คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน
สงบแบบน้ำแข็ง
หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ
![]()
ทำวัตรจบแล้ว ทำสั้นๆ เพื่อเป็นวิธี เมื่อทำวัตรเย็นจบแล้ว ก็ต้องมาเล่า หรือมาเล่าเรื่องวิธีปฏิบัติให้พวกเราฟังอีก ตอนเช้านี้ก็เล่ามาให้ฟัง ว่าวิธีปฏิบัติ ผลมันเป็นอย่างซั่น ตอนเย็นมื้อนี้ก็ต้องเล่าให้ฟังอีก ตั้งใจฟังกัน ฟังแล้วจดจำได้ นำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าฟังแล้วจดจำบ่ได้ ไปปฏิบัติก็บ่ถูกต้อง..บางทีนะ บางทีก็ถูกต้อง
ถ้าหากว่าเราบ่เข้าใจแล้ว การปฏิบัติมันบ่ค่อยได้รับผลดี ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะวิธีที่เราทำกันอยู่เดี๋ยวนี้นี่ เรียกว่าวิธีสร้างจังหวะ เดินจงกรม บ่ให้นั่งนิ่งๆ ถ้านั่งนิ่งๆ แล้ว มันเป็นความสงบสมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานนั้นเพิ่นว่าเป็นความสงบจิตสงบใจซือๆ นี้เพิ่นว่าอย่างซั่น
วิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นอุบายให้เกิดปัญญา เพิ่นว่า ดังนั้นเฮาเคยได้ยินครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังว่า คนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะปัญญา เพิ่นว่าอย่างซั่น บ่แม่นคนจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะนั่งสงบ เพิ่นบ่ว่าอย่างซั่นเด๊ะ ครูบาอาจารย์เพิ่นเล่าให้ฟัง ดังนั้น ต้องฟัง แล้วต้องเข้าใจ
การเคลื่อนไหวของเฮานี่ มันเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทำเพื่อหยัง ?-ว่าซั่น ทำเพื่อความรู้สึกตัว รู้สึกตัว..ตื่นตัว รู้สึกใจ..ตื่นใจ บ่ให้มีความเศร้าหมอง บ่ให้มีความซึมเซา บ่ให้โงกง่วง บ่ให้มีใจหดหู้ หลวงพ่อว่าหดหู้ ทางพี้ว่าใจหดหู่ ถามขเจ้าว่าหดหู่-ว่าซั่น หลวงพ่อว่าภาษาบ้านหลวงพ่อว่าใจหดหู้-ว่าซั่น ถ้าจิตใจเศร้าหมอง จิตใจโงกง่วง จิตใจหดหู้ จิตใจซึมเซา เพิ่นว่าบ่มีกำลังใจ กำลังสติปัญญาก็บ่มี เพิ่นว่าอย่างซั่น
ดังนั้น คนเราเป็นทุกข์เพราะว่าเราบ่รู้จักนั่นเอง ดังนั้นมาเจริญวิปัสสนา เอิ้นว่าวิปัสสนาก็ได้ หรือว่ามาเฮ็ดซื่อๆ ก็ได้ จิว่าจังใด๋ก็ได้ มันเป็นเรื่องสมมุติ เพื่อบ่ให้มันสงบนั่นเด๊อันนี่ อันความสงบแบบหนึ่งนั้นสงบแบบน้ำแข็ง สงบแบบนี้บ่แม่นสงบแบบน้ำแข็ง แล้วหมู่ไทยเฮาคงจิเคยได้เห็นน้ำแข็ง เคยได้เห็นน้ำแข็งบ่ครับ เคยได้เห็นน้ำแข็งบ่ ? ( ผู้ฟังตอบ ฟังไม่ชัด ) เออ เห็นก็ว่าเห็นแม๊ ครั้นมันบ่ได้เห็น มันก็บ่ฮู้จักคำพูด น้ำแข็งนี้เป็นก้อนใหญ่ๆ บัดนี่ เอาไปวางไว้ตากแดดตากลม บ่อยู่ได้ทนเท่าใดแล้ว ละลายเป็นน้ำเมิ้ด-น้ำแข็ง
อันความสงบแบบเฮาไปนั่งสงบอยู่นั้นก็คือกัน เมื่อไปสู้อารมณ์ มีคนตำหนิ มีคนมายุเย้ยจังซั่นซี่ เกิดตึ๊ดเข้าโลดหงายเติกแท่แล่ไปโลด บ่สู้ได้ เป็นอย่างซั่น ญาพ่อนี่ ผู้อื่นที่จิว่าจังใด๋ บ่ฮู้จั๊ก.. มันสู้บ่ได้
บัดนี่ น้ำแข็งนี่กินเข้าไปมันเย็นบัดนี่ เย็นจิ๊ว..ขึ้นไปในท้องในไส้เฮาพู่น บึดเดียวน้ำแข็งนั้นมันเหมิด เหมิดที่เย็นมันละลายออกมาเป็นเหื่อ(เหงื่อ) เหนียวตนเหนียวตัว หลวงพ่อคำนวณอย่างซี่ซือๆ หลวงพ่อบ่ได้เฮียนหนังสือหลาย บ่ได้มีความรู้หลาย หลวงพ่อคำนวณเอาเป็นปัจจุบันตัวเองนี่
ดังนั้น มาว่าให้หมู่ฟังกันน้ำแข็งที่เป็นก้อนใหญ่ๆ นั้นเอาไปตากแดด ตากลม บ่กุ้มพอมื้อดอก(ไม่ถึงวัน) ละลายเป็นน้ำตามเดิม บ่เย็นตลอดมื้อ บัดนี้เฮาลงน้ำลึกๆ บัดเนี่ยะ ลงน้ำของก็ซ่าง บ้านหลวงพ่อมีน้ำของ น้ำโขงว่าซั่น เพิ่นว่า แต่บ้านหลวงพ่อเอิ้นน้ำของ น้ำห้วย น้ำของว่าซั่น ลงลึกๆ ลึกไปเท่าใดยิ่งเย็นเท่าฮั้น น้ำอันนั้น ครั้นอยู่มอๆ ตาฝั่งนี้-อุ่น ลงไปลึกก็เย็น ลงไป ดำลงไปลึกแล้วยิ่งเย็น อันนี้ก็คือกัน ที่ญาพ่อว่าอยู่นี่ ถ้าเฮาเคลื่อนไหวมากๆ เนี่ยะ บางทีคนมาว่า เฮาจิบ่ได้ยินซ้ำพู่นเด๊ะ มันเสไป แต่ได้ยิน มันจิบ่ไปรับอารมณ์อันนั้น เพราะเฮาเห็นความคิดเฮาอยู่นี่ การเคลื่อนการไหวเนี่ยะ จึงว่าเคลื่อนไหวภายนอกซะก่อน อย่าสุนั่งนิ่งๆ
ถ้าหากผู้ใดนั่งนิ่งๆ ไปติดความสงบแบบน้ำแข็ง บ่แม่นแบบน้ำลึก คนอยู่ในถ้ำ มันมืด ญาพ่อเปรียบเทียบให้ฟัง เฮาจุดไฟขึ้น ความมืดหายไป แต่ความมืดมันบ่หายจากเฮาเด๊ะ เฮาอยู่นำความมืดฮั่นเด๊ะ เอาไฟมาเบิ่งทางหน้า ที่มืดมันมาข้างหลังพู่น เอาไฟมาข้างหลัง มืดมาข้างหน้า เอาไฟไปข้างซ้าย มืดไปข้างขวา เอาไฟไปข้างขวา มืดมาข้างซ้าย เพราะเฮายังอยู่ที่มืดฮั่นเด๊ะ
อันสมถกรรมฐานก็คือกัน บ่มีความสว่างในใจญาพ่อ ผู้อื่นเฮ็ดจิเป็นจังใด-บ่ฮู้จั๊ก บัดมาเฮ็ดการเคลื่อนไหวนี่ มีความสว่างในใจขึ้น เบาอกเบาใจขึ้น เป็นอย่างซั่น ผิดกันแท้ๆ จึงว่า ทิฏฐิความเห็นนั้น ผู้ใดจิมาว่าให้ บ่เชื่อ..ญาพ่อ ญาพ่อยังเปรียบเทียบให้ฟังว่า ตำหนิแผลที่ลี้ลับของเฮาแล้ว คนอื่นบ่มองเห็น ตำหนิแผลผู้อื่นเฮาจิไปมองเห็นจังใด๋ เพิ่นก็เห็นของเพิ่น เฮาก็เห็นของเฮาซั่นวะ อันตำหนิแผล บาดแผลตามเนื้อตามหนังเฮานี้เห็นได้ด้วยตา
อันใจเฮาคิดดีคิดชั่ว บ่คิดดีบ่คิดชั่วนะ เฮาบ่เห็นจั๊กเทื่อ บ่เคยว่าหามันจั๊กเทื่อ-จิตใจ แต่บางคนญาพ่อได้ยิน ญาพ่อก็เคยว่าซ้ำเด๊ะ-บางที อู๊.....ใจฮ้ายแท้ๆ ว่าซั่น แต่บ่ได้ว่าอารมณ์ คนกรุงเทพเพิ่นว่าอารมณ์บ่ดี อารมณ์มื้อนี่ อารมณ์ฉุนเฉียวเพิ่นว่า อารมณ์ขุ่นมัว - ว่าซั่น อารมณ์เศร้าหมอง เพิ่นว่าอย่าง
ซั่น บ้านญาพ่อบ่ว่าอย่างซี่ อู๊...ใจฮ้ายแท้ๆ มื้อนี่-ว่าซั่น อย่ามายุ่งนะ แน่ะ! ว่าเป็น ญาพ่อก็เคยได้ยินผู้อื่นก็ว่า ญาพ่อก็ว่า อ้ายน้องมาหา โอ๊ย...อย่ามายุ่ง ใจฮ้ายแน่ะ! ว่าไป บางทีลูกเมียไปหา ก็เว้ากัน โอ๊ย..อย่ามายุ่ง..ใจฮ้าย แน่ะ..ว่าไป
ครั้นฮู้จักว่าใจฮ้าย ก็เอาทิ้งปุ๊..ลงเสียแล้ว มันก็แล้วซื่อๆ นี่นะ มันเว้าเป็นซื่อๆ จังว่า ลักษณะคนเว้าเป็นเนี่ยะ บ่แม่นเด๊ะ การพูดจักร้อยคำพันคำหมื่นคำแสนคำล้านคำก็ตาม สู้การยกมือเทื่อเดียวนึงบ่ได้ การกระทำนี้มันทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งตรึงใจแท้ๆ นี่เด๊ ญาพ่อเป็นอย่างซั่น จึงว่า หลวงพ่อก็เลยหาเอาวิธีที่มันบ่มีในตำรับตำราด๊อก คนบ่ได้อ่านหนังสือคัก มันก็บ่มีล่ะ ครั้นถ้าคนอ่านหนังสือคักๆ แล้วมีโลดตำรา มีบ่อนใด ? ว่าซั่น โย้ เฮาเคลื่อนเฮาไหวนี่ พระพุทธเจ้าบอกว่าให้มีสติกำหนดรู้เด๊ะ ในอิริยาบถทั้งสี่ ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหวเนะเพิ่นบอก
อันเฮาเฮ็ดนี้ก็แม่น การคู้ เหยียด เคลื่อนไหวนั่นเด๊ะ บ่เเม่นอื่นไกลเด๊ะ ครั้นบ่เฮ็ดอย่างซี่ ให้คนมันบ่ฮู้จักวิธีเฮ็ด มันนั่งนิ่งๆ เน่ะ บางคนว่า เอา...เบิ่งลมหายใจก็ได้บ่ ได๊...จิบ่ได้จังใด๋ แต่ว่ามีดน้อยๆ สมมุติเอา ฟันไม้ใหญ่ๆ นี่มันบ่ขาดเด๊ะ ลองเบิ่งแมะ ครั้นมีมีดน้อยๆ คมดีมีดนั่นน่ะ ไปฟันไม้ใหญ่ๆ นี่ โอย..บ่ขาด มันซอยเอาทีละน้อยนี่ บึดเดียวมีดก็หักซ้ำ เป็นอย่างซั่น
บัดนี้ เฮ็ดวิธีญาพ่อว่านี่ พร้าอีโต้บักใหญ่ๆ ทางพี่เอิ้นว่า พร้าอีโต้เอิ้นว่าใดฮึ พร้าใหญ่ๆ นี่ (ผู้ฟังตอบ - มีดโต้ครับ) มีดโต้ ทางบ้านหลวงพ่อเรียกว่าเอิ้น พร้าอีโต้ ว่าซั่น บ่ได้เอิ้นมีดโต้ พร้าใหญ่ๆ เนี่ยะ ขวานใหญ่ๆ เนี่ยะ ซัดใส่คม หนาแล้ว ฟาดตู๊มเข้าไป มันเน่าในพู่นว่ะ มันบ่ขาด มันก็เน่าเปื่อยออกมาทีเล็กทีน้อย หักโลดบัดเดียว-ไม้
เรื่องโทสะ โมหะ โลภะนี้ก็ ว่าแต่เฮารู้เข้าบ่อยๆ แล้ว มึ้ง ซันวะ แต่แล่นไปปู๊น....กุ้นไปโลดบัดนี่ ครั้นเฮาเห็น มันเป็นอย่างซั่น นี่จึงว่า ความสงบมันจิมีอยู่สองอย่าง สงบแบบน้ำลึก เรียกว่าสงบวิปัสสนากรรมฐาน สงบแบบน้ำแข็งนั้น เรียกว่าเป็นสมถกรรมฐาน
ดังนั้น สมถกรรมฐานจึงเป็นอุบายให้สงบจิตสงบใจซื่อๆ วิปัสสนานั้นเป็นรถแทรคเตอร์ ไถฮากไถโคนมันออกไปโลดบัดเดียว เพิ่นว่า รากมันอยู่ไส ไถออกไปหลายเทื่อ ฮากเล็กฮากน้อยขาดเมิ้ด ต้นไม้ใหญ่มัน ต้นไม้ใหญ่ๆ เนี่ยะ เฮาเบิ่งรถแทรคเตอร์ขเจ้าเฮ็ดทางเนี่ยะ ญาพ่อไปเบิ่งเนี่ยะ เอา...เอายกก้นอย่างซี่แล้ว ไถไปมันเนิ้งไปแล้วไถทางก้นพี่โลด ยู้ไป ไถ-บ้านหลวงพ่อเรียก ว่าจังใด๋ทางพี่ ว่าจังใด๋ฮึ ซุกไปนี่ว่าจังใด๋ฮึ ไถไปนี่ (ผู้ฟังตอบ - ดันไปครับ) ดันไป เอ้อ...แน่ะ! มันบ่ฮู้จักความหมายผิดกันเด๊ะ คนไทยแท้ๆ แหละเนี่ยะ เว้าเนี่ยะ บ่คือกัน ดันไปว่าซั่นทางเนี่ยะ ญาพ่อบ่ว่า ว่าแต่ไถไปว่าซั่น ยู้ไปว่าซั่น นี่เขาว่า ดันไปเนี่ยะมันผิดกัน
แต่ว่าการฟังคำพูดของหลวงพ่อนั้น ถ้าหลวงพ่อพูดเป็นภาษาเมืองเลยอย่างซี่แล้ว ฟังยากๆ แต่ฟังบ่อยๆ ฟังเพื่อความเข้าใจ โอ๊...หลวงพ่อเว้าอย่างซั่น แม่นเว้าอย่างซั่นเด๊นี่ จิได้ฮู้จักอย่างซั่น
ดังนั้น อันมาเฮ็ดเดี๋ยวนี้นี่ เอิ้นว่าเฮ็ดวิปัสสนา เฮ็ดกับทำ อันเดียวกันเด๊ะ ทำ, เฮ็ด ว่าซั่น ทำกับเฮ็ดก็อันเดียวกัน-บ้านหลวงพ่อ ทางพี่จิว่า..บ่ว่าเฮ็ด ว่าซั่น ถามแล้วว่าทำ-ว่าซั่น ว่าสร้าง-ว่าซั่นเพิ่นว่า จังว่าให้เข้าใจ พริบตาก็ฮู้เมื่อ อันเฮาเฮ็ดจังหวะนี่มันใหญ่ ยกมือไปมือมา อยู่ไกลๆ จักสิบวา ยี่สิบวา มองไกลหรือจักสามสิบวาก็มองเห็นนี่เด๊ เฮาย่างไปเนี่ยะ เห็นยกมือไปมือมา อันนี้มันใหญ่
ให้เฮาฮู้จักว่า ให้ฮู้จักส่วนใหญ่นี่ก่อน บัดนี้ พริบตาบัดนี่ สิบวายี่สิบวามองบ่เห็นครั้นตาบ่ดี เข้าไปในระยะจักห้าวา จิมองเห็นบัดนี่ แน่ะ! มันละเอียดเข้าไปอย่างซั่นบัดนี่ ส่วนหายใจบัดเนี่ยะ ห้าวานี่จิมองบ่เห็น เข้ามาจักวาสองวา จิมองเห็นหายใจ ท้องมันติงวูบวาบๆ เห็นแล้วบัดนี่
ส่วนคิดนี่ เห็นบ๊อ ? บ่เห็นแล้วบัดนี่ ตัวเฮามองก็บ่เห็นเด๊ะ ผู้อื่นมองมันจิเห็นจังใด๋ นี่..จึงว่า คนอื่นจิมาฮู้ก่อนเฮาบ่ได้ เฮาต้องฮู้ก่อนหมู่ เพราะเฮาคิดอันใดเฮาต้องฮู้ เฮ็ดอันนี้ มันจิฮู้จักความคิดพู่นเนะ มันจิไปทำลายความคิดพู่นเนะ บ่แม่นทำลายตายเด๊ะ บ่แม่นอย่างซั่นเด๊ะ ทำลายจิบ่ให้โทสะ-โมหะ-โลภะเกิดขึ้นพู่น ทุกข์เพราะโทสะ-โมหะ-โลภะ บ่แม่นทุกข์เพราะโทสะ-โมหะ-โลภะก็ได้ ครั้นจิว่าเป็นสองศัพท์กลับกันเพิ่นว่า ทุกข์เพราะโทสะ-โมหะ-โลภะ อยู่ไส?-ว่าซั่น มีบ๊อเดี๋ยวนี้...บ่มี
แล้วหมู่แม่ออกเคยโกรธเป็นบ๊อ (เสียงผู้ฟังตอบได้ยินไม่ถนัด) โกรธเป็น ว่า เดี๋ยวนี้โกรธบ๊อ..เดี๋ยวนี้นี่ฮึ (ผู้ฟังตอบ-ไม่โกรธ) แน่ะ! เฮาโกรธจึงบ่มี ในตัวเฮานี่ หมู่หลวงพ่อโกรธเป็นบ๊อ (ผู้ฟังตอบ-โกรธเป็นครับ) เดี๋ยวนี้โกรธบ๊อ..เดี๋ยวนี้นี่ (ผู้ฟังตอบ-ไม่โกรธครับ) แน่ะ! ความโกรธจึงบ่มีในเฮา อันเฮาโกรธมื้อใดนั้น เฮาหลงตนลืมโต หลงกายลืมใจ หลงชีวิต หลงจิตหลงใจเฮานี่ซื่อๆ นี่เนะ มีผู้ใดมาว่า มันหลงแล้วปุ๊ดไปเบิ่งเเต่ขเจ้าพู่น มันเกิดปรุงแต่งขึ้นแมะ
จึงว่าวิธีง่ายๆ อึ๊ดใจเดียวก็ได้โลด คนมีปัญญาฟังแล้ว ญาพ่อเว้าเนี่ยะ แต่ว่าหากจิบ่ฮู้จักภาษาเท่านั้นล่ะ ความจริงแล้ว ถ้าหากเฮาบ่หลงตนลืมตัว บ่หลงกายลืมใจ บ่หลงชีวิตเฮาจั๊กเทื่อ ไปไสมาไสเบิ่งชีวิตนั่นน่ะ ไปไสมาไสว่าซั่นบ้านหลวงพ่อ ทางนี้อาจจะว่าไปไหนมาไหน อาจจะว่าอย่างซั่นก็ได้นะ มันบ่ฮู้จัก จึงว่าไปไหนมาไหน บ้านหลวงพ่อครั้นว่าไปไหนมาไหนนี่ ว่าไทยญวนว่าซั่น ทางโพ้นทางเมืองแพร่เมืองน่านพู่น เอิ้นไปไหนมาไหนนี่ บ้านหลวงพ่อเอิ้นไปไสมาไสว่าซั่น แต่หากพอฟังกันได้ เป็นอย่างซั่น
ดังนั้น ความสงบจึงมีอยู่สองอย่าง สงบสมถะกรรมฐานนั้น บ่ฮู้จักพวกกาม บ่ฮู้จัก-ญาพ่อ ญาพ่อทำมา แต่ศีลนี่ญาพ่อก็บ่ฮู้จัก เรื่องโทสะ โมหะ โลภะก็บ่ฮู้จัก บ่ฮู้จักแท้ๆ -ญาพ่อ ผู้อื่นที่จิฮู้จักบ่ฮู้จัก ก็บ่..บ่ฮู้จั๊ก-ญาพ่อ เพิ่นฮู้จักน้อย เพิ่นฮู้จักหลายแท้บ่ฮู้จัก
ญาพ่อฮู้จักแต่ตัวญาพ่อเอง ญาพ่อนี่ทำบุญอยู่ครั้งนึง เฮ็ดกองกฐินนะอันเนี่ยะ บ่ใช่ว่าทำบุญนั้นเด๊ะ ทำบุญกองกฐินแท้ๆ นี่นะ หมอลำ-จ้างหมอลำมาลำ แล้วก็จ้างหนังไป ได้เว้ากันแล้วกับแม่ออกเเม่เทียนนี่ว่า หน้าที่ของเจ้าเป็นผู้รับแขก แต่งพาข้าวพาน้ำให้กิน แล้วก็เงินทองให้เจ้าเป็นคนจ่ายว่าซั่น ญาพ่อว่า ข้อยเป็นหน้าที่รับแขกต่างบ้านทางไกล รับศีลแปด-ญาพ่อ แม่ออกเเม่เทียนนี่ให้เรารับศีลห้าว่าซั่น-แน่ะ! มันเอาเปรียบเขานี่ บ่ถูกเรื่อง เป็นอย่างซั่น
บัดนี้ หมอลำลำแล้ว มื้อเซ้า ขเจ้าก็ถามเอาเงินตี๊ จิให้เท่าใดว่าซั่น ความจริงว่ากันแล้ว ปื๊บ......โลด ญาพ่อหนักโอนโต้นอยู่ในใจ แต่มันยิ้มได้เพราะคนหลายเด๊ะ อยู่ในเฮือนฮั่น ยิ้มอยู่ แต่มันหากบ่ยิ้มได้ว่าใจพู่นน่ะ หนักอยู่พอปานเอาโซ่ซ้าง(ช้าง)อ้อมคออยู่พู่นน่ะ ลุกบ่ขึ้นพู่นน่ะ จิให้เท่าใดก็ให้ไปโลด เราก็บ่ฮู้จักว่าญาพ่อเป็นหยัง เว้าดีๆ อยู่
เอากฐินไปทอดให้พระ มาแล้วก็มื้อแลงก็มากินข้าวสองคน สี่กับลูก ลูกสองคน ยังน้อย แล้วก็พ่อแม่ให้ว่าเถอะไป คราวนั้นเป็นพ่อคนแม่คนแล้วเด๊ะ-ญาพ่อ บัดนี้ก็เลย..เว้าอยู่ฮั่นแหละ เว้าเรื่องอยากให้เขาฮู้จักนั่นน่ะ เขาก็ฮู้จักแล้ว เขาหากบ่อยากเว้า- มันบ่ดี บัดนี้เขาก็เลยถาม
เอ้า! เจ้าหยังเว้าแต่ความเก่าอย่างซั่น - ว่าซั่น เจ้าบ่พอใจติ ข้อยเว้าให้เจ้ามื้อเซ้านี้
บ่พอใจ - ว่าซั่นว่ะ
โธ่! ข้อยล่ะบ่ฮู้จักว่าเจ้าบ่พอใจว่าซั่นเราว่ะ เราก็เว้าเป็นซื่อๆ เราก็บ่ฮู้จัก เจ้านั้นตกนรก
น้อ เฮ็ดบุญบ่ได้บุญน้อซั่นล่ะหว่า
โธ..โธ ..โธ้..แม่นความเราแท้ๆ ญาพ่อเชื่อฟังโลด! ผู้ใดเว้า ครั้นมันถูกจังหวะ ญาพ่อยังพอฟัง เชื่อทันทีโลดบัดเดียว-ญาพ่อ อ้อ....เเม่นความเจ้าแล้วบัดเนี่ยะว่า นึกในใจว่า อ๊อ...เเม่นเเล้ว แม่นความเขาแล้ว เราตกนรกผู้เดียวเราเด๊นี่ ยังว่า นรกที่ใต้ดิน ญาพ่อบ่ไปเทื้อ-ญาพ่อ ญาพ่อตกนรกเดี๋ยวนี่นะ แก้เดี๋ยวนี้นี่นะก่อนน่ะ ญาพ่อว่ามื้อเซ้านี่ว่า ผู้ใดจิไปตกนรก จ่ายมบาลจดใส่หนังหมาเน่าไป ผู้ใดจิไปสวรรค์นั้น เทวดาจดใส่กระดาษทองคำไปว่าซั่น หนังหมาเน่านี่มันเหม็นอยู่ในใจพู่น เขาบ่เห็น แต่เจ้าของทุกข์อยู่ในใจพู่น ญาพ่อตั้งแต่มื้อนั้นมา รู้สึกเอาละ บัดนี่ว่าซั่น ถ้าหากเอาชนะสิ่งนี้บ่ได้แล้ว บ่แล้วกัน เรื่องชีวิตนี้ ว่าซั่น ญาพ่อตั้งใจไว้แต่พู่นล่ะ หมู่เพิ่นไปปฏิบัติธรรมะ เพิ่นจิตั้งใจปฏิบัติอย่างใด บ่ฮู้จัก-ญาพ่อ
ญาพ่อมีความตั้งใจอย่างซี่มาตั้งแต่มื้อนั้นล่ะมา เฮ็ดกองกฐินก็แล้ว ทำบุญให้ทาน เฮ็ดมาอยู่ซั่น แต่มันบ่เซาความโกรธนี่ รักษาศีลแปด หลวงพ่อก็รักษาแล้ว มันบ่เซาใจฮ้ายนี่นะ มันบ่เซาความโกรธ มันบ่เซาความหลงนี่นะ นี่! บัดมาเฮ็ดอันนี้แล้วมันสามารถที่จะเซาได้นี่ จิตใจมันก็บ่หงุดหงิดปานใดนี่นะ ไผสิว่าสัง...สังใดก็ตามซ่างนี่นะ เรื่องของขเจ้าบ่แม่นเรื่องของเราว่าซั่น ญาพ่อรู้จังซี่
จังว่า ญาพ่อทำกรรมฐานมา ญาพ่อบ่รู้- บ่รู้ บ่คิดถึงซ้ำ จำพวกกามนี่ก็ได้ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ญาพ่อบ่คิดถึงจั๊กเทื่อ ทำกรรมฐานมาตั้งแต่อายุสิบกว่าปีมา ไผสิว่าสังใดก็ตามซ่าง ว่าญาพ่อว่าอวดดี เว้าแต่เรื่องของตัวเอง ว่าเจ้าของเก่ง เอ้า..เก่งแม้...คนมีดีแล้วก็ต้องเอามาเว้า แต่บ่แม่นคนอวดดีเด๊ะเนี่ยะ คนมีดีแล้ว เอามาเว้าสู่ฟัง อันคนอวดดีนั้น อวดดีซื่อๆ ถามต้นชนปลายบ่ได้ จับกกจับปลายบ่ได้ ชี้โน้นชี้นี้นี่-บ่แม่น ญาพ่อเป็นอย่างซั่น
ญาพ่อปฏิบัติทีแรก ญาพ่อรู้เรื่องรูปนาม จบเรื่องรูปนามแล้วก็มา ญาพ่อก็มารู้เรื่องความคิด ทำลายเรื่องโทสะ-โมหะ-โลภะนี้ นี่พักนึง ทำลายโทสะ-โมหะ-โลภะแล้วก็ทำลายกิเลส ตัณหา อุปาทานนี้ กรรมนี้ออกไปโลด-ญาพ่อ เมื่อทำลายสิ่งเหล่านี้แล้ว แล้วก็เห็นโลด ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์โลด บ่แม่นศีลขันธ์อันขันธ์ห้า ขันธ์แปด ขันธ์สิบสองพู่น บ่แม่นเด๊ะ ญาพ่อว่า รูปขันธ์นี่เด๊ะ - ญาพ่อว่า รูปอันนี้มีศีล รูปขันธ์มีศีลว่าซั่น เวทนาขันธ์มีศีล สัญญาขันธ์มีศีล สังขารขันธ์มีศีล วิญญาณขันธ์มีศีล จึงว่า ศีลตัวเดียวเท่านี้-ญาพ่อ
รูปอันนี้ก็อยู่หน้าที่รูปอันนี้แล้ว เวทนาเสวยอารมณ์ก็มีศีลแล้วเด๊ะบัดเนี่ยะ ก็จิไปเสวยมันเฮ็ดหยังความทุกข์อ่ะ ครั้นเจ้าของมีศีลน่ะ อันผู้ใดไปรักษาศีลอยู่ ยังไปเสวยความทุกข์อยู่ โอย....คล้ายๆ คือสัตว์นรกนั่นแล้ว อันนั้น เป็นอย่างซั่นเด๊ะ คือเทวดากับหนอน คุยกันนั่นแล้ว เป็นอย่างซั่น
เมื่อฮู้จักอันนี้แล้ว ญาพ่อก็ฮู้จักโลดบัดเดียว ฮู้จักศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ตำราว่าอย่างซั่น อันศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ อย่างญาพ่อว่านี้ บ่มีตำรา ญาพ่อบ่เห็น บ่ได้ยินครูบาอาจารย์ว่าให้ฟัง อื้อม..ได้ยินแต่ว่าอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา สิกขาสาม เพิ่นว่าอย่างซั่น แต่ญาพ่อไปเฮ็ดนั้น บ่แม่นว่าอย่างซั่น อธิศีลสิกขาว่าซั่น อธิจิตตะ..เอ้อ..อันศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์พี่ ฮู้จักอันนี้แล้ว ไปฮู้จักอันนั้นโลดบัดเดียว จังว่า บ่ต้องเรียนก็ได้ เมื่อปฏิบัติจริงๆ แล้ว รู้จริงๆ
เมื่อรู้อันนี้แล้ว โอ๊....สมถกรรมฐานนี้มันยังบ่รู้อันมาหมู่นี้ว่าซั่น มันยังบ่รู้ ก็ฮู้จักกามโลดบัดเดียว แต่นี่ตัวเองไปนั่งทำกรรมฐาน พุทโธ ธัมโม อรหัง พอง-ยุบ นั่งภาวนาดูลมหายใจเข้าออก-สั้นยาว-ลมหยาบลมละเอียด โอ๊ย....ญาพ่อเฮ็ดมาพอแล้ว ตัวแข็งทื่อ ญาพ่อเฮ็ดมา มันบ่ฮู้จักนี่นะ ยังว่า สงบแบบอยู่ในถ้ำ บ่แม่นมันสงบแบบออกจากนอกถ้ำ อยู่ในถ้ำ จุดไฟขึ้น-มืด ความมืดหายไปโลด แต่ไฟมันบ่ออก...เอ่อ...ความมืดมันบ่ออกจากเฮา เพราะเฮาอยู่ที่มืดเนะ
บัดนี้ เฮาบ่ต้องอยู่ที่มืดบัดนี่ บ่ต้องไต้ไฟก็ได้ ออกจากถ้ำมาแล้ว มาย่างอยู่ปากถ้ำนี่ มองเบิ่งในถ้ำบ่อนมันเห็นบัดนี่ มันมืดอันนั้นน่ะนี่ ออกมาทางนอกพี่ มองไปทางพี่ มันสว่างโลด มันเป็นอย่างซั่นเด๊ะ จิตใจเปลี่ยนเข้าไปเทื่อนึง สองเทื่อนี่เป็นอย่างซั่น
จึงว่า อ้อ.....กามาสวะ อาสวะคือกาม ยินดีในอารมณ์ กามาสวะนี่ อารมณ์เย็นอกเย็นใจเพิ่นว่า ตกอยู่ในอำนาจของกามารมณ์ เพิ่นเอิ้นกามารมณ์ มันเป็นอารมณ์ซือๆ จึงว่า กามาสวะ-ว่าซั่น อาสวะคือกาม แต่บ่ฮู้จัก - ญาพ่อ
ภวาสวะ-ว่าซั่น อาสวะคือภพ อาสวะคือกิเลส เพิ่นว่าอย่างซั่น บัดเนี้ยะ ภวาสวะ อาสวะคือภพ มันเป็นภพเป็นชาติ เกิดอยู่ในเฮานี้ จึงว่า อาสวะคือกิเลส เป็นภพเป็นชาติ เพิ่นว่าอย่างซั่น จึงว่า กามาสวะ ภวาสวะ
อวิชชา คือความบ่รู้ อวิชชาคือบ่รู้ภพ บ่รู้ชาติ บ่รู้แจ้ง ว่าอย่างซั่นก็ได้ จึงว่า อ้อ....บัดนี้ กามา-สวะ เราทำลายมันแล้วบัดเนี่ยะว่าซั่น ภวาสวะ เราทำลายภพชาติอันนี้ไปแล้วว่าซั่น อวิชชาสวะ เราทำลายอวิชชาอันนี้แล้ว เป็นวิปัสสนาแล้ว เข้าใจแท้ๆ มันเริ่มฮู้จักมาตั้งแต่เมื่อรูปนามพู่นนะ-ญาพ่อ ว่าวิปัสสนานี่ ฮู้จักโลด อ้อ...วิปัสสนามันมาอย่างซี่-ว่าซั่น
จนว่ามาฮู้จักวัตถุปรมัตถ์ นี่ก็รู้จักมากเข้า มากเข้า จึงว่า ยิ่งลงลึกเท่าใด ก็ยิ่งเย็นเท่านั้น ทำอิด(ทีแรก)ลงอยู่น้ำตาฝั่งนี้ซะก่อนอันรูป-นามนี่ ลงเข้าไปฮอดวัตถุปรมัตถ์นี่ก็ลงน้ำเพียงอกเพียงแอวนี่แล้วบัดนี่ ลงเข้าไปถึงศีลแล้วก็คล้ายๆ คือน้ำลึกแล้วก็ท่วมหัวเย็นจิ๊วเข้าไปแล้วบัดนี่ เข้าไปลึกๆ บัดนี่ เห็นตัวอวิชชา ตัวกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะเนี้ยะ ยิ่งลึกบัดนี่ หยั่งบ่ถึงแล้วบัดนี่ มันเป็นอย่างซั่นนิ-มันเย็น ความเย็นมัน จึงว่า ความเย็นผิดกัน ลงลึกเท่าใด ยิ่งเย็นเท่าฮั้น หลวงพ่อว่า บ่แม่นเย็นแบบน้ำแข็งอันนี่
จนว่ารู้จักทำบาปด้วยกาย ทำบาปด้วยวาจา ทำบาปด้วยใจ มีแต่กายซื่อๆ นี้ทำบาป ไปตกนรกขุมใด ถ้าหากนรกมี นานจักปีจักเดือนว่าซั่น ฮู้จักอย่างซั่น-ญาพ่อ เห็นอย่างซั่น เข้าใจอย่างซั่น
บัดนี้ ทำบาปด้วยคำพูด คำพูดซือ ๆ แต่มือบ่ได้กระทำ ว่าเขาบ่ดีอย่างซั่นอย่างซี่ซือๆ นี่ ถ้าหากนรกมีแล้ว ไปตกนรกขุมใด จักปีจักเดือน ฮู้จักอย่างซั่น เห็นอย่างซั่น
บัดนื้ ใจคิดซือๆ บัดเนี่ยะ คำปากบ่เว้า บ่ปากบ่เว้า ใจหากคิดอยู่อย่างซั่น แล้วบัดนี้มือก็บ่เฮ็ด แต่คิดซือๆ ถ้าหากนรกมีจริง ไปตกนรกขุมใด นานจักปีจักเดือนว่าซั่น ฮู้จักอย่างซั่น
แล้วบัดนี้ ทำบาปด้วยกาย ทำบาปด้วยวาจา ด้วยใจ พร้อมกันเมิ้ดบัดนี่ ไปตกนรกขุมใด ไปตกอเวจีขุมใด นานจักปีจักเดือนว่าซั่น
ในทางตรงกันข้ามบัดเนี่ยะ ทำบุญด้วยกายซือๆ นี่ มีแต่เอามือเฮ็ดซือๆ ใจบ่พร้อม คำปากบ่เว้าเทื่อ หากสวรรค์มีแล้ว จิไปอยู่สวรรค์ชั้นใดว่าซั่น บ่ต้องถามไผหมู่นี้ ฮู้จักโลด นานจักปีจักเดือนน่ะ นิพพานมี ไปอยู่นิพพานชั้นใดว่าซั่น ฮู้จักอย่างซั่น
บัดนี้ เว้าดีซือๆ - เฮา หากว่ามือบ่ได้เฮ็ดได้ทำนะ เว้าดีพูดดี พี่ไปน้องมามีแต่ต้อนรับคำพูดปราศรัยดีให้ว่าเดี๋ยวก็ ตายไปแล้วไปอยู่นิพพานชั้นใด ไปอยู่สวรรค์ชั้นใด นานจักปีจักเดือนว่าซั่น ฮู้จักอย่างซั่น
บัดนี้ ทำบาปด้วย...เออ...ทำบุญด้วยใจบัดเนี่ยะ ใจคิดดี แต่มือบ่ทำ ปากบ่เว่า มีแต่ใจคิดดีซื่อๆ นี่ละ หากสวรรค์นิพพานมีแล้ว ตายไปแล้วไปเกิดสวรรค์ชั้นใด ไปอยู่ในสวรรค์ชั้นใด หรือนิพพานมี ไปอยู่นิพพานชั้นใด นานจักปีจักเดือน ฮู้จักอย่างซั่น
บัดนี้ ทำบุญด้วยกายหนึ่ง กายก็ทำดี วาจาก็พูดดี ใจก็คิดดี พร้อมกันแล้วบัดนี่ หากสวรรค์มี นิพพานมีอ่ะ ตายไปแล้ว ไปเกิดสวรรค์ชั้นใด ไปนิพพานชั้นใด นานจักปีจักเดือนว่าซั่น แน่ะ! ฮู้จักอย่างซั่น
ฮู้จักแล้ว ปัดโธ่...ว่า...บัดใด อันมานั่งเฮ็ดจังหวะอยู่นี่ เดินจงกรมอยู่นี่ มันเริ่มมีศีลมีธรรมครบหมดเด๊ หนึ่ง กายนี่ก็บ่ได้ไปฆ่าสัตว์ บ่ไปลักทรัพย์ ศีลนี้จึงว่ารับก็ได้ บ่รับก็ได้ ญาพ่อว่าอย่างซั่น บัดนี้ คำพูดคำจาเฮาเนี่ยะ มีผู้ใดมาถามเฮาก็ว่าดีๆ บัดนี่ ใจเฮาก็คิดน้อมน้าวเข้ามาแต่ในตัวเฮา มันครบเมิ้ดบัดเดียว ก็เลยเห็น เลยรู้ เลยเข้าใจ สัมผัสแนบเเน่นอยู่อันนี้ เรียกว่า จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์นั้น ผ่องแผ้วว่องไวนั้น เพิ่นว่า จิตใจของพระพุทธเจ้าว่าซั่น เฮาก็ต้องตริตรองให้มันได้พระพุทธเจ้ามาไว้ม่อๆ เฮานี้แม่นบ๊อมันจิถูก
ถ้าหากว่า เฮานั่งอยู่เดี๋ยวนี้นี่ ญาติโยมคือกัน ครูบาอาจารย์คือกันทุกองค์นี่ จิตใจก็สบายอยู่ซีอๆ นี่น่ะ อันนี้ลักษณะจิตใจสงบซือๆ เด๊นี่ สงบอยู่อย่างซี่ เพราะว่าเฮาฟังอยู่เด๊ะ เฮาบ่ได้เห็น แต่มันก็มีอยู่นี่ แต่หากเฮาบ่เคยเห็นจักเทื่อ บ่เคยฮู้จักว่าจิตใจสงบ เป็นลักษณะอย่างนี้น้อ เฮาบ่ฮู้จักซักเทือ โอ๊....จิตใจสงบนี้ คือกันกับจิตใจพระพุทธเจ้านั่นเด๊เนี่ยะ ครั้นเฮาคิดอย่างซี่แล้วก็ โอ๊...จิตใจสงบนี้แม่นจิตใจพระพุทธเจ้าเด๊ โอ๊...เราก็มีพระพุทธเจ้าน้อยๆ เกิดขึ้นแล้วเด๊เนี่ยะ เฮาก็ฮู้จักโลดซั่นว้า - เฮามีอ่ะ
เฮามีเงินบาทหนึ่งอยู่ในถุงเสื้อเฮาเนี่ย มีคนมาถาม เฮาก็จิฮู้จักละว่ามีเงินเท่าใด๋ เจ้าว่ะ มีบาทนึง เงินเป็นเหรียญละบาท หรือเป็นใบละบาท เฮาก็ฮู้จักซั่นวะ ถ้าเฮามีใบละห้าบาทอยู่ในถุงเสื้อเฮาเนี่ยะ มีคนมาถาม เจ้ามีเงินบ๊อ?- มี มีเท่าใด? มีห้าบาท เป็นเหรียญห้าบาทบ๊อ หรือเป็นธนบัตรใบละห้าบาท? เฮาก็ฮู้จักซั่นละว้า เงินเฮามี
บัดนี้ เฮามีเงินใบสิบบาทบัดเนี่ยะ มีคนมาถาม เฮาก็ฮู้จักว่าใบสิบบาทโลดบัดเดียว นี่เดี๋ยวนี้มีใบ..ใบห้าสิบก็มีเด๊ะเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนบ่ทันมี มีใบละยี่สิบบาทบัดเนี่ยะ เฮาก็บอกว่ามียี่สิบบาทโลดบัดเดียว เพราะเฮาเห็นเด๊ะ ใจมันเห็น อยู่ถุงเสื้อก็ตามซ่าง อยู่ไสก็ตาม เฮาจับไว้แล้ว มันเอาไว้เนี่ยๆ มันเห็น มีเงินยี่สิบบาท เฮาก็บอกว่ามีเงินยี่สิบบาท มีห้าสิบบาท เฮาก็บอกมีห้าสิบบาท แต่ก่อนมีแต่ใบละร้อย ใบห้าร้อยเด๊บ่มี แต่ก่อน
เมื่อญาพ่อไปปฏิบัติธรรมะ ญาพ่อก็ฮู้จัก อ๊อ.....อันของอย่างนี้ ถ้ามันมีแล้ว มีผู้ใดมาถาม มันฮู้จักโลดว่าซั่น
บัดนี้ คนบ่มีเงินเด๊บัดเนี่ยะ เจ้ามีเงินบ๊อว่าซั่น? มี อยู่ไสๆ ? อยู่ธนาคารพู่น บ่มีเงินผู้ฮั่น อวดดีซื่อๆ นี้ บางทีบ่มีเงินในธนาคารก็ตามซ่างนี้เนี่ยะ บางคนบ่มีเด๊เงินธนาคารกันน่ะ ว่าซื่อๆ ว่าเจ้าของมีเงินน่ะ แน่ะ...อันนี้เฮามีเงิน..เงินธนาคารก็มีบัดนี่ อยู่ถุงเสื้อก็มีแท้ๆ นี่นะ จึงว่า คนอวดดีกับคนมีดีเอามาเว่า มันจึงต่างกัน ให้เข้าใจอย่างซั่น
ถ้าหากเฮาบ่เข้าใจอย่างซั่นแล้วจิไปเจอเข้ากับคนอวดดี แล้วเฮาจิไปเชื่อเด๊นั่นน่ะ อย่าเชื่อ เพิ่น
บอกบ่ให้เชื่อแล้ว ต้องทดลอง ต้องปฏิบัติ ถามหมู่ญาติโยมนี่ก็คือกัน ถามพระเจ้าพระสงฆ์คือกัน ต้องปฏิบัติให้รู้จักตัวเรา ให้รู้จักรูป รู้จักนามนี่แหละ ทีแรกก็ เมื่อรู้จักอันนี้แล้วก็ฮู้จักเป็นขั้นเป็นตอนไป เพิ่นเอิ้นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน เพิ่นว่าอย่างซั่น เฮาบ่ว่าก็ได้ จิตใจเปลี่ยนครั้งที่หนึ่งเป็นหยัง? ว่าซั่น อื๊อ...มันฮู้จักรูป-นามนี่โลดบัดนี่
จิต..จิตใจเปลี่ยนครั้งที่สองเป็นหยัง? ว่าซั่น โย้...โทสะ โมหะ โลภะ นี่มันลด...ลดน้อยไปแล้วเด๊นี่ว่าซั่น
จิตใจเปลี่ยนครั้งที่สามเป็นหยัง ? โย้...กิเลส ตัณหา อุปาทาน นี่มันบ่ยึดบ่ถือแล้วเด๊เนี่ย ว่าซั่น
จิตใจเปลี่ยนเป็นขั้นเป็นตอนไป จนเท่ามีศีลอย่างสมบูรณ์อย่างญาพ่อว่านี่แหละ ก็เลยรู้จักจำพวกกาม กามาสวะ กามานี่ตกอยู่ในอำนาจของกาม คือ อารมณ์ยินดีรักใคร่พอใจในอารมณ์ เพิ่นเอิ้นกามาสวะ อาสวะคือกิเลส เพิ่นจึงว่าอย่าดีใจ อย่าเสียใจ เพิ่นว่าอย่างซั่น
อันนั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ฟังญาพ่อเว้าอยู่เดี๋ยวนี้นี่ บ่มีดีใจ บ่มีเสียใจ อยู่ซือๆ นี้ บางคนก็เบิ่งใจตัวเอง บางคนก็บ่เบิ่งซ้ำ เบิ่งพู้นเบิ่งพี้ นี่...มองไป ลืมตนแล้วลืมตัวเเล้วเด๊นี่
บางคนก็ดูลมหายใจ เบิ่งจิตเบิ่งใจตัวเองดีว่ะ มันมีแล้ว ของมีแล้วทั้งนั้น ที่ญาพ่อเว้าอยู่นี่ บ่ใช่เพิ่นเว้าของบ่มีเด๊ ของมันมีเด๊ยังมาเว้าให้ฟังนี่ จึงว่า บ่ต้องศึกษาก็ได้ ถ้าหากปฏิบัติถึงที่สุดแล้วก็ต้องถึงจริงๆ
จังว่า สัญญาความหมายรู้จำได้ เพราะมันมี ถ้ามันบ่มี มันสิจำได้บ่ ? มันต้องเข้าใจอย่างซั่น ที่ญาพ่อเว้าให้ฟังนี่ บ่ยาก เรื่องนี้ เมื่อรู้จักอันนี้แล้ว ทำบุญด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ทั้งสามอย่างครบสมบูรณ์แล้วก็ วิ้ววว......โลดบัดเดียว มันขาดช่วงออกจากกัน ปุ๊ด...โลดบัดเดียวเน่ะ อันมันขาดออกจากกัน บ่แม่นจิว่าขาดอย่างซี่เด๊ะ มันเป็น...บ่เป็นพี่เป็นน้องกัน สมมุติเอาซือๆ เนี่ยะ บ้านหลวงพ่อ มีหิ้งสามขา ขเจ้าไปหาปู หาปลา หาเนื้อมา ขเจ้าเฮ็ดหิ้งสามขาไปย่าง ย่านมันเน่า เพิ่นว่าอย่างซั่น มีหิ้งสามขาซุกบ่ล้ม เอาออกขาหนึ่งแล้วยังสองขา ก็ยังนานล้มอยู่ เอ้อ...บัดนี้เอาออกทั้งสองขา..เอ้อ..ออก เอาออกขาเดียว ตั้งบ่อยู่แล้วบัดนี่ ลมพัดก็ล้มโลดบัดเดียว
อันนี้ก็คือกัน ถ้าหากทำลายโทสะ-โมหะ-โลภะออกไปแล้ว เพราะเฮาบ่หลง เพิ่นยังว่าอย่าหลงตัว อย่าลืมใจ อย่าหลงเนื้อหลงตัวเฮา เบิ่งการเคลื่อนการไหว มันนึกมันคิด อันนี้เป็นวิธีที่จะเข้าไปอันนั้น ถ้าหากบ่เบิ่งอันนี้ บ่มีวิธีจิเข้าไป - ญาพ่อ...ผู้อื่นเฮ็ดจิเป็นจังใด๋..บ่ฮู้จั๊ก วิธีที่จะเข้าไปหาความคิดได้คือ การเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวรูปกายภายนอกนี้แหละ เคลื่อนไหวเข้า เคลื่อนไหวเข้า บัดนี้จิตใจเคลื่อนไหวก็ต้องรู้บัดนี่ เน่ะ...มันเป็นอย่างซั่น
รู้จิตใจเคลื่อนไหวแล้ว เป็นจังใดเด่ะ ก็แปลว่ารู้แจ้งเห็นจริง แปลว่าได้ต้นทาง เพิ่นว่าเอิ้นได้กระแสพระนิพพานว่าซั่น นิพพานบ่ใช่เป็นตนเป็นตัวเด๊ะ อันว่าได้กระแสพระนิพพานก็ได้ความคิด มันคิดมันเห็น มันรู้นี่แหละ บัดนี้มันบ่โกรธนี่แหละ กระแสพระนิพพานน่ะ จึงว่าเข้าไปนิพพานให้มันได้ จึงว่าเฮาได้ใจสงบแล้วบัดนี่ ใจสะอาดเฮาต้องเห็นบัดนี่ ครั้นสะอาดก็แปลว่าเฮาเห็นนั่นแล้ว ครั้นว่าสะอาดแล้ว เบิ่งเป็นหยังก็เห็นอย่างซี่แล้ว โอ๊....ดีเนาะ นี่เฮาเบิ่งอย่างซี่ สะอาด เพิ่นเอิ้นใจสว่าง จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบอันนั่น