#echo banner="" พระธรรมเทศนา พระอาจารย์เจี๊ย จุนฺโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระธรรมเทศนาเทศน์อบรมพระและฆราวาส

พระครูสุทธิธรรมรังษี (พระอาจารย์เจี๊ย จุนฺโท)

วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

ณ วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ๒ สิงหาคม ๒๕๒๓

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 009383 โดย คุณ : mayrin [ 5 ส.ค. 2546 ]

สะมาโธจะ วิปัสสนาจะ อิมัสสะ
ธัมมะปะริยายัสสะ อะโธสาธายัสมันเตหิ สักกัจจัง ธัมโมโส ตับโปติ

บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย และก็มีครูบาอาจารย์ท่านด้วย อาตมาจะได้แสดงธรรม เพราะฉะนั้น สิ่งอันใดไม่ใช่เป็นนักเทศน์ และก็ไม่ใช่นักดูตำรับ ตำรา เพราะฉะนั้นการพูดการแสดงบางสิ่งบางอย่าง มันก็ไม่ค่อยเข้าหลักเกณฑ์ในตำรับตำรามากนัก

 เพราะฉะนั้นแต่เข้าใจว่าบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายได้เข้ามาอบรมกันในที่นี้เป็นเวลาเนิ่นช้า เราก็มีจุดสำคัญที่ต้องการทำใจอันนั้นให้เข้าถึงความสงบอันนี้ และสิ่งนี้เราก็ได้ยินได้ฟังกันมาเป็นจำนวนมาก

และอย่างวัดอโศการามของเรา ก็มีท่านอาจารย์ต่าง ๆ นานา ได้มาบรรยายธรรมะเป็นส่วนมาก และมีท่านผู้สูง ผู้รู้ ต่าง ๆ นานา อย่างหลวงตานี่ มันก็ไม่ใช่เป็นผู้ที่เข้าใจอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นการเทศน์นั้นก็เป็นสิ่งที่ลำบาก

อย่างพวกเราทุกคนที่มุ่งเข้าหาความสงบ การทำความสงบ นี้เป็นสิ่งสำคัญ บรรดาโลกทั้งหลาย ถ้าเราสังเกตดู อย่างลิเก ที่เล่นอยู่อย่างนี้ เอาเสียงหาเงินมาเลี้ยงชีพของตัว  ตะเบ็งอยู่ได้ทั้งวัน ทั้งคืน หลาย ๆ คืน หลาย ๆ วัน อย่างนี้เป็นต้น เขามีอุตสาหะ พยายามพากเพียร

พวกเราเป็นผู้ที่สละกิจการบ้านเรือนอย่างนั้น มุ่งมาดปรารถนาที่จะหาความสงบ จริง ๆ จัง ๆ นี่เป็นจุดสำคัญของเรา เขาเล่นยี่เก ตั้งหลาย ๆ ชั่วโมง อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่ค่อยจะเหน็ดเหนื่อยเท่าไร เขาก็มีความเหน็ดเหนื่อย ถ้าถึงเวลาที่จะรบกันอย่างนี้

เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เมื่อเราได้โอปนายิโกน้อม เข้ามาแล้ว ก็เป็นคติที่จะสอนเรา อย่างเรานั่งกรรมฐานอย่างนี้ มันเกิดเจ็บ เกิดปวด เกิดเมื่อยขึ้นมาอย่างนี้ เราก็ต้องน้อมสิ่งเหล่านี้ว่า ยี่เกน่ะเขารำได้ทั้งรำทั้งเต้น ทั้งกระโดดโลดเต้นต่าง ๆ นานา ได้เป็นเวลาตั้งหลาย ๆ ชั่วโมง ทำไมเขาทำได้

เราจะสร้างความดีความงามให้กับหัวใจของเรา ให้ใจเราเกิดสงบอย่างนี้ เราจะแพ้ได้อย่างไร  นี่ต้องคิดอย่างนั้น เมื่อถ้าคิดอย่างนั้นแล้วใจมันมีอุตสาหะ มีวิริยะ ความพากเพียรเกิดขึ้น เมื่อความพากเพียรเกิดขึ้นอย่างนั้น แล้วทีนี้จะทำอย่างไร จึงหัวใจจะสงบ

นี่อันนี้อย่างครูบาอาจารย์ท่านก็เทศน์มาต่าง ๆ นานา เทศน์กันสอนกันจนได้ยินได้ฟังเป็นเวลานานมาก จนชินหูว่าอย่างนั้นเถอะ  เพราะฉะนั้นขั้นต้นของการที่จะเข้าสู่ความสงบอันนี้ มันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญแต่เราก็มีหลายครูหลายอาจารย์ หลายหมู่ หลายคณะ

ถึงแม้มารวมกันอย่างนี้เป็น เช่นนั้น ต่างคนก็ต่างเห็นอย่างนั้น อย่างนี้ มันไม่ค่อยอยู่ในจุดเดียวกัน ถึงแม้ว่าครูอาจารย์อันเดียวกัน แต่ว่าได้ศึกษามาต่าง ๆ นานา เป็นเช่นนั้น เราจะต้องทำอย่างไรอันนี้ คือ การใช้บริกรรมนี่เพื่ออะไรแน่ หรือเมื่อบริกรรมเข้าไปแล้วมันเป็นอย่างไร

ใจเรา เราทำมา เป็นเวลานาน ๆ แล้วทำไม เราไม่สังเกต ต้องสังเกตอย่างนี้ เพราะเมื่อเราบริกรรมลงไปตั้งครึ่งชั่วโมง หรือยี่สิบนาที หรือชั่วโมงหนึ่ง อย่างนี้แล้วมันเกิดสงบไหม หรือมันไม่สงบ มันก็ต้องรู้เรา ใครเล่าจะรู้ให้เรา เพราะฉะนั้นการทำใจนี่มันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ความใคร่ครวญตามพินิจพิจารณา นี่เป็นสิ่งสำคัญ

เราสักแต่ว่าหลับหูหลับตา ทำไปเฉย ๆ โดยไม่คิดไม่นึก ไม่ตรึกตรอไม่พินิจพิจารณาให้ละเอียด แล้ววันคืนล่วงไปเปล่า ๆ ไม่ได้ประโยชน์เท่าไรแต่ยังดีกว่าบุคคลที่ไม่ทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อเรา ตั้งจิตที่จะต้องการสงบอย่างนั้น เราก็ต้องการใช้การบริกรรมเข้ามากำกับหัวใจ

การบริกรรมก็อย่างที่เคยเทศน์อยู่เพราะต้องการอะไร ต้องการนั้นไม่ให้ใจของเรา ให้ไปส่ายไปหาอารมณ์ ต้องการให้ใจเราอยู่กับพุทโธ และมีสติกำกับอยู่อย่างนั้น ถึงขนาดนั้น มันยังวิ่งออกไปวิ่งไปนู่นวิ่งไปนี่... ไปสารพัด เพราะจิตนี่มันแห เรียกว่า เหมือนวัวเหมือนควายทีเดียว ที่ยังไม่เคยใช้ถูกเชือกผูกคอก็อย่างนี้

มันก็ดิ้นรน กระวนกระวายเชือกขาด เดี๋ยวก็ต้องตามกันวุ่นวายไปหมด นี่เหมือนใจเราถ้าเทียบแล้วเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เราก็จำเป็นจะต้องเน้นการบริกรรมให้มันเร็วขึ้น นี่ต้องคิดถึงอุบายทำอย่างไรไม่ให้ใจ มันส่ายไปอดีตอนาคต แน่ะเมื่อเราบริกรรมอยู่อย่างนั้น แล้วมันจะไปได้อย่างไร

นี่เมื่อบริกรรมอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเป็นนิตย์อย่างนั้น บางท่านบางองค์มันชักเคยตัว เมื่อการบริกรรมนั้นมีความอ่อนตัวเข้าน้อยเข้า ความรู้สึกน้อยเข้าอย่างนี้แน่ะ มันจะเกิดมีถีนมินธะ เข้ามาครอบนะเราต้องสังเกตซิ ถ้าไม่สังเกตมันก็ไปเสียตกที่ถีนะมิทธะตรงนี้ มันก็เข้าสมาธิไม่ได้มันกางกั้น

สมาธิเมื่อจิตไม่เป็นสมาธิ มันก็เป็นการง่วงเหงาหาวนอนประโยชน์ที่ได้รับก็ไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้น เมื่อเราตั้งใจจริงอย่างนั้น ไอ้ความสัปหงกมันจะมาได้อย่างไร มันมาไม่ได้ เพราะนี่มันขาดหลัก พอเราบริกรรมไปสักหน่อยอย่างนี้จิตมันก็ค่อย ๆ อ่อนลง การว่านั้นเบาขึ้นเบาขึ้น เบาจนกระทั้งลืมตัวแน่ะ

อย่างนี้เหตุสำคัญอยู่ตรงนี้ ถ้าเราไม่แก้ตรงนี้ ถ้าเราไม่แก้ตรงนี้มันก็แก้ไม่ตก แล้วถ้านาน ๆ เข้าหลาย ๆ ปีเข้า ชินเข้า เลยภาวนาก็ไม่เป็น แต่เข้าใจว่าตัวเป็น เข้าใจว่าตัวดี ผลที่สุดภาวนาไม่เป็น เพราะมันติดอะไร องค์ฌานก็ยังไม่ได้ ก็สัปหงกอยู่นี่ แล้วมันจะได้สมาธิแบบไหนสมาธิมันก็ไม่ได้ มันก็ไม่เกิดแน่ะ เป็นเช่นนั้น

นี่ตรงนี้ต้องตรึกตรองแก้ไข นักปฏิบัติ ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้แล้วมันไม่หลุดไปไม่ไหว ไปไม่รอด ต้องแก้ตรงนี้ เมื่อถ้าเราแก้อย่างนั้นได้ให้ใจมันเป็นบริกรรม ลักษณะของสมาธิอยู่ด้วยการบริกรรมอย่างนั้นอย่างหนึ่ง

ใจไม่วอกแวกไปไหน อยู่กับการบริกรรม อย่างนั้นอยู่อย่างนั้นว่าอยู่อย่างนั้น เป็นเวลาสองสามชั่วโมงก็ได้ จิตมันก็ไม่ไปไหน ไม่คิดไปไหน นี่อย่างนี้มันรวมอย่างหนึ่งเหมือนกันแต่รวม ไม่ใช่อย่างชนิดอุเบกขาถ้าว่าชำนาญอย่างนั้นจนกระทั่ง เมื่อมันเข้าเป็นเวลานาน ๆ อย่างนั้น

เราปล่อยอารมณ์คือ หมายความปล่อยการบริกรรมนั้นให้จิตมันว่างเปล่าอยู่ แล้วลองอย่างนั้น สักพักหนึ่งก็กลับเข้ามาอีก กลับเข้ามาอยู่ในตัวเรามาบริกรรมสู้เข้าไปอีก เพื่อจะให้จิตมันมีกำลังขึ้นอีก เพราะได้ทำงาน นี่มันต่างกัน

เมื่อถ้าเราฝึกอย่างนี้จนชำนาญ ทีนี้ก็ใช้การพิจารณา การพิจารณาก็อย่างที่เคยเทศน์อยู่ว่าให้ตัดอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ตัดลงไปอย่างนี้ นึกต้องนึก เมื่อนึกถึงว่าขาหลุด ขาเราหลุดไปข้างหนึ่งไปเน่า อยู่ที่หน้าเท่านี้พอ แล้วก็เพ่งจิตของเรานี่ที่มันสงบตัวนั้นเพ่งไปดูสภาพอันนั้น

มันจะปรากฏไหม ถ้าไม่ปรากฏก็ไม่เป็นไร นึกอย่างนั้น แต่ถ้าว่ากำลังสมาธิมันดีบางทีมันก็เกิดปฏิภาคขึ้น ภาพนั้นขาที่เราบอกให้หลุดไปน่ะ มันก็หลุดไปอยู่ที่หน้า เห็นชัดเหมือนอย่างดูโทรทัศน์ หรืออย่างดูหนังญี่ปุ่นอย่างนั้นเลย นี่ลักษณะเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น จึงว่า  ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นของประเสริฐเมื่อบุคคลผู้นั้น ได้ประสบอย่างนั้นแล้ว ใครจะมาบอกว่าสมาธิไม่มี เราจะเชื่อไหม เราก็ไม่เชื่อซิ เพราะมันเกิดขึ้นกับตัวเราเอง มันประจักษ์ ขาเราให้หลุดมันก็หลุดออกไป

กำหนดให้มันเปื่อย มันก็เปื่อยออกไปให้มันเป็นกระดูกมันก็เป็นกระดูก อยู่อย่างนั้น เอากลับเข้ามาตัวเราก็เข้ามาได้ แล้วทีนี้เอาหัวออกไปบ้างหัวก็หลุดออกไปอย่างนั้นนี่ นี่ลักษณะอย่างนี้ จึงเรียกว่าเป็นสมาธิ นี่ยังอยู่ในขั้นลักษณะของสมถะอยู่ ยังไม่ใช่วิปัสสนา

เมื่อเล่นอย่างนี้ จนชำนาญคล่องแคล่ว ลักษณะสมาธิอย่างนี้ เป็นสมาธิที่มีกำลังแข็งแรง กำลังที่มีความเด็ดเดี่ยวอย่างนี้ เมื่อถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็จำเป็นจะต้องใช้การค้นคว้าพินิจพิจารณา การค้นคว้าพิจารณาก็ต้องพิจารณากายนี่ หรือจะเอาอะไรอันหนึ่งมาพิจารณา

เมื่อเราจะพิจารณากายก็ตัดส่วนออกไป เป็นชิ้น ๆ ส่วน ๆ อย่างนั้น แต่บางทีถ้าสมาธิมันยังกล้าแข็งอยู่มาก อย่างนั้น ในลักษณะที่ตัดอย่างนั้น บางทีก็ยังมีส่วนที่ปรากฏเป็นปฏิภาคอยู่ แต่เราอย่าไปเสวยในขณะที่เป็นปฏิภาคอยู่ให้เริ่มพิจารณา ไปให้จิตมันเดินอยู่อย่างนั้น แล้วมันเดินอยู่อย่างนั้นแล้วปฏิภาคตัวนั้นจะดับ

เมื่อดับอย่างนั้น เราอย่าเข้าใจว่าสมาธิเสื่อม ลักษณะไม่ใช่สมาธิเสื่อม ลักษณะนั้นมันจะลักษณะของการเดินปัญญา ถ้าเดินปัญญาแล้วลักษณะของปฏิภาคจะไม่ปรากฏขึ้น เมื่อเดินมากเท่าไร จิตยิ่งไม่ไปไหน เราจะนึกสิ่งใดก็ได้สมความปรารถนา อย่างนั้นตลอดเวลา เป็นเวลาตั้งชั่วโมงสองชั่วโมง ก็พิจารณาได้อย่างนั้น

จิตเดินเฉพาะกายอยู่อย่างนั้น เดินขึ้นเดินลงเดินไปเบื้องซ้าย เดิน - เบื้องขวา ขึ้นจากเบื้องปลายเท้ามาถึงศีรษะเดินได้ตลอดตับไตไส้พุงทั่วไปหมดอย่างนั้น นี่ลักษณะนี้สติมันควบคุมอยู่ท่านเรียกว่าปัญญาเข้าไปพิจารณาเป็นอย่างนั้น

เมื่อถ้าพิจารณาอย่างนี้แล้ว มันก็แจ้งชัด ถ้าเมื่อเราพิจารณาอย่างนั้นชั่วโมงหนึ่ง วางจิตลงไปให้มันเข้าไปสงบอย่างนั้น เป็นเวลาได้ชั่วโมงหนึ่งเต็มที่ไม่มีการปรุงไปไหนเลย นั่นใจอย่างนั้นแล้ว ถีนมิทธะก็ไม่มีเข้ามาครอบงำ จิตผ่องใสสว่างสะอาดหมดจดแจ่มใสชื่นเบาหมดอย่างนั้น

นี่สมาธิอย่างนี้เรียกว่าสมาธิสมควรแก่การงานที่เราจะต้องพิจารณาอย่างนั้น นี่สมาธิต้องเป็นอย่างนั้น พักตั้งสองชั่วโมงก็ได้เมื่อเรารู้พัก การพักอย่างนั้นเข้าไปเสวยความสุข มันไม่ใช่ทำงาน

เปรียบเหมือนอย่างคนที่จะทำนา เราไปจองป่าที่จะทำนา จะต้องทำอย่างไรแน่ะ มันก็ต้องขุดตอออกให้หมด ขุดตอเสร็จก็ต้องปั้นคันนาเมื่อปั้นคันนาเสร็จแล้ว ขังน้ำได้ น้ำลงมาก็ต้องไถหญ้า ไถดินนั้นให้มันพรวนขึ้นมา แล้วต้องคราดเข้าไปอีก

นั่นหลายประโยคแท้ ๆ เหมือนกับเรายิ่งภาวนายิ่งละเอียดกว่านั้นนั่นซิ นี่พอเข้าไปสงบหน่อย ก็ไปอยู่อย่างนั้นแล้ว มันจะได้เรื่องอะไร การเข้าไปสงบอย่างนั้น มันไม่ใช่ลักษณะทำงาน มันเป็นลักษณะที่เข้าไปซุกตัว เข้าไปนอนให้สบายเท่านั้น

คืนหนึ่งคืนหนึ่งก็ผ่านไปอย่างนั้น  แรมปีก็ผ่านไปอย่างนั้น มันก็ไม่เกิดประโยชน์ซิ

การค้นคว้าพินิจพิจารณาอย่างนั้น เพื่อประสงค์อันใดนี่ เมื่อสติเข้าไปจดจ้องกับปัญญาอย่างนั้นแล้ว มันก็จะเห็นซิเห็นของที่เรียกว่าเป็นของไม่เที่ยง เพราะอะไร เพราะใจที่ส่ายออกไปอย่างนั้น กำหนดอย่างนั้น

พิจารณาอย่างนั้นเข้าใจว่าสิ่งนี้ขาว สิ่งนี่แดง สิ่งนี้ดำ สิ่งนี้เจ็บป่วย เจ็บที่ข้อเท้า ข้อมือ ปวดหลังปวดเอว อย่างนั้นอย่างนี้ต่าง ๆ นานาประการ แล้วใครเป็นคนไปว่ามันเจ็บ แน่ะตัวนี้ที่ตัวเหตุสำคัญ ไอ้เอวขาปวด ใครเป็นคนว่าปวด ปวดมันเกิดที่ไหน

 นี่เราต้องตามดูตัวนี้ ดูตัวนี้อย่าไปดูที่ขา ต้องดูผู้ที่ว่าปวด ปวดหลัว ปวดเอวดูตรงนี้ ดูตรงนี้ให้ชัด ๆ แล้วมันมักจะมีกิริยาที่แปลกขึ้น ดูให้มาก ๆ พิจารณาให้มาก ๆ ตรงนี้ ดูตรงนี้เอง นี่พิจารณาอย่างนี้ ค้นอยู่อย่างนั้นไม่ต้องถอยมัน

เมื่อเวลามันดีแล้วอย่าไปถอย เอากันเร่งเต็มที่เลย จิตมันได้กำลังแล้ว ต้องพิจารณาอย่านอนใจอยู่ นี่พิจารณาอย่างนั้น ค้นลงไปว่าใครมันเจ็บ ไอ้ใจที่ว่าหรือใครว่าใจ ใจมันอยู่ที่ไหน ใครว่าใจ จิต จิต ใครว่าจิต ค้นลงไปซิ พิจารณาลงไปไม่ต้องถอย ค้นลงไปให้มาก อย่าไปถอย

มันเจ็บ ก็ยิ่งสู้กัน เรานั่งไม่ได้ให้มันตาย ให้ขามันหลุดลองดูลองดูอย่างนี้ มันไม่หลุดใจมันประเดี๋ยวก็ต้องชนะ เพราะใจอันนั้นเมื่อเวลามันเข้า พิจารณามากพอเข้าแล้วมันลืมการเจ็บปวด การเมื่อยนั่งสบายเลย จิตเข้าไปสงบอีก เมื่อเข้าไปสงบก็ถอยกลับเข้ามาพิจารณาอีกอย่างนั้น

เมื่อมันสมบูรณ์บริบูรณ์ของมันเต็มที่แล้ว ที่มันจะเห็นกันแจ้งชัดจริง ๆ ขึ้นในหัวใจของผู้ปฏิบัติ เรียกว่าปัญญาอันแท้จริงอันนั้น ก็ต้องเห็นผู้ที่ไปว่าขาเจ็บมือเจ็บเอวเจ็บขาเจ็บผู้นี้เอง ไม่ได้ไปเห็นที่ไหน เห็นผู้ที่ตำหนิว่าเขาเจ็บ มือเจ็บเอวเจ็บแข้งขาเจ็บตัวนี้เอง ไม่ได้เห็นที่ไหนเลย เห็นที่ผู้ไปว่าตัวนี้

เมื่อเห็นตัวนี้แล้ว มันจะต้องมีอะไรอีกล่ะ มันก็วางซิ เพราะมันประจักษ์ความจริง เพราะ ตัวนี้เป็นตัวเจ้ามายาสาไถย ตัวเจ้าเล่ห์เจ้ากลตัวหลอกลวงเราต่าง ๆ นานา อันนี้ หัวใจตัวนี้เองเมื่อเราเห็นชัดอย่างนั้นแล้ว มันก็ต้องวางเองมันล่ะ เพราะมันชัดอย่างนั้นมันก็วาง

แต่สภาพของสังขารนี่เราบังคับไม่ได้ แต่มีได้บางครั้ง บางคราวสมาธิดี เมื่อเราเข้าไปกำหนดพิจารณามาก ๆ เข้าแล้วจนเข้าสมาธิละเอียดเข้าไปให้มาก ๆ อย่างนั้น แล้วก็ต้องผ่อนลมเรื่อยลงไปแต่ท้องขึ้นมาจนกระทั่งถึงลมหายใจเป็นลำดับขึ้นมาเรื่อย อย่างนั้น

เวทนายิ่งกล้า สู้กันอย่างนั้น ผ่อนเข้ามาเรื่อยจนกระทั่งมาถึงนาสิก คือ ที่จมูก เมื่อถึงจมูกแล้ว ก็ต้องค่อย ๆ ผ่อนเรื่อยไป ๆ จนให้ลมมันหยุดได้ยิ่งดี ก็แล้วแต่ของใครของมันอย่างนี้ ถ้าจนเข้าลมหยุดได้แล้วเวทนาคือกายนั้นจะไม่รู้สึก อย่างนี้สมาธิละเอียดอย่างนี้ละเอียดมาก

นี่สำหรับระงับเวทนาไม่ใช่ลักษณะของการค้นคว้าพินิจพิจารณา สำหรับระงับเวทนาที่เจ็บปวดเวลาเป็นไข้เป็นอะไรต่าง ๆ นานาอย่างนี้ นี่อีกชนิดหนึ่ง

แต่เข้าไปค้นคว้าอย่างนั้น มันเป็นเหตุสำหรับปัจจุบันที่เราพูดเราคุยเราออกมาอย่างนี้ เมื่อสติมันค้นบริบูรณ์สมบูรณ์แล้ว จิตที่มันจะเขวไปที่ใด มันก็ต้องตามทันอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้น ท่านเรียกว่าปัญญา ทำลายรากฐานตัวนี้แล้วมันก็แจ้งชัดขึ้นมา

เมื่อแจ้งชัดอย่างนั้นแล้ว ใครจะว่าอะไรก็ช่างมัน แต่ของเรามันดี แต่ก็ต้องดีให้ถูกหลัก ถ้าไม่ถูกหลักมันก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการค้นคว้าพินิจพิจารณานี่เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราไปเมาอยู่ในสมาธิ มันก็ได้แค่สมาธิเท่านั้นเอง วันหนึ่งคืนหนึ่งก็ล่วงไป ๆ อย่างนั้นแล้วไม่ได้ ผลที่จะได้รับรู้สึกว่าน้อยไป

เพราะฉะนั้นการค้นคว้านี่เป็นหลักสำคัญที่สุดของนักปฏิบัติ ถ้าใครยังไม่เข้าเขตในการค้นคว้าแล้ว สมาธิตัวนั้นยังพึ่งตัวเองไม่ได้ พึ่งตัวเองไม่ได้ต้องอาศัยผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ถ้าได้ค้นคว้าพินิจพิจารณาได้มาเห็นชัดเห็นโทษตัวผู้ค้นนี่ตราบใดแล้ว ก็พึ่งตัวเองได้แล้ว

ผู้นั้นชัดขึ้นอย่างนั้นแล้วพึ่งตัวเองได้ สันทิฏฐิโกเห็นเองเห็นชัดเลย ใครจะว่าอย่างไรก็ชัด เพราะฉะนั้นนี่การบำเพ็ญก็ต้องอาศัยอย่างนี้ ค้นคว้าอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ ให้มันแจ้งชัด

เพราะฉะนั้นการแสดงธรรม อาตมาวันนี้รู้สึกเหนื่อย ๆ ไม่ค่อยสบายนัก เจ็บเอวมาก เพราะฉะนั้นก็แสดงพอย่อ ๆ พอเป็นข้อคิด เอาไปพินิจพิจารณา เมื่อท่านทั้งหลายได้ใคร่ครวญ พินิจพิจารณาแล้วน้อมไปประพฤติปฏิบัติ สิ่งอันใดที่เป็นประโยชน์ก็น้อมไปพิจารณา สิ่งอันใดที่ไม่เกิดประโยชน์ก็เอาวางทิ้งไว้

ต่อนั้นไป ท่านทั้งหลายก็จะได้พบประสบแต่ความสุขความเจริญ งอกงามในศาสนธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมพุทธเจ้า ดังได้แสดงมาก็สมควรแก่กาลเวลา เอวังก็มีด้วยประการนี้

คัดลอกจาก: พระธรรมเทศนา ท่านพระครูสุทธิธรรมรังษี (พระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท)

จากคุณ : mayrin [ 5 ส.ค. 2546 ]

ความคิดเห็นที่ 1 : (ชอบอ่าน)

สาธุ!  ขออนุโมทนาต่อคุณ mayrin ด้วยนะคะ  ที่ได้เมตตานำธรรมของพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาฝากอยู่เสมอ

เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมานี้  และเมื่อวันพระที่แล้วนี้  หนูกับคุณแม่ได้ไปกราบหลวงตาเจี๊ยะท่านมาค่ะที่วัดป่าภูริทัตตาราม ที่ปทุมธานีนี่ล่ะค่ะ  ท่านยังอาพาธอยู่และยังต้องนั่งเก้าอี้เข็นเหมือนเดิม  ถ้าสาธุชนท่านใดอยากไปกราบท่าน  พระและเณรผู้อุปัฏฐากท่านจะเชิญท่านออกมารับอากาศบริสุทธิ์ช่วงเย็น ๆ ทุกวันค่ะ  ระหว่าง ๑๗.๐๐-๑๘.๓๐ น.  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าฝนตกหรือเปล่าด้วยค่ะ

ตามคำเล่าของผู้ที่คอยเฝ้าดูแลท่านน่ะนะคะ  ท่านยังสามารถรับรู้ได้  แต่ท่านไม่ค่อยพูดแล้วล่ะค่ะ ตลอดเวลาที่ไปท่านก็ได้แต่มองเฉย ๆ  แต่คงมีปฏิกริยาตอบสนองกับพระเณรต่าง ๆ เวลาที่ท่านอยู่ข้างในกุฏิน่ะนะคะ

ท่านใดที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลแล้วอยากไปกราบครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  และเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ ๒ องค์สุดท้ายของหลวงปู่มั่นแล้ว (อีกคนคือหลวงตามหาบัว อย่างที่ท่านทั้งหลายคงจะทราบแล้วน่ะค่ะ)  มีโอกาส มีเวลาว่างก็น่าแวะไปนะคะ เวลาไปแล้วไม่เห็นมีใครมากราบท่านเลยแล้วรู้สึกใจหายยังไงก็ไม่ทราบ

ที่วัดมีบริเวณเจดีย์ตรงกลางที่ด้านล่างเป็นโถงสำหรับให้ไปปฏิบัติได้ด้วย  โดยมากจะอากาศดีตลอดเลยค่ะ  ร่มรื่น  เพราะมีต้นไม้ เป็นป่าครึ้มอยู่นั่นเอง  นอกจากนี้ ท่านที่อยากสนับสนุนโครงการผ้าป่าช่วยชาติของหลวงตามหาบัว ก็ยังสามารถถวายผ่านทางหลวงตาเจี๊ยะได้ด้วยค่ะ  เพราะทางวัดป่าภูริทัตตารามก็จะรวบรวมนำไปถวายหลวงตามหาบัวในงานบุญวันที่ ๑๒ สิงหาคม นี้  ที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ด้วยค่ะ

ไม่ทราบว่านอกเรื่องของกระทู้ไปหรือเปล่า  ต้องขอประทานโทษคุณ mayrin ด้วยนะคะ  บังเอิญเพิ่งไปกราบท่านมาและมาได้อ่านธรรมของท่านในนี้  เลยอยากเสริมน่ะค่ะ

สวัสดีค่ะ

จากคุณ : ชอบอ่าน [ 5 ส.ค. 2546 ]