#echo banner="" หลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก 1  หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 007167 - โดยคุณ : พรรณี [ 21 พ.ย. 2545]

เนื้อความ :

ได้รับเอกสารจากคุณลุงกาจ รักษ์มณี  อ่านแล้วชอบมาก เพราะทำให้ได้รู้จักหลวงพ่อเทียน พระธรรมดาที่ไม่ธรรมดา  ในอีกหลายแง่มุม อยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมทุกข์ ได้อ่านด้วย  ขอลงบทความนี้  เพื่อเป็นอาจาริยบูชาแด่หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ   หลวงตาหาได้ยาก

บทความต่อไปนี้เป็นการถอดเทป จากการสนทนา โดย อ.โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ) และดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 วัน มรณภาพหลวงพ่อเทียน  ที่ ม.ประสานมิตร พ.ศ.2531 ต้นฉบับมีประมาณ 32 หน้า

ดร.วัลลภ  นมัสการพระคุณเจ้า และผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้เป็นรายการสำคัญอันหนึ่งที่ท่านอาจไม่เคยได้ยินหรือได้ฟังที่ไหนมาก่อน  คือเรื่อง หลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก  โดยผมจะแนะนำผู้สนทนาย่อ ๆ คือ อ.โกวิท เขมานันทะภิกขุ  ท่านจบการศึกษาจากศิลปากร  บวชเป็นพระ 16 ปีเต็มๆ  และได้รู้จักหลวงพ่อเทียน จนคิดว่าเป็นศิษย์เอกของท่านผู้หนึ่ง  หรือรู้จักหลวงพ่อเทียนมากที่สุดท่านหนึ่งก็ว่าได้  เพราะท่านรู้จักหลวงพ่อเทียนถึง 18 ปีเต็ม  มีอะไรน่าสนใจเยอะแยะ ท่านเคยบวชมาใช้ชื่อนามปากกาขณะเป็นพระว่า รุ่งอรุณ ณ สนธยา กับเรื่องความรักที่สวยงามมาก  ท่านมองโลกสวยงาม และมีกลอนต่าง ๆ ท่านได้วาดภาพรูปต่าง ๆ ท่านเรียนและใฝ่หาธรรมะเป็นเวลากว่า 10 ปี ตั้งแต่อยู่ในถ้ำ แสวงหาสัจจธรรม  จนได้พบหลวงพ่อเทียน จึงได้รู้จักคำว่าธรรมะ  กว่าจะได้พบธรรมะ ลำบากมากเหลือเกิน  เพื่อให้รวดเร็วขึ้น  วันนี้บังเอิญอาจารย์โกวิทเป็นหวัดและปวดหลังอยู่มาก ต้องนั่งสนทนานะครับอาจารย์ครับ   ตามประวัติหลวงพ่อเทียนที่ผมรู้จักก่อนนะครับ  เคยได้ยินว่าหลวงพ่อเทียนเป็นหลวงพ่อแปลก ๆ  ขอประทานโทษ บ๊อง ๆ อะไรงี้  แต่ก็ได้ยินหลายท่านว่า หลวงพ่อเทียนเป็นพระจริง ๆ  แต่บางคนก็บอกว่าไม่ใช่  บางคนเปรียบเทียบหลวงพ่อเทียนว่าเป็นนักปราชญ์  นักจิตวิทยา หรือเป็นอย่างนู้น อย่างนี้ เพราะท่านมีวิธีการสอนที่แปลกประหลาดและมหัศจรรย์ที่สุด  วิธีปฏิบัติที่อาจารย์ปฏิบัติอยู่กับท่านจริง ๆ แล้วท่านเห็นว่า ท่านเป็นพระหรืออะไร เพราะท่านก็เหมือนไม่ได้บวชเป็นพระแต่ห่มจีวร  จริง ๆ แล้วอาจารย์คิดว่ามีประโยชน์ด้านการศึกษาหรือเรื่องคุณภาพชีวิตอย่างไร

อ.โกวิท  คงต้องใช้เวลานะครับที่จะทบทวนไปถึงเหตุการณ์เมื่อประมาณ 18 ปีที่แล้ว  มันเป็นการยากมากที่ผมจะพูดถึงหลวงพ่อเทียนให้ตรงที่สุด ต่อความเข้าใจของผม  ต่อหลวงพ่อเองนั้น  เปลี่ยนแปลงตลอดนับตั้งแต่ต้น รู้สึกคล้าย ๆ จะยืนอยู่ริมทะเล แล้วก็พยายามอธิบายอะไรบางอย่าง  แต่ถ้าเราเลื่อนไปอีกมุมหนึ่ง  สิ่งที่เรามองเห็นนั้น ทัศนียภาพเปลี่ยนไป  หลายครั้งที่ผมไม่รู้จักหลวงพ่อเทียนเลย  แต่หลายครั้งก็รู้สึกเหมือนท่านเข้ามานั่งแทรกอยู่ในหัวใจของผม  ระลึกถึงเมื่อ 18 ปี ของการดิ้นรนแสวงหา  ดื้อรั้น และถูกบุคคลซึ่งผมไม่รู้ว่าเป็นใครเยาะเย้ยอยู่ในสายตาและความรู้สึก  จนถึงบัดนี้ บุคคลนั้นได้จากพวกเราและผมไป  ครั้นมาระลึกถึงเหตุการณ์เช่นนั้น  ก็นึกถึงคืนที่ท่านพูดกับผมว่า  เมื่อหลวงพ่อตายแล้ว พูดถึงหลวงพ่อให้ดี ๆ นะ   ที่จริงวันนี้ผมป่วยมากแทบจะมาไม่ได้  แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของท่านแล้วก็คงต้องมา    โดยทั่วไปนั้น รู้จักหลวงพ่อภายใต้สมัญญาหรือสมญานามว่า  ปรมาจารย์แห่งการเจริญสติ เอ่อ… ไม่ทราบใครเป็นต้นตอ  ต้นคิด  แต่ครั้งกระนั้น ผมก็รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะยอมรับว่า หลวงพ่อเป็นผู้สอนเรื่องสติและการยกมือ  ตามที่ผมได้ใกล้ชิดท่าน  หลายครั้งท่านบอกว่าพวกนั้นจะยกมือทำไม และไปเจริญสติทำไม  อันนั้นอาจจะเป็นรหัสที่ทำให้ผมรู้สึกอะไรบางสิ่งบางอย่างเฉพาะตัวก็ได้นะครับ  ดังนั้นสิ่งที่ผมจะเล่าในลำดับต่อไปนี้ อาจจะถือว่าเป็นเพียงมุมมองหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจสรุปทั้งหมดได้

มีอยู่วันหนึ่ง ผมซึ่งได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อให้อบรมคนกลุ่มหนึ่ง  เหตุการณ์เกิดขึ้นที่วัดสนามใน  ขณะนั้นผมเป็นนักบวชอยู่  ผมก็อธิบายเรื่องรู้ตัว  การรู้สึกตัว และผมก็ชี้แนะว่า สติเป็นที่ปัจจุบัน  ตัวความรู้สึกอยู่ที่ปัจจุบันนี้  ช่วงที่จับปัจจุบันนี้ ความสงบความทุกข์จะจบสิ้นลง  ผมเหลือบตาไปดูที่ชั้นบนกุฏิที่ท่านอาศัยอยู่  ผมเห็นท่านนั่งฟังอยู่  เมื่อจบการแสดงปาฐกถาธรรมนั้นแล้ว  หลวงพ่อท่านก็ลงมาพูดกับผมเบา ๆ ว่า  ถ้ากำหนดปัจจุบันก็ติดอยู่เท่านั้นเอง  ต้องไปพ้นจากปัจจุบันอันนี้   ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มรู้สึกกับหลวงพ่อในลักษณะใหม่  ลักษณะที่ว่า ในรูปร่างและหน้าตา เฉย ๆ  ซื่อ ๆ ของท่านนั้น  ความกระฉับกระเฉงทางปัญญาซ่อนแฝงอยู่ตลอด  ฟังทุกถ้อยคำที่เราพูด  แต่ทำเหมือนไม่ฟัง ไม่รู้ ไม่เห็นนะครับ

ผมจะทบทวนพุทธสุภาษิตบทหนึ่งในเรื่องสติ โดยทั่วไปเรามักจะพูดว่า  สตินั้นคือสติปัฏฐานสี่ ที่ทำให้สิ้นทุกข์ หรือบางที่บางแห่ง หรือหลายแห่งจะพูดว่าเป็นหนทางเดียว  ได้โปรดพิจารณาพุทธภาษิตนี้นะครับ  สตินั้นเป็นสิ่งที่ดี  แต่สตินั้นหาหลุดพ้นจากเวรไม่  นี้เป็นพุทธสุภาษิตนะครับ   ก่อนหน้าที่ผมจะหันมาศึกษาพุทธศาสนา  ผมเคยฟังอาจารย์หลายท่านบรรยายเรื่อง สติ  ท่านหนึ่งที่ผมถือมาเป็นภาคปฏิบัติได้  อธิบายว่า  ราคะเกิดขึ้น  โทสะเกิดขึ้น  โมหะเกิดขึ้นแล้ว พิจารณาในแง่ไตรลักษณ์   ราคะนั้นเกิดขึ้นกับเรานั้นหนอ  แต่ราคะนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผมก็เชื่อฟังทีเดียว   แต่เมื่อผมมีสติกำหนดรู้ขึ้นมา กลับพบว่า เมื่อสติไปรู้อันใดก็มักจะไปติดอันนั้นครับ  มันก็จะฝังใจแล้วก็จำอันนั้นด้วย  ต่อเมื่อหลายปีล่วงไป  ผมไปมาหาสู่หลวงพ่อ  ไม่ใช่โดยคำสอนด้านทฤษฎี  แต่โดยกลอุบาย กลวิธีและความกระฉับกระเฉงของหลวงพ่อเอง  มันค่อย ๆ พลิกเปลี่ยนให้ผมค่อย ๆ เรียนรู้ว่า  การกำหนดสตินั้นใช้ไม่ได้  สติไม่อาจนำออกจากทุกข์ได้  ปัจจุบันนั้นเองที่ทำให้ออกจากทุกข์ได้     ปัจจุบันนั้นเองที่ทำให้ออกจากทุกข์ได้  ยิ่งกำหนดรู้ด้วยแล้ว รู้อะไรเข้าก็จะติดอันนั้นทันที  ถ้ารู้ความสงบก็ติดความสงบทันที  เมื่อรู้ราคะก็ติดราคะทันที  แต่คำพูดที่ว่านั้นถูกครับ แต่กำหนดรู้อะไร    หลายครั้งที่ผมเดินจงกรม  ผมสับสนกับหลวงพ่อมาก  ขับเคี่ยวกับท่าน  ดื้อรั้น ดันทุรังอยู่ประมาณ 6 ปีเศษ  ผมไปมาหาสู่ท่านประมาณ 18 ปี หรือ 15 ปีเป็นอย่างน้อย  แต่ 6 ปีต้นนั้น  ผมไม่สามารถที่จะจงใจเชื่อวิธีการของหลวงพ่อได้   บางวันท่านบอกผมว่า ให้เดินดูใจนะ  ผมก็เดินทั้งวัน  แต่รุ่งเช้าบอกใจไม่มีนะ  เลยสับสนไม่รู้ท่านจะเอาไงแน่

วันหนึ่ง ผมไปถามหลวงพ่อว่า  หลวงพ่อครับผมฟุ้งซ่านมาก  หลวงพ่อบอก  ดีครับ ดี ให้มันฟุ้งขึ้นมาอย่างนี้ดี  ท่านบอกผมอย่าไปนั่งสงบเข้า  วันหนึ่งผมติดความสงบ ผมเรียนมาทางสมถะ  ให้เจริญสมถะ  ให้เกิดพลังของสมถะจนทนนิวรณ์ 5 ได้  จิตก็สู่วิปัสสนา  หลักเดิมที่เราเรียนมา  ผมก็นั่งสงบดี  หลวงพ่อท่านก็ย่องมาข้างหลัง แล้วก็ถามว่า นั่งทำไม  ผมไม่เข้าใจท่านเลย  ทำไมต้องมารบกวนอะไรผมขนาดนี้  ผมเชื่อว่า เมื่อจิตใจสงบมาก ๆ แล้วก็จะถึงที่สุดของความสงบ แล้วก็จะรู้ธรรมะ  หลวงพ่อก่อกวนผมตลอดเวลา

เรื่องนี้ผมจะอธิบายตามที่ผมเข้าใจ และรู้สึกว่า กำหนดสติหรือเจริญสตินั้น มันเป็นการรู้ตัวและการลืมตัว  เริ่มต้นรู้ตัว แต่ท้ายที่สุดก็คือการลืมตัว  ถ้ารู้ตัวตลอดเวลามันไม่ไปครับ  มันคิดสิ่งที่รู้   ดังนั้นเองจึงถือเป็นคำพูดที่เป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุด  ที่ออกมาจากหลวงพ่อมาสู่หัวใจของผมก็คือ  รู้ แต่อย่าให้มันรู้อะไรเข้า  โปรดตราคำพูดนี้ไว้นะครับ  รู้ แต่อย่าให้มันรู้อะไรเข้า   ถ้ามันรู้อะไร เมื่อใดรู้ซึ่งความสงบก็จะติดอันนั้นทันที และมันจะหมุนกลับผกกลับ   คำพูดหลวงพ่อก้องอยู่ในหูตลอดเวลาที่ผมไปมาหาสู่ท่าน  จนหลวงพ่อเองกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรู้ที่ไม่ต้องรู้อะไร เพราะจะเป็นทุกข์กับเรื่องที่รู้

ผมอยากจะโยงถึงเนื้อหาสาระทางปรัชญาสาขาหนึ่งนะครับ  ที่จะบ่งชี้ว่ากรรมวิธีและสภาวะที่หลวงพ่อแนะนำเข้าถึงนั้นอย่างไร เป็นสากลยิ่งอย่างไร  ตำรับของปรัชญาที่เรียก  มิสตริก ลัทธิที่ลี้ลับซึ่งสอนมาแต่โบราณกาล  ตั้งแต่สมัยอารยธรรมเบื้องต้น คือกรีกโบราณ ปฏิรูปโรม จนถึงเมโสโปเตเมีย หรืออาจจะโยงไปถึงอียิปต์โบราณ  แกนกลางของผู้ที่เข้าถึงแกนกลางของความรู้ที่เรียกว่า การเข้ารวมกับสิ่งที่ลี้ลับ  บุคคลที่เข้าถึงพระเจ้า เข้าถึงสิ่งสูงสุดนั้นจะพูดเหมือนกันว่า ในแกนกลางที่ว่า รู้แต่ไม่รู้อะไร  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  One know he know in  ซึ่งจากคำพูดของหลวงพ่อ   เรามาลองสำรวจพฤติกรรมของหลวงพ่อบ้างนะครับ  ท่านเล่าว่า เมื่อท่านบวชใหม่ ๆ  ท่านได้ขอจำพรรษาที่วัดคริสเตียนวัดหนึ่ง  ที่โบสถ์ ท่านถามพระที่นั่นว่า  “พวกท่านสอนอะไรกัน” พระองค์นั้นตอบว่า “พวกผมสอนสิ่งสูงสุด” หลวงพ่อก็บอกว่า  “หลวงพ่อก็สอนสิ่งที่สูงสุด ดังนั้นขอจำพรรษาที่นี่จะได้มั้ย?”  บาทหลวงนั้นไม่ยอม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเลอะเทอะ  นี่ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์  แต่เป็นคำบอกเล่าที่ท่านเล่าให้ผมฟังหลายคนนั่งอยู่ในที่นี้ก็คงประจักษ์ได้ดีว่าหลวงพ่อมีสภาวะที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ หรือรูปแบบ    ครั้งหนึ่ง ท่านพูดว่า  หลวงพ่อสอนให้ชาวพุทธในเมืองไทยนี้เขาไม่ฟัง หลวงพ่อจะสึกแล้วก็ไปสอนมุสลิม  ถ้ามุสลิมไม่ฟังก็จะนุ่งกางเกงไปสอนพวกคริสต์  ใคร ๆ ในที่นี้ที่ได้รู้จักท่าน  หลายคนหลายท่านคงนึกออกถึงความเป็นสากลยิ่งของท่าน  เราอาจต้องคิดกันหนักนะครับว่า  การไปรู้ถึงสิ่งสูงสุดนั้นยังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หรือนอกกฎเกณฑ์ครับ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่วัดชลประทาน  เป็นความทรงจำที่ดี และชวนระลึกถึงบ่อยมากสำหรับผม  ผมเจอหลวงพ่อที่นั่นในกลางพรรษานั้นเอง  มีการจัดอภิปรายระหว่างศาสนาต่าง ๆ ประกอบไปด้วยคริสต์ มุสลิม และพุทธ  ผมเป็นตัวแทนฝ่ายพุทธ  สมัยนั้นยังเป็นนักบวชนะครับ หลวงพ่อเป็นผู้ฟัง  หลวงพ่อไม่มีชื่อเสียง นอกจากเป็นครูกรรมฐานซึ่งถูกจับเข้ามาทำหน้าที่เพียงเพื่อให้มันครบเครื่องเท่านั้นเอง  หลวงพ่อไม่มีบทบาทอะไรมากมาย และช่วงนั้นหลวงพ่อถูกห้ามจากสันติบาลแล้วว่า ไม่ให้พูดเรื่องที่ตัวเองรู้ เขาหาว่าท่านเป็นพระคอมมิวนิสต์  เขาจะจับท่านและจับสึกด้วย  ในการอภิปรายครั้งนั้น มีฮะดรีประยูรเป็นผู้แทนฝ่ายมุสลิม   ผมจำได้ดีว่า  เมื่อถึงตอนหนึ่ง  ฮะดรีประยูรผู้นั้นได้พูดว่า  เมื่อใดอัลเลาะห์อยู่ประยูรไม่อยู่  เมื่อใดประยูรอยู่อัลเลาะห์ไม่อยู่  ซึ่งเป็นคำพูดที่คมคายชวนฟังมาก  พอเสร็จการบรรยายครั้งนั้น  ผมเห็นหลวงพ่อเดินรี่เข้าหาคนนั้น แล้วก็บีบมือเขาและชมว่า  ที่พูดนั้นถูกต้องแล้ว พูดดีมาก ซึ่งสร้างความแปลกใจให้ผมมาก  หลวงพ่อนี้เป็นหลวงพ่อมีหน้าที่เล็ก ๆ ในงาน  แต่ทำไมไปกล้ารับรองคำพูดที่แปลกประหลาดมาก

ผมขอข้ามจากเรื่องที่หลวงพ่อแนะนำตัวท่านเองให้กระผมรู้จักนะครับ มิฉะนั้นจะยาวเหยียดมาก  แต่ผมจะย่อให้ฟังว่า  สมัยนั้นผมเข้าใจว่าตัวเองรู้ธรรมะแล้ว  ผมบวชได้ประมาณ 6 - 7 พรรษา จากความรู้พระไตรปิฎก  จากความจำและจากการโยงข้อรู้ต่าง ๆ เข้ามา  ผมสามารถพลิกแพลงตอบคำถามทุกคำถามได้  ผมเคยคิดว่า  เราน่าจะเป็นผู้พ้นทุกข์  พ้นปัญหาแล้ว  ประกอบกับศรัทธาเบื้องต้นในพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์  เครื่องแบบที่แวดล้อม และสภาวะแวดล้อมภายใต้บรรยากาศของศาสนา ทำให้ผมรู้สึกเป็นสุข  วันหนึ่งผมเทศน์อยู่ พวกพระนวกะ พระนักศึกษาก็แสดงความชื่นชม   ในช่วงนั้นสังคมไทยกำลังหันเหทิศทางและต้องการคำตอบจากพระสงฆ์ และคำตอบจากพุทธศาสนาอย่างมาก  ประมาณปี 18 ผมนั้นต้องใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนเสร็จภัตตาหารแล้ว  จนกระทั่ง 4 ทุ่ม  ไม่มีโอกาสเลยที่จะพักผ่อน  พอผมเทศนาจบ  หลวงพ่อก็ดักขวางทางผม  พูดจาทักทายขึ้น  ท่านเรียกผมอาจารย์นะครับ  ที่อาจารย์พูดน่ะดีมาก  พูดดีมาก  แต่หลวงพ่อสงสัยว่า  ความรู้อันนี้ได้มาจากไหน  ท่านดักคอและขวางทางผม  ผมใจหายวาบ  สงสัยที่เราได้ ได้จากไหนกันแน่ (จบตอนที่ 1)

ตอนที่ 2

เอ๊ะ…ที่เราได้นี่ ได้มาจากที่ไหนกันแน่  ผมเชื่อว่าท่านคงสังเกตเห็นความลังเล เย็นวันนั้นประมาณ 4 ทุ่ม  ท่านก็ไปหาเคาะประตู  ผมเตรียมจะเข้านอน  ท่านถามหาเส้นเชือกครับ  เชือกด้าย ซึ่งผมเข้าใจว่า ท่านคงต้องปักซ่อม เพราะตามธรรมดา พระนั้นจะพกด้ายและมีดตามประสาพระ ตามอัฐบริขาร  ผมก็คลี่ด้ายมา และถามหลวงพ่อจะเอาด้ายสักเท่าไหร่ คิดว่าท่านจะไปปักจีวร  หลวงพ่อถามหามีดโกน ผมก็ยื่นให้  คิดว่าท่านจะตัดเอาตามใจชอบ แล้วท่านก็ตัดจริง ๆ  ตัดเสร็จมองหน้าผม  แล้วก็บอก ว่า “ถ้าอาจารย์มาไม่ถึงจุดนี้  ยังไม่รู้จักพุทธศาสนาเลย สักนิดเดียวก็ไม่รู้”   ซึ่งผมงงมาก ๆ เลย  เพราะธรรมดาพระสงฆ์เขาจะมีจรรยาบรรณอันหนึ่ง  เขาจะไม่รุกกันด้วยมรรคผล หรือไม่ถามกันนะครับ   แต่ผมไม่ปฏิเสธอะไรบางสิ่ง  ความซื่อในแววตา น้ำเสียง ความเอื้ออาทร ไม่ปลุกโทสะขึ้นเลยเมื่อถูกท้าทาย  ต่อแต่นั้นทุกคืน 4 ทุ่ม ท่านก็จะแวะมาเคาะประตูผม เพราะผมจะว่างตอน 4 ทุ่มแล้ว  ของทุกอย่างในย่ามถูกล้วงออกมาเรียงรายเพื่ออธิบายอะไรของท่านก็ไม่รู้ เพราะท่านพูดภาษากลางก็ไม่ได้  แต่มีอยู่คืนหนึ่ง ผมจำไม่มีวันลืม   ไม่ได้จำวัด ห้อง หรือวันเวลา  แต่จำแววตาของหลวงพ่อ ครับ  สุกสว่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง  ท่านบอกผมตรง ๆ ว่า   “ถึงที่สุดของทุกข์แล้ว”   คนทั่วไปเขาไม่กล้าพูด ทั้งพระทั้งโยมเขารู้กันดี  ไม่จริงก็ถูกจับสึกกันแล้ว  ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรง  เมื่อท่านพูดจบ ผมเห็นแววตาของท่านสุกสว่าง  15 ปีแล้วที่หลวงพ่อไม่ได้พูดให้ใครฟังในจุดนี้ เพราะเขาจะจับหลวงพ่อ  ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะเชื่อหรือปฏิเสธ  ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น  เพราะสิ่งที่หลวงพ่อพูดไม่มีในระบบ ในตำราทั้งนั้นครับ

ผมเองติดตำราอยู่มากในช่วงนั้น  จนคิดในใจอยู่ว่า ผมต้องพิสูจน์หลวงพ่อให้ได้  ผมก็เริ่มไล่เรียงเอาเรื่องโภชฌงค์ 7 มาซักไซ้  เพราะตามที่ผมเข้าใจนั้น ผู้ที่จะเข้าถึงที่สุดของทุกข์จะต้องผ่านโภชฌงค์ 7 ใช่ไหมครับ  ผู้คงแก่เรียนคงจะนึกออก  นับตั้งแต่สติสัมโภชฌงค์  เรื่องอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นตรงที่ว่า หลวงพ่ออธิบายด้วยภาษาเมืองเลย  ผมฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  ท่านพูดกลางไม่ได้ครับตอนนั้น  แต่ผมทึ่งมากต่อภาษาของท่าน  ที่สำคัญที่สุด  ท่านพูดมาตรง ๆ ไม่มีการกระอักกระอ่วน  ไม่มีการนั่งนึกอิงตำรา อ้างโน้นอ้างนี้เลย  เหมือนอะไรเป็นสิ่งอะไรที่พุ่งออกมาจากตัวท่านโดยตรง  เหมือนใครบอก “พลัดแล้วมาโดนหลัก”  ผมก็ไม่จงใจเชื่อ  ความที่ผมติดทฤษฎีมาก  หลังจากที่ผมคลุกคลีกับท่านและเชื่อท่านแล้ว  ผมก็ยังไม่เข้าใจหลวงพ่อ 

ผมจะเล่าข้ามไปนิดนึงนะครับว่า  ความติดยึดในทฤษฎี  ติดทฤษฎีนั้นแก้ยากมาก  ผมได้หลวงพ่อช่วยแก้ในเรื่องติดทฤษฎี  แต่ผมไม่ได้บอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีนะครับ  มันอาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้างก็ได้  แต่ด้วยวิธีการนี้เองที่ทำให้ผมมองสู่มิติใหม่ต่อพระบ้านนอกผู้ไม่รู้หนังสือก็ว่าได้  แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่กระฉับกระเฉงทันควันและทันทีด้วย  วันหนึ่ง ผมนั่งรับประทานอาหาร  หลวงพ่อท่านก็ชวนคุย  อันหมายถึงช่วงหลังแล้วนะครับ  ผมศรัทธาท่านเต็มที่แล้ว  ไม่หันเหไปทางอื่น  แต่ก็ยังไม่รู้จักท่านดี  ท่านถามผม  “อายุเท่าไรแล้วปีนี้”  ผมบอกว่า 40 แล้ว ท่านถามอีกว่า เมื่อเล็ก ๆ คุณแม่สอนอะไรเป็นครั้งแรก จำได้มั้ย  ผมก็ตอบท่านอีกว่า “จำไม่ได้ครับ หลายปีแล้ว”  ทันใดนั้น หลวงพ่อลุกขึ้นยืน  ทิ้งช้อนส้อมลงเกลื่อน ผลักเก้าอี้ที่นั่ง  ผมจำเหตุการณ์นี้ได้ดี  ผมตัวแข็ง  กิริยาท่านเปลี่ยนอย่างฉับพลัน แล้วก็หันมามองหน้าผม พูดว่า “เรื่องเกิดกับตัวเอง 40 ปี หยก ๆ ยังไม่รู้เรื่อง แล้วเรื่อง 2500 ปี เอามาพูดอยู่ทำไม”   ท่านก็หันหน้าหนีผมไป  คืนนั้น ผมนอนไม่หลับทั้งคืน  ผมเดินจงกรมแล้วก็  “เอ๊ะ….กูจะเชื่ออะไรดี”    รุ่งเช้า หลวงพ่อก็เดินไปหา พูดเบา ๆ กับผมว่า  เข้าใจแล้วสิ รู้พระไตรปิฎกก็ดีเหมือนกันหรอก สิ่งนี้เป็นสิ่งเล็กน้อย  ผมทราบดีนะครับว่า  บทบาทเช่นนี้หลายท่านซาบซึ้งหลวงพ่อมากมายกว่าผม  ผมเริ่มรู้จักอีกมิติหนึ่งของบุคคลภายใต้รูปร่างหน้าตาของชาวเมืองเลย  เสียงเหน่อ ๆ

ตะกี้ผมได้พูดถึงความเป็นสากลของหลวงพ่อนะครับว่า  สิ่งที่ท่านแสดงออกสด  คิดค้นขึ้นเดี๋ยวนั้น  ผมเคยสังเกตเห็นหลายครั้งว่า  หลวงพ่อไม่มีอะไรอยู่ก่อนหน้านั้น นอกจากอะไรบางสิ่งที่ เหมือนกระจกที่บริสุทธิ์  พร้อมเสมอที่จะสะท้อนภาพใบหน้าที่ชะโงกเข้าไปใกล้     ดังนั้นยิ่งผมใกล้หลวงพ่อมากเท่าไหร่  ตามความเข้าใจของผมนี่  ผมค่อย ๆ รู้จักตัวเองขึ้นทีละน้อย  รู้จักความโง่  ผมคิดว่ามีสิ่งหนึ่งนะครับ   ความหมายของ กัลยาณมิตร   รู้จักหัวหอกของความเป็นกัลยาณมิตร  ตามความรู้ในพระไตรปิฎกนะครับ  พระอานนท์ได้พูดกับพระพุทธเจ้าว่า   กัลยาณมิตรเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์   พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามว่า อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยอานนท์  กัลยาณมิตร มันเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นั้นเปรียบเหมือนรุ่งเช้า รุ่งอรุณ พระอาทิตย์ไขแสงขึ้นมา  ต่อจากนั้นห้ามมิให้ไขแสงสู่เที่ยงวันนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว  สิ่งที่ผมกล่าวนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยนะครับ

นับว่าโชคดีที่ได้พบกับท่าน  อดีตที่เป็นนักศึกษา  มุ่งมั่นที่จะเป็นปราชญ์คนหนึ่งให้จงได้  ทำทุกอย่างที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้  แต่ผมพบคน คนนี้ ซึ่งทำให้ทิศทางชะตากรรมของผม เปลี่ยนไปหมุนไปสู่อีกด้านหนึ่ง  เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้  เราต้องโยงเข้าสู่ระบบการศึกษาของชาติ  หลวงพ่อเป็นคนไม่รู้หนังสือครับ  หลวงพ่อไม่รู้ว่าโลกนี้กลมนะครับ  ผมได้อธิบายให้สามเณรรูปหนึ่งว่าโลกนี้กลม  หลวงพ่อเดินมาหาแล้วถามว่า หลวงพ่อไม่เห็นมันกลม  หลวงพ่อเดินไปไหนไม่เห็นมันกลมแฮะ  ผมต้องนั่งอธิบาย เขียนรูปแล้วบอกว่า  ถ้าเดินจากจุดนี้ไปรอบโลกได้แล้วจะกลับมาสู่ที่เดิมได้หลวงพ่อ   หลวงพ่อก็แสดงความแปลกใจว่าเป็นไปได้ยังไง  แต่พอจบหัวข้อนั้น  หลวงพ่อก็พูดเข้าหูผมว่า “จะกลมจะแบน ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกตัวเลย”    (เสียงหัวเราะ)   ผมรู้จักท่านด้วยวิธีการเหล่านี้นะครับ  มันคล้าย ๆ กับลูกฟุตบอลที่ผ่านไปยังหน้าประตู  นักฟุตบอลก็ชู้ตทันที  จุดนี้    สมัยต้น ๆ ผมยังไม่รู้จักหลวงพ่อเลย  ผมรู้จักท่านเป็นแค่หลวงตาแก่ ๆ รูปหนึ่ง  ท่าทางสงบเสงี่ยมน่ารักดี  ผมยิ่งใกล้ชิดเข้าไปมากขึ้น  ผมก็ยิ่งเห็นท่านเป็นอีกสิ่งหนึ่ง  ท่านเป็นอะไรก็ไม่รู้  ท่านเป็นพระหรือเป็นอะไรก็ไม่รู้  จนเดี๋ยวนี้ก็ยังบอกไม่ได้ คือมากมาย  มากกว่าพระ  สักเดี๋ยวหนึ่งผมจะค่อย ๆ ไล่เรียงไปทีละน้อย  ต้องให้เวลาผมมาก ๆ ที่จะฟังเรื่องราวเหล่านี้  สิ่งที่ผมได้เกริ่นในช่วงต้นที่ว่า  การรวมกับสิ่งที่ลี้ลับ หรือ ยูเนียน ออตติก้า  สิ่งนี้เป็นหัวใจของคริสตชน และอิสลามมิกชน  เป้าหมายสำคัญของคริสเตียนนะครับ คือการเข้ารวมกับองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็น  The Great Infinite  ผู้ไม่รู้สิ้นสุด  ผู้เป็น Ungreatable  เป็นผู้ที่คิดเองไม่ได้

ดังที่เราจะได้เห็นคำว่า ยะโฮวาห์  แปลว่า  I’ m  What I‘ m หมายความว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด  เมื่อมาสำรวจดูนะครับ  สาระแก่นสารที่หลวงพ่อสอนนั้น จะมี 2 ขั้นตอน  2 ขั้นตอนนี้ไม่ใช่ขั้นบันได หมายความว่าเป็น 2 สัดส่วน  พวกเราที่อยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อ มักจะได้ยินคำพูดว่า ให้ดูความคิด อย่าเข้าไปในความคิด อย่าหยุดความคิด   นั่นเป็นช่วงต้นมากของการแสดงธรรมของหลวงพ่อ  เพราะหลวงพ่อพยายามคิดค้นวิธีการที่จะสอน เคล็ดการสอนของท่านได้พัฒนาเรื่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่า ท่านสอนอย่างนี้มาแต่ต้น  ผมสับสนมาก ๆ เลย  ที่สุดหลวงพ่อก็มาให้คำพูด ซึ่งตอนหลังนี้เองที่เป็นสาระคำสอนทั้งหมด   ท่านให้ทำความรู้สึกตัวเฉย ๆ    ให้รู้สึกตัวเฉย ๆ รู้สึกตัวล้วน ๆ  ถ้วน ๆ  จากจุดนี้จะคลี่คลายปัญหาทั้งหมด  จำได้ว่าในพรรษานั้นเองที่ผมเริ่มแก้สถานการณ์ที่ยุ่งยากให้ตัวเองได้มากขึ้น  ในความหมายของคำว่า  รู้สึกตัวล้วน ๆ คืออะไร  ตรงนี้เองที่เป็นหลักสำคัญที่สุด  สมมติเรามีแอปเปิ้ลอยู่ลูกหนึ่ง เป็นสีเขียวก็ได้  สีแดงก็ได้  ความเป็นแอปเปิ้ลนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปทรงภายนอกหรือสีของมัน  แต่อยู่ตรงน้ำหวาน ตรงที่เรียกว่า จุ๊ย (Juice) ของมันซึ่งแทรกอยู่ทุกอณู  มีโอชา มีกลิ่นของแอปเปิ้ล  ถ้ายกเอาสิ่งนี้ออกหมดสิ้น  เอา จุ๊ย (Juice)  หรือน้ำหวานของมันออก แอปเปิ้ลนั้นจะไม่มีอะไรเลย  จะไม่มีค่า  ดังนั้น สารัตถะหรือแก่น หรือ   essence   คือ  จุ๊ย (Juice)  ของแอปเปิ้ล   ทีนี้มาดูความรู้สึกตัวนะครับ  คืออะไรกันแน่  ความรู้สึกตัวสด ๆ ที่ปรากฏอยู่นี้นะครับ     เมื่อเคลื่อนมือก็รู้สึกวูบวาบขึ้นมา   ดังนั้นสติที่เข้าไปกำหนดรู้ขึ้นมา  มันจะบดบังสิ่งนี้จนหมดสิ้น   ดังนั้นเอง พอไปกำหนดรู้เข้ามันไปบังทันทีเลย  กว่าผมจะเข้าใจจุดนี้ได้  ผมล้มลุกคลุกคลานมากทีเดียว

วันหนึ่ง ผมจะเล่าเรื่องการชู้ตฟุตบอลของหลวงพ่ออีกนะครับ  ผมนั่งนวดตัวให้ท่าน  หลวงพ่อเมื่อยตัว  หลับตาแล้วก็นอน  ผมก็เมื่อย  ผมก็เบื่อ ท่านก็หลับ  ผมก็นวดไป พอเบื่อหน่าย จิตใจผมก็เริ่มเลื่อนลอย  ทันใดนั้นหลวงพ่อลืมตาขึ้นมาอย่างทันทีนะครับ  แล้วบอกผมว่าให้ทำในใจอย่างนี้  ผมเข้าใจท่านหลับ  ที่จริงท่านไม่ได้หลับ  แต่ท่านหลับตา  ผมก็นวดไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ บางทีก็ระแวงว่าหลวงพ่อหลับหรือยัง  พอถึงจุดหนึ่งผมเบื่อเต็มที่  ผมก็ปล่อย มือก็นวดไป  ท่านก็ลืมตาขึ้นมา  ทำในใจอย่างนี้  จุดนี้ผมถือว่าเป็นจุดของการชู้ตฟุตบอล ผมคิดว่าคนที่สามารถเล่นเกมนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่รู้วาระจิตของเพื่อนมนุษย์  มิเช่นนั้นความผิดพลาดก็จะเกิดขึ้น  แล้วในเหตุการณ์ถัดจากวันนั้น  กรุณาอย่าหาว่าผมเล่าเรื่องส่วนนี้   ถ้าไม่มีเรื่องนี้ก็ไม่รู้อีกแหละครับ  ขนาดผมไม่รู้  หลวงพ่อไม่ได้สอนอะไร  ไปอ่านหนังสือทุกเล่มเหมือนกัน  พูดอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นเอง  สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวหนังสือ  แต่คือตัวบทบาท  ซึ่งก็คือการทำอยู่เหนือเพื่อนมนุษย์  ดังนั้นหลวงพ่อวิ่งไปวิ่งมา  บางทีไปดึก ๆ ดื่น ๆ  วันหนึ่งถัดจากวันนั้น ผมนั่งอยู่ที่กุฏิ  ตามประสาผมเป็นคนช่างพูด  ผมก็เล่าอะไรให้หลวงพ่อฟังก็จำไม่ได้  ผมเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้  ไม่เฉลียวใจว่าท่านฟังหรือเปล่า  พอถึงโอกาสหนึ่ง  ผมเงยหน้าขึ้นไป  ผมเห็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของผม  ผมรู้สึกหลวงพ่อจะเอาชีวิตของผม  ท่านมอง สายตาของท่านเหมือนกับรู้อะไรบางอย่าง  ผมรู้สึกว่าท่านมองอยู่นานแล้วด้วย  แต่ไม่เฉลียวใจ มัวแต่พูดอะไรไปเรื่อย ๆ ตามประสาคนช่างพูด  ช่างคิด  พอเงยหน้าขึ้นไป  ผมเห็นสายตาที่น่ากลัวที่สุด  ราวจะเอาเลือดเอาเนื้อผมให้ได้

วันนั้นเอง  ผมรู้สึกหลวงพ่อนั่งอยู่ที่หัวใจของผม  ท่านแทรกเข้าไปในหัวใจของผม  อันนี้นะครับมันยากที่จะอธิบาย ทบทวนสิ่งที่ผ่านมาแล้วนอกจากสร้างภาพพจน์  แต่ในขณะที่มีประสบการณ์มุ่งและตรง  แต่ไม่มีช่องว่างระหว่างคนต่อคนเลยครับ เปรียบประดุจคนนอนหลับ ไม่ว่าต่างวัยต่างเพศจะไม่มีรอยต่อกัน  ผมรู้สึกเหมือนการทำอะไรบางสิ่ง  แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรครับ  18 ปีที่แล้วมา  ผมค่อย ๆ สถาปนาจิตสำนึกใหม่ขึ้นจากจิตสำนึกของ สกอล่าร์ (Scholar) หรือนักศึกษาที่หวังจะเป็นปราชญ์กับเขาสักคนหนึ่ง  ค่อย ๆ กลายเป็นคนที่รู้โดยไม่รู้อะไรเลย จากการอุปการะของหลวงพ่อ  ทุกครั้งที่ผมไปหาท่าน  ในมโนสำนึกของผมจำได้อยู่เรื่องเดียวครับ  รู้แล้วท่านก็มองหน้า แล้วก็ผลักทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้าไปในตัวเอง  จนหลายครั้งที่ผมนั่งฟังเทศนาของท่าน หลายตอนที่ผมเข้าใจดี  คงเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผมติดตามรอยเท้าท่านไปได้ระดับนั้น  แต่บางประโยคฟังแล้วไม่เข้าใจ เกิดฟังก็ว้าวุ่นขึ้นมาอีกแล้ว  คิดในใจว่าเดี๋ยวต้องไปถามท่าน  ( จบตอน 2 )  

ตอนที่ 3

วันนั้นพอหลวงพ่อเทศน์จบ  ท่านก็เดินกลับกุฏิ  ผมไปดักหน้าถามท่านว่า  ผมจะถามปัญหา  พอเห็นแววตาคู่เดิม ผมก็ลืม  หลวงพ่อบอกลืมปัญหาใช่มั้ย  ท่านบอกดีแล้วทิ้งไปเลย   วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ผมถามท่าน  และไม่เคยถามอีกเลย  หลวงพ่อไม่ใช่สัญลักษณ์ของยีเนียส หรือนักปราชญ์  แต่หลวงพ่อเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ไม่ต้องถาม   ไม่ก่อให้เกิดความคิด หรือคำถามใดขึ้นเลย  รู้และไม่ต้องรู้อะไร   ซึ่งเป็นความก้าวร้าวต่อความใคร่อยากจะรู้มาก ๆ     ดังนั้นเองในช่วงต้น หลวงพ่อแนะนำให้ผมยกมือ  ผมกระอักกระอ่วนมาก    ท่านบอกทำอย่างนี้สิเดี๋ยวก็จะดีเอง   6 ปีเศษผมไม่ยอมทำเลย   ผมคิดว่า เราต้องการคิดให้แตกหัก  ต้องการทวีทั้งปริมาณและคุณภาพของความรู้   ดังที่ท่านทราบดีว่า  แกนกลางของวิทยาการทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องที่จะทวีปริมาณ อย่างเช่น เศรษฐศาสตร์  คณิตศาสตร์  ก็คือการทวีปริมาณและคุณภาพภายใต้ห้วงเวลา  นี่คือแกนกลางของศิลปวิทยาการ    ภายใต้แกนกลางอันนี้  ถ้าว่าสิ่งนั้นไม่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ  วิทยาการจะจับไม่ได้เลยครับ  ในการคลุกคิดถึงอะไรสิ่งหนึ่งนั้น  เราก็ต้องการถึงสิ่งนั้นที่จะให้รู้ว่า  มันทวีหรือลดลงไปอย่างไร   แต่วิธีการของหลวงพ่อที่เรียกว่าเจริญสตินั้น   การที่ให้เรารู้ตัวนั้นก็คือการให้เราออกนอกการทวีและลดปริมาณภายใต้เหตุการณ์   ด้วยวิธีการเหล่านี้เองที่เกิดการชำแรกออกจากหลักการศึกษาทั้งหมดนะครับ การศึกษาของชาตินั้น ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน  ประเทศไหนก็ตามเป็นแกนกลางของการทวีปริมาณ   คล้าย ๆ เป็นฐานแล้วพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดสมบูรณ์สุด   จุดที่กระผมได้เรียนรู้จากหลวงพ่อ  จุดนี้นะครับ ในขั้นต้นท่านให้ยกมือซึ่งสะกัดกั้นไม่ให้จิตเสาะแสวงหาคุณค่าและปริมาณ ดังนั้นผู้ที่ติดอยู่ในกระแสของความคิด  หรือลักษณะนึกคิดมากจะไม่ชอบใจเลย  ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งไม่ชอบ  ถ้าพูดปริศนาให้ฟังให้คิดแล้วชอบ  หลวงพ่อพูดบ่อยเข้าจนผมจำอยู่ภายใต้จิตใจของผมโดยไม่รู้ตัว   วันหนึ่งผมเข้าห้องน้ำ  ประทานโทษที่ต้องเล่าเรื่องพิเรนทร์เช่นนี้  เกิดท้องผูกนั่งนาน  ก็ลองพลิกมือดู  ยกขึ้นมา   ยกไปยกมาพักหนึ่ง  นานพอสมควรก็รู้สึกมันแปลก  จิตใจมันเปลี่ยนไป  เรียกว่าแอบไปทำในส้วมครับ  รู้สึกแปลก ๆ ที่ต้องมานั่งยกมือเพราะเราชอบที่จะคิดตีค่าตีธรรมะ

อ.วัลลภ ตอนนั้นเป็นพระด้วยใช่มั้ย

อ.โกวิท ตอนนั้นเป็นพระ มันเขิน ๆ ยังไงก็ไม่รู้   จากจุดนี้ ผมก็เริ่มเรียนรู้ เริ่มศรัทธา แต่ศรัทธาอะไรผมจับไม่ได้ แต่ผมก็เริ่มปฏิบัติและปฏิบัติผิด ๆ 6 ปีเศษ  เรื่องนิดเดียวที่หลวงพ่อท้าทายว่า 3 คืนเท่านั้นที่คุณจะต้องเข้าถึง แต่ผมถึง 6 ปี  เพราะความดื้อรั้น  ความคิดมากมาย ความสงสัยไม่รู้จบ   ผมอยากจะเล่าอีกสักตอนหนึ่ง 

อ.วัลลภ   ผมขอขัดนิดหนึ่งนะครับอาจารย์  ได้ข่าวว่า ตอนที่อาจารย์ได้เข้าไปทำในห้องน้ำนี่  เคยได้ข่าวว่าอาจารย์เป็นคนธาตุแข็ง  อาจารย์บอกได้เรียนรู้และเท่าที่ผมเคยทราบ  อาจารย์ถ่ายได้สบายเลยตั้งแต่นั้นมา  ซึ่งที่จริงอันนี้  ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งแปลกมาก  ว่าการยกมือไม่ใช่การทำไปตามประสาบ้าบออะไร  อันนี้ตรงกับหลักที่อาจารย์หมอประเวศได้อธิบายนะครับว่า เกิดการพักผ่อนอะไรต่าง ๆ ขึ้น  สามารถทำให้ธาตุทุกอย่างที่ผิดปกติด้านอารมณ์และความคิดเป็นปกติได้  เอ่อ… ท่านอาจารย์โกวิท เขมานันทะภิกขุ ได้ค้นพบด้วยตัวเอง อยากให้ช่วยสรุปนิดหนึ่งว่า  เปลี่ยนแปลงนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ธาตุแข็งหมายถึงท้องผูกเหรอฮะ ( เสียงหัวเราะ)  คนที่ธาตุแข็งจะได้เรียนรู้ไปด้วยว่า ไม่น่าเชื่อ  อาจารย์ลองว่ามันคืออะไร 

อ.โกวิท เดี๋ยวนี้ยังผูกครับบางวัน  อันนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไรนัก  แต่ที่อาจารย์เสนอมาดีมากนะครับ  ผมนึกได้ถึงการกำหนดรู้หลังจากผมศรัทธาหลวงพ่อแล้ว  ผมก็ไปสอนชาวบ้านด้วย ทำไปด้วย  ต้องกำหนดอย่างนี้นะครับ  รู้ไปทั้งตัว แต่ไม่ใช่ธาตุแข็ง  แข็งไปทั้งตัว คิดอะไรไม่ออกเต็มไปด้วยพลังซึ่งผมพลาดอีกแล้ว   เพราะฉะนั้นหลวงพ่อได้เตือนผมหลายครั้งนะครับว่า  สิ่งที่แก้ไขยากที่สุดในการเจริญภาวนาให้ไปสุดสายนั้นคือเพ่ง  เพราะการเพ่งก็คือการสะกดจิตตัวเองก็จะสงบทันที  พอไปสงบแล้วเราไม่สามารถหันกลับได้ มันก็จะติดตัวนี้อยู่  พอติดตัวสงบ ก็เกิดผู้ยึด ผู้ติด  ยึดถือความสงบให้เป็นเป้าหมาย  ความสงบนั้นไปสูงสุดก็แค่ความสงบ  สงบเกินสงบไม่มีครับ   ผมจะยกอุปมาสักอันหนึ่ง  เมื่อเราจะเย็บผ้า 2 ชิ้นให้ติดกัน  เอาเข็มและด้ายมา สมมติว่าผ้าซึ่งหนา  ต่างว่าเป็นกระสอบป่านก็ได้นะครับ  พอเอาเข็มร้อยเข้าไป  พอเราแทงเข็มเข้าไปแล้ว  ปลายเข็มยังไม่ทะลุออกอีกด้านหนึ่ง   เชื่อว่ายังไงก็เย็บไม่เสร็จนะครับ   ต่อเมื่อปลายเข็มทะลุไปอีกด้านหนึ่ง  เหมือนที่เราเรียกว่าบาบีคิวแทงตลอดต่อจากนั้น  เมื่อเอาเข็มออกอีกด้านหนึ่งแล้วสลับด้าย  ดังนั้นการกำหนดรู้มันก็คือการติดยึด   จุดนี้ผมคิดว่าสำคัญมากนะครับในทิศทางที่หลวงพ่อได้พร่ำสอนสาธุชนศิษย์ของท่าน  เพราะว่าถ้าเป็นการเจริญสติ เป็นการกำหนดความรู้อะไรที่เป็นกรณีแล้ว  ก็ไม่มีความหมายอะไร  ในประเทศลังกา  ในธิเบตเขาก็สอนกันทั้งนั้นเลย  นี่เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งนะครับ  แม้ไม่สำคัญที่สุด  เรียกว่าเคล็ด  เทคนิคที่ผมกระทำผิดนี่นานครับ  ท่านเห็นผมยังไม่เข้าใจ  ท่านก็ลงมาแล้วยกมือให้ผมดู  แล้วถามว่า เห็นมั้ย  เห็นครับหลวงพ่อ  แล้วท่านก็ยกมือ อีกมือหนึ่งซ้อน ถามผมอีก   เห็นอีกมั้ย  เห็นบ้างไม่เห็นบ้างครับ  (อ.โกวิทหัวเราะ)  เห็นตัวหน้าตัวหลังเลือน  เห็นตัวหลังตัวหน้าเลือน  แล้วท่านถามผมว่า  ทำยังไงจึงเห็นหมด  ผมบอก  ต้องดูผ่านหมดครับหลวงพ่อ   หลวงพ่อบอก นั่นถูกแล้ว   เมื่อเราจะดูป่าไม้ เราจะไม่เห็นต้นไม้  ตัวเราเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง  เราจะไม่เห็นป่าเลย  ต้นไม้ต้นหนึ่งโค่นแล้วเราดูไม่ทันครับ   ในการเฝ้าดูเรื่องนี้  ในการเจริญภาวนา  เราไม่ต้องการจะหยุดอยู่ ดังนั้นเองต้องมองตลอดช่วงนั้น   เมื่อสมัยที่หลวงพ่อสอนใหม่ ๆ นั้น  คำพูดประโยคหนึ่งซึ่งมีความสลักสำคัญมาก  คำว่า  “อึดใจเดียว”    อึดใจเดียวแทงทะลุหมด   ถ้าไม่อึดใจเดียวแทงทะลุหมดจะไม่มีวันได้เลย  เพราะมัวไปดูมันสร้างความคิดขึ้น  ความคิดมันจะเกิด เช่น เห็นความสงบก็เห็นว่า  แหม…สงบดีจัง  หรือแม้กำลังดูความคิด มันก็คิดว่า กำลังดูความคิด  คิดซ้อนคิดตลอดเวลา  ด้วยวิธีชาญฉลาดที่หลวงพ่อเสนอขึ้นมานั้น  โดยแก้ปัญหาให้พุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล  แต่ว่าลำพังพูดภาษานั้น รู้ผลน้อยมาก  เพราะบทบาทที่แท้จริงของท่านคือการลงเล่นด้วย  ผมใช้โวหารนะครับ  ลงเล่นลูกด้วยครับ  ด้วยวิธีการนี้ ท่านได้กลายเป็นพี่เลี้ยงของผู้ปฏิบัติ  ผู้ถูกหลวงพ่อจับขังห้องก็ดี  ถูกบีบมือก็ตาม  หรือถูกท้าทายด้วยวิธีไหนก็ตามจะค่อย ๆ เรียนรู้อะไรบางสิ่ง  เฉพาะตัวผมจะเล่าเหตุการณ์ในสิงคโปร์ให้ฟัง  เพื่อประกอบในคราวที่หลวงพ่อได้เดินทางไปที่นั่น   ผมได้เห็นอะไรบางสิ่ง ซึ่งเป็นสากลอย่างยิ่งเลย

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงพยาบาล  โดยที่ประธานชมรมพุทธของวิทยาลัยโปลีเทคนิค  เอ่ยชื่อในทีนี้ก็ได้นะครับ คือคุณหยกเหลียน  เผอิญวันนั้นไม่มีคนเฝ้าไข้ ล่ามก็ไม่มีเลย  แต่ว่าหลวงพ่อและหยกเหลียนได้พูดกันด้วยอีกภาษาหนึ่ง  ภาษาหู  ภาษาตาของหลวงพ่อ  ต่อมาภายหลัง คุณหยกเหลียนได้เล่าให้กระผมฟังว่า มันเหมือนมีคำพูดผ่านทางหัวใจว่า  มาทำไม หยกเหลียนก็พูดเป็นภาษาอังกฤษซึ่งหลวงพ่อไม่รู้เรื่องด้วยว่า มาเรียนธรรมะ  หลวงพ่อลุกมาก็มาจับมือคุณหยกเหลียนเหมือนกับจะบอกว่า  จะมาเรียนธรรมะต้องพูด ต้องทำอย่างนี้  จากนั้น คุณหยกเหลียนได้กลายเป็นสานุศิษย์หลวงพ่อโดยที่ไม่ได้พูดกันด้วยภาษามนุษย์พูดกัน   มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น  ไม่ใช่หมายถึงเรื่องลี้ลับอะไรนะครับ  ไม่ใช่เรื่องจิตวิญญาณ  ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทักกันตรง ๆ  ผมเชื่อว่า  ผู้เจริญภาวนาในทางของหลวงพ่อแล้ว  ผมเชื่อ  จะเข้าใจได้ถึงการจับมือ  ผมคิดว่า นี่เป็นประตูที่สำคัญ  หลวงพ่อมักจะใช้คำว่า  ปรมัตถ์อาการซึ่งหลายคนก็ท่องกันจนขึ้นปากขึ้นใจ  นั่นเป็นสิ่งที่ประหลาดมาก  สำหรับผมที่เคยเรียนทฤษฎีมาบ้างครับ  สิ่งเหล่านี้ที่หลวงพ่อพูดขึ้นมาจากอะไรของท่านแล้วไปตรงกับที่ใครระบุไว้ในหลายพันปี  ต่อความหมายของตัววัตถุ  สำหรับหลวงพ่อแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้คือวัตถุ  แม้แต่จิต ความคิดก็เป็นวัตถุครับ  หรือจะอธิบายความคิดว่า ความคิดเป็น แอ๊บสแตรค (abstract)  หรือเป็นนามธรรม  ที่จริงความคิดก็คือรูป  เป็นสิ่งที่เป็นมโนคติ  จุดนี้เป็นจุดที่ละเอียดอ่อนมาก  ผลของการเคลื่อนมือ ก็เพื่อเร้าความรู้สึกตัวซึ่งซ่อนอยู่แล้ว  ถ้าไปสร้างความรู้สึกตัวขึ้นมันจะไปบดบังสิ่งนี้จนถึงวินาทีสุดท้าย 

สำหรับคนทั่วไป เมื่อพูดถึงความรู้สึกตัว  ก็ใช้ความคิดพูดถึงความรู้สึกตัว  ดังนั้นความรู้สึกนั้นเป็นความรู้สึกฝักฝ่ายอาเวธ  ดังนั้นคนทั่วไปจึงรู้สึกต่อสุขต่อทุกข์  แต่ความรู้สึกตัวล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับสุขทุกข์ครับ   ความรู้สึกสด ๆ ล้วน ๆ เป็นความเข้าใจโดยการเปรียบเทียบ  ผมจะอุปมาถึงชีวิต 3 ขั้นตอน  ออกจะพิเรนทร์สักหน่อย   สมมติคนคนหนึ่งตายลงไปหยก ๆ ต่อหน้าต่อตา  เซลล์ในร่างกายเขายังไม่ตาย  เราเรียกว่ายังไม่ตาย  คือตาและอวัยวะอย่างอื่นไปใช้ประโยชน์ได้  แต่บัดนี้ เขาตายแล้ว   สมมติว่า มีใครคนหนึ่งมีเวทมนตร์นะชุบชีวิตคนคนนั้นขึ้นมา  คำถามก็คือ อะไรเกิดขึ้นก่อน  เมื่อเราเฝ้าดูเราจะเห็นว่า การเคลื่อนไหวเกิดขึ้น เช่น ท้องเกิดพองยุบขึ้นมา  หรือเปลือกตาเริ่มเคลื่อนไหว  เขาอาจลุกขึ้นนั่ง  การสังเกตอย่างนี้ จะถูกสังเกตเห็นก่อน  ต่อจากนั้นคนคนนั้นถามว่า  เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร  ถามถึงบ้าน ลูกเมีย ถามถึงความหมาย  เหตุผลเรื่องการมาการไป  แต่สมมติว่า ศพอันนั้นเป็นตัวเราเอง สมมติว่าเราเป็นผู้ตายเสียเอง  ถ้าฟื้นขึ้นอีก อะไรจะเกิดขึ้นก่อนนะครับ  สิ่งนั้นคือ  ชีวิต เพราะชีวิตคือความรู้สึกตัวล้วน ๆ    ถ้วน ๆ ปราศจากความคิด  เป็นชีวิตที่ไม่มีความหมาย ไม่มีความจำ  หรือไม่มีคอนเซ็ปต์ ( concept) ใด ๆ ทั้งสิ้น   เปรียบเหมือนน้ำของแอปเปิ้ลหรือองุ่น  ล้วน ๆ ถ้วน ๆ ของมัน  โลกของผู้นั้นยังไม่มีความหมายอะไร  ไม่มีความหมายอะไร  ไม่มีระยะทาง ไม่มีกาลเวลา เป็นเพียงความรู้สึกตัวล้วน ๆ  แต่อีกสักครู่หนึ่ง  เขาจะไปสู่โลกของ คอนเซ็ปต์  (concept)  หรือความหมาย   ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร  ดังนั้นความรู้สึกตัวล้วน ๆ ที่หลวงพ่อสอน   ชีวิตมี 3 ส่วนแล้วนะครับ  ชีวิตเยี่ยงศพซึ่งเซลล์ยังไม่ตาย  เพราะชีวิตยังไม่ได้ตาย   เมื่อความตายเกิดขึ้นและชีวิตจบสิ้น  เมื่อความตายปรากฏ ชีวิตของศพยังมีอยู่แต่มันไม่มีความหมายอะไร  ศพนั้นเขาจะฆ่า แทง จะร้อน จะเย็น อ่อนแข็ง เขาไม่รู้ไม่เห็นทั้งนั้นนะครับ  และชีวิตที่ปราศจาก  คอนเซ็ปต์  (concept)   คือไม่มีความคิดครับ  อยู่นอกความคิดด้วยประการทั้งปวง  คือความรู้สึกตัวล้วน ๆ    ต่อมา ชีวิตของความหมายและ  คอนเซ็ปต์ (concept)   ชีวิต  ภายใต้ความคิด 3 ระดับนี้ มีคำถามว่า  เมื่อเราจะเจริญภาวนา  เราจะจับเอาชีวิตอันไหนและจับอย่างไร  ตามที่ผมเข้าใจนะครับ ต้องเอาตัวชีวิตล้วน ๆ ถ้วน ๆ อึดใจเดียว  ต้องเข้าถึงความรู้สึกล้วน ๆ ถ้วน ๆ ไม่ใช่คิดว่ากำลังเจริญสติ  โดยที่เรายกมือก็คิดว่า เราเป็นผู้เจริญภาวนา  และถ้าเมื่อเกิดสงบขึ้นก็คิดซ้อนคิดว่า สงบดี จริง ๆ  ทำไงน้อ….ถึงจะได้อีก  ยิ่งกำหนดรู้เข้ายิ่งเกิดความคิดใหญ่เลย  และตึงเครียดเสียดทาน

ปัญหานี้เราสามารถสำรวจเข้าสู่ปัญหาทางจิตวิทยาได้นะครับว่า  เรานอนหลับสนิทโดยไม่มีความฝัน   แพทย์และจิตแพทย์บอกเราได้ว่า คืนหนึ่ง 8 ชั่วโมง ที่จริงเราฝันตั้ง 5 ชั่วโมง  เราขึ้นสู่ความฝันเพราะความคิดก็คือความฝันนั่นเอง   ขณะที่เราหลับจริง ๆ เพียง 3 ชั่วโมง พระพุทธเจ้าเสด็จพระบรรทมเพียง 3 ชั่วโมง เพราะความหลับสนิทจริง ๆ  การหลับสนิทที่ไร้ฝันนะครับ  ชีวิตไม่มีความหมายอะไร  ไม่เป็นหญิงเป็นชายทั้งนั้น  ความรู้สึกตัวล้วน ๆ ถ้วน ๆ นั้นมี เสมือนถนนสายสำคัญที่สุดในชีวิต เป็นปากประตูที่ไปถึงที่สุดแห่งความรู้สึก  เมื่อพระโสณะ  และพระอุตตระ ประกาศสัจจธรรมของพระพุทธเจ้าสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งได้นำเนื้อหาเรื่องพรหมจารีสูตร ที่ว่าด้วยเรื่องเวทนานะครับ  พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในแผ่นดินนี้  ตถาคตเจ้ารู้แจ้งแห่งที่สุดของเวทนา  ที่สุดแห่งเวทนาคือความตายนะครับ  ที่หลวงพ่อระบุมากที่สุดถ้าไม่มีจุดนี้ ไม่มีหลวงพ่อครับ  มันตายลงต่อหน้า เชือกขาดผึง ตกในความรู้สึกลึกแล้วเกิดใหม่    ถ้าเราทบทวนดูฝ่ายโลกของคริสเตียน  ดูทั้งกรณีของปอลที่ไปเมืองดาลัสกัส ที่ไปตกหลังม้านะครับ  เกิดเข้าถึงอีกชีวิตหนึ่ง  ที่มักเรียกว่า Seselection ?  ชีวิตใหม่ในพระองค์ผู้เป็นเจ้า  ชีวิตนิรันดรนะครับ  สำหรับประสบการณ์ของหลวงพ่อนั้น ไม่เป็นเพียงประสบการณ์ของชาวพุทธเท่านั้น  มันช่างประสานกับเส้นทางจิตวิญญาณได้ทั่วทุกมุมโลกตามความเข้าใจของผม ผมใคร่จะทบทวนถึงความรู้สึกตัวนะครับ ความรู้สึกสด ๆ คือตัวชีวิต  ถ้าความรู้สึกนั้นเหือดหายไป  ชีวิตจบสิ้นลง  แต่ความรู้สึกตัวล้วน ๆ ถ้วน ๆ ที่หลวงพ่อระบุถึงอยู่  ดังนั้นเวลาเคลื่อนไหวให้รู้   รู้เฉย ๆ  รู้ล้วน ๆ ถ้วน ๆ อย่ารู้ซ้ำรู้  รู้แล้วทิ้งเลย และไม่ต้องรู้อะไร  น่าประหลาดอะไรไม่ทราบที่ว่าเวลาเหล่านี้จะถูกผูกปมอยู่ภายใต้วัฒนธรรม  ภายใต้เครื่องแบบ  ภายใต้ยี่ห้อ  แต่เนื้อหาของมัน อยู่นอกเหนือสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดทั้งสิ้น

อ.วัลลภ ดูเหมือนท่านไม่ได้แบ่งแยกเลยนะฮะ   ถ้าฟังตะกี้ คล้าย ๆ ท่านมีอารมณ์ร้ายแต่ไม่ใช่อารมณ์ร้ายนะ  เพราะที่ผมเคยฟังจากท่านว่า ครั้งหนึ่งหลวงพ่อเทียนท่านสอนแบบแปลกพิสดาร และมีพระผู้ใหญ่ฟังท่านแล้ว รู้สึกประณามท่านอย่างรุนแรง  แต่ว่าท่านแสดงกิริยายังไงครับอาจารย์  อันนี้แสดงว่าอารมณ์ที่จริงแล้วไม่ได้แปลว่าอารมณ์แปลกประหลาด หรือจะกินเลือดอาจารย์  คงเป็นเทคนิคอะไรสักอย่าง

อ.โกวิท ขอบคุณมากที่อาจารย์เตือนขึ้นมา  ผมอาจจะพูดทั้งเรื่องที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า subjective ไปหน่อย  เรื่องเฉพาะตัวไปหน่อย ซึ่งที่จริงแล้วผมคิดว่า  หลวงพ่อเองแสดงตัวหลายบทบาทมากต่อคนหลายประเภท ที่อาจารย์ระวีได้ระบุถึง คำสดุดีอย่างสะเทือนอารมณ์  แต่สิ่งที่ผมเห็นว่า เป็นสิ่งที่น่ากลัวนั้น  ผมคือใคร  ผมคือตัวช่างพูด ตัวช่างคิด  และผมตอนนั้นไม่ใช่ร่างกายรูปนามนี้  ดังนั้นตัวช่างคิดจึงสปริงตัว  สภาพไม่คิดเลย  การสปริงตัวทำให้ผมตระหนกขึ้นมา  หลวงพ่อเป็นคนใจดีมาก ๆ ผมไปเยี่ยมที่วัด เห็นท่านชุนจีวรท่านเอง  แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ผมจะพูดในที่นี้คือ  หลวงพ่อเป็นคนธรรมดามาก ๆ ครับ  ในความธรรมดานั้นเอง  ผมถือว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนมนุษย์ ท่านไม่ใช่อัจฉริยะที่พวกเราจะเข้าไม่ถึง  หลวงพ่อพูดเสมอว่า หลวงพ่อไม่รู้อะไร  ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว  ท่านมีกิเลสอะไร ตายเสียเมื่อไรก็ได้  ผมก็ไม่เชื่อ  หลังจากที่เชื่อท่านแล้ว  ก็ไม่เชื่อท่านอีกว่า ท่านไม่รู้อะไร  หลวงพ่อไม่รู้จริง ๆ หลวงพ่อบอกว่ารู้  ท่านจะกลับไปกลับมา  ผมมานั่งคิดว่า หาประโยชน์จากหลวงพ่อไม่ได้เลย เพราะท่านพลิกไปพลิกมา  แต่อาจารย์ต้องเข้าใจนะครับว่า ท่านไม่ใช่คนตลบตะแลง ท่านซื่อ  ท่านเป็นมนุษย์ที่ซื่อที่สุดเท่าที่ผมเคยพบ  เท่าที่ผมมีชีวิตอยู่ 50 ปี นี้นะครับ  ครึ่งศตวรรษพอดี  “ ผมยังไม่เคยพบมนุษย์คนไหน” ที่บอกข่าวสารอย่างซื่อตรงที่สุด  ไม่เคยกลับกลอก แต่ตัวกลับกลอกคือตัวความคิด  จะเป็นตัวผมเองก็ได้ครับ คือเราเข้าหาท่าน  กระจกนั้นตรงดี  แต่เราแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเราเอง  ในที่สุด ภาพที่ปรากฏกลายเป็นอะไรไม่รู้  หากเราเลิกซุกซน เลิกแลบลิ้นหลอกลวง เลิกยักคิ้วหลอกตัวเอง  จะพบว่า กระจกบานนี้ช่างสัตย์ซื่อดีที่สุดเท่าที่เราเคยใช้มา  หลวงพ่อไม่เคยมีเรื่องอย่างนั้น  ขอโทษเรื่องเมีย  ครั้งหนึ่ง  ผมเคยถามหลวงพ่อ  ทานโทษไม่ใช่ผมครับคือลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ คือคุณวอนนี่ครับ  ชมเชยกับผมว่า เป็นคนมีปัญญามาก  ตอนหลวงพ่อไปสิงคโปร์ก็จัดภาวนาอย่างต่อเนื่อง  วอนนี่เขาศรัทธาหลวงพ่อ  เขาชมหลวงพ่อทั้งรูปหล่อทั้งใจดี  แล้วเราก็เดินจงกรม  เดินทั้งคืน  ถึงวันสุดท้าย  ดวงตาของเขาเริ่มเหม่อลอย  ผมเริ่มสังเกตเห็นเป็นคนแรก  ตอนนั้นหลวงพ่อเริ่มเจ็บป่วยเป็นมะเร็งครับ  ซึ่งท่านพูดว่า มะเร็งเรื่องป่วยทางกายไม่เกี่ยวกับจิตใจนะครับต้องเข้าใจดี  โรคทางกายคนละเรื่องกัน  หลวงพ่อนอนป่วยอยู่ครับไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง  ผมไปบอกหลวงพ่อว่า  หลวงพ่อครับ วอนนี่เป็นอะไรก็ไม่รู้ตาเลื่อนลอย  ทั้ง ๆ ที่นอนเจ็บอยู่กับพื้น หลวงพ่อลุกขึ้นห่มจีวรอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งผมแปลกใจมากในความกระฉับกระเฉงนี้  แล้วหลวงพ่อคว้าข้อมือคุณวอนนี่จูงออกไป พูดอะไรก็ไม่รู้  อาจารย์ชูศรีเป็นล่าม  ต่อมาผมซักไซ้ว่าหลวงพ่อพูดอะไรกับคุณบ้าง เขาบอกฟังไม่รู้เรื่อง  หลวงพ่อพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่รู้สึกแปลกมากจากสัมผัสที่หลวงพ่อบีบมือ  อันนี้เป็นข้ออธิบายของผมครับ  ผิดพลาดผมรับผิดชอบครับ  ว่า เมื่อปฏิบัติธรรมะ เร้าความรู้สึกตัวมาถึงจุดหนึ่ง  ตัวตื่น  ตัวโพธิ์  ตัวพุทธะ เรียกอะไรไม่สำคัญในร่างกายทั้งหมดนี้  มีสิ่งหนึ่ง ความว่องไวของ sensitivity  ซึ่งเปรียบประดุจเครื่องเรดาร์  หรือฟิล์มถ่ายรูปซึ่งไวแสง  เมื่อปลุกตื่นแล้วเนี่ยอะไรเข้ามาก่อนมันจะจับตัวนั้นก่อน  ต่อมา  ผมถามหลวงพ่อว่า  ถ้าเราช่วยเขาไม่ทันในช่วงนั้นเขาจะรู้มั้ย  หลวงพ่อบอกว่ารู้แต่เขาเป็นของคนอื่น  ไม่ทราบเข้าใจมั้ยครับ

ผมเห็นหลวงพ่อบีบมือ  แล้วบอกรู้วัตถุ  รู้ปรมัตถ์ รู้อาการ  ผมเป็นคนอธิบายเองนะครับ  เราจะจำพ่อแม่ของเราได้คือคนแรกที่พูดประโยคแรกถัดจากรู้  เขาเหมือนคนเกิดใหม่  เหตุการณ์ทั้งหมดในความจำถูก ลบออกแล้วก็เริ่มต้นชีวิตใหม่  และวอนนี่นี่เองมีเรื่องขำ  คือก่อนที่เขาจะมาหาหลวงพ่อ เขาทะเลาะกับภรรยา  ภรรยาเขาไม่อยากให้มาปฏิบัติธรรมเลย เชื่อว่าเป็นโยมก็ต้องปฏิบัติแบบโยม  ซึ่งหลายท่านที่อยู่กับหลวงพ่อพบว่า  คำว่าโยม คำว่าบวช คำว่าสึก คำว่าพระ  ไม่มีความหมายใด ๆ ทั้งสิ้น บนหนทางเส้นนี้  มันขึ้นกับสติปัญญา ความรู้สึกตัวและความขยันอย่างต่อเนื่องเท่านั้น  วอนนี่ทะเลาะกับภรรยาอย่างรุนแรง  เหตุที่ทะเลาะเพราะจะมาหาหลวงพ่อ  วันนั้นหลวงพ่อพูดจบ เขาค้างใจอยู่เรื่องหนึ่ง  ก็ถามว่า มีสาเหตุปัจจัยอะไร ที่ทำให้หลวงพ่อทั้ง ๆ ที่เป็นโยมนุ่งกางเกงขาสั้นบ้าง ขายาวบ้าง เรียนรู้ธรรมะถึงที่สุดภายในคืนเดียว  ผมมหัศจรรย์ใจมาก หลวงพ่อตอบว่า เพราะหลวงพ่อไม่เคยทะเลาะกับเมีย  วอนนี่บอกผมงงไปหมดเลย  ตอนนั้น ผมเรียนถามหลวงพ่อไม่เคยทะเลาะจริง ๆ หลวงพ่อบอกครั้งเดียวในชีวิต ดังนั้นเองหลวงพ่อไปปฏิบัติธรรมะ เรื่องนี้เป็นที่เล่ากัน สนุกชื่นใจนะครับ  ผมจะเล่าสั้น ๆ และบางท่านคงจะรู้ดีกว่าผม  หลวงพ่อจัดงานบุญที่วัด  แล้วมอบหมายให้ภรรยาเป็นคนจ่ายค่าหมอลำ  ภรรยาท่านซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่น้อง ทั้งรักและเกรงกลัวหลวงพ่อ  และตัดสินใจไม่ได้แล้วถามท่านกลางงาน หลวงพ่อก็ดุเอา  บอกมอบหน้าที่แล้ว ทำไมต้องมาถามให้ยุ่งยากขึ้น  แล้วตอนตกเย็นหลวงพ่อก็ไปขอโทษ  ตอนนั้นท่านยังไม่ได้บวชครับ  ขอโทษว่าเมื่อกี้เราโกรธเจ้า  พูดอย่างนี้ผมเลียนคำพูดของท่าน  ภรรยาของท่านก็บอกว่าโกรธข้า เจ้าก็ลงนรกคนเดียวนะสิ  หมายความว่าไม่มีใครลงด้วย  โกรธใครก็ลงคนเดียวเท่านั้นเอง  หลวงพ่อเกิดความคิดในใจว่า  ถ้าละความโกรธไม่ได้ท่านจะไม่กลับมาทำงาน หรือไม่กลับมาอยู่บ้านเลย  ต่อจากนั้นท่านก็เริ่มไปวัด ไปภาวนา 

นี่คือ สาเหตุทั้งหมดที่หลวงพ่อกลายมาเป็นผู้ที่เรานับถือบูชา จากภรรยาคู่ชีวิตที่ดีที่สุด  เท่าที่หลวงพ่อพูดให้ฟังหลวงพ่อไม่เคยโกรธใครครับ  ครั้งสุดท้ายที่โกรธภรรยาครั้งนั้น เวลาแสดงออกนั้น เราต้องรู้นะครับ  เวลาแสดงออกหลายครั้งหลายหนที่ผมพาเพื่อนชาวต่างชาติไป ผมพบอะไรที่ไม่เหมือนกันสักหนเดียว  แล้วแต่ใครจะพาไป และพาใครไป  ครั้งหนึ่ง ผมพาพระภิกษุธิเบตไปหา  ผมเองก็งง  สมัยนั้นยังไม่คุ้นดีกับหลวงพ่อ  ผมเห็นท่านออกท่านักเลง ท้าทายพระธิเบตนั้น  ผมใจไม่ดีเลย  เพราะเป็นเพื่อนต่างชาติด้วย แล้วเขาก็ซักไซ้หลวงพ่อ  หลวงพ่อก็พูดทำนองติเตียนกลับไปบ้านได้แล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติจะอยู่ทำไม  อย่ามาอยู่บ้านเรือนของเรา  พูดเป็นเจ้าของประเทศขึ้นมา  เพื่อนคนนั้นกลัดกลุ้มมาก  3 เดือนให้หลังเจออีกครั้ง  ผมถาม ตอนนี้อยู่ที่ไหน  ผมเห็นท่าทีของเขาเปลี่ยนไป  เฉย ๆ จากคนช่างพูด  เขาบอกปะทะคารมกับหลวงพ่อ แล้วกลุ้มขึ้นมา  หนีไปอยู่คนเดียว ปฏิบัติเดินจงกรม ขี้เกียจตอแยทางความคิดกับคนอื่น  สิ่งนี้อาจเป็นอุบัติเหตุที่ว่า  ครั้งหนึ่งผมคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ  เดี๋ยวหลวงพ่อพลิกตรงนั้น  พลิกตรงนี้กับบางคนนี่นะ  ผมยกตัวอย่างกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง  ที่หลวงพ่อให้ความรักเอ็นดูมาก   หลวงพ่อสอนเขาที  หลวงพ่อให้เอากีตาร์มาเล่นดนตรีให้ฟังสิ  ไปอีกแบบหนึ่งครับ

ดังนั้นเราไม่สามารถจับได้เลยว่าท่านอยู่ในจุดไหน  แต่เรารู้เมื่อเราชู้ตลูกเข้าไปในโกลนั่น  เราจะค่อย ๆ ตื่นตัวขึ้นมา  อ้อ…หลวงพ่อไม่ได้เป็นอย่างนั้น  ในที่สุด  เดี๋ยวนี้ผมไม่รู้หลวงพ่อเป็นอะไร  แต่ผมคิดว่า ท่านเป็นนักชู้ตที่แม่นยำ  ผมใช้ภาษาของผมเองนะครับ  ดังนั้นผู้ใดที่มีความรักความศรัทธา  มีความเชื่อนะครับ  น้อมใจแล้ว ท่านพูดเสมอว่า เพราะความไม่เชื่อนั้นเองมันก็บังไว้  ถ้าเชื่อผู้นำนั้นเป็นคนไม่รู้จริง  ผู้นำก็จะบังไว้จนวินาทีสุดท้ายเหมือนกัน  แต่ถ้าผู้นำทางวิญญาณที่รู้จริง  ไม่ช้า ไม่นาน ทำนบกำแพงนั้นถูกสั่นเขย่าทันทีนะครับ  ผมคิดว่า หลายท่านที่รู้จักหลวงพ่อมากมาย  ผมรู้จักนิดเดียว  แต่เท่าที่รู้  ผมรู้สึกว่า นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้วที่วัฒนธรรมสติปัฏฐาน 4  การเจริญสติบนฐานทั้ง 4 ถูกประกาศเพื่อคาน  thesis  หรือคำสอนหลักของอุปนิษัท หรือของพราหมณ์   วัฒนธรรมการเจริญสตินั้น เกิดขึ้นใต้ต้นโพธิ์นะครับ  ไม่ได้เกิดตอนพระพุทธเจ้าออกบวช  ตอนพระพุทธเจ้าออกบวช ท่านไปเรียนกับอุททก อาฬารดาบส และท่านก็เรียนเอาสมถะจนสูงสุดสมัยนั้น  แล้วสมัยนั้นเขานับถือมาก  อุททก อาฬารดาบส 2 ดาบสผู้ยิ่งใหญ่ เป็นพระอรหันต์ของสังคมเดียวเท่านั้น  พระพุทธเจ้าเรียนถึงที่สุดแล้ว ท่านพบว่า สิ่งนี้เรียกว่า กุปปธรรม คือสิ่งที่พิการได้ ยังอาพาธ ได้  คือต้องปรุงต้องแต่ง  ต้องกระทำสมถะอยู่เรื่อย ๆ พระพุทธเจ้าเลยบอกลา  คำถามที่ผุดขึ้นในใจผมเดี๋ยวนี้คือว่า  ถ้าสมถะการเจริญญาณเท่านั้นไปถึงที่สุดจริงแล้ว  เพราะอะไรพระพุทธเจ้าจึงบอกเลิกครับ  ทำไมท่านไม่ทำต่อไปให้จบถึงที่สุด   

ดังนั้นตอนที่พระพุทธเจ้าฉันข้าวของนางสุชาดานั่นเอง  ท่านลอยถาด  จริง ๆ ถาดจะทวนน้ำจริงหรืออย่างไรไม่มีใครทราบหรอกครับ  เพราะนางสุชาดานั้นไม่มีในพระไตรปิฎก  เพิ่งแต่งเอาทีหลัง  แต่ตัวจริงจะมีหรือไม่มีก็ได้  ชื่อสุชาดาเพิ่งเติมขึ้นอยู่ในคัมภีร์อรรถกถา  เพราะท่านลอยถาดทองหลังจากฉันภัตราหารแล้ว  ตามเรื่องถาดนั้นลอยทวนกระแสไปสู่ต้นน้ำ  มันจะลอยจริงหรือไม่จริงไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ  แต่ในการรับทราบของเจ้าชาย หรือศากยมุนีนะครับ ผมคิดว่า ท่านประจักษ์แจ้งต่อความผิดพลาดทั้งมวลตลอดช่วง 6 ปี ที่ท่านแสวงหาคือ ท่านตามกระแสอารมณ์เข้าไปในความคิดตลอดกาล  ที่ตรงนั้นเองที่ท่านเริ่มสังเกตเห็นสิ่งใหม่  คือเริ่มเข้าใจว่า  ต้องทวนสิ่งต้นที่สุดของฐานความคิดออกมา  ทีนี้จะออกที่ตรงไหน ต้องกลับไปที่ตรงนั้น  แต่ท่านก็ยังไม่รู้อะไร เพียงแต่เริ่มไหวขานรับสิ่งที่ท่านสังเกต  ที่ท่านเห็น  ลำธารนั้นไม่ใช่แม่น้ำเนรัญชรา คือกระแสอารมณ์ภายใน  จากนั้นท่านก็เริ่มข้ามแม่น้ำเนรัญชราแล้วไปนั่งใต้ต้นโพธิ์และภายในคืนเดียวนั้นเอง  พระพุทธเจ้าของเราก็อุบัติขึ้นในช่วงเช้าตรู่โดยการทวนกระแสเข้าไป  ซึ่งหลวงพ่อพูดเสมอว่า    อย่าเข้าไปในความคิด  อย่าหยุดความคิด ให้ดูความคิด รู้สึกมันเข้าไป แล้วมันจะเข้าไปสู่จุดนั้นโดยแน่นอน

(จบตอนที่ 3)

หมายเหตุ ตอนที่ 3   ขอขอบคุณ คุณพรพนาที่มาช่วยอ่าน   ทำให้พิมพ์ได้เร็วขึ้น จนถึงต้นฉบับหน้าที่  22  ระหว่างอ่านและพิมพ์ จะมีเรื่องขำของการอ่านเว้นวรรคตอน หรือ สงสัยว่าเนื้อความไม่ถูกต้อง  ดิฉันถามคุณพรพนาว่า รู้ได้อย่างไรว่าไม่ถูก เป็นผู้บรรยายเองหรือ

ได้เปลี่ยนการวรรคตอนบ้าง    ส่วนเนื้อความคงไว้ตามเดิม   ที่มีเครื่องหมาย  แสดงว่าผู้พิมพ์ไม่แน่ใจว่าถูก  แต่คงไว้ตามต้นฉบับเดิม  เพราะจากประสบการณ์ที่กลุ่มเคยร่วมอาจาริยบูชาเนื่องในวาระจะครบ 100 ปี  ท่านอาจารย์พุทธทาส  อินทปัญโญ  วันที่ 27 พ.ค. 2549 ด้วยการช่วยกันถอดเทปคำบรรยายจำนวน 9 ชุด  164 ม้วน  เพื่อจัดทำหนังสือธรรมโฆษณ์ให้ครบ 100 เล่ม   ดิฉันทำหน้าที่ถอดเทป  พิมพ์ และตรวจสอบความถูกต้องของงานก่อนส่งต้นฉบับนั้น คือฟังได้อย่างไร  ถอดคำตามนั้น ไม่แก้ไข

23 พ.ย.2545