#echo banner="" คำสอนหลวงพ่อเทียน ณ. อริยภา  หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

คำสอนหลวงพ่อเทียน ณ. อริยภา

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2525

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 007451 - โดย คุณ : _-_ [ 20 ธ.ค. 2545 ]

เนื้อความ :

20 กุมภาพันธ์ 2525 ตรงกับวันเสาร์ แรม 12 ค่ำ เดือน 3 พวกเราที่มาอบรมที่อริยภา คือที่อริยภานี้เป็นมูลนิธิที่ทำเผยแผ่ในหลักพุทธศาสนา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคนเราที่ถือพุทธศาสนานั้นเข้าใจไม่เหมือนกัน ไม่ว่าคนไทยคนจีน จะเป็นคนชาติไหน ภาษาใดก็ตาม การถือพุทธศาสนานั้น ไม่ค่อยตรงเป้าหมายที่มาดับทุกข์ตัวเอง คือไปสนใจกันเรื่องพิธีรีตรอง หรือสนใจกันเรื่องฤทธิ์ เรื่องเดช เรื่องอะไรต่างๆเหล่านั้น มันก็เลยไม่ตรงตามพุทธประสงค์

วันนี้ที่เรามาอบรมกันที่อริยภานี้ ให้อาตมา มาให้ข้อคิดความเห็นและนำไปประพฤติปฏิบัตินั้นเพื่อทางดับทุกข์เท่านั้น ไม่ได้มีพิธีรีตรองอื่นใดทั้งหมดเลย ที่พูดนี้คือ อาตมาเองคนหนึ่งที่ได้เสาะแสวงหาวิธีที่จะดับทุกข์ตัวเอง เมื่อตัวเองเห็นว่าทางนี้เป็นทางดับทุกข์ได้ แต่คนอื่นก็ต้อง มีโอกาสมีเวลาที่จะดับทุกข์ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเป็นคนยุคสมัย 2500 กว่าปี ที่ผ่านมาแล้วนั้นก็ตาม หรือจะเป็นยุคนี้ สมัยนี้ก็ตาม  วิธีที่จะทำให้ดับทุกข์นั้นก็ต้องมีอยู่เหมือนกัน เมื่อเรารู้จักวิธีปฏิบัติแล้ว ก็ต้องปฏิบัติได้เช่นเดียวกัน จึงไม่เลือกยุคไม่เลือกสมัย ไม่เลือกชนชาติไหนภาษาใด แม้จะเขียนหนังสือเป็นก็ปฏิบัติได้ เขียนหนังสือไม่เป็นก็ปฏิบัติได้ เพราะว่าเรื่องความทุกข์นี้มัน มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีความรู้และมีเงินมีทอง มันไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องเช่นนั้น คนมีเงินมีทอง 100 ล้าน พันล้าน ความทุกข์คือความวุ่นวายเดือดร้อน หรือความโกรธ ความโลภ ความหลงนี้ มันก็ยังทำให้เดือดร้อนได้เช่นเดียวกัน และคนที่เรียนหนังสือมากๆ ถ้าเป็นพระสงฆ์ ท่านเรียนนักธรรมตรี โท เอก จนได้เป็นมหาเปรียญ หรือจบเปรียญ9 ก็ยังมีความเดือดร้อนความวุ่นวาย มีความสงสัย หรือมีความทุกข์ คือความโกรธ ความโลภ ความหลงนี้เอง ถ้ามีความทุกข์อยู่อย่างนี้ การศึกษาเล่าเรียนนั้นก็เหนื่อยเปล่า และบัดนี้ผู้ที่ศึกษาฝ่ายโลกก็เช่นเดียวกัน เรียนตั้งแต่ป. 1 จนถึงปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วก็ยังมีความทุกข์ ความเดือดร้อน ความวุ่นวาย ยังมีความโกรธ ความโลภ ความหลงอยู่เช่นเดียวกัน อันนั้นเพราะว่าเรียนแล้วยังแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่ามีประโยชน์แต่มันมีน้อย บัดนี้พวกเรามาที่นี้ ถึงจะมีความรู้ก็ได้ ไม่มีความรู้ก็ได้ ถึงจะมีเงินมีทองก็ได้ ไม่มีเงินไม่มีทองก็ได้

วิธีปฏิบัติอย่างง่ายๆ คือเราต้องเรียกร้องความรู้สึก ความตื่นตัว ให้มาอยู่ที่เนื้อที่ตัวเรา เราไม่ต้องไปนั่งให้มันสงบ การไปนั่งให้มันสงบนั้น มันไม่ใช่เรื่องทำให้เราตื่นตัว ให้เรามีสติ คือมันสงบ มันก็เลยเข้าไปในความสงบ เมื่อพูดถึงความสงบแล้ว มีข้ออุปมาเปรียบเทียบให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายได้ฟัง เหมือนกับคนที่เราเข้าไปอยู่ในถ้ำ เรามีเพียงไม้ขีดไฟหรือเทียนไข เราก็ต้องเอาไม้ขีดไฟมาจุดขึ้นเป็นไฟ แล้วไปจุดเทียนไขเรา เมื่อจุดเทียนไขไปข้างหน้า แสงสว่างมันก็มีเพียงเล็กๆน้อยๆ ความมืดมันหลบมาข้างหลัง บัดนี้เราเอาไฟมาข้างหลัง ความมืดมันก็ไปข้างหน้า เมื่อเอาไฟมาข้างหน้า ความมืดมันมาข้างหลัง มันหลบซ่อนตัวอยู่ ที่เรานั้นเอง เพราะเราอยู่ที่มืด เราอยู่ในถ้ำ มันเป็นอย่างนี้ ดังนั้นการเจริญให้มีความตื่นตัว กับทำความสงบนั้นมันจึงเป็นคนละเรื่อง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังพูดว่า ความสงบอยู่นั้นเอง ดังนั้นความสงบนั้น ถ้าพูดตามหลักที่อาตมาจะนำมาพูดนี้ มันมี2อย่างด้วยกัน คือความสงบแบบหนึ่งนั้น คือความสงบแบบที่ไม่รู้สึกตัว เรียกว่าสงบใต้โมหะ คือยังไม่รู้ต้นตอของชีวิตจิตใจของเรานั้นเอง อันนั้นเรียกว่าสงบแบบอยู่ในถ้ำ ถึงจะนั่งสงบอยู่ที่นั้นนานๆก็ตาม เมื่อไปทำการทำงานกับสังคมของเรา เมื่อคนนั้นคนนี้พูด เราได้ยิน หรือคนนั้นคนนี้ทำ เราเห็น ความพอใจและไม่พอใจ ก็จะเกิดขึ้นมาทันที เมื่อมันเกิดขึ้นมาเราก็พยายามทำความสงบ ไปบังคับมันไว้ กดมันไว้ ทับมันไว้ ไม่อยากให้มันขึ้นมาแสดง แต่อย่างใดการตาม แต่มันก็คล้อยๆลดลงไป มันก็ยังดีอยู่ อันนั้นเรียกว่าสงบใต้โมหะ สงบเพราะความไม่รู้

ที่อาตมาพูดนี้ และนำมาให้เพื่อนผู้ที่ต้องการทางดับทุกข์ ทางพ้นทุกข์จริงๆแล้ว คือไม่ต้องทำความสงบแบบนั้น เราต้องเรียกร้องเอาความรู้สึก ความตื่นตัว ให้เรารู้สึกเราตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่อเรามีความรู้สึกความตื่นตัวอยู่เสมอแล้ว ความทุกข์มันก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว เช่น คนนั้นคนนี้จะพูดให้เรามีความโกรธ ความโลภ ความหลง เกิดขึ้น เพราะมีความตื่นตัว ความรู้สึกตัวเห็นอยู่สภาพหรือภาวะของชีวิตจิตใจของเราตลอดมา อันนั้นเรียกว่า สงบด้วยสติปัญญา สงบด้วยการตื่นตัว สงบด้วยการเห็นแจ้ง อันนี้เรียกว่ามันเป็นการเรียกร้องความตื่นตัว ให้มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ การตื่นตัวนั้น ไม่ใช้ตื่นแล้วหนีไป ไม่ใช้อย่างนั้น คนอื่นจะพูดให้เรา ถึงจะมายกยอเรามาก็ตาม เราก็ไม่หวั่นไหวกับคำยกยอของเพื่อนของเรา เราจะเห็นว่าสภาพชีวิตจิตใจของเรานั้นมันเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดมาแล้ว ความดีใจ หรือความชื่นชมนั้นมันผิดปกติไปแล้ว อันนั้นเรียกว่าโลภะแล้ว เกิดขึ้น โลภะเกิดขึ้นเพราะเรามีโมหะ โมหะนั้นคือเราไม่รู้ เราไม่เห็น เราไม่เข้าใจต้นตอของชีวิตจิตใจของเราที่มาปรากฏเกิดขึ้นนั้นเอง บัดนี้เมื่อมีคนมาตำหนิเรา มาพูดให้เราทางไม่ดี หรือมาทำให้เราเห็นที่มันไม่เหมาะสม เราเกิดไม่พอใจ อันความไม่พอใจนั้น ท่านผู้รู้ทางพุทธศาสนาท่านสอนเอาไว้ว่าความโกรธ ความโกรธมันเกิดขึ้นมา มันเกิดขึ้นมาเราพยายามบังคับมันไว้ แต่มันก็ยังดี แต่อันนั้นไม่ใช่เป็นอย่างนั้น คือความโกรธ มันจะเกิดขึ้นมาได้เพราะเราไม่เห็นเราไม่รู้ ถึงแม้เรารู้ เราก็เข้าไปอยู่ในความรู้นั้น บัดนี้เรามาทำความตื่นตัว รู้แจ้งเห็นจริงอยู่เสมอ มันโกรธขึ้นมาไม่ได้ เพราะมันไม่มี ความโกรธมันไม่มีอยู่ที่เรา ความโลภไม่ได้มีอยู่ที่เรา ความหลงคือหลงต้นตอของชีวิต ที่มันมาปรากฏขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้นเราจึงมาเรียกร้องความรู้สึกความตื่นตัวอยู่เสมอ ไปไหนมาไหนเราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ เรียกว่า พุทธะ พุทธะก็แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เมื่อเราเห็น เรารู้ เราตื่น เราเบิกบานอยู่แล้ว การทำ การพูด การคิด เราก็ต้องไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใดๆทั้งนั้น

ดังนั้นการทำวิธีนี้เป็นการทำง่ายๆ มันไม่ได้มีพิธีรีตรองใดๆอะไรทั้งหมดเลย มันไม่เกี่ยวข้องเรื่องการรักษาศีล เรื่องการให้ทาน หรือการอะไรๆทั้งหมด มันไม่เกี่ยวข้อง แต่มันก็ยังเกี่ยวข้องอยู่นั้นเอง เกี่ยวข้องอย่างไร เมื่อเราไปติดการให้ทาน เราทำบุญทำทานแล้ว เราก็ไปติด ไปติดการทำบุญทำทาน คิดว่าการทำบุญแล้ว จะเป็นอย่างไร เป็นบุญเป็นกุศลอย่างไร เราก็เข้าไปคิดในบุญในกุศลนั้นอยู่ เราก็เลยไม่ได้ดูจิตดูใจของเรานั้นเอง ดังนั้นเราไม่ต้องคิด ทำแล้วก็แล้วไป เราเฉยไปได้ เราดูความคิดของเรา อยู่ที่ตรงนี้ เช่นการรักษาศีล ก็เช่นเดียวกัน ทำไปแล้ว มันผิดศึลข้อนั้นข้อนี้ ปาณา อทินา หรือจะพูดอย่างไรก็ตามแหละ เราก็ไปคิดวิตกกังวล ศีลที่เรารักษาบริสุทธิ์ไหม ถูกต้องไหม ไปคิดกังวลอยู่เช่นนั้น อันนั้นมันก็เป็นตัวทุกข์อีกแล้ว เพราะเราไม่เห็นความคิดนั้นเอง จึงไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด เรามาคอยดูต้นตอของชีวิตที่ตรงนี้ มันก็เลยควบคลุมมันไปทั้งหมด อย่างที่เรามารวบกันอยู่ที่นี้มาทำกรรมฐาน หรือมาเจริญปัญญากันอยู่ที่นี่ ในขณะนี้ อันนี้แหละเป็นศีล อันนี้แหละเป็นการปฏิบัติธรรม กายเราก็ไม่ได้ไปแตะต้องอะไรทั้งหมด และคำพูดของเราก็ไม่ได้ไปโกหกพูดเท็จอะไรทั้งหมด จิตใจของเรามันนึกคิดขึ้นมาเราเห็นเรารู้เราเข้าใจ เราก็ปัดทิ้ง เมื่อปัดทิ้งไปแล้ว ความคิดมันก็เลยไม่ได้ถูกปรุง การไม่ถูกปรุงอันนั้นแหละท่านเรียกว่าศึล ศึลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างหยาบคือมันคิดไปอันนั้น คิดมาอันนี้ คิดถีงทาน คิดถึงศีล อันนั้นคือตัวกิเลสอย่างหยาบ ดังนั้นคนไม่รู้จึงจะออกจากทุกข์ไม่ได้ คนไม่รู้ก็เหมือนคนอยู่ในถ้ำนั่นเอง บัดนี้เราไม่ต้องอยู่ในถ้ำ เราถอนตัวออกจากถ้ำ เราไม่ต้องจุดไฟก็ได้ เราไปไหนมาไหนก็สะดวกสบายดีนี่เป็นอย่างนี้ ดังนั้นการทำบุญก็ตาม การรักษาศีลก็ตาม ถ้าหากว่าเราไปติด ไปยึดอยู่แล้ว ก็เหมือนคนอยู่ในถ้ำนั้นเอง

ดังนั้นวันนี้ที่พวกเราได้มาเจริญสติ มาเจริญปัญญา เพื่อให้พบเห็นต้นตอของชีวิตจิตใจของเรา ชีวิตของเราจริงๆนั้น มันเป็นปรกติ มันไม่ยินดี มันไม่ยินร้าย มันเฉยๆ แต่ตัวทุกข์ที่มันเกิดขึ้นมานั้นคือจิต แต่ตัวจิตนั้นมันก็ไม่ใช่เป็นตัวทุกข์ เพียงแต่มันคิดขึ้นมาแวบเดียวเท่านั้น เราก็เลยรู้ไปในความคิด เลยเข้าไปในความคิด เมื่อเข้าไปในความคิด มันก็เลยปรุงเป็นเรื่องเป็นราวไป อันนั้นดีอันนี้ชั่วไป เราก็เลยไม่ได้เห็นความคิดของเรา บัดนี้คนเมื่อไม่ได้เห็นความคิดของเราแล้ว ไปทำการทำงาน อะไรก็ตามแหละ มีคนนั้นมาพูดให้เรา เสียใจ เกิดไม่พอใจ เสียใจกันไปแล้ว ความเสียใจเกิดขึ้น ก็มีความโกรธเกิดขึ้น ก็มีความโลภเกิดขึ้น เพราะความหลงที่ตรงนี้ อันนั้นตัวทุกข์ อันนั้นตัวบาป บาปจริงๆ ทุกข์จริงๆเรื่องนี้ โดยมีธรรมะ คำๆหนึ่งมีท่านสอนเอาไว้ในหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี มีอยู่ 4 หมวดด้วยกัน แต่จะนำมาเล่าให้ฟังในที่นี้ เฉพาะวันนี้จะมาพูดเรื่อง เราเคยพูดเคยเรียนกันในหนังสือนวโกวาทว่า ธรรมที่เป็นโลกบาลคุ้มครองโลก 2 อย่าง ท่านว่าอย่างนั้น แบบพระเณรเคยเรียน และใครๆก็เคยเรียน แต่ไม่เคยเอามาพิจารณา ธรรมที่เป็นโลกบาลคุ้มครองโลก 2 อย่าง หิริ ความละอายแก่ใจ โอตปะ ความเกรงกลัวต่อบาป หิริ ความละอายแก่ใจ ในขณะที่เห็นเพื่อนเรามาพูดอย่างนั้นอย่างนี้ อันนั้นมันเป็นภายนอก แต่ละอายแก่ใจนี้มันคือ จิตใจมันนึกมันคิดขึ้นมา เราเห็นเรารู้ เราต้องเอาชนะมันได้ อันนี้เรียกว่าละอายแก่ใจคือความคิดนั้นเอง ไม่ให้มันได้ปรุงเป็นเรื่องเป็นราวไป อันนี้เรียกว่าหิริ ความละอายแก่ใจ ตามทัศนะ ความรู้ความเห็น ความเข้าใจของอาตมา เข้าใจเป็นอย่างนี้ โอตปะ ความเกรงกลัวต่อบาปกรรม บาปคือตัวที่ไม่รู้ตัวความคิดตัวนี้นี่เอง เมื่อมันคิดขึ้นมาเราไม่เห็นเราไม่รู้ มันก็ปรุง เมื่อมันปรุงขึ้นมา มันก็เป็นทุกข์ อันความทุกข์กับบาปนั้นเป็นอันเดียวกัน ตัวบาปกับตัวทุกข์นั่นแหละ ตัวทุกข์มันไม่เป็นตัวไม่เป็นตน ตัวบาปมันไม่เป็นตัวไม่เป็นตน คือตัวคิดมันขึ้นมาแว๊บเดียวนั้นเราไม่รู้ ไม่เห็น มันก็เลยเข้าไปในความคิดอันนั้น มันก็เลยปรุงไป เมื่อปรุงไปแล้วก็เป็นตัวบาป อันนั้นเรียกว่าตัวบาป เราไปหาตัวบาปไม่เห็นบาป เพราะเราไม่มีปัญญา ตัวบาปมันไม่มีตัวไม่ตน ถ้าหากคนมีปัญญาทำความตื่นตัว เรียกร้องเอาสติ เอาปัญญาเข้ามารู้ตัวอยู่เสมอ พอดีมันคิดปุ๊บขึ้นมา เราเห็นปั๊บทันที เหมือนแมวกับหนู อย่างนี้ แล้วความคิดนั้นมันก็ถูกหยุดทันที ถ้าแมวจับหนู หนูก็ต้องตายทันที แล้วความคิดก็เลยไม่ถูกปรุง บาปก็เลยเกิดขึ้นไม่ได้ ท่านว่า โอตปะ ความเกรงกลัวต่อบาป คำว่าโอตปะ ความเกรงกลัวต่อบาปนั้นไม่ได้ให้ไปเกรงกลัวที่อื่น มันกลัวความคิดตัวนี้นี่แหละ พูดสั้นๆไม่ต้องพูดมาก

วิธีปฏิบัติอย่างลัดๆอันนี้ ถ้าจะพูดโดยสมมุติให้ฟังก็ ที่เรามาที่นี้ มาฝึกหัด ไม่ใช่ว่าเป็นการปฏิบัติ เรียกว่ามาฝึกหัด มาฝึกหัดเหมือนกับนักมวยเนี๊ยะ นักมวยเนี๊ยะใครชกเก่งก็ได้เป็นแชมเปี้ยน เป็นผู้นำของโลก ท่านว่าอย่างนี้ บัดนี้เรามาที่นี้ก็เหมือนกัน เรามาฝึกหัดดูความคิดของเรา มาฝึกหัดเรียกเอาความตื่นตัวขึ้นให้รู้ พอดีนักมวยขึ้นไปในเวที มีคู่ต่อสู้ต้องชกทันที เราไม่ต้องไหว้ครู ไม่ต้องไปริเริ่มเรียกร้องเอาตำราอยู่ที่นั้นที่นี้ อยู่มาตรนั้นมาตรนี้ อยู่หน้าที่เท่านั้นเท่านี้ รูปที่เท่านั้นเท่านี้ ไม่ต้องไปเรียกร้องมันเลย อันนั้นเรียกว่าตำรา อันนั้นมันต้องมีครู เราไม่ต้องไปไหว้ครู เราฝึกหัด เรามาที่นี่ เราฝึกหัดชก พอมันคิดขึ้นมาเราชกทันที แต่ไม่ได้ชกด้วยมือ เรารู้เราเห็นก็เหมือนกับเราชกนั่นแหละ พอดีมันคิดขึ้นมาเราเห็นเรารู้ ก็เหมือนกับนักมวยที่เราไปหัดชก เดี๋ยวนี้เราหัดชก เราเรียนชก ไม่ใช่เราไปเรียนตำรา เมื่อมีคู่ต่อสู้ขึ้นในเวที ไม่ต้องไหว้ครูเลย เข้าไปในสนามก็ต้องชกทันที ขึ้นในเวทีต้อง เพราะคนนี้จะมาเป็นคู่ต่อสู้กับเราต้องชก เมื่อชกแพ้ชนะมันเป็นธรรมดา อย่างที่เรามาฝึกหัดก็ตามเดี๋ยวนี้นะ เมื่อมันคิดมาไม่ทัน มันเป็นธรรมดา เราต้องกระตุกเนื้อเราแรงๆ ทำความรู้สึกแรงๆ เหมือนกับนักมวยขึ้นไปในเวที ชกเขาแพ้เขามา เราก็ต้องไม่เสียอกเสียใจ เราต้องไปฟิต เราต้องไปหัด เมื่อเราฟิต เราหัดชกบ่อยๆ เมื่อไปชกเขาในเวที เที่ยวต่อไปอาจชนะได้ เมื่อชนะแล้ว เราก็ต้องยังไม่พอ เราต้องชก ใครเก่งก็ต้องชก ไม่ต้องกลัวว่าคนนั้นเก่ง เป็นแชมเปี้ยนมาแล้ว เคยเป็นจอมโลกมาแล้ว ไม่ต้องกลัวเลย เราต้องไปชกคนที่เคยเป็นแชมเปี้ยน เคยเป็นจอมโลกนั่นแหละ เป็นนักมวยเอกทางโลกนี่แหละ เราต้องไปชกคนผู้เช่นนั้นนะ เมื่อเราชกชนะแล้ว อันนั้นนะ เราจะได้เป็นแชมเปี้ยน เป็นจอมโลกได้ อันนี้ก็เหมือนกัน เราไม่ต้องไปนั่งสงบอะไรนะ เราต้องไปดู ดูมันคิดขึ้นมา เราต้องเอาทันที ไม่ต้องไปไหว้ครู ไม่ต้องไปนึกหาตำรับตำราอะไรแล้ว ตำรับตำรานั้นมันอยู่ไกลเรา เราไปจำ มันลืม เมื่อมันลืมมันก็แก้ไม่ได้ เหมือนคนที่ไปอยู่ในถ้ำนั้นเอง บัดนี้เราออกจากถ้ำ เราไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือ เราไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับตำรับตำรา ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับคำสอนของใครทั้งหมดเลย เราต้องเกี่ยวข้องกับต้นตอ ตัวชีวิตจิตใจนี้เอง มันอยู่ที่นี่ เมื่อเราเอาชนะที่ตรงนี้แล้ว คนอื่นแม้จะพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ตัวหนังสือจะพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา

เมื่อเราเห็นเช่นนี้ พูดเช่นนี้ ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าของเรานี้เอง ชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะกุมารนี้แหละ คราวหนึ่งไปพูดกับพระวัลกลิ พระวัลกลินั้นชอบพระพุทธเจ้า ต้องการจะเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไปไหนมาไหน ก็คอยติดตามดูแลอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา พระพุทธเจ้าของเราแนะแนวให้พระวัลกลิเจริญสติ พระวัลกลิไม่เคยเจริญสติ ไม่เคยเรียกเอาความตื่นตัว ความรู้สึกตัวเข้ามาหาตัวเอง พระพุทธเจ้าก็เลยท้าตี โปรดพระวัลกลิ ไล่พระวัลกลิหนี พระวัลกลิก็ไม่มีที่พึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าประนามให้หนี ก็จะไปโดดเหวตาย ว่าอย่างนั้น พอดีพระวัลกลิจะไปโดดเหวตายแล้ว พระพุทธเจ้าก็เลยไปขวางหน้าเอาไว้ เรียกว่าไปต้อนเอาไว้

พ. "พระวัลกลิจะไปที่ไหน" ถามพระวัลกลิ

ว. "ผมจะหนี"

พ. "หนีไปที่ไหน"

ว. "ก็หนีไปโดดเหวตาย เมื่ออยู่กับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ให้ดูรูปโฉมของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่มีที่พึ่งทางไหนดี เท่าตายเท่านั้น "

พ. "พระวัลกลิเข้าใจว่า อันนี้เป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหม"

ว. "ใช่พระเจ้าค่ะ"

พ. "อันนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า อันนี้มันเป็นวัตถุ มันเป็นเพียงรูปกาย"

อันตัวหนังสือเขียนไว้เอามาท่องมาจำกัน อันนั้นก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไปสนใจมันทำไม แต่ก็ยังดี พระพุทธเจ้าเลยบอก พระวัลกลิว่า คือต้นตอของชีวิตจิตใจที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า มันไม่ใช่เป็นอันนี้ คือจิตใจที่มันนึกมันคิดขึ้นมาโน่น มันที่เป็นลึกลับอันนั้นแหละมันทำให้เป็นพระพุทธเจ้า พระวัลกลิก็สำนึกตัวได้แล้ว เราก็มีจิตมีใจเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า พระวัลกลิก็เลยกลับเข้ามาดูที่ต้นตอของชีวิตจิตใจของพระวัลกลิ พระวัลกลิก็เลยเห็นความคิดของตัวเอง ลักษณะความคิดนี้มันเป็นอย่างนี้ ตัวชีวิตจิตใจจริงๆ มันสะอาด มันสว่าง มันสงบอยู่แล้ว ก็เลยเห็นธรรมะ ต้นตอของชีวิตจริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสสอนพระวัลกลิว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา แม้จะจับชายจีวรของเราอยู่ หรือแม้จะจับนิ้วมือของเราอยู่ ก็ไม่เห็นเราก็ไม่เห็นธรรม

ครั้นเห็นธรรมสมัยนี้ก็ต้องไปสอนกันอีกแล้ว ที่อาตมาเคยไปเห็นและตัวอาตมาเองคนหนึ่งเคยได้ทำมาเช่นนี้ ในสมัยเมื่อเป็นเณร เคยฝึกกับอาจารย์ อาจารย์ต้องให้ไปนั่งขัดสมาธิ ทำจิตใจให้สงบเพ่งดวงกสิณเข้าไป เห็นสีแสง หรือแสงสว่างอะไรต่างๆที่ท่านสอนมา บางครั้งบางคราวก็เห็น ผี สีแสง เทวดา อะไรต่างๆท่านสอนมา อันนั้นแปลว่าคนลืมตัว คนไม่เห็นตัวชีวิตของเรา อันนั้นแปลว่าคนไม่รู้ ไปเห็นพระพุทธเจ้า ไปเห็นพระพุทธรูป ไปเห็นดวงแก้วลอยมา แน่ะมันเข้าใจอย่างนั้น ความจริงคือจิตใจของเรานี่แหละมันคิดพุ่งออกไป แล้วเราไม่เห็นมัน มันก็เลยเป็นมายาหลอกลวงเรา คราวนั้นอาตมามาที่วัดชลประทานเนี้ย มีคนไปพูดเรื่องนี้มีจำนวนมาก เพราะทางกรุงเทพเนี้ย เคยปฏิบัติแบบนั้นมากที่สุด ต้องเห็นดวงแก้ว ต้องเห็นพระพุทธรูป ต้องเห็นแสงสว่างขึ้นมา เนี้ยพูดกันทั้งนั้น อันแปลว่าคนไม่รู้ คนไม่รู้มาสอน มันก็ต้องไม่รู้ อาตมาเคยทำมาเรื่องนี้ บัดนี้อาตมาพูดให้ก็ได้ว่า อันนั้นไม่ใช่นิมิต มันเป็นมายา มันหลอกลวง คนที่สอนไม่รู้จัก ก็เลยไปจับเอาอันนั้นมาเป็นนิมิต มันก็เลยผิดไปจากเป้าหมาย นิมิตท่านแปลว่า เครื่องหมาย ท่านสอนอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเครื่องหมายอันนั้น อันนั้นเราจะไปจับไว้มันได้ไหม มันเห็นแล้วมันก็หายไปเลย มันจะเป็นนิมิตได้ยังไง อันนั้นเรียกว่านิมิตของคนไม่รู้ อันนี้คำสอนของพระพุทธเจ้ามันเคลื่อนมาๆ จนกระทั่งมันหายไป จับต้นชนปลายไม่ได้เลย

นิมิตแปลว่า เครื่องหมาย คำว่านิมิตกับเครื่องหมาย เรากำมือ รู้สึกตัว เหยียดมือรู้สึกตัว พริบตารู้สึกตัว หายใจรู้สึกตัว กลืนน้ำลายผ่านลงไปในลำคอเรารู้สึกตัว อันนี้แปลว่านิมิตจริงๆ เราเรียกร้องความรู้สึกเรามาอยู่ที่การเคลื่อนไหวของเรานี้ บัดนี้มันคิดขึ้นมาส่วนลึกที่จิตใจเรานี่ มันคิดขึ้นมาแว๊บเดียว เราเห็น อันนั้นแหละนิมิตจริงๆ นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย เราคอยดูมัน เหมือนกับนักมวยจะขึ้นไปในเวที พอดีคนนั้น คนจะชกเรามันต้องไหวตัวมัน พอดีคนตาดีเนี๊ย พอดีคนนั้นไหวตัว คนนี้มันชกแล้ว พอดีมันไหวจะชกเรา เราต้องชกมันก่อนนิ นี้แปลว่านิมิต คือสายตาจะไปจ้องคู่ต่อสู้กันอยู่อย่างนั้น เป็นอย่างนั้น พอดีเขาจะชกเรา เราชกก่อน เหมือนกับความคิดที่ เรามันจะคิดขึ้นมามันต้องเคลื่อนไหว เราก็ตัดมันทันที ความคิดนั้นมันเลยไม่ถูกปรุง อันนี้แปลว่านิมิต อันเนี้ยตามความเข้าใจในทัศนะของตัวเอง แต่มันอาจจะขัดกับตำราของบุคคลที่เรียนมามากๆ ถึงจะขัดก็ตาม อาตมาไม่ ไม่ได้วิตกกังวลกับคนที่เรียนมามากๆ เพราะอาตมาจะแก้ปัญหาตัวเอง ว่าไม่ต้องมีทุกข์ จะไปทำการทำงานกับเพื่อนฝูง ก็โดยที่ไม่มีทุกข์ จะพูดจะคุยกับเพื่อนฝูงก็โดยไม่มีทุกข์ อันนี้ก็พอแล้ว นี่แหละลักษณะที่ว่าคือพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ตัวอาตมาเป็นพระพุทธเจ้า อยู่ที่นี้ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า แต่มันมีลักษณะอย่างนั้นทุกคน ทุกคนมันต้องมีกายกับใจ กายนี้มันเป็นวัตถุ มองเห็นด้วยตา ใจนั้นมันมองไม่เห็น ท่านจึงสมมุติขึ้นมา สมมุติบัญญัติ คือบัญญัติขึ้นมารักษาศีล บัญญัติขึ้นมาให้ทาน บัญญัติขึ้นมาต้องไปนั่งกรรมฐาน บัญญัติขึ้นมาต้องไปเจริญวิปัสสนา บัญญัติขึ้นมา อันเรียกว่าสมมุติบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัติ คือทำจริงอย่างหนึ่ง หรือพูดอย่างหนึ่ง ก็เช่นว่า มันล่วงพ้นไปจากการบัญญัติอันนั้น แปลว่าได้ เรียกว่าเป็นปรมัตถ์บัญญัติ ปรมัตถ์แปลว่า มันล่วงพ้นไปจากสิ่งที่บัญญัตินั้นไป หรือกำลังเห็น กำลังรู้ กำลังเข้าใจ กำลังมีอยู่ อันนั้นก็เรียกว่าเป็นปรมัตถ์เหมือนกัน เนี้ยเรื่องปรมัตถ์มันเป็นอย่างนั้น ที่รู้ที่พูดเนี้ย ไม่ได้ไปยืมตำรามาพูดนะ พูดด้วยความจริงใจ หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลาย เพื่อจะทำเพื่อความหลุดพ้น ไม่ใช่จะหลุดพ้นหนีจากโลกนี้ไปไม่ใช่อย่างนั้น คือหลุดพ้นจากความทุกข์นี่เอง บัดนี้อัตถะบัญญัติ อัตถะนั้น ทางตัวหนังสือหรือตัวตำรับตำราเข้าว่า อัตถะเขาเรียกมรรคแปด คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะ สัมมา... (เทปขาดช่วงไป)

คือเรามาคอยดูความคิด แต่ไม่ใช่นั่งดูอยู่ที่นี่นะ ถ้ามานั่งดูอยู่ที่นี้ก็เลยไม่ได้ไปทำงานทำการอะไรทั้งหมดเลย จะไปทำงานทำการอะไรก็ไม่ได้ เพราะเราไปนั่งดูแล้ว มันปราศจากไปแล้ว คือมันไม่ต้องเป็นการปฏิบัติธรรมแล้วอันนั้น เดี๋ยวนี้เรามาฝึกหัด เพราะเวลาว่าง สมมุติวันนี้เป็นวันเสาร์เนี้ย เราว่างวันนี้ เราต้องทำ เมื่อเราทำแล้ว ฝึกหัดแล้ว เราออกจากที่นี้ไป ไปปฏิบัติมาเนี่ย คำว่าปฏิบัตินั้นก็คือทำการทำงาน พอดีมันหุบ เกิดคิดขึ้นมาปุ๊บ เราฝึกหัดไว้แล้ว เราเห็น เราเห็นมันก็ปุ๊บหยุดทันที เหมือนนักมวย พอดีเขาชกเรา เราชกเขาก่อนแล้วเนี้ย พอดีเขาถูกมัดเรา เขาต้องเซหนีเลย หรือเขายืนคาที่ไม่ได้ เพราะมันถูกมัดของเรา มัดหนัก แล้วคนนั้นจะเข้ามาหาเราก็ไม่ได้ เหมือนกับความคิดนั้นเอง พอดีมันคิดขึ้นมา เรามีสติเห็นรู้ เพราะเรามองมันอยู่ คอยจ้องมัน อันนี้เรียกว่ามรรค มรรคเพราะเราระวังดูอยู่นี้ เป็นข้อปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติคือว่ามันหายไปแล้ว มันหายไปแล้ว เรียกว่าเราปฏิบัติได้แล้ว อันนั้นเรียกว่า เอาไปปฏิบัติกับการกับงานได้ทุกลมหายใจ ผู้หญิงก็ปฏิบัติได้ ผู้ชายก็ปฏิบัติได้ จะเป็นคนชาติไหน ภาษาใด ถือศาสนาไหนก็ปฏิบัติได้ อันนี้เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ธรรมคือตัวเรานี้เอง ธรรมทางกายบ้าง ธรรมทางวาจาบ้าง ตัวจิตใจนึกคิด อันนั้นก็เป็นธรรมะอยู่แล้ว เรียกว่าการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ว่า การปฏิบัติธรรมไปเจริญอันนั้น ไปเจริญอันนี้ อันนั้นมันเป็นวิธีการ มันเป็นวิธีการ ยังไม่เป็นการปฏิบัติธรรม อย่างที่เรามาฝึกหัด เป็นจังหวะ ยกมือไป เอามือมา กำมือ เหยียดมือ อันนี้ก็เป็นวิธีการ ยังไม่ได้เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นวิธีการเพื่อจะเข้ามาถึงจิตใจนี้เอง เพื่อจะให้รู้ต้นตอของชีวิตจิตใจนี้เอง เมื่อเราเห็นต้นตอของชีวิตจิตใจ อันนั้นแหละเป็นการปฏิบัติธรรม ไปที่ไหนก็ต้องปฏิบัติเรื่อยๆไป เป็นคู่กับชีวิตของเรา

ตัวชีวิตนั้นมันไม่รู้ มันไม่รู้ว่าทุกข์มั่งสุขมั่ง มันไม่รู้ มันเฉยๆ อันทุกข์นั้นคือตัวจิต แต่ตัวจิตนั้นไม่ใช่เป็นตัวทุกข์ ตัวจิตมันคิดขึ้นมาแว๊บเดียวเราไม่เห็น ไม่เห็นก็เลยปรุงออกไป พอดีปรุงไป เราเป็นทุกข์เพราะเราไม่เห็น เป็นทุกข์เพราะเรื่องอะไร เป็นทุกข์เพราะโทสะมันเกิดขึ้น โลภะมันเกิดขึ้นมา อันไม่เห็นนั้นทางธรรมะเรียกว่าโมหะ ทางภาษาบ้านอาตมาเรียกว่าลืม เรียกว่าหลง จึงไม่เข้าใจเรียกว่าอย่างนั้น แต่ภาษาธรรมเรียกว่าโมหะ คือความไม่รู้ ท่านว่าอย่างนั้น บัดนี้ทางตำรับตำราครูบาอาจารย์ ผู้ที่ท่านแปลหนังสือ ท่านก็ยกไปไว้ ปฏิจจสมุปบาทบ้าง ท่านก็ยกไปไว้อายตนะภายนอกภายในบ้าง อันนั้นเป็นคำพูด คำว่าอวิชชาเนี้ย ทุกคนเคยพูดมา อาตมาเคยไปเห็นอาจารย์หลายคน แม้อาจารย์คนที่สอนอาตมาก็เช่นเดียวกันละ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเรื่อยๆไปเลยละ ไม่ต้องพูดหลายก็ได้ สิบเอ็ด สิบสองหน อันอวิชชาอย่าไปสนใจอะไรมัน ไม่ใช่ว่า ไม่รู้หนังสือ ไม่รู้เงิน ไม่รู้กินข้าว ไม่ใช่อย่างนั้นพูดอย่างนั้น อวิชชาคือเราไม่เห็นต้นตอของความคิดนี้เอง เมื่อมันคิดขึ้นมามันก็ปรุงไปแนะ เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารแปลว่าปรุงไป สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณแปลว่ารู้ มันรู้มันเข้าไปในความรู้แล้วอันเนี้ย มันเป็นวิญญาณแล้ว วิญญาณอันนั้นแปลว่าวิญญาณทุกข์ เราต้องเข้าใจอย่างนั้น วิญญาณทุกข์ วิญญาณรู้เป็นวิญญาณทุกข์ บัดนี้วิชา วิชชาแปลว่ามันคิดปุ๊บ เราเห็นปั๊บ ความคิดมันหยุดทันที เรียกว่าปัญญา ปัญญาเรียกว่ารอบรู้ในกองสังขาร สังขารร่างกายนี้ส่วนหนึ่ง สังขารทางจิตใจอีกส่วนหนึ่ง คือมันรอบรู้ที่เรียกว่าปัญญา ปัญญานี้แหละครับ มันเพียงคำพูด มันเพียงคำพูดเท่านั้น ปัญญาแปลว่ารอบรู้ในกองสังขาร โทษจะเกิดเพราะความละเมิด ละเมิดคือเราไม่เอาใจใส่ ไม่เอื้อเฟื้อนั้นเอง เราละเมิดคือเราไม่สนใจคำสอนของพระพุทธเจ้า เราไปสนใจในการศึกษา เรียนเอา จำเอา เราเลยไม่สนใจที่ต้นตอของชีวิตจริงๆนี้ อันนี้เป็นหลักวิชาที่จะปฏิบัติน้อยๆลัดๆ

เมื่อคนใดรู้จักอย่างนี้แล้ว ไม่ต้องเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ ไม่ต้องเป็นพระอะไรก็ได้ทั้งนั้น เป็นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ ใครจะพูดอย่างไรก็ได้ มันเป็นเรื่องสมมุติ ที่ว่าสมมุติบัญญัติมีมาก ปรมัตถ์บัญญัติก็มีน้อยลงไป อัตถบัญญัติก็ยิ่งน้อยลงไป อริยบัญญัติก็ยิ่งน้อยลงไป นี่เป็นอย่างนั้น คำว่าสมมุติบัญญัติคือว่า สมมุติอันนั้นอันนี้ สมมุตินักธรรมตรี โท เอก หรือ ป.1 ป.3 จนเป็น ปริญญาตรี ปริญญาโท อันนั้นเป็นสมมุติทั้งนั้นนะ เรียกว่า สมมุติมันมีมาก ปรมัตถ์ก็เรียกว่า กำลังขีด กำลังเขียน กำลังเรียน ค้นไปจากอันนั้น อันนั้นก็เป็นปรมัตถ์เหมือนกัน อัตถะ อัตถะก็เรียกว่า สัมมาทิฐิคือ ยุ่ง เห็นถูกต้องอย่างนั้นอย่างนี้ มันพูดไปมันยุ่งเรื่องตำรา เรื่องตำรามันยุ่งเป็นอย่างนั้น อันนี้อัตถะ อันนี้อริยบัญญัติท่านก็ว่า เป็นพระโสดา พระสกิทาคามี ไปเรื่อยๆไปเลย ได้ฌานนั้น ฌานนี้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุฌาน มันเป็นเรื่องคำพูดทั้งนั้น

ดังนั้นเรามาที่นี่มาปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ท่านว่าอย่างนั้น ผู้หวังจะหลุดพ้น หลุดพ้นไปจากที่ไหน หลุดพ้นจากความปรุงแต่ง ก่อนที่จะหลุดพ้นเราไม่ต้องไปทำอะไร เพราะมันหลุดพ้นอยู่แล้ว คือมันก็ไม่ได้ปรุงอยู่แล้ว เพราะเราไม่เห็น นี่เรามาดูที่ตรงนี้ เมื่อเราเห็นแล้วมันก็หลุดไป อันนี้เรียกว่าหลุดพ้นไปจากสมมุติ หลุดพ้นจริงๆอันนี้ รับรองได้ ทุกคนต้องได้ ทุกคนต้องเป็น เพราะมันเป็นอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้ว ต้นตอของชีวิตจิตใจนั้น มันเป็นปกติมันไม่มีทุกข์ มันไม่มีสุข มันเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา จะมีอะไรมามันก็เป็นอย่างนั้น แต่ตัวทุกข์นั้นคือตัวคิด แต่ไม่ใช่ตัวคิด ตัวรู้ความคิดนั่นแหละ มันเข้าไปในความคิดนั่นเป็นวิญญาณรู้ เนี้ยเรียกว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท วิญญาณเป็นปัจจัยให้เดินไป มันเข้าไปในวิญญาณแล้ว เป็นภพเป็นชาติ เป็นโสกะเรียกว่าเป็นทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เลยไปครบรอบไปทั้งนั้น บัดนี้เราไม่ต้องไปเรียนก็ได้ ไม่ต้องไปเรียนก็ได้เพราะเรามาดูที่ตรงนี้ มันก็เลยจบกันทั้งหมดเลย จะแปลอย่างไรก็ได้ คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย อาตมากล้ายืนยันรับรองเลยว่ามันไม่มี มันไม่มี มันมีขึ้นมาเพียงสมมุติมาพูดกันเท่านั้นเอง เนี้ยเป็นอย่างนั้น กล้ารับรองได้ กล้ารับรองทำไม เพราะพุทธเจ้าสอนเรื่องจิตเรื่องใจ

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย คงจะเคยได้ยินว่า ในสมัยพระพุทธเจ้าของเราเนี้ย ก่อนที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า จับถาดหรือขันไปอธิฐานในแม่น้ำในประเทศอินเดีย จะแม่น้ำอะไร แม่น้ำเนรัญชา รัญชอนอะไรอาตมาก็ไม่ไปเห็นในประเทศอินเดีย เพียงแต่คนพูดให้ฟังมา เอาขันไปวางที่นั้นแล้วก็เลยอธิฐานว่า ถ้าข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ ฆ่ากิเลสตาย คายกิเลสหลุดจริงๆแล้ว วางถาดหรือวางขันใบนี้ลงไปในแม่น้ำนี้แล้ว ให้ถาดใบนี้หรือขันใบนี้ทวนกระแสของน้ำขึ้นไป ว่าอย่างนั้น ถ้าหากว่าจะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสไม่ตาย คายกิเลสไม่หลุด ดับทุกข์ไม่ได้ วางขันหรือถาดใบนี้ลงไปแล้ว ให้มันไหลไปตามกระแสของน้ำอันนั้น ว่าอย่างนั้น อันนั้นเป็นคำพูด คือทวนกระแสของน้ำเนี้ย คือทวนกระแสของความคิดนี้เอง พอดีวางขันลงไป ขันก็เลยทวนกระแสของน้ำขึ้นไปถึงหัวการะนาคที่ไหนไม่รู้ล่ะ ไปจมลงที่หัวการะนาค การะนาคนอนหลับอยู่ อันเนี้ยท่านเราให้ฟัง พ่อก็เล่าให้ฟัง ครูบาอาจารย์ก็เล่าให้ฟัง แต่มันเป็นคำพูดเป็นเรื่องสมมุติ การะนาค การะนาคนอนยังไม่ตื่นเดี๋ยวนี้ ยังไม่ตื้นเลยหลับอยู่ พอดีขันไปจมลงถึงหัวการะนาค การะนาคก็เลยตื่นขึ้นมาว่า ใครตรัสรู้ เรานอนยังไม่ตื่น อันนี้แหละคือเรานอนหลับทับสิทธิ์ การะนาคคือตัวเรานี้เองนอนอย่างนั้นแหละ ไม่เคยมาสนใจนอนหลับทับสิทธิ์ ไปสนใจแต่เรื่องคนนั้น ไปสนใจแต่เรื่องคนนี้ คนนั้นทำบุญมาก คนนี้ทำบุญน้อย คนนั้นรักษาศีลดี คนนั้นรักษาศีลไม่ดี คนนั้นเป็นอย่างนั้น โอ้โห้ มันเป็นเรื่องสมมุติอย่าไปสนใจกับเขาเลย สนใจเรื่องตัวเรา สนใจเรื่องตัวเราจริงๆ แต่ว่าเราทวนกระแสของความคิด ความคิดมันจะแทรกออกจากตัวเราไป มันจะไปสนใจคนนั้น ไม่ถูกแล้ว เราต้องกระตุ๊กเราเนี๊ย พอดีเรากระตุ๊กแล้วมันจะวางความคิดอันนั้น มันจะกลับเขามาความรู้สึกเรา อันเนี้ยเรียกว่า ทำความรู้สึกทำความตื่นตัว เรียกร้องเอาความรู้สึก เรียกร้องเอาความตื่นตัว เข้ามาที่ตัวของเราให้เราไม่มีทุกข์ มันก็เลยหลุดพ้นไปจากความทุกข์ อันนี้เรียกว่า ทำความหลุดพ้น

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเพื่อทำให้ความหลุดพ้นเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรทั้งหมด ไม่ใช่ว่าหลุดพ้นแล้วหนีจากโลกนี้ไปอยู่ที่ไหน อันนั้นก็ไม่ถูกแล้ว คือหลุดพ้นจากความโกรธ ความโลภ ความหลงนี้เอง ถ้าจะพูดอย่างนี้ก็ได้ คือหลุดพ้นจากการปรุงแต่งก็ได้ แต่ความโกรธ ความโลภ ความหลงไม่มี การปรุงแต่งไม่มี ความโกรธ ความโลภ ความหลงไม่มีทำไมมันโผล่ขึ้นมา ก็เพราะเราไม่เห็นความคิดนี้เอง เรารู้ความคิดเราเข้าไปในความคิด บัดนี้ความปรุงแต่งก็ไม่มี แต่ทำไมมันปรุงแต่งไป ก็เพราะว่าเราเข้าไปในความปรุงแต่งแล้ว ที่พูดนี้ก็เหมือนกับเราเข้าไปอยู่ในถ้ำ ถ้าเราไปอยู่ในถ้ำเราจุดไฟ ความมืดมันก็หายไปแต่เรายังอยู่ในถ้ำ พอดีไฟหมดแล้ว เราก็เลยไปไหนมาไหนไม่ได้ ก็เลยอยู่ในถ้ำนั้นแหละ จำยอมอยู่ในถ้ำเอง อันนี้ก็เหมือนกัน เราไปเรียนตำรา เมื่อพลิกหาตำราไม่เห็นก็จำยอมเอาเลย เท่านั้นเอง อันนี้เราไม่ต้องไปติดตำรา ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำ เราออกจากถ้ำออกจากตำรา เราไม่ต้องมีครู ขึ้นในเวทีต้องชกทันที อันนี้แปลว่าเรามาฝึกหัดโดยตรง ไม่ต้องไปอาศัยตำรับตำรา เมื่อมีคนใดมาพูดปุ๊บเราเอาทันที ไม่ต้องไปเอาคนนั้น เอาใจเราเนี้ย สติมันจะเร็วที่สุดเหมือนกับนักมวยเนี้ย เหมือนกับแมวกับหนูเนี้ย  มันจะพูดอย่างไรก็ได้มันเป็นเรื่องสมมุติ ที่พูดนี่เป็นเรื่องสมมุติ เอามาเล่าให้ฟังทั้งนั้น เมื่อเรารู้จักสมมุติอันนี้ดีๆแล้ว ไม่ต้องมีอะไร คำสอนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เป็นสามปิฏก คือพระสูตรตันตปิฏก พระวินัยปิฏก พระอภิธรรมปิฏก มันไม่มีเรื่องอะไรเลยมันเป็นขยะ มันเป็นขยะเป็นคำพูดเท่านั้น พระสูตรก็พูดเรื่องบุคคลนั้นคนนี้ พระวินัยก็ต้องพูดเรื่องระเบียบวินัย พระอภิธรรมก็พูดเรื่องจิตเรื่องใจ อาตมามาอยู่ที่ วัดสนามในคราวหนึ่ง ก็มีเพื่อนๆพาไปหาสำนักปฏิบัติธรรมที่เรียนอภิธรรม พูดจนตายนะ พูดอย่างนั้น จิตเท่านั้นดวง จิตเท่านี้ จิตมันมีเท่าใด จิตผสมกิเลส จิตไม่ผสมกิเลส พูดไปจนตายคนที่เรียนก็ยังมีโกรธอยู่ตามเดิม มันจะมีประโยชน์อย่างไรไปพูดอย่างนั้น เราจะไม่ต้องไปพูดก็ได้ จิตแปดสิบเก้า เจตสิกห้าสิบสอง ไม่ต้องพูดก็ได้

เรามาดูที่ใจตัวเดียวเท่านี้ เอาตัวเดียวเท่านี้ ไม่ต้องไปเอาหลายเรื่อง เอาตัวมันนึก มันคิดขึ้นมาก็เห็น รู้ เข้าใจ นี่ เห็น รู้ เข้าใจแปลว่าสัมผัสได้ เมื่อเราเห็นอะไรๆแล้ว มันจะครบไปทั้งหมดเลย ไม่ต้องไปพิจารณาอะไร ไม่ ไม่ต้องไปรักษาศีลก็ได้ เพราะว่าศีลนี้แปลว่ากำจัดกิเลสอย่างหยาบเนี้ย เราเคยพูดไว้ กิเลสอย่างหยาบคืออะไร คือไม่เห็นความคิดนี่แหละ คือมันปรุงไป เลยโกรธ เลยโลภ เลยหลง นั่นแหละกิเลสอย่างหยาบ แล้วไม่ต้องไปพูดอะไรมาก เราเห็นเท่านี้มันจะจบทั้งหมดเลยเนี้ย สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง เราไม่ต้องไปติดความสงบ การไปสงบอยู่ที่นั่นมันใช้ไม่ได้ เขาเรียกว่าสงบใต้โมหะ อันนี้อาตมาพูดให้ตัวเอง เคยไปนั่งทำกรรมฐาน ก็ไปนั่งความสงบขัดสมาธิอย่างนั้น ขัดสมาธิอย่างนี้ก็หลับตา ดูลมหายใจ ดูลมหายใจมันละเอียดเข้า มันละเอียดเข้า มันก็เลยสงบ ก็ไปติดความสงบอันนั้น ครั้นออกมาสู้สังคมสู้ไม่ได้ อันนี้เรียกว่าเราติด เราเข้าไปอยู่ในที่มืด เราเข้าไปอยู่ในความสงบอันนั้นแล้ว มันก็เลยไม่มีปัญญา อันนั้นแหละเราไม่เข้าใจ เราไม่เข้าใจ ดังนั้นศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ อันเดียวกันนั้น กำจัดกิเลสอย่างหยาบคือ เรามาดูความคิด ความคิดไม่ได้ปรุง กิเลสอย่างหยาบ สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง คือเราจะไม่เข้าไปในความสงบอันนั้น ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด กับความคิดนี่เหมือนกัน อันเดียวกันทั้งนั้น อันรู้แล้วจะครบทั้งหมดเลย กิเลสอย่างละเอียดคือมันคิดน้อยๆ คือเราไม่เห็น เราชอบเราก็ทำไป อันนี้เรียกว่ากิเลสอย่างละเอียด เราไม่รู้ไม่เห็น ดังนั้นปัญญาจึงรอบรู้ ตัวปัญญานี้แหละคือความตื่นตัว ความรู้สึกตัว การทำ การพูด การคิดอะไรทั้งหมด เมื่อเราไม่เรียกร้องความรู้สึกตัวความตื่นตัวเข้ามา อันนั้นแปลว่าผิดแล้ว แต่คนอื่นจะหาว่าถูกตามความรู้ของเขา เราอย่าไปสนใจแต่ก็ไม่ได้ห้าม ใครจะพูดอย่างนั้นก็ได้ แต่อันใดก็ตาม เมื่อพูดแล้วยังไม่จึ้ ไม่แนะแนว หรือไม่ชี้ลงมาถึงต้นตอของชีวิต อันนั้นแปลว่าถูกน้อย ไม่ถูกมาก ถ้าคำพูดของใครก็ตาม คนใดสอนก็ตาม เขาแนะให้เรามาดูที่จิตที่ใจ อันนั้นถูกต้อง ถูกต้องจริงๆ ทำมาแล้วถูกต้อง พระพุทธเจ้าก็ทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้เพราะการทำทางจิตทางใจ เพราะท่านทวนกระแสของจิตของใจนี่ เอาขันไปวางที่น้ำ มันทวนกระแสขึ้นไปถึงต้นน้ำ ไปถึงหัวการะนาคอันนั้น เป็นคำพูดเพียงสมมุติ บัดนี้คือทวนกระแสของน้ำ คือมันคิดปุ๊บเห็นปั๊บ ไม่ต้องไปกับมัน อันนี้เรียกว่าทวนกระแสของความคิดเนี้ย บัดนี้การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็คือเห็นความคิดนี่เอง ตรัสรู้ รู้แล้วไม่ต้องทำว่าอย่างนั้นก็ได้ หรือว่าตรัสรู้คือพ้นไปแล้ว คือ ไม่ต้องไปสงสัยว่าอย่างไรก็ได้ เพราะว่ามันเยอะมากที่สุด มันเป็นอย่างนั้น

ที่อาตมาพูดนี้ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับตำรา จะเอาความจริงมาพูดให้ฟัง คนเรามันมีกายมีใจ ไม่ต้องไปพูดอายตนะภายนอก ภายใน ไม่ต้องไปพูดก็ได้ ตาเห็นรูป ให้สักว่ารูป หูฟังเสียง ให้สักว่าเสียง อันนั้นมันยังมีการปรุง ถ้าเรามาดูที่นี้ก็ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร ตาเห็น หูฟังเสียง ไม่ต้องไปคำนึงคำนวณมันเลย มันจะสวยจะงาม มันเป็นเรื่องของตา เรามาดูที่ตรงนี้ ความสวยความงามมันก็ไม่ต้องมี จะเพราะไม่เพราะมันก็ไม่ต้องมีแล้ว เพราะเรามาดูที่ต้นตอของชีวิตแล้ว เราจับหลักเดินมาแล้ว นี่แหละวิธีที่เดินไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าก็คือตัวจิตใจ ตัวชีวิตมันสะอาดมันสว่างมันสงบนั่นแหละคือพระพุทธเจ้า สะอาดคืออะไร คือตัวชีวิตของเรานี้แหละ มันไม่เคยสกปรกเลย มันเป็นอย่างนี้ สว่าง เราจะว่าอย่างไร สว่างก็เราเห็น เหมือนเราเดินกลางวัน เราไปที่ไหนก็ไม่ชนหลักชนตอ ไม่ลงคูลงคลอง นี่แปลว่าสว่าง สงบก็แปลว่าความคิดมันหยุดได้ หรือหยุดการไปสนทนา ไปศึกษาคนนั้นคนนี้จะพูดอย่างไรก็ได้ คำว่าความสงบหมายถึงหยุด หรือหมายถึงพอแล้ว ไม่ต้องสงสัยแล้วนี่คำว่าสงบ ไม่ต้องศึกษาอะไรมาก รวบมาเท่านี้เองทุกคนมีแล้ว อาตมารับรองว่าทุกคนมี เพราะจิตใจมีลักษณะอย่างนี้ ลักษณะชีวิตของเราเป็นอย่างนี้ ท่านเรียกว่าอุเบกขา อุเบกขาแปลว่าวางเฉยเลย ไม่ใช่ว่าเราจะไปวางเสื้อวางผ้า คนพูดอะไร ไม่ต้องพูดต้องทำ ไม่ใช่อย่างนั้น คือลักษณะชีวิตของเรามันวางแล้ว มันเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลานั่นเอง คือ มันไม่ยึดไม่ถือ อันที่มันยึดมันถือนั่นไม่ใช่บุคลิกของเรา ไม่ใช่เป็นตัวอุเบกขา เราไปอดเขาเราไปเว้าเขา ว่าอย่างนั้น มันไม่ใช่เป็นของจริงของแท้ เรียกว่าสมมุติ ไม่ใช่เป็นของจริง ของจริงมันมีอยู่แล้ว จิตใจเป็นอุเบกขานี่ว่าเฉย ก็มันมีลักษณะอย่างนี้ทุกคนมีแล้ว ไม่ยกเว้นเลย ผู้หญิงก็มี ผู้ชายก็มี พระสงฆ์องค์เณรก็มี บวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ มันเป็นอย่างนั้นทุกคน เรื่องนี้ให้เราเข้าใจอย่างนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจอย่างนั้น เราจะไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสเลยเป็นอย่างนั้น

อันนี้ที่นำมาเล่าให้ฟัง ขอให้จับใจความได้นำไปปฏิบัติเลย รับรองได้ว่า ถ้าพูดจริงๆก็เรียกว่าไม่ผิดนั่นแหละ ถ้าจะพูดตาม ลักษณะว่ามันอาจจะผิดกับตำรา อาจจะขัดข้องกับตัวหนังสือ แต่ความจริงแล้วอาตมาเข้าใจว่า ไม่... ก็ทุกคนเห็นแล้วก็ต้องว่ารับรองได้ว่าไม่ผิด มันเป็นอย่างนั้น เพราะพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร คือเป็นลักษณะจิตใจอุเบกขาต่างหาก จิตใจอุเบกขานั้นคือต้นตอของชีวิตจิตใจนั้นมันมีแล้ว อย่าไปสร้างมันขึ้น ถ้าไปสร้างมันขึ้น แปลว่า เราไปสร้างของไม่มีให้มันมีขึ้นมา เราจะไปปลูกบ้านอยู่ในเมืองสวรรค์ ไปปลูกอยู่ในอากาศ มันปลูกไม่ได้ ลมพัดมันหักลงมา เราจะไปสร้างสิ่งที่ไม่มีขึ้นมา เราต้องสร้างของที่มันมีแล้วนี้ให้เห็น เราไปหาความโกรธ ความโลภ ความหลง หาจนตายก็ไม่เห็น ถ้ามาดูต้นตอของชีวิตเนี้ยแปลว่าเราเห็น แต่ความโกรธ ความโลภ ความหลงมันไม่ดี เรามาดู ดูที่ตรงนี้ มันก็เลยจบสิ้นกันไปทั้งหมดเลย นี่แหละคำสอนของพุทธศาสนา สอนกันมาแค่นี้ เราไม่ต้องไปพูดอะไรให้มาก แต่วิธีทำมันหลาย แต่ที่อาตมานำมาพูดนี้คือเฉพาะอาตมานำมาใช้ ตัวชีวิตอาตมาได้รับความไม่มีทุกข์เพราะอาตมามาทำความเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็รู้ มันพริบตาก็รู้ มันหายใจก็รู้ มันนึกมันคิดอะไรรู้ มันก็เลยพอเหมาะกันเข้า มันก็เลยจัดการได้กับสิ่งเหล่านั้น เหมือนกับนักมวยไม่ต้องไปขึ้นไหว้ครูก็ได้ ขึ้นไปในเวทีชกทันทีเลย นั้นมันเป็นอย่างนั้น เอาแหละที่นำมาเล่าให้ฟังวันนี้ก็ เป็นว่าสมควรแก่เวลาแต่เพียงแค่นี้ก่อน ต้องกินเวลา 11 โมงตรง

ท้ายที่สุดอาตมาพร้อมด้วยท่านทั้งหลาย มานั่งฟังธรรมะ ณ.สถานที่นี้ อาตมาขออ้างอิงคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระอลังการสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราทั้งหลาย ให้พวกเราทั้งหลายเรียกร้องเอาความตื่นตัว ความรู้สึกตัวอยู่เสมอมาปราบความไม่รู้ให้มันหายไป ให้เราปราบได้ในชีวิตนี้คนทุกคนเทอญ

จากคุณ : _-_ [ 20 ธ.ค. 2545 ]