คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

การแก้อารมณ์
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
จากหนังสือ ปกติ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และสิ่งที่ฝากไว้
![]()
ทุกท่าน การที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานแบบที่พวกเรากำลังทำกันอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นปัญหาบางอย่างจึงจะเล่าให้ฟัง คือแนะนำวิธีทีจะไปแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรม ถ้าหากเราปฏิบัติเบื้องแรกเรามักจะชอง บางคนต้องการความรู้ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็นอยากมี อันนี้เป็นการเข้าใจที่ยังไม่ตรงครับ
เมื่อเราจ้อง อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากมี มันมีความตึงเครียดขึ้นนั้น บางคนก็มึนหัว มึนศีรษะ แน่นหน้าอก แสดงว่าการกระทำนั้นไม่ตรงแล้วครับ เราต้องทำให้มันสบาย ๆ วิธีแก้มันก็ต้องทำให้มันสบาย มองไปไกล ๆ แล้วก็ทำความรู้สึกเบา ๆ น้อย ๆ อย่าไปเพ่งมาก เราเดินให้มันสบาย ทำจังหวะก็ทำให้มันสบาย ทำเป็นจังหวะเพียงให้รู้สึกตัว สายตาต้องมองไกล ๆ ครับ แล้วความตึงเครียด แน่นหน้าอก หรือมึนหัว มันจะค่อยคลายไป คลายไปครับ
ดังนั้นจึงแนะนำให้ บัดนี้เมื่ออาการดังกล่าวคลายไปแล้ว เราก็ทำอย่างสบาย ๆ เมื่อความสบายเกิดขึ้นอย่างไรของทำไปอย่างนั้น เดินจงกรมก็ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องจ้อง ทำจังหวะก็ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องจ้อง ทำความรู้สึกตัวเพียงเบา ๆ ครับ ความรู้ เมื่อเราทำไปมากขึ้น ๆ มันจะรู้ขึ้นมา รู้จักเรื่องรูปนาม เมื่อรู้จักรูปนามดีแล้ว คือ รู้ รูปธรรม นามธรรมรูปโค นามโรค รู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา รู้สมมติ รู้ศาสนา รู้พุทธศาสนา รู้บาป รู้บุญ รู้เห็นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง สัมผัสแนบแน่นกับสิ่งเหล่านี้แหละครับ อันนี้เป็นการรู้เบื้องต้น
รู้มาอย่างนี้แล้ว มันจะเกิดความดีใจขึ้นมา เรียกว่า เป็นวิปัสสนู ที่ตรงนี้ครับ จำไว้ให้มันดี ถ้าหากว่าไม่มีครูมีอาจารย์แนะนำ เราเป็นเราก็ไม่รู้ แต่ในขณะที่เราเป็นน่ะ เราไม่รู้ เมื่อผมเป็น ผมก็ไม่รู้ จนกระทั่งผมเป็นมาก แล้วก็เลยไปอาบน้ำ ตกเย็นมานี้ ผมจึงมารู้ความคิด เมื่อรู้ความคิดแล้วก็มาเดินให้มันสบายครับ แต่ว่าต้องปล่อยไป อย่าไปกักมัน ไว้เรื่องความรู้ครับ ให้มันรู้ บัดนี้ มันยิ่งรู้ มันยิ่งคิด เราก็ยิ่งรู้มากขึ้น มันคิดมาก เราก็รู้มาก บางคนต้องการความสงบ ไม่อยากให้มันคิด
อันนี้ วิธีนี้ ไม่ต้องห้ามความคิด ให้มันคิด มันยิ่งคิดเรายิ่งรู้ มันคิดมากเท่าไรก็ดีแล้ว เราจะรู้มากขึ้น บางคนรำคาญว่า จิตใจฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ แน่ะ...เข้าใจไปอย่างนั้น ดีแล้ว จิตใจฟุ้งซ่าน ถ้าหากมันไม่ฟุ้งซ่าน เราจะไม่รู้ อันความฟุ้งซ่านนั่นนะ ให้เรารู้ว่าเรามีสมาธิแล้ว เราจึงรู้ว่าจิตใจฟุ้งซ่าน รำคาญมาก ให้มันคิด มันยิ่งคิดเรายิ่งรู้ แต่ทำความรู้สึกให้มาก อย่าหยุดการทำความรู้สึก แต่อย่าเพ่ง เมื่อความคิดมันมากขึ้น ๆ ความรู้ก็มากขึ้น ๆ เทียบทันกันเข้า ความคิดนั้นจะลดน้อยไป บัดนี้ ตัวความรู้จะมากขึ้น ๆเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะรู้สมุฏฐานการคิด จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลงที่ตรงนี้อีกพักหนึ่งครับ จำให้มันดีตอนนี้ เมื่อความคิดเราเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงก็ได้ หรือจะว่าเปลี่ยนแปลงก็ได้ มันจะรู้ปรมัตถ์ครับ อันที่รู้เรื่องรูปนามนั้นยังไม่เป็นปรมัตถ์ มันเป็นเพียงรู้สมมติ แล้วก็ดีใจ ไม่ใช่ใจดี อันนั้น ดีใจว่าเราได้รู้ธรรมะ เห็นธรรมะ เข้าใจธรรมะ อันนั้นเป็นลักษณะดีใจ แต่ไม่ใช่ใจดี หรือจิตใจดี ตอนนั้นน่ะเป็นวิปัสสนู ตอนนี้พอดีมันคิดมาก เราก็ต้องรู้มาก รู้เท่าทันกับความคิด มันคิดปุ๊บทันปั๊บ คิดปุ๊บ ทันปั๊บ จิตใจของเรามืดตื้ออยู่แต่ก่อน มันไม่รู้จักทางไป บัดนี้พอดี ทันอันนี้แล้ว มันจะสว่างขึ้นภายในจิตใจ แต่ไม่ใช่สว่างที่ตาเห็นนะครับ จิตใจมันจะสว่างขึ้น เบาอกเบาใจ เรียกวา ตาปัญญา อันนี้ลักษณะปัญญาญาณของวิปัสสนาเกิดขึ้น รู้ เห็น เข้าใจ วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ แล้วก็ โทสะ โมหะ โลภะ เหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง และก็รู้ เห็น เข้าใจ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันนี้เป็นการจบภาคหนึ่ง
บางคนก็รู้ได้ 2 ครั้ง บางคนก็รู้ครั้งเดียวอันนี้ครับ รู้ครั้งเดียวนั้นคือว่า รู้แล้ว ไม่หลง ไม่ลืม ครั้นว่า 2 ครั้ง ต้องจิตใจเปลี่ยน 2 ครั้งเป็นมรรค เป็นผลขึ้นมาทันที บางคนก็เป็นเพียงมรรค ผลยังไม่เกิด บางคนก็ได้ทั้งมรรค ทั้งผล เมื่อรู้อันนี้แล้ว จิตใจของคนนั้น น้ำหนัก สมมติเอานะครับ ที่ผมเคยสอบเคยถาม น้ำหนัก 100 กิโล แล้วเป็นอย่างไร จิตใจเบาขึ้นกี่กิโล บางคนก็ชอบพูดว่า 30 กิโล 40 กิโล 50 กิโล 60 กิโล อยู่ในเกณฑ์นี้ เป็นอย่างนั้น ก็แสดงตัวว่าเป็นพระได้ไหม เป็นได้ เป็นเทวดาได้ไหม เป็นได้ ผมเคยถามอย่างนั้น เด็ก ๆ อายุ 9 ปีก็มี จะเป็นผู้หญิงก็ตามผู้ชายก็ตาม รู้แล้วก็แสดงท่าทีออกมาเหมือนกัน เป็นอย่างนั้น บัดนี้มารู้ตอนนี้ นั้นจะเป็น ปีติ ครับ ใจดี เย็นอกเย็นใจ อันนี้เราไม่ต้อง ไม่ต้องให้เป็นปีติ ไม่ต้องให้มันเย็นอกเย็นใจ แน่ะ เป็นอย่างนั้น เราต้องทำให้มาก อันนี้เป็นจินตญาณ มันรู้นิ่ม ๆ รู้นั้น รู้นี้ รู้แล้วสบายใจ อันนี้เรียกว่ารู้เบื้องต้น เป็นปฐมญาณจริง ๆ ญาณจึงว่าเข้าไปรู้
อันนี้เป็นลักษณะของปัญญาญาณของวิปัสสนาครับ รู้อย่างที่ผมพูดมานี้เป็นอารมณ์ เราไม่ต้องข้องแวะอยู่กับปีติ ปีติตามตำรา ท่านว่ามันดี ปีติ ความอิ่มใจ ปีติ ความยินดี ปีติ ความพอใจ ท่านว่าอย่างนั้น แต่อันนี้ ปีติต้องเป็นอุปสรรค เป็นการขัดขวางไม่ให้เราเดินทางต่อไปถึงที่สุดได้ เป็นอย่างนั้น จึงว่าไม่ต้องข้องแวะกับสิ่งเหล่านั้น เราต้องพยายามทุ่มเทความเพียรมากขึ้น แต่ทำอย่างเดิมนั่นแหละครับ อันนี้มันจะแน่นหน้าอก หรือเวียนหัว มีความตึงเครียดเข้ามาเป็นบางอย่างนะครับอันนี้ เราก็ต้องมาทำให้มันสบาย สบาย มองไกล ๆ ครับ วิธีแก้ก็ต้องมองไกล ๆ ทำความรู้สึกเบา ๆ ไม่ใช่ว่ามันเป็นแล้ว จะไปหยุด ไปทำให้มันน้อยลง ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ต้องเร่งความเพียร ทุ่มเทเข้า ความเพียรนี่ ไม่ต้องท้อถอย ไม่ต้องอ่อนแอ
ทำ แต่ว่าให้นอนครับ ตอนนี้ต้องให้นอน แต่บางคนไม่อยากนอน อยากเร่งความเพียร ไม่ดี อย่างนั้นครับ ถึงเวลานอน ต้องนอน ถ้าหากเป็นกลางวัน ไม่นอน พยายามแก้ปัญหา ถ้ามันง่วงนอนมา ต้องไปหาวิธีทำการทำงาน ทำอะไรก็ได้ ถอนหญ้าก็ได้ ล้างหน้าล้างตาก็ได้ ไปอาบน้ำก็ได้ ซักเสื้อผ้าก็ได้ ให้เราหาวิธีแก้ ว่าอย่างนั้นแหละครับ
เพราะว่ามันเป็นอุปสรรค ท่านว่า ถีนะมิทธะ ความหดหู่ง่วงเหงาหาวนอน หดหู่อย่างนั้นอย่างนี้ ท่านว่าอย่างนั้น ก็ต้องหาวิธีแก้ ไม่ต้องนอน ถ้ามันเกินควร มันอยากนอนจริง ๆ เอ้า นอนสักนิดเดียวเท่านั้น ได้ครับ แต่กลางคืนต้องนอนเต็มที่ในเกณฑ์ 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม ก็ต้องนอนแล้วครับ นอนมาก นอนให้เต็มที่แล้วตื่นขึ้นมา บัดนี้ ก็ต้องมาทำความเพียร
ทำอย่างนั้นแหละครับ มันจะรู้ เห็น เข้าใจ ขึ้นมาอีก เป็นอารมณ์ คือเห็น รู้ เข้าใจ สัมผัสแนบแน่นอยู่กับกิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม เหล่านี้แหละครับ มันเป็นมรรค เป็นผล เป็นอารมณ์ ขึ้นไป รู้ตอนนี้มันก็ยังเป็นปีติ มันยังเป็นจินตญาณ อยู่นั้นแหละ
คำว่า ปีติ กับ จินตญาณ เป็นอันเดียวกันครับ แต่มันรู้จิตใจนิ่มๆ เรียกว่าใจดีอันนั้น ลักษณะใจดีแต่ไม่เป็นลักษณะดีใจ ให้เรารู้จักอย่างนั้น แล้วความหนักอกหนักใจนั้นจะเบาขึ้นมา มีความสว่างภายในจิตใจ เป็นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่สว่างเหมือนเราจุดเทียนอย่างนี้ ครั้นมันเบาใจ เรียกว่าเห็นเป็นทางไปครับ คล้าย ๆ คือเป็นทาง เป็นแนวทางที่จะเดินต่อไปได้นี่แหละครับ เราต้องทำจังหวะ เดินจงกรม ทำช้า ๆ ก็ได้ ทำไวก็ได้ ทำให้มันถูกจริตครับ
ตอนนี้เป็นการกระทำ เป็นการเจริญ.เป็นการแก้ปัญหา การแก้ปัญหา การแก้อุปสรรคเหล่านี้ต้องทำให้มันสบาย เมื่อมีความตึงเครียดขึ้นมา ก็ทำให้มันสบายๆ ไม่ต้องให้มันตึงเครียด เป็นอย่างนั้น บัดนี้ เมื่อมันมีความตึงเครียดเข้ามา แน่นหน้าอก เวียนหัว หรือจะอาเจียน เจ็บปวดอย่างไรก็ตาม มันเป็นกิริยา มันแสดงท่าที มันอยากให้เราท้อถอย เราต้องไม่ท้อถอย เราต้องทำ บังคับให้ทำ อันนี้ต้องใช้เวลานานครับ บางคน บางคนก็ต้องได้เร็ว แต่เมื่อสมัยผมปฏิบัติ ผมรู้ตอนเย็นครับ รู้ได้ 2 ขั้นทีเดียว เป็นมรรคเป็นผล เป็นมรรคเป็นผล ขึ้นไป เป็นอย่างนั้น ใช้เวลาไม่นาน แต่เราไม่ต้องพูดถึงว่านาน หรือไม่นาน เราของทำเรื่อย ๆ ไปเลย แต่มันต้องเป็นอารมณ์ ถ้าหากว่ามันสงบนั้น เราติดความสงบแล้ว อันนี้มันจะมีอารมณ์ไป ที่ผมพูดนี่ และพวกเราต่อไปจะเป็นครู เป็นอาจารย์คน ต้องให้มันรู้ ให้มันเข้าใจ เรื่องอารมณ์
ทีรู้มาแค่นี้ เราก็ต้องทบทวนอารมณ์ของ รูป นาม ขึ้นมาอีก ให้มันเข้าใจ ไม่ต้องหลง ไม่ต้องลืม คือไม่ให้มันหลง ไม่ให้มันลืม ว่าอย่างนั้น ให้มันเข้าใจ อย่างที่พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา ทำจังหวะให้เป็นจังหวะ เดินจงกรมก็ให้เป็นเดินจงกรมจริง ๆ แล้วก็รู้รูปรู้นาม นี่เอง รูปนาม รูปธรรม นามธรรม รู้จัก รูปมันทำการทำงานอันนั้นเป็น รูปธรรม นามธรรม รูปโรค นามโรค
รูปโรค นามโรค มี 2 อย่างครับ โรคเจ็บหัวปวดท้อง อันนี้เมื่อรูปเป็นแล้ว ใจก็ไม่สบาย อันนี้เป็นรูปโรค นามโรค
รูปโรค นามโรค อีกอย่างหนึ่งครับ คือสบาย แต่มันดีใจ เสียใจ พอใจ ไม่พอใจ มีรัก มีเกลียด อันนี้เรียกว่า จิตวิญญาณเป็นโรค ให้รู้จักว่าโรคมี 2 อย่าง รูปโรค นามโรค อันนี้ เมื่อรู้อันนี้ เห็นอย่างนี้แล้ว ก็เข้าใจ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา นี่ตามอารมณ์ที่ผมรู้มาครับ เป็นอย่างนั้น
ทุกขัง คือ การเคลื่อนการไหว ตัวจังหวะนั่นแหละครับ จึงว่าให้ทำจังหวะ จะรู้ทุกข์ได้ ทุกขัง หมายถึง มันติดอยู่กับรูป อนิจจัง หมายถึงไม่เที่ยง อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ รูปอันนี้บังคับบัญชาไม่ได้ครับ เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เรื่องจิตใจนั้นแก้ไขได้ครับ เป็นอย่างนั้น
เมื่อรู้อันนี้แล้วก็ต้องรู้ สมมุติ บัดนี้ สมมุติอะไร รู้ให้ครบ ให้จบ ให้ถ้วนครับ สมมุติ พระพุทธรูป ก็สมมุติขึ้นมา ไม้อยู่ป่า เอามาฟันให้เป็นรูปพระ ก็สมมติ บัดนี้ ถ้าหากเอาอิฐ เอาปูน ก่อขึ้นมา อิฐ หิน ดิน ปูนธรรมดาครับ มาก่อขึ้นมาทำเป็นรูป เป็นทรงขึ้นมาครับ อันนั้นก็สมมุติให้เป็นพระพุทธรูปขึ้นมาได้ จะเอาโลหะ ทองแดง หรือทองเหลืองเอาแก้ว เอาอะไรมาหล่อ มาปั้น อันนั้นก็เป็นเพียงสมมติเท่านั้นเองให้เรารู้จักจริง ๆ จนกระทั่งการบวช บวชแล้วก็สึก สึกแล้วก็บวชครับ อันนี้ก็เป็นสมมุติ เรียกว่า สมมุติบัญญัติ ปรมัตถบัญญัติ อรรถบัญญัติ อริยบัญญัติ
ให้รู้จักว่า สมมุติจริง ๆ สมมุติก็มี ปรมัตถ์ด้วย ตัวบทกฎหมายเป็นสมมุติ ว่า รู้ให้ครบ ให้จบ ให้ถ้วน เรื่องสมมติจริง ๆ แต่เรื่องปรมัตถ์คือ เรื่องจิตใจ กำลังเห็น กำลังเป็น กำลังมี อยู่นั่น เรียกว่า.เป็นปรมัตถ์ รู้อันนี้ครบจบตัวน ผี เทวดา ให้รู้ ผีก็คือ คนทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว นี่เอง เทวดาก็คือ คนพูดดี ทำดี คิดดี นั่นเอง เรียกว่า หิริโอตตัปปะนี่เอง มีความละอายแก่ใจ นี่เรียกว่าเป็นเทวดาครับ
เมื่อรู้อันนี้แล้ว ก็รู้ ศาสนา ศาสนาแปลว่า คำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ใครรู้เรื่องอันใด ก็นำเรื่องนั้นมาสอน เรียกว่าศาสนา ศาสนาจึงคือตัวคนทุกคนไม่ยกเว้น คำว่าศาสนา พุทธศาสนา พุทธะจึงแปลว่า ผู้รู้ธรรม เห็นธรรม เข้าใจธรรม คือ ตัวสติ ตัวปัญญา นั่นแหละเป็นพุทธะ อันพูดนี่เป็นเรื่องของปัญญานะครับ ปัญญาจึงเป็นการรู้แจ้ง รู้จริง คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะปัญญา อันนี้แหละปัญญาญาณของวิปัสสนา ญาณ แปลว่า เข้าไปรู้ จึงเป็นปัญญาญาณเข้าไปรู้ คือรู้ที่ตัวเรานี่เองครับ
เมื่อรู้พุทธศาสนา แล้วก็รู้บาป รู้บุญ บาปก็คือมืดตื้ออยู่ภายในจิตใจนั่นเองครับ ไม่รู้จักทิศทางอะไรทั้งหมดเลยครับ เรียกว่าบาป พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเราโง่นั่นเอง ก็เป็นคนบาปเหมือนกัน บุญบัดนี้ บุญก็คือ รู้ เห็น เข้าใจ รู้ เห็น เข้าใจ แล้วก็ดีใจ อันนี้เป็นภาคต้น
อันนี้แหละ นั้นจะเกิดวิปัสสนูขึ้นที่ตรงนี้ครับ แต่คนที่เป็นไม่รู้กำลังเป็น จะรู้ได้อย่างไร ไม่รู้ ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ คนที่มีความรู้ จึงจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ครับ บัดนี้ตอนแก้ถ้าหากไม่มีใครแนะนำ เราต้องทำจังหวะให้มันสบาย เมื่อมีความตึงเครียด เราก็ต้องทำให้สบาย อย่าไปเพ่ง อย่าไปจ้อง อย่าไปอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากมี มันก็ค่อยคลายออก คลายออก ให้มันมีความรู้สึกน้อยๆ เบาๆ บัดนี้มันคิดมาเราไม่อยากให้มันคิด มันต้องคิด อันนี้ ให้มันคิด มันยิ่งคิดก็ยิ่งรู้มากขึ้น รู้มากขึ้น มากขึ้น มันจะทันความคิด
อ้าวสมมติให้ฟัง มันคิด 100 เรื่องเราจะรู้เรื่องเดียวทีแรก บัดนี้มันคิด 100 เรื่อง เราจะรู้ 10 เรื่อง ยังไม่รู้ 90 เรื่อง บัดนี้มันคิดมา 100 เรื่อง เราจะรู้มันถึง 20 มันก็เหลืออยู่ 80 สมมุติเอาเป็น 10 เป็น 10 เข้าไปนะครับอันนี้ บัดนี้มันรู้ถึง 80 แล้ว มันยังไม่รู้ 20 บัดนี้ ตอนนี้ต้องทำความเพียรให้มากนะ บัดนี้ มันรู้ถึง90 ยังไม่รู้ 10 เดียว มันรู้ถึง 95 เรื่อง มันคิดขึ้นมาปุ๊บ ทันปั๊บ ได้ 95 เรื่อง ยังไม่รู้ 5 เรื่อง อันยังไม่รู้ทันความคิดนะครับ สมมติ บัดนี้ เราต้องพยายามทุ่มเทความเพียร บัดนี้ ทุ่มเทจริงๆ ทำโดยไม่ท้อถอย ไม่ย่อหย่อน แต่ห้ามนอน บัดนี้ กลางวันไม่ต้องนอน เด็ดขาดได้เท่าไรยิ่งดีครับ กลางคืนต้องนอน จิตใจก็จะเปลี่ยนที่ตรงนี้แหละครับ น้ำหนัก100 กิโลนี่ ผมสลัดเบาขึ้นทันที 80 กิโลเลยครับ รู้สึกว่าตัวเองเป็นพระขึ้นมาทันที มันจะรู้อย่างนั้น มันมีอารมณ์
อารมณ์ มันก็ต้องเห็นวัตถุ ปรมัตถ์ อาการ นี่ จึงว่ามีความเปลี่ยนแปลง วัตถุ ก็หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมีอยู่ในชีวิตจิตใจของเรา ปรมัตถ์กำลังเห็น กำลังเป็น กำลังมี นั่นเองครับ อาการ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง หนักเป็นเบา มืดเป็นสว่าง โง่เกิดฉลาดขึ้นมา ที่มันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้น เรียกว่าอาการ รู้อันนี้แล้วก็เห็น รู้ เข้าใจสัมผัสแนบแน่น เรียกว่า ญาณของปัญญารู้อันนี้ครับ บางคนจะรู้เห็นโทสะก่อน บางคนก็จะรู้เห็นโมหะก่อน บางคนก็จะรู้เห็นโลภะก่อนครับ รู้แล้วไม่หลง ไม่ลืม เราต้องดู ต้องรู้ ต้องเห็นอันนี้ บัดนี้รู้ครบจบถ้วนแล้วอันนี้ ก็รู้เห็นเข้าใจสัมผัสแนบแน่น เรียกว่า ญาณของปัญญา ปัญญาเข้าไปรู้ นี่ครับอันนี้ไม่ใช่เป็นปัญญาความทรงจำครับ เห็นเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ
เวทนาไม่ทุกข์ สัญญาไม่ทุกข์ สังขารไม่ทุกข์ วิญญาณไม่ทุกข์ จึงเป็นพระได้ เป็นปรมัตถ์อันนี้ครับ อันนี้เป็นมรรคเป็นผล ขึ้นมาทันที แล้วเกิดปีติ ปีติจึงเป็นอุปสรรค นี่เป็นอย่างนั้น ที่ผมทบทวนมานี่เป็นอารมณ์ให้รู้จริง ๆ บัดนี้มันคิด เป็นลักษณะใจดี อันนี้ ไม่ใช่ดีใจใจมันดี แล้วก็มันก็มีความตึงเครียดบ้าง เรียกว่าจินตญาณ อันปีตินั้นเรียกว่า จินตญาณครับ มันเป็นปีติ มันดีใจ จิตใจสบาย เยือกเย็น ไม่ต้องคิด ต้องทำความเพียรขึ้นให้มาก เดินไป เรียกว่าไม่ใช่เดินด้วยเท้า ให้ปัญญามันเดินไป ให้ปัญญาเดินเข้าไปรู้อารมณ์ โดยไม่ต้องศึกษาเล่าเรียนจากครู จากอาจารย์ ไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนจากตำรับตำราที่ไหน
อันนี้ผมเป็น ผมจึงสามารถ เอาความสามารถของตัวเองนี่เองไปพูดไปสอนไปแนะนำพรรคพวก มันเป็นปีติ ตอนปีตินี่นาน ตอนนี้ครับบางคนอาจจะนานเป็น 9 วัน 10 วัน เป็น 20 วัน เป็นเดือนก็มี เป็นปีก็มีนะ ถ้าหากไม่มี มีอาจารย์มันครับ ถ้ามีครูมีอาจารย์คอยแนะนำ คอยตักเตือนว่ากล่าวอยู่ก็ไม่นาน ถ้าหากเราทำความเพียรไม่เกิน 3 ปีนะครับ อันนี้รับรองได้ครับ อย่างนานนะไม่เกิน 3 ปี อย่างกลาง 1 ปี อย่างเร็วที่สุดนี้นับตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป เรียกว่า 90 วัน จะรู้ เห็น เข้าใจ เป็นได้ทำให้ติดต่อกัน
แต่โดยมากคนมันไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับ มันทำน้อย ๆ ทำแล้วก็เอาะแอะ อ้อแอ้ อย่างนั้นอย่างนี้อยู่นั่นแหละครับ มันไม่ค่อยจริง มันจึงรู้จริงได้น้อยครับ ถ้าเป็นคนจริงไม่หลวมตัว คือไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย เรียกว่า ไม่หลวมตัวครับ เป็นอย่างนั้น แล้วก็จะรู้ไปเป็นขั้นเป็นตอนไป เป็นพักเป็นพัก เรียกว่า เป็นปฐมฌาน เป็นปัญญาเราไปรู้นะเป็นทุติยฌาน เป็นตติยฌาน เป็นจตุตถฌาน เป็นปัญจมฌาน ขึ้นไปเป็นอย่างนั้น
ตอนนี้เรียกว่า ปีติ เราก็ต้องทำความเพียรครับ ให้มันรู้เบา ๆ แต่อย่าห้ามให้มันคิด อันนี้เป็นการแก้ปัญหา แก้วิปัสสนู แก้จินตญาณ อันนี้แก้ไปเหมือนกัน บัดนี้รู้อันนี้ แล้วก็จะรู้กิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม ตอนนี้เป็นอารมณ์ขึ้นไป รู้อันนี้แล้วก็จะมาเป็นพัก เป็นพักไปครับ ก็จะรู้ศีล ศีลนั้นก็จะว่ากัน อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่เมื่อผมรู้นั้น คือศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ ขันธ์แปลว่าหมวดหมู่ กลุ่มกองก็ว่าได้ ขันธ์ คือขันธ์ 5 นี่เอง จะว่า หมวดตา หมวดหู หมวดจมูก หมวดลิ้น หมวดกาย หมวดใจ จะว่าอย่างไรก็ได้ เรียกว่าศีลขันธ์
ศีลอันนี้ปรากฏขึ้นมา แล้วก็จะรู้ เข้าใจ เรื่องสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน มันจะรู้เป็นขั้นเป็นตอนไปอย่างนี้ครับ อันนี้เป็นอารมณ์ ถ้ามันดีใจ เกิดปีติอะไรต่าง ๆ นั้น มันเป็นอุปสรรค มันมีความตึงเครียด มึนหัว ปวดหัว เรียกว่า มึนศีรษะ ปวดศีรษะ นี่ครับ มันมีความตึงเครียดอย่างนั้น อันนั้นมันเป็นอุปสรรค เราของทำช้า ๆ ต้องทำไปไม่ท้อถอย ถ้าหากว่ามันมีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้น ก็ต้องทำให้มันสบาย ๆ ไป เป็นอย่างนั้น แต่ไม่ต้องท้อถอย อันนี้เป็นการแก้ปัญหาคืออย่าไปตึงเครียด อย่าไปเพ่ง
เมื่อรู้อันนี้แล้วก็จะรู้ เกิดปัญญาญาณ เรียกว่าปัญญาเข้าไปรู้ เรียกว่าญาณเข้าไปรู้ จึงว่ารู้เป็นอารมณ์ขึ้นไป เมื่อรู้ศีลครบจบถ้วนแล้ว รู้สมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานมันสงบอย่างนั้น สงบอย่างนี้ อันนั้นเป็นสมถกรรมฐาน แต่สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนาแปลว่าเห็นแจ้ง รู้จริง เข้าใจจริง ด้วยญาณของปัญญา เรียกว่าปัญญาญาณ ญาณจึงว่า แปลว่า เข้าไปรู้ เป็นพาหนะชนิดหนึ่ง ขนส่ง เรียกว่า ขนส่ง เรียกว่าเป็นปัญญาญาณเข้าไปรู้ รู้ก็ต้องรู้ บัดนี้มันจะเข้าใจการทำบาป เรียกว่าทำชั่วด้วยกาย กายทำชั่ว หากนรกมี จะไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือน มันจะเข้าใจไปอย่างนี้ บัดนี้คำพูด พูดชั่ว ตายไปแล้วจะไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือน มันจะเข้าใจอย่างนั้น บัดนี้ใจคิดชั่ว ตายไปแล้วจะไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือน มันจะเข้าใจอย่างนี้ บัดนี้กายก็ทำชั่ว คำพูดก็พูดชั่ว ใจก็คิดชั่ว สามอันนี้มาบวกกันเข้า ตายแล้วจะไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือน มันจะรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ เป็นญาณของปัญญา เข้าไปรู้อย่างนี้อย่างแจ่มแจ้งจริง ๆ ครับ อันนี้เรียกว่าญาณของวิปัสสนา เป็นปัญญาญาณเข้าไปรู้ เรียกว่า คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะปัญญา จึงว่าให้มันคิด มันยิ่งคิด เราก็ยิ่งรู้ มันยิ่งคิดมาก เราก็รูมาก ฟันเข้า ทันเข้า นี่...เป็นอย่างนั้น
บัดนี้ในทางตรงกันข้าม ทำบุญ เรียกว่า ทำดีด้วยกาย ถ้าหากสวรรค์นิพพานมี ตายไปแล้วจะไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน จะรู้เห็นเข้าใจอย่างนี้ บัดนี้ทำดีด้วยวาจา พูดอ่อนพูดหวาน หากว่าตายไปแล้วจะไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน เป็นอย่างนั้น จะรู้เห็นเข้าใจอย่างนี้ว่า ญาณปัญญาเราไปรู้ ครับ อันนี้ บัดนี้ทำดีด้วยใจ ใจคิดดี มีเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนฝูง บัดนี้ ถ้าหากตายไปบัดนี้ จะไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน นิพพานชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน จะรู้เห็นเข้าใจอย่างนี้ครับ บัดนี้กายก็ทำดี วาจาก็พูดดี จิตใจก็คิดดี ตายไปแล้วจะไปเกิดสวรรค์ นิพพานชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน มันจะรู้ จะเห็น เป็น มี เข้าใจอย่างนี้อย่างแจ่มแจ้งทีเดียวครับ มันเป็นอย่างนั้น อันนี้เรียกว่าญาณของวิปัสสนา ปัญญาของญาณวิปัสสนาเข้าไปรู้เข้าไปเห็น เรียกว่าญาณ จึงเป็นพาหนะขนส่ง แล้วมันจะเบาไป เป็นขั้น เป็นต้นไปครับ มันเป็นอย่างนั้น
รู้ เห็น เข้าใจ อย่างนี้ แล้วก็มันจะไว ความคิดนะครับ นี่..อารมณ์คืออันนี้ เรียกว่า เป็นพัก เป็นพักไป มันจะเห็นว่าตนตัว เรานี่แหละเมื่อถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมี ท่านบอกไว้อย่างนี้ ถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมีนะครับ มันปรากฏขึ้นมาเอง เมื่อผมเป็นอย่างนี้ ผมก็เลยรู้ว่า พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว ผมก็เลยเห็น เลยเข้าใจ เป็น มี มันเป็นแล้วนะครับ จึงจะรู้นะครับ อย่าไปรู้ล่วงหน้านะ ถ้าไปรู้ล่วงหน้าแล้ว มันเป็นความรู้ มันเป็นจินตญาณ มันรู้เอาเอง มันคิดเอาเอง อันนั้นไม่ใช่เป็น ไม่ใช่มี มันรู้ อันนั้น อันที่ผมเป็นนี่ ผมมีนี่ มันไม่รู้ครับ มันเห็น มันเป็น มันมีครับ มันมี มันเป็นแล้ว มันจึงรู้ ญาณจึงจะเกิดขึ้น คือญาณเกิดขึ้นแล้ว มันจึงรู้ครับ ญาณแปลว่าเราไปตัดหรือไปรื้อ ไปถอน จะว่าอย่างไรก็ได้ครับ มันเป็นเพียงสมมติมาพูดให้ฟัง
มันจะเป็นวิปลาสที่ตรงนี้แหละครับ พอดีผมเห็น เป็น มี มันจืดหมดตัวหมดเลยครับ ผมเคยพูดให้เพื่อนฟังบ่อย ๆ ว่า เอาเชือกไนล่อนหรือเชือกอะไรก็ตาม ไปผูกไว้กับหลักสองหลัก ดึงให้มันตึง แล้วตัดตรงกลางครับ เมื่อตัดตรงกลางแล้วเชือกมันจะสะท้อนคืนไปอยู่กับหลักทางนั้นทางนี้ครับ เราจะดึงเข้ามาติดกัน ให้มันต่อกัน มันไม่ถึงครับ อันนี้จึงจะรู้จักว่า พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว หรือสมมุติอีกอย่างหนึ่งครับ เมื่อก่อนเวลามีดพร้าหรืออะไรก็ตามบาดเนื้อเรานี่ครับ บาดเนื้อเราลงไป เลือดทุกหยดมันจะพุ่งออกมาปากแผล บัดนี้ พอเป็นอย่างนั้นเลือดทุกหยดมันจะไม่มาปากแผล มันจะหวนกลับไปทั้งหมดเลยครับ เข้าสู่สภาพมันจริง ๆ ครับอันนี้แหละที่ว่า พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว ผมก็เลยมารู้จุดนี้แหละครับ เมื่อรู้จุดนี้แล้วมันจะเบา เหมือนกับไม่มีอะไรติดเนื้อ ติดตัวนี่แหละครับ ขณะที่เป็นนั้น ผมกำลังเดินครับ ผมเป็นตอนเข้าครับอันนี้ แต่เมื่อรู้รูปนามนั้น ทำทีแรก รู้ตอนเข้า แต่ที่รู้ทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลงเป็นปรมัตถ์นี่รู้ตอนเย็นครับ ตอนรู้ศีลกับตอนรู้ที่เห็นเข้าใจสัมผัสแนบแน่นนี้มันเป็นอารมณ์ มันไม่นานที่ผมรู้น่ะครับ เลือดมันจะกลับคืนหมดทุกหยด เลยรู้ พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว ผมพระพุทธเจ้าไม่ยาวอีกต่อไป อันนั้นมันเป็นภาษาที่พูดครับ แต่ไม่ใช่เป็นผมจริง ๆ ครับ พอดีผมเห็น รู้ เข้าใจอันนี้ โอ้... พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียวนั้น ไม่ใช่ตัดผมจริง ๆ ครับ คืออันนี้แหละครับ มันขาดออกจากกันครับ เลือดทุกหยดจะหวนกลับทั้งหมด เชือกที่เราผูกไว้มันจะหวนกลับสู่หลักเดิมนั่นแหละครับ
อันนี้แหละครับ มันจะรู้เห็น เปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ เรียกว่าอาการ ความเปลี่ยนแปลงไป เบา ไม่มีอะไร หมดตัวละครับ เรียกว่าจบถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมมีมันถึงที่สุดแล้ว มันจึงรู้ครับ ก็เลยเป็นวิปลาสที่ตรงนี้ครับ แต่ผมเป็น ผมไปติดความสุขครับ เพราะไม่เคยเป็น ไม่เคยมีอย่างนี้ ผมเดินไป กำลังเดินจงกรม นึกว่ามันสูงขึ้นไปประมาณสักเมตรหรือสองเมตรนั่นแหละครับ เหินดินขึ้น คือเดินอยู่บนอากาศนั่นแหละครับ มันเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงเดินบนดินนั่นแหละครับ แต่มันเป็นในใจครับ เหมือนเราเดินอยู่บนอากาศได้ เป็นอย่างนั้น ก็เลยติดความสุขอันนั้น ไม่นานผมก็เลยคิด เอ...ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ผมก็เลยหวนกลับเข้ามาดูอารมณ์ ตอนนี้ต้องทวนอารมณ์ แต่ไม่ไปทวนอารมณ์ของรูป นาม ครับ
เมื่อมาทวนอารมณ์ เห็นอารมณ์ เข้าใจอารมณ์แล้ว ความสุขอันนั้นก็จะค่อยจางไป จางไป หรือลดน้อยลง ลดน้อยลง ก็จะมาอยู่ปกติเองครับ ให้มันเป็นปกติครับ เห็น รู้ เข้าใจ ไม่หลง ไม่ลืม เป็นอย่างนั้น เมื่อไม่หลง ไม่ลืม แล้วก็เป็นปกติ จิตใจก็สบาย คือ ว่าง ๆ แต่ไม่ใช่ว่างไม่มีอะไรนะครับ คือ กิเลสทั้งหลายจะไม่เข้ามารบกวนครับ มันจะเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นชิ้นเป็นอัน เราเคยพูดเคยคุยกันเรื่องกิเลส กิเลสทุกประเภทครับ จึงว่าศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด มันจะมารวมลงที่จุดนี้ทั้งหมดเลยครับ
เมื่อรู้ครบจบถ้วนแล้ว เราก็รู้นะครับ จะให้คนอื่นรู้แทนเราไม่ได้ ใครจะผู้พูดเรื่องอะไร เรารู้ พูดธรรมะให้ฟังก็รู้ สิ่งที่ไม่เป็นธรรมะพูดแล้วก็รู้ อันนี้มันจะรื้อถอนทั้งหมดเลยครับ รื้อถอนโดยไม่ต้องนึกไม่ต้องฝันอันนี้แหละครับ ทุกคนต้องประสบเรื่องนี้ครับ ถ้าหากว่าเรายังไม่ทันรู้ ไม่ทันเห็น ไม่ทันเป็น เวลาจวนจะตาย จวนจะหมดลมหายใจ มันจะเห็นจะรู้ เข้าใจ เรื่องนี้ครับ จึงว่าอารมณ์ต้องทวนมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วัตถุปรมัตถ์ อาการ โทสะ โมหะ โลภะ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้ไปอย่างนี้ทวนให้มันดี ๆ สมมุติเอาครับ เหมือนเราเดินทางนี่แหละ เราเดินทางทีแรกเดินไป เราไม่ได้ตัดได้ถางอะไรมาก ไม่ได้โค่นหลักโค่นตอมาก แต่ว่าถางให้ไปได้ บัดนี้เราทวนไปจนจบ ทวนไปจบแล้วก็ทวนตั้งแต่ปลายลงมา เรียกว่าอนุโลม ปฏิโลมอย่างนี้ครับ ทางนั้นเป็นหลัก เป็นตอ ก็ค่อยตัด ค่อยเตียนเข้า ปัดกวาดเข้าให้มันละเอียด อันนี้มันสมมุติพูดน่ะ ให้รู้อารมณ์ละเอียดเข้าให้เป็นพวก เป็นหมวด เป็นหมู่ เรียกว่าขันธ์ห้า ขันธ์สี่ ขันธ์สาม ขันธ์สอง ขันธ์เดียว อย่างนี้ ให้มันรู้จริง ๆ ครับ
รู้อันนี้ วิปลาสก็หายไป จินตญาณก็หายไป วิปัสสนูก็หายไป มีแต่ปัญญาล้วนๆ ครับ มีแต่ญาณของปัญญาเข้าไปรู้ เรียกว่า ปัญญาญาณ ญาณเข้าไปรู้ อันนี้แหละครับที่ผมได้แนะนำพร่ำสอนมาหลายคนครับ มีคนรู้มาถึงจุดนี้น้อยคน แต่รู้เรื่องรูป นาม นั้นมาก รู้เรื่องจิตใจเปลี่ยน ให้ทำตัวเป็นอริยบุคคลนี้ เป็นพระนั่นก็มีมาก บางคนก็จิตใจเปลี่ยนครั้งเดียว บางคนก็สองครั้ง สามครั้งไป เป็นอย่างนั้น แต่ความรู้มันรู้ครับ พูดให้ฟังแล้วรู้ครับอันนี้ แต่มันยังไม่ชัดเจนครับ ผมพูดความจริง จะหาว่าผมพูดอวดหรือหาว่าคุยพูดมากก็ได้ เพราะเรื่องของคนมันต้องเป็นอย่างนั้นครับ รู้ได้ครับ ไม่มีใครพูดให้ฟังครับ เรื่องเหล่านี้ผมรู้ จึงว่า พุทธานุพุทธํ หรือจะว่าสาวกพุทธะก็ได้ จะว่าอย่างไรก็ได้ครับ ห้ามไม่ได้ครับ พุทธานุพุทธํ สามสีลทิฏฐึ เราสวด โยจกฺขุมา นะครับ แปลเป็นใจความว่า ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฐิเสมอกัน ท่านว่ามีเหมือนกันกับพระพุทธเจ้าครับ และก็รู้เห็นเป็นมี เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า มีความสุขเท่ากัน มีความไม่มีทุกข์เท่ากัน รู้อารมณ์เช่นเดียวกัน แต่ไม่แตกฉานเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้แตกฉาน มีความรู้มาก ท่านเรียนมากนะครับ
อันนี้ที่นำมาเล่าให้ฟัง เป็นวิธีแก้วิปลาส เป็นวิธีแก้ของจินตญาณ เป็นวิธีแก้ของวิปัสสนู ถ้ามันตึงเครียด มึนหัว หนักอก หนักใจนั้น เราต้องทำเบาๆ อย่าไปเพ่ง ถ้าไปเพ่งแล้วมันแน่นเข้า มันแก้ไม่ได้ ทำให้มันสบาย มองไกล ๆ นี่ ถ้ามองไกลแล้วมันคลายออกไป ความรู้นั้น ความหนักอกหนักใจนั้นมันคลายไปเองครับ จินตญาณก็เช่นเดียวกัน ให้แก้อย่างนั้น ตอนวิปลาสนี้ต้องให้แก้ตอนมาทวนอารมณ์ ให้มันมีอารมณ์ อยู่กับอารมณ์ แล้วก็ทำเบาๆ
แต่ส่วนวิปัสสนากับจินตญาณนั้นต้องแก้วิธีทำ แต่ว่าทวนอารมณ์น้อยครับ แต่เรื่องรูปนามนั้นก็ต้องให้มันแจ่มใส ตอนวิปลาสนี้ต้องทวนอารมณ์ ทำให้มันสบาย ๆ อยู่กับอารมณ์ครับ เมื่ออารมณ์แจ่มใสขึ้นมาแล้ว ความตึงเครียดก็ลดน้อยไปทันที แต่ให้มันคิดนะ ห้ามไม่ได้ความคิด แต่มันจะคิด รู้ เห็น เข้าใจ เป็นมี อันนี้เป็นวิปัสสนาล้วนๆ ครับ มันจะเป็นของมันเอง เพราะทุกคนต้องมีอย่างนั้น
อันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต เหมือนกัน เป็นมีเหมือนปัน เราต้องเข้าใจ แต่ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า เป็นสาวกพุทธะ เราจะว่าเป็นปัจเจกพุทธะก็ได้ เป็นสาวกพุทธะก็ได้ หรือจะว่าอย่างไรก็ได้ มันเป็นเรื่องสมมติ จึงว่า รู้ตาม เห็นตาม เข้าใจตาม จึงจะสมกับที่เราสวดกัน
หลักสังฆคุณว่า สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใดปฏิบัติดีแล้ว คือปฏิบัติอย่างถูกต้องครับ
อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใดปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติตรงต่อตัวเอง ตรงต่อคำพูดคำสอนของพระพุทธเจ้า
ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหมู่ใดปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ออกจากโทสะ ออกจากโมหะ ออกจากโลภะ ออกจากกิเลส ออกจากตัณหา ออกจากอุปาทาน กรรม วิบาก เหล่านั้น จะออกไปจางไป จางไป
จึงว่า สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว คือ จะไม่หลงไม่ลืมครับ
ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคคลา คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ
เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
จะเป็นผู้หญิงก็เป็นสงฆ์ได้ เป็นผู้ชายก็เป็นสงฆ์ได้ เป็นพระเป็นเณรก็เป็นสงฆ์ได้ บวชก็เป็นสงฆ์ได้ ไม่บวชก็เป็นสงฆ์ได้ ถือศาสนาใดก็ตาม นุ่งผ้าสีอะไรก็ตาม ลัทธิใดก็ตาม ไม่จำกัดไม่กำหนดกฎเกณฑ์การปฏิบัติแบบนี้ครับ รับรองได้ครับ
แต่ไม่เหมือนศาสนาอื่น ๆ ศาสนาอื่น ๆ นั้น คือศาสนาใดแล้วจะปฏิบัติศาสนาอื่นนั้นไม่ได้ ต้องไปถือศาสนานั้นจึงจะปฏิบัติได้ อันนี้ไม่ต้องเป็นอย่างนั้นครับ คือศาสนาไหนก็ได้ นุ่งผ้าสีอะไรก็ได้ บวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ แต่ขอให้ปฏิบัติตามเท่านั้นเอง ผมรับรองประกันคำพูดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นั้น จึงว่า สัตว์ทั้งหลายคือ เราตถาคตเหมือนกันครับ สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต เหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต แต่ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นสาวกพุทธะ เราจะว่าเป็นปัจเจกพุทธะก็ได้ เป็นสาวกพุทธะก็ได้ เป็นอย่างนั้น
ข้อสุดท้ายนี่ ท่านว่า สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลาย จงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้ รู้ เห็น เป็น มี เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า จึงว่า รู้จริง ๆ เรื่องนี้ครับ
รู้วิปัสสนู รู้จินตญาณ รู้วิปลาส รู้ เห็น เป็น มี จริงๆ ครับ จึงจะสามารถยืนยันรับรองคำพูดคำสอนของพระพุทธเจ้า และก็สามารถยืนยันรับรองวิธีปฏิบัติของตัวเองได้ครับ รับรองว่าทำจังหวะนี่ มันไปเข้ากันกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าให้มีสติกำหนดรู้ ท่านว่า กายานุปัสสนา ให้มีสติรู้กายในกาย แล้วก็ให้มีสติรู้เวทนาในเวทนา แล้วก็ให้มีสติรู้จิตในจิต แล้วก็ให้มีสติรู้ธรรมในธรรม เรียกว่าวิปัสสนาหรือสติปัฏฐานสี่ ท่านสอนอย่างนั้น แต่มันเป็นคำพูดอันนั้น ท่านยังมาสอนย้ำเข้าไปอีกว่าให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้งสี่ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้รู้อันนี้ รู้อันนี้ ทำให้ปัญญาญาณเกิดขึ้น แล้วจะไปแก้ปัญหาสิ่งที่สับสนวุ่นวาย การขัดแย้งภายในจิตใจตัวเองได้จริง ๆ ครับ เรื่องนี้จะหมดปัญหา หมดการขัดแย้ง หมดการสับสนวุ่นวาย จะมีความแจ่มใสอยู่ภายในจิตใจครับ
จึงว่าเป็นปัญญาญาณ คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะปัญญา และท่านสอนอีกว่า ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ให้รู้ นี่...ท่านสอนอย่างนี้ครับ จงว่าตั้งอก ตั้งใจ จดจำ เอาไว้ครับ เป็นวิธีแก้ปัญหาเรื่องวิปัสสนู แก้ปัญหาเรื่องจินตญาณ แก้ปัญหาเรื่องวิปลาสครับ ในขณะที่เราเป็น เราจะไม่รู้ เพราะเรายังไม่เข้าใจนี่ครับ เมื่อถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมี จนถึงที่สุดโน่นครับ มันจึงจะรู้จัก มันหมดปัญหา หมดการขัดแย้ง ไม่ต้องไปอาศัยตำรับตำราอะไรมาก
รู้หนังสือก็ปฏิบัติได้ ไม่รู้หนังสือก็ปฏิบัติได้ คนจนคนรวยปฏิบัติได้ทั้งนั้นครับ อันวิธีที่ผมพูดนี่ จะถือศาสนาใด ลัทธิใดก็ตาม นุ่งผ้าสีอะไรก็ตาน รู้จริง ๆ รับรองได้ครับ รับรองจริงๆนะ ที่ผมพูดนี่ผมกล้ารับรองคำพูดของผม พ่อแม่ครูบาอาจารย์พูดว่ายอมเสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ ยอมเสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาสัจธรรม อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ รักษาคำพูด รักษาวิธีปฏิบัติ ยอมเสียสละจริงๆ ครับ
ถ้าทำอย่างนี้ต้องรู้อย่างนี้ครับ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ไม่รู้ แต่ก่อนผมไม่รู้ ผมเคยภาวนาพุทโธมา ภาวนาสัมมาอะระหังมา นับหนึ่งสอง สาม มา พองยุบ หรือ ยุบหนอ พองหนอ ผมก็เคยทำมา อานาปานสติหายใจเข้าสั้น ออกยาว ลมหยาบ ลมละเอียดนี่ ผมเคยทำมาครับ แต่ผมไม่รู้ เพรามันไม่ถูกกับจริตของผมหรืออย่างไรก็ไม่รู้ คนอื่นนั้นอาจจะทำแล้วรู้ก็ได้ แต่ผมมาทำเรื่องนี้ ไม่นานครับ ไม่นานจริง ๆ รู้ เห็น เป็นมี เข้าใจ แก้ปัญหาการขัดแย้งของตัวเองได้จริง ๆ มีความสามารถยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานอันนี้ได้จริง ๆ ครับ ใครจะพูดอย่างไรก็ได้ มันเฉยได้ครับ
อันนี้แหละที่เราไปสวดกันว่า พุทฺธสฺสโลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺสน กมฺปติ อโศกํ วิรชฺชํ เขมํ เอตมฺมํ คลมุตมํ เราว่า สวดเป็นปริตมงคลกัน อันนั้นมันเป็นคำพูดนะครับ เมื่อมาคิดถึงการปฏิบัติว่า พุทฺธสโรกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺสน กมฺปติ จิตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดี ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ คือ อารมณ์ทั้งหลาย หรือโลกทั้งหลายนี้ อารมณ์ทั้งหลาย โลกทั้งหลาย มีคำชมบ้างมีคำสรรเสริญ มีคำนินทา มีคำว่าร้าย เราไม่ต้องหวั่นไหวครับ
อันนี้แหละ คือ จิตใจของพระพุทธเจ้า แล้วก็มีในคนทุกคน แต่ไม่ใช่จิตใจของพระพุทธเจ้า จิตใจของเราก็เหมือนกันกับจิตใจของพระพุทธเจ้า บัดนี้ อโศกํ เป็นจิตไม่เศร้าโศก เป็นจิตไม่ขุ่นมัว เป็นจิตไม่เศร้าหมอง มันก็เป็นอย่างนั้น ถึงจะรู้ก็เป็นอย่างนั้น ไม่รู้ก็เป็นอย่างนั้น วิรชฺชํ เป็นจิตไร้ธุลี คือจิตไกลจากธุลีก็ว่าได้ หรือว่าไร้ธุลีก็ว่าได้ คำว่าไร้ธุลีนี่ สมมุติมาพูดให้พวกเราฟัง ให้เราเข้าใจ เราเคยเห็น เราไถนา เราดำนา คราดนา น้ำมันขุ่น เราว่าน้ำมันขุ่น มันเป็นตมเป็นเลน แต่น้ำไม่ได้ขุ่นครับ สายตาคนมันมองไม่เห็น บัดนี้เอาน้ำขุ่นอันนั้นมาใส่ขันใส่ขวด ใส่ที่ไหนไว้ก็ได้ ตักมาไว้ แล้วตม เลน ตะกอน มันไม่ใช่เป็นน้ำครับ ตมเลนกับน้ำ มันอยู่ด้วยกัน บัดนี้นาน ๆ เข้า ตม เลน ก็จับเป็นตะกอนเป็นก้อนเข้า น้ำก็ใส ก็สะอาด มันเป็นอย่างนั้น จึงว่าจิตไม่เศร้าโศก จิตไร้ธุลี จิตไม่หวั่นไหว มันเป็นอย่างนั้นครับ
น้ำกับตะกอนมันอาศัยอยู่ อันกิเลสเหล่านั้นมันก็อยู่ของมัน จึงว่ามันคิดให้เห็น ให้รู้ เอาตัวรู้นี่แหละเข้าไปรู้ครับ เรียกว่า ญาณลองปัญญา เข้าไปรู้ครับ เขมํ เป็นจิตอันเกษม ท่านว่าอย่างนั้น อันจิตอันเกษมนี่ก็หมายถึงจิตพ้นไปจากความทุกข์ พ้นไปจากความสุข เราก็เลยมาพูดว่า อุเบกขาคือวางเฉย เป็นจิตอันเกษม มันเป็นอย่างนั้นอยู่ ถึงจะรู้มันก็เป็นอย่างนั้น ไม่รู้มันก็เป็นอย่างนั้น อันนี้มีแล้วในคนทุกคนไม่ยกเว้น จะถือศาสนาใดก็ตาม นุ่งผ้าสีอะไรก็ตาม รู้ เห็น เป็น มี และเข้าใจ เหมือนกันแต่ขอให้ทำให้ถูกต้องเท่านั้นเองครับ ถ้าทำถูกต้องแล้ว ไม่พลาดครับ เรื่องนี้ รับรองได้จริงๆ รับรองจริงๆ ผมยอมเสียสละชีวิตทดแทนเอาคำพูด หรือสัจธรรมอันนี้เพื่อทำให้หลักพุทธศาสนา หรือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเจริญมั่นคงถาวรต่อไป ถ้าหากเราไม่พูดไม่สอนกันก็จะไม่รู้ครับ
การให้ทาน รักษาศีล นั้นดีแล้ว แต่เราให้ทานรักษาศีลนั้นยังมีโกรธ มีเกลียด อันนั้นมันเป็นสังคมศีล ไม่ใช่ศีลกำจัดกิเลสอย่างหยาบครับ อันศีลนั้นท่านว่า ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ คือกิเลสอย่างหยาบมันจะหายไป ความจริงมันไม่หาย เหมือนกับตะกอนกับน้ำนั่นแหละครับ มันจะอยู่ด้วยกันได้ แต่เราเห็นเรารู้ มันจึงไม่ทำให้น้ำนั้นขุ่น มันจะแข็งตัวเป็นก้อนอยู่อย่างนั้นแหละครับ จึงว่าน้ำกับน้ำมันอยู่ด้วยกัน มันก็ไม่ระคนกันได้ มันจะเป็นส่วน เป็นส่วนอยู่อย่างนั้น
อัน ตม เลน ก็เหมือนกัน มันจะไม่ทำให้น้ำสกปรกได้ครับ ที่ผมนำมาพูดให้ฟังวันนี้ การแก้ปัญหาของวิปัสสนูก็จดจำเอาไว้ การแก้ปัญหาของจินตญาณก็จดจำเอาไร การแก้ปัญหาของเรื่องวิปลาสก็จดจำเอาไว้ ต้องทำอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น ให้มีสติรู้การเคลื่อน การไหว การไป การมา ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละครับ ให้รู้เท่า รู้ทัน รู้จักกัน รู้จักแก้ นั้นเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างลัด ๆ
อันนี้แหละ ลัดสั้นที่สุด มันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บ ขึ้นมา อันนั้นแหละเป็นการปฏิบัติธรรมแท้ๆ อันที่เราทำจังหวะนั้นเป็นวิธีการครับ เพราะว่าคนมีระดับ สติปัญญา ไม่เหมือนกันครับ ถ้าหากคนมีปัญญาจริงๆ แล้ว ดูความคิด มันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บ นี่เป็นการปฏิบัติธรรม ดีใจ เสียใจ พอใจไม่พอใจนี่ รีบมาแก้ไขที่ตรงนี้
คนไทยถือศาสนาพุทธก็มีอย่างนี้ คนไทยถือศาสนาคริสต์ก็มีอย่างนี้ คนไทยถือศาสนาอิสลามก็มีอย่างนี้ คนไทยถือศาสนาพราหมณ์ก็มีอย่างนี้ คนไทยถือศาสนาฮินดูก็เป็นอย่างนี้ คนฝรั่งเศสบัดนี้ ถือศาสนาคริสต์ทีนี้อย่างนี้ คนฝรั่งเศสถือศาสนาอิสลามก็มีอย่างนี้ คนฝรั่งเศสถือศาสนาพราหมณ์ก็เป็นอย่างนี้ ฝรั่งเศสถือศาสนาฮินดูก็เป็นอย่างนี้ คนฝรั่งเศสถือศาสนาพุทธก็เป็นอย่างนี้ครับ
มันทุกคนที่ผมพูดนี้ จึงว่าไม่กำหนดกฎเกณฑ์ เชื้อ ชาติ ศาสนา ลัทธิ นิกาย อะไรทั้งหมด ไม่ถือทั้งนั้น รับรอง เห็น เป็น มีจริงๆ รับรองได้ คำพูด คำสอน ผมนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ รับรองแทนพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้ รู้ เห็น เป็น มี เช่นเดียวกัน การแก้วิปลาสต้องให้รู้อยู่กับอารมณ์นะครับ การแก้วิปัสสนูนั้นต้องทำ อย่าไปเพ่ง อย่าไปจ้อง จินตญาณก็อย่าไปเพ่ง อย่าไปจ้อง วิปลาสต้องให้มาแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ ทวนอารมณ์กลับไปกลับมา ให้มันรู้ ให้เข้าใจ ที่ผมได้แนะนำมาวันนี้ ก็หวังว่าทุกคนคงจำได้
ท้ายที่สุดนี้ ผมพร้อมด้วยเพื่อนพระสงฆ์และญาติโยมมานั่งฟังธรรมอยู่ ณ สถานที่นี้ ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระอรหันตสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา ให้เราได้เจริญรอยตามอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต สามข้อข้างต้นนั้น ก็ต้องรู้ ต้องเห็น ต้องเป็น ต้องมี ข้อที่ 4 นี้ท่านว่า สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้
ขอให้ทุกคนจงประสบพบเห็นเอา คือจิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจปกติ คือจิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว สามารถมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง เพราะจิตใจเป็นปกติ อันปกตินั้นเรียกว่าเป็นพระอรหันต์
![]()