#echo banner="" ธรรมบรรยาย พองยุบ ของอาจารย์สัทธรรมรังสี สยาดอ สำนักกรรมฐานสัทธรรมรังษี ประเทศพม่า /

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมบรรยาย พองยุบ

อาจารย์สัทธรรมรังสี สยาดอ

สำนักกรรมฐานสัทธรรมรังษี ประเทศพม่า

แสดง ณ ห้องปฏิบัติธรรมบ้านเธียรสวน กรุงเทพฯ

โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : เตย/ adca@chaiyo.com [ 26 ส.ค. 2544 ]

ขอเจริญสุขท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย บุคคลที่ประสงค์จะเจริญสติปัฏฐานในพระพุทธศาสนา ต่างก็ต้องการจะประสบความก้าวหน้า ในการปฏิบัติธรรม บุคคลที่ประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ต้องการที่จะบรรลุคุณธรรมพิเศษในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นจุดม่งหมาย ของพุทธศาสนิกชนในพระพุทธศาสนา

พระมหากัจจายนะซึ่งเป็นหนึ่งในอสีติมหาสาวก ๘๐ รูป เป็นเอตทัคคะในด้านขยายความย่อให้พิสดาร ได้แสดงองค์คุณของนักปฏิบัติไว้ ๔ ประการ ซึ่งในวันนี้อาตมาจะได้อธิบายความ องค์คุณของนักปฏิบัติ ที่ประสงค์จะประสบความก้าวหน้า และบรรลุคุณธรรมพิเศษ ในทางพระพุทธศาสนาต่อไป

พระมหากัจจายนะเถระได้กล่าวองค์คุณของนักปฏิบัติไว้ ๔ ประการ ประการแรกคือ จกฺขุมาสฺส ยถา อนฺโต นักปฏิบัติถึงแม้จะมีดวงตาก็ตาม ก็ต้องทำตัวให้เหมือนกับคนตาบอด หมายความว่า ถึงแม้นักปฏิบัติจะเป็นบุคคลที่มีดวงตาดีสามารถพบเห็นสิ่งต่างๆ พบเห็นอารมณ์ต่างๆ ภายนอกร่างกายได้ก็ตาม แต่ต้องพยายามทำตัวคล้ายกับตนเป็นคนตาบอด ไม่รับรู้อารมณ์ภายนอกแต่อย่างใด

ท่านสาธุชนทั้งหลาย บุคคลที่มีดวงตาได้พยายามทำตนคล้ายกับเป็นคนตาบอดอย่างไรกัน คือเนื่องจากว่า บุคคลที่มีดวงตา ถ้าทำตนเป็นคน ที่มีดวงตา คือรับรู้อารมณ์ภายนอกต่างๆ หมายถึง รับรู้รูปพรรณสัณฐานของสิ่งภายนอก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นบุรุษ เป็นสตรี เป็นต้นไม้ หรือเป็นสิ่งของ อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของนักปฏิบัติก็จะรับรู้ถึงอารมณ์ภายนอก ขาดสติที่กำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ คือสภาวธรรมการเห็น ด้วยเหตุ ดังกล่าว ขณะที่นักปฏิบัติ ขาดสติระลึกรู้เท่าทันสภาวธรรมการเห็นที่กำลังเกิดขึ้น แต่กลับไปจดจ่อรับรู้ถึงอารมณ์ภายนอก สมาธิก็จะไม่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากขาดสติที่เป็นเหตุให้เกิดสมาธินั่นเอง เมื่อขาดสมาธิที่แน่วแน่ในอารมณ์กรรมฐาน ก็จะไม่สามารถเกิดวิปัสสนาญาณ ที่หยั่งรู้สภาวธรรม ทางกาย กับสภาวธรรมทางจิต ตามความเป็นจริงได้ ด้วยเหตุดังกล่าว พระมหากัจจายนะเถระจึงแนะนำให้นักปฏิบัติ พยายามทำตัวให้คล้ายกับ เป็นคนตาบอด โดยไม่รับรู้อารมณ์ภายนอกแต่อย่างใด

อันที่จริงแล้ว การทำตัวให้เหมือนคนตาบอดนั้น ไม่ใช่หมายถึงการปิดตาของตนเอง ไม่ดูอารมณ์ภายนอก หรือไม่ใช่นำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาปิดที่ดวงตาของตน เพื่อไม่ให้เห็นอารมณ์ภายนอก แต่กลับเป็นการกำหนดรู้ถึงสภาวธรรมการเห็น โดยสักแต่เห็น กำหนดว่า เห็นหนอ เห็นหนอ ไม่สนใจต่ออารมณ์ภายนอกที่กำลังเห็นอยู่ ไม่สนใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือบุรุษ คือสตรี คือเรา คือเขา คือของเรา หรือคือของเขา เมื่อเป็นเช่นนั้น นักปฏิบัติ ที่สักแต่รับรู้สภาวธรรมการเห็น ซึ่งเป็นสภาวธรรมทางจิตของตน ไม่รับรู้อารมณ์ภายนอกที่กำลังประสบอยู่ จัดว่าเป็นบุคคลที่ประพฤติตน คล้ายกับเป็นคนตาบอดนั่นเอง

แท้ที่จริงแล้ว การเจริญสติปัฏฐานโดยสักแต่เห็นอารมณ์ที่กำลังประสบอยู่ ไม่รับรู้รูปพรรณสัณฐานของอารมณ์ที่กำลังประสบอยู่นี้ มิใช่เป็นความเห็นของท่านพระมหากัจจายนะเถระ ถึงแม้พระพุทธองค์ก็ตรัสสอนให้พุทธบริษัททั้งหลาย สักแต่เห็นในอารมณ์ที่กำลังประสบอยู่ โดยตรัสว่า ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ภวิสฺสติ เมื่อเห็นอยู่ จะสักแต่เห็นเท่านั้น โดยไม่รับรู้รูปพรรณสัณฐานของสิ่งที่เห็นแต่อย่างใด

การสักแต่เห็นนั้น หมายถึง เป็นการไม่รับรู้อารมณ์ที่กำลังเห็นอยู่ คือโดยปรกติแล้ว เวลาที่เราได้พบเห็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะรับรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือบุรุษ สิ่งที่เห็นนั้นคือสตรี สิ่งที่เห็นนั้นมีสัณฐานเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวสูงหรือตัวต่ำ ผิวขาวหรือผิวดำ มีรูปร่างสัณฐาน ที่แตกต่างกันออกไป แต่การสักแต่เห็นนี้ หมายถึง เป็นการรับรู้สภาวธรรมการเห็น โดยไม่รับรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร หมายถึงไม่รับรู้ว่าสิ่งที่กำลังพบอยู่นั้นคือบุรุษ คือสตรี มีสัณฐานสูงหรือต่ำ มีผิวขาวหรือผิวคล้ำ ไม่รับรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เห็นแต่เป็นเพียงสัณฐานสั้นยาว ขาวหรือดำเท่านั้น

การเจริญสติปัฏฐาน โดยสักแต่รับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ เป็นต้นว่า สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน เป็นต้นนั้น ในเบื้องแรกของการปฏิบัติธรรม จัดว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยากยิ่ง เพราะจิตของเรามีความเคยชินอยู่กับการรับรู้อารมณ์ภายนอก เมื่อเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะจดจ่อที่รูปพรรณสัณฐาน ของสิ่งเหล่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อนักปฏิบัติได้เจริญสติปัฏฐานสักระยะหนึ่งแล้ว สติมีความต่อเนื่อง สมาธิมีความแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์กรรมฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปฏิบัติที่มีสมาธิกับการเดินจงกรม ขณะที่เดินจงกรม ๓ ระยะ กำหนดว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ขณะที่นักปฏิบัติสามารถ จดจ่อรับรู้อาการเคลื่อนไหวของเท้า ได้อย่างต่อเนื่องและละเอียดนั้น อาจจะมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเดินผ่านมา และนักปฏิบัติก็อาจจะพบเห็นบุคคลนั้น และเมื่อกำหนดว่าเห็นหนอ เห็นหนอ สักแต่เห็นแล้ว นักปฏิบัตินั้นจะไม่รับรู้ว่า บุคคลที่เดินผ่านมานั้นคือใคร คือไม่รับรู้ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นบุรุษ หรือว่า เป็นสตรี รับรู้ว่าเป็นเพียงบุคคลคนหนึ่ง เป็นรูปพรรณสัณฐานอย่างหนึ่ง ซึ่งเดินผ่านมาเท่านั้นเอง แต่ไม่สามารถรับรู้ถึงบุคคลเหล่านั้น ไม่รับรู้เพศ หรือไม่รับรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นบุคคลนั้นคือใครอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะว่าจิตของนักปฏิบัติท่านนั้น ได้จดจ่ออยู่ที่สภาวธรรม การเห็น โดยสักแต่เห็น เท่านั้น

เมื่อนักปฏิบัติได้เกิดสมาธิ ในระหว่างปฏิบัติพอสมควร เวลาเห็นก็สักแต่เห็น โดยไม่รับรู้ถึงรูปพรรณสัณ-ฐานของสิ่งที่เห็น เวลาได้ยิน ก็สักแต่ได้ยิน ไม่รับรู้ความหมายของสิ่งที่ได้ยิน เวลารู้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัส หรือนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ก็รับรู้อาการสักแต่รู้กลิ่น สักแต่ลิ้มรส สักแต่รู้สัมผัส และอาการฟุ้ง อาการนึกคิดเรื่องราวต่างๆ โดยไม่รับรู้ถึงกลิ่นว่าเป็นกลิ่นอะไร ไม่รับรู้รสชาติ ไม่รับรู้ถึงสิ่งที่สัมผัส และไม่รับรู้ถึงเรื่องราว ที่นึกคิดอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตของนักปฏิบัติดังกล่าว ก็จะมีสมาธิแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์กรรมฐาน นักปฏิบัติดังกล่าว จะประสบความก้าวหน้า ในการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีสมาธิตั้งมั่นแล้ว ก็จะเกิดวิปัสสนาญาณที่หยั่งรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง ในที่สุดก็จะบรรลุถึงความสุข กล่าวคือ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นความสุขที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา

อาตมาได้อธิบายความหมายขององค์คุณนักปฏิบัติข้อที่ ๑ คือ แม้จะมีดวงตาก็พึงทำตัวคล้ายกับเป็นคนตาบอด ต่อมาอาตมาจะอธิบาย องค์คุณของนักปฏิบัติประการที่สอง ที่พระมหากัจจายนะได้กล่าวไว้

องค์คุณประการที่สองนั้นคือ โสตวา พธิโร ยถา แม้จะมีหู ก็พึงทำตัวคล้ายกับ คนหูหนวก หมายความว่าถึงแม้ว่าจะมีโสตประสาทที่สามารถได้ยินเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ก็พึงทำตัวคล้ายกับเป็นคนที่หูหนวก โดยไม่รับรู้ถึง เสียงที่ได้ยินนั้น

โดยปรกติแล้ว เวลาที่เราได้ยินเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตของเราจะไปจดจ่ออยู่ที่เสียงที่ได้ยิน ว่าเสียงนี้เป็นเสียงอะไร เป็นเสียงรถ เป็นเสียง คนพูดกัน เป็นเสียงของผู้ชาย หรือว่าเป็นเสียงของผู้หญิง ในขณะที่จิตของนักปฏิบัติได้ไปรับรู้ถึงเสียงดังกล่าวนี้ จัดว่าขาดสติ ที่รู้เท่าทัน ปัจจุบัน อารมณ์ เพราะอารมณ์กรรมฐานคือ กายกับจิตภายในร่างกายที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบนี้เท่านั้น ในขณะนั้น นักปฏิบัติขาดสติ ระลึกรู้ถึง สภาวธรรมการได้ยินที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เพราะจิตของเรารับอารมณ์เพียงอารมณ์เดียว เมื่อขาดสติที่รับรู้สภาวธรรมการได้ยินแต่ไปรับรู้ ไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ได้ยิน จัดว่าในขณะนั้นขาดสติชั่วคราว และสติที่ขาดการระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์ในขณะนั้น ก็ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านอยู่เสมอ เนื่องจากนักปฏิบัติไม่มีสติอยู่แล้ว ด้วยเหตุดังกล่าว พระมหากัจจายนะเถระ จึงได้สอนให้นักปฏิบัติ ไม่พึงรับรู้อารมณ์ภายนอกในขณะได้ยินเสียง พึงทำตัวคล้ายกับเป็นคนหูหนวก ถึงแม้จะมีหูก็ตามแต่ไม่รับรู้เสียงที่ได้ยินซึ่งเป็นอารมณ์ภายนอก พึงจดจ่อตามรู้ที่สภาวธรรมการได้ยิน ซึ่งเป็นอารมณ์ภายในของตนเท่านั้น

การที่นักปฏิบัติได้ประพฤติตนให้เหมือนกับเป็นคนหูหนวกนั้น คือไม่รับรู้ถึงเสียงที่กำลังได้ยินอยู่ ไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงรถ เสียงนก หรือเสียงกา เสียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ไม่พึงรับรู้ต่อเสียงที่กำลังได้ยิน สักแต่กำหนดรู้ถึงสภาวธรรมการได้ยินที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น นักปฏิบัติจึงไม่จำเป็นต้องนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาอุดที่หูของตนเอง แต่การประพฤติตนให้เหมือนคนหูหนวกนั้น เป็นการกำหนดรู้ สภาวธรรมการได้ยิน โดยให้หยุดอยู่สักแต่ที่สภาวธรรมการได้ยินเพียงอย่างเดียว

ท่านสาธุชนทั้งหลาย สาเหตุที่เราสามารถได้ยินเสียงนั้น มีอยู่ ๔ ประการด้วยกัน

ประการแรกคือ โสตประสาท หรือหูของเรานั่นเอง

ประการที่สอง คือ เสียงที่พุ่งมากระทบกับโสตประสาท

ประการที่สามคือ อากาศหรือช่องว่าง

ประการที่สี่คือ มนสิการ หรือการตั้งจิตจดจ่อ อยู่ที่ เสียงนั้น

ขณะที่นักปฏิบัติได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ จดจ่ออยู่ที่อารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาการเคลื่อนไหวของท้องก็ตาม อาการยก อาการย่าง อาการเหยียบของเท้าก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าจะได้ยินเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อนักปฏิบัติ ได้มีสมาธิมากขึ้น แล้ว จะขาดมนสิการคือ ความสนใจจดจ่อต่อเสียงที่ได้ยิน แต่จะสามารถกำหนดรู้เท่าทันถึงสภาวธรรมการได้ยินได้ โดยกำหนดว่า ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ เมื่อเป็นเช่นนั้นถึงแม้ว่าจะมีโสตประสาท ถึงแม้ว่าจะมีเสียงที่มากระทบกับโสตประสาท ถึงแม้ว่าจะมีอากาศหรือช่องว่าง แต่มนสิการ ของนักปฏิบัตินั้น ไม่ใช่มนสิการที่จดจ่ออยู่ที่เสียง แต่จดจ่ออยู่ที่สภาวธรรมการได้ยิน เมื่อเป็นเช่นนั้น นักปฏิบัติดังกล่าว ก็จะสามารถรับรู้ ถึงสภาวธรรมการได้ยิน โดยสักแต่ได้ยินได้ ไม่รับรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงอะไร เป็นเสียงรถ เป็นเสียงนก เป็นเสียงกา หรือเป็นเสียงคนพูดกัน

เมื่อนักปฏิบัติประกอบด้วยองค์คุณประการที่สอง คือ ประพฤติตนให้เหมือนกับเป็นคนหูหนวก ไม่รับรู้ถึงเสียงที่ได้ยินอยู่ สักแต่รับรู้ถึง สภาวธรรมการได้ยินเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น สติของนักปฏิบัตินั้นก็จะมีความต่อเนื่อง สมาธิจะแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์กรรมฐาน แล้วจะเกิด วิปัสสนาญาณที่หยั่งรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง และวิปัสสนาญาณดังกล่าวก็จะแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็จะบรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายในพระพุทธศาสนาได้

อาตมาได้อธิบายความ องค์คุณของนักปฏิบัติข้อที่สอง คือการทำตนให้เหมือนกับเป็นคนหูหนวกแล้ว

ต่อไปองค์คุณของนักปฏิบัติ ประการที่สามคือ ปญฺญวาสฺส ยถา มูโค นักปฏิบัติแม้จะมีปัญญา มีความรู้ความเข้าใจก็ตาม ก็พึงทำตัวเหมือนกับคนใบ้ หมายความว่า ถึงแม้จะมีความรู้ความเข้าใจในการอธิบายธรรมให้กับผู้อื่น ให้เกิดความเข้าใจได้ก็ตาม แต่ในระหว่างที่ปฏิบัติธรรมอยู่นี้ก็ไม่ควรจะพูด ไม่ควรจะออกเสียงออกมา เพราะในขณะที่พูดออกมา นักปฏิบัติจะขาดสติที่กำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์อยู่ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมีปัญญา ก็พึงทำตัวให้เหมือนกับเป็นคนใบ้ โดยพยายามพูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

ท่านสาธุชนทั้งหลาย การสนทนาในระหว่างปฏิบัติธรรมนั้น จัดว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งกับการปฏิบัติธรรม เนื่องจากว่า ขณะที่พูดคุย สนทนาอยู่ จิตของบุคคลที่พูดนั้นจะรับอารมณ์คือสมมติบัญญัติ ได้แก่เรื่องที่กำลังพูดอยู่ บุคคลนั้นจะขาดสติระลึกรู้ ปัจจุบันอารมณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสภาวธรรมทางกายหรือสภาวธรรมทางจิตก็ตาม ก็จะขาดสติระลึกรู้สภาวธรรมเหล่านั้น ผู้ที่พูดคุย โดยใช้ระยะเวลาเพียง ๕ นาที จัดว่าเสียสมาธิ ขาดสติเป็นระยะถึง ๑๐ นาที ทั้งนี้เพราะว่าก่อนที่จะพูดก็ต้องคิดก่อนว่าจะพูดเรื่องอะไร ดังนั้น พระมหากัจจายนะเถระ จึงได้สอน ให้นักปฏิบัติ พยายามทำตัวให้เหมือนกับคนใบ้ โดยที่ถึงแม้ว่าจะมีปัญญา มีความรู้ มีความเข้าใจ สามารถอธิบายให้ผู้อื่นฟังได้ก็ตาม แต่เพื่อที่จะ รักษาสติให้ต่อเนื่องกับการปฏิบัติธรรม จึงควรทำตนให้เหมือนกับคนใบ้ โดยไม่พยายามพูดในระหว่างปฏิบัติธรรมนี้

การสนทนากันในระหว่างปฏิบัติธรรมนี้ จัดว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่พูดกันเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้พูดก็ตาม ผู้ฟังก็ตาม หรือบุคคลรอบข้างก็ตาม จะทำให้บุคคลทั้งสามฝ่ายขาดสติที่ต่อเนื่องในการปฏิบัติธรรม และหลังจากพูดแล้วก็จะนำข้อความนั้น กลับมาคิดฟุ้งซ่านในภายหลังอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น พระมหากัจจายนะเถระจึงได้แนะนำให้นักปฏิบัติพยายามทำตนให้เหมือนกับคนใบ้ โดยจะพูดก็ต่อเมื่อเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด สำคัญที่สุดเท่านั้น ถ้าหากว่าไม่จำเป็นไม่สำคัญ ก็พยายามรักษาความเงียบความสงบไว้ เพื่อการปฏิบัติให้มีสติต่อเนื่อง หลังจากนั้นก็จะเกิดสมาธิและปัญญาต่อมา การที่พระมหากัจจายนะเถระได้อธิบายความว่า นักปฏิบัติพึงประพฤติตนให้เหมือนกับเป็นคนใบ้นี้ ก็คล้อยตามพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ด้วย

อาตมาได้อธิบายความหมายขององค์คุณของนักปฏิบัติข้อที่สาม คือ แม้จะมีปัญญาก็พึงทำตนให้เหมือนกับคนใบ้

องค์คุณของนักปฏิบัติ ประการที่สี่ที่พระมหากัจจายนะเถระได้กล่าวไว้ คือ พลวา ทุพฺพโลริว แม้จะมีกำลังก็พึงทำตนคล้ายกับคนที่ไม่มีกำลัง หมายความว่า ถึงแม้นักปฏิบัติ จะมีสุขภาพดีก็ตาม ก็พึงประพฤติตนคล้ายกับคนที่ไม่มีกำลัง คือพึงเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้า และพยายามตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวนั้น เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้า จะทำให้นักปฏิบัติได้สามารถตามรู้อาการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้โดยละเอียด

ท่านสาธุชนทั้งหลาย บุคคลที่มีพละกำลังนั้น มักจะเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความรวดเร็ว ไม่ว่าจะลุกขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะย่อกายลงก็ตาม ไม่ว่าจะยื่นมือออกไปก็ตาม ไม่ว่าจะหดมือเข้ามาก็ตาม ไม่ว่าจะเหยียดแขนก็ตาม หรือไม่ว่าจะคู้แขนก็ตาม บุคคลที่มีกำลังนั้น จะพยายามเคลื่อนไหว ร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วของบุคคลที่มีกำลัง จะก่อให้เกิดโทษอย่างหนึ่ง คือ นักปฏิบัตินั้นจะไม่สามารถ ตามรู้ อาการเคลื่อนไหวนั้นโดยละเอียดได้ เพราะฉะนั้น เพื่อให้ตามรู้อาการเคลื่อนไหวต่างๆ โดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการลุกขึ้น การย่อกายลง การเหยียด การคู้ การยื่น หรือการจับ เป็นต้น นักปฏิบัติพึงพยายามเคลื่อนไหวให้ช้าที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ พยายามทำตนให้เหมือนกับเป็นคนไม่มีกำลัง คนป่วยหนัก เพราะฉะนั้น พระมหากัจจายนะเถระจึงสอนองค์คุณประการที่สี่ว่า แม้จะมีกำลังก็พึงทำตนให้เหมือนกับคนไร้กำลัง เมื่อสติของนักปฏิบัติ สามารถตามรู้อาการเคลื่อนไหวได้โดยละเอียดแล้ว ก็จะก่อให้เกิดสมาธิ และก่อให้เกิดวิปัสสนาปัญญาที่รู้แจ้งสภาวธรรมตามความเป็นจริงต่อมา และหลังจากนั้น ก็จะสามารถประสบความก้าวหน้า บรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ต่อมาได้

ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้ อารมณ์ที่นักปฏิบัติพึงกำหนดรู้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ กายกับจิตของเรานั่นเอง กายกับจิตซึ่งเกิดขึ้นภายในร่างกาย ที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบนี้ เป็นอารมณ์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ส่วนอารมณ์ภายนอกร่างกายทั้งหมด ไม่ใช่อารมณ์ของการปฏิบัติธรรม นอกจากนั้นแล้ว กายกับจิตซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น จึงจัดว่าเป็นอารมณ์ของการเจริญสติปัฏฐาน ทั้งนี้เพราะกายกับจิตที่ดับไปแล้ว เราไม่สามารถที่จะรับรู้ถึงสภาวธรรมที่แท้จริงของอารมณ์ที่ดับไปแล้วได้ แม้ว่าอารมณ์ที่ดับไปนั้น จะดับไปเป็นระยะเวลาครู่เดียว เพียง ๑ วินาที เท่านั้น แต่นักปฏิบัติก็ไม่สามารถที่จะรับรู้ ถึงอาการซึ่งดับไปแล้วนั้นได้ เพราะฉะนั้นกายกับจิตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะ จึงจัดว่าเป็นอารมณ์ ของการปฏิบัติธรรม เป็นอารมณ์ที่นักปฏิบัติพึงกำหนดรู้เท่าทันอยู่เสมอ นักปฏิบัติที่พยายามกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ โดยพยายามเคลื่อนไหว ร่างกาย อย่างเชื่องช้า ก็จะสามารถตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ หมายถึงเป็นอาการเคลื่อนไหวซึ่งกำลังเกิดขึ้นจากระยะหนึ่งๆ ไปสู่ระยะหนึ่งๆ ได้อย่างละเอียดและชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนั้น นักปฏิบัติที่สามารถตามรู้เท่าทันอารมณ์เหล่านั้น ที่กำลังเกิดอยู่ได้อย่างละเอียดและชัดเจน ก็จะสามารถ ประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม หมายถึงจะเกิดสมาธิที่ต่อเนื่อง จะเกิดสติที่ต่อเนื่อง มีสมาธิที่แน่วแน่อยู่ที่อารมณ์กรรมฐาน และเกิด วิปัสสนาญาณ ที่หยั่งรู้อารมณ์เหล่านั้น ตามความเป็นจริงต่อมา

ในชีวิตประจำวันของเรานั้น เราต้องประกอบภาระกิจต่างๆ ในเรื่องของโลกีย์วิสัย ซึ่งความประพฤติต่างๆ ในโลกีย์วิสัย ในชีวิตที่ครองเรือนอยู่นี้ จัดว่าตรงกันข้ามกับการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ในระหว่างที่ปฏิบัติธรรมอยู่ การกำหนดรู้ หรืออาการเคลื่อนไหวต่างๆ จะตรงกันข้าม กับความเคยชิน ในชีวิตประจำวันที่เราได้เคยชิน ชินอยู่ในด้านโลกีย์วิสัยนั้น

การที่การปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นโลกุตตระวิสัย มีความแตกต่างจากโลกีย์วิสัยในชีวิตประจำวัน ก็เนื่องจากในโลกีย์วิสัยนั้น เราจะต้องมีทัศนวิสัย ที่กว้างไกลในการประกอบธุรกิจการงานต่างๆ ในการแสวงหาเงิน ในการแสวงหาทรัพย์สินเพื่อเลี้ยงครอบครัว บุคคลนั้นจะต้องมีทัศนวิสัยที่กว้างไกล จะต้องรู้จักใคร่ครวญคำนึงถึงอนาคต ใคร่ครวญถึงเหตุผล ถึงผลได้ผลเสีย ซึ่งจะติดตามมาต่อไป แต่สำหรับในโลกุตตระวิสัย ซึ่งเป็นเรื่องของการ ปฏิบัติธรรมนั้น แตกต่างจากโลกีย์วิสัยตรงกันข้ามทีเดียว เพราะในขณะนี้นักปฏิบัติพึงทำตนเหมือนกับทารกแรกเกิด ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบัน เท่านั้น แม้ว่าจะมีดวงตาก็พึงทำตนคล้ายกับเป็นคนตาบอด ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ภายนอกแต่อย่างใด

ในเรื่องของโลกีย์วิสัย ซึ่งเป็นเรื่องของการดำเนินธุรกิจการงานต่างๆ บุคคลที่ดำเนินธุรกิจอยู่ จะต้องมีโสตประสาทที่กว้างไกล กว่าบุคคล ธรรมดา จะต้องได้ยินข่าว หรือสืบข่าวให้กว้างกว่าบุคคลอื่น แต่สำหรับในโลกุตตระวิสัยเป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น นักปฏิบัติพึงทำตัว เหมือนกับ เป็นคนหูหนวกนั่นเอง ไม่รับรู้ถึงเสียง ไม่รับรู้ถึงเสียงที่ได้ยินว่าเป็นเสียงนก เสียงกา เสียงบุรุษ เสียงสตรี สักแต่รับรู้ถึงสภาวธรรมการได้ยิน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว

ในโลกีย์วิสัยที่ประกอบธุรกิจการงานอยู่ บุคคลที่มีปัญญา มีความรู้มีความเฉลียวฉลาด ก็จะต้องใช้คำพูดของตน ให้เป็นประโยชน์ กับการ ดำเนินธุรกิจการงาน แต่ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นโลกุตตระวิสัยนั้น เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับโลกีย์วิสัยโดยสิ้นเชิง คือนักปฏิบัติ ถึงแม้ จะมีปัญญา มีความรู้ความเข้าใจก็ตาม ก็พึงประพฤติตนให้เหมือนกับเป็นคนใบ้ โดยไม่พูดคุยแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะประสบ ความ ก้าวหน้าในการปฏิบัติได้

นอกจากนั้นแล้ว ในโลกีย์วิสัยที่ประกอบธุรกิจการงานอยู่ จะต้องมีความว่องไว จะต้องใช้พละกำลังในการประกอบธุรกิจการงานของตน จึงจะประสบความก้าวหน้าได้ แต่สำหรับในโลกุตตระวิสัยซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน เพราะนักปฏิบัติถึงแม้จะมีกำลังก็ตาม ก็พึงประพฤติตนให้เหมือนกับคนที่ไม่มีกำลัง ให้เหมือนคนอ่อนแอที่ไร้กำลัง พยายามเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า จะทำให้ตามรู้อาการเคลื่อนไหว อย่างชัดเจน และโดยละเอียดได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นนักปฏิบัติดังกล่าว ก็จะสามารถประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม จนในที่สุด สามารถบรรลุผล การปฏิบัติ คือ มรรค ผล นิพพาน ในพระพุทธศาสนาได้

ในวันนี้อาตมาภาพเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายปฏิบัติตามองค์คุณของนักปฏิบัติ ๔ ประการ ตามที่พระมหากัจจายนะเถระได้แนะนำไว้ และสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายในพระพุทธศาสนา คือ การบรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ตามสมควรแก่การตั้งใจ และบารมีธรรมของตนด้วยเทอญฯ ขอเจริญพร