#echo banner="" ชั่วอึดใจเดียว หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชั่วอึดใจเดียว
จากหนังสือชุดอิสรภาพแห่งชีวิต
เรื่อง
สำหรับผู้เห็นความคิด
โดย บุรัญชัย จงกลนี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 004525 - โดยคุณ : ลูกเต่า [ 6 มี.ค. 2545]

เนื้อความ :

เตือนจิตสะกิดใจ 2 : ชั่วอึดใจเดียว

มีการสนทนาซักถามโต้ตอบระหว่างผู้มาปฏิบัติธรรมกับ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ส่งผลได้อย่างรวดเร็ว ชนิดที่เรียกได้ว่า “ ชั่วอึดใจเดียว ” ดังมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ปุจฉา : ความสงบที่หลวงพ่อพูดถึงคืออะไรครับ ?

วิสัชนา : ความที่เราสนใจกันนั้น โดยมากคนไปทำมันขึ้นมาให้สงบ ส่วนคำว่า สงบในพุทธศาสนาคือการจบเรื่องกัน หยุดแสวงหา ไม่ศึกษาอะไรที่ไหนอีกแล้ว

ปุจฉา : หมายถึงปล่อยวางใช่ไหมครับ?

วิสัชนา : จะหมายถึงปล่อยวางก็ได้ คำพูดมันเป็นเพียงการสมมุติ คือเรื่องมันจบกัน คือหมดการศึกษาอะไรต่อไปอีก หยุดการเดินหน้า หยุดการถอยหลัง หยุดการไป การมา ทั้งหมด แต่คนเรามักจะพยายามไปสร้างความสงบให้เกิดขึ้น โดยเข้าใจว่าต้องนั่งเอามือประสานกันที่หน้าตักแล้วหลับตาลงจึงจะสงบ นั่นไม่ใช่ความสงบ นั่นเราไปสร้างมันขึ้นมา ความสงบมันมีอยู่แล้ว อย่างคนเรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ นี่ก็เรียกว่าสงบได้ ไม่คิดอะไรใช่ไหม คือเฉย ๆ อยู่ ลักษณะนี้แหละสงบ ใครพูดอะไรก็ต้องได้ยินและรู้เรื่อง ตามองก็เห็น นี่ก็เรียกว่าสงบ ไม่ต้องไปทำอะไร แต่จะหลับตาก็ได้ไม่หลับตาก็ได้ ไม่ได้ห้าม หน้าที่ของตาคือสามารถมองเห็น เราก็ให้มันทำตามหน้าที่ของมันเท่านั้นเอง อย่าไปฝืนมัน ถ้าไปฝืนธรรมชาติของมัน มันก็ไม่สงบ

ปุจฉา : ผมพยายามทำใจให้ปล่อยวางให้สงบ

วิสัชนา : นั่นแหละมันไม่เข้าใจ อันความพยายามทำความปล่อยวางนั่นแหละ เราไปจับมันเข้าไว้แล้ว เราไม่รู้ความคิดแล้ว เราไปคิดมันขึ้นมาว่า ” จะปล่อยวาง ” มันจึงเป็นสองเรื่องแล้ว มันเป็นความคิดสองชั้นแล้วนั่นน่ะ มันไม่รู้จักวิธีปล่อยวาง มันทุกข์นะ เมื่อเราไปคิดพยายามปล่อยวางมัน มันเป็นสองทุกข์เข้าไปแล้ว หนึ่งมันคิดไปตามเรื่องของมัน สองเราพยายามปล่อยวางมัน เป็นสองทุกข์เข้าแล้วนะ ไม่ใช่ให้เราพยายามมัน ที่เราไปพยายามนั่นแหละ เราไปทำให้มันทุกข์แล้ว

ปุจฉา : แล้วจะทำอย่างไรครับ ?

วิสัชนา : เราเพียงรู้ ไม่คิด คือพอดีเราคิดขึ้นมา เราปล่อยทันที มาทำความรู้สึกตัว กำมือเข้ามา แบมือออกไปก็ได้ แล้วเราจะได้รู้สถานที่ที่ตรงนั้นเองที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า ทุกข์ให้กำหนดรู้ สมุทัยต้องละ นิโรธทำให้แจ้ง มรรคต้องเจริญ แต่นี่เราไม่รู้ตัว พอมันคิดแล้วเราก็ไปคิดอีก มันก็เลยเป็นสองชั้น ทีนี้พอมันคิดเราก็มาทำความรู้สึกตัว มันจะวางของมันเอง

ปุจฉา : ประโยชน์ของมันล่ะครับ ?

วิสัชนา : ประโยชน์หรือผลของมันคือ ความไม่มีทุกข์ ซึ่งมันมีในคนทุกคนอยู่แล้ว เมื่อมันคิดขึ้นมา เราอย่าพยายามให้มันหยุด อย่าไปห้าม เรามารู้สึกตัว แล้วมันจะวางความคิดมาอยู่กับความรู้สึกตัว มันจะหยุด ทำบ่อย ๆ ทำไปแล้วคุณจะรู้เอง และ เมื่อคุณรู้คุณจะร้องอ๋อ คุณรู้เองแล้วคุณจะต้องแจ้ง ไม่ใช่หลวงพ่อพูดแล้วคุณจะรู้ได้ ก็รู้ได้แต่รู้ได้เพียงสัญญา

ปุจฉา : หลุดพ้นไปใช่ไหมครับ ?

วิสัชนา : เมื่อมันยังไม่แจ้ง มันก็พ้นไปไม่ได้

ปุจฉา : ที่หลวงพ่อพูดว่าให้พลิกมือ หรือให้รู้สึกตัวนี้ เพื่อให้มันปล่อยจากความคิด โดยปกติคนทั่ว ๆ ไปเวลาทุกข์ขึ้นมาก็ไปฟังเพลง ไปดูหนัง ไปเดินเล่น อันนั้นมันต่างไปจากที่หลวงพ่อแนะนำอย่างไร เพราะวิธีนั้น ก็ลืมของเขาได้เหมือนกัน

วิสัชนา : มันต่างกัน อันนั้นเขาเรียกว่า “ระงับได้” เคยเห็นโคลนตมไหม พอวัวควายเดินเหยียบน้ำเหยียบตมลงไป น้ำมันต้องขุ่นใช่ไหม อย่างที่เราไปดูหนังดูละครหรือเราไปนั่งทำความสงบ ตมตะกอนนั้นมันไม่ออก มันยังขังอยู่ที่นั่น มันพร้อมจะผุดขึ้นมา ส่วนอันนี้มันคนละเรื่องกัน อย่างที่หลวงพ่อพูด พอมันคิด เราทำความรู้สึกตัว มันจะวางความคิดเหมือนเราเหมือนกับเราเอาน้ำในขวดที่มีตะกอนไปกรอง ตะกอนอยู่ส่วนตะกอน น้ำอยู่ส่วนน้ำ จริง ๆ แล้วน้ำไม่ได้ขุ่น น้ำมันก็เป็นน้ำ ตะกอนก็อยู่ส่วนตะกอน อย่างที่เราว่าจิตใจเราคิดมันทุกข์ แต่ความจริงใจมันไม่ได้ทุกข์ แต่เราไปเข้าใจว่ามันทุกข์ มันไม่ใช่ใจทุกข์นะ ตัวทุกข์นั้นคือตัวคิดนั่นเอง พอดี มันคิดปุ๊ป เราก็เลยเข้าไปในความคิด แล้วเราหยุดมันไม่เป็น มันจึงคิดต่อเรื่อยไป แล้วเราก็ไปหาวิธีระงับโดยการไปเที่ยวเตร่แต่ความจริงสิ่งนั้นไม่สามารถที่จะระงับทุกข์ได้ เป็นเพียงเราไปทำให้มันลืมชั่วคราวเท่านั้นเอง

ปุจฉา : คือพิจารณาว่า สิ่งนี้ไม่ควรยึดมั่น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ควรปล่อยวางใช่ไหมครับ ?

วิสัชนา : ไม่ใช่ นั่นมันเพิ่มขึ้นมาเป็นสองคิดแล้ว นี่มันเป็นสองทุกข์แล้ว " พอดีมันคิดปุ๊ป เรารู้สึก มันหายไปเอง ถ้าไปพิจารณาว่าเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา มันเป็นวิตกวิจารณ์ เป็นคิดไปแล้ว "

ปุจฉา : พอคิดปุ๊ป ก็รู้สึกตัว ความรู้สึกตัวอันนี้ต่างหากที่มีผลให้มันหยุดเองใช่ไหมครับ ?

วิสัชนา : ใช่ นั่นแหละ ข้อสำคัญทำให้มันรู้ มันเป็น ไม่ใช่ให้มันรู้โดยสัญญา คิดรู้เอาจากการศึกษา จากตำรา หรือ จากการตรองเอาตามเหตุตามผล

ปุจฉา : สรุปว่า ความคิดที่อยู่ใต้โมหะ ( ความไม่รู้สึกตัว) นี่เราต้องปัดมันไปเลยใช่ไหมครับ ?

วิสัชนา : ปัดไปเลย

ปุจฉา : แต่ความคิดที่เป็นไปด้วยสติปัญญา เราต้องคิดเพื่อการเพื่องานของเรา เราต้องคิดใช่ไหมครับ?

วิสัชนา : อันนั้นถ้าไม่คิดก็ทำไม่ได้ ต้องคิด เราจะปลูกบ้านหรือซื้อของ เสื้อผ้า หรือจะซื้ออะไรก็ตาม มันต้องคิดมันจะคุ้มค่าเงินเราไหม เราซื้อแล้วจะไปทำอะไรมันต้องคิด อันนี้ถ้าไม่คิด เขาว่าเป็นคนบ้า ให้เข้าใจอันนั้นต้องใช้สติปัญญา ต้องวิพากษ์วิจารณ์นะ มิฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมามันจะแก้ไม่ได้ เช่น มีคนมาขโมยของ เราต้องรู้ว่า เป็นหญิงหรือชาย มีอายุประมาณเท่าไร แต่ที่หลวงพ่อพูดนี้ พูดถึงการปฏิบัติไม่ได้พูดเรื่องการเรื่องงาน คือเมื่อมันคิด ขึ้นมา ตัดทันที อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ คิดดีคิดชั่วไม่ต้องคิด แต่จะสร้างบ้านเรือน ไปสอนหนังสือ มันต้องคิด ต้องมีโครงการ แต่ ” ความคิดที่หลวงพ่อพูดให้ตัด มันเป็นความคิดที่นำมาซึ่ง โลภะ โทสะ โมหะ ส่วนความคิดที่เราตั้งใจคิดขึ้นมาเพื่อการงานนั้น ไม่นำมาซึ่ง โลภะ โทสะ โมหะ มันคิดด้วยสติปัญญา ความคิดจึงมีสองอย่างด้วยกัน ”

ปุจฉา : เวลาเดินไปไหนมาไหน เราควรปฏิบัติอย่างไรครับ?

วิสัชนา : เดินไปเฉย ๆ นี่แหละ เดินไปสัก 10 ก้าว รู้ครั้งนึงก็ยังดี ถ้าเดิน 10 ก้าวรู้ 5 ครั้ง ก็ยิ่งดี ถ้าไม่รู้สักครั้งก็เต็มทีแล้ว ต้องรู้ รู้ก้าวนึงสองก้าวก็ยังดีไปถึงที่ที่จะไป 100ก้าว รู้สึกสัก 10 ก้าว ก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้เลย ทำอย่างนี้มันจะสะสมเอาไว้ ความรู้อันนี้มันจะค่อยมากขึ้นมากขึ้น เวลาเดินไปอย่าเอาสติมากำหนดที่เท้ามากเกินไป ให้คอยดูความคิด ดูต้นไม้หรือดูคนคนเดินผ่านไปผ่านมาตามถนนหนทางก็ได้ ถ้ามันคิดแว๊บขึ้นมา ให้ทิ้งไปเลย อย่าเข้าไปในความคิด ถ้าเข้าไปในความคิด มันจะพาคิด เช่น คนนั้นเป็นผู้หญิง คนนี้ผู้ชาย สวยไม่สวย ผิวดำผิวขาว ใส่เสื้อสีนั้นสีนี้ ไม่ต้องคิด อันนั้นมันเป็นวิตกวิจารณ์ เห็นแล้วหญิงก็ช่างชายก็ช่าง ให้เฉย ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์อะไร กลับมาที่ความรู้สึกตัวที่กายเราต่อไป

ขอกราบคารวะแด่หลวงพ่อผู้มีจิตอันพิสุทธิ์ผู้ล่วงลับ ท่านผู้ได้รับสมญานามว่า “ ปรมาจารย์เซ็นแห่งอีสาน “ หรือ “ ปรมาจารย์จังหวะแห่งธรรม” ผู้ไม่รู้หนังสือ แต่บรรลุแล้วซึ่งสัจจะความดับทุกข์สิ้นเชิงตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ในขณะที่เป็นฆราวาสอยู่ ท่านผู้ได้เสียสละแม้ชีวิตเพื่อนำเรื่องจริงของจริงที่ตนเองทำได้จริง ๆ มาเผยแพร่แม้ตนเองถูกรุมเร้าด้วยโรคร้ายมะเร็งในลำไส้ก็ยังมิหยุดสอนตราบจนลมหายใจสุดท้ายและท่านผู้ได้คิดค้นเทคนิค อุบาย ในการภาวนาในการทำความรู้สึกตัว ( เจริญสติ+สัมปชัญญะ) ขั้นต้นแบบง่าย ๆ กระทั่งตาสี ตาสา ชาวนา ชาวสวน ผู้มิได้เรียนหนังสือในละแวกหมู่บ้านของท่าน เมื่อปฏิบัติตามก็สามารถรู้ธรรมชาติในตัวตนเฉกเช่นเดียวกับท่านได้ไม่มากก็น้อย ดังเช่นที่องค์พระบรมศาสดาตรัสไว้และหลวงพ่อได้เมตตาตีความเป็นปริศนาธรรมไว้ว่า

“ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็น ( ตัว) เรา ( เอง) ผู้ใดเห็น ( ตัว) เรา ( เอง) ผู้นั้นเห็นธรรม “

ขอทุกท่านได้เจริญในธรรมด้วยเทิด

จากคุณ : ลูกเต่า [ 6 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 10 : ( นากร)

ปุจฉา : เวลาเดินไปไหนมาไหน เราควรปฏิบัติอย่างไรครับ?

วิสัชนา : เดินไปเฉย ๆ นี่แหละ เดินไปสัก 10 ก้าว รู้ครั้งนึงก็ยังดี ถ้าเดิน 10 ก้าวรู้ 5 ครั้ง ก็ยิ่งดี ถ้าไม่รู้สักครั้งก็เต็มทีแล้ว ต้องรู้ รู้ก้าวนึงสองก้าวก็ยังดีไปถึงที่ที่จะไป 100ก้าว รู้สึกสัก 10 ก้าว ก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้เลย ทำอย่างนี้มันจะสะสมเอาไว้ ความรู้อันนี้มันจะค่อยมากขึ้นมากขึ้น เวลาเดินไปอย่าเอาสติมากำหนดที่เท้ามากเกินไป ให้คอยดูความคิด ดูต้นไม้หรือดูคนคนเดินผ่านไปผ่านมาตามถนนหนทางก็ได้ ถ้ามันคิดแว๊บขึ้นมา ให้ทิ้งไปเลย อย่าเข้าไปในความคิด ถ้าเข้าไปในความคิด มันจะพาคิด เช่น คนนั้นเป็นผู้หญิง คนนี้ผู้ชาย สวยไม่สวย ผิวดำผิวขาว ใส่เสื้อสีนั้นสีนี้ ไม่ต้องคิด อันนั้นมันเป็นวิตกวิจารณ์ เห็นแล้วหญิงก็ช่างชายก็ช่าง ให้เฉย ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์อะไร กลับมาที่ความรู้สึกตัวที่กายเราต่อไป

อ่านแล้วเจอจุดบกพร่อง ขอเตือน

“ เห็นแล้วหญิงก็ช่างชายก็ช่าง ให้เฉย “

เฉย = เป็นอารมณ์ ไม่ผิด ที่เฉยจะผิดตรง ให้เฉย กลับไปยึดกำหนดจิตให้วางเฉย กลับมีตัวตนโดยไม่รู้ตัว

จากคุณ : นากร [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 11 : ( นากร)

นี่แหละที่เรียกว่า " ติดในธรรม "

จากคุณ : นากร [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 12 : ( นพ)

หลวงพ่อเทียนท่านเป็นหลวงตาบ้านนอกครับ แถบเป็นคนพูดภาษาลาวเป็นหลักซะด้วยนะ พูดมาชั่วชีวิตของท่านหละครับ ภาษากลางเพิ่งมาพูดมากตอนท่านเริ่มลงมาบูรณะวัดสนามในและเผยแผ่แนวเจริญสติในกรุงเทพฯ ธรรมะบาลีใด ๆ ท่านก็ศึกษามาเพียงนักธรรมตรี โท เอก เท่านั้น การจะเข้าใจท่านได้ดีคงต้องผ่านการทดลองฝึกเจริญสติ ทำความรู้สึกตัว หาประสบการณ์จากการฝึกของเราเป็นหลักหละครับ ตามที่คุณนากรโค๊ดคำมา เกี่ยวกับเป็นหญิงเป็นชายให้เฉย ๆ และระบุว่าติดในธรรมนั้น ตามที่ผมได้สัมผัสแนวนี้มา หลวงพ่อท่านหมายเอาเพียงว่าระหว่างที่ฝึกจิตฝึกเจริญความรู้สึกตัวนี้ อย่าเพิ่งไปเพ็งที่จะให้รู้เท้ารู้กายเคลื่อนไหวที่จุดเดียว ถ้าเพ่งไปก็ให้เปลี่ยนอารมณ์เปลี่ยนไปดูสิ่งอื่นบ้าง แต่ดูเฉย ๆ ดูซื่อ ๆ ไม่ต้องวิตกวิจารณ์อารมณ์นั้น ๆ แต่ยังให้คงทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเอาไว้ ฝึกใหม่ ๆ รู้สึกตัวได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ให้ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเอาไว้เรื่อย ๆ รู้ก้าวเดียวในสิบก้าวก็ยังดี หัดใช้จิตมาทางนี้ รู้เท่าทันกายเคลื่อนไหว รู้เท่าทันความคิด ( ลักษณะลักคิดที่ยังปรุงแต่งตามอนุสัยที่จิตเรายังติดยังปรุงมาตามแต่นิสัยของแต่ละคน) ให้รู้เท่าทัน แต่อย่าเพิ่งไปตามความคิด ไปดูจิต ไปเป็นไปตามความคิดนั้น ๆ ให้เราหัดใช้จิตมาทางมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมากขึ้น ๆ เฉย ๆ ของท่านไม่ได้หมายเอาให้..ทำให้รู้สึกเฉย ๆ ให้เฉยไว้ แต่ไม่ต้องไปเป็นอารมณ์กับหญิง ชายนั้น ๆ ให้สาวยาวต่อไปในขณะนั้นครับ

จากคุณ : นพ [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 13 : ( นพ)

พิมพ์ดีดผมไม่ค่อยเก่งและตกหล่นครับคุณนากร ขออภัยด้วย Broken Thai Broken English ขอให้หมายเอาใจความเป็นหลักแล้วกันนะครับ

จากคุณ : นพ [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 15 : ( ไร้ธรรม)

ธรรมแท้มองง่ายปฏิบัติได้ ดังจักรกล เมื่อหิวก็กิน เมื่อง่วงก็นอน เมื่อตื่นก็ขยับ สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงเป็นธรรม...! ดา มีทุกข์ก็ร้อง มีสุขก็หัวเราะใยเลย จึง.....แสร้ง....ธรรม..!..ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะรู้...ที่ไม่รู้..ก็รู้ดังธรรมครอบจักรวาล จักรวาลจึงไร้ธรรม

จากคุณ : ไร้ธรรม [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 16 : ( ลูกเต่า)

ขอบคุณพี่นพมากครับ ผมเห็นด้วยทุกอย่างครับ ว่าจะเข้ามาชี้แจ้งปรากฏว่าพี่ได้เมตตาไปแล้ว สาธุครับ เท่าที่ปฏิบัติมา ผมขอเรียนเสริมนิดเดียวว่า การดูจิตดูใจเป็นเรื่องละเอียดที่ต้องใช้กำลังแห่งสติ สัมปชัญญะและอินทรีย์ที่กล้าแข็งพอสมควร และจริง ๆ แล้วไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องพยายามทำแต่อย่างใดเพราะเมื่อเจริญความรู้สึกตัวจากฐานกายไปเรื่อยจิตจะพัฒนารู้ละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ จากอิริยาบถหยาบเช่น นั่ง ไปสู่ นั่งกระพริบตาอยู่ หายใจอยู่จนเข้าไปดูจิตใจเองในที่สุดเป็นอัตโนมัติ ( ส่วนใหญ่ที่พลาดรวมทั้งผมเองด้วยคือ พยายามจะดูจิตกันเลยโดยละเลยการรู้สึกตัวทางกายไปก่อนเพื่อเพาะบ่มอินทรีย์และสติสัมปชัญญะให้กล้าแข็งก่อน ทั้งที่จริง ๆ แล้วการดูจิตนั้นเป็นผลจากจากการพัฒนาความรู้สึกตัวทางกายครับ มิใช่เหตุที่ต้องกระทำและการพยายามทำก็เป็น กิเลสซ้อนกิเลส คิดซ้อนคิด ทุกข์ซ้อนทุกข์ หลวงพ่อเทียนท่านว่า เอาขี้เป็ดไปล้างขี้ไก่ครับ คำสอนของท่านดูธรรมดาแต่ลึกซึ้งตีความได้หลายแง่ ขึ้นกับปัญญาครับ

ต้องรบกวนคุณนากรศึกษาวิถีของท่านให้ลึกซึ้งก่อนจะใช้คำว่า “ ติดในธรรม “ กับคำสอนของท่านนะครับ) สิ่งที่เป็นเหตุที่ต้องกระทำมีอย่างเดียวคือ “ รู้สึกตัว “ ครับ เมื่อรู้สึกตัวในฐานกาย “ เต็ม “แล้วจิตจะพัฒนาไปดูจิตเอง ( เค้าไปของเค้าเอง) โดยเราไม่ต้องพยายามหรือน้อมไปดูแต่ที่เราพยายามดูจิตหรือพยายามทำความสงบ ( ทั้งที่จริง ๆ มันมีอยู่แล้ว) เพราะอุปทานที่ว่า “ จิตคือเรา จิตของเรา “ นั่นเอง หลวงพ่อเทียนจึงสอนให้ผู้ที่หัดรู้สึกตัวใหม่ ๆ ให้อย่าเพิ่งไปเล่นหรือสนใจความคิดหรือจิต ให้สนใจรู้สึกกายตื่นตัวไปก่อนแล้ว เมื่อมันเต็มแล้วมันจะไปรู้สึกใจตื่นใจของมันเอง โดยเรามิต้องไปยุ่งเกี่ยวแม้แต่น้อย เปรียบเหมือนเรามีหน้าที่ให้อาหารแมวอย่างเดียวครับ หน้าที่ที่ต้องเติบโตแข็งแรงจนออกไปจับหนูตัวโต ( กิเลส+ความคิดปรุงแต่ง) ได้แมว ( ความรู้สึกตัว) เค้าทำของเค้าเองครับเราไปทำให้แมวไม่ได้

 ( ว่าจะเสริมนิดเดียว ไหงไปตั้งเยอะก็ไม่รู้ ขออภัยครับที่บังอาจทำเหมือนรู้มากกิเลสมันพาไปครับ ความจริงครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้อยู่แล้วครับ) สาธุพี่นพอีกครั้งครับ

จากคุณ : ลูกเต่า [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 17 : ( คนผ่านทาง)

 สาธุครับ

การไม่ปล่อยให้ความคิดที่ผ่านไปแล้วกลับมาเกิดขึ้นอีกนี่คือ "ใจ"การไม่ปล่อยให้ความคิดที่กำลังจะเกิดถูกทำลายเสีย นี่คือ "พุทธะ" ( เราเพียงรู้ไม่คิด ก็พอ) การแสดงออกซึ่งปรากฏการณ์ทุกชนิดนี่คือ "ใจ"การเป็นอิสระจากรูปธรรมทั้งปวง นี่คือ "พุทธะ"

จากคุณ : คนผ่านทาง [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 18 : ( Satiwalker)

สาธุทั้งผู้ตั้งกระทู้และคุณนพครับ เป็นที่น่ายินดีว่าตอนนี้งานหนังสือของหลวงพ่อเทียนเริ่มมีการแพร่หลายและจัดพิมพ์มากขึ้น ผมได้ข่าวว่าท่านเขมานันทะกำลังเขียนหนังสือเรื่อง หลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก ซึ่งหวังว่าคงจะได้จัดพิมพ์เร็ว ๆ นี้

จากคุณ : Satiwalker [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 19 : ( nothing)

คุณ Satiwalker ครับ ผมรู้สึกขนลุก ( ด้วยความปีติ ปราโมทย์) เมื่อผมทราบข่าว

จากคุณว่า ” ท่านเขมานันทะ “ กำลังจะเขียนหนังสือเรื่อง “ หลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก “ ทั้งนี้ก็เพราะว่า “ ท่านเขมานันทะ “ นั้นผมถือว่า ท่านคืออาจารย์ของผม ( ทางหนังสือ) เหมือนกับหลวงพ่อเทียนฯ หลวงพ่อพุทธทาส และหลวงพ่ออื่น ๆ ที่ท่านสอนธรรมผ่านทางหนังสือ และเทปธรรม เพราะในชีวิตผม ผมไม่เคยเดินทางไปศึกษาปฏิบัติธรรมที่วัดไหนเลย ผมไม่เคยเห็นวัดที่ท่านเหล่านั้นพำนักอยู่ และประการสำคัญผมไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาท่านเหล่านั้นเลย แต่ผมกล้ายืนยันในระดับหนึ่งว่า “ ผมเห็นท่านเหล่านั้น ตามที่ท่านอยากให้เห็น “ จากการอ่านหนังสือธรรม และลงมือปฏิบัติ ( ที่บ้าน) ตามที่ท่านเหล่านั้นสอน ผมกล้ายืนยันว่า การปฏิบัติธรรมที่บ้านในชีวิตประจำวันนั้นเป็นไปได้ เพียงแต่ว่า ”มันช้า” เท่านั้นเอง แต่มันก็เป็นไปโดยธรรมชาติ

กลับมาพูดเรื่องหนังสือ ผมอ่านหนังสือของท่านเขมานันทะเล่มแรกชื่อ “ ข้อพินิจก่อนภาวนา “ ผมเคยคิดเปรียบเทียบท่านและหนังสือของท่านเล่มนี้ ” เหมือนแม่ไก่ตัวสุดท้ายที่ฟักผมออกจากไข่ “ หลังจากที่ผมถูกกกมาจากแม่ไก่หลายตัว เพราะฉะนั้น ”ท่านเขมานันทะ” จึงเป็นอาจารย์ของผมที่ผมเคารพและบูชา แม้ผมจะไม่เคยเห็นท่านเลยก็ตาม หนังเล่มสุดท้ายของท่านที่ผมอ่านคือ “ ไตร่ตรองมองหลัก “

เมื่อคุณ Satiwalker พูดถึงท่านผมก็ขอกล่าวถึงคุณครูบาอาจารย์ไว้ตรงนี้ด้วย ช่วงหลัง ๆ ผมทราบข่าวว่าท่านอาจารย์ไม่ค่อยสบาย ผมก็ได้แต่ภาวนาให้ท่านจงหายจากโรคภัยเพื่อสั่งสอนธรรมให้กับผู้หวังความสุขสงบสันติอันถาวรต่อไปผมขอโทษทุก ๆ ท่านด้วยที่ข้อเขียนของผมอาจจะไม่เกี่ยวกับกระทู้นี้ครับ แต่ ด้วยความเคารพคุณนากร ครับว่า อย่าด่วนสรุปในสิ่งที่เราพบเห็น ได้ยิน หรือได้ฟัง จนกว่าเราจะได้พิสูจน์ทดลองทำมันด้วยตัวของเราเอง

จากคุณ : nothing [ 8 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 20 : ( นพ)

นอกเหนือจากท่านเขมานันทะแล้ว ยังมีพระหนุ่มร่วมสมัยอีกท่านหนึ่งที่สามารถอธิบายการเจริญสติแนวหลวงพ่อเทียน ทั้งในเชิงปริยัติและนำหลักมาใช้ในการทำการงานเชิงสังคมได้ดีเป็นเหตุเป็นผลโยงใยให้เห็นภาพเข้าใจง่าย ลองอ่านบทความต่าง ๆ ของ พระไพศาล วิสาโล ดูนะครับ ตัวอย่างหาอ่านได้ในเว๊ปสมาคมคนหนุ่มสาว หรือที่ www.budpage.com

หลวงพี่ท่านจบรัฐศาสตร์จากท่าพระจันทร์ สนใจงานพัฒนาชีวิตและสังคมเป็นชีวิตจิตใจ ออกบวชเจริญสติภายใต้คำแนะนำของหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ นับถึงวันนี้ก็ราวกว่าสิบแปดพรรษากระมัง ท่านสนใจทั้งปริยัติ และปฏิบัติไปพร้อมกัน ลองดูนะครับ อาจช่วยทำให้เข้าใจหลวงพ่อเทียน เข้าใจหลักการ และ พลังแห่งสติ ที่เป็นพลังพื้นฐานมีอยู่แล้วในเราทุกคนได้ง่ายขึ้นครับ

มีท่านผู้ใจกรุณาคนหนึ่งจัดทำเว๊ปธรรมะ รวมคำสอนหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อจรัล และท่านคำเขียน ไว้ที่ http://se-ed.net/theeranun/portian.html ด้วยครับ

จากคุณ : นพ [ 9 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 21 : ( nothing)

ผมมีหนังสืองานเขียนของหลวงพี่ไพศาล หลวงพี่ประชาหลายเล่ม และติดตามงานเขียนของท่าน ๆ บ่อย ผมเคยไปกราบนมัสการหลวงพ่อคำเขียนที่วัดป่าสุคะโต ภูโค้ง สองครั้ง ผมประทับใจมาก ได้หนังสือธรรมมาอ่านหลายเล่ม หนังสือเล่มแรกของหลวงพ่อเทียนที่ผมอ่านชื่อ "การประจักษ์แจ้งสัจจะ" นั่นคือหนังสือที่สอนให้ผมเริ่มฝึกสติ ( ที่บ้าน) ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือครับ และเจริญสติ เมื่อได้สติ

จากคุณ : nothing [ 9 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 22 : ( นากร)

ศิษย์ที่ดีต้องกล้าปฎิเสธอาจารย์ ข้าพเจ้าก็สรุปไปตามเนื้อผ้า แยกแยะหลักธรรม ไม่ได้กล่าวหาผู้ใดเลย ธรรมไม่มีใครเป็นเจ้าของ เตือน “ อย่าเอาตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง เราทุกข์ก็เพราะความยึดมั่นถือมั่นไม่ใช่หรือ “

จากคุณ : นากร [ 10 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 23 : ( nothing)

จะพูดกันโดยปรมัตถ์สัจจะ หรือสมมติสัจจะละครับ ที่พูด ๆ กันมาทั้งหมดก็สมมติสัจจะทั้งนั้น ถ้าเป็นปรมัตถ์สัจจะเราจะเอ่ยอะไรออกมาจากปากได้หรือ

จากคุณ : nothing [ 10 มี.ค. 2545]

 

ความคิดเห็นที่ 25 : ( นพ)

ไม่ติดอาจารย์ ไม่ติดคำสอน ดูกันไปตามเนื้อผ้า นับเป็นการตรวจสอบธรรมที่ดียิ่ง ขอบคุณครับคุณนากร

จากคุณ : นพ [ 11 มี.ค. 2545]

จบกระทู้บริบูรณ์