คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

สติ..กุญแจไขชีวิต
เขียนโดย นพ.คงศักดิ์ ตันไพจิตร
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 007867 - โดยคุณ : นพ [ 2 ก.พ. 2546 ]
เนื้อความ :
|
เพื่อนๆครับ คุณหมอกำพลได้ตั้งกระทู้ขอให้คุณหมอคงศักดิ์ ตันไพจิตร ช่วยเล่าประสบการณ์การเจริญสติเพื่อเป็นกำลังใจแด่เพื่อนสหธรรมมิกที่สนใจศึกษาและฝึกหัดสติปัฏฐานกัน โดยได้ตั้งกระทู้ในเว๊บบอร์ด...ธรรมะเพื่อชีวิต..WWW.dhammaforlife.com |
|
คุณหมอคงศักดิ์ได้นำบทความหนึ่งที่ท่านเคยเขียนไว้ชื่อว่า...สติ..กุญแจไขชีวิต มาให้อ่านกันพลางๆระหว่างรออ่านประสบการณ์การเจริญสติของท่านที่จะเขียนไปลงในกระทู้ดังกล่าวในเร็วๆนี้ ผมเห็นเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆบนลานธรรมแห่งนี้เช่นกัน จึงขออนุญาตใช้พื้นที่บนลานธรรมนำบทความนี้มาให้อ่านกัน รายละเอียดตามนี้นะครับ |
|
เรียนคุณหมอกำพลและสหธรรมิกที่นับถือ |
|
ผมต้องขอเวลาสักพักครับสำหรับตอบ เพราะระหว่างนี้ ยังค้างที่จะต้องตอบกระทู้ธรรมอื่นๆให้เพื่อนอเมริกันอยู่ และผมพิมพ์ไทยได้ช้ามาก แถมยังผิดๆถูกๆอยู่มาก |
|
ระหว่างรอนี้ ผมได้ส่งเรื่อง "สติ กุณแจไขชีวิต" ที่เคยเขียนไว้ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิบัติธรรมของผมมาให้อ่านพลางๆไปก่อน |
|
สำหรับเรื่อง "หลวงพ่อเทียนที่ผมไม่เคยพบ แต่ได้รู้จัก" ที่คุณหมอกำพลเอ่ยถึงนั้น ผมได้ส่งแนบมาในช่องกระทู้ถัดไปครับ |
|
ขอบคุณครับ |
|
คงศักดิ์ |
สติ - กุญแจไขชีวิต
นพ.คงศักดิ์ ตันไพจิตร
หากถามชาวอเมริกันถึงคำว่า
สติ กว่า 95% จะตอบว่าไม่รู้จักคำนี้ กระนั้นก็ดี ปัจจุบันได้มีความตื่นตัวในวงการจิตวิทยาและจิตแพทย์ในสหรัฐ ถึงวิธีบำบัดลดปัญหาความกดดัน (Stress Management/Stress Reduction) ด้วยการใช้สติ (Mindfulness) มากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ใช้ช่วยลดความเครียดของพ่อแม่ของเด็กที่เป็นโรคขาดความตั้งใจ (ADS or Attention Deficit Syndrome) ตลอดถึงการเริ่มใช้สติบำบัดรักษาโรคบางโรค เช่น Fibrositis หรือ Fibromyalgia ซึ่งมีอาการปวดเมื่อยทั่วตัวเรื้อรัง เป็นต้น แม้แต่วงการแพทย์โดยทั่วไป แต่เดิมเมื่อ 10-15 ปีก่อน เห็นเรื่องการเจริญสมาธิเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ปัจจุบันกลับให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และแพทย์จำนวนมากยอมรับว่า การเจริญสมาธิ (Meditation) มีประโยชน์ มีบทบาทและสามารถนำมาช่วยในการบำบัดรักษาผู้ป่วยได้ ตัวอย่างที่สำคัญและทำได้ผลมาก คือ Dr. Jon Kabat-Zinn ผู้อำนวยการศูนย์รักษาขจัดความเครียดแก่ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง (Director, Stress Management Center) ที่ University of Massachusetts, Worcester, Massachusetts ได้นำการฝึกอบรมจิตด้วยสติ (Mindfulness Meditation) มาใช้รักษาผู้ป่วยด้วยโรคปวดเรื้อรัง (ชนิดที่เรียกว่า คนไข้เหลือเดน คือ หมอคนอื่นๆ ยอมแพ้ หมดหนทางเยียวยารักษาแล้ว) ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดีมาก อาการปวดหายหรือลดลงไปมาก ทำให้คนไข้เหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นอย่างมาก มีความสุขสบาย แทนที่จะเครียดเป็นทุกข์ไปกับความเจ็บปวด และบางคนสามารถกลับไปทำงานได้อย่างเดิมเป็นปกติแม้แต่ดาวรุ่งดวงใหม่ และ เจ้าแห่งมือกอล์ฟอาชีพ ระดับ Master ที่อายุน้อยที่สุด Tiger Woods ก็ยอมรับว่า เวลาเครียดขึ้นมาได้อาศัยการการปฏิบัติกรรมฐาน เป็นเครื่องช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี และคุณความดีข้อนี้ ขอยกให้แก่คุณแม่คือคุณกุลธิดา Woods ซึ่งเป็นคนไทย และเป็นชาวพุทธที่เคยไปวัดไทยในลอสเองเจลิส เป็นประจำ
ในทางตรงกันข้าม ถ้าถามคนไทยด้วยกันว่า รู้จักคำว่า
สติ ไหม คุณอาจโดนมองหน้าว่า คุณนี่ป่าเถื่อนจริง ไปอยู่ที่ไหนมา ใครๆ ก็รู้จักคำว่า สติ กันทั้งนั้น เพราะว่าสังคมไทยนั้น ตั้งแต่เล็กจนแก่เฒ่าจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เราเติบโตและอยู่กับคำว่า สติ ตลอดเวลา
![]()
สติมีความสำคัญอย่างไร? ทำไมจึงต้องมีสติ?
คนเราถ้าขาดสติ การทำอะไรก็ผิดพลาด ไม่ได้ผล หรือที่ท่านเรียกว่าตั้งอยู่ใน
ความประมาท ดังมีพระพุทธพจน์ที่ว่า ความประมาทคือทางแห่งความตาย ซึ่งเราได้ยินกันมาเป็นประจำ คนที่ประมาทแม้มีชีวิตอยู่ ก็เหมือนกับคนที่ตายแล้วคนเสียสติเขาเรียกว่า คนบ้า เพราะไม่มีสติควบคุมจิต ไม่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรจริง อะไรไม่จริง เป็นต้น
ถ้าหากลองนึกถึงคำว่า
สติ ในชีวิตประจำวันดู อาจจะพอเห็นความสำคัญของคำว่า สติ ว่ามีบทบาทมากน้อยเพียงไร เอาง่ายๆ ตั้งแต่ ก ถึง ฮ พอเป็นตัวอย่าง ดังนี้.-ก่อสติ หมายถึง สร้างสติให้เกิดขึ้น
กลั้นสติ/ข่มสติ/ระงับสติ หมายถึง กลั้นใจ ข่มใจด้วยสติ ไม่ปล่อยไปตามอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลง
ขาดสติ หมายถึง คนประมาท
ควบคุมสติ/กุมสติ หมายถึง รู้จักอดกลั้น ควบคุมใจไม่ให้วู่วามด้วยสติ
คืนสติ หมายถึง ฟื้นจากอาการหมดสติ เช่น เป็นลม
เจริญสติ หมายถึง การบริหารทางจิต ให้เกิดสติ ให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริง หรือที่เรียกว่าวิปัสสนา
ดำรงสติ/ทรงสติ หมายถึง รักษาสติให้ทรงตัวอยู่
สติดี หมายถึง มีสติอยู่กับจิตเป็นอย่างดี มีความตื่นตัว ตื่นใจ มีจิตใจมั่นคงไม่ตื่นตระหนกไปกับเหตุการณ์
ตั้งสติ หมายถึง กำหนดสติให้ตั้งมั่นไว้
ตื่นสติ หมายถึง ปลุกสติให้เกิดขึ้นในตัว
สติตั้งมั่น หมายถึง มีสติอยู่กับตัวอย่างหนักแน่น
ปราศจากสติ/ไม่มีสติ/ไร้สติ หมายถึง ขาดสติ คือประมาท
ปลุกสติ หมายถึง สร้างสติให้เกิดขึ้น
สติปัญญา หมายถึง ปัญญาความรอบรู้อันประกอบด้วยสติ ความระลึกได้ หมายรู้จำได้ เฉลียวฉลาด มีไหวพริบดี
เผลอสติ หมายถึง ขาดสติไปชั่วครั้ง ชั่วคราว
ผูกสติ หมายถึง สร้างสติลงที่ฐาน เช่นสร้างความรู้สึกตัวที่กาย กับลมหายใจ กับการเคลื่อนไหว เป็นต้น
สติฟั่นเฟือน หมายถึง ไม่อยู่กับความจริง หลงๆ ลืมๆ หรือ เป็นบ้า
มีสติ หมายถึง ไม่ประมาท
มรณสติ หมายถึง ตั้งสติอยู่ในเรื่องของความตาย
ยั้งสติ หมายถึง รู้จักอดกลั้น ด้วยมีสติควบคุมใจไว้
รวบรวมสติ หมายถึง สำรวมจิตให้ตั้งมั่น มีสติขึ้น โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาดับขันธ์
สติเลอะเลือน หมายถึง หลงๆ ลืมๆ
สติว่องไว หมายถึง มีความรวดเร็วในการทำงานของจิต
สติวิปลาส หมายถึง เป็นบ้า รู้เห็นอะไรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
สติเสื่อม(ทราม) หมายถึง สติไม่แหลมคม ชักจะหลงๆลืมๆ ไม่อาจดำรงตั้งมั่นอยู่ในความดี หลงทำความชั่ว
เสื่อมสติ หมายถึง สติไม่มั่นคง
สติเสีย หมายถึง คิดอะไรเพี้ยนผิดไปจากความเป็นจริง
เสียสติ หมายถึง คนบ้าไม่มีสติคอยควบคุมจิต ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรจริง อะไรไม่จริง
สติสมบูรณ์ หมายถึง การดำรงสติไว้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เยี่ยงพระอรหันต์
สติอ่อน หมายถึง ตื่นตระหนก ตกใจง่าย หรือขวัญอ่อน
จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นได้ว่า สติแทรกซึมอยู่ในชีวิตตลอดเวลา ดังนั้นสติจึงมีบทบาท เป็นพื้นฐานให้จิตทำหน้าที่ได้ถูกต้องในกิจวัตรประจำวัน ไม่ให้ผิดพลาด ไม่ลุ่มหลง และทำให้จิตตั้งมั่น ซึ่งกลับเสริมสร้างสติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อสติมีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง จะสามารถปฏิวัติจิตให้ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม คอยควบคุมดูแลจิตไม่ให้หลงใหล มืดบอด เช่นเดิม จิตเป็นอิสระ มีแต่ความตื่นตัว ตื่นใจ เห็นแต่ความจริง ตามสภาพแห่งความเป็นจริง รู้ธรรมด้วยญาณปัญญา รู้จักละไม่ยึดมั่นถือมั่น ล่วงพ้นทุกข์เป็นที่สุดเมื่อสติสมบูรณ์
ดังนั้น สติจึงเปรียบเสมือนรอยเท้าช้าง ย่อมสามารถรวมรอยเท้าสัตว์ต่างๆลงไว้ได้หมด ประดุจ สติ รวมธรรมอื่นๆไว้หมดในตัวของมัน
![]()
สติคืออะไร?
สติมีความสำคัญมากในชีวิตประจำวัน ทำให้ทำอะไรได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด ไม่ประมาทเผลอเรอ ท่านกล่าวถึงธรรมที่มีอุปการะมาก 2 ประการ คือ
สติ คือ ความระลึกได้
สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม
สัมปชัญญะ เป็นธรรมควบคู่ ที่เกิดขึ้นร่วมกับสติ เสริมให้สติทำงานได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น สัมปชัญญะ เปรียบเสมือนเป็นตัวนำให้เกิดปัญญา เพราะเมื่อมีสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ความไม่รู้สึกตัวย่อมหายไป นั่นคือ ไม่มีความลุ่มหลง กลับเกิดปัญญาตามมาแทนที่
ยกตัวอย่าง เช่น
เวลาขับรถไปทำงานบนทางด่วน (Freeway) มีสติความระลึกได้ว่า กำลังขับรถอยู่ และมุ่งไปที่ทำงาน สัมปชัญญะ จะทำหน้าที่เตือนให้ตระหนักในจุดหมาย (สาตถกสัมปชัญญะ) คอยช่วยให้ตื่นตัวอยู่กับการขับรถ บนท้องถนน ขับด้วยความเร็วที่สมควร ไม่เร็วเกินไปจนเป็นอันตราย หรือไม่ช้าเกินไปจนขวางถนน (สัปปายสัมปชัญญะ) ตระหนักชัดอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังขับรถอยู่ (โคจรสัมปชัญญะ) ให้เห็นรถที่แซงขึ้นมา รู้จักเลี่ยงอันตรายไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และคอยบอกให้ขับรถออกทางออก (Exit) ที่ถูกต้อง (อสัมโมหสัมปชัญญะ) ไปถึงที่ทำงานโดยเรียบร้อยและปลอดภัย หรือ
คุณกระหายน้ำ คิดจะดื่มน้ำที่ตั้งไว้ข้างตัวคุณ คุณอาจมีสติ ระลึกได้ว่า จะดื่มน้ำแก้กระหาย แต่คุณไม่ได้เหลือบไปดูให้ดี คว้าผิดเอากระโถนบ้วนน้ำลาย หรือถ้วยน้ำที่คุณเขี่ยและทิ้งก้นบุหรี่ไว้มาดื่มซดแทน เยี่ยงนี้เรียกว่าคุณมีสติระลึกได้ แต่ขาดสัมปชัญญะ ไม่รู้พร้อมถึงการกระทำของคุณ ผลลัพธ์ย่อมผิดพลาดเสียหาย
ดังนั้น หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถระ) ท่านจึงกล่าวไว้ว่า สติอย่างเดียวบางทีไม่พอ ต้องมีสัมปชัญญะช่วย กระนั้นบางครั้งก็ยังไม่พอต้องมีปัญญารอบรู้มาคอยเสริมอีก จึงจะทำอะไรได้ไม่ผิดพลาด
![]()
มิจฉาสติ-สัมมาสติ
มิจฉาสติ แม้แต่โจรผู้ร้าย ก็มีสติสัมปชัญญะ และปัญญา เช่นกันแต่ไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริงเป็นเพียงจินตมยปัญญา คือ ปัญญาในการคิดวางแผนประดิษฐ์คิดค้น หาวิธีเข้าไปปล้นขโมยของในบ้านหรือพิพิธภัณฑ์ เป็นความคิดที่เกิดบนรากฐานของความครอบงำมัวเมารุ่มร้อนด้วยอำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือที่เรียกว่ากิเลส บดบังมืดมิดไม่ให้เห็นความจริงตามที่เป็นจริง คือ อวิชชา หรือ มิจฉาปัญญา (ตรงข้ามกับปัญญาที่แท้จริงจากภาวนามยปัญญา ซึ่งให้แสงสว่าง รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง) ทำให้อยากรวยลัด ไม่ได้คำนึงถึงผลร้ายที่อาจตามมา เช่น ถ้าถูกเจ้าหน้าที่พบเห็นเข้าขณะปล้นขโมยอยู่ อาจถูกฆ่าตาย หรือถูกจับได้ต้องติดคุกตะรางตามระเบียบ กระนั้นก็ดี โจรขโมยก็มีสติ แต่เป็นมิจฉาสติ (หนึ่งใน 8 ของ มิจฉัตตะ ซึ่งเป็นทางตรงข้ามกับอริยมรรค 8) มีความระลึกได้ในการบุกเข้าไปปล้นจี้ มีสัมปชัญญะในลักษณะสัญชาตญาณฝ่ายต่ำที่ถูกครอบด้วยความโลภ ความหลง ความโกรธ มีความรู้ตัว ตื่นตัว ระวังหลบหลีกแสงเลเซอร์กันขโมย เลี่ยงเผชิญเจ้าหน้าที่ จนประสบผลสำเร็จในการขโมยปล้นจี้ แต่บ่อยครั้งอาจมีการฆ่าหรือทำร้ายเจ้าทรัพย์หรือตำรวจ เพราะวางแผนไม่รอบคอบหรือเผชิญปัญหาที่ไม่ได้คาดคะเนไว้
สัมมาสติ เป็นสติที่นำให้ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นสติในมรรค 8 (สัมมาสติ) เป็นไปตามการดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือไม่ตึงไปด้วยการทรมานตนเอง (อัตตกิลมถานุโยค) หรือ หย่อนเกินไปในกาม (กามสุขัลลิกานุโยค) ตลอดถึงมีความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) เห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เห็นสถานการณ์แบบเข้าข้างตนเอง หรือไม่ใช่ไม่ยอมรับรู้ความจริง ปิดประตูตัวเองเสีย ทำแต่กรรมดี (สัมมากัมมันตะ) มีอาชีพสุจริต (สัมมาอาชีวะ) มีความขยันหมั่นเพียร (สัมมาวายามะ) พูดจาไพเราะ เป็นประโยชน์ รักษาคำพูด (สัมมาวาจา) มีจิตใจเข้มแข็งตั้งมั่นไม่หลงใหลไปตามอำนาจฝ่ายต่ำ (สัมมาสมาธิ) ตลอดถึงมีความคิดดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) ไม่เห็นผิดว่าชีวิตนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นไปตามโชคชะตา ไม่เห็นผิดว่าชีวิตเป็นตัวตน (อัตตา) ที่ถาวรไม่เสื่อมสลายไป (สัสสตทิฏฐิ) ไม่คิดจะทำดีให้เสียเวลา ปล่อยอาลัย หมดความมานะขยันหมั่นเพียร และไม่คิดผิดไปว่าหมดชีวิตนี้แล้วสูญสิ้นไม่มีอะไรเหลืออยู่ทั้งสิ้น หรือ ไม่อาจส่งผลได้ต่อไป (นัตถิกทิฏฐิ) เลยทำแต่กรรมชั่ว หลงระเริง มัวเมาไปกับความโลภ โกรธ หลง ไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมา หรือปล่อยเวลาที่ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์
ดังนั้น จึงมีคำกล่าวว่า
ตายแล้วเกิดก็ผิด (สัสสตทิฏฐิ) ตายแล้วสูญก็ผิด (นัตถิกทิฏฐิ)เมื่อมีสัมมาสติ จะเห็นความจริงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งครอบคลุมทั่วจักรวาล คือ สามัญญลักษณะ หรือ ไตรลักษณ์ ว่าทุกสิ่งทุกในจักรวาลเป็นไปตามรูปลักษณะของความเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) มีความกดดันจากการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรอย่างแท้จริง (อนัตตา) ไม่มีความเป็นเอกเทศอย่างสมบูรณ์ ล้วนแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร(อัตตา)ติดตามไปเกิดแล้วเกิดอีก
สำหรับกายเนื้อนั้นไม่ต้องพูดมาก เกิดมาแล้วเปลี่ยนแปลง เติบโต แก่เฒ่า เจ็บป่วย เป็นทุกข์ และตายไปในที่สุด ไม่อาจห้ามความป่วย ความแก่ ความตายได้ ถ้าเป็นตัวตนที่แท้จริงย่อมต้องบังคับบัญชาได้
จิตใจยิ่งร้ายไปกว่า เดี๋ยวคิดไปโน่น มานี่ นั่งใจลอยฝันหวาน หรือผูกโกรธ เป็นเวลานานๆ ก็มี บางทีก็ซึมเศร้าเพียงแค่เพราะดินฟ้าอากาศมืดครึ้มก็เศร้าใจเสียแล้ว บางทีเรื่องเล็กน้อยก็เสียใจฆ่าตัวตาย เพราะไม่เห็นความจริงว่าโดนจิตหลอก อะไรๆก็คิดเพียงว่า ตนถูกทำร้ายทางจิตใจ น้อยอกน้อยใจ หรือนั่งฝันหวานกับสิ่งที่พึงพอใจต่อตน
ความจริงอัตตาตัวตนนี้ไม่ได้มีอยู่จริงแต่เราสร้างขึ้นมาเป็นภาพลวงตา (Hologram) ว่าเป็นตัวเรา ใครมาถูกต้องเข้าก็พอใจหรือไม่พอใจ เจ็บปวดทุกข์ทรมานยิ่งกว่าถูกทุบตีให้เจ็บปวดทางกายหลายสิบหลายร้อยเท่า ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรระคายเคืองร่างกายแม้สักน้อยนิด ทั้งนี้ เพราะขาดสัมมาสติ ไม่เห็นว่าทุกข์เกิดเพราะเราสร้างอัตตา หรือ Hologram นี้ขึ้นมาหลอกหลอนตัวเราเอง เสมือนว่ามีตัวตนอยู่จริง ทั้งๆที่ไม่ได้มีอยู่จริง นอกจากความว่าง (Emptiness) ความเสื่อมสลาย (Voidness) ความไร้ตัวตนที่แท้จริง หรืออนัตตา (Not-Self, Soullessness) เท่านั้น การเกิดแล้วเกิดอีกนั้นเป็นเพียงแรงผลักดันจากผลกรรมที่ทำไว้นำพาให้เกิดผลขึ้น ไม่ได้มีอัตตาที่แท้ นอกจากสภาพการเกิดดับๆ ที่ต่อเนื่องกันไปเท่านั้น
ภาพลอยลวง (Hologram) แห่งอัตตา ที่เราสร้างขึ้นมานี้ เมื่อขาดสัมมาสติ คือไม่ได้ผูกสติลงไว้ที่กายที่ใจ จะไม่เห็นความคิด จิตใจจะแปรเปลี่ยนรูปลักษณะไปตามความคิด ตามอำนาจความโลภ ความโกรธ และความหลงในตัวตน (อัตตา) ย้อมจิตใจให้อยู่ในสภาพต่างๆ เช่น ตกนรกทั้งเป็น (เมื่อจิตเต็มไปด้วยความโกรธ เร่าร้อนรนใจ) หรือเป็นเปรต งก ละโมภ ตะกละ หิวกระหาย (ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความโลภ) เป็นอสูร หน้ายักษ์ (เพราะเต็มไปด้วยราคะในอัตตาตัวตน) เป็นสัตว์ (ด้วยเต็มไปด้วยความหลง ดื้อดึงดัน โง่งมงาย) แต่สามารถพัฒนาจิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (ด้วยการมีศีล 5 คือ 1 เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2 เว้นจากการลักทรัพย์ 3 เว้นจากการประพฤติผิดในกาม 4 เว้นจากการพูดปด กล่าวเท็จ หลอกลวง 5 เว้นจากการดื่มสุราใช้ยาเสพติด) หรืออาจเป็นเทพ (กอร์ปด้วยเบญจธรรม 5 คือ 1 มีเมตตาและกรุณา 2 สัมมา อาชีวะ เลี้ยงชีพโดยสุจริต 3 สังวรในกาม รู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ 4 สัจจะ สัตย์ซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น 5 สติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท) แม้กระทั่งอาจเป็นพรหมประดุจบิดามารดาเป็นพรหมต่อบุตรหลาน (เปี่ยมด้วย พรหมวิหาร 4 คือ มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา) แต่หากพัฒนาสัมมาสติให้สมบูรณ์ รู้เห็นจิตใจของตนเอง เห็นความคิดของตนเองตลอดเวลา จิตใจจะว่างจากความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจจะเปลี่ยนสภาพเป็นอริยบุคคล (มีพระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์) ได้เป็นที่สุดแห่งการมีสติที่สมบูรณ์และต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาเยี่ยงพระอรหันต์
ดังนั้นสติ จึงเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ครอบคลุมตั้งแต่ระดับศีล (มีสติคอยควบคุม อดกลั้นไม่ให้ทำความชั่วอกุศลกรรม) นำให้เกิดสมาธิ (มีสติคอยเสริมสร้าง ให้ทำแต่ความดี มีจิตใจตั้งมั่นในกุศลกรรม) และพัฒนาจิตให้เกิดปัญญา เห็นแจ้งรู้จริงตามความเป็นจริง (มีสติสมบูรณ์ มีใจผ่องแผ้ว, สะอาด บริสุทธิ์ เพราะไม่ได้แปดเปื้อนด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง อีกต่อไป)
คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อรวมลงแล้วมีองค์ 3 อันเป็นหัวใจหรือแก่นของพุทธศาสนา ดังปรากฏในโอวาทปาฏิโมกข์ ประกอบด้วย
จงเว้นจากการทำชั่ว ได้แก่ ศีล }
จงทำแต่ความดี ได้แก่ สมาธิ } คือ ไตรสิกขา นั่นเอง
ทำใจให้ผ่องแผ้ว ได้แก่ ปัญญา }
ในการปฏิบัติตามคำสอนทั้ง 3 ข้อนี้ จะทำได้ต้องอาศัยการมีสติเท่านั้น คือ มีสติอดกลั้นรักษาศีล ไม่ทำความชั่ว มีสติที่เจริญดีแล้ว มีสมาธิคอยเตือนใจให้ทำแต่ความดี และเมื่อมีสติที่สมบูรณ์จิตใจจะผ่องแผ้วแล้วจะนำให้เกิดปัญญาในที่สุด ด้วยอาศัยวิปัสสนากรรมฐาน ยังผลให้จิตคืนสู่สภาพปกติที่แท้จริง คือมีความเป็นกลางตามธรรมชาติ หรือ อุเบกขาจิต รู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง มีศีลที่สมบูรณ์ สมาธิที่สมบูรณ์ ปัญญาที่สมบูรณ์ สติที่สมบูรณ์ คอยควบคุมไม่ให้หลง ไม่หวั่นไหว ไม่ถูกบดบังด้วยอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลง ดังนั้น จิตจึงปลอดโปร่งเป็นอิสระ มีปัญญารอบรู้อยู่ในตัวของมันเอง (Intuitive Wisdom) จิตจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้อง มีเจตนาที่ดี สามารถตัดสินข้อมูลต่างๆและตัดสินใจได้รวดเร็วถูกต้อง การทำ การพูด การคิด จึงไม่ผิดพลาด
การปฏิบัติอบรมจิต หรือที่เรียกว่ากรรมฐาน หรือ กัมมัฏฐาน โดยเฉพาะ วิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นการฝึกหัดจิต อบรมจิตให้เกิดสติ มีความรู้สึกตัว ตื่นตัว มีความรู้สึกใจ ตื่นใจ จิตจะผ่องแผ้วบริสุทธิ์หมดจด เห็นทุกสิ่งตามสภาพความเป็นจริง เห็นจิตเห็นใจของตนเอง ด้วยสติ เห็นความคิดขณะที่เกิดขึ้นในจิต ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่อาจซ่อนแทรกเข้ามากับความคิด เพราะถูกสติซึ่งเปรียบเสมือนยามหรือนายด่านดักจับไว้ได้ตลอดเวลา
ดังนั้น สตินอกจากจะมีอุปการะในการดำรงชีวิตประจำวันไม่ให้ผิดพลาด ทำอะไรถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้ว (ซึ่งเทียบได้กับ บุญ คือ รู้เท่าทันความจริงตามที่เป็นจริง) สติยังเป็นตัวจักรสำคัญ เป็นหัวใจ เป็นกุญแจดอกเอกในการอบรมจิตทางวิปัสสนากรรมฐาน ตั้งแต่จุดเริ่มต้น มีสติเป็นบาทฐาน ด้วยการผูกสติลงที่ฐานต่างๆ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม หรือ สติปัฏฐาน 4 เป็นการเจริญสติให้แก่กล้า เกิดเป็น สตินทรีย์ (เปรียบเสมือนลูกแมว) จนสติเข้มแข็งมากขึ้น เป็น สติพละ (เปรียบเสมือนแมวใหญ่) และ เมื่อสติความรู้สึกตัวมีมากขึ้นๆจนสมบูรณ์ในที่สุด ทำหน้าที่ของมัน คือจับความคิดที่กำลังเกิดกับจิต (หนูที่กำลังออกจากรู) ความคิดจะขาดสะบั้น (หนูถูกแมวตะปบ เลยช็อคตาย) จะเกิดเป็นสติปัญญาที่สมบูรณ์ เกิดวิชชา วิมุตติ ล่วงพ้นจากความหลงใหลงมงายในอัตตา ความโลภ ความโกรธ ความหลง (ซึ่งเทียบได้กับ บาป คือ หลง โง่งมงาย ไม่รู้ความจริงตามที่เป็นจริง) มีแต่ความเป็นอิสระ สงบ สันติสุข เป็นจุดหมายปลายทางแห่งชีวิต
สติจึงมีความสำคัญมาก เป็นตัวนำตลอดสาย นับจากการงานในชีวิตประจำวัน ไปถึงจุดสูงสุดแห่งการบรรลุธรรมรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม และความจริงทั้งปวง การเจริญสติเป็นทางสายเอก ดังพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า (เอกายโน อยํ ภิกขเว มคฺโค)
ภิกษุทั้งหลายทางนี้เป็นทางที่ไปอันเอก เพื่อความริสุทธ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุถึงทางเดินที่ถูก เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง หนทางนี้คือ สติปัฏฐาน 4 สติจึงเปรียบเสมือน กุญแจดอกเอกสำหรับไขชีวิต ให้เห็นแจ้งรู้จริงในชีวิตจิตใจของตนเองจุดนี้จึงเป็นจุดแตกต่างอย่างมากระหว่าง วิปัสสนากรรมฐาน กับ สมถกรรมฐาน
![]()
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นการฝึกอบรมจิตให้เกิดสติ สัมปชัญญะ ให้จิตรู้เห็นลักษณะอาการและสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ภายในกายในจิต ให้จิตมีความว่องไว คล่องแคล่ว รู้สึกตัวตื่นตัว รู้สึกใจตื่นใจ เห็นความคิดที่คอยปรุงแต่งจิต ไม่หลงไปกับความคิด รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง เห็นสามัญญลักษณะ แห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดปัญญา และล่วงพ้นทุกข์เป็นที่สุด เปรียบเสมือนถอนรากโคนของหญ้าแพรก ไม่ให้งอกกลับขึ้นมาใหม่ได้อีก
คนเราทุกข์เพราะความคิด เพราะจิตใจถูกปรุงแต่งด้วยอารมณ์โลภ โกรธ หลง ที่ซ่อนเร้นแทรกมากับความคิด ปรุงแต่งจิตในรูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส และธรรมารมณ์ ที่ผ่านมาทางอายตนะ 6 แทนที่จะเห็นสภาวธรรมที่กำลังสัมผัสอยู่ตามความเป็นจริง กลับวาดเป็นมโนภาพอันวิจิตรพิสดารหรือน่าสะพรึงกลัวไปตามความต้องการหรือความไม่ต้องการของตน หรือสร้างจินตนาการเพื่อผลประโยชน์แห่งอัตตาตัวตน จึงหมายรู้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ขาดปัญญาเพราะจิตถูกความคิดครอบงำ การกระทำ การพูด ความคิด จึงผิดพลาดคลาดเคลื่อน ยังผลให้เป็นทุกข์ เพราะไม่เห็นจิตไม่เห็นใจ ไม่เห็นไม่รู้เท่าทันความคิดของตนเอง
มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่สามารถเห็นความคิดของตนเองได้ นอกเหนือไปจากที่มีมันสมองมากและฉลาดกว่าสัตว์อื่นๆ และเมื่อได้รับการฝึกอบรมจิตด้วยวิปัสสนากรรมฐาน มนุษย์ยังสามารถถอดถอนตัวเองออกจากความคิด ด้วยการเฝ้าดูรู้เท่าทันความคิด ไม่ติดอยู่ในความคิด ไม่ต้องเป็นทุกข์อีกต่อไป
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ไม่มีในศาสนาใดๆอื่นในโลกนี้ทั้งสิ้น เป็นการปฏิบัติจิตให้จิตผ่องแผ้ว ด้วยการเฝ้าดูรู้ทันกายและจิต ตลอดถึงเฝ้าดูรู้ทันเวทนาและธรรมารมณ์ ตามสภาพความเป็นจริง ฝึกจิตให้เห็นจิต คือ ให้มีสติหรือความรู้สึกตัวเห็นจิตของตนเอง (ไม่ใช่เที่ยวไปสอดรู้สอดเห็นจิตใจของคนอื่นว่า เขาด่าหรือนินทาเราอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เห็นหรอกว่า กำลังถูกจิตของตนเองหลอกให้คิดไปว่าเห็นจิตใจของผู้อื่น การส่งจิตออกนอกตน เที่ยวไปรู้นั่นรู้นี่ พาไปติดโน่นติดนี่นั่นแหละเป็นเหตุแห่งทุกข์) เห็นความคิด เห็นอารมณ์ ที่กำลังรบกวนจิตของตน ไม่ว่าจะเป็นไปในความคิดหรืออารมณ์ฝ่ายลบหรือชั่ว และฝ่ายบวกหรือดี เพราะล้วนแต่ทำให้จิตคลาดเคลื่อนเสียศูนย์ และผิดไปจากสภาพความเป็นจริงของจิตหรือความ
ปกติของจิต ทำให้จิตขุ่นมัวเศร้าหมองไม่สบายอารมณ์ผิดปกติไป หรือ ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปด้วยมานะทิฏฐิ เต็มไปด้วยอัตตาตัวตน (ดังที่ท่านอาจารย์หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้โดยย่อว่า ชั่วและดี อัปรีย์เหมือนกัน ซึ่งตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไว้ว่า ให้ละชั่ว ให้ทำดี และทำใจให้ผ่องแผ้ว อันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา กล่าวคือ พึงฝึกจิตให้จิตใจก้าวล่วงและอยู่เหนือชั่วและดี [ซึ่งล้วนเป็นสมมติบัญญัติ] ด้วยสติปัญญา จิตใจจะผ่องแผ้วและสงบสุข) จิตจะสัมผัสความคิดและอารมณ์อยู่ตลอดเวลาด้วยจิตหรือสติความรู้สึกตัว เห็นความหนักของขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) อันกอปรด้วยอัตตาตัวตน ซึ่งทำให้หนัก เป็นภาระ ทำให้ทุกข์ เห็นความทุกข์ เกิดวิปัสสนาญาณรู้เท่าทันความคิด เกิดปัญญารอบรู้ รู้จักปล่อยวาง เพราะรู้ชัดแล้วว่าแท้ที่จริง กาย เวทนา จิต และ ธรรม ล้วนปราศจากความเป็นสัตว์ ตัวตน บุคคล เราเขา และจากการปล่อยวาง (ประดุจคว่ำมือปล่อยของที่เคยถือหรือกำอยู่ ซึ่งหนักแม้จะเป็นของที่เบาที่สุดก็ตาม) จิตจะโปร่งเบาสบาย สงบสันติสุข ผ่องแผ้ว จิตจะว่างอยู่เป็นปกติ (สุญญตา) ตามสภาพที่แท้จริงของจิต (ตถตา หรือ ความเป็นเช่นนั้นเอง) ปราศจากอัตตาตัวตน (อนัตตา) ด้วยว่างจากความคิด ว่างจากอารมณ์ ว่างจากสมมติบัญญัติ (ซึ่งปรุงแต่งให้เกิดเป็นอัตตาตัวตน) ว่างจากความโลภ ความโกรธ ความหลง มานะ ทิฏฐิ ว่างจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ว่างจากทุกข์
![]()
สมถกรรมฐาน เป็นการปฏิบัติอบรมจิตให้จิตสงบ โดยฝึกรวมจิตลงที่จุดใดจุดหนึ่ง อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น กสินดิน กสินน้ำ ตลอดถึงการเพ่งบริกรรมต่างๆ ให้จิตเพ่งเป็นสมาธิในสิ่งนั้นๆอารมณ์นั้นๆหรือคำบริกรรมนั้นๆ ที่ใช้เป็นอารมณ์ของการปฏิบัติกรรมฐาน ดังนั้น จิตจะรวมตัวได้ดีเป็นสมาธิแน่วแน่ เป็นจุดเดียว มีความสงบที่ลึกซึ้ง มีความสุขที่ร่มเย็นอิ่มเอิบในอารมณ์นั้นๆ ในขณะปฏิบัติอบรมจิต เพราะผูกจิตไว้กับอารมณ์เดียวของการภาวนานั้นๆ อารมณ์โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นไม่ได้หรือน้อยมากในขณะนั้น เปรียบเสมือนก้อนหินทับหญ้าไว้ หญ้างอกไม่ได้ แต่หญ้ายังไม่ตาย เมื่อยกหินออก หญ้าจะงอกกลับขึ้นมา อาจงามกว่าเดิมมาก เพราะรากอาจหยั่งลึกลงกว่าเก่า ด้วยไม่เห็นลักษณะของความเปลี่ยนแปลง ไม่เกิดปัญญาดั่งในวิปัสสนากรรมฐาน
แต่ก็อาจนำมาเสริมกันได้ คือ เมื่อจิตรวมตัวสงบลงเป็นสมาธิขั้นอ่อนๆ ในฌานขั้นต้นๆด้วยสมถกรรมฐาน เช่นเมื่อเกิดปีติ สุข แล้ว ก็ให้เปลี่ยนมาสังเกตเฝ้าดูรู้ทัน ในความเปลี่ยนแปลงของกายและของจิตต่อไป โดยให้สังเกตว่า ปีติก็ไม่แน่นอน สุขก็ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆไม่ได้คงทนอยู่นิ่ง อาจจะหลุดจากปีติและสุข หรืออาจไหลเลื่อนลึกลงไปว่างสว่างสงบอยู่ภายในด้วยเอกัคตาและอุเบกขา จะบังคับบัญชาให้คงตัวตามต้องการไม่ได้ตลอด จึงไม่พึงควรยึดมั่นถือมั่น รู้จักปล่อยวาง ไม่ติดไปกับความคิด เกิดปัญญารอบรู้ ปลอดโปร่ง เบาสบาย เป็นอิสระ ว่างจากความคิด กลายเป็นอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน เชื่อมโยงกันไป แต่ต้องประกอบไว้ด้วยสติ ความรู้สึกตัว รู้เท่าทันความคิด รู้เท่าทันอารมณ์ มิฉะนั้นอาจหลงติดอยู่ในอารมณ์ ปีติ และ สุข ไม่เกิดปัญญาใดๆทั้งสิ้น อย่างมากก็เกิดอภิญญามีหูทิพย์ตาทิพย์ได้บ้างในบางท่าน แต่ไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน และไม่ใช่จุดมุ่งหมายของพุทธศาสนาเพราะไม่อาจแก้หรือดับทุกข์ได้ บางทีอาจทุกข์มากขึ้นอีกเพราะไปติดหลงทางอยู่ในความสุขและอำนาจแห่งฌานที่เกิดจากการปฏิบัติสมถกรรมฐาน
ในการเพียรเพ่งจิตตามอารมณ์ของสมถกรรมฐานนั้น หากเพ่งเพียรมากเกินไป อาจทำให้เกิดพลัง จากการที่จิตรวมตัวเข้าในอารมณ์เดียวอย่างแน่วแน่ จิตหยุดส่ายแส่รวมตัวเกิดพลังจิต บางท่านสามารถมีฤทธิ์หรืออภิญญาบางอย่างได้ เช่น บังคับวัตถุให้เคลื่อนไหวได้ด้วยพลังจิต บางท่านอาจได้หูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น แต่ถ้าไม่รู้วิธีบังคับ ก็อาจเกิดอาการมึนงง ปวดศีรษะเพราะพลังที่สร้างขึ้นไม่ได้ถูกถ่ายเทควบคุมใช้งานอย่างถูกต้อง และเกิดเป็นแรงผลักดันอยู่ภายในกายนั้น หรืออาจติดในอารมณ์นั้นๆ (ตามหลักวิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน พลังงานไม่อาจที่จะถูกสร้างขึ้น หรือ ไม่อาจถูกทำลายได้เลย มันเพียงเปลี่ยนแปรรูปแบบเท่านั้น เช่น พลังแสงอาทิตย์ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพเป็นพลังไฟฟ้า เป็นต้น)
ในทางตรงข้าม การปฏิบัติสมถกรรมฐาน อาจนำไปสู่สมาธิแน่วแน่ จิตเลื่อนไหลไปตามขั้นตอน จากปีติอิ่มเอิบใจ สู่สุขสบายพึงพอใจอยู่ภายใน แล้วไหลเลื่อนไปเป็นเอกัคตาจิต รวมตัวเป็นหนึ่งนิ่งสว่างสงบอยู่ภายใน กายภายนอกหายไป หากดิ่งลึกลงไป จิตเข้าไปอยู่ในอัปปนาสมาธิ ปิดประสาททางอวัยวะต่างๆหมด ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้อารมณ์ภายนอกทั้งสิ้น กายอาจจะแข็งตัวทื่อเสมือนหินได้เป็นเวลานานๆ (อาจจับยกย้ายไปตั้งตรงที่อื่น กายนั้นก็ยังแข็งทื่อในท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และไม่รู้สึก เช่นยังอยู่ในท่าขัดสมาธิแม้จะถูกยกไปไกลก็ตาม จนกว่าจะออกจากฌานสมาธินั้น) แต่ก็ไม่เกิดปัญญาใดๆ เพราะจิตดิ่งลึกลงไปสู่วิสัญญีจิต สงบนิ่งอยู่ภายใน เสมือนกับกบจำศีลได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง บางท่าน(แต่น้อยท่านมาก)อาจเป็นวัน เป็นคืน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือนก็มี ดั่งคำกลอนที่ว่า
เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน มีสุขอยู่ในฌานสมาบัติ ในอัปปนาสมาธิ แต่ไม่เกิดปัญญา ไม่อาจล่วงพ้นทุกข์ได้ เมื่อออกจากฌานก็กลับอยู่ใต้อิทธิพลของความโลภ ความโกรธ ความหลง เช่นเดิม หรือ อาจมากกว่าเดิมหรือรุนแรงกว่าเดิมเพราะถูกกดดันอดกลั้นเอาไว้นาน
![]()
ความหมายของสติมี่แท้จริง
ความมุ่งหมายในการฝึกอบรมจิต (กรรมฐาน หรือ การงานของจิต) ในแนวของพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐานนั้น คือการฝึกหัดจิตให้เกิดสติที่สมบูรณ์ ให้เห็นทุกอย่างที่ประสพพบเห็น หรือเกิดขึ้นกับจิตอย่างถูกต้องแท้จริง ตามสภาพที่เป็นจริง (ซึ่งคือความหมายของวิปัสสนานั่นเอง) เป็นการรู้ซื่อๆ (Pure Perception) คือรู้ด้วยสัญญาบริสุทธิ์) รู้โดยไม่รู้อะไรเลย (Unknowing Knowing, Choiceless Awareness) รู้ล้วนๆ แต่อย่าให้ไปรู้อะไรโดยเฉพาะเข้า (สวสังเวทนา) รู้สดๆ รู้เฉยๆ รู้โดยไม่ลำเอียงบ่ายเบี่ยงไปตามความคิดเห็นของตนเอง (Unbiased Perception) รู้โดยไม่ด่วนตัดสินอะไรลงไป (Nonjudgmental Knowing) เป็นการรู้ด้วยสติล้วนๆ โดยไม่ด่วนคิดวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น (Indiscriminate Awareness)
ดั่งที่หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ท่านกล่าวสอนไว้ว่า
รู้สึกตัว ตื่นตัว รู้สึกใจ ตื่นใจ เพราะในชั่วขณะจิตหนึ่งจิตจะทรงอยู่ได้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเท่านั้น จิตจะทรงอยู่ในสองหรือหลายลักษณะหรืออารมณ์พร้อมๆกันไม่ได้ กล่าวคือ เมื่อมีสติความรู้สึกตัว ความไม่รู้สึกตัวหรือความหลงก็หายไป จึงรู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันความคิด (เสมือนCPUของคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยระบบ 0 หรือ 1 ไม่มีหรือมีไฟฟ้าผ่านในขณะหนึ่งๆเท่านั้น เป็นทั้งสอง 0 และ 1พร้อมกันไปไม่ได้)การรู้ด้วยสติเป็นการสังเกตรู้ สังเกตเห็น เฝ้าดูรู้ทันจิต รู้ทันความคิด คอยสอดส่องเฝ้าดูตนเอง (Self-Monitoring, Self-Observation) เพียงสักแต่ว่ารู้ ว่าเห็น โดยปราศจากความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเชิงในทุกขณะ (Moment To Moment) ที่มีการสัมผัส (Contact) ระหว่างผู้รู้ (Subject) กับสิ่งหรือผู้ที่ถูกรู้ (Object) โดยไม่มีการยึดเหนี่ยว เกาะเกี่ยว ติดพัน ยึดมั่นถือมั่น คือ รู้แล้ววาง รู้แล้วละ ว่างจากความคิด ว่างจากอารมณ์ ว่างจากทุกข์ รู้ด้วยสติล้วนๆ ด้วยสติที่แท้จริง ด้วยความรู้สึกตัวล้วนๆ รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม (เห็นความคิด ไม่ตกเป็นทาสของความคิดอีกต่อไป)
พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า
ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบ (ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) จักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง (รู้เท่าทันความคิด) ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แลดูกร พาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี
ในกาลใด ท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์
ด้วยธรรมเพียงไม่กี่วรรคนี้ ท่านพาหิยะก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ต่อหน้าพระพักตร์ในขณะนั้นนั่นเอง
สรุปคือ มีสติอยู่ทุกเมื่อ ทุกครั้งที่เผชิญสัมผัสกับปรากฏการณ์ (Phenomena) ต่างๆไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางกาย (Physical Phenomena) หรือปรากฏการณ์ทางจิต (Mental Phenomena) จะเห็นว่าปรากฏการณ์ต่างๆโดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ล้วนปราศจากตัวตน (อัตตา) ที่แท้จริง ทั้งผู้รู้ (Subject) และผู้ถูกรู้ (Object) ไม่ได้ต่างจากกัน คือล้วนเป็นความว่าง สุญญตา (Emptiness) เสื่อมสูญสลายไปในที่สุด (Voidness) ปราศจากอัตตาตัวตนที่คงทนถาวรอย่างแท้จริง (อนัตตา) เป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา - Thusness) ไม่ยึดมั่นถือมั่นหรือยึดติดอีกต่อไป (อตัมมยตา
Let Go) จิตจะยอมรับความจริงไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง จิตจะทรงตัวอยู่ในสภาพปกติของจิตโดยแท้จริง จิตตั้งอยู่ในลักษณะที่ว่างเป็นกลาง คือ อุเบกขาจิต (Equanimous Mind) ไม่มีความคิดปรุงแต่งให้เพี้ยนไปจากความจริง ด้วยมีปัญญาบริสุทธิ์ มีความฉลาดเฉลียว รู้เห็นเท่าทันความคิด อยู่เหนือความคิด ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งซ่อนเร้นมากับความคิด จึงไม่เกิดทุกข์ มีแต่ความสงบและสันติสุขทุกข์เกิดเพราะเราไม่เห็นความจริง ตามสภาพความเป็นจริง ทันทีที่สัมผัสเหตุการณ์ต่างๆ จิตก็ถูกปรุงแต่งด้วยความคิดขึ้นมาทันทีว่าชอบ หรือไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ รัก หรือ เกลียด ปล่อยให้ความคิดทำหน้าที่แทนจิต ครอบงำจิตให้เป็นตามอำนาจของความโลภ อยากได้สิ่งที่ชอบมากขึ้นอีก หรือ ตามอำนาจของความโกรธ เกลียดชังสิ่งที่ไม่ชอบ มีแต่ความหลงใหลไปตามความต้องการของตน ทำทุกอย่างเพื่อเสนอสนองความเป็นตัวตน ของของตนเท่านั้น เพราะไม่รู้ไม่เห็นตามที่เป็นจริง ไม่เห็นจิต ไม่เห็นความคิดของตน ปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง แอบซ่อนแทรกเข้ามากับความคิด เปรียบเสมือนผู้ก่อการร้าย (Terrorist) แอบซ่อนปนเข้ามากับผู้โดยสาร คือความคิด ยึดเครื่องบิน คือ จิตใจ ซ้ำกลับกลายเป็นผู้บัญชาหรือแรงผลักดันความคิด ให้เป็นไปตามอำนาจรูปลักษณะของมัน (ลักคิด)
ครั้นไม่ได้อย่างที่คิดหรือหวังไว้ เพราะไม่อาจควบคุมได้ก็ทำให้เกิดทุกข์ หรือแม้เป็นไปได้ดังหวัง ก็ยังต้องวิตกกังวลเป็นห่วงเป็นทุกข์ว่า สิ่งที่ได้มานั้น หรือ สถานการณ์ที่หลบหนีล่วงพ้นไปได้นั้นจะไม่คงทนยืนนานเสมอไป ต้องคอยกันท่าพิทักษ์รักษาหวงแหน หรือหลบหลีกซ่อนเร้นอยู่ตลอดเวลา เสมือนสร้างคุกตะรางขังตัวเองไว้อย่างหนาแน่น สูญเสียอิสรภาพ สิ้นสุขอีกต่อไป
สติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นตัวนำให้เห็นแจ้งรู้จริงตามสภาพความเป็นจริง สติเป็นธรรมสำคัญยิ่งในโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ซึ่งเป็นธรรมอันฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ คือ สติปัฎฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และ มรรค 8
สติ นับตั้งแต่ สตินทรีย์ (ในอินทรีย์ 5 ซึ่งเปรียบเสมือนลูกแมว) เมื่อเริ่มฝึกให้เกิดความรู้สึกตัวให้เกิดสติเริ่มรู้เห็นความคิด (เสมือนหนู) แต่ยังขาดกำลังจับหนูหรือความคิด จนกระทั่งสติแก่กล้าขึ้น เป็น สติพละ (ในพละ 5 ซึ่งเปรียบเสมือนแมวใหญ่) สามารถตะปบฆ่าหนูที่กำลังโผล่ออกจากรู หรือความคิดที่กำลังก่อเกิดขึ้นได้โดยง่าย เมื่อมีความรู้สึกว่า มีสติมากขึ้นๆ จะมีแต่สติรู้ล้วนๆ เป็นสติสัมโพชฌงค์ พร้อมด้วยปัญญารอบรู้ ประกอบเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ (โพชฌงค์ 7) เป็นที่สุด ด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง ไม่บิดเบือนให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง มองเห็นสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แจ่มแจ้ง ไม่ถูกเจือปนไว้ด้วยความคิดปรุงแต่ง
เมื่อมีสติที่สมบูรณ์จะสามารถเผชิญชีวิตได้ด้วยความเป็นปกติ ไม่หวาดผวา หวั่นไหว ตื่นเต้น ตระหนกตกใจกลัว หรือลุ่มหลงมัวเมา สนุกสนานไปวันๆ ไม่ปล่อยชีวิตให้ร่วงโรยไปโดยไร้ประโยชน์เยี่ยงสัตว์อื่นๆ ซึ่งสามารถกิน นอน สืบพันธุ์ได้ไม่ต่างจากคนเรา (แม้แต่Gene ของคนเรากับสัตว์ก็ไม่ต่างกันนัก 80 % ของหมูเหมือนกับของคน 98 % ของลิง Chimpanzee เหมือนกับของคน) หากแต่ว่าคนเรามีพลังมันสมองมากกว่า จึงสามารถสร้างสรรค์อุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวก ตลอดถึงอาวุธขึ้นมาใช้เพื่อป้องกันตน หรือใช้ประหัตประหารกัน มีการผูกพันธมิตร (Allies) สร้างเป็นเกราะกำบังป้องกันตน เกิดเป็นสังคมขึ้นมาได้ ขณะเดียวกัน คนเราสามารถพัฒนาตนเอง พัฒนาจิตของตนได้ ด้วยความที่มีสมองมากกว่า มีความสามารถหมายรู้จำได้ (Perception) ได้มากกว่า ประดิษฐ์คิดค้นได้มากกว่า สามารถเห็นตัวเอง รู้จักตัวเอง (Self) (สัตว์ต่างๆแม้แต่ลิงยกเว้น Chimpanzee ไม่อาจรู้จักเงาของตนเองในกระจก แม้เด็กทารกก็ตามจนกว่าอายุได้ 2 ขวบ) แม้กระทั่งสามารถล่วงรู้สภาพจิตใจของตนเองได้ ก็ด้วยสติ หรือสัญญาบริสุทธิ์ (Pure Perception) นี้เอง ที่ทำให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ต่างจากสัตว์อื่นๆทั้งปวง