คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการเจริญสติ
ตามแบบ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 006268 - โดยคุณคุณ : yudth718 [ 4 ก.ย. 2545]
|
เนื้อความ : |
|
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ได้อุปมาการฝึกอบรมจิตโดยวิธีการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวไว้ โดยเปรียบเทียบกับการฝึกสุนัข ท่านบอกว่าเราต้องปล่อยสุนัขให้อยู่อย่างอิสระ อย่าเอาเชือกหรือโซ่ไปล่ามมันไว้ เพราะมันจะต่อต้าน ยิ่งถ้าเราพยายามดึงให้มันเข้ามาใกล้ มันจะยิ่งดิ้นรนขัดขืนรุนแรง ดีไม่ดีมันจะกัดเราเอาได้ ท่านบอกว่าปล่อยให้มันอยู่ชองมันอย่างอิสระ แต่เราคอยโยนอาหารให้มันกินบ่อย ๆ มันจะค่อย ๆ คุ้นเคยและเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนในที่สุดมันก็จะเชื่องจนมานั่งมานอนข้าง ๆ เราเอง อาหารก็คือ ความรู้สึกตัวนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การปฏิบัติวิธีนี้จะไม่บังคับจิต แต่จะปฏิบัติอย่างสบาย ๆ ไม่มีการเพ่งหรือจ้องหรือการกำหนด (การเพ่ง เป็นการกำหนดให้จิตรู้อารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งตลอดเวลา ไม่ให้จิตเผลอออกไปรู้อารมณ์อื่น) แต่การที่จะให้จิตที่อยู่อย่างอิสระมารู้อารมณ์ที่ตั้งเป็นฐาน ก็ไม่ใช่เป็นงานง่าย ๆ จึงต้องมีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง |
|
ประการแรก ตัวอารมณ์ (object) ที่เป็นที่ตั้งของการรู้ หรือที่เรียกว่าอารมณ์กรรมฐาน ก็คือ ความรู้สึกที่ร่างกายอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหว (เป็นผัสสะทางร่างกายล้วน ๆ ) ซึ่งเป็น object ที่ใหญ่และหยาบ ที่จิตสามารถรู้ได้ง่ายและรู้ได้ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องเพ่งหรือใช้ความพยายามเพื่อที่จะรู้ และความรู้สึกนี้เรายังสามารถเพิ่มให้แรงขึ้นเพื่อให้จิตได้รู้ ในกรณีที่มีอารมณ์อย่างอื่นเกิดขึ้นแรง อย่างเช่น ถ้าความคิดมาแรง หลวงพ่อจะบอกให้กำมือแรง ๆ หรือเดินกระทืบเท้าแรง ๆ หรือโดยวิธีการอย่างอื่นในลักษณะเดียวกัน (เป็นการแก้ไขโดยวิธีง่าย ๆ เอาสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติสองอย่างมาแก้กัน) หรือไม่ก็เปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน |
|
ความรู้สึกมีธรรมชาติที่เป็นกลาง เปรียบเทียบเหมือนกับน้ำที่มีรสจืด เมื่อจิตมารู้ความรู้สึก ๆ ก็จะย้อมจิตให้มีความเป็นกลางไปด้วย นอกจากนี้ความรู้สึกยังเป็นผัสสะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่เกิดขึ้นมาจากความคิด จึงเป็นธรรมชาติคนละส่วนกับความคิด (เนื่องจากสาเหตุนี้ จึงทำให้จิตสามารถออกมาอยู่นอกความคิด และเห็นความคิดได้) |
|
เมื่อสติมีกำลังเพิ่มมากขึ้น จิตจะรู้การเคลื่อนไหวที่ละเอียดลงไปเรื่อย ๆ (ซึ่งเป็นไปเอง) จากการเคลื่อนไหวใหญ่ ๆ ของร่างกาย ไปถึงการเคลื่อนไหวที่ละเอียดย่อยลงไป ไปถึงลมหายใจ จนกระทั่งไปถึงการเคลื่อนไหวของเจตสิกตัวอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ (หลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนคนสองคนนอนติดกัน พอคนหนึ่งขยับตัวปั๊บ อีกคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก็รู้ทันที) แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจิตจะรู้การเคลื่อนไหวได้ละเอียดแค่ไหนก็ตาม การมารู้การเคลื่อนไหวของกายหยาบก็ยังคงใช้เป็นพี่เลี้ยงของจิตอยู่เสมอ |
|
ประการที่สอง ระดับ (degree) ของการรู้อารมณ์หรือ object อย่างเช่นเวลาเราทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือในการศึกษาเล่าเรียน เรามีการเพ่งความสนใจไปรู้ที่งานหรือสิ่งที่ศึกษาในระดับหนึ่ง (บางครั้งเราเรียกว่าสมาธิตามธรรมชาติ) ซึ่งจะมากกว่าระดับการรับรู้สิ่งทั่ว ๆ ไป (ที่เรารู้อย่างฉาบฉวย) และในการทำสมาธิที่เรียกว่าสมถะกรรมฐาน ระดับความเข้มของการเพ่งจะยิ่งมากขึ้นไปอีก จนถึงสภาวะที่เรียกว่า ฌาน แต่ในการเจริญสตินั้น ระดับของการรู้ object จะเบากว่าของสมถะฯมาก โดยน้ำหนักของการรู้ของการเจริญสติจะอยู่ที่ฐานรู้ (subject) มากกว่าที่ตัว object ยกตัวอย่างเช่น น้ำหนักของการรู้อยู่ที่ subject 70 อยู่ที่ object 30 หรืออาจจะเป็น 80 : 20 หรือ 90 : 10 (ตัวเลขยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพ) การที่การเจริญสติวางน้ำหนักของการรู้ที่ object เบาเช่นนี้ ทำให้การปฏิบัติไม่มีการเพ่งอารมณ์ ทำอย่างสบาย ๆ แต่ในขณะเดียวกันจิตก็เผลอไปรู้อารมณ์อื่น ๆ ได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้น object ที่เป็นฐานของการรู้จะต้องใหญ่และหยาบและมีน้ำหนัก เพื่อที่จิตจะรู้หรือกลับมารู้ได้ง่าย และเทคนิคการปฏิบัติก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน (ข้อนี้ที่อธิบายมาข้างบนค่อนข้างจะเป็นทฤษฎี ถ้าพูดอย่างสรุปก็คือ รู้เบา ๆ ทำเล่น ๆ ) |
|
ประการที่สาม การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ เช่น เทคนิคการเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะ เคลื่อนแล้วหยุด ๆ ๆ เป็นวิธีการที่จะดึงให้จิตที่เผลอออกไป กลับมารู้ความรู้สึกอีกครั้ง โดยทั่วไปแล้วจิตมักจะเผลอไปตามความคิดหรือถูกความคิดลากไป การเคลื่อนแล้วหยุด ๆ ๆ จะทำให้การรู้ไปกับการปรุงแต่งของความคิดสะดุดลงหรือขาดช่วงลง จิตก็กลับมารู้ความรู้สึกอีกครั้ง เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้การมายกมือเคลื่อนไหวฯนี้ยังเป็นการเพิ่มเติมการเคลื่อนไหวที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ที่มักจะเป็นไปโดยอัตโนมัติตามความเคยชิน ทำให้ลืมตัวง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจิตยังไม่คุ้นเคยที่จะรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย |
|
สำหรับการเดินจงกรม เป็นการปฏิบัติที่บางคนเห็นว่าทำง่ายกว่า แต่สำหรับผู้ที่ยังจับหลักยังไม่ได้ จะเกิดการเพ่งได้ง่าย ดังนั้นการมารู้การเคลื่อนไหวของมือจะรู้ได้ง่ายและสบายกว่า (แต่จะมีปัญหากับความง่วง ถ้าผ่านได้ก็สบาย) |
|
ประการที่สี่ ความต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง การสร้างความเคยชินให้จิตรู้และกลับมารู้ความเคลื่อนไหวโดยไม่บังคับจิต เป็นงานที่ต้องการการเพียรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และการเจริญสติอย่างต่อเนื่องยังเป็นการสะสมพลังสติ ซึ่งหลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกับน้ำฝนที่ตกลงใส่โอ่งน้ำทีละเล็กทีละน้อย เมื่อเวลานานเข้าและภาชนะที่รองรับน้ำไม่รั่ว วันหนึ่งน้ำก็จะเต็มโอ่งน้ำจนล้นออกมา การเจริญสติก็เช่นเดียวกัน เมื่อสะสมจนเป็น มหาสติ ก็จะมีญาณปัญญาเกิดขึ้นมาเอง |
|
(มีข้อสังเกตจากประสบการณ์ของผมพบว่า ถ้าบอกว่าให้รู้ ความรู้สึก หรือให้ รู้สึกตัว อย่างนี้ผู้ปฏิบัติใหม่ ๆ จะให้น้ำหนักของการรู้ไปที่ความรู้สึกมาก ทำให้เกิดการเพ่งได้ง่าย แต่ถ้าบอกว่าให้รู้ การเคลื่อนไหว อย่างนี้จะทำให้รู้ได้ง่ายและรู้สบายกว่า ที่อธิบายมาข้างบน บางครั้งผมบอกว่ารู้ ความรู้สึก หรือรู้ ความเคลื่อนไหว ทั้งสองคำนี้ขอทำความเข้าใจว่าเป็นอันเดียวกัน) |
|
การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวนี้ทำให้เราเข้าใจสติ ในความหมาย การระลึกได้ ได้อย่างชัดเจน การระลึกได้ คือ การกลับมารู้อารมณ์ที่ตั้งไว้นั้นอีกครั้ง ซึ่งย่อมหมายความว่าจิตได้เผลอออกไปรู้อารมณ์อย่างอื่น แล้วจึงค่อยกลับมารู้อารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งอีกครั้ง ตัวที่ดึงจิตกลับมารู้อารมณ์ที่ตั้งไว้นี้ คือสติในความหมายนี้ ดังนั้นถ้าจิตไม่เผลอออกไป การระลึกได้ก็ไม่เกิดขึ้น |
|
ดังนั้นในการเจริญสติ (โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มใหม่หรือผู้ที่กำลังสติอ่อน) การที่จิตเผลอออกไปรู้อารมณ์อย่างอื่นจึงเป็นเรื่องธรรมดา จุดสำคัญอยู่ที่การกลับมารู้อารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งอีกครั้ง เมื่อปฏิบัติไปเรื่อย ๆ จิตจะไม่เผลอไปนานและกลับมารู้อารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งเร็วขึ้น (การที่จิตจะกลับมารู้เมื่อไหร่ เราไม่สามารถกำหนดได้ สติจะทำหน้าที่ของมันเอง แต่เทคนิคการปฏิบัติก็ช่วยได้มาก) เมื่อสติมีกำลังมากขึ้น สติในความหมายของ การรู้เท่าทัน จะทำงานเด่นชัดขึ้น (หน้าที่นี้จะเห็นคุณลักษณะของ ความว่องไวและความตื่นตัว ซึ่งหลวงพ่อจะอุปมาเหมือนคุณสมบัติที่มีอยู่ในไก่ป่า ที่แตกต่างกับไก่บ้าน) หน้าที่ของสติในความหมายนี้ คือรู้เท่าทันความแคลื่อนไหวทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ เป็นทั้งเครื่องกรองและเครื่องกั้น กรองความคิดก่อนที่จะแสดงออกมาเป็นการกระทำและคำพูด ส่วนการเป็นเครื่องกั้น ก็เป็นในความหมายของแมวกับหนูที่หลวงพ่อเปรียบเทียบระหว่างสติกับความคิด (คิดปุ๊บ...ทันปั๊บ) กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจ เกิดขึ้นรวดเร็วมาก สติจึงต้องตื่นตัวและว่องไวจึงจะรู้เห็นเท่าทันความคิดได้ (หลวงพ่อเปรียบความเร็วของความคิดว่าเหมือนกับแสงฟ้าแลบ) |
|
สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้ตัว ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เจตสิกตัวนี้มึความสำคัญควบคู่ไปกับสติและความเพียร ซึ่งการรู้เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ นั้น การรับรู้ของจิตต่ออารมณ์ที่เป็นฐานที่ตั้งของการรู้ ต้องประกอบพร้อมไปกับสติและสัมปชัญญะ นั่นก็คือในส่วนของสัมปชัญญะนั้น ในขณะที่จิตรู้อารมณ์ จิตก็รู้ที่ตัวเองพร้อมกันไปด้วย แสดงว่าน้ำหนักของการรู้ไม่ได้อยู่ที่ตัวอารมณ์ (object) เพียงอย่างเดียว (จะเห็นว่าต่างจากการเพ่ง ที่น้ำหนักของการรู้จะรวมไปที่ตัวอารมณ์) อย่างที่ได้ยกตัวอย่างไว้ข้างบนว่าน้ำหนักของการรู้อยู่ที่ตัวอารมณ์ (object) 30 และอยู่ที่ฐานรู้ (subject) 70 (เป็นตัวเลขที่ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพ) ดังนั้น ตามความหมายนี้การรู้เห็นตามหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ น้ำหนักของการรู้จะมีทั้งที่ตัวอารมณ์และที่ฐานรู้พร้อมกันไป โดยให้น้ำหนักของการรู้อยู่ที่ฐานรู้มากกว่าที่ตัวอารมณ์ (เพราะว่าเราเคยชินที่มักจะรู้ หมดตัว ไปกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ก็เลย ลืมตัว จนเป็นธรรมดา) |
|
เมื่อสติมีกำลังมากขึ้น สมาธิ (แปลว่า ความตั้งมั่น ) ก็เกิดขึ้นตามมาเองตามธรรมชาติ จิตตั้งมั่นจากการที่สติเฝ้ารักษาจิตไม่ให้อารมณ์อย่างอื่นเข้ามารบกวน (จะเห็นว่าสมาธิที่เกิดขึ้นแบบนี้จะมีที่มาแตกต่างจากสมาธิที่เกิดจากการเพ่ง) ญาณปัญญาก็เกิดขึ้นตามมา (ญาณปัญญาไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในขณะที่ปฏิบัติ อาจจะเกิดขึ้นในขณะใดก็ได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการคาดหมายของเรา เรามีหน้าที่เพียงทำ เหตุ ไปเรื่อย ๆ เท่านั้น) เป็นไปตามหลัก สติ-สมาธิ-ปัญญา |
|
ทั้งหมดนี้เป็นการให้ข้อสังเกตและคำอธิบายหลักการเจริญสติวิธีนี้แบบตำราปนประสบการณ์ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์และเป็นข้อพิจารณาแก่ท่านที่สนใจบ้างไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ |
|
จากคุณ : yudth718 [ 4 ก.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 6 : (กำพล2) |
|
สา...ธุ ครับ คุณ yudth สามารถเรียบเรียงได้ชัดเจนดีครับ ผมเองเวลาอธิบายก็ยังเรียบเรียงได้ไม่ดีพอเท่านี้ นับว่าเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่สนใจจริง ๆ ครับ |
|
ผมหวังว่า ต่อแต่นี้ไป จะได้เห็นคุณ yudth มาช่วยให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเจริญสติมากขึ้นนะครับ |
|
ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 4 ก.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 8 : (นพ) |
|
มาร่วมวงเสวนาอีกคนครับ ตั้งข้อสังเกตได้ชัดเจนดีครับ สาธุครับ |
|
ขอตั้งข้อสังเกตและเสริมในข้อความประการที่สี่เพียงนิดเดียวครับที่ว่า |
|
และการเจริญสติอย่างต่อเนื่องยังเป็นการสะสมพลังสติ ซึ่งหลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกับน้ำฝนที่ตกลงใส่โอ่งน้ำทีละเล็กทีละน้อย เมื่อเวลานานเข้าและภาชนะที่รองรับน้ำไม่รั่ว วันหนึ่งน้ำก็จะเต็มโอ่งน้ำจนล้นออกมา การเจริญสติก็เช่นเดียวกัน เมื่อสะสมจนเป็น มหาสติ ก็จะมีญาณปัญญาเกิดขึ้นมาเอง |
|
คำอธิบายนี้คงเป็นเพียงการ..อุปมา..กระมังครับ ใช้คำว่า..สะสม..คงไม่หมายถึงการสะสมบุญ สะสมเงินทองในธนาคารทีบาท สะสมสติไปทีละครั้ง ทีละความรู้สึกนะครับ เมื่อเรารู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันความคิดปรุงแต่ง (ตัวหนู หรือตัวลักคิดตามแบบนิสัยที่เราเคยชิน) ทำให้เรา..เห็น..เรียนรู้..เท่าทันความลักคิด..ละวางกระแสความคิดปรุงแต่ง กลับมามีความรู้สึกตัวมากขึ้น บ่อยขึ้น จนจิตเราที่เคย..เสียสมดุลย์...กลับสู่ความเป็น..ปกติ..กลับสู่ความเป็นเอง เป็นอิสระอยู่อย่างนั้น ไม่มาก ไม่น้อย ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ หวังว่า...สะสมจนเป็น..มหาสติ..คงเป็นเพียง..คำอุปมานะครับเพื่อน ๆ |
|
จากคุณ : นพ [ 4 ก.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 11 : (กำพล2) |
|
ผมขออนุญาตแสดงความเห็นครับ |
|
ผมเข้าใจว่า การฝึกสติ ก็คือฝึกการระลึกรู้บ่อย ๆ ให้รวดเร็ว ดังนั้นการระลึกรู้ไปตามกายเคลื่อนไหว ที่เราสร้างขึ้น หรือมีเองตามธรรมชาติ เริ่มฝึกโดยการให้ระลึกรู้ทีละครั้ง ๆ ๆ ๆ แต่ถ้าเราตั้งใจมาก มันจะกลายเป็นรู้ต่อเนื่องไป |
|
สิ่งที่เรารู้ก็คือ มือ เท้าหรือขาที่กำลังเคลื่อนไหว เราจะจับได้เหมือนเป็นรูปกาย ของอวัยวะนั้น ๆ แต่ไม่มีชื่อ เมื่อสังเกตลึกลงไปอีกนิดเราจะสัมผัสได้กับผัสสะที่เกิดจากกายเคลื่อนไหว คือความรู้สึกนั่นเอง ซึ่งตรงนี้เองที่ผมเข้าใจว่าเป็นจุดที่เราต้องกลับมาหรือฝึกให้จิตกลับมารู้คราวใดที่มีความคิดเกิดขึ้น การกลับมารู้ที่ความรู้สึกนั้น จะเป็นการออกมาจากความคิดได้อย่างง่ายดาย การฝึกให้จิตมีการระลึกรู้ที่ ความรู้สึก บ่อย ๆ ทำให้มาก ทำให้ชำนาญ จะทำให้จิตจดจำความรู้สึกอันนี้ใว้ (สัญญา) ความเป็นเองก็จะเกิดขึ้นได้ต่อไป |
|
การเจริญวิปัสสนาท่านจะกล่าวถึงว่าต้องใช้อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์คือเกิด-ดับให้เห็น ให้รู้ได้ ความรู้สึกที่เกิดจากกายเคลื่อนไหว ก็เป็นอารมณ์ปรมัตถ์ พ้นสมมติ อยู่นอกความคิด |
|
การดูความคิด การรู้อารมณ์ หากอินทรีย์ของเรายังไม่เข้มแข็ง พอจะทำให้มีปัญหาได้หลายอย่าง เช่น เราไม่แน่ใจว่าตอนนี้เป็นความรู้สึกตัวหรือเป็นความคิด อาจะคิดรู้สึกตัวอยู่ก็ได้ แยกอารมณ์ไม่ออกคือเช่นเมื่อมีความโกรธเกิดขึ้น เราแยกไม่ออกว่า ความโกรธเป็นอารมณ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและ-ถูกรู้-ออกจากตัวรู้ คือมีการรู้ที่เป็นกลุ่ม เป็นก้อน ท่านเรียกว่า ฆนสัญญา ความรู้สึกตัวจะเป็นตัวเฉลย ให้เรารู้ได้โดยไม่ต้องคิดพิจารณาใด ๆ ว่า ความโกรธที่เกิดขึ้น เป็นคนละอันกันกับสิ่งที่เข้าไปรู้ความโกรธนั้น เราจะเห็นการแยกส่วนออกจากกัน ท่านว่าเป็นการทำลายฆนสัญญาลงเสีย กายเราก็เช่นเดียว การรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ซื่อตรงก็เป็นปัญหาที่พบได้ เมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ๆ ด้วยความรู้สึกตัวเท่านั้นที่จะเป็นการรู้อารมณ์ที่ซื่อตรง เป็นกลางอย่างแท้จริง เราจึงจะได้สัมผัสกับสัจจะ-ของจริงแท้ได้ด้วยจิตแบบนี้ |
|
การเจริญกายานุปัสสนา มีความรู้สึกตัวที่พัฒนาได้สัดส่วนแล้วจะทำให้จิตของเราเป็นปกติ (จิตมีศีล) ตั้งมั่นและพร้อมใช้งาน (จิตมีสมาธิ) มีแต่จิตประเภทนี้เท่านั้นที่จะเจริญปัญญาหรือมีประสิทธิภาพมากพอที่จะไปสิกขาเรื่องราวของจิตเองได้ ผลอีกอย่างที่จะเห็นเองได้คือทำลายความเห็นผิดที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิ เราจะเห็นกายเป็นกาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาอย่างที่ท่านว่าไว้จริง ๆ |
|
สิ่งที่ต้องย้ำกับญาติธรรมทุกครั้งก็คือขอให้ตั้งใจทำกันจริง ๆ ทำเหตุให้ดี ไม่ต้องกล่าวถึงผลก็ได้ ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 5 ก.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 14 : (ยุทธ์) |
|
(เพิ่มเติม) เรื่องการเจริญสติอย่างต่อเนื่องและการสะสม (พลัง ) สตินั้น เป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะสติถ้าไม่ประคับประคองโดยเจริญอยู่เนือง ๆ ก็เสื่อมลงได้เช่นกัน ส่วนอานิสงค์ของการสะสม (พลัง) สติ ก็อุปมาเช่น เราเอาหลอดไฟสปอร์ตไลท์มาต่อเข้ากับหม้อแบตเตอรี่ ถ้าหม้อแบตฯ นั้นมีคุณภาพ ไม่ชำรุดหรือเสื่อมคุณภาพ ไฟฟ้าที่ชาร์จเข้าไปก็เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อชาร์จไฟเข้าไปแล้ว ถ้ากำลังไฟไม่พอ หลอดไฟก็ไม่สว่าง ถ้าปริมาณไฟฟ้ามากพอจนถึงระดับหนึ่ง หลอดไฟก็อาจสว่างขึ้นมาแป๊บหนึ่งแล้วก็ดับไป แต่ถ้าจะให้หลอดไฟส่องสว่างได้ทุกขณะไม่จำกัด พลังไฟฟ้าก็ต้องมีไม่จำกัดเช่นเดียวกัน |
|
จากคุณ : ยุทธ์ [ 5 ก.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 19 : (กำพล2) |
|
ผมขออนุญาตเพิ่มเติมข้อความเพื่อความเข้าใจตรงกันครับ |
|
คำว่าสักกายทิฏฐิ คือความเห็นว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา ที่มีอยู่ในขันธ์ทั้ง 5 ซึ่งถือว่าเป็นความเห็นผิด การเจริญสติ จนรู้แจ้ง จนจิตเห็นตามความเป็นจริง ว่าขันธ์ทั้ง 5 นี้หาตัวตนที่จริงแท้ไม่ได้ ความเห็นผิดดังกล่าวก็จะหายไป แต่ความยึดว่าเป็นตัวเรา ตัวกู ยังมีอยู่ได้ครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 7 ก.ย. 2545] |
![]()