#echo banner="" ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของพระทองขาล ปิยธมฺโม ๑/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของพระทองขาล ปิยธมฺโม ๑

พระอาจารย์ทองขาล ปิยธมฺโม

โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : มะไฟหวาน [ 3 เม.ย. 2544]

 

คำนำ

พระทองขาล ปิยธมฺโม ได้เล่าประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของท่าน ในครั้งไปปฏิบัติธรรมที่สวนป่าอกาลิโก บ้านห้วย ต. หนองโดน อ. จัตุรัส จ. ชัยภูมิ โดยหลวงพ่อจรัล จรณสมฺปนโน เป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอน การเล่าประสบการณ์ครั้งนี้ กระทำในโอกาสที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนป่าอกาลิโก จัดอบรมการปฏิบัติธรรมในระหว่างวันที่ 24-31 มีนาคม 2541 ท่านเป็นพระหนุ่มและบวชได้ประมาณ 2-3 พรรษา

กราบนมัสการ หลวงพ่อผู้เป็นประธานและพระเถรานุเถระ และขอโอกาสแด่พระคุณเจ้า หรือภิกษุสามเณรทุกรูป ขอเจริญพรญาติโยม นั่งฟังตามสบาย

สิ่งที่อาตมาจะพูดให้ญาติโยมได้ฟังในวันนี้ เป็นสิ่งที่อาตมาได้เคยประพฤติปฏิบัติมา การปฏิบัติธรรมก็มีอุปสรรคหลายๆอย่าง แต่ที่อาตมาทำมาอาจแตกต่างจากคนอื่น ทีแรกก็รู้สึกว่ามันมีปัญหามาก แต่พอทำไปทำมามันไม่มีอะไรจะพูดเลย เหมือนกับของที่เรารู้สึกว่ามีมากๆ แต่พอทำไปๆ มันน้อยลงๆ จนไม่มีอะไรจะพูด ไม่มีธรรมะอะไรจะพูดเลย

ครูบาอาจารย์แต่ละท่านก็บอกให้เราทำความรู้สึก เหมือนกับถามว่า รู้ไหม มีสติไหม ถ้ารู้ ก็ทำไป มันก็มีแค่นั้นจริงๆ มันง่าย แต่เราไม่เป็นอย่างนั้น มันมีอุปสรรคตั้งมากมาย อย่างเช่นอุบาสกที่เรียนมามากๆ ความรู้ที่เราเรียนมา ก็จะมาขวางกั้นตัวเอง เดินไปแทนที่จะมีสติกำหนดรู้ไปเรื่อยๆ ก็ถูกตัวความคิดมาแย่งเอาไปกินซะหมด เดินไปๆ มันไม่ค่อยรู้สึกตัว เมื่อมันไม่รู้สึกตัว สิ่งที่ควรจะได้ก็ไม่ได้ สิ่งที่ควรจะเห็นก็ไม่เห็น เพราะไปอยู่กับความคิด การปรุงแต่ง เพราะเราไม่รู้เป้าหมายว่า สมาธิ ก็คือการตั้งมั่น ไม่ไปอยู่กับความคิด ที่มันปรุงแต่ง

คำว่ารู้ซื่อๆ ก็เหมือนกัน คือให้มีสติรู้ที่กาย ที่ใจของเรานี้ แต่ถ้าเราทำจุดนี้ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราควรได้ก็จะไม่ได้เหมือนกัน เพราะนี่เป็นพื้นฐานจริงๆ คือให้มีสติอยู่ที่ตัวเรา ให้มีสติไปเรื่อยๆ ใครทำได้ก็ลองดู มันไม่รู้จะบอกกันอย่างไร

การเจริญสติเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจะต้องทำเอาเอง ใครทำได้มันก็ได้ การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการมาแก้ไขตัวเอง สิ่งแวดล้อมทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไม่เคยอดทน เราก็มาฝึกหัดอดทน ว่าจะทนได้ไหม ถ้าทนไม่ได้ สิ่งที่จะได้ต่อไปมันก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะธรรมะมันยากกว่านั้น

อยากจะพูดกับญาติโยมว่า ความรู้ที่เรามีอยู่มากๆเหล่านี้ ให้วางไว้ก่อน มันเป็นคนละเรื่องกับความรู้สึกตัว ถ้าสิ่งเหล่านั้นช่วยเราได้ มันก็คงไม่ยากเลย ให้เรานึกเสียว่า ขณะนี้เราไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่ว่าขณะนี้ครูบาอาจารย์บอกว่าให้เพียงเรามีสติ ก็ให้พยายามทำแค่นั้น นี่สำหรับการปฏิบัติธรรม จะทำให้เราเข้าใจได้ไวกว่าและตรงกว่า สำหรับในวันนี้ อาตมาเองจะขอพูดถึงเรื่องที่กระทำมา อาจจะแตกต่างจากคนอื่น เพราะที่ทำมาก็ไม่เคยนึก ไม่เคยฝัน อาจจะไปลงล็อก หรือไปเข้าเป้าอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะอาตมาเป็นคนมีความทุกข์มามาก มีความกดดันสูง

การมาสวนป่าอกาลิโกนี่ ครั้งแรกไม่รู้ว่าท่านทำอะไรเลย การเคลื่อนไหวแบบหลวงพ่อเทียนนี่ไม่รู้จักเลย เพียงแต่ว่าขณะนั้นมีทุกข์มาก อยากจะมาแก้ทุกข์อย่างเดียว ก็ไม่ได้สนใจการปฏิบัติ พอมาถึงก็รู้สึกอยากจะอยู่คนเดียว อยากจะแก้ไขความทุกข์ตนเอง ก็ยังปฏิบัติแบบบริกรรมอยู่ อยู่กับการบริกรรมมานานมาก เริ่มทำตั้งแต่ออกโรงเรียนมา ใหม่ๆ ไปธุดงค์ตามป่าเขาเรื่อยๆ เมื่อสึกออกมา ก็ทำบริกรรมมาเรื่อยๆ รู้สึกว่าวิธีการบริกรรมนี่ก็แก้ไขความทุกข์ คือทำให้เราสงบได้ แต่การบริกรรมก็ทำให้เราอยู่แต่ความสงบแค่นั้น ปีติก็อยู่แต่ปีติ สิ่งที่ดีกว่านั้นเลยไม่ได้ ก็เลยไม่รู้เรื่อง สรุปก็คือ อาตมาก็ยังไม่เข้าใจธรรมะอยู่ดี เรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องศาสนา สอนอะไร ก็ไม่รู้อยู่ดี ก็ยังสงสัยอยู่นะ แต่ไม่ได้คำตอบ ทั้งที่ทำมามากเหมือนกัน ถ้าเปรียบเทียบแต่ก่อนที่อาตมาทำสมัยเป็นเณร ถ้ามาทำแบบหลวงพ่อเทียนสอนนี่ จะตรงมากจะเข้าใจได้มากขึ้น เพราะตอนนั้นออกจากโรงเรียนมายังเป็นเด็ก การสะสมยังไม่มาก พอได้ฟังธรรมในขณะนั้น มันรู้สึกไม่เสียดายชีวิตเลย พร้อมที่จะทำทุกอย่าง พร้อมที่จะสละทุกอย่าง ไปตามป่าตามดงก็ไม่ห่วงชีวิต ยุงจะกัดก็กัดไป ปฏิบัติหนักมาก ถือธุดงควัตรทุกข้อ เคร่งครัดมากทุกข้อ แต่แล้วมันไม่ได้คำตอบ รู้แต่ว่ามันมีความสุขมาก มีความสบายใจมาก นี่ก็ทำมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่นี่ ก็ทำอย่างนั้น (ทำแบบบริกรรม) รู้แต่วันมันแก้ทุกข์ได้ มีความสงบเมื่อเราไม่ฟุ้งซ่าน มันก็แก้ทุกข์ได้ในขณะนั้นจริงๆ

ที่ว่าอาตมาทำแตกต่างจากคนอื่น ก็เพราะอาตมาทำเพียงสามวันแรก ความทุกข์ที่แบกมาตั้งแต่น้อยจนใหญ่หรือมาแบกหนักๆ อยู่สี่ปีเต็ม เพียงสามวันมันหายหมดเลย มันเหมือนไม่มีอะไรเลย ที่ทำมาอย่างนั้น (การบริกรรม)ก็ทำ เพราะได้เข้าไปพิสูจน์จริงๆเลย สามวันรู้แต่ว่ามันทุกข์มาก มันทุกข์เพราะเหตุใด เพราะไปคิดเรื่องเก่าๆ สารพัดอย่างที่มันจะปรุงแต่ง ก็เลยกำหนดอยู่อย่างนั้น บริกรรมอยู่อย่างนั้นไป โดยไม่รู้ว่าที่นี่เขาทำแบบไหน ไม่ได้ถามใครเลย รู้แต่ว่าอยากอยู่คนเดียว ไม่ชอบมาทำวัตรด้วยซ้ำรู้สึกมันเสียเวลา นึกอย่างนั้นเลยตอนนั้น เพราะมันมีความทุกข์ วันทั้งวันก็ทำอยู่อย่างนั้น มันจะคิดก็ไม่สนใจกับมัน มันเหมือนกับสองแรงบวก มันจะทำให้เกิดความสงบง่าย ไม่ใช่โฆษณาวิธีการบริกรรมนะ แต่เล่าให้ฟัง พอทำไปๆ แค่ครึ่งวันแรกมันสงบมันมีอารมณ์ร่วม

แต่ขณะนั้น เราไม่รู้ว่าเรามีอารมณ์ร่วมไปกับความสงบ มันไปแผ่วเบาเราก็รู้ พอวันที่สองความทุกข์แทบไม่มีแล้ว มีความรู้สึกจากเดิม เสียงเพลง เสียงอะไร ฟังแทบไม่ไพเราะแล้ว ปกติเป็นคนชอบสนุก เวลามีเพลงมีแตรวงจะออกหน้าเขาเลย สนุกมาก แต่พอฟังในขณะนั้นมันเป็นคนละเรื่องไป เหมือนกับว่าคนเหล่านั้นกำลังประมาทอยู่ แต่เราทำถูกทางแล้ว เรามาอยู่กับความสงบ เราไม่ผิดหวังแล้ว นี่เรานึกไปอย่างนั้น เรารู้สึกว่าเราแตกต่าง ในขณะนั้นความคิดมันไปในฝ่ายดี แต่เรายังไม่รู้เรื่องว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน พอวันที่สาม ก็อยู่แบบสบายๆ แต่ก็ทำจริงเหมือนกันนะ ความคิดตลอดสามวันที่ปฏิบัตินี่ แทบจะให้เข้าไปไม่ได้เลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ พอเราสกัดออกๆ ให้มันรู้อยู่กับตัวเรา มันสงบ มันปลดความคิดออกได้หมด เหมือนกับคนอยู่สบายๆ ไม่มีอะไรจะต้องคิด