#echo banner="" ปฏิปทาธรรม ของ หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ปฏิปทาธรรม ของ หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม

คัดลอกจาก: อนุสรณ์ หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม

วัดป่าวิทยาลัย ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบศีรีขันธ์

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 008309 - โดย คุณ : mayrin [20 มี.ค. 2546 ]

อาตมาที่จะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องที่มันเริ่มเองโดยอัตโนมัติ เพราะอาตมาไม่ได้ทำไม่ได้หัด เป็นแต่ปฏิบัติที่กาย ที่ใจของอาตมาเท่านั้น และไม่ได้แต่งเรื่องให้เป็นที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เพราะใจคนมีหลายชนิด

อาตมาที่เข้าใจว่า ใจคนเป็นเครื่องหลอกลวงตัวตน หลอกลวงเราอยู่ทั้งนั้น ใจของเราทุกคน ส่วนอาตมาก็มีอยู่เหมือนกัน แต่อาตมาไม่เชื่อ แล้วโมเอาอะไรเป็นใจ ลองว่าให้อาตมาฟังซิ เอาอะไรเป็นใจอาตมาจะได้บอกให้ฟัง

ถ้าโยมเอาอะไรเป็นใจ เอาอะไรเป็นกาย กายอยู่ที่ตรงไหน และการมาฟังเทศน์ต้องการอะไร ถ้ามานั่งฟังต้องการเอาแต่บุญ บุญหรือนึกว่ามานั่งฟังเงียบ ๆ ก็ได้บุญแล้วก็ดี แต่ถ้ามานั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ได้อะไรไป ไม่ได้ข้อคิดอะไรไป ตามธรรมดาไม่ได้อะไรไปก็ดีอยู่แล้ว ถูกดีแล้ว

แต่เรื่องข้างนอกได้ไป เก็บเอาไปทำไม ถ้าฟังเทศน์ไม่ได้อะไร เรื่องข้างนอกก็ไม่ควรเอามาใส่ใจเรา ใจของเราลองสอบดูซิว่า ใจของเรามีตัวตนอยู่ตรงไหน ในกาย ในใจ ถ้าอาตมาสอบก็จะแนะนำให้ เข้าใจเรื่องกายกับเรื่องใจของเรา

กายมีธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม อะไรมีตัวตนลองสอบสวนดู ตัวตนอยู่ตรงไหน ตา หู จมูก ลิ้น กาย มี ๕ นั้นก็เป็นโรคจิต แล้วลองค้นหาดูซิว่า ตัวตนอยู่ตรงไหน ในนาม ๔ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนาม

แล้วเราเอาอะไรเป็นใจ ความคิดเป็นอะไร ลองตอบให้อาตมาฟังซิ อาตมาไม่เชื่อเลยความคิด อาตมาปฏิบัติที่ชำระล้างความคิดให้มันหมดจนเท่านั้นเอง มันจะคิดดีคิดชั่วอย่างไร ก็ตาม

เมื่อคิดดีอาตมาก็ไม่กระทำตาม หรือทำก็ไม่ยึดถือว่าเรากระทำ ความคิดชั่วเกิดขึ้นมาอาตมาก็ไม่ทำตามหรือไม่รังเกียจ ทั้งดีก็ไม่รังเกียจ ทั้งดีก็ไม่ยึดถือ ทั้งชั่วก็ไม่รังเกียจ เพราะอาตมาเห็นเป็นเครื่องล่วงเฉย ๆ เกิดขึ้นดับไป ไม่เห็นมีตัวตนตรงไหน

ใจคนเราเหมือนจอหนัง ถ้าเขาไม่ปรุงแต่งขึ้นมา มันก็ว่างเปล่า แต่คนเราไม่ชอบอยู่ว่าง ไปหาเรื่องมาใส่ตน ก็มีเรื่องอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้น ก็คือ เรื่องดี กับเรื่องชั่ว เรื่องรัก กับ เรื่องโกรธ เรื่องรักถ้าเราไม่มีเสียแล้วเราไม่เป็นคน จิตใจสงสัยรักใคร่ใคร เรื่องโกรธก็คงไม่มี เรื่องรังเกียจก็คงไม่มี คงไม่มีแน่

นี่เราไปหลงรักไอ้ความรังเกียจ ก็คงมีเพราะมันอยู่เป็นของคู่กัน ถ้าอาตมาสอนโยมก็สอนให้โยมรักษาศีล ศีล ๑ เท่านั้นเอง คือ กาย ๑ วาจา ๑ ใจ ๑ ถ้าโยมตามรักษาใจ ศีลก็ได้มา สมาธิก็เป็น ปัญญาก็มี ทีนี้ กายสังขาร วจีสังขาร สังขารนั้นมี ๑ เท่านั้น แต่ว่าอาการมี ๓

ฉะนั้น อาตมาไม่เชื่อผลทั้ง ๓ ที่บัญญัติว่ากุศล กายก็บัญญัติ วาจาก็เป็นตัวพูดออกมา จิตเป็นตัวแต่ง จิตไม่มีตัวตน เจ้าสังขารก็เป็นผู้แต่งกาย แต่งวาจา แต่งจิต ถ้าแต่งมาให้ดีเราก็ไม่ยึดถือ ไม่ยึดถือในสิ่งที่ดี ชั่วเราก็ไม่ยึดถือ อย่างนี้

อาตมาให้โยมเข้าใจอย่างนี้ ถ้าโยมเข้าใจอย่างนี้ โยมอยู่เป็นกลางไม่ยึดถือ ทั้งดีทั้งชั่วแล้ว โยมทำได้ใน ๒๔ ชั่วโมง โยมอยู่บนเกวียนวัวขาวตลอดวันเลย ไม่มีอะไรเกิด เมื่อไม่มีอะไรเกิดความดับก็ไม่มี ถ้าโยมเข้าใจอย่างนี้แล้ว ความรักมันเกิดขึ้นโยมก็วางใจให้เป็นกลาง ความโกรธเกิดขึ้นโยมก็วางใจให้เป็นกลาง

ถ้าโยมทำได้อย่างนี้ใจก็พ้นจากความหวั่นไหว ถ้าโยมไม่รู้จักความหวั่นไหว ความดีใจก็หวั่นไหว ความเสียใจก็หวั่นไหว ถ้าโยมเข้าใจว่าสูงกว่าคนนี้โลกหรือคนก็ตาม ต้องมีใจหวั่นไหว ดีใจเสียใจมีอย่างนี้ ถ้าผู้ที่เหนือคนเหนือโลก ท่านพ้นจากความหวั่นไหว

เพราะความหวั่นไหวนั้น มันไม่ใช่ใจของเรา เป็นเครื่องลวงเท่านั้น ถ้ามันยังหวั่นไหวอยู่วันยังค่ำ อาตมาก็เชื่อว่าจะมีสภาวะหรือมีตัวตน มันหวั่นไหวชั่วขณะของมันเท่านั้นเอง

อย่างที่มันหวั่นไหวอาตมารู้เท่า ที่มันหวั่นไหวมันก็มาสอบอาตมาไม่ได้ นี้อาตมาปฏิบัติอย่างนี้ จะพูดสิ่งหนึ่งให้คนพอใจหรือ เพราะไอ้สิ่งนี้หนึ่งก็คงพูดให้ไม่พอใจ ถ้าอาตมาไม่ให้ยึดถือทั้ง ๒ อย่างเลยคือ ความพอใจ และความไม่พอใจ

ในตัวของเราที่ท่านบัญญัติขึ้นต้นก็ กาย เวทนา จิต ธรรม มีสติปัฏฐาน บัญญัติ เรียกว่า สติปัฏฐาน เมื่ออาตมาเชื่อว่ามีเท่านั้น มีนามกับรูปเท่านั้น ก็พิจารณาลงไปอะไรก็กาย ใครยึดถือว่าเป็น ใครยึดถือกายว่าเป็นตัวตนของเรา ใครไปยึดถือว่าเรา ว่าตัวตนของเรา สอบสวนธรรมลงไปอย่างนี้

เมื่อเราสอบสวนให้กับเราอย่างนี้ เมื่อสอบสวนขึ้นไปปรากฏลงไป ที่กายกับใจ มี ๒ อย่าง มีนามกับรูป ใครไปยึดถือว่าเป็นตัวตน ใครไปรู้ว่าเป็นตัวตน ใครไปจำว่าเป็นตัวตน ใครไปคิดว่าเป็นตัวตนของเรา ทำอย่างนี้ทบไปทวนมาอย่างนี้ เมื่อประสบเข้าแล้ว ที่อาตมาเป็นผู้พิจารณาก็หมดไปที่นั้น ไม่มีอะไรเป็นตัวตน อาตมาก็ไม่ใช่เป็นคนรู้ สิ่งที่ปรากฏคนก็หมดไปเท่านั้นเอง

ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปแยกออกซิว่าตัวตนอยู่ที่ตรงไหน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ตัวตน มันอยู่ตรงไหน ฉะนั้น อาตมาจะให้ความสั้น ๆ สุดยอด ก็ถ้าสิ่งใดกระทบตา สิ่งใดกระทบหู จมูก ลิ้น กาย ทั้ง ๕ นี้ ถ้ายังคงอยู่ที่ใจของโยม กระทบตามันจะเกิดอะไร มันจะเกิดรักหรือเกิดโกรธ หรือมันเกิดอย่างไร

ถ้าโยมสัมผัสราคามันเกิดที่ไหน มันเกิดที่ตาหรือเกิดที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ทั้งหมดนั้นมันเป็นทางต่างหาก แล้วคนเราเข้าใจว่าใจของเราวิ่งออกไป แต่มันมากระทบใจเราต่างหากละ ถ้าอาตมารักษาใจเป็นหนึ่งเท่านั้นเอง เรามารักษาใจอย่างเดียวเราก็ไม่ล่วงกาย ล่วงวาจา ถ้ามันเกิดขึ้นมาเมื่อไรก็พิจารณาคือ ไม่กระทำตาม

อย่างนี้สัมผัสทางตา รูปสัมผัสกับตาก็คงเป็นไฟ นี้โลกนี้มันเกิดอย่างนี้ เมื่อสิ่งสัมผัสตาเป็นไฟ อย่างไร วิญญาณกับตาก็เป็นไฟ เมื่อสัมผัสเข้าแล้วเกิดสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ราคัดลินา โทสัคคินา โมหัคคินา ชาติยา ชะรามาระณัง โสกะปะริเทอะทุกขะโทมะนัสอุปายาสะ

ท่านไปสอบดูซิ มันมีจริงอยู่วันยังค่ำ ไหนอาตมาจะเล่าให้ฟังต้องเอาของจริงที่ตัว ถ้าเราไม่ยึด ไม่พิจารณาตัวของตัวให้รู้จักของจริง จริงคืออะไร จริงสมมติว่าตา สมมติว่าหู จมูก ลิ้น กาย วิญญาณสมมุติ บัญญัติไม่มีตัวตน

เราหลงไปเชื่อความคิดอันนั้นว่า เป็นตัวตนว่าน่ารักน่าเกลียด อะไรต่าง ๆ นี่ สิ่งต่าง ๆ มันเกิดขึ้นที่ความรู้และที่ใจ อาตมาก็พิจารณาคืน ถ้ามันโกรธ ใครรู้โกรธ ชำระที่ใจอย่างเดียว ไม่ต้องไปชำระที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย

มันเกิดพอใจ หรือมันเกิดไม่พอใจถ้ามันเกิดพอใจเป็น โลภะ ถ้ามันเกิดไม่พอใจเป็นโทสะ นี่ก็เป็นสุขเวทนาหรือ ทุกขเวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ ขอให้ท่านไปสำรวจดูใจของท่านทุกคน ถ้ามันไม่มีจริงอย่าเชื่ออาตมานี่ อย่างนี่ อย่าเชื่อ ต้องให้เห็นจริงที่ตัวของเราว่า สิ่งสัมผัสเข้าแล้ว มันเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร หูสัมผัสเสียง วิญญาณกับหูก็เป็นไฟ

ฉะนั้น ถ้าพูดกันจริง ๆ ก็คือเอาเทศน์ของพระพุทธเจ้ามาพิจารณา อาตมาเอาพิจารณาอยู่ตัวของอาตมาหมดแล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ในตัว วิญญาณที่มันรู้ทางหู หูกับวิญญาณก็รู้ซึ่งกันและกัน ถ้าเกิดพอใจหรือไม่พอใจ เกิดพอใจก็เป็นสุข เกิดไม่พอใจก็เป็นทุกข์อย่างนี้

อาตมานั่งเฝ้าดูที่ใจ ไม่ให้มันล่วง ถ้ามันเกิดให้มันตายตรงใจนั่น มันรัก มันอยาก มันกลัว ก็ให้มันตายตรงนั้น คุณเจอสรรเสริญว่าดี ใครรู้ดี ถ้ามันเกิดพอใจก็ต้องสอบสวน ถ้ามันเกิดไม่พอใจก็สอบสวนที่ใจ

อาตมาที่เล่าให้ฟัง โลกที่พระพุทธเจ้า เขาเรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติ ท่านชี้โลก โลกเกิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ อาตมาเชื่อ ๑๐๐% ว่าของที่ท่านชี้มีอยู่จริง มีอยู่ในตัวในกายของเราจริง ๆ และเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ก็ตรัสรู้ของจริงอันนี้ ไม่ใช่ตรัสรู้ที่อื่น ตรัสรู้จริงในกายนี้เอง

เมื่อสิทธัตถะเป็นผู้รับ เป็นผู้เห็นธรรม รู้ธรรม เห็นธรรมเป็นตน ตนเป็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม รู้ธรรมแล้ว ผู้นั้นก็เป็นตถาคต ก่อนนี้อาตมาก็ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ต้องพิจารณามันที่ใจ มันดับที่ใจ โลกมันเกิดที่นี่ มันดับที่นี่

เมื่อรู้โลกรู้เหตุของโลก ที่ดับของโลก (ปฏิปทาใด ๆ ก็ดับที่ใจ) ก็ต้องดับที่ใจ เมื่อใจเราดับเสียแล้ว ใจเราก็ว่างเปล่าจากตัวตน ที่นี้ไอ้วิญญาณทั้ง ๕ จะไปไหน

นี่คนเราไม่เข้าใจเลยว่า เมื่อเป็นคนเขาเรียกว่าวิญญาณ เมื่อที่สิทธัตถะตรัสรู้สังขารดับ วิญญาณดับ ทำไมไม่ตายคาต้นโพธิ์ยังโปรดสัตว์อีก ๔๕ ปี นี่ตัวอย่างอาตมาเชื่ออย่างนี้ ไม่เชื่อตามตัวหนังสือ ที่เขาว่า อุ๊ย! พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เป็นคำพูด เป็นตัวหนังสือ เป็นอักขระต่างหาก ไม่เชื่อ เชื่อว่าพระสิทธัตถะนั่นเอง พระสูตรรู้พระสูตรนั้นเอง

ในพระไตรปิฎก อาตมาจะขอพูดเป็นนัย ๆ ก็ได้ พระสูตรพระวินัย พระปรมัตถ์ที่สวดกันเห็นไหม ปรมัตท่านชี้ลงไปในปรมัตใช่ไหม ทำไมไปหาปรมัตที่อื่นเล่า โลกท่านชี้ที่ใจคนนี้ ทำไมไปหาที่อื่นเล่า อย่างนี้ โลกมันเกิดตรงนี้ สังขะตะธรรม ทำไมถึงเป็นโลก มันมีทั้งโลกทั้งธรรมเห็นไหม

ความคิดนั่นนะ ความรู้นั่นนะ มันเป็นทั้งโลกทั้งธรรม และมันไม่มีตัวตนด้วย มันหลอกเหมือนผี เกิดขึ้นแล้วดับ ทีนี้โยมต่างหากล่ะเกิดขึ้นแล้วเอนไปกับมัน จึงแกว่งกับมันตามอารมณ์ ถ้าของจริงไม่มีพิสูจน์ในตัว

อาตมาไม่เชื่อคำพูด คำพูดไม่ว่าชนิดไหน ถ้าพิสูจน์ในตัวของอาตมา อาตมาจึงเชื่อ อย่างสิทธัตถะ ท่านไม่เก่งจริง ท่านไม่ตรัสรู้ในอินเดียน่ะ นักศึกษามีมากลัทธิ ทำไมท่านไปตรัสรู้ในอินเดีย เพราะอะไร

เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านไม่ใช่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าข้างหน้า นี่พระโพธิสัตว์ท่านจึงโปรดสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน จะโปรดได้อย่างไร พระพุทธเจ้าไม่มีเจตนาด้วย

ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าเจตนาไม่มีนี่ ถ้าเจตนายังมีก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้า เอ้า ลองไปสำรวจถ้าคนใดทำอะไรไม่มีเจตนาคนนั้นก็สบายไม่มีทุกข์เลย เจตนาเป็นตัวกรรม ทำดีก็กรรม ทำชั่วก็กรรม แล้วจะทำอย่างไรจึงจะพ้นจากกรรมอย่างนี้

นี่บอกตรง ๆ เลยกรรมเป็นเผ่าพันธ์ ที่สวดกันเมื่อกี้นี้ อ้อ ! ที่สวดเมื่อตระกี้นี้ชี้กรรมเท่านั้น อือ ! เหตุปัจจะโย บุคคโลก บุคคลชี้ที่ไหนชี้ที่นี่ บัญญัติต่างหาก นี่ ! ธรรมมันอยู่นี่ อยู่ในตัวของเรานี่ เป็นของจริง จริงทั้งสมมุติ จริงทั้งวิมุติ อยู่ในตัวของเรา นี่ที่นี่เราเห็นตัวของเรามันจึงยังพุทธะไงเล่า

อัตตากับอนัตตาอยู่ด้วยกัน เราจะไปทางอนัตตา เราจะไปหาพบที่ไหน ลองคิดดูให้ดีนี่แหละอัตตา ถ้ามันเป็นตัวตน บังคับมันได้ไหม อย่างแก่ อย่างเจ็บ อย่างตาย เวทนา อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย ถ้ามันเป็นได้

เวทนา สัญญา สังขาร ถ้ามันเป็นได้ตามก็เป็นอัตตาซิ นี่ยังเป็นไม่ได้ตามประสงค์ของเรา นี่จึงเป็นอนัตตา เมื่อกี้เทศนาธรรมจักร แล้วอันนี้ อนัตตะลักขะณะสูตรเราจะทำอย่างไร ท่านชี้ไปแล้วหมดทั้งอนัตตา หมดแล้ว

รูป แยกรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงไหม นี่มันไม่เที่ยง เราไปยึดของไม่เที่ยงใช่ไหมเล่า เมื่อมันไม่เที่ยง ถามซิว่า มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง "เบญจวัคคีตอบว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือสุขเล่า เป็นทุกข์พระเจ้าข้า"

เมื่อมันไม่เที่ยงเราอยากได้ทุกข์ต่างหาก เราจึงไปยึดเข้าว่าเป็นตัวตนของเรา อาตมาไม่เห็นตรงไหนว่าเป็นตัวตนของเรา ไม่มีสักอย่างเดียว บวชมา ๔๐ ปี ไม่เคยเจอตัวตนตรงไหนเลย แล้วทำความเพียรต้องพุ่งลงมาที่ตรงนี้

สังขะตะธรรม กับอสังขะตะธรรม มันอยู่ตรงไหน จะไปหาที่ไหน สังขะตะธรรม มี ๒ นาย มีโลกกับธรรม ใช่ไหมล่ะ ส่วนอะสังขะตะธรรมไม่มีโลกเลย คำเดียวอสังขะตะธรรมไม่ต้องพูดอีกต่อไป เป็นอะไร เป็นอะไรหมดไม่มีเรื่องพูด อสังขะตะธรรม ที่นี้พระสิทธัตถะประสูติ ตรัสรู้นั้นแหละ

พระสูตรท่านก็ไม่ได้แยกเป็นโน้นเป็นนี่ เมื่อเห็นพระสูตรเป็นธรรม เห็นสังขารเป็นธรรม สังขารนี้แหละ ตัวบัญญัติทั้งธรรมทั้งโลก เมื่อท่านมารู้สังขารเป็นธรรม สังขารจึงดับ วิญญาณดับ ตัวตนก็ไม่มี ถ้ายังมีตัวตนก็ยังมีกิเลส มันจะพ้นจากอวิชาตัณหาที่ไหน อวิชามันเป็นกิเลส มันอยู่ที่ไหน

"อาตมาไม่กลัว อวิชชาก็ไม่ต้องละ กิเลสก็ไม่ต้องละ เพราะไม่มีตัวตน ถ้าเราไม่เป็นทาสมันเสียอย่างเดียว ตัณหามันก็ไม่มีตัวตน อุปทานมันก็ไม่มี มันหมดทั้งนั้นแหละ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชามันเป็นเหตุเป็นปัจจัยเท่านั้นเอง

แต่เสียดายอาตมาเทศน์ให้โยมฟัง โยมไม่ได้เรียนรู้ ถ้านักบวชก็พอจะรู้บ้าง อย่างนี้ เพราะอาตมาต้องชี้ซ้ำที่ของจริงตรงนี้ จริงที่ไหน จริงที่กาย ที่ตัวที่ตนนี่ มันมีกายตรงไหน อะไรบังคับได้ แล้วสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง กายไม่เที่ยง มันก็ไม่เที่ยง แล้วก็เป็นทุกข์ เวทนาก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ด้วยใช่ไหมเล่า

นี้โยมจะไม่เป็นทุกข์ละมั๊ง โยมจึงได้รักมันไว้ นี่ เมื่อโยมเข้าไปยึดถือแล้ว โยมจะเรียกใครมาช่วย มานั่งฟังเท่าไรก็ตามเพลินสนุกเท่านั้นเอง พอถูกเป่ามนต์ก็ง่อยไปนั่งเงียบ ๆ ไปแล้วไม่ได้อะไรไปปฏิเสธสักอย่าง นี่ต้องคอยปฏิบัติที่ใจเรานี่ อาตมาว่าทั้งหมดเลย ออกมาจากที่ใจ

สัพเพธัมมา อนัตตา ซิ หมด กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ทั้งนั้น แล้วไม่มีกิเลส ไม่มีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน คนก็ไม่มีกรรมนี่ก็ไม่มี นี่ไม่มี ที่นี้มันมีอวิชา ตัณหา จึงมีกรรม อย่างนี้

เพราะอะไรมันมีกรรม เพราะเราเป็นผู้รับใช้ เราก็ต้องติดไปด้วยซิ กรรม ผลกรรมเราก็ต้องรับจะไปเหวี่ยงทิ้งให้ใคร นี่ของจริงมันอยู่ที่เรา ทำไมจะไปสร้างเรื่องสร้างราวมา จากที่อื่นไปหาจากที่อื่น

สังขตะธรรม ถ้าบวชแล้วไม่ถึงสังขะตะธรรม เปล่า ๆ หรือ กินลม บวชแล้วต้องถึง สังขะตะธรรม สังขะตะธรรม ก็คือพระสุก มีพระธรรมด้วย เพราะสังขารอันนี้ เป็นทั้งโลกธรรม ถ้าเรารู้เท่าสังขารทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดดีเกิดชั่ว เราไม่สนใจ นั่งเฝ้าดูสักพัก มันก็จะดับ เกิดดับเท่านั้นเอง

นี่ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องไปนั่งหาใครมาเป่ามนต์ คือมันจะหมดอำนาจ สังขารนั้นแหละหมดอำนาจ เพราะอันนี้มันมาจากไหน มาจากจิต

กุศล อกุศลนี่ เพราะอาตมาตั้งปัญหาขึ้น กุสะลาธัมมา อะกุสะลาธัมมา อัพยากะตาธัมมา ที่สวด ๆ กัน นี้ท่านเล่าถึงเบื้องต้น ที่อาตมาทำ ๓ อันนี้ อาตมาเชื่อ ๕๐% แล้วเพราะได้หมดจิตใจ เจตสิก มโนวิญญาณ บัญญัติทั้งนั้นเลย ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง จิตก็ยังไม่มี

นี่จิตเป็นของบริสุทธิ์อยู่เดิม แต่มันไม่มีสัณฐานไม่มีรูปร่างให้ใครสร้าง ตั้งชื่อให้มัน ก็เลยเรียกว่า จิต อย่างนี้ นี่มันเป็นของสมบูรณ์ ฉะนั้น พออาตมาตั้งปัญหาอกุศลไม่ให้มันก่อตัวได้เลย เอาชีวิตเป็นเดิมพัน บวชก็ไม่ดูหน้าคน

บิณฑบาต ก็คือกรรมฐาน นี่ใจให้มันคิดอยู่กับกรรมฐาน เดินไปบิณฑบาต พอถึงรับบาตร วงกรรมฐาน แล้วจึงเปิดบาตรรับบาตร เมื่อรับบาตรเสร็จปิดบาตร แล้วยกกรรมฐานสู่ใจ ไม่ให้ใจของอาตมาว่างจากอารมณ์เลย นี่แหละเอาเครื่องเล่นไปให้ใจเรา ใจเราเหมือนเด็ก เอาไปให้มันเล่นเข้าซิมันเพลิน

อยู่กับกรรมฐาน ถ้ากรรมฐานดับก็ต้องเอากรรมฐานไปให้มัน เพื่อว่าของเล่นมันหลุดมือซะแล้ว ก็ต้องเอาของเล่นไปให้มัน มันก็ต้องรับ มันก็อยู่ซิ นี่โยมไม่ได้ทำกรรมฐาน เอาล่ะ ที่บวชก็ทำกรรมฐาน แต่บวชแล้วไม่ทำก็มี อย่างนี้ ถ้ากรรมฐานหรือวิปัสสนา อาตมามีศีลก็ใจ สมาธิก็ใจ ปัญญาก็ใจ

อาตมามีสัมมากัมมันโต สัมมาวาจา สัมมาชีโว สัมมาวาจาโมนี้ ความเพียรพิจารณาที่ใจ เมื่อเรามีความเพียรอย่างนี้แล้ว ใจมันจะเอาอามรณ์ที่ไหนเข้ามาได้ เกิดขึ้นมาไม่ได้ ล่วงกาย ล่วงวาจา มันก็ตกไป เกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่ได้ล่วงกาย เมื่อศีลบริสุทธิ์เท่านั้นเอง

พรรษาสองอาตมาปฏิญาณเลย เกิดขึ้นเอง ไม่ใช่อาตมาตั้งโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ข้าพเจ้าไม่ต้องการ นิพพานก็ไม่ต้องการ สมาธิ สติ ปัญญาก็ไม่ต้องการ มันไม่มีชื่อ สมาธิก็เรียกกันไปทั่ว พอสงบก็นึกว่าสมาธิ มันมีหลายชื่อหลายเสียง เขาตั้งแต่งขึ้นมา

สมาธิก็มีหลายคนต่างหาก ถ้าคนเข้าถึงฌาน ก็พูดกันถึงฌาน ไม่มีชื่อสักอันหนึ่ง แล้วไอ้ที่บัญญัติขึ้นมันก็เหลวหมดนะซิ มันไม่มีจริง ไปตั้งชื่อให้มัน มันไม่มีชื่อ และมันไม่มีตัวตนด้วย ถ้าคนที่ทั่วไปเขารู้แล้ว เขาจึงออกมาได้ เพราะมันไปพรหมโลก มันไปเป็นก้อนดินก้อนทรายอย่างนี้

แล้วคนเราก็วิ่งหาความสุข ไปหาที่ตรงนั้นนึกว่าจะมีความสุข พอมันไม่ได้ผลก็วิ่งไปหาตรงโน้น ตรงโน้นก็ไม่ได้ความสุข วิ่งไป ๆ ไม่เจออะไรสักสิ่ง

พระโพธิสัตว์ที่ท่านรู้ในตนนี่ ท่านไม่ได้ไปหาที่อื่น พระโพธิสัตว์ท่านรับฟังคำของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ท่านอยู่ในสวนจำปี จำปีนี้มีกลิ่นของพุทธะ เท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ดีแล้ว ถ้าคนโง่ ไม่รู้อ่านไม่ออกซะที ดีแล้วมันอยู่ตรงไหน ดีแล้วนี่เอายกตัวอย่าง อาตมาเดินลุยเข้ามาเนี่ย ไม่ได้เดินลุยออกไปหาข้างนอกด้วย ลุยเข้ามานี่ พอมันเกิดดีก็ไม่เชื่อ เกิดชั่วก็ไม่เชื่อ ลุยเข้าไป นี่แหละ

กิเลสมันทำให้น้ำขุ่น น้ำใส ตัวจริงมันไม่มี มันว่างเปล่า มันมีแต่เนื้อหัวใจเท่านั้น ถูกของท่าน เรียกว่าใจ สมมติ นี่เนื้อหัวใจเท่านั้นเอง ไอ้นามธรรมมันเกิดขึ้นมา เราก็ว่าใจของเรา เพราะคนตาบอดต่างหาก จึงไปเรียกเอาใจของตัว อย่างนี้

ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแต่ใจ อาตมาก็ทวน เอาสติปัฏฐานตั้งลงไป มรรค ๘ เอา ๔ ตั้งลงไป มรรค ๘ ก็ยังเป็นบัญญัติ มรรคจิต มรรคก็ต้องเป็นหนึ่งซิ มรรคนั่นเองรู้ทุกข์ ทุกข์จริง ๆ ที่เนื้อหัวใจ

สมุทัยก็ต้องจริง สมุทัยมันจริง อยากมีอยากเป็น ไม่อยากมีไม่อยากเป็น นั่นแหละมันจริง แต่มันไม่มีตัวตน ถ้ามันอยากมีให้มันอยากไปให้ตาย มันอยากให้มันตาย อาตมาทำอย่างนี้ กลัวให้มันตาย ความรักให้มันตาย

ให้มันเกิดตายให้ตลอด และไม่มีเครื่องปรุงจะแต่งให้อาตมารักใครได้ ไม่มีโกรธ มันจะสั่งให้โกรธใคร มันดับเท่านั้นเอง เกิดขึ้นมันเผาร้อนถึงที่สุด แล้วก็ไม่ยอม อดทนเอ้าตายให้มันตายไป พอโกรธมันดับ มันเย็นที่สุด

นี่โยมไม่ทำอย่างนั้นกันละมั๊ง อาตมาต่อสู้อย่างนี้ ทำอย่างนี้ทำที่ตัวของเรานี่ แล้วก็สอนตัวอยู่นี่ อาตมาจึงไม่ได้สอนคนอื่น จึงไม่มีศิษย์ ไม่มีบริวาร เขานิมนต์ไปเทศน์ก็ไม่เทศน์ คุยกันอย่างนี้ได้ เพราะมันเรื่องในตัวคน

อาตมาพูดนี่ชักเหมือนหอกไปปักในอกโยมหมดทุกคนเลย เพราะอาตมาต้องการหว่านไป ใครจะเอาก็เอา ไม่เอาก็ตามใจ ถ้าคนเข้าใจเรื่องใจ แล้วเข้าใจใจของตัวคืออะไร นั่นแหละผู้นั้นเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ มันเป็นอย่างนี้ เพราะไม่ต้องเรียนปรุงแต่ง ตั้งชื่อ ตั้งเสียง เรียนเป็นปรมัตถ์

ที่สวดเมื่อตะกี้นี้แหละ เหตุปัจจะโย ก็เมื่อตะกี้อยู่เนี่ย อารัมมะณะปัจจะโย อะธิปะติปัจจะโย มันเป็นอธิปไตยหมดแล้ว ตาเป็นอธิปไตย หู จมูก ลิ้น กาย เอาตาไปฟังได้ไหมล่ะ มันไม่ได้ มันเป็นใหญ่หมดแล้ว

ความคิดมันก็ไม่มีใครจะไปแทรกแซงขึ้นได้ มันคิดคนเดียว พอกระทบมาปั๊บ มันว่าอย่างนั้น เราก็เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น มันว่าอย่างนี้ เราก็ว่าเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ใช่ไหม ลองทบทวนดูซิ ลองทบทวนดู อาตมาไม่ได้เรียนแบบหรอก ต้องเรียนอยู่ในตัวของคนนี่

อาตมาเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า กิเลส ตัณหา อวิชชา ก็ไม่มีตัวตน ว่างจากตัวตนทุกอย่างเลย สัพเพ ธัมมา ไม่ว่าดีหรือชั่ว ศีลก็มีทั้งโทษทั้งคุณ สมาธิก็มีทั้งโทษทั้งคุณ แล้วสอนนั่งสมาธิคิดไปวันยังค่ำ เดี๋ยวสงบ เดี๋ยวไม่สงบ อาตมาก็ทำแล้ว

ทำแล้วจึงรู้มันว่า มาพิจารณา พอสงบ ใครสงบ ใครรู้สงบ ใครคิดว่าความสงบเป็นเรา พวกไอ้ ๔ ตัวนั่นแหละ ไอ้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทำหน้าที่จำ หน้าที่คิด หน้าที่รู้ หน้าที่เสวยเวทนา หน้าที่ของมันนั่นเอง มันมีอยู่ในใจของคนทุกคนนั่นเอง

อาตมามานั่งเอาชนะใจ ปลดปล่อยสัตว์ สัตว์ที่มีวิญญาณครอง มันจะเกิดเย่อหยิ่งจองหอง อวดดี ให้มันเย่อไป หยิ่งไป เดี๋ยวมันก็ดับเท่านั้นเอง เมื่อมันดับแล้วหามันก็ไม่มี เมื่อมันดับแล้ว หาอะไรไม่มี

ใจเราเหมือนจอหนัง นี่ ไปดูซิโทรทัศน์ ถ้าเราไม่เปิด ถ้าเราปิดแล้วซิโทรทัศน์ มันว่างเปล่าเลย ถ้าเราเปิดปั๊บ มีตัวมีของจริง มันเป็นเงาเท่านั้นเอง อย่างนี้ นี่ ใจคนเหมือนอีเงา นี่ เกิดดับเท่านั้นแหละ เรานั่นแหละไปหลงยึดว่าเป็นเรากัน

ลองทบทวนกันดูมั่งสิ อย่างนี้ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของไม่เที่ยงก็อยู่กับของเที่ยง อัตตาออกมาจากท้องแม่นี่ ตายมาเรื่อย เกิดมาตัวเท่าแขน ตายมาเรื่อย ไม่รู้ตัวเลย ไม่รู้ตัวเลยว่ามันตายมาเรื่อย

เป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มตัวมานี่ พอแก่ลงตายเข้าโลง อะไรล่ะ อาตมาเห็นก็ไปรื้อ ไปพัง ไปเผา ไม่เห็นมีพิษสงตรงไหน ตัวตนอยู่ตรงไหน ไม่มีรื้อหมดแล้ว เหลือแต่กระดูกเท่านั้นเอง กระดูกมันก็ไม่มีอะไรนี่

นี่ต้องมาเห็นอันนี้ ตัวตนจึงไม่มี เมื่อมันเกิดถึงขณะ เมื่อไปรู้สติปัฏฐาน ๔ ที่มันเกิดขึ้นมา นี่แล้วไปยังทุกข์อริยสัจทั้ง ๔ ก็ต้องพุ่งลงมาที่นี้หมด ไม่มีอะไร มันว่างจากตัวตนทั้งนั้น แล้วก็ไม่ใช่เราจะมี เราจะเห็นด้วย

หน้าที่ของมรรคต่างหาก มรรครู้ทุกข์ รู้เหตุให้เกิดทุกข์ โลกเป็นตัวผล ต้องดับที่ใจ ดับจริง ๆ ที่ใจนี่ โกรธก็ต้องดับ ความกำหนัดก็ต้องดับ ไม่ว่าอะไรต้องมาดับที่ใจทั้งนั้น เมื่อใจมันดับซะแล้ว เห็นก็ไม่เกิด ได้ยินก็ไม่เกิดนี่

แล้วอันที่พวกโยมเข้าใจว่าเกิด โยมไม่รู้จักมันเกิด ไม่รู้จักไอ้สิ่งธรรมชาติของมันไหลเหมือนน้ำ มันก็ไหลของมันไปตามธรรมดา ไม่มีอะไรเกิดเลย วันยังค่ำก็ไม่เกิด ฮึม อย่างนี้ บางทีถ้ามันจะเกิด เมื่อพอใจสิ่งใด นั่นมันจึงเกิด

ถ้าวันยังค่ำไม่มีความพอใจหรือความไม่พอใจ ไม่มีอะไรเกิดเลย ไม่เห็นอะไร ๆ ที่มันสวยงามเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าไม่มีอะไรเกิดความพอใจ ไม่มีอะไรเกิด ถ้าเกิดความพอใจขึ้นเกิดภพ นั่นแหละ เราก็หลงจิต ทีนี้มันหลอกให้เรา

พอเวลาทำบุญ ให้แล้วก็นึกว่าเป็นสุขไปชั่วขณะนี่ แล้วใจคน ใจของอาตมานี่แหละ พอเราไปยึดบุญเข้า รังเกียจบาป บาปก็มีอยู่ในตัวของเรานี่ บุญก็ตาย กุศลก็ตาย อกุศลก็ตาย อย่ารังเกียจกันเลย อบรมให้มัน ต้องอบรมให้เรา

ที่มันเป็นสาม กุศล อกุศล อัพยากฤต มันจนเป็นหนึ่ง นี่แสดงมัชฌิมาปฏิปทา แสดงที่ใจนี่ ปฏิปทาของอาตมาที่เข้าใจแล้ว เป็นทางเดินของคนคนเดียว ใครจะออกมาว่าดี ว่าชั่ว ก็ไม่เชื่อ ดีก็ไม่เชื่อ ชั่วก็ไม่เชื่อ เดินเข้าไป หรือว่ายน้ำ

เมื่อเขาว่ายลงตาม อาตมาว่ายทวนกระแส ทวนเข้าไป ใครจะมาบอว่าอย่าไป อยู่นั้นไป ใครจะบอกให้ไป ก็ไม่ไป ไปทางเดียว ทางกลาง พอไปถึงแม่น้ำที่มันใสบริสุทธิ์ ไม่มีรูปร่างสันฐาน พอมาถึงที่นั่น ใสก็ไม่ใส ขุ่นก็ไม่ขุ่น นี่ พอไปถึงไปรู้เท่าอันนั้นปั๊บ

ข้างนอกมันก็ใส ตามกันหมดเลย พอไปถึงอันนี้ปั๊บ ข้างนอกมันหมด ตา หู จมูก มันเป็นของว่างเปล่าหมดเลย อย่างนี้ นี่ มันลึกอย่างนี้ โยม ใครทำกันบ้าง ใครทวนกันบ้าง โกรธก็ไม่ต้องการ รักก็ไม่ต้องการ สัมผัสขึ้นมาไม่ต้องฟังเสียง อย่างนี้

เหมือนเราเดินทางไปนี่ คนจะเตือน มันจะไปเชียว ชั่ง ตายก็ต้องลงไปถึงก้นสมุทร ตายก็ต้องไปตายในก้นสมุทรโน้น อย่าให้มันตายอยู่บนโลกนี้เลย ให้มันไปตายบนก้นสมุทรโน้น ถ้ามันไม่มีจริงในก้นสมุทรละก้อ ไม่มีจริงละก้อ เราจะได้มาบอกพวกพ้องพี่น้อง ญาติโยมได้ว่า อย่าไป ถ้าขืนไปละก้อ ในก้นสมุทรมันลึก

นี่ พระโพธิญาณท่านสร้างอย่างนี้ มิจฉาทิฏฐิ นี่ สัมมาทิฏฐิ อยู่กับเราจะละอย่างไร มิจฉามันก็ไม่มีตัวตน มันต้องอาศัยความคิดอีก คิดสร้างขึ้นมา เมื่อไอ้ความชั่วไปคว้าอวิชชาสร้างขึ้นมา มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ วิชชาร้างขึ้นมาก็เป็นสัมมาทิฏฐิ นี่มันเป็นอย่างนี้

ถ้าอาตมาไม่เชื่อทั้งสองทิฐิ อาตมาไม่มีตัวตนซะอย่างเดียว ไม่เชื่อ ลุยเข้าไปตะพึด อย่างลงไปก้นสมุทร มันบอกว่าอย่าเข้าไปที่นั่น ไป เอ้าให้มันไปตายในก้นสมุทร พอไปถึงก้นสมุทร มิจฉาทิฏฐิก็จับมือกับมันได้ นี่ สัมมาทิฏฐิก็จับ

มหานิกายธรรมยุต จับมือกันได้ไม่มีอะไรเลย ทำไมไปถือท่าถือทาง รังเกียจเดียดฉันท์กัน คนเหมือนกันทั้งนั้นแหละ อย่างนี้ ทหารบก ทหารเรือ รังเกียจกันทำไม อย่างนี้ ถ้าใครต้องการนิพพาน ไปรังเกียจร่างกายอันสกปรก มันก็ไม่เจอสิ

ถ้าเราต้องการจะไปวิมุตติ ถ้าเราเห็นร่างกายเราว่างจากตัวตน ว่างจากตัวตน ไม่มีอะไรสักอย่าง ว่างจากตัวตนนั่นแหละตัววิมุติละ อนัตตามันก็ไม่มีตัวตน มันอันเดียวกัน นี้ สังขะตะกับอสังขะตะ มันก็อันเดียวกัน ถ้าสังขะตะเครื่องปรุงแต่งว่าเป็นนี่เป็นนั่น เพราะอสังขะตะไม่มีเครื่องปรุงเลย โลกธรรมมันอันเดียวกัน เข้าใจธรรมะให้ดี

ฉะนั้น ทั้งหมดอาตมาว่า พระพุทธเจ้าบัญญัติเลยที่ใจคน ตลอดทั้งตัวทั้งตน ทั้งก้อนนี่ เกิดมาจากครรภ์มีครบถ้วน มีครบเลย ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องเลย นี่แหละ พระไตรปิฎก พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ เราจะไปหาปรมัตถ์ที่อื่น จะไปหานิพพานที่อื่น ไม่เจอหรอก

สังสารวัฏ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ สังสารวัฏอันนี้ ถ้าเราเห็นสังสารวัฏว่างเปล่าจากตัวตน นิพพานก็ไม่ต้องหา ตรงนั้นเอง ไม่ต้องวิ่งไปที่ไหน อยู่ในตัวของเราเสร็จหมด นี่

ทีนี้อาตมาจึงไม่ได้เรียนตำรับตำราเลย ศีลก็ท่านบัญญัติให้ ที่ท่านบัญญัติให้ท่าน บัญญัติจนไม่รู้จะทำไงแล้ว บัญญัติจนละเอียดละออหมดเลย พลาดลงไปตกเหวทั้งนั้น ไปเรียนสองร้อยยี่สิบเจ็ด ไปอ่านตรงไหนก็สงสัย ไปอ่านตรงไหนก็สงสัย

นี่ สงสัยมันก็ผิดอีกแล้ว นิวรณ์ สงสัยมันก็ผิดทั้งนั้น มันกั้นทั้งนั้นแหละ ทีนี้อาตมา มันโกรธ มันรัก มันอยาก มันกลัว ให้มันตายตรงนี้ ไม่สงสัยเลย มันเกิดดับเห็นชัดเจน แล้วใครรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่มีใครต้องสอนเลย นี่ มันอยากให้มันตาย

อาตมานั่งอยู่นี่ ใต้ต้นไทร เสืออยู่นี่ใต้เตียง มันหายใจแรง ๆ อยู่ใต้เตียง กำหนดเข้า เอ้าห่างไป ปล่อยเข้า อาตมาจะไม่โกรธหรอก ไม่ลืมตาดูด้วย พอกำหนด ๆ เสียงก็ดับ ก็ห่างไป ปล่อยเข้าก็ใกล้ เข้ามา เออ! หากเป็นเสือก็มากินซะให้ตาย ถ้าเราเคยถูกเสือกินตายให้ตาย เอาอย่างนี้

โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์น่ะไม่สละชีวิตไม่ได้กิน ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แล้วที่ท่านเป็นโสดา ที่เขาด่าท่าน เขาด่าท่าน ท่านก็ไม่ว่ากระไร พระเจ้าแผ่นดินบวช ๑๕ วัน ท่านยังรู้ธรรมเลย ไม่ต้องบวชมาก บวชมากหรอกคนเรา

ทีนี้ศาสนาจึงได้กว้างขวางไง จึงได้มีลัทธิมากมาย อย่างพวกศาสนาพระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าทั้งนั้น พระเจ้าทั้งนั้น สร้างโลภ ถามว่าใครสร้างพระเจ้าไม่มีอะไรตอบ พวกศาสนา แต่ที่จริงอาตมาเชื่อ ไม่มีรังเกียจเลย เพราะศาสนามีอันเดียวเท่านั้น

ศาสนาพุทธในศาสนาพุทธของเรา ถ้าไปไล่ ถ้าไม่เรียนให้รอบคอบ คล้าย ๆ ว่าใครล่ะสร้างโลก อาตมาจะว่าเรานี่แหละสร้างโลก เรานี่แหละ สร้างเมียสร้างผัว สร้างอะไรกัน เราสร้างทั้งนั้น นี่โลกเราสร้าง นี่

เมื่อเราสร้างโลก เราต้องรู้ซิว่า เราสร้างโลก สร้างบ้านเราก็ต้องทำเอง ต้องหาเครื่องมาให้ครบ จึงจะสร้างบ้านได้สร้างศาลา ก็ต้องหาเครื่องมาให้ครบ พอเครื่องไม่ครบ มันจึงไม่สำเร็จ ใช่ไหม

เรานี่เอง ทีนี้ ถ้าเขาย้อนถาม ใครล่ะสร้างเรา อวิชชาเป็นพ่อ ตัณหาเป็นแม่สร้างเรามานี่ เอาซิ แล้วถ้าเรารู้อย่างนี้ โลกมันเกิดอย่างนี้ รู้โลกเท่านั้นเองเป็นธรรมหมด

นิพพาน พุทธนี่ อาตมา ชี้ให้เห็นตัวเราก่อน แล้วจึงไปดูศาสนาอื่นซิ อันนั้นเป็นพระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าอย่างต่าง ๆ อย่างนี้ เหมือนกับอาตมาทำมา เกิดขึ้นจะบูชาพรหมจรรย์นี่ นั่งคุยกันอยู่อย่างนี้

อาตมาบวชได้ยังไม่ได้ ๓ เดือน ได้เดือนเดียว เกิดขึ้นจะบูชาพรหมจรรย์ อาตมา ก็ขอโอกาสเข้ากุฏิปิดประตู ถามอะไรเป็นภัยของพรหมจรรย์ บอกขึ้นมาเลยว่า เงินทอง เครื่องสักการะ รูป เสียง

นี่ ใครจะเชื่อคนอื่น ถ้าไม่เชื่อตัวเราจะไปเชื่อใคร อย่างนี้ บอกขึ้นมาอย่างนี้ มันจริงไหมล่ะ เงินและทอง เครื่องสักการะ รูป เสียง นี่แหละฆ่าพรหมจรรย์ นี่แหละ นี่ ฉะนั้น อาตมาก็ทำเลย

ถ้าเขาจะหวังเงินเป็นหมื่นเป็นแสน นั่งหลับตาทำมั่ง ลืมตาทำมั่ง เหยียดแข้งเหยียดขา พิจารณา ถ้าเราไม่รับให้ตายได้ไหม พิจารณา ฮึม ก็เกิดขึ้นมาที่นี่ ก็ดับลงที่นี่ ต้องดับที่นี่ทั้งนั้น จะไปดับที่อื่นไม่ได้

พอดับก็ไม่มีใคร ไม่มีใครถูกดับ ไอ้นี่อาตมาไม่มีความรู้อะไร มันดับลงไป อาตมาก็ดับไปด้วย พอไปพรรษาสามไปหาท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์มั่นเทศน์ให้ฟัง ๑๘ วัน ๑๘ คืน ไม่ได้อะไรไปสักอย่าง

มีที่นี่หมดแล้ว จะเอาไปทำไม เอาไปใส่ทำไม มันมีพอแล้ว เหลือใช้อยู่แล้วในตัวของเรา จะไปเอาอะไรของท่าน พอตัวเองจะเข้าพรรษา ไปหาท่าน ฉลวย ธรรมยุต มหานิกาย ไม่สำคัญเน้อ ปัจจุบันวิสุทธิอยู่ตรงนั้น

ทำ ๔ เดือน เท่านั้นชี้มาที่ใจเรานี่ ถ้าอดีตไม่มี ปัจจุบันก็บริสุทธิ์ ไม่ต้องไปเที่ยวหาที่ไหน นี่อุบายทั้งนั้นเห็นไหม ธรรมยุต มหานิกายไม่สำคัญเน้อ ปัจจุบันวิสุทธิ เพราะอาตมาเป็นมหานิกายไป ท่านเป็นธรรมยุต

เอาค้อนเหวี่ยง ตูม ๆ ๆ ไล่อย่างกับเดรัจฉาน พอแขกมาก ฉลวยจะไปไหนก็ไม่ไป ไล่เราต่อหน้าคน นี่! อาตมาก็ดูใจ โกรธไหม รังเกียจท่านไหม ก็รู้อย่างนี้ นี่ปฏิบัติอย่างนี้ ไม่ใช่ปฏิบัติอย่างอื่น

ปฏิบัติธรรมจริง ๆ อย่างนี้ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน แล้วก็คงไม่เชื่อ ถ้าพูดอีกก็คงไม่เชื่อ อยู่บนเตียง คิดจะบวช กลัวมันจะกลับคืนเข้ามา ก็ทดลองอยู่บนเตียง ให้มันตายบนเตียง ดอกบัวให้มันบานบนเตียง เกือบปีหนึ่งให้มันบานอยู่บนเตียง ของบริสุทธิ์อยู่บนเตียง

พอออกมาบวชชี้หน้ามันได้เลย ไอ้ความคิด ความกำหนัด ความโกรธ มันจะก่อตรงไหน ไม่ให้เลย พอมันเกิด สวนปั๊ป หน้ามันก็ม่วยเท่านั้น ประหารมันซะ หัวใจ ๆ ฆ่ามันซะที่กลางเมืองทีเดียว ไม่ให้มันทำ

มีก็มีซิ ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นแหละ แต่ไม่ทำด้วยกาย ด้วยวาจ มันมีอำนาจอะไรใจ อย่างนี้ มันก็แสดงว่าตัวตนมีตรงไหนล่ะ เราเป็นทาสมันทั้งนั้นหรือเปล่า

เมื่อหนุ่ม ๆ สาว ๆ ให้รักกัน พอตายให้เกลียดกัน ให้กลัวผี พอสามีตายก็กลัวสามี กลัวผีซะแล้ว เมื่อก่อนรัก หายไปไหนไม่รู้ มันสร้างใหม่อีกแล้ว แล้วมันมีที่มันล่ออยู่ทุกวัน ฮึม!

อย่างนี้ซิ อย่างนี้ซิชั่ว เราก็วิ่งตามดี พอตาม ๆ ไป ไปชั่วอีกแล้ว อ้าวโทรมอีกแล้ว ก็คิดหาทางอีก เนี่ย มันหลอกอยู่อย่างนี้ พอเวลาจะตาย ถ้าคิดอย่างนี้พอจะเป็นกุศลขึ้นมา เออได้สุคติ พออกุศลเกิดขึนมา ลงนรก

เอาสิ ทำยังไง รวยแล้วไม่พอ ไม่รู้จักพอซะที นี่อย่างนี้ ที่คนเขาพอ เขาก็ไม่เดือดร้อน เป็นคนพอ ทีนี้ บางทีพอไปถ่วงโลกเอ้า ต่อ ทีนี้ต้องทำเผื่อลูกอีก มันก็ไม่รู้ธรรมะ ลูกมันเกิดมาอาศัยเรา ให้มันโตเท่านั้น ให้มันร่ำมันเรียนแล้วไม่ต้องไปห่วงไปใยมัน

ถ้าห่วงมันมาก ทุกข์มาก ถ้ามันตายน้ำตายไหลเป็นเผาเต่า แต่ว่าไม่ต้องตาย พอมันไม่ทำตามเท่านั้น ก็เอาแล้วกลัดกลุ้มทันที อาตมาพูดไม่มีคนสู้หรอก มีแต่คนหนีไม่หอมหู ใจก็ไม่หอมเพราะเราพูดไปที่ใจ จะหอมได้ไง ไอ้เราก็นึกเหมือนกัน ร้อยคนมันจะมีได้สักคนหนึ่ง มี คนที่เขาจะผ่าน มี

ที่ของอาตมาอยู่ที่นี่ พระก็ไม่มี มีอยู่ ๒ องค์ อยู่กัน ๒ องค์เท่านั้น มี ๒ องค์ เท่านั้นเอง มีทั้งพระดีและพระชั่ว องค์หนึ่งชั่ว องค์หนึ่งก็ดี มี ๒ องค์เท่านั้น มี ๒ องค์ก็มีทั้งดีทั้งชั่วอยู่วันยังค่ำเลย อาตมาชั่วองค์หนึ่งเขาก็ดี พอาตมาดีองค์หนึ่งเขาก็ชั่ว มันเปลี่ยนกันอยู่อย่างนี้

ถ้ามีมากมันก็ชั่วมาก ดีมากขึ้นมันก็ยุ่งน่ะซิ มันเป็นอย่างนี้แหละโยมเอย อาตมาไม่ติดหรอก เพราะอะไร เพราะอาตมาจะกลั่นเอาแต่หัวปลาเท่านั้น หางไม่ต้องการ เพราะอาตมาทำอย่างนั้น ถ้าไปปรุงแต่งก็ล่อลวง ไอ้พระยามามันล่อลวงเราอยู่แล้ว ไอ้ความคิดมันลวงเราอยู่วันยังค่ำ คืนยังรุ่งอยู่แล้ว

ฉะนั้น ถ้าเราไปสอนคน เราก็ไปลวงคนอื่นอีกซิ เราต้องลวงตัวเรา เราต้องทำให้มันเด็ดขาดก่อนนา ต้องไปลงถึงก้นสมุทรก่อน ถ้าลงถึงก้นสมุทรค่อยไปลวงคนอื่นเขานา เรายังไม่ถึงก้นสมุทรมันมีเรื่องอีกเยอะเลย มันลวงเราอยู่เท่าไรนี่ ไอ้ความคิดน่ะอันเดียว มันลวงเราอยู่ ฮึม

ความคิดตลอดทุกแนวอาตมาไม่เชื่อ นี่ แล้วไม่กลัวด้วย กลัวก็ไม่กลัวซะด้วย พระสิทธัตถะท่านไม่ได้คนขี้ขลาดนี่ ฮึม ออกจากนางพิมพา ราหุลมา เปิดม่านแล้วยังมองเข้ามาอีก ราหุลกับพิมพานอนอยู่ ขี่ม้าอาชาไนยออกมา ดูซิบัญญัติ ขี่ม้าออกมาบวช ม้าสีหมอก มีฉันทะเกาะหางม้ามาอีก

พอมาถึงแม่น้ำอโนมานที อโนไหนล่ะดูซิ เขาสมมติเขาพูดไว้ให้น่าฟัง อโนมานที ฮึม แล้วเราไปหาที่ไหนล่ะ อโนมานที พอถึงแม่น้ำอโนมานที พอตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ ไอ้ม้าตัวที่ขี่มาตาย ฮึม ไอ้ม้าตัวที่ขี่มาอาชาไนยนั้นม้า บุคคลาธิษฐาน

พออาชาไนยตัวนั้นตาย ใจของพระสิทธัตถะก็เป็นเทพบุตรแล้ว ใครจะพากลับอีกล่ะ ใครจะพากลับไปหานางพิมพา ราหุลอีกล่ะมีไหม บวชยังไม่ทัน ๓ เดือน ๑๕ วัน ๑๐ วัน อย่างมากเฉลียวฉลาดหน่อยไปถึง ๕ พรรษา ๘ - ๑๐ พรรษา ยี่สิบก็ยังสึกเลย

นี่ พระสิทัตถะท่านไม่ได้สึกเลย ท่านออกมาจากอะไร ท่านสำรวจแล้วในโน้น ท่านออกมาบวชนี่ แล้วพอตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์เท่านั้นแหละ จิตของท่านไปเป็นเทพบุตรซะแล้ว

พอทำความเพียร ๖ ปี จนขุมขนจะเน่า ไปตามฤษี ไปตาค้นเรื่องฌาณ เรื่องสมาธิของฤาษี ฮึม แล้วท่านก็รู้ว่า นี่ไม่ใช่ทางตรัสรู้ ท่านรู้ขึ้นด้วยตัวเองอย่างนี้ นี่ พอรู้ว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ ท่านก็มาดำเนินใหม่

วิตก ยกกัมมัฏฐานสู่จิต วิจาร พิจารณากัมมัฏฐาน ที่ท่านทำ ปีติ สุข เอกัคคะตา ท่านก็มาละวิตก วิจาร ซะ อาศัยปีติ และปีติอาศัยเอกัคคะตากับอุเบกขานี่ พระองค์พิจารณาธรรม และเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นหนึ่ง อิทธิบาทเป็นหนึ่ง อินทรีย์ต้องเป็นหนึ่ง สัมโพชฌงค์เจ็ดต้องเป็นหนึ่ง เป็นหนึ่ง

นี่สติเป็นตั้งมั่น นี่ถ้าอันนี้เกิดขึ้นแล้ว ทัสสนะญาณ เมื่อสติสัมโพชฌงค์นี่หลัก ไม่ง่อน ไม่แง่น ไม่คลอน ไม่แคลนแล้ว ที่สวดเมื่อตะกี้นี้ กุปปะธรรม อกุปปะธรรม กุปปะธรรมยังคงคลอนแคลนง่อนแง่นอยู่

อกุปปะธรรมแปลว่าหนักแน่นแล้ว นี่ ที่ตัวตน เมื่อตะกี้นี้ของดี ๆ ทั้งนั้น ทีนี้ทวงว่า อนิจจา วิตะสังขารา เขาไม่ชักบังสุกุล ถ้าเขาชักบังสุกุลยกมือไหว้เลย อะนิจจาวะตะสังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน

สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงหนอ สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ สังขารดับเป็นสุขในโลก กลัวเสียแล้ว กลัวเสียแล้วจะไปยังไง กลังสังขารจะดับ มันเป็นอย่างนี้ โยม อาตมาเทศน์สักร้อยคน จะเหลือสักคนสองคน หมดหายไป หายไป เพราะอะไร ถ้าถามว่าเข้าใจไหม เข้าใจ แต่ทำไมทำไม่ได้

ไอ้เรื่องเกิดมันไม่เกิด บางทีมันก็ไม่เกิด บางทีมันก็หลงเชื่อว่าน้ำมันไหลไปธรรมดา ธรรมชาติ ถ้าเรารู้จักใจของเราคืออะไร ธรรมชาติ รู้จักใจของเราคืออะไรแล้วนั่นแหละ ธรรมชาติของพุทธะ

ถ้าเรารู้จักใจของเราคืออะไร คือครูของเทวดาและมนุษย์ อย่างนั้นที่พระไตรปิฎกแปล ๆ ออกมาตั้งมากมาย ฉะนั้นท่านมาถึงท่านจึงบัญญัติแยกพระสูตร ไปเรียนพระสูตรก็ไปเรียนชื่อคน ชื่อบ้านนั้น ชื่อกระป๋อง ชื่อถัง สังกะสีก็เรียก สังกะสีบ้าง เหล็กบ้าง มันสมมติทั้งนั้น อย่างนี้

นี่แหละบ้านหนึ่งก็ไปอย่างหนึ่ง สมมติบัญญัติอย่างนี้ เราก็ไปติดสมมติก็บังเสียจนพอแล้ว ยังไปพูดออก แล้วยังไปติดบัญญัติอีก ก็บังอีกเหมือนกัน สมมติก็คือโลก ถ้าเรารู้สมมติบัญญัติ ละสมมติบัญญัติ หรือเพิกสมมติบัญญัติออกไปหมด มันเป็นธรรมหมดเลย มันไม่มีปัญหาเลย

สังขารก็ดับ พอสังขารดับแล้ว อาตมาจะให้นัยไว้ ทุกคน โยม ผู้ปฏิบัติยังไม่เข้าใจว่ ญาณของพุทธะอยู่ที่ไหน ไอ้อวิชชาตัวนี้เป็นปัจจัยให้สังขาร สังขารมันเป็นปัจจัยให้วิญญาณ นี่มันเป็นปัจจัยให้ซึ่งกันและกันอย่างนี้ และพอกลับมา ไอ้วิญญาณตัวนั้นมันคอยรับต่อ

นี่ พอมันคอยรับ ไอ้สังขารมันก็รู้ตาม ไอ้สัญญาก็จำตาม ไอ้เวทนาก้ประกาศผลว่า จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ นี่ นี่แหละ ทีนี้ไอ้วิญญาณทั้ง ๕ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กลับมารู้เท่าที่เจ้าสังขาร สังขารจะส่งให้ใคร สังขารจะปล่อยภพได้อย่างไร ปล่อยชาติได้ตรงไหน

ไอ้นี่ต้องสร้างมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูปา สัททา คันธา ระสา โผฐัฐพพา ต้องอาศัยอันนั้นจึงเกิด พอมันเกิดเป็นกระโถนขึ้นมา มันเป็นซะ ๒ นัย เจ้าสังขารจึงสร้างกระโถน ถ้าเรารู้กระโถน ข้าไม่รับกระโถน ไอ้เจ้าสังขาร ที่สร้างมันก็เกิดไม่ได้

คิลานะปัจจะยะเภสัชนี่เป็นเรื่อง เรื่องเบา ๆ นิด ๆ เดียว ฉะนั้น ทาน อันให้ชีวิตเป็นทาน ใครจะสามารถสละได้ เอาชีวิตเป็นทาน และยอมสละชีวิต เอาชีวิตนี้ให้เป็นทานแล้วใครล่ะ จะสามารถสละชีวิต เลือดยังไม่กล้าสามารถเลย ยุง เหลือบ ลิ้น กินก็ยังห้ามหวง

ไม่เคย ตั้งแต่พรรษา ๑ ถึง ๒๐ ลองถามคุณก้าน ไม่เคยลูบ ปล่อยมันกัด นั่งอยู่กลางแจ้ง ไม่ได้เห็นแก่นอน ถ้าไม่เอายุงเป็นเพื่อนจะได้ประโยชน์อะไร ให้เลือดเป็นทาน ให้ทานแก่เหลือบ ทานแก่สัตว์ นี่ มันต้องทดลอง

ทั้งนี้ เพราะเราให้ทานเลือด เลือดกัดตัวจะใหญ่กว่ากัน ให้ทานยุง ยุงก็ต้องมากัด เราให้ได้ไหม เราให้ได้เราจะรู้เลยเราให้ทาน ได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่ มหาทาน ไม่ต้องเสียเงิน เสียทอง เราเกิดมาเราซื้ออะไรมา เราซื้อมาหรือ เราซื้อมาเกิดหรือ เราก็ไม่ต้อง เงินทองก็ไม่ต้อง เอาเลือดเนื้ออุทิศเป็นทาน

ครั้งพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านก็สร้างบารมีมาอย่างนี้ แต่เราไม่ต้องเอาหมด เอาถึงชีวิตเป็นทาน แค่นี้ก็เป็นพอ นี่ ทำมาอธิษฐานมาด้วย แล้วเอาร่างกายนี้บูชาพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ในตัวนี้ ไม่ได้บูชาคนอื่น บูชาคุณอยู่ในใจกายเรานี่

นี่ ถ้าผู้ที่มาบวช ยังไม่ได้มีครอบครัว ถ้าบวชไม่สึก สละชีวิต เมื่อสละชีวิตก็อุทิศภรรยาให้ทาน ไม่มีปัญหาเลย คิดดูซิ คนเราทำได้ไหมล่ะ จะเอาผล ทำจะเอาผล เหตุไม่ทำจะเอาผลได้อย่างไง

อย่างอดทนเมื่อกี้ เห็นไหม ราคะโทสะโมหะ ๓ ประการ อดทนได้ไหม ยังอดไม่ได้ พอถูกกระทบแล้วก็แล่นปู้ด แล่นปู้ด อย่างนี้ จะได้ประโยชน์อะไร อดทนไหม ที่เราเรียนรู้ รู้ที่ตัวเราอย่าไปรู้ที่คนอื่น

อันนี้ของมีจริงอย่างนี้ ถ้าเราอุทิศให้จริง ธรรมทั้งห้าก็เป็นวิมุตติด้วย แต่เราจะไปเอาวิมุตติ จะไปหาที่ไหนล่ะ เอาวิมุตติไปหาที่ไหนล่ะ วิมุตติ ของที่มีไม่ดูจะไปรู้ของที่ไม่มีได้อย่างไร ของไม่มีรูปร่าง สังขารไม่รู้จัก ก็จะไปรู้จักธรรมะได้อย่างไง นี่

นี่แหละ ผมเทศน์ให้ตัวของผมตลอดคืน ตลอดเวลา ตอนลงมือผมไม่ได้เทศน์ให้ใครเลย เทศน์ให้ตัวเท่านั้น นี่แหละ เนี่ยเอาไอ้นี้สอนตัวอยู่วันยังค่ำ ๆ เมื่อเราบวชไม่สึก ที่ไร่ที่นาควรจะเป็นของเรา เราก็ไม่เอา

เราไม่สึกให้ภรรยาเป็นทาน ให้สมบัติสิ่งที่เราจะได้ เป็นทานอย่างนี้ นี้มันเกิดขึ้นแก่เรา ถ้าเราทำอย่างนี้ อุทิศอย่างนี้ ผลก็ได้รับผล นี้เราจะไม่เอา โดยมาก ไม่เอา เพราะไม่หาผล เหตุไม่กระทำจะไปเอานิพพาน

จะไปเอาสิ่งที่มันเป็นสุข ทุกข์ไม่ผ่าน จะไม่รู้จักอะไร จะไม่รู้จักอะไร ได้ศีล ต้องรักษาศีล รักษาโทษ ไม่ให้ล่วงกาย วาจา ก็ศีลก็รักษาไม่ได้ ไม่ได้ เพราะถูกกระทบอารมณ์เท่านั้นแหละ เขาว่าไม่ดีเท่านั้นแหละ หน้าตา... ไม่ได้เพราะอะไร มันออกแสดงออกมาอย่างนี้

มันมีเจตนา มันเป็นตัวศีล หรือเปล่า ล่วงศีลหรือเปล่า ศีลปาติโมกข์ ล่วงศีลปาติโมกข์ ล่วงศีลอินทรียสังวรศีลไป ถ้าสำรวมศีลต้องสำรวมอยู่ที่ใจนี่ เห็นอะไรก็ให้มันดับลงไปที่นี้ ได้ยินเสียงอะไรก็ให้มันไปอยู่ที่นี้

ถ้าอย่างนี้มันก็เรียกว่าผู้รับ ให้ทาน ทานก็มี ศีลก็มี ปัญญาก็มี ครบอย่างนี้ ถ้ามีครบอย่างนี้ ผลก็ได้รับ นี่เราไม่ทำเหตุ ผลจะได้อย่างไร ขันติ อดทน ต่อความรัก ความอยาก ความกลัวนี่แหละ นี่ผมทำ

ผมปฏิญาณอย่างนี้เลย ผมขี้เกียจ ไม่ต้องไปมีปัญหาเลย อดทนต่อความรัก ความโกรธ ความอยาก ความกลัว ดีใจ เสียใจ อดทนมันรอบตัว ถ้ามันเกิดขึ้นมาอดทนไว้ ในขั้นต้นมันยังโง่ ไม่ว่ามันเกิดชนิดไหนอดทนไว้ ตอนหลังจึงได้พิจารณา อะไรมันเกิดขึ้น มันโกรธกับใคร