คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ทางหลุดพ้นสำหรับทุกๆคน
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
![]()
โพสท์ในพันธุ์ทิพย์ [ศาสนา-ปรัชญา] กระทู้ที่ K1234603 โดยคุณ : athing - [19 ธ.ค. 44 08:09:16]
|
ทางหลุดพ้นสำหรับทุกๆคน ทางที่จะกล่าวถึงนี้มีจุดน่าสนใจดังนี้ ๑. เป็นทางสากลที่ทุกๆคนสามารถนำไปปฏิบัติได้ ไม่ว่า เพศ ชาติ ศาสนา ระดับความรู้ ไหน หรือเป็นคนพิการ ขอแค่ยังมีส่วนของร่างกายที่เคลื่อนไหวได้ และมีการรับรู้พอที่จะนำไปปฏิบัติได้ (ไม่ปัญญาอ่อน) ๒. ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี อย่างเร็วที่สุด ๑ วันถึง ๙๐ วัน จะรู้ที่สุดของทุกข์, ถ้าหากยังไม่รู้ในขณะนี้ จวนจะหมดลมหายใจต้องรู้แน่นอนที่สุด ทางนั้นก็คือ การเจริญสติแนวหลวงพ่อเทียน |
แนวปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อเทียนโดยสังเขป
(สามย่อหน้าแรกใน *๑* ขยายความข้อ ๑., ส่วนสองย่อหน้าสุดท้าย กล่าวถึง แก่นของแนวทางนี้ และที่มาที่ไป)
[*๑*] สิ่งที่อุบาสกพันธ์ อินทผิว หรือบัดนี้คือหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ มีความอุตสาหะแนะนำผู้คนเป็นจำนวนมากให้ได้รู้เห็นและเข้าใจนั้น ดูจะผิดแผกแตกต่างจากสำนักอื่นๆ ทั้งในประเทศนี้และสำนักอื่นๆ ในต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพียงข้อปลีกย่อย แต่ต่างกันโดยหลักและดังนั้นกลวิธีในการปฏิบัติจึงต่างกันแต่ต้นจนจบ แม้กระนั้นสิ่งที่ท่านกล่าวก็ยังหาใช่ลัทธิใหม่อะไรไม่ ทั้งยังได้ประมวลเอาแก่นสารของธรรมของทุกๆ ฝ่ายเข้าหากัน แต่ก็หาใช่โดยถ้อยคำหรือปรัชญาที่ปรองดองเข้าหากันไม่ ทั้งนี้เพราะการที่ท่านได้เข้าถึงอมฤตธรรมนั้นโดยปราศจากครู ปราศจากพิธีรีตองและทั้งยังครองชีวิตเยี่ยงคฤหัสถ์ทั่วไปอยู่ในช่วงนั้นนั่นเอง ที่ทำให้คำชี้แนะของท่านไม่โยกโคลง ไม่ปรองดอง จนกล่าวได้ว่า สิ่งที่ท่านรู้หามีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเพณีของชาวพุทธไม่ ยิ่งไปกว่านั้น กล่าวเน้นลงไปว่า ก็หาใช่พระพุทธศาสนาไม่ ดังนั้นย่อมส่อว่าเป็นสัจจะที่เป็นสากลไม่ขึ้นกับกาลเวลา เชื้อชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีใดๆ เลย ท่านได้เน้นเรื่องนี้ทุกครั้งในการสั่งสอน และพยานในเรื่องนี้ก็คือสมัยท่านได้ไปแสดงสัจจธรรมที่ประเทศสิงคโปร์ คำสอนของท่านและอิริยาบถของท่านเองได้เป็นที่ประทับใจชาวสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก อันเป็นเหตุให้ชาวสิงคโปร์จำนวนหนึ่งได้อุทิศตนเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอนของท่าน แม้ว่าช่วงที่ท่านอยู่สั่งสอนที่นั่นจะสั้นมากก็ตามที
การถึงอนุตรสัมมาสัมโพธิของอุบาสกพันธ์ อินทผิว เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวได้ว่า เป็นไปภายในคืนเดียวเท่านั้น ทำให้บุรุษผู้ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้นี้ กลายเป็นอาจารย์ของทั้งนักบวช คฤหัสถ์ และภรรยาที่รักของท่านได้รู้แจ้งเห็นจริงตาม และเธอได้ช่วยหญิงชาวบ้านให้เข้าใจตามกำลังความสามารถที่เธอมีจนวันสุดท้าย
เมื่อสมัยที่ พระพันธ์ อินทผิว หรือบัดนี้ใครๆ รู้จักท่านในนามของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ได้เดินทางไปสิงคโปร์หนแรก ท่านได้พบปะกับ ยามาดะ โรชิ ผู้เป็นผู้นำของพุทธศาสนานิกาย ZEN ในปัจจุบัน มีการสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะต่อกัน ในครั้งนั้น ใครๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักปฏิบัติฝ่าย ZEN ที่สิงคโปร์แทบทั้งหมด ได้เห็นบางอย่างอย่างเด่นชัด อันเป็นเหตุให้หันมาติดตาม และเป็นสานุศิษย์ของท่านโดยสมัครใจ สิ่งที่ ZEN ใฝ่ฝัน พระพันธ์ ได้ช่วยให้เขารู้ความจริงที่ยิ่งกว่า นอกจากกลุ่ม ZEN แล้ว ยังมีบาทหลวงหนุ่มๆ ผู้ใฝ่หาสัจจ์ และอิสรชนจำนวนหนึ่ง ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำอยู่อย่างเงียบๆ ทั้งที่สิงคโปร์, ออสเตรเลีย และฮาวาย
แก่นคำสอนของพระพันธ์นั้น ชี้ตรงไปสู่แก่นของชีวิต ถึงสภาพที่เป็นอยู่แล้วในคนทุกๆ คน ไม่เว้นใครเลย จะเป็นปุถุชนหรือพระพุทธองค์ ก็เป็นอันนั้นอยู่แล้วเสมอกัน แต่เพราะความหลงผิดไปจากธรรมอันนั้น จึงได้สร้างความจริงอื่นผิดไปจากอันนั้น แล้วแสวงหาภายใต้การนำของความคิด แยกแยะ ซึ่งรังแต่จะไม่รู้ยิ่งขึ้น แต่ถึงจะรู้หรือไม่รู้ ธรรมอันที่เป็นอยู่แล้วนั้นก็หาได้เป็นอื่นไปไม่ ข้อนี้เองที่ท่านได้สอนกลวิธีจำเพาะที่จะเร้าความรู้สึกตัวหรือสภาพซึ่งรู้ได้นี้ให้แสดงตัวออกมาทั้งหมด และเป็นกลวิธีง่ายๆ โดยให้รู้เห็นการไหวเคลื่อนของกาย-จิต จนกระทั่งสภาพรู้ได้นี้มีกำลังไวพอที่จะทำงานทางจิตใจได้เอง ในทุกครั้งที่มีความคิดเกิดขึ้น ญาณในลำดับก็จะเกิดขึ้นเอง เมื่อได้รู้เห็นสมุฏฐานของความคิด กล่าวง่ายๆ ว่า รู้จักใจได้แล้ว ไม่ใช่เพียงสร้างภาพของใจขึ้นจาก พจน์ คือ คำพูด หรือ คำที่คิดขึ้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นเพียงการอนุมาน คล้อยตามความคิดไป ซึ่งอันนี้ถือเป็นวิปัสสนูอุปกิเลส คำพูด, การอธิบายธรรมทั้งหมดในลักษณะเช่นนี้ได้เกิดเป็นอุปสรรคครอบคลุมของจริงเอาซึ่งๆ หน้า
ในเรื่องนี้ พระพันธ์มีความเข้าใจชัดและมีมติว่า ธรรมแท้นั้นรู้เอาล่วงหน้าไม่ได้ เพียงรู้คิดนั้นยังห่างไกลธรรมราวฟ้ากับดิน ทั้งนี้เพราะเกิดเมาสมมติ เมาถ้อยคำ เมาเหตุผลที่สร้างขึ้นโดยปราศจากสภาวะรองรับ ต่อเมื่อความคิดได้ถูกแลเห็นแล้ว และไม่มีเรื่อง, ไม่ใช่เรื่องอะไร, ไม่มีอะไร มีอยู่แต่การรู้ล้วนๆ เห็นล้วนๆ ต่ออารมณ์ที่เข้ามาในรูปของความคิด (นามรูป รูปรอยแห่งนาม รวมไปถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ซึ่งเป็นญาณที่ไม่อยู่ในลำดับ เมื่อนั้น ความรู้ตัว ก็จะออกหน้า หรือแสดงตัวออกมาเอง ดังนั้น การปฏิบัติจึงต้องเป็นไปอย่างฉับพลันหรือชนิดอึดใจเดียว ต้องให้สิ่งที่เป็นแล้ว มีแล้ว ได้โอกาสแสดงตัวออกมา ในการปฏิบัติจึงไม่มีการกระทำอันใดอื่นทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับพิธีรีตอง การท่องบ่นมนต์ ภาวนาถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์หรือแม้แต่การกำหนดลมหายใจเข้าออก, ควบคุมลม(ซึ่งถือว่าเป็นเพียงขั้นต้นเท่านั้น) ฯลฯ นอกจากการ "ไม่ขึ้นกับความคิด ไม่เข้าไปในความคิด และไม่มุ่งขจัดความคิด" และทันทีที่มีสภาวะแห่งความรู้สึกตัวเช่นนั้น ถือว่าเป็นทุกอย่างในทางปฏิบัติ กล่าวคือ เป็นศีล-สมาธิ-ปัญญา อยู่เบ็ดเสร็จ และการทั้งนี้ก็คือการปล่อยให้สภาพที่เป็นแล้ว มีแล้ว ได้ทำงานตามธรรมชาติของมันเอง ไม่มีทั้งการกำหนด ไม่หวังผล ไม่มีการกระทำใดๆ คงปล่อยให้สภาพ เป็นเองอย่างไร ให้เป็นไปอย่างนั้น เพียงแต่ประคองไม่ให้เผลอเข้าไปในความคิดเท่านั้นเป็นพอ การทั้งนี้ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยความรู้สึกตัวตามธรรมดาและการปล่อยให้ความจริงตามสภาวะวิสัยการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง และการรู้ได้ได้ทำหน้าที่เผยตัวมันเองออกมา จึงไม่มีทั้งการหลับตาทำความสงบขึ้น เพื่อกลบหรือหลบหลีก ไม่มีทั้งการสร้างกำลังใจ (สมถะ) ไม่มีทั้งการรักษาศีลตามข้อบัญญัติ ซึ่งถือว่าเป็นการหน่วงติดอยู่กับสมมติ ไม่มีการเจริญปัญญาหรือพิจารณาอารมณ์ในแง่ไตรลักษณ์ ซึ่งถือเป็นเพียงการให้กำลังแก่อวิชชายิ่งขึ้น ไม่มีการจดบันทึกไม่ว่าเป็นบันทึกในคลองความจำหรือในสมุด ไม่มีแม้การหาเหตุผลตามแนวปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการหรือตรรก ไม่มีการกำหนดให้รู้ให้เห็นเป็นอะไรอื่น ไม่มีการสร้างสภาวะใดๆ ขึ้น มีอยู่แต่การรู้แล้วทิ้งเลย ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ปรากฏแก่จิต แม้ปิติ สุข เอกัคตา ก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา สุขก็ไม่เอา แต่ก็ใช่ว่าจะไปสร้างสรรค์ภาวะอันอื่นขึ้นในรูปของความคิดใหม่ๆ แปลกๆ เพื่อเกาะยึด ดังนี้เอง คำชี้แนะของท่านจึงอาศัยเพียงกลวิธีกับความเข้าใจ อันเดียวนี้เท่านั้น ไม่มีการสนับสนุนให้เป็นนักคิด นักธุดงค์ นักตำรา นักภาษาศาสตร์ ที่เพียรหาถ้อยคำแปลกๆ มาเสนอ กลวิธีนี้ไม่ใช่เพื่อการบรรลุถึงสิ่งใดๆ เป็นเพียงการเร้าให้เกิดการปฏิวัติความรู้สึกตัว หรือเป็นเพียงความรู้สึกตัวล้วนๆ เท่านั้น และให้สิ่งที่ซ่อนอยู่ทั้งหมด ได้แสดงตัวมันเองออกมา จึงมีการเริ่มต้นจากความรู้สึกธรรมดาเฉยๆ ไปสู่ความลึกซึ้งเมื่อมันแสดงตัวออกหมด ความรู้สึกอันเดียวกันนั้นจะเป็นทั้งธรรมดาเพราะมีอยู่แล้วไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ จะเป็นทั้งความมหัศจรรย์เพราะแสดงออกได้ไม่รู้สิ้น [*๑*]
[*๑* เป็นบางส่วนจาก "บทนำ" ในหนังสือ "ธรรมะแท้ต้องรู้อย่างเดียวกัน" ของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ (พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๔๒) หน้า (๑๒)-(๑๘); "บทนำ" บทดังกล่าวพิมพ์ขึ้นจากบทความ "แนะนำแนวปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อเทียนโดยสังเขป" ของ เขมานันทะ หรือ รุ่งอรุณ ณ สนธยา (๒๕๒๖)]
ผลจากการปฏิบัติ
(ขยายความข้อ ๒.)
[*๒*] เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้วมันจะไหลไปเองมัน, มันจะไปถึงที่สุดของทุกข์. รับรองว่า, อย่างที่ตำราท่านว่า "ปฏิบัติ ๗ ปี" (ส่วนที่) ผมคำนวณเอาเองอันนี้-ถ้าหากปฏิบัติให้ติดต่อกัน, ให้มีสติติดตามอยู่ทุกขณะการเคลื่อนไหวทางรูปกายภายนอกและการเคลื่อนไหวของจิตใจอยู่; ให้รู้จักอยู่ตลอดเวลา, อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี จะรู้-จะเห็น-จะเข้าใจไม่มากก็น้อย, เอ้า! อย่างกลางให้เวลา ๑ ปี, ต้องตั้งใจทำจริง เด๊แหล่วว่า! (ต้องตั้งใจทำอย่างจริงๆ เน้อ) ไม่ใช่จะว่าซือ ๆ เด๊! (ไม่ใช่สักแต่จะพูดไปเฉยๆ อย่างนั้นนะ), เอ้า! อย่างไวที่สุด เอา!-นับตั้งแต่วันหนึ่งถึง ๙๐ วัน ความทุกข์นั้นจะลดน้อยไป, เราไม่หวังดอกพระอรหันต์ พระอนาคามีน่ะ
|
เราจะรู้ที่สุดของทุกข์ ว่า: - อันนี้ มันเกิดขึ้นมาเพราะสิ่งนี้; อันนี้, ถ้าหากมันไม่คิดอย่างนี้แล้ว, สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้: เพราะสิ่งๆนี้มันเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้เท่านั้นเอง. ดังนั้น, ท่านจึงว่า: - ให้ดูความคิดนี้แหละ; ความคิดนี้แหละมันปรุงไปร้อยแปดพันประการ. [*๒*] |
[*๓*] ถ้าหากยังไม่รู้ในขณะนี้ จวนจะหมดลมหายใจต้องรู้แน่นอนที่สุด คนที่เจริญสติ เจริญปัญญา มีญาณรู้ คนที่ไม่ได้เจริญสติ ไม่ได้เจริญปัญญา จวนจะหมดลมหายใจ ก็เป็นเหมือนกัน แต่เขาไม่รู้ เพราะเขาไม่มีญาณ รู้แจ้ง เห็นจริง (ไม่ใช่รู้จำ รู้จัก) รู้ด้วยญาณปัญญาของการเจริญสติ จริงๆ รับรองได้ ท่านว่าถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมมี [*๓*]
[*๒* และ *๓* จากหนังสือ "ธรรมะแท้ต้องรู้อย่างเดียวกัน" ของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ โดย *๒* จากหน้า ๓๑-๓๒ และ *๓* จากหน้า ๔๓-๔๔]
การเจริญสติที่ทำให้เกิดปัญญา
[*๔*] ก. ปลุกตัวให้รู้สึกและตื่นอยู่เสมอ
การเจริญสติที่อาตมาทำมาและกำลังเล่าให้ฟังอยู่นี้ ทำดังนี้:
สมมติว่าเรากำลังนั่งพับเพียบ หรือกำลังนั่งเก้าอี้หรือกำลังนอนหรือยืนก็ได้ ให้เอาสติมาจับความเคลื่อนไหวของมือ, พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือขึ้น เอามือลง; ให้มีสติรู้ทุกอิริยาบถ. ทำอย่างนี้บ่อยๆ, นี่เป็นการเจริญสติอย่างหยาบๆ. พูดง่ายๆ คือ ให้มีสติอยู่ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งนอนยืนเดิน จะทำอะไรอยู่ก็ตามให้กำหนดรู้.
การทำวิธีนี้ใครๆ ก็ทำได้ จะนับถือศาสนาอะไรก็นำเอาไปทำได้ทั้งนั้น, ทุกศาสนาก็สอนเหมือนกันหมด คือ ให้ละความชั่วทำความดี.
ข. ปลุกใจให้รู้สึกและตื่นอยู่เสมอ
เมื่อเจริญสติจนชำนาญแล้ว ให้เอาสติเข้าไปจับความรู้สึกของจิตใจ คือ รู้ตามอารมณ์ ไม่ว่าจะคิดอะไรก็ให้รู้ให้เห็น ให้คอยจับดูความคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา, คือ ดูจิตดูใจของตัวเองตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไร : จะอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ขุดดิน ฟันหญ้า อาบน้ำ ทำอะไรก็ตาม. ให้คอยเฝ้าดูจิตดูใจของตัวเองตลอดเวลาว่าเกิดความรู้สึกอย่างไรขึ้น : พอใจ ไม่พอใจ กังวล สงสัย ฯลฯ, ซึ่งเป็นความคิดเป็นอารมณ์; ก็ให้เราเฝ้าดูความคิดดูอารมณ์นั้น แล้วเราจะเห็นความคิดต่างๆ เช่น ความดีใจ เสียใจ อยากได้ อยากไม่ได้ โกรธ เกลียด ฯลฯ ; มันไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเราไม่ได้ดีใจ หรือเสียใจอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง.
ค. ให้รู้-เห็นตามที่เป็นจริง
การเปลี่ยนแปลง "เกิด-ดับ" นี่แหล่ะที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เป็น อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา. ฉะนั้น เราอย่าไปตามอารมณ์ ถ้าเราไปตามอารมณ์เราก็จะเกิดทุกข์. เราเพียงแต่คอยดูมัน, พอคิดอะไรวูบขึ้นมา ก็ให้รู้-ให้เห็น, พอเรารู้มันจะหยุด. การหยุดก็เท่ากับว่าเราได้ทำลายกิเลสนั่นเอง. [*๔*]
[*๔* จากหนังสือ "พลิกโลก เหนือความคิด" ของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ (๒๕๒๙) หน้า ๖๐-๖๒]
กลวิธีจำเพาะ และ ความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ส่วนนี้ถอดความจาก Against The Stream Of Thought: The Teaching of Luangpor Teean -- by Anchalee Thaiyanond http://www.baus.org/sati/against_the_stream_of_thought.htm ในส่วนที่เกี่ยวกับ กลวิธีจำเพาะ และ ความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้อง มีเนื้อความดังนี้
ในการปฏิบัติ เราต้องมี ทั้ง กลวิธีจำเพาะ และ ความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้อง
กลวิธี:
กลวิธี คือ การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ, คลึงนิ้วมือ, เดินมา-เดินไป. กลวิธีนี้ทำให้ร่างกายเราไม่อยู่นิ่ง; เราจะสามารถทำความรู้สึกตัวได้อย่างต่อเนื่องและชัดเจนเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว.
ความเข้าใจ:
ก) เราควรเข้าใจว่า ความรู้สึกตัว คือ รู้สึก หรือ รู้ เฉยๆ, ไม่มีอะไรมากกว่านั้น, ไม่มีอะไรเพิ่มเติมจากนั้น. (เราไม่ต้องทำความรู้สึกตัวว่า เรากำลังเดิน, กำลังหายใจเข้า, กำลังหายใจออก: อย่างนั้นผิด. แค่รู้สึกเฉยๆ: แค่นั้นพอ, ไม่ต้องมีอะไรอีก.) ให้เราทำความรู้สึกตัวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายและจิตใจ. เมื่อความคิดขึ้นมา, รู้; เมื่อร่างกายเคลื่อนไหว, รู้สึก.
ข) เราควรเข้าใจว่า ไม่ว่าการเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้น: แค่ รู้สึก หรือ รู้ เฉยๆ แล้วก็ปล่อยไป. ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็น ความโลภ หรือ ความโกรธ: มันไม่จำเป็น. เราแค่รู้สึก แล้วก็ปล่อยไป. ตัวอย่างเช่น เมื่อมีลมพัดมาเราแค่รู้สึก, ไม่ต้องรู้ชื่อของมัน; แม้แต่รู้ว่ามันเป็นลมก็ยังมากเกินไป. เราแค่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (เมื่อไม่มีลม) แค่นั้นพอ. เราไม่ต้องตั้งชื่อให้มัน, ไม่งั้นเราจะเกิดความสับสนขึ้นได้.
ในการทำความรู้สึกตัวจากการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ, เราไม่ควรตั้งใจกับความรู้สึกมากนัก; ทำสบายๆ, อย่าจริงจังจนเกินไป. จากที่กล่าวมา ทั้งกลวิธีจำเพาะและความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น. เพราะ ถ้าเรารู้แต่กลวิธีแต่ไม่เข้าใจในการปฏิบัติ, ก็จะไม่เกิดผล. และ ถ้าเราเข้าใจในการปฏิบัติดีมาก, แต่ไม่มีกลวิธี, ก็จะไม่เกิดผลเช่นกัน. ดังนั้นในการปฏิบัติเราต้องมีทั้งกลวิธีจำเพาะและความเข้าใจในการปฏิบัติที่ดี.
สรุป:
๑. เราต้องทำมัน (ทำความรู้สึกตัว) ด้วยตัวเอง จนกระทั่งเรา รู้มัน, เห็นมัน, เข้าใจมัน, และเผยมันออก ภายในกาย-จิตของเรา.
๒. ต้องมีทั้งกลวิธีจำเพาะและความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้อง.
๓. อย่าอยู่นิ่ง; เราควรเคลื่อนไหวตลอดเวลา.
๔. ปฏิบัติให้มากๆ ด้วยกลวิธีดังกล่าว โดยปราศจาก การบังคับ หรือ การคาดหวัง ใดๆทั้งสิ้น. ผลจากการปฏิบัติจะเกิดขึ้นเอง.
วิธีเจริญสติ
ให้ทำความรู้สึกตัวจากการเคลื่อนไหวทีละการเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ คือ เคลื่อนไหว-รู้สึก หยุด-รู้สึก เป็นจังหวะๆ ไป โดย ในท่านั่ง ยืน นอน ใช้การเคลื่อนไหวมือในการทำความรู้สึก การเดินจงกรมใช้การเคลื่อนไหวเท้า เมื่อเปลี่ยนจากท่าหนึ่งไปสู่อีกท่าหนึ่งก็ให้เคลื่อนทีละหนึ่งเป็นจังหวะๆ ไป นอกจากนี้ยังมีวิธีเจริญสติในชีวิตประจำวัน โดยให้ทำความรู้สึกตัวกับการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย รายละเอียดพร้อมภาพประกอบของวิธีเจริญสติเหล่านี้ ดูได้จาก "คู่มือการทำความรู้สึกตัว" ของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ที่ http://www.geocities.com/Tokyo/Harbor/3526/potien.html ในที่นี้จะกล่าวถึง วิธีเจริญสติในชีวิตประจำวัน จาก "พลิกโลก เหนือความคิด" เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น
[*๕* จากหนังสือ "พลิกโลก เหนือความคิด" ของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หน้า ๒๘๙-๒๙๐]
[*๕*] วิธีเจริญสติในชีวิตประจำวัน
เมื่อเราขึ้นรถหรือลงเรือ หรือไปมาในสถานที่ใด เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้วให้พลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง กำมือ-เหยียดมือ คลึงนิ้วมือ ให้มีสติกำหนดรู้(มีความรู้สึกตัวอยู่กับการเคลื่อนไหวของ)อิริยาบถนั้น, พอกะพริบตา กลืนน้ำลาย หายใจ ฯลฯ ก็ให้รู้ แล้วปล่อยวาง กลับมาอยู่กับความรู้สึกที่มือเคลื่อนไหวตามเดิม ; อย่าตามความรู้สึกตัวใหม่ไปเป็นการเรียกร้องให้สติกลับมา. เมื่อ"ความคิด"ขึ้นมา ก็ให้รู้แล้วปล่อยวาง กลับมาอยู่กับความรู้สึกที่มือเคลื่อนไหว. จะเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ให้รู้สึก, เอาความรู้สึกอย่างเดียว ; ให้มันรู้สึกจริงๆ. ไม่ต้องหลับตา อะไรผ่านไปมาก็ให้เห็น, เห็นแล้วก็แล้วไป กลับมาอยู่กับความรู้สึก. การกระทำไม่ให้นิ่ง, ถ้านิ่งแล้วตัวสงบตัวสมถะจะเข้ามา เป็นความสงบแบบไม่รู้ อย่าให้ฐานความสงบนั้นเข้ามาได้ ให้เอาฐาน"ตัวรู้สึก"นี้เข้าไป มันจะไปไล่ตัวไม่รู้นั้นออกไป. ไม่ต้องภาวนาไม่ต้องบริกรรม ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวโดยวิธีใด เอาแต่"ความรู้สึก", รู้-ก็แล้วไปปล่อยไป ไม่รู้-ก็แล้วไปปล่อยไป. [*๕*]
|
ความคิดเห็นส่วนตัว เราคิดว่าแนวทางนี้เป็นทางที่ใช่ เพราะเราเองก็คิดว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความคิด และ เราจะเข้าใจในทุกสรรพสิ่ง ก็ต่อเมื่อ เราเข้าใจความคิด จิตใจ ของตัวเองอย่างถ่องแท้ แนวทางนี้ก็เป็นแนวทางที่ปลุกเร้าความรู้สึกให้ตื่นขึ้น จนสามารถ รู้-เห็น กาย-จิต แล้วก็เข้ามาดู ความคิด จิตใจ อย่างที่มันเป็นจริงๆ จนรู้-เห็นความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง ตามหลักการแล้ว ใช่เลย สำหรับผลจากการปฏิบัติ หลายๆคนก็ว่าได้รับผลจริง ความทุกข์ลดน้อยลงไปจริง แต่เราก็คงไม่สามารถรู้ได้ว่า เขาเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า คงได้แต่ต้องลองปฏิบัติเอง แล้วดูผลที่ตัวเองได้ว่าเป็นยังไง คราวนี้กลับมาดูตัวเอง ปกติเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่รู้สึก ก็เคลื่อนไปอย่างนั้น คิดอะไรขึ้นมาก็ไม่ค่อยรู้ บางครั้งก็ลืมตัวอีกด้วย จึงตัดสินใจลองดู ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่า แนวทางนี้ไปได้ถึงไหน แต่อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ เรารู้จักตัวเองมากขึ้น วิธีที่เราใช้เป็นหลัก ก็คือ วิธีเจริญสติในชีวิตประจำวัน พอเริ่มปฏิบัติก็รู้ตัวมากขึ้นจริง แต่ช่วงนั้นก็ยังมีความไม่แน่ใจอยู่ เพราะถึงแม้เราจะรู้ตัว แต่เราก็ยังทำอะไรไปตามความอยาก แล้วมันจะดีจริงเหรอ ก็หาข้อมูลเพิ่มเติม ได้งานของ เขมานันทะ ช่วยคลายสงสัยลงได้ ว่า ความรู้สึกตัว มันละกิเลสไม่ได้ ได้แค่รู้เท่านั้น ต้องทำความรู้สึกตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง แล้วมันจะแปรหน้าที่เป็น สมาธิ และเป็น ปัญญา ในที่สุด จึงเข้าใจและมั่นใจในแนวทางนี้ยิ่งขึ้น ในการเตรียมบทความชุดนี้ทำให้เรามีความเข้าใจยิ่งขึ้น บทความ แนวปฏิบัติธรรมฯ นั้นเราก็เคยผ่านตาเมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ มาครั้งนี้กลับพบว่า สองย่อหน้าสุดท้ายในบทความนั้น ได้กล่าวถึง แก่นของแนวทางนี้ และที่มาที่ไป ไว้อย่างชัดเจนมาก, ใน ผลจากการปฏิบัติ ก็ได้รู้เพิ่มเติมว่า จวนจะหมดลมหายใจต้องรู้ที่สุดของทุกข์แน่นอนที่สุด, และบทความ กลวิธีจำเพาะฯ ก็ทำให้เข้าใจในเรื่อง รู้สึกเฉยๆ มากยิ่งขึ้น อย่างที่ผ่านมาบางความรู้สึกเราว่า รู้สึกเฉยๆ แต่จริงๆแล้วมันยังมากเกินไป |
แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
- http://www.geocities.com/Tokyo/Ginza/9697/tean100.htmlเป็นภาษาไทย เนื้อหา : แนวคำสอนโดยสังเขป, ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวนี้ (๔ คน หนึ่งในนั้นเป็นคนพิการ) และ คู่มือการทำความรู้สึกตัว (ที่อ้างถึงใน # วิธีเจริญสติ #)
- http://dharma.school.net.th/cgi-bin/bd_list.plเว็บบอร์ดของ ลานธรรมเสวนา ค้นหากระทู้ดู มีหลายกระทู้ที่เกี่ยวกับแนวทางนี้
- http://www.baus.org/satiเว็บของ Buddhist Association of the United States มีข้อมูลและบทความที่น่าสนใจหลายชิ้น (รวมทั้งบทความฉบับเต็มที่ได้ถอดความส่วนหนึ่งเป็น #กลวิธีจำเพาะ ฯ #) และข้อมูลติดต่อสถานที่ปฏิบัติธรรมในอเมริกาและไทย
- http://www.mahasati.orgเว็บของ Mahasati Association of America มีข้อมูลติดต่อสถานที่/กลุ่มปฏิบัติธรรมในไทย, อเมริกา, และไต้หวัน และข้อมูลอื่นๆ
มูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ (พันธ์ อินทผิว)
๕๒ หมู่ ๕ ถ.พุทธมณฑล สาย ๔ ต.ทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน กทม. ๑๐๑๗๐ โทร. ๐-๒๔๒๙-๒๑๑๙ โทรสาร ๐-๒๘๑๔-๐๐๒๓
สำนักและผู้ดูแลของกลุ่มสายงานการเจริญสติแนวหลวงพ่อเทียน
(จากหนังสือ "ธรรมะแท้ต้องรู้อย่างเดียวกัน" ของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หน้า ๕๕-๕๘; เป็นข้อมูลปี ๒๕๔๑ จาก สำนักปฏิบัติธรรมทับมิ่งขวัญ มีทั้งหมด ๕๔ สำนัก ในที่นี้จังหวัดที่มีหลายสำนักจะตัดออกไปจำนวนหนึ่ง ผู้ที่สนใจคงต้องติดต่อไปยังสำนักที่อยู่ใกล้เคียง แล้วสอบถามถึงสำนักที่อาจจะสะดวกกว่า)
๑. หลวงพ่อทอง อาภากโร วัดสนามใน ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ๑๑๑๓๐ โทร. ๐-๒๘๘๓-๗๒๕๑ โทรสาร ๐-๒๘๘๓-๗๒๗๕นอกจากการปฏิบัตธรรมตามปรกติแล้ว ทางวัดสนามในร่วมกับมูลนิธิฯได้จัดให้มีการเจริญสติแบบต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน ครั้งละ ๗ วัน โดยเริ่มประมาณ วันศุกร์ที่สองของทุกเดือน ผู้สนใจเชิญสอบถามรายละเอียดได้ตามที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์
๒. พระอาจารย์โกศิล ปริปุณโณ สำนักสงฆ์ปลายนา ๕๙/๗ หมู่ ๑๕ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ๑๒๑๒๐
๓. หลวงพ่อสมจิต อนุตตโร วัดพันชนะมาบกระสังข์ ต.พันชนะ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ๓๐๒๑๐
๔. หลวงพ่อจรัล จรณสัมปันโน สวนป่าอกาลิโก บ.ห้วย หมู่ ๓ ต.หนองโดน อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๓๐
๕. หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ วัดภูเขาทอง ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๕๐
๖. พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคโต หมู่ ๘ บ.ใหม่ไทยเจริญ ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๕๐
๗. พระอาจารย์คำไม ฐิตสีโล สำนักทับมิ่งขวัญ ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย ๔๒๐๐ โทร. ๐-๔๒๘๓-๓๑๐๐
๘. หลวงพ่อทองดี อนาลโย วัดศรีภูทอก บ.โพน อ.เชียงคาน จ.เลย
๙. พระอาจารย์นิวรณ์ ฐานะญาโน วัดป่าชัยมงคล ต.หนองกุงธนสาร อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น
๑๐. พระอาจารย์ดา สมฺมาคโต วัดธาตุโข่ง ต.หนองหาน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ๔๑๑๓๐
๑๑. หลวงพ่อต่วน สุภัทโท วัดคอกม้า บ.โพนสวรรค์ ต.สระไคร อ.สระไคร จ.หนองคาย
๑๒. หลวงพ่อมหาไหล โฆสโก วัดป่าหนองคู บ.หนองคู อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม ๔๔๑๗๐
๑๓. หลวงพ่อเกร็ด ธมฺมโยธี วัดป่าช้าบ้านเหล่าขาม ต.สีแก้ว อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด
๑๔. พระอาจารย์นิเพ็ญ อมโร วัดป่าช้าบ้านแจนแลน ต.แจนแลน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์
๑๕. แม่ชีผ่องศรี พิศิลป์ ส.ธรรมสากล บ้านภูน้อย ต.นากอก อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ๔๙๑๓๐
๑๖. หลวงพ่อณรงค์ ปิยะสีโล วัดป่าสมศรี ต.นาโพธิ์ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์
๑๗. หลวงพ่อเจริญ นิราลโย วัดหนองไผ่พิทยาราม ต.หนองไผ่ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์
๑๘. พระอาจารย์มหาดิเรก พุทธยานนฺโท อาศรมแพร่แสงเทียน หมู่ ๑ ต.แม่ยางฮ่อ อ.ร้องกวาง จ.แพร่
๑๙. พระอาจารย์อุทัย อุทโย วัดเวฬุวัน ต.พระเพลิง อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว
๒๐. พระมหาสุพรม ปญฺญาวโร สำนักสวนพุทธธรรม ต.ปากน้ำ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี
๒๑. พระอาจารย์จำรัส สุธมฺโม สำนักสวนธรรมสากล ซอย ๔๑ ถนนเพชรเกษม ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ๙๐๑๑๐โทร. ๐-๗๔๔๒-๒๒๔๗
๒๒. หลวงพ่อสมบูรณ์ ฉตฺตสุวณฺโณ สำนักวัดถ้ำเขาพระ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ๘๑๑๑๐
๒๓. พระอาจารย์เสาทอง วัดศรียางมูล ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ๕๗๑๑๐
งานของหลวงพ่อเทียนที่อ้างถึงในบทความชุดนี้
- "ธรรมะแท้ต้องรู้อย่างเดียวกัน" (พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๔๒) : ผู้สนใจติดต่อ มูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หรือ วัดสนามใน (ที่วัดสนามใน ยังมีหนังสืออีกหลายเล่ม แต่ละคนขอรับได้ฟรีหนึ่งเล่ม เกินจากนั้นก็ต้องช่วยสมทบค่าพิมพ์ แต่ถูกมาก ส่วนที่มูลนิธิฯ ก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบเดียวกัน)
- "พลิกโลก เหนือความคิด" (๒๕๒๙) : มีที่ห้องสมุด คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (บุคคลภายนอกเข้าได้ฟรี)
งานของเขมานันทะที่เคยอ่าน/เคยเห็น
(เขมานันทะเป็นศิษย์ของท่านพุทธทาสและหลวงพ่อเทียน)
- "ช่วงชีวิตช่วงภาวนา" : เป็นธรรมบรรยายที่นำภาวนาในช่วงอบรมภาวนาที่จัดขึ้น เล่มนี้เราซาบซึ้งมาก แต่เก่าแล้วไม่ค่อยมีขาย มีบท อกรรมกิริยา-สยัมภู-อู่หวุย โพสต์ไว้ที่เว็บบอร์ดของกลุ่มวิมุตติ http://dharma.school.net.th/wimutti/board/D00000099.html
- "จากดักแด้สู่ผีเสื้อ" : เป็นธรรมบรรยายที่นำภาวนาในช่วงอบรมภาวนาที่จัดขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เล่มนี้ยังมีขายอยู่ทั่วไป
- "ไตร่ตรองมองหลัก" : เป็นบทความธรรมะ เกี่ยวกับสายวัชรยาน, สติปัฏฐาน๔ แล้วก็อื่นๆ จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไรบ้าง ยังมีขายอยู่บ้าง
- "เต'กออู'วากัน" : เป็นบันทึกประจำวันในช่วงที่ไปนำภาวนาในต่างประเทศ เคยเห็นที่ แพร่พิทยา เซ็นทรัลลาดพร้าว
- "แผ่นดินดับ" : เป็นบันทึกประจำวันในช่วงที่ไปนำภาวนาในต่างประเทศอีกเล่มหนึ่ง ยังมีขายอยู่บ้าง มีบางบทโพสต์ไว้ที่เว็บบอร์ดของกลุ่มวิมุตติ http://dharma.school.net.th/wimutti/board/D00000141.html
- "สุขหรือเศร้าก็เท่านั้น" : บทความทั่วไป เกี่ยวกับสัจจธรรม และ ความงามของธรรมชาติ ยังมีขายอยู่บ้าง
- "ธรรมวิทัศน์" : รวบรวมบทความเกี่ยวกับธรรมะ จำไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง มีที่ห้องสมุด คณะอักษรฯ จุฬาฯ
- "ลิงจอมโจก" : เกี่ยวกับปริศนาธรรมในเรื่อง ไซอิ๋ว เห็นกระทู้ข้างล่างบอกว่าดี ไม่รู้ว่ามีที่ไหนบ้าง
ขอให้เพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลายได้รู้ที่สุดของทุกข์กันทุกๆคน
จากคุณ : athing - [19 ธ.ค. 44 08:11:05]
พูดถึงประวัติ ก็อยากจะเล่าประวัติบางส่วนเท่าที่จำได้ของ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึง การท้าทายให้ลองปฏิบัติ ของหลวงพ่อเทียน (อ่านเจอในหนังสือของ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว) :
ก่อนที่หลวงพ่อคำเขียน (ขณะนั้นยังคงเป็นฆราวาสอยู่) จะได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเทียน ท่านได้เคยฝึกสมาธิโดยการตามดูลมหายใจ และได้รับผลในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมาปฏิบัติตามแนวหลวงพ่อเทียน กลับพบว่า ไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติเท่าที่ควร จึงเกิดความท้อใจ และคิดว่าท่านคงไม่มีบุญพอที่จะได้รับผลจากการปฏิบัติ จึงตัดสินใจไปลาหลวงพ่อเทียน แล้วจะกลับไปทำงานตามปกติ หลวงพ่อเทียนจึงถามว่า ไปทำงานนี่ได้เงินเดือนเท่าไร ขอให้ปฏิบัติอีกเดือนหนึ่ง (คุ้นๆว่าเป็นเดือนหนึ่ง) แต่ขอให้ทำจริงๆ ถ้ายังไม่ได้ผลให้มาเอาเงินเดือนที่หลวงพ่อ หลวงพ่อคำเขียนจึงเกิดกำลังใจ ปฏิบัติต่อ ในที่สุดก็ได้รับผลจากการปฏิบัติ หลังจากนั้นก็บวช และช่วยเผยแพร่การปฏิบัติตามแนวนี้
จากคุณ : athing - [20 ธ.ค. 44 00:06:18]
![]()