#echo banner="" ความตาย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ความตาย

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

จากหนังสือ ปกติ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และสิ่งที่ฝากไว้

เมื่อเราเกิดความทุกข์ ความวิตกเรื่องความตาย ความพลัดพราก อย่าไปห้ามความคิด อย่าไปคิดกลุ้มใจ สัตว์เกิดมาก็ตาย คนเกิดมาก็ตาย ต้นไม้เกิดมาก็ตาย ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาแล้วต้องตายทั้งนั้น ไม่ต้องกลุ้ม ไม่ต้องกลัวอันนี้ นี่เป็นของจริงในอริยสัจที่หลวงพ่อว่า สัจจะคือของจริงเราเคยเห็นไหม คนเกิดมาแล้วไม่ตาย ไม่มีเลย แม้ตัวมดเกิดมาตัวเดียวก็ของตายตัวเดียว สองตัวก็ต้องตายสองตัว คนก็เช่นเดียวกัน แต่เราไม่ต้องกังวลใจ

มด สัตว์เดียรัจฉาน มันไม่มีความสามารถที่จะมองเห็นว่า ตายหรือไม่ตาย มันไม่มีความสามารถ ตอนนี้ฟังแล้วต้องพยายามทำให้ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตายแล้วเกิดก็ผิด จำได้ไหม ตายแล้วสูญก็ผิด จะเอาที่ไหน คนจึงไม่เกิดไม่ตาย มันเป็นเพียงธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุดินธาตุไฟ ธาตุทั้งสี่นี่ปรุงกันเข้าเท่านั้นเอง เมื่อมาปฏิบัติธรรมะวิธีนี้ หลวงพ่อจึงเข้าใจ คนมันไม่ได้ตายจริง ๆ แต่เราว่ามันตาย เราเห็นแต่สภาพว่าหมดลมหายใจ ว่าตาย คือ ธาตุลมมันหมดไป

ตอนนี้เอง หลวงพ่อพยายามอยากให้คนรู้ว่า คนไม่ได้ตาย คือมันเพียงหลุดออกจากกันเท่านั้นเอง มันไม่มีอะไรตายเลย นี่คือสัจจะคือของจริง ทุกคนต้องไปอันนี้ นั่นแหละคือนิพพาน อันนี้พูดโดยตรงเลย นี่คือนิพพาน นิพพานไม่ใช่อื่นไกล คือความหลุดพ้นอันนี้เท่านั้นเอง แต่คนไม่เข้าใจนิพพาน นึกว่ามันอยู่ไกล ที่จริงแล้วมันถูกปิดบังด้วยเรื่องอดีตเรื่องอนาคตเท่านั้น พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเอาไว้แล้วอดีตอนาคตจะมาแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ แก้ได้เฉพาะปัจจุบัน เราต้องรู้ปัจจุบันให้มากเข้า ให้มากเข้า อดีตมันไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา เราก็ต้องคอยดูปัจจุบัน ป้าไม่อยู่กับปัจจุบันใจก็จะคิดไปถึงอดีต คิดไปถึงอนาคต

เมื่อเราดูปัจจุบันเข้า ปัจจุบันเข้า มันก็เลยทันกับความคิดอันนั้น เรียกว่าทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ ตัวสมุทัยคือตัวคิดนั่นเอง ตัวคิดกลัว คิดกลุ้มใจ นี่ไม่ต้องคิดเลย เพียงแต่มันคิดขึ้นมาเราเห็น เรามาอยู่กับความรู้สึก มรรคต้องเจริญ ทำบ่อย ๆ ทำใกล้ๆ ทำไกล ๆ นิโรธทำให้แจ้ง ก็เรามาแจ้งความหลุดพ้นตัวนี้นี่เอง มันไม่มีเรื่องอะไร นี่แหละวัฏสงสารยืนยาวนานสำหรับคนผู้ที่ไม่รู้ธรรม หลวงพ่อเคยพูดอย่างนี้ทิ้งไรกลางวันนานค่ำ กลางคืนนานแจ้ง สำหรับคนผู้ที่เจ็บป่วยไข้นอนไม่หลับ ทางยาวไกลสำหรับคนเดินทางเมื่อยล้าหาบของหนัก แต่ความจริงมันไม่ไกล

ธรรมะนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเรารู้แล้ว เราจะเอามาใช้กับชีวิตเราจริง ๆ ทำการทำงาน โดยไม่มีทุกข์ โดยไม่กลัวคือไม่กลัวตาย เพราะความตายอันนี้ มันเป็นสิ่งที่หาได้ยากและหาได้สบาย ทำไมจึงว่าหาได้สบาย ก็มันมีอยู่แล้ว จะไปหามันทำไม คอยรอจังหวะมันเท่านั้นเอง หาได้ยากเพราะเราไม่รู้วิธีทำนี่ นึกว่านิพพานมันอยู่ไกลๆ ไม่เข้าใจว่า นิพพานมันอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่หน้าเรานี่เอง เราเดินไปไหนมันก็ไปด้วย

นิพพานคือของสำเร็จ เรียกว่า ความหลุดพ้น จะพูดอย่างไรสมมุติ ห้างหรือบ่วงดักสัตว์ ถ้าเราจะไปจับไปถูกมัน เราต้องไวที่สุด อย่าให้มันติดมือเรา เราไปทำให้มันสั่นออกหรือกระดกออก แต่อย่าให้มันถูกเรา บ้านหลวงพ่อเรียกว่า ห้างแร้ว ห้างกวาง ห้างเก้ง ทำเป็นแร้ว เวลาจับอย่าให้มันถูกมือเรา เราไวที่สุด อันนี้ก็เหมือนทัน พอเราดูความคิด มันก็หลุดพ้นไป ที่หลวงพ่อเคยพูดเอาไว้ว่า เหมือนกับเชือกไนล่อนผูกปลายข้างนั้นข้างนี้ให้ตึง แล้วเราตัดตรงกลาง ดึงเข้าหากันไม่ถึง มันจะหลุดพ้นไปอย่างนั้น

อันนิพพานนี่แหละ ความหมด ความสิ้นไป ความไม่มีอาลัยอาวรณ์ มันหมดเหมือนกับเด็กน้อยที่เราเอามือไปแตะตะโพกก้น ทีแรกมันแดง เราเอามือเราไปแตะเข้ามันขาว บัดเดี๋ยวเราเอามือเราออกมันแดงขึ้นมา นั่นแหละความเร็วของมัน ความเร็วของมันคือ วัฏฏะ ความเร็วของมัน คือ วงกลม ความเร็วของมันคือ ความคิด เราต้องพยายามทำตัวนี้ให้ได้ เมื่อเราทำตัวนี้ได้แล้ว มันสะดวกมันสบาย เราอย่าไปกังวลกับความเจ็บไข้ มันเป็นธรรมดา เกิดมาแล้วก็มีมาเป็นธรรมดา เรียกว่า รูปโรค นามโรค รูปอันนี้เกิดมาเป็นโรค สำหรับเจ็บหัวปวดท้อง เรารักษาไม่ได้ ต้องไว้ใจหมอ หมอดีเขาจะผ่าตัดหรือจะทำอย่างไรก็ตาม ให้เขาทำไปตามใจชอบ เราจะคอยดู แต่ว่าอย่าเป็นทุกข์กับมัน แค่นั้นเอง

บัดนี้โรคทางจิตใจ เจ็บท้อง เจ็บหัว กลัวตายนี่ เป็นโรคทางจิตใจ โรคทางวิญญาณเข้ามาแล้ว สองทุกข์แล้วเรา เราไม่ต้องเป็นทุกข์เรื่องจิตอันนั้น ถ้าร่างกายมันหิว หาให้มันกิน นี่มันแก้ไขได้ ถ้ามันเหนื่อย ต้องหาอะไรมาบำบัดมัน บำบัดได้ แต่จิตใจนี่สิ ใครจะบำบัดมันได้ ถ้าเราไม่เอาชนะมัน คนอื่นเอาชนะให้เราไม่ได้ นอกจากตัวเราเองจะหาเอา หาไม่ถูกทางมันก็เลยไม่ถูก

มันไม่ใช่เกี่ยวข้องเรื่องการทำบุญ ให้ทาน รักษาศีลอะไร สำหรับเรื่องนี้ เป็นแต่ของผู้รู้เท่านั้นเอง เมื่อคนใดรู้อันนี้ นั่นแหละเขาเรียกว่าพระอริยบุคคล ความเป็นพระอันนี้มีอยู่แล้วในคน หลวงพ่อเคยพูดไว้ หลวงพ่อเดินจงกรมอยู่ตอนเย็น หลวงพ่อรู้รูปนามดีแล้ว รูปธรรม นามธรรม รูปโรค นามโรค สองอย่างนี้หลวงพ่อรู้ดี แล้วก็ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา สมมติ เรื่องสมมุตินี้มากที่สุด แล้วก็รู้ศาสนา รู้พุทธศาสนา รู้บาป รู้บุญ รู้ตอนเช้า มันคิดขึ้นมาหลวงพ่อไม่รู้ มันติดในความรู้ มันไม่ใช่เห็น มันเพียงรู้ความคิด มันคิด เราไม่รู้ทันความคิด

พอดีตกเย็นมา หลวงพ่อรู้ความคิด มันคิดขึ้นมาหลวงพ่อรู้ โอ้..ความคิด คิดมาสองสามครั้งเท่านั้นเอง หลวงพ่อก็เลยรู้ น้ำหนึ่งตัวหลวงพ่อนี้ร้อยกิโล หลวงพ่อวัดไว้เลย ตกลงไปทันที เบา แปดสิบกิโลนี่ คำเดียวนี้แหละหลวงพ่อมั่นใจ เออนี่ รู้เห็น เข้าใจ สัมผัส แนบแน่น เรียกว่าเป็นปรมัตถธรรม ปรมัตถ์ คือของจริง วัตถุหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง เราเห็นมันไหม เราจะรู้มันไหม ปรมัตถ์ทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะสัมผัสมันได้ไหม อาการหมายถึงสภาพความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย หรือสิ่งของ ต้นไม้ ภูเขา การเปลี่ยนแปลงของจิตใจก็เรียกว่าอาการ

สำหรับ โทสะ โมหะ โลภะ อยู่ในนั้นทั้งหมดเลย เมื่อรู้อันนี้เวทนามีแต่ไม่ทุกข์ เราอย่าไปดูมัน ความกังวลใจ สัญญามีอยู่แต่ไม่ทุกข์ สังขารมีอยู่แต่ไม่ทุกข์ วิญญาณมีอยู่เพราะรู้ ไม่ใช่วิญญาณที่หมายถึงคนตายแล้ว วิญญาณคือเป็นตัวญาณปัญญา เข้าไปรู้ เขาไปเห็น ตอนนั้นหลวงพ่อจึงรู้ว่าหลวงพ่อเป็นพระได้แล้วบัดนี้ พระแบบนี้แหละควรแสวงหามัน ให้มันมีไว้ในตนในตัวเรา ก็เลยรู้จักพระพุทธเจ้าขึ้นมาทันที นี้แหละความเป็นพระอริยบุคคลอยู่ที่ตรงนี้ ความเป็นคนหลวงพ่อเคยถามมาครูบาอาจารย์หลายท่าน ใครให้ชื่อเสียงเรียงนามมา ไม่มีใครตอบหลวงพ่อทั้งหมดเลย แม้คนจบปริญญาเอก หลวงพ่อก็ถามมาแล้วหลายคน พระสงฆ์ประโยคเก้า หลวงพ่อก็ถามมา ไม่มีใครให้ความกระจ่างแจ้ง ไม่มีใครตอบได้เลย พูดกันแต่ว่า เขาก็เรียกกันมาอย่างนี้แหละ อันนั้นไม่ใช่คน คนสำหรับผู้มีปัญญา ถ้าเป็นโยมเรียกว่าเป็นพระอริยบุคคล ถ้าเป็นพระเป็นสงฆ์เรียกว่าพระอริยสงฆ์ คนที่ไม่รู้อันนี้ เขาเรียกว่าเป็น ปุถุชน เขาว่าอย่างนั้น ความกระจ่างแจ้งนี้มันเกิดในภายในจิตใจของหลวงพ่อ หลวงพ่อจะไม่เชื่อใครทั้งหมดเลย พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ ได้เห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือคนธรรมดานี้เอง ผิดปกติไปนิดเดียวเขาเรียกว่าบ้า บ้านหลวงพ่อว่าบ้า ผิดปกติทางดีก็บ้า ผิดปกติทางชั่วก็บ้า ให้เราอยู่กับปกติ ปกติก็คือมันคิด แล้วก็แล้วไป มันเจ็บปวดแล้วก็แล้วไป เราก็รู้ แต่ว่าเราอย่าไปสนใจกับเรื่องนั้น เมื่อมีความกลัว ความกังวลให้เรามองไกล ๆ เราจะทิ้งโดยวิธีใดก็ได้ ให้ทำความรู้สึกตัว ให้รู้สึกการเคลื่อนไหวของรูป รู้สึกการดูภาพ รู้สึกรอบตัวเรา ความเจ็บป่วยก็หายไปเอง ความวิตกกังวลก็หายไป ความเจ็บป่วยมันอาจจะหาย หรือหากมันไม่หาย มันจะพังไปเมื่อไหร่ก็ได้ เรียกว่า เรารู้เท่าทัน เห็นทัน ทันเวลาใด ก็นั่นแหละคือความสุข จะมากขึ้นที่จุดนั้น ความหมดลมหายใจนี่ประเสริฐมากที่สุด หาได้ยาก แต่หาได้สบายที่สุด อันนี้แหละเป็นยอดของความสุข ยอดของสิ่งที่หาได้ยาก ยอดของสิ่งที่หาได้สบายที่สุด เพราะเราไม่รู้ก็เลยกลัว ก็จึงเรียกว่าหาได้ยาก

บัดนี้เมื่อเรามีความกล้าหาญ สามารถเดินเข้าไปจริง ๆ มันก็สบายที่สุด มันจะออกจากกันแล้วนี่ ทางหลุดพ้น นี่ไม่ใช่อื่นไกลเขาเรียกว่าสอนนิพพาน ให้เรามีนิพพานทุกคน เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้สอนอย่างนี้ ที่หลวงพ่อตั้งใจว่าจะไปพูดเรื่องทางแปดสายให้ฟัง มันก็เลยไม่ได้พูด ก็เลยพูดอย่างนี้ให้ฟัง

นี่ทางแปดสายเขาว่าอย่างนี้ สายที่หนึ่ง เรียกสายไปนรก สายที่สองก็เป็นผีเปรต สายที่สามก็เป็นสัตว์เดียรัจฉาน สายที่สี่ก็เป็นอสุรกาย สี่สายแล้วก็ สายที่หนึ่งก็สายเป็นมนุษย์ สายที่สองก็เป็นสายเทวดา สายที่สามก็เป็นพระอินทร์พระพรหม สายที่สี่ก็คือพระนิพพาน เราควรเอานิพพานมาไว้กับเนื้อกับตัวเรา สายนิพพานนี่แหละ คนมันเข้าใจยาก เพราะมันไปติด ไปติดวัตถุโบราณ ติดคำสอนคนเก่าแก่ เลยไม่รู้นิพพานคืออะไร พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว คนธรรมดาเรียกว่าตายแล้ว หมดบุญแล้ว มันไม่เข้าใจ

อันนิพพาน กับ ตาย กับ หมดบุญ คำเดียวกัน จะเอาอะไรมาปรุงแต่ง อันนิพพานนี้มันเหนือบาป เหนือบุญ เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าใครหาได้อย่างนี้แล้วจะสบายใจ อย่าไปกังวลเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นก็เป็นธรรมดา เราต้องพยายามเอาชนะมันให้ได้ อย่างที่หลวงพ่อเป็นอย่างนี้หลวงพ่อพยายาม ถ้ามันหิว หาให้กิน ร่างกายเราบำรุงไว้ ถ้ามันเพลียยังไงก็แล้วแต่มัน สิ่งที่มันร้อนรนไม่ใช่เรื่องของเรา เราเอาชนะมันไม่ได้ เพราะมันจะพังไปตามเรื่องวินัยของมันนี่เรียกว่า ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ทุกข์มันติดอยู่กับรูป อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง อนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ ท่านสอนไว้สามข้อ ข้อที่สี่ก็ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สี่ข้อเท่านั้นเอง

สุดท้ายสี่ข้อนี้สำคัญ ทุกข์ต้องกำหนดรู้ เราจะกำหนดที่ไหน กำหนดการเคลื่อนไหว พริบตาบ้าง หายใจบ้าง กำมือบ้าง ให้มันหลุดจากความคิด แล้วก็ส่งกระแสดูไกลๆ พอดีมันคิดปุ๊บ มันจะมาอยู่กับความรู้สึกตัวนี้ มันก็เลยหายตัวนั้น ก็เลยไม่มี ไม่รู้สึกว่าเจ็บปวดอะไร ทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ มรรคต้องเจริญ ทำบ่อย ๆ นิโรธทำให้แจ้ง มันก็จะไปรู้ความหลุดพ้นอันนั้นเท่านั้นเอง....