก บ้านไม่ต้องมีโรงครัว หม้อข้าวก็ไม่ต้องมี หุงแล้วทิ้งเลย ช้อน ชาม แก้วน้ำ กินแล้วทิ้งไปเลย แทนที่จะต้อง ล้าง เก็บ รักษา เพราะทุกข์ จะทิ้งก็ทุกข์ จะเก็บก็ทุกข์ ผู้มีมันสมอง ก็ต้องคิดเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ กาย

สิ่งที่กลัวกันอีกอันก็คือ ความไม่แข็งแรง โรคง่อย โรคเปลี้ยจะเกิด ง่าย เพราะว่าร่างกายไม่ได้บริหารพอสมควร ในที่สุดจะขี้เกียจจับ หัวใจ เห็นเป็นทุกข์เป็นร้อนไปหมด กินอย่างไรให้เป็นสุข กินแล้ว ทิ้งเลย กินแล้วเก็บไม่เอา กินแล้วเก็บเหมือนคนมีกิเลส แต่ที่จริงนั้น เรายึดตัวขี้เกียจ โรคขี้เกียจ เมื่อโรคขี้เกียจเข้าไปยึดใจแล้ว คนคนนั้น จะได้อะไร ก็ได้หัวใจโง่ หัวใจขี้เกียจ ไม่รู้จักคุณค่า ไม่รู้จักสิ่งที่มีคุณ แก่ตน ไม่รู้จักรักษา คนเช่นนั้นถึงแม้จะปฏิบัติธรรมก็คงไม่ได้ธรรม เพราะธรรมะของพระพุทธองค์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

การทำความดี พระพุทธองค์ทรงบอกไว้แล้วว่า "คนชั่วย่อมทำความดีได้ยาก ทำความชั่วได้ง่าย คนดีย่อมทำความดีได้ง่าย ทำความชั่วได้ยาก"

ขึ้นชื่อว่าความดี ไม่ใช่เราจะทำความดีส่วนเดียว ไม่เหลียวแล ความชั่ว เพราะว่าดีชั่วอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว มองลงไปมีเต็มในกาย ในวาจา ในใจ ความรู้สึกนึกคิด (ความรู้) ก็มีทั้งดีและชั่ว ทั้งไม่ดี และไม่ชั่ว

ดังนั้น จะดู ดี ชั่ว ถูก ผิด บุญ บาป ทุจริต สุจริต อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ก็ค้นลงไปที่กาย ที่วาจา (ปาก) และ จิตของเรา คือ ผู้รู้ นี่แหละ ค้นลงไปที่กาย วาจา ใจ เราเอง ไม่ใช่ที่อื่น ค้นที่อื่นไม่เห็นหรอก

ความตายเราก็เคยเห็น คนตาย สัตว์ตาย แต่เราไม่เคยเห็น ความตายของตัวเอง เห็นแล้วก็ไม่ได้น้อมมาให้เกิดความคิด เกิดสลดสังเวช

อยากได้-อยากไม่ได้ อยากเห็น-ไม่อยากเห็น อยากมี-ไม่อยากมี เราไม่เคยน้อมเข้ามา

ทำบุญทำยากหรือ… วันนี้เรามาทำทาน การบริจาค การเสียสละ ก็เป็นบุญกุศล เป็นการทำความดีแก่ตัวของเราอย่างหนึ่ง บางคน ก็ทำได้ทุกวัน บางคนก็ไม่สามารถทำได้ทุกวัน บางคนก็ทำได้ทุก วันพระ บางคนก็ทำได้ตลอดเวลา ๓ เดือน ตลอดไตรมาส ฯลฯ บางคนก็ทำไม่ได้

นี่คือลักษณะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกใบเดียวกัน มีสภาวะและต่าง ฐานะกันไป สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่แสดงสภาวะ และความเป็นจริงทั้งหลาย ให้เราได้รู้และเห็น

แสดงให้เห็นวิบาก ทำไมมีหญิงชาย รูปร่าง ทรวดทรง ผิว ทำไม ไม่เหมือนกัน อะไรไปสร้าง อะไรไปกำหนด บางคนก็อาการไม่ครบ ๓๒ ทำไม ทั้งที่ทุกคนก็อยากสวย อยากมี แสดงว่าที่ได้มาไม่ใช่ เพราะความอยาก ความปรารถนา อยากได้ดีแต่ไม่ยอมทำดี อยากได้บุญแต่ไม่ยอมทำบุญ อยากมั่งมีศรีสุขแต่เกียจคร้าน ถูกแดดหน่อยก็ไม่ไหว ถูกละอองฝนก็ไม่ไหว อยากเห็นธรรม อยากรู้ธรรม อยากได้บุญจากการปฏิบัติธรรม … ไม่ใช่จะได้ ง่ายๆ หรอก พระพุทธองค์กว่าจะทรงรู้ได้สมปรารถนา ก็ทรง เอาชีวิตเข้าเป็นเดิมพันมาแล้ว นักบวช ฤๅษีชีไพร นิยมลัทธิ ทรมานธาตุขันธ์ นุ่งลมห่มฟ้า ฯลฯ นักพรต กินใบไม้ ใบหญ้า ผลหมากรากไม้ นอนบนหนาม พระพุทธองค์ก็ทรงทำสิ่งเหล่านี้ ด้วยความอยากรู้ อยากให้เกิดปัญญา

หลังจากไม่เสวย ๔๙ วัน สลบไปหลายหน จนเด็กเลี้ยงแกะเอา ข้าวเอาน้ำมาถวาย จึงทรงรอดชีวิต และทรงค้นพบทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) พบว่าคนมีทุกข์ครอบงำไปทางสายกลางไม่ได้ ต้องเป็นคนปกติ หลักของมัชฌิมาคือ ลมหายใจ ตัวชีวิต เรามีชีวิตอยู่ได้เพราะหายใจเข้าออกสลับกันไป ดิน น้ำ ไฟ ก็อยู่ได้ เพราะ ลม เป็นตัวปัจจัยสำคัญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงดำรงทรงอยู่ได้ ก็อาศัยลม ถ้าไม่มีลมทุกอย่างก็ดับ เรียกว่า ตาย อันอื่นดับแต่ยังมีลมอยู่ก็ยังมีหวัง ประสาท หู ประสาทตา ฯลฯ ตายไปเกือบหมด แต่ลมยังมีก็โอเค แต่ถ้า ทุกอย่างยังดีแต่ลมหมด ก็จบ

พุทโธ-ธัมโม-สังโฆ ไม่มีสำหรับพระพุทธเจ้า (เพราะทรงตรัสรู้ชอบ ด้วยพระองค์เอง) มีแต่สำหรับพวกเราพระสาวก เรามีพุทโธ ธัมโม สังโฆ บริสุทธิ์ เป็นสรณะ คือ สังโฆ ผู้เป็นพระจริงๆ ได้ดวงตา เห็นธรรม รู้ธรรมเห็นธรรมตามความเป็นจริง เป็นพระจริงๆ คือ พระอรหันต์ไปจนถึงพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ พระโสดาบัน เหลือต้องเวียนว่ายอีก ๗ ชาติอย่างสูงสุด “ธรรมทั้งหลายที่เราแสดงไว้ดีแล้ว จะเป็นศาสดาของพวกเธอ เมื่อตถาคตล่วงลับไปแล้ว”

เพราะฉะนั้น การละความชั่ว และการบำเพ็ญบุญกุศล จึงต้องทำ การสร้างความดีนั้นไม่สู้กระไร เพราะมีความดีอยากได้ความดีล่อใจ อยู่แล้ว แต่การละความชั่วนี่ยากเหลือเกิน ยิ่งคนที่ติดความชั่วเช่น ติดยาอี ติดยาบ้า เฮโรอีน บุหรี่ เหล้า - ติดอะไรก็ตาม ก็ติดทั้งนั้น ล้วนให้โทษแก่สังขาร ทำลายทรัพย์โดยไม่มีอะไรขึ้นมา ทำสุขภาพ ธาตุขันธ์ที่สมบูรณ์ให้ย่อยยับลงไป เรียกว่าตายผ่อนส่ง ไปเร่ง ความชราอันเป็นปกติของตนอยู่แล้ว เร่งความตายให้มาเร็วขึ้น นี่เราไม่เห็น ถึงเห็นก็มองว่าไม่สำคัญ มองว่ารสชาติที่ติดอยู่สำคัญ กว่า บางคนก็ยอมตาย ยอมติดคุกตาราง แต่ไม่ยอมเลิกสิ่งเหล่านี้

มรรคผลนิพพานมีจริง พระพุทธองค์ก็ทรงพ้นไปแล้ว พระสาวก มากมายเช่นหลวงปู่มั่น ก็พ้นไปแล้ว มีให้เห็นจริง

บางท่านปฏิบัติสมาธิได้แก่กล้า เข้านิโรธสมาบัติ รูป-เวทนา (สุขทุกข์)-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ดับหมด จิตก็ดับไป จาก ธรรมารมณ์ ฟ้าผ่าก็ไม่ได้ยิน แผ่นดินไหวก็ไม่รู้เรื่อง สำเร็จ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ เข้านิโรธสมาบัติได้ (- อันนี้ไม่แน่ใจว่า จดมาถูกต้องหรือเปล่า ใครทราบข้อมูลที่แม่นยำ โปรดช่วยใส่ไว้ ให้ด้วยนะคะ - deedi) ไม่เนื่องด้วยโลก แต่พระพุทธองค์ก็ไม่เอา เพราะอะไร ก็เพราะเห็นว่าไม่ใช่ทาง ไม่หมดกิเลส

รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ก็เหมือนนิพพานน้อยๆ ไม่ทุกข์ แต่ไม่ หมดกิเลส เหตุแห่งวัฏฏะไม่หมด

การทำความดี แม้ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ทำได้ ขันติ สัจจะ วิริยะ เจริญสมาธิ ฝึกสติ ทำได้ทั้งนั้น ในทุกสถานที่ แต่พวกเราไม่เห็น ความสำคัญกันเอง

เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญกุศลไม่ได้อาศัยเพียงวัตถุ เพราะว่าต้อง อาศัยผู้รับ - วัตถุ - ความตั้งใจ จึงจะไปได้สมประสงค์

(หนึ่ง) ทานนี้ก็มีประโยชน์ คือ (๑) ขจัดความเห็นแก่ตัว (๒) แสดงความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (๓) บรรเทาหรือเป็นอุบายคลี่คลายความละโมบ ตัณหา ความ ทะยานอยาก เป็นบรรทัดฐานเบื้องต้น

(สอง) หัดเสียสละความรู้สึก สิ่งที่ไม่ดีที่มีอยู่ในตน ในจิตใจ ออกไปเสีย บ้าง ความเคียดแค้น ความโกรธ ไม่พอใจ โกรธเล็กๆ น้อยๆ ขัดเคือง หัดสละออกไปจากในบ้าง ก็เป็นทาน เป็นยอดของทาน สิ่งชั่วเหล่านี้ยังติดแน่นเพราะเรานิยมพอใจในสิ่งเหล่านี้ จึงแกะยาก เพราะฉะนั้น ต้องพิจารณาให้เห็นโทษของสิ่งเหล่านี้ให้มาก

วัตถุทานก็เป็นผลคือปัจจัย ๔ ก็จะอำนวยให้เราสมบูรณ์พูนสุข ถ้าเราไม่ได้ทำไม่ได้สั่งสมไว้ เราก็ไม่สมบูรณ์พูนสุข

(สาม) มีสติรู้ตัวเสมอ รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับกาย วาจา จิตของเรา รู้ว่าดี ชั่ว ถูก ผิด บุญ บาป ไม่บุญ ไม่บาป นั้น ล้วนเกิดมาเพื่อ ฝึกสติสัมปชัญญะของเรา เมื่อสติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์ เราก็เป็นคนสมบูรณ์ สามารถทำความดีได้สมบูรณ์ นี่คือแนวทาง